616-620
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 616ถึง620
“ข้า เมิ่งเซียวจากเผ่ามนุษย์ ขอร้องเรียนแม่ทัพเทพสวรรค์ สังหารล้างบางทายาทชายหลายล้านคนในตระกูลของข้า ข่มเห่งสตรีในตระกูลข้า เทพเซียนประพฤติตนไม่เป็นธรรม บรรพชนสวรรค์โปรดมอบความเป็นธรรมให้ข้าน้อยด้วย!”
“ข้า เมิ่งเซียวจากเผ่ามนุษย์ ขอร้องเรียนแม่ทัพเทพสวรรค์ สังหารล้างบางทายาทชายหลายล้านคนในตระกูลของข้า ข่มเห่งสตรีในตระกูลข้า เทพเซียนประพฤติตนไม่เป็นธรรม บรรพชนสวรรค์โปรดมอบความเป็นธรรมให้ข้าน้อยด้วย!”
….
เมิ่งเซียวตะโกนซ้ำไปซ้ำมา เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปสามครั้งก็กลายเป็นการโวยวายตีโพยตีพาย
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม
ตำหนักใหญ่เผ่าสวรรค์ เหล่าเทพมารวมตัวกัน
จี้เซียนเสินกำลังฟังรายงานสถานการณ์สงครามครั้งล่าสุดของพื้นพิภพอยู่ เผ่าเรืองนามและเผ่าปีศาจร่วมมือกัน ต่อต้านการรุกรานของเผ่าสวรรค์
เวลานี้เอง จี้เซียนเสินพลันได้ยินเสียงตะโกนของเมิ่งเซียว เขาขมวดคิ้วทันที
มิใช่แค่เขาเท่านั้น เทพเซียนที่เหลือก็ได้ยินเช่นกัน
เขาเทพปู้โจว กลายสภาพมาจากสันหลังของผานกู่ เชื่อมต่อฟ้าดิน เสียงของเมิ่งเซียวดังก้องไปทั่วสามสิบสามชั้นฟ้า
เสียงรายงานของทหารสวรรค์เบาลงเรื่อยๆ เขาก็ได้ยินเสียงของเมิ่งเซียวเช่นกัน ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ภายในโถงตำหนัก
ทหารสวรรค์เงยหน้าขึ้นมองจี้เซียนเสิน จี้เซียนเสินโบกมือนิดๆ ทหารสวรรค์ทำเคารพแล้วถอยออกไปทันที
“ตามตัวแม่ทัพเทพสวรรค์”
จี้เซียนเสินเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ยามนี้เขาคือบรรพชนสวรรค์ ตบะระดับครึ่งอริยะ ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
เทพเซียนรายหนึ่งรีบไปตามตัวแม่ทัพเทพสวรรค์มาทันที
ไม่นานนัก แม่ทัพเทพสวรรค์ก็มาถึง คุกเข่าคารวะในห้องโถง ทำความเคารพจี้เซียนเสิน
ฟางเหลียงและยอดแม่ทัพเทพก็มาด้วย
ในอดีตแม่ทัพเทพสวรรค์เป็นหนึ่งในสามยอดแม่ทัพเทพแห่งวังสวรรค์ ฟางเหลียงเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ย่อมติดตามมาด้วย
แม่ทัพเทพสวรรค์เอ่ยเสียงขรึม “บรรพชนสวรรค์ คนผู้นี้ปรักปรำข้า ข้ามิเคยไปเยือนเผ่ามนุษย์เลย!”
เขาโกรธเคืองยิ่ง การฟ้องร้องของเมิ่งเซียวทำให้เขาต้องเสียหน้า
“โอ้ มีคนแอบอ้างเป็นเจ้าเช่นนั้นหรือ” จี้เซียนเสินถาม
เหล่าเทพเซียนต่างนับนิ้วทำนายดู พบว่าตระกูลของเมิ่งเซียวเผชิญกับการสังหารล้างตระกูลจริงๆ แต่ไม่อาจทำนายได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด คาดว่าอีกฝ่ายคงใช้สมบัติวิเศษแบบพิเศษ ปิดกั้นการทำนายค้นหา
แม่ทัพเทพสวรรค์กัดฟันเอ่ยว่า “ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด ข้ายินดีรับการสืบสวนขอรับ!”
หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แดนเซียนขาดระเบียบกฎเกณฑ์ เผ่าสวรรค์รวมถึงเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ล้วนวางตัวสูงส่งอยู่เหนือสรรพสิ่ง เทพเซียนมากมายล้วนเคยทำตัวโอหังวางอำนาจ เพียงแต่จี้เซียนเสินคร้านจะเอาเรื่องเท่านั้น ถ้าสืบสาวเอาความขึ้นมาจะวุ่นวายเกินไป
แต่ตอนนี้สถานการณ์แตกต่างกันออกไป เมิ่งเซียวร้องเรียนอยู่บนเขาเทพปู้โจว ผู้ทรงพลังในชั้นฟ้าอื่นๆ ก็คงได้ยินเช่นกัน เป็นไปได้ว่าอริยะก็อาจจะได้ยินด้วย
หากไม่จัดการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสเป็นธรรม ต้องส่งผลกระทบต่อเผ่าสวรรค์แน่นอน
เซียนชราคนหนึ่งก้าวออกมา เอ่ยขึ้นว่า “บรรพชนสวรรค์ เท่าที่ข้าทราบมา ช่วงไม่กี่พันปีมานี้มีแม่ทัพสวรรค์คนหนึ่งที่อยู่ใต้สังกัดของแม่ทัพเทพสวรรค์เคยลงไปเยือนเผ่ามนุษย์มาจริงๆ”
“ผู้ใด” จี้เซียนเสินถาม
แม่ทัพเทพสวรรค์คล้ายนึกอะไรได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเงยหน้าขึ้นพลางส่งสายตาให้เซียนชราผู้นั้นไม่หยุด
เซียนชราทำเป็นมองไม่เห็น เอ่ยต่อไปว่า “แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินขอรับ”
แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซิน!
เหล่าเทพเซียนส่งเสียงฮือฮา จี้เซียนเสินขมวดคิ้วนิดๆ
แม่ทัพเทพสวรรค์เอ่ยด้วยความโกรธ “แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินไปที่เผ่ามนุษย์ด้วยคำสั่งของข้า เขาไปเพื่อปราบปรามเผ่ามังกรที่รุกรานทำร้ายเผ่ามนุษย์ เขาไปปกป้องเผ่ามนุษย์!”
เซียนชราหัวเราะหึๆ ค่อยๆ ถอยกลับไป หายเข้าไปในหมู่เซียนฝ่ายบุ๋น
ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้ว จ้องมองแม่ทัพเทพสวรรค์ พลางถาม “จริงหรือ”
“จริง!”
แม่ทัพเทพสวรรค์กัดฟันกล่าว เขาชะงักไปแวบหนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า “หากบรรพชนสวรรค์จะลงโทษ เช่นนั้นก็นับเป็นความประมาทเลินเล่อของข้าเอง ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสเล่นงานได้ ข้ายินดีรับผิดชอบขอรับ!”
ฟางเหลียงเอ่ยหยอกเย้า “บิดาของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินคือผู้อาวุโสแห่งนิกายเจี๋ย อีกทั้งได้ยินว่าเคยสดับธรรมจากอริยะมาก่อน นับว่าเป็นศิษย์ในสังกัดอริยะ แม่ทัพเทพสวรรค์เกรงว่าจะล่วงเกินเขาเข้ากระมัง”
ผู้อาวุโสนิกายเจี๋ย!
ศิษย์ในสังกัดอริยะ!
สองสถานะนี้ทำให้บรรยากาศภายในโถงตำหนักอึมครึมยิ่งขึ้น เหล่าเทพเซียนต่างไม่กล้าปริปาก
จี้เซียนเสินพึ่งพิงสำนักซ่อนเร้นเสริมสร้างเผ่าสวรรค์ ตอนนี้เขากุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จแล้ว แต่สำนักนิกายอื่นๆ ก็ยังไม่ล่าถอยออกไปจากเผ่าสวรรค์อย่างสมบูรณ์ จี้เซียนเสินก็จำเป็นต้องใช้เส้นสาย จึงไม่ได้ตัดขาดไป
การกระทำของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินนับว่าเปิดโปงด้านมืดของเผ่าสวรรค์ มิได้มีเพียงเขาที่ก่อกรรมทำชั่ว และเขาก็ไม่ใช่คนที่ก่อกรรมมหันต์ที่สุดด้วย
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วแน่น ลอบสำนึกเสียใจแล้ว
หลายปีมานี้มัวแต่ยุ่งกับการจัดการเผ่าปีศาจ สยบเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในแดนเซียน ละเลยการตรากฎระเบียบไปเลย
ช่วยไม่ได้จริงๆ ตอนแรกที่ก่อตั้งเผ่าสวรรค์ขึ้น กลุ่มอำนาจภายในเผ่าซับซ้อนวุ่นวาย จี้เซียนเสินดูแลได้ไม่ทั่วถึงขนาดนั้น หลังจากเขากุมอำนาจได้ คิดจะจัดการขึ้นมา ก็จัดการไม่ได้แล้ว เทพเซียนเหล่านั้นที่จงรักภักดีต่อเขาล้วนมีความผิดบาปติดตัว ยากจะชำระสะสางทั้งหมดได้
กล่าวโดยสรุปคือ จี้เซียนเสินไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบเลยจริงๆ เขาคือบุตรแห่งสวรรค์ที่เติบโตในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยพบเห็นความทุกข์ยากในโลกมนุษย์เลย ต่อมาเข้าร่วมวังสวรรค์ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับหานเจวี๋ย ความเป็นอยู่ของเขาจึงยอดเยี่ยมยิ่งโนเวลกูดอทคoม
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จี้เซียนเสินรู้จักแต่หลักการที่ว่าหมัดใครหนักที่สุดคนนั้นก็มีอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้น
“ข้ายินดีรับความผิดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวขอรับ!” แม่ทัพเทพสวรรค์เอ่ยเสียงขรึม
เขาต่างกับจี้เซียนเสิน ไม่ได้รับการค้ำจุนจากสำนักซ่อนเร้น ล่วงเกินแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินไม่ได้ อีกอย่างแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินก็เคยมอบผลประโยชน์ให้เขามากมายยิ่ง
สีหน้าจี้เซียนเสินมืดทะมึน ตกอยู่ในห้วงความคิด
ฟางเหลียงเอ่ยขึ้นว่า “ยามนี้แดนเซียนเจริญรุ่งเรือง มีสำนักนิกายปรากฏขึ้นมากมาย สำนักนิกายแห่งอริยะต่างเริ่มตรากฎระเบียบกันแล้ว ให้ความสำคัญกับคุณธรรม เผ่าสวรรค์ของพวกเราเป็นผู้นำเผ่าพันธุ์มากมาย จะไร้ซึ่งกฎสวรรค์ได้อย่างไร เรื่องนี้อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ตรากฎสวรรค์ขึ้นเสียที บรรพชนสวรรค์ จะต้องลงโทษแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินให้หนัก ป้องกันมิให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!”
เทพเซียนมากมายพากันเปิดปากขึ้นมา สนับสนุนความคิดเห็นของฟางเหลียง
จี้เซียนเสินมองฟางเหลียงด้วยความประหลาดใจ
ฟางเหลียงมีสีหน้าเคร่งขรึม
แม่ทัพเทพสวรรค์เอ่ยเสียงเข้ม “รองผู้นำเผ่าสวรรค์ เรื่องนี้เป็นฝีมือของข้าจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้าเพียงคิดว่าจะโชคดีไม่ถูกจับได้ จึงไม่ยอมรับ!”
ยอดแม่ทัพเทพแสดงสีหน้าผิดหวัง เอ่ยไปว่า “แม่ทัพเทพสวรรค์ เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน หากเรื่องนี้เป็นความจริง นับจากนี้ไปเจ้าจะกลายเป็นศัตรูของข้า อย่าลืมเสียเล่า ข้ามาจากเผ่ามนุษย์!”
“เผ่ามนุษย์หรือ ฮ่าๆ ตอนนี้เจ้าเป็นเผ่าสวรรค์ต่างหาก!”
แม่ทัพเทพสวรรค์มองยอดแม่ทัพเทพอย่างเหยียดหยาม พลางเอ่ยเสียดสี
เทพเซียนจำนวนไม่น้อยภายในโถงตำหนักมองยอดแม่ทัพด้วยสายตาที่เจือความไม่พอใจ
เทพเซียนส่วนใหญ่ในเผ่าสวรรค์ล้วนมาจากเผ่ามนุษย์ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน แต่ตอนนี้พวกเขากลายเป็นเผ่าสวรรค์แล้ว คำพูดของยอดแม่ทัพเทพเปรียบได้กับการพูดถึงราชวงศ์เก่าในยุคราชวงศ์ใหม่ เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างใหญ่หลวง
ชั่วขณะนั้น ภายในโถงตำหนักแตกออกเป็นสองฝั่ง ต่างฝ่ายต่างเริ่มโต้เถียงกัน
“เผ่าสวรรค์ซุกซ่อนเรื่องผิดบาปไว้มากมายเหลือเกิน สมควรชำระสะสางได้แล้ว”
“เฮอะๆ จะสะสางอย่างไรเล่า ปีนั้นตอนที่รบกับเผ่าปีศาจ ระหว่างต่อสู้เจ้าก็พลั้งมือทำให้มนุษย์สิ้นชีพไปหลายแสนคนเช่นกัน นับเป็นบาปหรือไม่เล่า?”
“ถูกแล้ว จะตรากฎสวรรค์น่ะทำได้ แต่ไม่ควรสืบสาวราวเรื่องในกาลก่อน มิเช่นนี้เผ่าสวรรค์ต้องวุ่นวายใหญ่โตแน่!”
“อย่างไรก็ตามมีปัญหาเรื่องสถานะอยู่ เผ่าสวรรค์ยังมิได้ปกครองแดนเซียนอย่างเป็นทางการ จะตรากฎสวรรค์อย่างนั้นหรือ น่าขัน เผ่าเรืองนามจะฟังหรือ เผ่าปีศาจจะฟังหรือ สำนักนิกายแห่งอริยะจะฟังหรือ”
“ยังไม่ใช่โอกาสดีจริงๆ รออีกหน่อยเถอะ แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินมีนิกายเจี๋ยหนุนหลังอยู่!”
….
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วแน่น รู้สึกหงุดหงิดใจ
เขาพลันตระหนักได้ว่า เผ่าสวรรค์ที่อยู่ใต้การปกครองของเขามิได้เป็นหนึ่งเดียวกันเลย
เหล่าเทพเซียนจากสำนักซ่อนเร้นก็ล้วนปิดปากเงียบ ไม่เข้าร่วมวง
พวกเขาล้วนทราบกันถ้วนหน้าว่าฟางเหลียงเป็นศิษย์หลานของหานเจวี๋ย ทว่าสถานะของจี้เซียนเสินยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงเลือกจะสนับสนุนฟางเหลียง
จี้เซียนเสินเปิดปากกล่าว “ตอนนี้ไปเรียกตัวเมิ่งเซียวขึ้นมา พวกเราลองฟังคำพูดของเขาก่อน ตรวจสอบดูว่าสรุปแล้วใช่ฝีมือของแม่ทัพเทพสวรรค์หรือไม่”
พอเขาเปิดปากพูด เหล่าเทพเซียนต่างก็พากันเงียบลง
จี้เซียนเสินกวาดสายตามองแวบหนึ่ง จากนั้นเอ่ยสั่งว่า “แม่ทัพสวรรค์หลง เจ้าไปรับตัวเมิ่งเซียวมา”
“ช้าก่อน ให้ยอดแม่ทัพเทพไปดีกว่า”
จู่ๆ ฟางเหลียงก็เอ่ยขัด เขาส่งสายตาให้ยอดแม่ทัพเทพ ยอดแม่ทัพเทพก้าวๆ ออกไปทันที
จี้เซียนเสินไม่ได้ทัดทานการจัดการของฟางเหลียง เพียงมองฟางเหลียงด้วยแววตาลุ่มลึก
อดีตสหายรักในวันวาน ความสัมพันธ์ได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เมื่อก่อนจี้เซียนเสินเคยเป็นลูกน้องฟางเหลียง ยามนี้ฟางเหลียงกลายเป็นลูกน้องของจี้เซียนเสิน กระแสลมหมุนเปลี่ยนทิศ ไหนเลยจะยังเชื่อมใจเป็นหนึ่งกัน
ผ่านไปไม่นานนัก
ยอดแม่ทัพเทพพาตัวเมิ่งเซียวเข้าสู่ตำหนัก
เมิ่งเซียวเผชิญหน้ากับเหล่าเทพเซียนเป็นครั้งแรก ทว่ามิได้ตื่นกลัวเลย
เขาเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างแม่ทัพเทพสวรรค์ มองพินิจแม่ทัพเทพสวรรค์
แม่ทัพเทพสวรรค์คุกเข่าอยู่กลางโถงตำหนัก เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องของเขา
แต่เขาต้องผิดหวังเสียแล้ว นี่มิใช่แม่ทัพเทพสวรรค์ที่เขารู้จัก
“เทพผู้นี้สังหารล้างตระกูลเจ้าหรือ” จี้เซียนเสินถาม
เมิ่งเซียวส่ายหน้าตอบไปว่า “มิใช่ขอรับ เป็นแม่ทัพเทพสวรรค์”
“เขาก็คือแม่ทัพเทพสวรรค์!”
“เป็นไปไม่ได้ แม่ทัพเทพสวรรค์ที่ข้าเคยพบควบคุมเพลิงสวรรค์ได้…”
เมิ่งเซียวโต้แย้ง ดวงตาของเขาพลันแดงก่ำ
เขานึกว่าเหล่าเทพเซียนหาแพะรับบาปมา คิดจะปกปิดเรื่องนี้
แต่นี่คือหนี้แค้นบัญชีเลือดอันลึกล้ำของเขา เขาจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร
เมื่อเหล่าเทพเซียนได้ยิน ก็ทราบแล้วว่าเป็นความผิดของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินจริงๆ
จี้เซียนเสินจำเป็นต้องเรียกตัวแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินมา เหล่าเทพเซียนต่างเฝ้ามองอยู่ เรื่องนี้ต้องได้รับการจัดการอย่างชัดเจนเปิดเผย
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินเดินทางมาถึง ร่างกายเขาบึกบึนกำยำ เปลือยท่อนบน มีวงแหวนเหล็กรูปจันทร์เสี้ยวสีทองลอยอยู่ด้านหลัง มีเพลิงลุกโหมอยู่ ดูราวกับเทพอัคคี
แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินคุกเข่าคารวะ ไม่มองเมิ่งเซียวเลย
“เป็นเจ้า!”
เมิ่งเซียวกัดฟันกรอดมองไปที่แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซิน อยากสับเขาเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นใจแทบขาด
แต่เขายังมีสติอยู่ เขามิใช่คู่ต่อสู้ของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซิน หากผลีผลามลงมือ แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินจะสบโอกาสสังหารเขาได้ นั่นมิใช่เป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าเทพเซียนหรอกหรือ
ในมุมมองของเมิ่งเซียว เหล่าเทพเซียนเป็นพวกเดียวกัน ชั่วช้าเหมือนกันหมด!
เหตุผลที่เขาไปฟ้องร้องบนยอดเขาเทพปู้โจว มิใช่เพื่อให้ได้พบบรรพชนสวรรค์เท่านั้น แต่ต้องการป่าวประกาศให้ผู้ทรงพลังทั่วหล้าทราบ เพื่อกดดันให้เผ่าสวรรค์ไม่กล้าลงมือกับเขา
“มนุษย์คนนี้นามว่าเมิ่งเซียว มาฟ้องร้องว่าเจ้าทำลายล้างตระกูลเขา มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ”
จี้เซียนเสินถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ท่าทางเฉยชา
แม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินปฏิเสธทันที “จะเป็นไปได้อย่างไร! ข้าช่วยเหลือตระกูลเขาให้รอดพ้นจากคมเขี้ยวเผ่าปีศาจ เป็นเหตุให้ข้าได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ”
เขาหันไปมองเมิ่งเซียว แสดงสีหน้าผิดหวัง “มนุษย์เอ๋ย เหตุใดเจ้าต้องปรักปรำข้าด้วย”
“เจ้านั่นแหละ! เจ้ายังคิดจะปฏิเสธอีกหรือ”
เมิ่งเซียวโมโหแทบตายแล้ว อาการบาดเจ็บถูกกระตุ้น เลือดสดๆ ซึมออกมาจากริมฝีปากที่แห้งแตกระแหง
‘ตัดใจเสียเถอะ เจ้าไม่มีทางฟ้องร้องเอาผิดข้าได้ เจ้าตายแน่ ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้ารอดไปได้!’
เสียงของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินแว่วอยู่ในหูของเมิ่งเซียว ฟังดูก้าวร้าวอย่างยิ่ง แต่เมิ่งเซียวพบว่าเทพเซียนที่เหลือล้วนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย
วิชาถ่ายทอดเสียง!
เมิ่งเซียวตกอยู่ในความสิ้นหวัง
หรือหนี้แค้นของเขาจะไม่มีทางได้รับการสะสางจริงๆ
ในเวลานี้เอง
ฟางเหลียงตวัดมือเรียกป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมา เอ่ยขึ้นว่า “ข้ามีสมบัติอยู่ชิ้นหนึ่ง หากดูดซับโลหิตของเมิ่งเซียวและแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินเข้าไป จะปรากฏบ่วงกรรมของคนทั้งสองขึ้น ผู้ใดจริงผู้ใดเท็จ จะทราบได้ทันที!”
โอ้…
เหล่าเทพเซียนส่งเสียงฮือฮา พวกเขาไม่คิดเลยว่าฟางเหลียงจะทำเช่นนี้ นี่เป็นการท้าทายจี้เซียนเสินเลยก็ว่าได้
สีหน้าของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินไม่น่ามองขึ้นมาทันที เขาจ้องฟางเหลียงเขม็ง ไม่ทราบว่าตนไปล่วงเกินรองผู้นำเผ่าสวรรค์ที่แสนเก็บตัวคนนี้เข้าเมื่อไร
เมิ่งเซียวมองฟางเหลียงด้วยความปีติ ไม่คิดเลยว่ายังมีเทพเซียนผู้เปี่ยมเมตตาในเผ่าสวรรค์ด้วย
จี้เซียนเสินถ่ายทอดเสียงหาฟางเหลียง “เจ้าเป็นอะไรไป อย่าทำให้เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่โต มิเช่นนั้นเผ่าสวรรค์จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อีกอย่างภูมิหลังของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินก็ไม่ธรรมดาด้วย!”
ฟางเหลียงทำเป็นไม่ได้ยินเขา เอ่ยขึ้นว่า “ท่านผู้นำ เผ่าสวรรค์ปกครองเทพเซียน เทพเซียนจะมีเพียงความแข็งแกร่งมิได้ ยังต้องแบกรับภาระหน้าที่ด้วย มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่มาร่วมแสนปี สมควรตรากฎสวรรค์ได้แล้ว ต่อให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูอริยะ อริยะก็คงไม่ทัดทานเช่นกัน แยกแยะดีชั่ว คือจุดยืนในยามที่บรรพชนเต๋าเผยแพร่มรรค และเป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานของมรรคาสวรรค์! หากเทพเซียนมิแยกแยะดีชั่ว ก็เท่ากับมองข้ามหัวมรรคาสวรรค์”
จี้เซียนเสินฟังแล้วสีหน้าเขียวคล้ำไปหมด
ฟางเหลียงคิดจะงัดข้อกับเขาจริงๆ!
ตำหนักใหญ่เงียบวังเวง เหล่าเทพเซียนต่างไม่กล้าสอดปาก
ผ่านไปสักพักใหญ่
จักรพรรดิเซียนจากสำนักซ่อนเร้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ท่านผู้นำ ให้รองผู้นำตรวจสอบดูเถิดขอรับ”
พอเขาเอ่ยนำ เทพเซียนจากสำนักซ่อนเร้นคนอื่นๆ ต่างให้การสนับสนุนโนiวลกูดอทคอม
สีหน้าจี้เซียนเสินไม่น่ามองยิ่งกว่าเดิม
เขาหาทางลงไม่ได้เลย!
….
เขตเซียนร้อยคีรี ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อมาอีกสิบปี เขาลืมตาขึ้น ตรวจดูจดหมายทันที พบว่าช่วงนี้ในแวดวงสหายไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเลย จึงทอดสายตามองออกไปนอกเขตเซียนร้อยคีรี
เขาสอดส่องสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อน
สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์พัฒนาไปอย่างยอดเยี่ยม ลี่เหยาไม่จำเป็นต้องควบคุมดูแลเองแล้ว มักปิดด่านอยู่เป็นนิจ เมื่อสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เรืองอำนาจขึ้น ดวงชะตาก็ช่วยหนุนนำตบะของลี่เหยา ทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยสอดส่องหานอวี้ต่อ
หานอวี้ไม่ได้อยู่ที่เขาเทพปู้โจวแล้ว แต่อยู่ในชั้นฟ้าที่สิบสาม
หืม?
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู เขาทำสีหน้าประหลาดใจ
ที่แท้จี้เซียนเสินและฟางเหลียงทะเลาะขัดแย้งกันเพราะคดีของเมิ่งเซียว ยามนี้ภายในเผ่าสวรรค์วุ่นวายใหญ่โต เทพเซียนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทะเลาะโต้เถียงว่าจะลงโทษแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินหรือไม่
ส่วนหลี่เต้าคงจู่ๆ ก็พาหานอวี้ขึ้นสู่สวรรค์ แสดงออกว่าให้การสนับสนุนเมิ่งเซียว หวังว่าเผ่าสวรรค์จะมอบความเป็นธรรมให้แก่เมิ่งเซียว
ก่อนหน้านี้ เมิ่งเซียวถูกจองจำไว้ในตำหนักหลังหนึ่งในเผ่าสวรรค์ ได้รับทัณฑ์ทรมาน เขาตกตะลึงทว่าไม่ยอมสยบ
การมาถึงของหลี่เต้าคงทำให้เมิ่งเซียวรอดพ้นจากการเคี่ยวกรำ
หานเจวี๋ยไม่คิดจะสอดมือเข้ายุ่ง เผ่ามนุษย์มิใช่เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์แล้ว คนที่มีสถานการณ์น่าเวทนากว่าเมิ่งเซียวยังมีอีกมาก สิ่งที่เมิ่งเซียวพบเจอไม่นับว่าเป็นอันใดเลย
เขาพอจะเข้าใจจี้เซียนเสิน จี้เซียนเสินใส่ใจในอำนาจยิ่ง
อย่างไรก็ตามเขารู้สึกผิดหวังในตัวจี้เซียนเสินอยู่บ้าง
ดูเหมือนจี้เซียนเสินจะสูญเสียบรรทัดฐานของตนไปเสียแล้ว
ขณะเดียวกัน เขาก็เกิดความคิดเห็นต่อฟางเหลียง
ฟางเหลียงซุ่มอดทนรอมานานขนาดนี้ จู่ๆ ก็ลงมือ เกรงว่าคงมิใช่เพราะเรื่องคุณธรรมเพียงอย่างเดียว
คาดว่าคงทำเพื่อปูทางให้บรรพชนเต๋า พลิกกระดานหมากมรรคาสวรรค์แห่งนี้อีกครั้ง
หากว่าฟางเหลียงช่วยทวงความเป็นธรรมให้เมิ่งเซียวสำเร็จ ชื่อเสียงย่อมเลื่องลือไปทั่วแดนเซียน เผ่ามนุษย์จะเทใจให้เขา ถึงขั้นที่ส่งผลกระทบไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆ ด้วย
หากตรากฎสวรรค์แบ่งแยกดีชั่ว มรรคาสวรรค์ถึงจะดำเนินไปอย่างถูกทิศทางจริงๆ
เห็นได้ชัดจากการที่หลี่เต้าคงเลือกยืนอยู่ฝั่งของฟางเหลียง ถึงแม้หลี่เต้าคงจะหยิ่งผยอง แต่ค่อนข้างมีเมตตาต่อเผ่ามนุษย์ เนื่องจากเขาเคยเป็นศิษย์เอกแห่งนิกายเหริน
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู อริยะที่บิดาของแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินฝากตัวติดตามคือเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยพำนักอยู่ในชั้นฟ้าที่สามสิบสาม คล้ายจะไม่ทราบถึงเรื่องนี้ จึงไม่ได้ลงมือแทรกแซง
หากเขาไม่ลงมือ มีหลี่เต้าคงสอดมือเข้าช่วยเหลือ จี้เซียนเสินต้องยอมรอมชอมแน่
เห็นทีว่านับจากนี้เผ่าสวรรค์จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสียแล้ว
หานเจวี๋ยส่ายหน้า หลับตาลงฝึกบำเพ็ญต่อไป
ผ่านไประยะหนึ่ง คดีของเมิ่งเซียวแพร่กระจายไปทั่วแดนเซียน เผ่าสวรรค์ปวดหัวกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง ยังหาบทสรุปไม่ได้ เมื่อข่าวแพร่ออกไปสรรพสิ่งมรรคาสวรรค์ต่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน
ฟางเหลียงยืนอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมตามหลักการ ได้รับเสียงสนับสนุนจากสรรพสิ่งมรรคาสวรรค์อย่างล้นหลาม
ห้าปีต่อมา
จี้เซียนเสินยอมลงให้ ลงโทษแม่ทัพสวรรค์เลี่ยนซินอย่างหนัก สำแดงทัณฑ์สวรรค์ ปล่อยตัวเมิ่งเซียว
เมื่อเรื่องนี้แพร่ไปทั่วปวงสวรรค์ ก็ได้รับเสียงชื่นชมยินดีจากสรรพสิ่งมรรคาสวรรค์
นามของฟางเหลียงก็ดังกระฉ่อนไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกาเช่นกันกัน เขารับเมิ่งเซียวเป็นศิษย์ ได้ใจเผ่ามนุษย์อย่างสมบูรณ์
“ข้า ฟางเหลียง ผู้สืบทอดมรดกแห่งบรรพชนเต๋า ยินดีจะสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพชนเต๋า ตรากฎมรรคาสวรรค์ขึ้นอีกครั้ง คืนความสงบสู่โลกอันเละเทะวุ่นวาย สรรพสิ่งจงยึดมั่นในความดี หลีกหนีความชั่ว ข้ายินดีบำเพ็ญตนเพื่อความสงบสุขของมรรคาสวรรค์ สถาปนาวิถีสวรรค์ขึ้น! สรรพสิ่งทั้งปวงต่างสามารถเข้าร่วมวิถีสวรรค์ เพื่อขจัดความชั่วร้ายได้!”
เสียงของฟางเหลียงพลันดังก้องไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา แรงกุศลมรรคาสวรรค์มากมายล้นหลามโปรยปรายลงสู่ชั้นฟ้าที่สิบสาม
—
เขตเซียนร้อยคีรี ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “กลยุทธ์ยอดเยี่ยม เด็กดี สมกับเป็นบรรพชนเต๋า”
เขาทำนายได้ว่าสาเหตุที่เรื่องราวของเมิ่งเซียวลุกลามใหญ่โต เป็นเพราะฟางเหลียงคอยสุมไฟกระพือข่าว พอเรื่องนี้จบลง ฟางเหลียงก็ประกาศสถาปนาวิถีสวรรค์ทันที ดวงชะตาเพิ่มพูนขึ้นมา
บนทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ ชื่อของฟางเหลียงพุ่งทะยานจากนอกขอบเขตพันลำดับเข้าไปอยู่ในสิบลำดับแรกทันที
สถาปนาวิถีสวรรค์ขึ้นภายใต้มรรคาสวรรค์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าไม่มีการต่อต้านกีดกันขึ้นเลย บรรพชนเต๋าต้องสอดมือเข้าแทรกแซงแล้วเป็นแน่
หลังจากสถาปนาวิถีสวรรค์ขึ้น ฟางเหลียงจะทำอย่างไรต่อ
ในตอนนี้เอง
หลี่เสวียนเอ้ามาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามา
หลังจากเข้ามาในอาราม หลี่เสวียนเอ้าคุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก เผ่าสวรรค์เกิดความเปลี่ยนแปลง จี้เซียนเสินและฟางเหลียงแตกหัก สำนักซ่อนเร้นสมควรเลือกข้างผู้ใดขอรับ”
หานเจวี๋ยย้อนถาม “เจ้าว่าสมควรเลือกผู้ใดเล่า”
หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยอย่างใช้ความคิด “ฟางเหลียงเป็นศิษย์หลานของท่าน หลี่เต้าคงก็สนับสนุนฟางเหลียง ในเรื่องนี้ฟางเหลียงยืนอยู่บนพื้นฐานความมีเหตุผลชอบธรรม ตามหลักแล้วควรจะเลือกเขา แต่ว่า….ตอนนี้ฟางเหลียงอยู่ใต้ร่มธงของบรรพชนเต๋า เอาใจออกห่างไปแล้ว เขายังนับว่าเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นอยู่หรือไม่”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยท่าทียิ้มมิเชิงยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าต้องการให้ข้าสนับสนุนจี้เซียนเสินหรือ”
“จี้เซียนเสินไร้บรรทัดฐาน หลงระเริงไร้คุณธรรม ข้าขอเสนอให้ท่านผลักดันศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นสักคนเข้ารับช่วงชิงตำแหน่งบรรพชนสวรรค์ขอรับ”
หลี่เสวียนเอ้าสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางเอ่ยอย่างจริงจัง
เขาทราบดีว่าตนล้ำเส้นอยู่บ้าง แต่หากคิดจะเป็นที่ปรึกษาของหานเจวี๋ย ก็ต้องกล้าเสนอความเห็น มิเช่นนั้นเขาจะทำอันใดได้กันเล่า
คอยวิ่งเต้นเป็นธุระ หรือเป็นคนส่งสารกันล่ะ
หลังจากหลี่เสวียนเอ้าเสนอความเห็นไป ในใจก็รู้สึกกระวนกระวายอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยกล่าวไปว่า “พูดจามีเหตุผล เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรสนับสนุนผู้ใดถึงจะดีเล่า”
หลี่เสวียนเอ้าตอบกลับว่า “นั่นย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านขอรับ ”
หานเจวี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หลี่เสวียนเอ้ารู้สึกว่าพูดไปพอสมควรแล้ว จึงขอตัวลาทันที
หานเจวี๋ยยิ้มออกมา คนผู้นี้หาจุดยืนของตนได้แม่นยำนัก
สิ่งที่เขาพูดมามีเหตุผลจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นจี้เซียนเสินหรือว่าฟางเหลียง ล้วนไม่เหมาะสมจะเป็นตัวเบี้ยของเขาทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน หากจะให้จี้เซียนเสินลงจาตำแหน่งบรรพชนสวรรค์ตอนนี้ เขาไม่มีทางยอมแน่
รอให้ถึงเวลาที่จี้เซียนเสินและฟางเหลียงห้ำหั่นกันจนเผ่าสวรรค์อ่อนกำลังลง ถึงจะเป็นโอกาสเหมาะสำหรับผลักดันบรรพชนสวรรค์คนใหม่
หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
ถึงจะบรรลุถึงระดับอริยะเสรีแล้ว เขาก็ยังต้องมุมานะต่อไป พยายามบรรลุถึงระดับอริยะมหามรรคให้ได้ในเร็ววัน ตามด้วยระดับยอดมหามรรค จากนั้นก็เป็นระดับผู้สร้างมรรคา
เขาต้องการก้าวไปสู่จุดสูงสุดทีละขั้นๆ จนอยู่ในระดับเดียวกับบรรพชนเต๋า จนถึงขั้นที่เหนือกว่าบรรพชนเต๋า!
ขนาดผู้แข็งแกร่งอย่างบรรพชนเต๋ายังถูกเหล่าผู้ทรงพลังในแดนเทพหวนปัจฉิมวางแผนเล่นงานได้ ดังนั้นต่อให้หานเจวี๋ยแข็งแกร่งเท่าบรรพชนเต๋า ก็ยังไม่รู้สึกปลอดภัยอยู่ดี ดังนั้นจะต้องเหนือกว่าบรรพชนเต๋าให้ได้
….
วันเวลาดำเนินไป
ภายในเผ่าสวรรค์เกิดความวุ่นวาย ทำให้แดนเซียนเริ่มปั่นป่วนไปด้วย สำหรับผู้ทรงพลังที่มีใจทะเยอทะยานบางคน นี่คือโอกาสดี
เผ่าปีศาจหายใจคล่องขึ้นมาบ้าง ที่ผ่านมาพวกเขาเผชิญกับการกระหนาบโจมตีจากเผ่าสวรรค์และนิกายเจี๋ย แตกพ่ายกระจัดกระจาย ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ตอนนี้ในที่สุดพวกเขาก็ได้โอกาสปลดเปลื้องพันธนาการแล้ว เริ่มขยายอิทธิพลอีกครั้ง
เหล่าอริยะคล้ายจะไม่สนใจความขัดแย้งภายในเผ่าสวรรค์เลย เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยประกาศเชิญชวนผู้บำเพ็ญทั่วปวงสวรรค์มาสดับธรรม ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามเสียด้วยซ้ำ
ดำเนินไปเช่นนี้จนเวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งพันปี
ในวันนี้
เทพมารขุนพลสวรรค์ฟูมฟักเสร็จสิ้นแล้ว
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายมายังอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง ปล่อยเทพมารขุนพลสวรรค์ออกมา
เทพมารขุนพลสวรรค์รูปร่างบึกบึนกำยำ ผิวกายขาวดำปะปนกันไป ร่างมนุษย์เศียรมังกร มีปีกสองคู่อยู่บนหลัง หน้าตาดุร้าย ลมหายใจที่พ่นออกมาเจือไอร้อนผ่าว
นี่ก็คือเทพมารฟ้าบุพกาล ดูน่าสะพรึงกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลกหล้า!
เทพมารขุนพลสวรรค์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นก็มีตบะระดับเซียนทองต้าหลัวแล้ว
เมื่อเทพมารขุนพลสวรรค์เห็นหานเจวี๋ย เขาคุกเข่าลงทันที ประสานหมัดคารวะ
เหล่าเทพมารมิมีมารยาทพิธีการเช่นนี้ แต่ทันทีที่เทพมารขุนพลสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นก็ประจักษ์แจ้งเข้าใจโลกได้ในทันที ดังนั้นจึงแสดงความภักดีตามพิธีการที่หานเจวี๋ยคุ้นเคย
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นับจากนี้เจ้าจงอยู่ฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ไปก่อน อย่าได้ทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น พวกเจ้าล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ!”
เทพมารขุนพลสวรรค์ตอบรับ น้ำเสียงแหบพร่าน่าลุ่มหลงอยู่บ้างเพราะกำเนิดจากศิลาก่อวิญญาณ เขาจึงเคารพเชื่อฟังหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยโบกมือ สื่อให้เขาออกไปได้
หลังออกมาจากอารามเต๋า เทพมารขุนพลสวรรค์บังเอิญพบต่งจั๋วเข้า ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พูดคุยทักทายอันใดกัน บรรยากาศชวนอึดอัดอยู่บ้าง
ภายในอารามเต๋าหานทั่วที่ยืนมองอยู่ด้านข้างมาตลอดอดใจไม่ไหวถามขึ้นมา “ท่านพ่อ เขาคือผู้ใดหรือขอรับ”
กลิ่นอายของเทพมารขุนพลสวรรค์น่าหวาดผวาจริงๆ เขาไม่เคยพบพานกลิ่นอายที่น่าหวาดผวาเช่นนี้มาก่อน ถึงขั้นที่เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านเสมือนพบพานศัตรูตามธรรมชาติขึ้น
“อย่าถามเลย ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเถอะ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างเฉยเมย เขาเริ่มสอบถามระบบอยู่ในใจ ‘สามารถแยกสาขาของแบบจำลองการทดสอบมาได้หรือไม่ ทำให้มีเพียงสิ่งมีชีวิตในอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงแบบจำลองการทดสอบ ไม่ให้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตในอาณาเขตเต๋าหลักภายในแบบจำลองการทดสอบ’
[กำลังเปิดใช้ความสามารถแบบจำลองการทดสอบประจำอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง]
[เปิดใช้งานสำเร็จ]
หานเจวี๋ยยิ้มออกมา สบายใจในที่สุด
เทพมารฟ้าบุพกาลกระหายสงครามโดยกำเนิด หากเทพมารฟ้าบุพกาลเพิ่มมากขึ้น จะให้ทุกตนปิดด่านเข้าฌานกันหมด เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หานเจวี๋ยจำเป็นต้องปล่อยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยความกระหายการต่อสู้บ้าง
เมื่อหานทั่วได้ยินวาจาของหานเจวี๋ยก็อดเม้มปากไม่ได้
‘ฮึ่ม ไม่ช้าก็เร็วข้าจะบ่มเพาะกลุ่มอิทธิพลที่ทรงพลังของข้าขึ้นมาบ้าง’
หานทั่วคิดเงียบๆ ก่อนที่จะได้พบกับหานเจวี๋ย เขาเคยได้ยินว่าสำนักซ่อนเร้นลึกลับยากคะเน มียอดฝีมือมากมายดั่งหมู่เมฆาโuเวลกูดoทคoม
เขาก็อยากเจริญรอยตามหานเจวี๋ย ยิ่งใหญ่สูงส่ง ไม่จำเป็นต้องลงมือจัดการเรื่องจิปาถะด้วยตัวเอง
หานเจวี๋ยสอดส่องดูหยางตู๋รวมถึงตัวเลือกเทพมารฟ้าบุพกาลคนอื่นๆ ต่างก็มีพัฒนาการไม่เลวเลย
คนที่เขาให้ความสนใจที่สุดยังคงเป็นหยางตู๋
นอกจากหยางตู๋จะเป็นผู้กลับชาติมาเกิดแล้ว สถานะในจักรวาลแดนเซียนพิภพก็สูงส่งอย่างยิ่ง เป็นเทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งทางช้างเผือกแล้ว
หยางตู๋มิได้ขยายอิทธิพลของตน อยู่ตัวคนเดียวเสมอมา ตามปกติก็ไม่ได้ออกไปเสพสุขรื่นเริง ฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด
นิสัยใช้ได้เลย
หานเจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจ
ตอนนี้เขายังไม่ต้องการใช้งานหยางตู๋ ดังนั้นจึงไม่ติดต่อไปหาอีกฝ่าย
เขากลับสู่เขตเซียนร้อยคีรีอีกครั้ง
ภายในอารามเต๋า มีเพียงเขาเท่านั้น หลังจากดวงจิตประหลาดกลับมาก็ไปเตร็ดเตร่อยู่นอกอารามเต๋า น้อยนักที่จะกลับมา ดังนั้นช่วงเวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงเงียบสงบยิ่ง
หานเจวี๋ยนั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา
เขาสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ลูบไล้หน้าปกหนังสือแห่งความโชคร้ายอย่างทะนุถนอม
ไม่ได้ใช้งานเจ้ามานานเท่าไรแล้ว
ตอนนี้หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นสมบัติวิญญาณระดับเสรี หากปล่อยเข้าสู่แดนเซียน ก็นับเป็นสมบัติวิเศษสุดแข็งแกร่งชิ้นหนึ่ง
เป้าหมายแรก เทพบุพกาล!
หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งเทพบุพกาล เทพบุพกาลเกิดความเกลียงชังต่อหานเจวี๋ย จึงมองเห็นรูปประจำตัวในจอค่าความสัมพันธ์ ดังนั้นหานเจวี๋ยสามารถใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายเล่นงานเทพบุพกาลได้ง่ายดายยิ่ง
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง
หน่วยอายุขัยที่เสียไปต่อวินาทีคือร้อยล้านปี!
หนึ่งหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนล้านปี!
หนึ่งล้านล้านปี!
สิบล้านล้านปี!
ยี่สิบล้านล้านปี!
….
อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็นจำนวนอายุขัยในหน้าต่างค่าสถานะของตนลดฮวบลงไปเรื่อยๆ เขาก็รู้สึกค่อนข้างตกใจเช่นกัน
แต่ก็นับว่าปกติ ถึงอย่างไรเทพบุพกาลเป็นดวงจิตมรรคาสวรรค์
อายุขัยลดฮวบลงไปเรื่อยๆ!
ห้าสิบล้านล้านปี!
หนึ่งพันล้านล้านปี!
สองพันล้านล้านปี!
สามพันล้านล้านปี!
หานเจวี๋ยเริ่มมือสั่น
คนผู้นี้ร้ายกาจเกินไปแล้วกระมัง เช่นนี้แล้วยังสาปแช่งให้เกิดเรื่องไม่ได้อีกหรือ
หานเจวี๋ยอยากยอมแพ้แล้ว
ล้มเลิกดีหรือไม่
ไม่ได้!
สู้ต่อไป!
ถึงแสนล้านล้านปีเมื่อไรค่อยว่ากันอีกที!
—
ณ ส่วนลึกเขตฟ้าบุพกาล
อุกกาบาตใหญ่ยักษ์ก้อนหนึ่งล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเวิ้งว้างขุ่นมัว ใจกลางอุกกาบาตมีเงาดำสูงใหญ่กำยำร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่
เป็นเทพบุพกาล
ไอดำที่ดูโบราณลึกลับพัวพันอยู่ทั่วร่างเทพบุพกาล ยากจะแยกออกจากร่างได้
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาเย็นชาคู่หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางไอดำ ราวกับสามารถมองทะลุผ่านกาลเวลาได้
“ผู้ใดกำลังสาปแช่งข้าอยู่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำนายไม่ได้”
เทพบุพกาลพึมพำกับตัวเอง เขานับนิ้วทำนาย ทำนายพบเพียงหนังสือเล่มหนึ่ง ทว่าทำนายถึงคนที่ใช้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้
พลังคำสาปแช่งนี้แกร่งกล้านัก!
เทพบุพกาลนึกถึงเทพมารต้องสาปเป็นอันดับแรก แต่หลังจากเทพมารต้องสาปดับสูญไปหลังศึกเบิกฟ้าของผานกู่ ก็ไม่ถือกำเนิดขึ้นอีกเลย
เป็นผู้ใดกันแน่ที่สาปแช่งเขาอยู่
เทพบุพกาลนึกถึงผู้คนมากมาย ทว่าไม่มั่นใจเลยสักคน
พลังคำสาปแช่งทวีความรุนแรงขึ้น
เทพบุพกาลจำเป็นต้องใช้พลังเวทของตนมาต่อต้านพลังคำสาปแช่ง
ในเวลานี้เอง!
จู่ๆ พลังคำสาปแช่งก็เพิ่มขึ้นฉับพลัน หากก่อนหน้านี้เป็นลำธารสายน้อย เช่นนั้นตอนนี้ก็รุนแรงดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไม่อาจหยุดยั้งได้
“เป็นไปได้อย่างไร!”
เทพบุพกาลตกตะลึงยิ่ง เริ่มใช้พลังทั้งหมดต่อต้าน
….
ภายในอารามเต๋า
ดวงตาสองข้างของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย จ้องมองหน้าต่างค่าสถานะของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจ็ดพันล้านล้านปี!
แปดพันล้านล้านปี!
เก้าพันล้านล้านปี!
บัดซบ!
ถ้าเกิดทะลุแสนล้านล้านปีแล้วยังไม่ได้เรื่องอีก หานเจวี๋ยจะล้มเลิกทันที
ตรงหน้าหานเจวี๋ย นอกจากหน้าต่างค่าสถานะแล้ว ยังมีกล่องจดหมายด้วย ทว่ายังไม่มีจดหมายจากเทพบุพกาลปรากฏขึ้นเลย
ขณะที่อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงไปเก้าพันแปดร้อยล้านล้านปี ในที่สุดเขาก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง เขาหยุดมือแทบจะในทันใด
[เทพบุพกาลศัตรูคู่อาฆาตของท่านมรรคจิตปั่นป่วน เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน พลังแห่งระเบียบอ่อนกำลังลง]
หานเจวี๋ยถอนหายใจยาวๆ รู้สึกสะท้อนใจยิ่ง
สมกับเป็นดวงจิตมหามรรค ถูกสาปแช่งอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ก็เพียงทำให้มรรคจิตปั่นป่วนเท่านั้น ไม่ปรากฏจิตมารขึ้นด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยเริ่มพักผ่อนฟื้นฟู
หลายวันต่อมา เขาฟื้นฟูสู่สภาวะสมบูรณ์ สภาวะจิตก็ฟื้นฟูแล้วเช่นกัน
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งโพธิสัตว์จุนที
ผู้ทรงพลังในแดนเทพหวนปัจฉิมเหล่านั้นก็ไม่รอดพ้นสักรายเช่นกัน!
ห้าวันต่อมา อายุขัยของหานเจวี๋ยลดฮวบลงอีกครั้ง เขาเรียกหน้าต่างค่าสถานะและกล่องจดหมายออกมาพร้อมกันเหมือนเดิม ก่อนที่จะจ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาไม่เชื่อหรอกว่าโพธิสัตว์จุนทีจะแข็งแกร่งกว่าเทพบุพกาล!
เทพบุพกาลควบคุมระเบียบในเขตฟ้าบุพกาล แค่ฟังดูก็รู้แล้วว่าแข็งแกร่งกว่าโพธิสัตว์จุนที
….
แดนเทพหวนปัจฉิม เมฆาครึ้มม้วนตลบ ยอดเขาขนาดมหึมาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนดินแดนรกร้างกว้างไกลไร้ขอบเขต มีแสงทองส่องพร่างพราวอยู่บนยอดเขา มีวัดที่ทอแสงทองอร่ามงามตาแห่งหนึ่งอยู่
เขาหลิงซาน วัดเสียงอัสนี!
ณ ชั้นบนสุดของวัดเสียงอัสนี
นักพรตผมขาวโพลนสองคนนั่งสมาธิอยู่ข้างๆ กัน ต่างคนต่างนั่งอยู่บนแท่นดอกบัว
นักพรตคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าตึงเครียด ขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “น่าแปลก ข้าถูกสาปแช่ง”
เขาก็คือโพธิสัตว์จุนที
นักพรตอีกคนก็คือโพธิสัตว์เจียอิ๋น
หลังจากบุกเบิกฟ้าดินจุนทีและเจียอิ๋นจำแลงร่างพร้อมกัน ผูกพันดั่งพี่น้อง ภายหลังได้ร่วมกันก่อตั้งศาสนาพุทธนิกายตะวันตก หรือก็คือต้นกำเนิดสำนักพุทธ พวกเขาจับมือกันแสวงหามรรคามาโดยตลอด ไม่เคยแยกจากกันเลย
เจียอิ๋นถามขึ้น “ทำนายพบหรือไม่”
จุนทีส่ายหน้าพลางตอบว่า “ทำนายไม่พบ พบเพียงหนังสือเล่มหนึ่ง”
หนังสือเล่มหนึ่ง?
เจียอิ๋นขมวดคิ้ว
พวกเขาคืออริยะมหามรรค ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะถูกผู้อื่นสาปแช่งทว่าทำนายไม่พบฝ่ายตรงข้าม กล่าวอีกนัยคือฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งกว่าพวกเขา
“ช้าก่อน หนังสือเล่มหนึ่งหรือ หรือว่าจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ” จุนทีขมวดคิ้วพลางกล่าว
เขาเคยได้ยินฉิวซีไหลเอ่ยถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
เจียอิ๋นเอ่ยถาม “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอาจจะเป็นหลี่มู่อีหรือไม่ก็เจ้าสำนักซ่อนเร้นมิใช่หรือ หลี่มู่อีสิ้นชีพแล้ว ก็เหลือแค่เจ้าสำนักซ่อนเร้นมิใช่หรือ”
จุนทีไม่เห็นด้วย “เขาไหนเลยจะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ถึงแม้เขาจะเป็นตัวแปรที่บรรพชนเต๋าพยากรณ์ไว้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะแข็งแกร่งไปกว่าพวกเรากระมัง”
“มีเหตุผล เขาไม่เคยยอมรับว่าตนคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ซ้ำเขายังบอกว่าตนก็เคยโดนสาปแช่งเช่นกัน มองจากมุมนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการน่าจะมาจากแดนเทพหวนปัจฉิม จากพฤติกรรมในมหาเคราะห์ครั้งก่อนเขาคงต้องการทำลายล้างมรรคาสวรรค์”
“โอ้ เจ้าหมายความว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือหนึ่งในอริยะมหามรรคแห่งแดนเทพหวนปัจฉิมเช่นนั้นหรือ”
“ถูกต้อง ทว่าข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าการกระทำในมหาเคราะห์ครั้งก่อนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำไปเพื่อสิ่งใด”
จุนทีตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขารู้สึกว่าคำพูดของเจียอิ๋นมีเหตุผล
เจียอิ๋นวิเคราะห์ต่อไป เอ่ยขึ้นว่า “หากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องการทำลายมรรคาสวรรค์ แต่เจ้าสำนักซ่อนเร้นปกป้องมรรคาสวรรค์…”
จุนทีไม่ได้ตอบอันใด
เขารู้สึกอยู่เสมอว่าหานเจวี๋ยยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่
ห้าวันต่อมา
สีหน้าจุนทีพลันแปรเปลี่ยน เขาเอ่ยด้วยความตกใจ “แย่แล้ว! พลังคำสาปแช่งทวีความรุนแรงขึ้น! เหตุใดถึงแข็งแกร่งขนาดนี้”
เขาเริ่มโคจรพลังต่อต้าน
เจียอิ๋นขมวดคิ้ว
ลำพังแค่พลังคำสาปแช่งก็สามารถทำร้ายจุนทีได้แล้ว เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคนนั้นแข็งแกร่งมากขนาดไหนกันโนlวลกูดอทคoม
….
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยไม่ทราบว่าตนกำลังถูกสงสัยอยู่ เขาทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อสาปแช่ง
หนึ่งพันล้านล้านปี!
สองพันล้านล้านปี!
สามพันล้านล้านปี!
ห้าพันล้านล้านปี!
[โพธิสัตว์จุนทีศัตรูคู่อาฆาตของท่านมรรคจิตได้รับความเสียหาย เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
เขาหยุดมือทันที
แค่นี้หรือ?
เทียบกับเทพบุพกาลแล้ว ห่างชั้นกันมากจริงๆ
หานเจวี๋ยพักผ่อนอีกครั้ง
เป้าหมายต่อไปที่เขาจะสาปแช่งอยู่ในแดนเซียน เพื่อสร้างความสับสนให้เหล่าผู้ทรงพลังในแดนเทพหวนปัจฉิม
วันต่อมา เขาเริ่มสาปแช่งเหล่าอริยะมรรคาสวรรค์ สาปแช่งหนึ่งคนต่อหนึ่งวัน
ช่วยไม่ได้จริงๆ หากสาปแช่งถึงห้าวัน อริยะเหล่านี้อาจจะสิ้นชีพไปทันที
หานเจวี๋ยขึ้นไปยัง ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เขามาที่ตำหนักเอกภพ จากนั้นจึงถ่ายทอดเสียงหาอริยะทั้งหมด
ประตูใหญ่ตำหนักเอกภพเปิดออก
หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในตำหนัก จอมอริยะเสวียนตูถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “สหายเต๋าหาน มีเรื่องใดหรือ”
หานเจวี๋ยไม่พูดไม่จา แสงเทพกำบังร่างเขา ทำให้จอมอริยะเสวียนตูมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
ผ่านไปไม่นาน อริยะต่างทยอยมาถึง
พวกเขารู้สึกกระสับกระส่ายนัก นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยเรียกรวมตัวพวกเขา
คงมิใช่ว่าเกิดเรื่องขึ้นอีกกระมัง
“ผู้ใดสาปแช่งข้า”
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเข้ม รังสีกดดันปะทุออกมา ปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก เหล่าอริยะถอยหนีด้วยความตกใจ
เทพสูงสุดหนานจี๋รีบเอ่ยว่า “สหายเต๋าหาน เจ้าก็ถูกสาปแช่งหรือ ข้าก็โดนเหมือนกัน!”
อริยะรายอื่นก็พากันเปิดปากพูดเช่นกัน
“ข้าก็ถูกสาปแช่งเป็นเวลาหนึ่งวัน”
“เหตุใดพวกเราล้วนถูกสาปแช่งกันหมดเล่า”
“ต้องมีคนเสแสร้งอยู่แน่ๆ”
“หรือจะเป็นเพราะเรื่องจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ”
“เป็นไปได้ สหายเต๋าฝูซีเทียนดับสูญไปแล้ว มีตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งที่ พวกเราไม่มีทางขัดแข้งขัดขากันเองแน่”
….
เหล่าอริยะต่างก็โกรธเกรี้ยว พวกเขาล้วนเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ รู้สึกหงุดหงิดกันอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยเหลือบมองมหาจักรพรรดิเซียว ก่อนหน้านี้เขาเคยสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
มหาจักรพรรดิเซียวก็ฉุนเฉียวมากเช่นกัน แสดงเก่งจริงๆ
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยขึ้นมา “สหายเต๋าหาน พวกเราล้วนถูกสาปแช่ง ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ไม่ควรขัดแย้งกันเอง เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าบังเอิญเกินไป พวกเราเพิ่งสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้ก็ถูกสาปแช่งเลย”
หานเจวี๋ยระงับความโกรธ กล่าวไปว่า “ก็หวังว่าจะไม่ใช่พวกเจ้า มรรคาสวรรค์ประสบปัญหา พวกเจ้าให้ข้าออกหน้า ข้ามั่นใจว่าไม่เคยทำเรื่องน่าละอายต่อพวกเจ้าและต่อมรรคาสวรรค์ ข้าแค่อยากฝึกบำเพ็ญให้ดีๆ หากพวกเจ้ายังมาหาเรื่องข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี”
พอพูดจบ หานเจวี๋ยเลือนหายไปทันที
สีหน้าเหล่าอริยะไม่น่ามองเลยสักนิด หานเจวี๋ยช่างไม่ไว้หน้ากันเกินไปแล้วจริงๆ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าตอบโต้กลับไป
จอมอริยะเสวียนตูกวาดตามองเหล่าอริยะ เอ่ยว่า “หวังว่าสหายเต๋าหานจะเพียงแค่เข้าใจผิดไป ยามนี้พวกเราจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อช่วยเหลือมรรคาสวรรค์ อย่าได้คิดวางแผนเล่นงานกันเองจนเสียการใหญ่”
เหล่าอริยะพยักหน้า พวกเขาล้วนกำลังคาดเดาอยู่ในใจ เป็นผู้ใดกันแน่ที่แอบสาปแช่งอยู่ลับหลัง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสาปแช่งหานเจวี๋ยด้วย!
หากมิใช่เพราะพวกเขาเพิ่งต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ด้วยนิสัยของหานเจวี๋ย อาจจะลงมือสังหารพวกเขาตรงๆ เลยก็ได้…
เมื่อเหล่าอริยะนึกถึงประเด็นนี้ ต่างก็สั่นสะท้านขึ้นมาทั้งที่ไม่หนาว
“แดนเซียนในยามนี้ ยังจะมีผู้ใดกล้าสาปแช่งหานเจวี๋ยอีก เช่นนั้นไม่เท่ากับหาที่ตายหรอกหรือ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ อีกฝ่ายเป็นผู้หนุนหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ พวกเจ้าคิดดูสิ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ มีความเกี่ยวข้องกันชัดๆ!”
ฉิวซีไหลเอ่ยเสียงขรึม ในฐานะทาสรับใช้ของหานเจวี๋ย เขาย่อมต้องช่วยพูดให้หานเจวี๋ย
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็เอ่ยตาม “ใช่แล้ว หากพวกเราเหล่าอริยะขัดแย้งกับหานเจวี๋ย ผู้ใดจะได้ประโยชน์ที่สุดเล่า”
จอมอริยะเสวียนตูถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ดูเหมือนพวกเราต้องติดต่อไปหาทางแดนเทพหวนปัจฉิมเสียแล้ว ตรวจสอบความเป็นมาของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลื่องชื่อลือชาในเรื่องสาปแช่ง แทรกแซงรูปการณ์โดยรวมของมหาเคราะห์ครั้งก่อน ทำให้มรรคาสวรรค์พังทลาย จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้โผล่หัวออกมาอีกครั้งแล้ว พวกเราจำเป็นต้องระวังไว้ จะให้มรรคาสวรรค์ต้องเริ่มต้นขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สองไม่ได้!”
จอมอริยะเสวียนตูมองไปที่ฉิวซีไหล อริยะรายอื่นก็เช่นเดียวกัน
ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน อริยะมิ่งจีใช้พลังวิเศษทำลายมรรคา กวาดล้างสรรพสิ่ง ทำให้ดวงชะตามรรคาสวรรค์ถูกสะบั้นโดยตรง ยามนี้เหลือเพียงฉิวซีไหลแล้วที่สามารถใช้พลังวิเศษทำลายมรรคาได้
หากว่าฉิวซีไหลหักหลังพวกเขา เกรงว่า…
ฉิวซีไหลแค่นเสียง “อย่ามองข้าเช่นนี้ ข้าไม่มีทางก่อเรื่องแน่”
ไม่นานนัก เหล่าอริยชนต่างก็แยกย้ายกันไป
การมาเยือนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำให้เงามืดเข้าปกคลุมจิตใจของพวกเขา
….
เมื่อกลับถึงเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยนั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร พรูลมหายใจออกมา
ละครฉากนี้ใช้ได้แล้วกระมัง!
หานเจวี๋ยคิดจะรอให้ผ่านไปสักระยะแล้วค่อยสาปแช่งอีกครั้ง
การสาปแช่งครานี้ผลาญอายุขัยเขาไปกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านล้านปี ถึงแม้อายุขัยของเขาจะมีนับแสนล้านล้านล้านปี แต่ก็นับว่าใช้ไปมากโข
‘เห็นทีว่าหากคิดจะใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายสาปแช่งอริยะมหามรรคและดวงจิตมหามรรค น่าจะยากเย็นเกินไป คงทำได้เพียงหาทางทำให้พวกเขาตีกันเอง’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าในส่วนรายละเอียดตนทำได้ยอดเยี่ยมมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวล เมื่อเวลาผ่านไป ลำธารสายน้อยย่อมกลายเป็นแม่น้ำ
ผู้ทรงพลังยี่สิบหกคนนั้นอย่าหมายจะได้อยู่ดี!
หานเจวี๋ยหลับตาลง เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง
ณ ชั้นฟ้าที่เก้า
ฟางเหลียงเดินเข้าสู่พระราชวังเทียมเมฆา เมื่อเห็นพระราชวังเทียมเมฆาเปลี่ยวร้างวังเวง เขาก็ตกอยู่ในความสะท้อนใจไม่รู้จบ
หลี่เต้าคง หานอวี้ ยอดแม่ทัพเทพและเมิ่งเซียวเดินตามหลังเข้ามา
นอกตำหนักมีเทพเซียนยืนคอยอีกมากมาย ล้วนเป็นคณะผู้ติดตามของฟางเหลียง
หลี่เต้าคงขมวดคิ้วอยู่ตลอด ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฟางเหลียงหันกลับไป มองหานอวี้พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สหายน้อยหานอวี้ ต้องการเป็นเทพแห่งวิถีสวรรค์ของข้าหรือไม่”
หานอวี้หน้าตาเหมือนหานเจวี๋ยเหลือเกิน เขาเคยทำนายดูแล้ว เด็กคนนี้เป็นชนรุ่นหลังของหานทั่ว อาจจะมีหานเจวี๋ยคอยเกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้
หานอวี้ได้ฟังก็หันไปมองหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงคืออาจารย์ของเขา เขาเชื่อฟังหลี่เต้าคง
หลายปีมานี้ เขารู้ความมากขึ้นจริงๆ
ในอดีต เผ่าสวรรค์สูงส่งเหนือปวงชน เขาไม่มีทางได้ติดต่อเข้าใกล้ หลังจากติดตามหลี่เต้าคง แม้แต่ผู้นำสวรรค์และรองผู้นำเผ่าสวรรค์ล้วนอยากดึงเขาไปเป็นพวก
ความเคารพเลื่อมใสที่เขามีต่อหลี่เต้าคงบรรลุถึงขีดสูงสุดแล้ว
อาจารย์ร้ายกาจจริงๆ!
หลี่เต้าคงเปิดปากเอ่ย “ฟางเหลียง เจ้าสถาปนาวิถีสวรรค์ ซ้ำยังอ้างนามบรรพชนเต๋า ตอนนี้เจ้ายืนอยู่ฝ่ายไหนกันแน่”
ฟางเหลียงเงียบไป
ยอดแม่ทัพเทพไม่ได้สอดปากแทรก ถึงอย่างไรเขาก็ติดตามฟางเหลียง
ฟางเหลียงเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้าจะกลายเป็นบรรพชนเต๋า ถึงวันหน้าได้ควบคุมมรรคาสวรรค์ ก็ไม่มีทางลืมเลือนพระคุณที่อาจารย์ปู่มีต่อข้า”
“เฮอะ!”
หลี่เต้าคงแค่นเสียงหยัน สะบัดแขนเสื้อจากไป
หานอวี้รีบตามไปด้วย
ฟางเหลียงไม่ได้เอ่ยรั้ง เขาเลือกเส้นทางของตนแล้ว
ในใจเขายังคงเลื่อมใสศรัทธาหานเจวี๋ยเป็นที่สุด แต่เขาไม่คิดจะอยู่ใต้ปีกหานเจวี๋ยไปตลอด เพราะมีศิษย์ที่โดดเด่นกว่าเขามากมาย ได้รับความเอ็นดูจากหานเจวี๋ยมากกว่า
หากเขาอยากยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนเซียน ก็ต้องก้าวเดินในเส้นทางของตน
มิเช่นนั้นถึงไม่มีจี้เซียนเสิน ก็ยังมีพวกมู่หรงฉี่ เต้าจื้อจุน เจียงอี้ จ้าวเซวียนหยวนและซูฉีบรรดาศิษย์สืบทอดที่ติดตามคลุกคลีกับหานเจวี๋ยอยู่ตลอด
อีกอย่างเขาก็ไม่อยากพึ่งพิงอำนาจของสำนักซ่อนเร้นไปตลอด เขาอยากบ่มเพาะกลุ่มอิทธิพลของตนโน!วลกูดoทคอม
ยอดแม่ทัพเทพเปิดปากเอ่ย “จะล่วงเกินสำนักซ่อนเร้นเข้าหรือไม่…”
ฟางเหลียงตอบ “ไม่นับว่าล่วงเกิน วันหน้าเราจะคิดหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมรรคาสวรรค์และสำนักซ่อนเร้น”
ยอดแม่ทัพเทพพยักหน้ารับ ไม่พูดมากอีก
เขามองฟางเหลียงไม่ออกอีกแล้ว แต่เขารู้ดีว่าหากไม่มีฟางเหลียง ก็คงไม่มีตัวเขา
“จากนี้ให้เตรียมตัวเปิดรับศิษย์แห่งวิถีสวรรค์ วังสวรรค์ในอดีตกาลจะกลายเป็นอาณาเขตเต๋าวิถีสวรรค์ พวกเราจะประกาศต่อภายนอกว่าเผ่าสวรรค์อยู่ใต้สังกัดวิถีสวรรค์ ต้องดึงตัวเทพเซียนในเผ่าสวรรค์มาเข้าพวกด้วย” ฟางเหลียงสั่งการ
ยอดแม่ทัพเทพรับคำสั่ง จากนั้นก็ออกไปจัดการทันที
….
เหนือมวลเมฆา หลี่เต้าคงเหยียบเมฆเหาะมุ่งตรงไป สีหน้าอึมครึม
หานอวี้พยายามข่มใจมาตลอดทาง แต่ก็ข่มไม่ไหวถามออกไปว่า “อาจารย์ จักรพรรดิสวรรค์ฟางออกหน้าให้เมิ่งเซียว มิใช่เรื่องดีหรือขอรับ ข้าได้ยินว่าสำนักซ่อนเร้นเกื้อกูลกลุ่มอิทธิพลมากมาย จักรพรรดิสวรรค์ฟางบุกเบิกวิถีสวรรค์ก็ไม่นับว่าทรยศต่อสำนักซ่อนเร้นกระมังขอรับ”
“เจ้าจะไปรู้อะไร เขายกย่องนามของบรรพชนเต๋า แต่เจ้าสำนักซ่อนเร้นคืออริยะ หากเขากลายเป็นบรรพชนเต๋า เช่นนั้นแล้วเจ้าสำนักซ่อนเร้นต้องปฏิบัติตัวอย่างไรยามพบเจอหน้าเขา มีความผิดฐานคิดข้ามหัวผู้อาวุโส ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี!”
หลี่เต้าคงแค่นเสียง ไม่พอใจฟางเหลียงอย่างยิ่ง
หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากเขาและเทพเซียนแห่งสำนักซ่อนเร้น จี้เซียนเสินจะยอมอ่อนข้อให้หรือ
ผลคือเพิ่งกดหัวจี้เซียนเสินลงไปได้ ฟางเหลียงก็ประกาศเอกราชทันที นี่มิใช่การหลอกใช้เขาหรอกหรือ
“วันหน้าห้ามคบหาศิษย์แห่งวิถีสวรรค์ หากข้าทราบเรื่อง จะขับเจ้าออกจากสำนักทันที!” หลี่เต้าคงเอ่ยเสียงเยียบเย็น หานอวี้ตกใจรีบตอบรับทันที
หานอวี้หน้าตาคล้ายหานเจวี๋ย จี้เซียนเสินและฟางเหลียงต้องหาทางชักจูงเข้าไปเป็นพวกแน่
หลี่เต้าคงเหลือบมองหานอวี้ ไม่ทราบเช่นกันว่าหานเจวี๋ยคิดอย่างไรกับเด็กคนนี้กันแน่
แต่เขาเชื่อว่าหานเจวี๋ยต้องสนใจหานอวี้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นตอนที่ตระกูลหานถูกล้างบาง หานเจวี๋ยคงไม่ลงมือช่วยเหลือ
หานอวี้นึกว่าอาจารย์โกรธเคือง จึงปั้นหน้ายิ้ม เริ่มเอาใจหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงรื่นรมย์ยิ่งนัก รู้สึกเหมือนหานเจวี๋ยกำลังเอาใจเขาอยู่ ทำให้มรรคจิตที่แกร่งดั่งหินผาของเขาไหวระริกขึ้นมา
ในอดีตครานั้น เขาอยากรับหานเจวี๋ยเป็นศิษย์ยิ่งนัก!
….
เพียงพริบตาเดียว เวลาผ่านไปสองพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เริ่มเทศนาธรรมแก่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้น
ขณะที่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นยังไม่ทันตั้งตัว เสียงธรรมของเขาก็พลันแว่วขึ้น เหล่าศิษย์ทั่วทุกซอกมุมในเขตเซียนร้อยคีรีต่างตกอยู่ในสภาวะตระหนักมรรค น่ามหัศจรรย์ยิ่ง
หนึ่งร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าศิษย์แทบทั้งหมดล้วนทะลวงระดับได้ รวมถึงเต้าจื้อจุนที่มีพัฒนาการก้าวหน้าที่สุด
ยามนี้หานเจวี๋ยกลายเป็นมหามรรคต้นกำเนิด ย่อมแตกต่างไปจากในอดีต
หลังเทศนาธรรมจบ หานเจวี๋ยไปที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
หานทั่วมีตบะระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว อยู่ห่างจากเซียนทองต้าหลัวอีกเพียงก้าวเดียว
เมื่อคุณสมบัติของเขาถูกปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์ เขาก็ร้ายกาจยิ่งกว่าอี๋เทียนเสียอีก
หานเจวี๋ยวางแผนจะช่วยให้เขาสำเร็จเป็นต้าหลัว จากนั้นก็เตะโด่งเขาออกไป เลี่ยงไม่ให้เจ้าลูกคนนี้ทราบเรื่องกลุ่มอิทธิพลเทพมารที่เขาชุบเลี้ยง
หานทั่วยังไม่ทันลืมตาขึ้นมา หานเจวี๋ยก็เทศนาธรรมแก่เขาทันที นำพาเขาไปสู่ด่านพิสูจน์ต้าหลัว
สามร้อยปีผ่านไป
หานทั่วทะลวงระดับสำเร็จกลายเป็นเซียนทองต้าหลัว ผลัดกระดูกชำระเส้นเอ็นเปลี่ยนเป็นคนใหม่
เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกหานเจวี๋ยดูดเข้าแขนเสื้อ
หานเจวี๋ยกลับมาที่อาณาเขตเต๋าหลัก จากนั้นก็โยนหานทั่วออกไปนอกเขตเซียนร้อยคีรี
หลังจากร่วงลงสู่พื้น หานทั่วลืมตาขึ้น มองเห็นเขตเซียนร้อยคีรีอยู่ตรงหน้า เขาตะลึงไปแวบหนึ่ง จากนั้นก็เข้าใจขึ้นมา
“ปีนั้น…”
หานทั่วนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อนานมาแล้วที่เขามากราบฝากตัวเข้าสำนักซ่อนเร้น เมื่อเทียบกับอดีตตอนนั้นกับในตอนนี้ นับว่าสรรพสิ่งคงเดิมทว่าผู้คนแปรเปลี่ยนโดยแท้
เขาถูกขับไล่ออกไปเป็นครั้งที่สอง แต่ครั้งนี้ในใจเขาเต็มไปด้วยความตื้นตัน
เขาไม่กล่าวโทษหานเจวี๋ย เป็นตัวเขาเองที่เลือกก้าวเดินไปตามเส้นทางของตน
หานเจวี๋ยช่วยให้เขาสำเร็จเป็นต้าหลัว นับว่าดูแลใส่ใจมหาศาลแล้ว
หานทั่วคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ จากนั้นหันหลังจากไป
ใต้ต้นฝูซัง
ไก่คุกรัตติกาลร้องจิ๊ๆ เอ่ยด้วยความแปลกใจ “บุตรชายของนายท่านเป็นต้าหลัวแล้วหรือ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
เหล่าศิษย์สืบทอดพากันลืมตาขึ้นมา มองหานทั่วที่อยู่นอกเขตเซียนร้อยคีรีด้วยสีหน้าแตกต่างกันไป
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ