606-610
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 606ถึง610
หากว่ากันอย่างไม่มีอคติแล้ว วาจานี้ของจอมอริยะเสวียนตูนั้นนับว่าสมเหตุสมผล
น่าเสียดาย หานเจวี๋ยแข็งแกร่งเท่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการแล้ว!
อย่างไรก็ตามเขาไม่อยากถูกตัวตนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหมายหัว จำเป็นต้องลากกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ มาร่วมภารกิจด้วย ลดความมีตัวตนของเขาในศึกครั้งนี้ลงได้จะดีที่สุด
“หากเจ้าใคร่ครวญได้แล้ว ติดต่อมาหาข้าได้ทุกเมื่อ ต้องกำจัดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราเหล่าอริยะจะมุ่งหน้าไปที่แดนต้องห้ามอันธการด้วยกัน”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยเสียงขรึม
หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ จากนั้นก็สลายแดนความฝัน
เขาลืมตาขึ้น ถามในใจว่า ‘เมื่อครู่จอมอริยะเสวียนตูโป้ปดข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่]
สีหน้าหานเจวี๋ยผ่อนคลายลง
ฉิวซีไหลและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าต่างถูกคุกสวรรค์อนธการสยบทาสแล้ว หากเหล่าอริยะวางแผนเล่นงานเขา ทั้งสองย่อมต้องมาแจ้งเขาแน่
ทว่าหานเจวี๋ยยังคงไม่วางใจ
เขาพลันเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่งขึ้น
สยบอริยะทั้งหมดให้เป็นทาสโดยเว้นไว้แค่จอมอริยะเสวียนตูดีหรือไม่นะ
ไม่ได้
เสี่ยงเกินไป
ก่อนหน้านี้ที่สยบทาสฉิวซีไหลก็ล่วงเกินโพธิสัตว์จุนทีไปแล้ว หากล่วงเกินผู้อาวุโสทั้งหมดในแดนเทพหวนปัจฉิมเข้า วิธีนี้ไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์ เริ่มยกระดับพลังของตน
ร่างจำลองเสรีสุญญตาจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่แล้ว ร่างจำลองเทพมารทุกตนที่ฝึกฝนออกมาล้วนสามารถเพิ่มพลังให้เขาได้
ผ่านไปหนึ่งร้อยปี
ตบะและพลังของหานเจวี๋ยยกระดับถึงขีดสูงสุดในปัจจุบันแล้ว ทว่าเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารจากจากร่างจำลองเสรีสุญญตาได้แค่ยี่สิบห้าตนเท่านั้น
เมื่อเทียบกับตอนฝ่าทะลวงระดับขั้นเล็กๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ถือว่าด้อยลงมาก
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าในความมืดมิดมีพลังอำนาจอย่างหนึ่งคอยยับยั้งการฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาของเขาอยู่
ร่างจำลองเทพมารใหม่ๆ ที่เขาเรียนรู้เพิ่มมานั้นแบ่งออกเป็นเทพมารอันตราย เทพมารวางวาย เทพมารระเบียบ เทพมารตระหนักรู้ เทพมารเปลือยบาท เทพมารเชี่ยวกราก เทพมารธรรมนูญ เทพมารดั่งฝัน เทพมารมหาการุณย์ เทพมารพิสุทธิ์ เทพมารละบาป เทพมารเที่ยงธรรม เทพมารยอดวิญญาณ เทพมารศีลธรรม เทพมารตรีเอกภาพ เทพมารทลายฟ้า เทพมารไร้คู่ เทพมารจุดอ่อน เทพมารแปรผัน เทพมารราตรีภพ เทพมารหลุมดำ เทพมารพังทลาย เทพมารหกกรรณ เทพมารมหาวิเศษ เทพมารเจ็ดแสง
หานเจวี๋ยเปิดใช้แบบจำลองการทดสอบ ท้าสู้กับลี่จื้อไจ้ก่อน
เมื่อสำแดงร่างจำลองเทพมารทั้งสองร้อยสี่สิบเก้าตนออกมา สามารถปลิดชีพลี่จื้อไจ้ได้ในสามลมหายใจ
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบต่อไป
เมื่อผ่านไปหลายร้อยครั้ง เขาพบว่าตนไม่สามารถสังหารลี่จื้อไจ้ได้
พลังแห่งอริยะเสรีแข็งแกร่งเหลือเกิน สามารถปกป้องวิญญาณของลี่จื้อไจ้ไว้ได้
มหามรรคของลี่จื้อไจ้ อนิจจังเลื่อนลอย แข็งแกร่งอย่างยิ่งทว่าก็มิใช่คู่ต่อสู้ของร่างจำลองเทพมารเลย
หานเจวี๋ยเริ่มทดลองต่อสู้โดยไม่ใช้ร่างจำลองเสรีสุญญตาดู อาศัยสมบัติวิเศษของตนในการต่อสู้ มือขวาถือกระบี่พิพากษาอนธการ มือซ้ายถือป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคา เปิดใช้งานยอดสมบัติป้องกันทั้งหมดบนร่าง พึ่งพาพลังวิเศษในการต่อสู้
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็ปลิดชีพลี่จื้อไจ้ได้
ยังไม่พอ!
สู้ต่อ!
หลายปีผ่านไป
ประสบการณ์ในการต่อสู้ของหานเจวี๋ยก้าวหน้าขึ้นมหาศาล ถ้าไม่พึ่งพาร่างจำลองเสรีสุญญตา อย่างเร็วสุดเขาต้องใช้เวลาถึงสามสิบลมหายใจถึงจะปลิดชีพลี่จื้อไจ้ได้
จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า ในแง่ของการสำแดงพลัง ร่างจำลองเสรีสุญญตายังคงเลิศล้ำที่สุด
หานเจวี๋ยเรียกจดหมายออกมาตรวจดู
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านได้รับการเทศนาธรรมจากผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ] x12009328
[หานทั่วบุตรชายท่านหนีรอดจากคุกนรกอันธการ]
[หลิวเป้ยสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านปลดปล่อยไท่กู่หยวนเฟิ่งสหายของท่าน]
[หานทั่วบุตรชายของท่านเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]
….
หานเจวี๋ยตะลึงงัน nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
หานทั่วเด็กคนนี้หนีออกไปได้อย่างไร
เขากำลังเตรียมเสี่ยงภัยไปช่วยอยู่เลย
เขานับนิ้วทำนายดู หลังออกจากคุกนรกอันธการเขาก็สามารถจับพิกัดของหานทั่วได้ ทำนายบ่วงกรรมของเขาได้ แต่เรื่องคุกนรกอันธการ เขายังคงทำนายไม่ได้อยู่ดีว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
‘หานทั่วถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตามองหรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
แค่หมื่นล้านปีเท่านั้น นับเป็นอะไรได้!
[ขณะนี้ไม่ปรากฏ]
หานเจวี๋ยมองเห็นไม่กี่คำนี้ อดไม่ได้ที่จะโล่งใจ
พอคิดดูให้ดีแล้วก็ถือว่าปกติ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไม่รู้จักกับหานเจวี๋ย บุตรชายหานเจวี๋ยย่อมไม่อยู่ในสายตาเขา
ที่จับตัวหานทั่วไป น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ
ในเมื่อหานทั่วไม่เป็นไร เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่ไปเสี่ยงภัยแล้ว
สำหรับเรื่องของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ผลักไปไว้ข้างหลังก่อน
ก่อนหน้านี้เขาเคยทำนายแล้ว อีกหลายพันล้านปีให้หลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการถึงจะบุกโจมตีมรรคาสวรรค์ ยังมีเวลาอีกนาน
อีกหลายพันล้านปีให้หลัง หานเจวี๋ยมั่นใจว่าต้องก้าวข้ามมหามรรคได้แน่!
หากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเหนือกว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงได้ ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงไหนเลยจะปล่อยให้เขาได้สมใจ
สรุปคือ ถึงแม้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่อยู่ในสายตาของนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้นหรือดวงจิตมหามรรค ยังคงเป็นแค่ตัวหมากเท่านั้น
หานเจวี๋ยผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดเขาก็ไปทำอย่างอื่นได้แล้ว
สองหมื่นปีต่อมา มู่หรงฉี่เกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายไปที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง ปลดปล่อยมู่หรงฉี่ออกมา
เมื่อมู่หรงฉี่ลืมตาขึ้น เขาพบว่าตนมิได้อยู่ในเขตเซียนร้อยคีรี ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ทันใดนั้น อารมณ์ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมา
เขาสัมผัสได้ว่าพละกำลังของสังขารตนพัฒนาขึ้นจากแต่ก่อนมากนัก!
คุณสมบัติที่เด่นชัดจนแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้ทรงพลังถึงให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้สืบทอดยิ่งนัก
คุณสมบัติสำคัญมากจริงๆ!
มู่หรงฉี่คุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย โขกศีรษะให้ซ้ำๆ
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “นับจากวันนี้ เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าสังขารของเจ้าคืออะไร”
มู่หรงฉี่เงยหน้าขึ้นพลางถาม “อะไรหรือขอรับ”
“เทพมารฟ้าบุพกาล”
มู่หรงฉี่เบิกตากว้าง เขาเคยได้ยินตำนานเทพมารฟ้าบุพกาลมาก่อน
พลังลึกลับที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างเขาคือพลังแห่งมหามรรคที่ร่ำลือกันหรือ
หานเจวี๋ยเอ่ยต่อว่า “วันหน้าข้าจะสร้างเทพมารฟ้าบุพกาลเพิ่ม ทั้งหมดจะฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ หลังจากบรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าแล้วถึงจะออกไปได้ ข้าต้องการให้เจ้าเป็นแกนนำของเทพมารฟ้าบุพกาล เจ้าเต็มใจหรือไม่”
จะมีอีกหรือ?
มู่หรงฉี่ตื่นตะลึง ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอนขอรับ!”
“อืม ข้าได้กีดกันเจ้าออกจากหมื่นโลกาฉายชัดแล้ว ต่อไปก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ”
“รับบัญชา!”
มู่หรงฉี่มิใช่คนโง่ หานเจวี๋ยคิดจะชุบเลี้ยงกองกำลังขึ้นโดยไม่ให้สำนักซ่อนเร้นรู้
ในใจเขาเต็มไปด้วยความศรัทธาชื่นชม สมกับเป็นอาจารย์ปู่ ยังคงสร้างไพ่ลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากสำนักซ่อนเร้นใหญ่โตขึ้น ย่อมมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนปรากฏขึ้นจริงๆ ปีนั้นสำนักเต๋าคิดใช้มือเดียวปิดฟ้า แต่ก็ยังคงล่มสลายใต้เปลือกตาของบรรพชนเต๋าอยู่ดี
อีกเรื่องหนึ่ง เทพมารฟ้าบุพกาลไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ดังนั้นจึงไม่อาจเข้าสู่อาณาเขตฟ้าบุพกาลได้
สิ่งที่เรียกว่าอาณาเขตฟ้าบุพกาลเป็นอาณาเขตที่มรรคาสวรรค์สร้างขึ้น
หานเจวี๋ยโบกมือ สร้างอารามเต๋าขึ้นหลังหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปในอาราม
มู่หรงฉี่ไม่ได้รบกวน แต่ไปเดินดูรอบๆ แทน ออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้นไปนับแสนปี หลังจากถอดร่างเปลี่ยนกระดูกได้กลับสู่บ้านเก่าอีกครั้ง ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
หานเจวี๋ยที่อยู่ในอารามนำศิลาก่อวิญญาณออกมา
ศิลาก่อวิญญาณมีขนาดเท่ากับตัวคน แผ่แสงรุ้งพรายเจ็ดสีออกมา ทำให้ตาพร่าอย่างยิ่ง
เขาเริ่มใช้ความคิดว่าจะสร้างเทพมารฟ้าบุพกาลตนไหนดี
ตอนแรกเขาเลือกเทพมารฤทธา แต่เทพมารฤทธาในตำนานคือผานกู่ เขาเกรงว่ารูปลักษณ์ของผานกู่จะดึงดูดให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมา
มิสู้เลือกสร้างเทพมารที่จะไม่ส่งผลกระทบมากนักมาสักตนก่อนดีกว่า
ถึงอย่างไรวันหน้าก็ยังจะได้รับศิลาก่อวิญญาณอีกมาก
เมฆาครึ้มม้วนตลบ ฟ้าดินเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ดินแดนทุรกันดารกว้างขวางไร้ขอบเขต รอบข้างเวิ้งว้างมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
หานทั่วและอี๋เทียนพักอยู่ในซากปรักหักพังกองหนึ่ง ทั้งสองมีสภาพระโหยโรยแรงยิ่ง กำลังนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บ
อี๋เทียนลืมตาขึ้น เอ่ยว่า “เจ้าว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกัน ปราณฟ้าประทานของที่นี่พลุ่งพล่านยิ่งนัก แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พบเห็นสิ่งมีชีวิตน้อยยิ่ง และดูไม่คล้ายแดนเล็กแดนน้อยแห่งใด”
หานทั่วลืมตาขึ้นมาเช่นกัน กล่าวตอบ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้ากำลังคิดอยู่ว่าเหตุใดพวกเราถึงสามารถหลบหนีออกมาได้ เจ้าไม่รู้สึกว่าง่ายดายเกินไปหรือ ราวกับมีคนจงใจชักนำพวกเรามายังสถานที่แห่งนี้”
อี๋เทียนขมวดคิ้ว พอพูดมาเช่นนี้ก็ดูผิดปกติจริงๆ
“ระวังตัวไว้หน่อย อีกสองชั่วยามให้หลังเราย้ายที่กันเถอะ ข้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังจับตามองพวกเราอยู่ตลอด”
หานทั่วเอ่ยเสียงแผ่ว เหลือบตามองคันธงเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง สิ่งนี้คือสมบัติวิเศษของเขา ตรวจจับการเข้าใกล้ของวิญญาณร้ายได้
อี๋เทียนสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เพราะมีหานทั่วอยู่ด้วย เขาจึงไม่ตระหนกเสียขวัญ
ทั้งสองผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันมากมายเหลือเกิน ต่างรู้สึกไว้วางใจในตัวกันและกัน
สองชั่วยามต่อมา
ขณะที่ทั้งสองเตรียมจะจากไป
ในเวลานี้เอง จู่ๆ หานทั่วก็หยุดชะงัก ยกมือขึ้นห้ามอี๋เทียน
สายตาของอี๋เทียนจับจ้องออกไปเบื้องหน้า ไกลออกไปหลายสิบลี้มีคนชุดขาวผู้หนึ่งนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ เขาสวมหน้ากากศิลาเอาไว้ เกศาขาวปลิวไสวตามแรงลม แทบจะปราศจากกลิ่นอายแล้ว
ทั้งสองต่างสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาไม่ได้ แต่ยังคงมองเห็น
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ใจสื่อถึงกันยิ่ง หันหลังจากไปทันที หลบหนีด้วยความเร็วเต็มพิกัด เคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่อง ออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว
หลายวันต่อมา
คนทั้งสองหยุดลง สภาพแวดล้อมรอบข้างยังคงเป็นแดนกันดารรกร้างว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกลมีซากกระดูกขาวโพลนโครงหนึ่งที่ใหญ่โตราวกับทิวเขา น่าหวาดผวาอย่างยิ่ง
“สมควรตาย หรือพวกเราจะติดอยู่ในค่ายกล ไม่ว่าจะไปที่ใด ล้วนรู้สึกว่าเหมือนกันไปหมด” อี๋เทียนก่นด่า แทบจะทรุดฮวบแล้ว
ดีร้ายอย่างไรพวกเขาก็เป็นถึงระดับเทพ เหาะมานานขนาดนี้เพียงพอจะท่องได้ทั่วแดนเซียนแล้ว แต่เมื่อพวกเขาอยู่ที่นี่ กลับหาทางออกไม่พบเลย
พวกเขาเคยลองเหาะขึ้นสู่ด้านบนแล้ว แต่เมฆาครึ้มบนฟากฟ้าเต็มไปด้วยไอชั่วร้าย สกัดขวางพลังเวทของพวกเขา ทำให้พวกเขาฝ่าออกไปไม่ได้
หานทั่วเองก็ร้อนใจเช่นกัน แต่เวลานี้ไม่อาจลนลานได้ เขาเอ่ยขึ้นว่า “น่าจะมิใช่ โครงกระดูกนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ แต่สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่เกินไปแล้ว มีสถานที่ใดบ้างเล่าที่ใหญ่โตกว่าแดนเซียน”
สีหน้าอี๋เทียนแปรเปลี่ยน เอ่ยพึมพำ “หรือจะเป็นแดนเทพหวนปัจฉิมในตำนาน”
“แดนเทพหวนปัจฉิมหรือ แดนเทพหวนปัจฉิมมิใช่ห้วงอวกาศเช่นเดียวกับเขตฟ้าบุพกาลหรือ”
“ใครจะไปรู้”
ทั้งสองเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกัน
อี๋เทียนคล้ายจะรับรู้ถึงบางอย่างได้ เงยหน้าขึ้นทันที ม่านตาของเขาพลันขยายตัว หยิบสมบัติวิเศษออกมาตามสัญชาตญาณเตรียมพร้อมต่อสู้
คนชุดขาวลึกลับที่พวกเขาพบเมื่อหลายวันก่อนปรากฏตัวขึ้นที่นี่
หานทั่วก็ตกใจเช่นกัน พวกเขาไม่หลบหนีอีกต่อไป สามารถไล่ตามมาทันได้เช่นนี้ จะหนีไปไยเล่า
หานทั่วถามเสียงเข้ม “ท่านมีเจตนาใดกันแน่”
คนชุดขาวตะลึงไปแวบหนึ่ง “พวกเจ้ามองเห็นข้าหรือ”
“ไร้สาระ!”
อี๋เทียนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ หากมิใช่เพราะหยั่งวัดพลังของอีกฝ่ายไม่ได้ เขาคงลงมือไปนานแล้ว
คนชุดขาวเงียบไป
หานทั่วและอี๋เทียนตึงเครียดอย่างยิ่ง
ในช่วงที่พวกเขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว คนชุดขาวพูดขึ้นว่า “บนร่างพวกเจ้ามีปรานอันธการอยู่ หากอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมต่อไป จะถูกกำจัดทิ้ง รีบออกไปเถอะ”
เขาสะบัดแขนเสื้อ หานทั่วและอี๋เทียนรู้สึกเพียงว่าฟ้าดินพลิกหมุน วิงเวียนมึนงง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาอยู่ในห้วงอวกาศมืดมัว
อี๋เทียนคลำศีรษะ กัดฟันกล่าว “พวกเราออกมาได้แล้วหรือ”
หานทั่วมิได้ตอบ เขาขมวดคิ้วแน่น
‘คนเมื่อครู่นั้นเป็นผู้ใดกันแน่’
ในเวลานี้เอง พลันปรากฏแรงดึงดูดมหาศาลขึ้นด้านหน้า ดูดตัวพวกเขาเข้าไป
แม้ว่าจะเป็นตัวตนระดับเทพอย่างพวกเขาก็ไร้กำลังจะต้านทานได้
ความมืดมิดเข้าปกคลุมทัศนวิสัยของพวกเขา ในไม่ช้าพวกเขาก็หล่นลงบนพื้น
ทั้งสองลุกขึ้นยืนทันที พลันมีสีหน้าตื่นตะลึง
พวกเขาหล่นลงมาในห้องขังขนาดมหึมา สิ่งมีชีวิตหลายสิบชีวิตยังคงถูกคุมขังอยู่ด้านข้าง
ภิกษุชรารูปหนึ่งเอ่ยเนิบๆ ว่า “พวกเจ้าก็กลับมาแล้วสินะ อย่าดิ้นรนหลบหนีเลย ไม่มีทางหนีพ้นหรอก คุกนรกอันธการตั้งอยู่ใกล้กับแดนเทพหวนปัจฉิม พวกเจ้าปนเปื้อนพลังแห่งความมืดแล้ว ต่อให้หนีไปถึงแดนเทพหวนปัจฉิมก็จะถูกขับไล่ออกมาอยู่ดี จากนั้นก็จะหล่นลงมาอีก”
หานทั่วขมวดคิ้ว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงปล่อยให้พวกเราออกไปได้”
ภิกษุชราไม่ตอบคำถาม
อี๋เทียนถามขึ้นมาอีก “ตาเฒ่า ดูเหมือนเจ้าจะรู้ไม่น้อยเลยนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใดที่คุมขังพวกเราไว้”
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลองสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แล้ว แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเขา ไม่เข้าใจคุกนรกอันธการเลย
ความทรงจำของภูตพยาบาทล้วนมาจากมหาเคราะห์ในแดนเซียน จึงไม่ทราบเรื่องคุกนรกอันธการเช่นกันโนlวลกูดอทคoม
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการผู้ทรงพลังนอกเขตมรรคาสวรรค์ ครอบครองแดนต้องห้ามอันธการ” ภิกษุชราค่อยๆ เอ่ยออกมา
“เทียบกับอริยะแล้วเป็นอย่างไร”
“ไม่นานมานี้อริยะมรรคาสวรรค์เคยร่วมมือกันบุกเข้ามา ทว่าพ่ายแพ้กลับไปอย่างหมดท่า พวกเขาเกือบจะดับสูญแล้วด้วยซ้ำ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
หานทั่วและอี๋เทียนหน้าเปลี่ยนสี
จากที่พวกเขาทราบมา อริยะคือตัวตนระดับสูงสุด
ภิกษุชราเอ่ยเรียบๆ ว่า “ดังนั้น ยอมแพ้เสีย ในเมื่อหลบหนีไม่ได้ ก็ยอมจำนนต่อจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ รอดูความเปลี่ยนแปลงไปก่อน”
หานทั่วและอี๋เทียนมองหน้ากัน
“แล้วเจ้าเป็นใคร” อี๋เทียนอดใจไม่ไหวถามออกไป
ภิกษุชราตอบ “บรรพชนพุทธเบิกนภา เคยได้ยินหรือไม่”
ทั้งสองเบิกตากว้าง บรรพชนพุทธแห่งสำนักพุทธ พวกเขาจะไม่เคยได้ยินได้อย่างไร
บรรพชนพุทธเบิกนภาท่าทางดูเฉยเมย แต่ในใจกลับรู้สึกสงสัยจนคันยุบยิบไปหมดแล้ว
เจ้าหนุ่มคนนี้หน้าตาเหมือนนายท่านของเขาขนาดนี้ หรือจะเป็นทายาทของนายท่าน
ถึงแม้เขาจะเป็นครึ่งอริยะ แต่ก็ไม่อาจทำนายถึงบ่วงกรรมของอริยะได้
เนื่องจากหานทั่วหน้าตาคล้ายคลึงกับหานเจวี๋ย เขาจึงเป็นฝ่ายออกตัวชวนคุยก่อน
อี๋เทียนและหานทั่วนึกสนใจในตัวบรรพชนพุทธเบิกนภายิ่งกว่าเดิม ทั้งสามเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
….
นับตั้งแต่หานเจวี๋ยใช้ศิลาก่อวิญญาณ เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาสี่ร้อยปีแล้ว
เขาเลือกเทพมารขุนพลสวรรค์ เหตุผลเพียงเพราะร่างจำลองเทพมารตนแรกที่เขาฝึกฝนคือเทพมารขุนพสวรรค์ จึงรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง
หลังจากผสานรวมกับศิลาก่อวิญญาณ ปราณเทพมารของเทพมารขุนพลสวรรค์ก็ก่อตัวขึ้นเป็นกายเนื้อ กำเนิดจิตวิญญาณ หานเจวี๋ยสัมผัสรับรู้ได้ชัดเจนยิ่ง
คาดว่าอย่างมากคงใช้เวลาสักหนึ่งพันปี เทพมารขุนพลสวรรค์ถึงจะถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง
[จอมอริยะเสวียนตูต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ก็ถูกแจ้งเตือนนี้ขัดจังหวะ เขาคิดเล็กน้อย ก่อนเลือกยอมรับ
ในแดนความฝัน
จอมอริยะเสวียนตูถามเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน “สหายเต๋าหาน สรุปแล้วเจ้าใคร่ครวญได้ความว่าอย่างไร ขอคำยืนยันด้วย”
หานเจวี๋ยถามกลับ “เร่งด่วนมากหรือ”
“อืม ครึ่งอริยะที่พวกเราส่งไปปราบปรามแดนลับหวนกำเนิดล้วนถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตัวไป ตอนนี้แดนลับหวนกำเนิดเสียการควบคุมแล้ว ขอเพียงสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์เฉียดเข้าไปใกล้ก็จะถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตัวไป จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการกำลังล่อลวงสิ่งมีชีวิตให้มุ่งหน้าไปยังแดนลับหวนกำเนิดอยู่”
“อริยะอย่างพวกเจ้าปิดผนึกมันไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้ พลังเวทที่พวกเราสำแดงออกไปถูกปิดกั้นจากพลังแห่งมรรคาสวรรค์โดยตรง พวกเราสงสัยว่าดวงจิตมรรคาสวรรค์ที่หายตัวไปจะไปหาจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ต้องเร่งกำจัดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการให้ได้โดยเร็ว มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ตามมาคงเป็นหายนะ”
เป็นครั้งแรกที่จอมอริยะเสวียนตูเผยสีหน้าร้อนรนออกมา
หานเจวี๋ยก็ตระหนักได้เช่นกันว่าเรื่องนี้ทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว เขาก็ไม่ต้องการให้มรรคาสวรรค์ล่มสลายเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้น เขาจะไม่มีสถานที่ให้พำนักอยู่
“พวกเจ้าติดต่อทางแดนเทพหวนปัจฉิมเรียบร้อยหรือยัง”
“อืม รอเพียงความเห็นจากเจ้า แล้วพวกเราค่อยตัดสินใจกันว่าจะลงมือตอนไหน”
“เช่นนั้นก็ลงมือได้เลย”
แดนเซียนพิภพ อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
เมื่อหานเจวี๋ยคุยกับจอมอริยะเสวียนตูเสร็จก็เคลื่อนย้ายมาที่นี่ เขาโบกมือปลดปล่อยองครักษ์อาณาเขตเต๋าคนใหม่ออกมา
ผลงานคัดลอกจากหลี่มู่อี
“นับจากนี้ไป เจ้ามีนามว่าต่งจั๋ว”
หานเจวี๋ยเอ่ยงึมงำ ต่งจั๋วคุกเข่าขอบคุณที่หานเจวี๋ยมอบนามให้ จากนั้นจึงถอยออกไป
จากนั้น หานเจวี๋ยก็สอดส่องดูหยางตู๋ที่อยู่ในแดนเซียนพิภพ
หยางตู๋บรรลุระดับเซียน ยามนี้มีสิบสองจอมเทพใต้สังกัดจักรพรรดิเซียนวัฏจักรหนุนหลังอยู่ น่าจะไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
เขาเริ่มเฟ้นหาตัวเลือกที่เหมาะสมคนอื่นๆ
ศิลาก่อวิญญาณยังคงนับว่าหายากยิ่ง กว่าจะรวบรวมศิลาก่อวิญญาณได้ครบสามพันก้อนไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน ตอนนี้เขาต้องรอคอยถึงหนึ่งแสนปีกว่าจะได้รับตัวเลือกจากระบบสักครั้ง ส่วนเรื่องการทะลวงขั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายหมื่นปีถึงจะมีสักหน ถึงขั้นที่อาจจะนานกว่านั้น
ในการเฟ้นหาตัวเลือกเทพมาร หานเจวี๋ยพิจารณาถี่ถ้วนยิ่งนัก
เขาสอดส่ายสายตาไปตามแม่น้ำโชคชะตาของแดนเซียนพิภพ สำรวจทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต
การสอดส่องดวงชะตาของคนผู้หนึ่ง ทำให้มองเห็นถึงพฤติกรรมและลักษณะนิสัยส่วนบุคคล
ยี่สิบเจ็ดปีต่อมา
หานเจวี๋ยคัดเลือกตัวเลือกเทพมารมาได้ห้าราย ถ่ายทอดวิชาชุบร่างวัฏจักรดาราให้แต่ละคนไป จากนั้นก็ไม่ให้ความสนใจอีก
เงื่อนไขแรกในการเป็นตัวเลือกเทพมารคือเอาชีวิตรอดมาให้ได้ก่อน!
หากว่าขนาดชีวิตของตัวเองยังเอาไม่รอด แล้วจะเอาอะไรมาเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลได้
หานเจวี๋ยต้องการให้พวกเขามีจิตใจแน่วแน่มั่นคงและเติบใหญ่เต็มที่ก่อนที่จะกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล มีวิถีทางในแบบของตัวเอง
เมื่อหานเจวี๋ยกลับถึงที่เขตเซียนร้อยคีรี เขาสอดส่องดูหานอวี้ต่อ
นับตั้งแต่หลี่เต้าคงฆ่าล้างบางครั้งใหญ่ครานั้น เขาเทพปู้โจวถูกเผ่าปีศาจทำให้แปดเปื้อนจนกลายเป็นสถานที่ชั่วร้าย สิ่งมีชีวิตมาสักการะฝากตัวน้อยลง ทั้งเขาเทพเงียบสงัดยิ่ง
หานอวี้มีตบะระดับเซียนทองไท่อี่แล้ว กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในมุมหนึ่งของเขาเทพปู้โจว
จู่ๆ ความสนใจที่หานเจวี๋ยมีต่อเขาก็ลดฮวบลง
ใบหน้านี้มองมากๆ เข้าก็รู้สึกเอียน
ถึงอย่างไรเขาก็หาที่พึ่งได้แล้ว วันหน้าก็ปล่อยไปตามธรรมชาติเถอะ
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ในอดีตเขาคิดจะใช้หานอวี้กระตุ้นหานทั่ว แต่หลังจากไปเยือนส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลมา เขาเข้าใจแล้วว่าท้องฟ้านอกเขตมรรคาสวรรค์สูงส่งมากนัก คู่ต่อสู้ของหานทั่วย่อมจะปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมาจากการชุบเลี้ยงของเขา
หานเจวี๋ยสอดส่องดูเผ่าสวรรค์
เผ่าสวรรค์เป็นเป้าหมายหลักที่สำนักซ่อนเร้นให้การสนับสนุนอยู่ หานเจวี๋ยย่อมให้ความสนใจ
ระยะนี้ดวงชะตาของเผ่าสวรรค์ค่อนข้างผิดปกติ ถูกมรรคาสวรรค์ต่อต้านอยู่รางๆ
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย จากนั้นก็เงียบไป
ที่แท้ถึงแม้เผ่าสวรรค์จะเป็นตัวแทนแห่งเทพเซียน แต่ก็ไม่เคยทำหน้าที่ของเทพเซียนเลย จี้เซียนเสินยุ่งอยู่กับการออกศึก ขยายอำนาจของเผ่าสวรรค์ ทว่าลืมใส่ใจสรรพสิ่งที่อยู่ใต้การปกครองของเผ่าสวรรค์
ยามที่สรรพสิ่งเผชิญหน้ากับเภทภัยทุกข์ยาก ร้องไห้อ้อนวอนเผ่าสวรรค์ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับเลย แค่สิ่งมีชีวิตแค่หลักพันหลักหมื่นยังพอว่า แต่เมื่อถึงเวลาที่จำนวนนี้ทบทวีขึ้นเป็นเท่าตัว ปวงประชาตกทุกข์ได้ยาก สรรพสิ่งใช้ชีวิตยากแค้น เช่นนั้นก็จะสั่นคลอนดวงชะตาของเผ่าสวรรค์
ถึงแม้ยามนี้แดนเซียนจะรุ่งเรือง แต่กลับขาดสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งไป
กฎเกณฑ์!
กฎสวรรค์!
ก่อนที่มรรคาสวรรค์จะเริ่มต้นใหม่ ปวงสวรรค์หมื่นโลกาให้ความสำคัญกับปวงชน แบ่งแยกกันด้วยบุญบาป ก่อกรรมหนักหนา ก็ลงไปรับผลกรรมในยมโลก สั่งสมบุญกุศลมาช้านานก็ได้ขึ้นสวรรค์เป็นเซียน
นอกจากจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว ภายในเผ่าสวรรค์ก็มีข้อบกพร่องเลวร้ายอยู่บ้างเช่นกัน แม้กระทั่งในกลุ่มศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นก็มีคนก่อกรรมทำเข็ญขึ้นอีกด้วย เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ไม่มีทางกำจัดให้หมดสิ้นได้
หานเจวี๋ยเพียงมองดูเท่านั้น ไม่คิดสอดมือยุ่ง
โลกโลกีย์ผันผวน สรรพสิ่งหลากหลาย อริยะไม่อาจควบคุมดูแลทุกชีวิตได้
หานเจวี๋ยต้องการมองแค่ภาพรวมเท่านั้น หากว่าเผ่าสวรรค์ที่เขาเกื้อหนุนกลายเป็นกลุ่มชั่วร้าย เช่นนั้นเขาค่อยกำราบปรับความประพฤติ หากว่าปรับไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำลายล้างเสีย แล้วค่อยเกื้อหนุนกลุ่มขึ้นมาใหม่
วินาทีนี้ จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เข้าใจความรู้สึกของบรรดาอริยะในอดีตเหล่านั้นขึ้นมา
สำนักนิกายแห่งอริยะล่มสลายลงในหลายๆ ยุคสมัย แล้วรวมตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง หรือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่หานเจวี๋ยคิด
หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา ไม่คิดมากต่อไปอีก เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
ถึงแม้จะกลายเป็นอริยะเสรีแล้ว แต่ก็ไม่อาจโอหังลำพองจนลืมฝึกบำเพ็ญไป
ต่อให้คุณสมบัติจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ต้องมานะบำเพ็ญ อย่าปล่อยเวลาไปเสียเปล่า
….
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกเจ็ดร้อยปี
จู่ๆ จอมอริยะเสวียนตูก็ขอเข้าฝันหานเจวี๋ย ขัดจังหวะการฝึกบำเพ็ญของเขา
ในวันเดียวกันนั้น หานเจวี๋ยเดินทางไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม โดยไม่ทำให้คนอื่นๆ ในสำนักซ่อนเร้นรู้ตัว
ภายในตำหนักเอกภพ ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
เมื่อหานเจวี๋ยมาถึง อริยะรายอื่นคอยท่าอยู่นานแล้ว
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสีหน้าเรียบเฉย ฉิวซีไหล เทพสูงหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ฝูซีเทียน และมหาจักรพรรดิเซียวต่างพยักหน้าทักทายหานเจวี๋ยเล็กน้อย
จอมอริยะเสวียนตูลุกขึ้นมา เปิดปากเอ่ย “ทางแดนเทพหวนปัจฉิมเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว พวกเราควรออกเดินทางสักที จำเป็นต้องยุติศึกนี้ลงโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน”
เหล่าอริยชนพยักหน้ารับ ทยอยเลือนหายไปจากตำหนักเอกภพ
พวกเขามาโผล่ที่แดนต้องห้ามอันธการ ข้ามมิติมาอย่างรวดเร็ว
ในแดนต้องห้ามอันธการไม่สามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายของอริยะได้ หานเจวี๋ยปะปนอยู่ในกลุ่มอริยะ ไม่ได้นำขบวน แต่ก็ไม่ได้รั้งท้าย
ทันใดนั้นฉิวซีไหลพลันเอ่ยขึ้นว่า “บรรพชนพุทธเบิกนภาลูกน้องของข้าถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตัวไป ไม่ทราบเช่นกันว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
พอเขาเปิดประเด็นขึ้นมา อริยะที่เหลือก็พากันเล่าบ้าง
อริยะทั้งหมดล้วนมีลูกน้องที่ถูกจับตัวไป นับว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการล่วงเกินพวกเขาถ้วนหน้าเลยทีเดียว
เทพสูงหนานจี๋มองไปที่หานเจวี๋ย ถามว่า “สหายเต๋าหาน เจ้าบอกพวกเรามาตามตรงเถอะ เจ้ามีความมั่นใจอยู่กี่ส่วน”
เหล่าอริยชนต่างหันมามอง
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยร่วมมือกันต่อกรกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ทว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลย ปฏิบัติการในครั้งนี้ตัวแปรที่สำคัญที่สุดก็คือหานเจวี๋ย
ระดับความเร็วที่หานเจวี๋ยสังหารหลี่มู่อีรวดเร็วกว่าที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเอาชนะหลี่มู่อีได้
แน่นอน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลำดับก่อนหลังด้วย หลี่มู่อีถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการโจมตีอย่างหนักก่อน หานเจวี๋ยถึงได้สบโอกาส
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หานเจวี๋ยคืออริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียน
หานเจวี๋ยตอบว่า “ข้ายังไม่เคยเผชิญหน้ากับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมาก่อน จะให้คำยืนยันได้อย่างไร”
ฉิวซีไหลฟังความหมายแฝงในวาจาของหานเจวี๋ยออก จึงเปิดปากกล่าวว่า “อย่ากดดันสหายเต๋าหานเลย พอถึงเวลาสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกเราต้องแสร้งทำเป็นไม่สนใจเขา เช่นนี้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะได้ถูกโจมตีและปลิดชีพโดยไม่ทันรู้ตัว”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยว่า “การต่อสู้ครั้งนี้ ข้าจะใช้พลังของระดับอริยะเสรี มีโอกาสชนะมากกว่าครั้งก่อน”
เหล่าอริยชนได้ฟังก็เผยรอยยิ้มออกมา
จอมอริยะเสวียนตูกล่าวมาเช่นนี้ พวกเขาก็มีความมั่นใจยิ่งขึ้น
จากนั้นพวกเขาเริ่มพูดคุยถึงเรื่องราวในแดนเซียน
….
คุกนรกอันธการ
หานทั่วและอี๋เทียนพิงซบกัน มองเชลยหน้าใหม่ที่ตะโกนโวยวายอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของพวกเขาเจือรอยยิ้มเยาะหยัน
อี๋เทียนเอ่ยยิ้มๆ “จู่ๆ ก็นึกถึงสายตาที่ผู้อื่นใช้มองพวกเราตอนเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
หานทั่วเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “เจ้าอย่าพูดเลยดีกว่า บัดซบ ข้าใกล้จะเคยชินไปเสียแล้ว”
หลายปีมานี้ พวกเขาฟังเทศนาธรรมจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอยู่บ่อยครั้ง ตบะเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว อี๋เทียนพร้อมจะพิสูจน์เซียนทองต้าหลัวได้ทุกเมื่อ
“เห็นทีว่าพวกเราล้วนต้องตกอยู่ใต้บังคับบัญชาของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเสียแล้ว แต่ก็ไม่เลวเลย ถึงอย่างไรจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการก็ร้ายกาจว่าเหล่าอริยะ” อี๋เทียนพูดจาติดตลก
หานทั่วพยักหน้ารับ กาลเวลาลบล้างได้ทุกสิ่ง หลังจากเหล่าเชลยปรับตัวเข้ากับพลังแห่งความมืดได้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมา ทัศนคติของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
มิน่าเล่าเชยเก่าๆ เหล่านั้นถึงไม่แยแสพวกเขาเลย
“เจ้าจะละทิ้งมรรคาสวรรค์หรือ”
เสียงหนึ่งพลันแว่วขึ้นในสมองของหานทั่ว ทำให้เขาตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี
เสียงนี้มิใช่ของภูตพยาบาท แต่เป็นคนชุดขาวที่พวกเขาพบในแดนเทพหวนปัจฉิมก่อนหน้านี้
หานทั่วเหลียวซ้ายแลขวา คิดจะจับสัมผัสหาตัวตนของอีกฝ่าย แต่กลับไม่พบเลย
“อย่าหาเลย ข้าอยู่ในร่างเจ้า”
ชายชุดขาวเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง หานทั่วได้ฟังก็เงียบไป
เกิดอะไรขึ้น
หานทั่วถามในใจ “เจ้าต้องการอะไร”
ชายชุดขาวกล่าวว่า “ข้าต้องการสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ! เข้าแทนที่เขา! เจ้ายินดีช่วยข้าหรือไม่”
สังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ!
แทนที่เขาอย่างนั้นหรือ!
หานทั่วฟังคำพูดของคนชุดขาวแล้ว ตกอยู่ในห้วงความคิด
อีกฝ่ายต้องมีข้อเรียกร้องแน่ มิเช่นนั้นคงไม่หมายตาเขา
เสียงของคนชุดขาวแว่วขึ้นอีกครั้ง “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเทศนาธรรมแก่พวกเจ้า เพียงเพราะจะหลอกใช้พวกเจ้าเท่านั้น ทว่าข้ามอบโอกาสพลิกสถานการณ์ให้พวกเจ้าได้”
แววตาหานทั่ววูบไหว ถามในใจ “เจ้าต้องการให้ข้าทำอันใด”
“ให้ข้าครอบครองร่างเจ้า!”
“ไม่มีทาง!”
หานทั่วปฏิเสธอย่างไม่ลังเลเลย
เขาไม่มีทางมอบร่างของตนให้คนที่ไม่รู้จักกัน ทำเช่นนั้นแล้วจะต่างอันใดกับสถานะเชลยในตอนนี้เล่า
“ข้าจะใช้ร่างของเจ้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น อาศัยร่างนี้ไปต่อกรกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ”
“ไม่มีทาง เจ้าไปหาคนอื่นเถอะ”
หานทั่วปฏิเสธอีกครั้ง จากนั้นก็ไม่สนใจคนชุดขาวอีก
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร เขาก็ไม่มีทางยกร่างนี้ให้เหมือนคนโง่เด็ดขาด
อี๋เทียนสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาผิดปกติ จึงสอบถามว่ามีเรื่องใด
หานทั่วถ่ายทอดเสียงเล่าเรื่องคนชุดขาวให้เขาฟัง อี๋เทียนได้ฟังก็เดือดดาลขึ้นมา
“อย่าไปสนใจเขา ต่อให้ยกร่างให้ แล้วร่างเจ้าจะไปสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอริยะได้อย่างไร”
อี๋เทียนถ่ายทอดเสียงมา หานทั่วได้ฟังก็พยักหน้ารับ
หลังจากนั้น คนชุดขาวก็ไม่มารบกวนหานทั่วอีกเลย
….
ในส่วนลึกของความมืดมิด จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายเหาะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เขาร่อนลงบนเกาะลอยฟ้าลูกหนึ่ง เกาะนี้ใหญ่โตกว้างขวาง มีซากโครงกระดูกตั้งอยู่เต็มเกาะ ดูราวกับกลุ่มภูตผีปีศาจที่แยกเขี้ยวกางเล็บอยู่ ดุร้ายน่าหวาดผวา
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายร่อนลงด้านหน้าป้ายศิลาขนาดใหญ่ยักษ์ชิ้นหนึ่ง เปิดปากเอ่ย “เรียกหาข้าด้วยเรื่องใด”
ไอดำพัวพันอยู่บนป้ายศิลา เสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา “อริยะมรรคาสวรรค์บุกมาโจมตีอีกครั้ง ครั้งนี้ข้าจะสังหารอริยะมรรคาสวรรค์ เจ้าจะได้รับปราณม่วงอนธการหนึ่งสาย”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายได้ฟังก็เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยด้วยความตกตะลึงและปรีดา “จริงหรือ”
“อืม เจ้ารอดูเถิดว่าข้าจะสังหารอริยะอย่างไร”
เสียงที่ดังออกมาจากป้ายศิลาคือเสียงของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ จักรพรรดิผู้มาจากแดนต้องห้ามอันธการ
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายไม่นึกสงสัยในคำพูดของเขาเลย
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ!
หลี่มู่อีอดีตอริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในมรรคาสวรรค์ก็ยังสู้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไม่ได้
เพียงแต่จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายรู้สึกแปลกใจยิ่ง อริยะเหล่านี้ทำได้แค่หดหัวอยู่ในมรรคาสวรรค์ชัดๆ เหตุใดจู่ๆ ถึงมาหาเรื่องจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการก่อนเล่า
รนหาที่ตายกันทั้งหมด!
หลังออกจากมรรคาสวรรค์ พลังของอริยะมรรคาสวรรค์จะอ่อนด้อยลง!
“แต่ก่อนหน้านั้น ข้าอยากถ่ายทอดมรรคให้แก่เจ้า เจ้ายินดีรับไว้หรือไม่” เสียงของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการแว่วขึ้นอีกครั้ง
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายตะลึงงัน หัวใจพลันบีบตัว
ที่แท้ก็รอคอยจังหวะนี้อยู่!
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการบอกว่าต้องการถ่ายทอดมรรคให้จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายหลายครั้งแล้ว ทั้งสองมิใช่ศิษย์อาจารย์กันเลยชัดๆ กลับต้องการถ่ายทอดมรรคให้ จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายรู้สึกว่าเป็นกับดัก จึงปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ
ทว่าครั้งนี้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการนำปราณม่วงอนธการมาล่อลวงเขา เขาทราบดีว่าหากตนปฏิเสธ เกรงว่าปราณม่วงอนธการคงตกมาไม่ถึงมือเขา
“หากไม่สำเร็จเป็นอริยะ ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย…”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายเงยหน้าขึ้น เอ่ยว่า “เรา…ข้ายินดีรับ!”
….
ออกจากแดนเซียนมาหกปีแล้ว
หานเจวี๋ยและเหล่าอริยะยังคงเดินทางอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ
เทพสูงสุดหนานจี๋ขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ทำไมยังหาตัวเขาไม่เจออีก”
อริยะรายอื่นก็ขมวดคิ้วเช่นกัน รู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกๆ ต่างคาดหวังให้จอมอริยะเสวียนตูพูดอะไรสักอย่าง
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยว่า “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน กลิ่นอายเคลื่อนที่อยู่ตลอด ไม่สามารถจับพิกัดอย่างแม่นยำได้ เป็นไปได้ว่าเขาจะสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา ถึงอย่างไรทางแดนเทพหวนปัจฉิมก็มีความเคลื่อนไหวเช่นกัน”
หานเจวี๋ยเองก็ขมวดคิ้วแล้วเช่นกัน
แค่ตัวคนยังหาไม่เจอเลย แล้วจะสู้อย่างไร
หกปีมานี้จิตใจของเขาหวาดระแวงยิ่ง รู้สึกอยู่เสมอว่าอาจจะมีผู้ทรงพลังลึกลับกระโจนออกมาจากส่วนลึกในความมืดมิดเพื่อเอาชีวิตเขา
จู่ๆ จอมอริยะเสวียนตูก็หยุดนิ่ง จากนั้นหลับตาลง
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายทรงพลังอย่างหนึ่งร่วงหล่นลงบนกายเขา ทำให้เขาหวาดระแวงอยู่ในใจ
กลิ่นอายทรงพลังเช่นนี้…
ดวงจิตมหามรรค!
หรือจะเป็นนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น!
หานเจวี๋ยเคยท้าสู้กับปรมาจารย์ลัญจกรสรวงในแบบจำลองการทดสอบเป็นประจำ ย่อมมีความเข้าใจในกลิ่นอายเช่นนี้ดี
เหล่าอริยะต่างหยุดชะงัก มิใช่แค่หานเจวี๋ย อริยะรายอื่นก็วิตกยิ่งนักเช่นกัน
ความวิตกของพวกเขามาจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ การต่อสู้ครั้งก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขา
ผ่านไปสักพักหนึ่ง
จอมอริยะเสวียนตูลืมตาขึ้น เอ่ยว่า “หาพบแล้ว!”
เขาพุ่งออกไปทันที เหล่าอริยะรีบตามหลังไป
เหล่าอริยะแหวกผ่าห้วงมิติอย่างต่อเนื่อง มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ
แดนต้องห้ามอันธการมิใช่แค่มืดมิดไปหมดเท่านั้น ห้วงอวกาศนี้ยังกว้างไกลยิ่งนักด้วย ท่ามกลางความมืดมิดซุกซ่อนห้วงมิติเอาไว้มากมาย ตั้งอยู่โดดเดี่ยวหรือไม่ก็ทับซ้อนกัน สลับซับซ้อน
ผ่านไปหลายชั่วยาม
เหล่าอริยะหยุดลง ห้วงมิติแห่งนี้มืดมิดอย่างยิ่ง ด้านหน้ามีเพียงเกาะโดดเดี่ยวขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ในเกาะมีป้ายศิลาขนาดมหึมาชิ้นหนึ่งที่แผ่แสงสีม่วงออกมา กะพริบวิบวับต่อเนื่องโน!วลกูดoทคอม
หานเจวี๋ยแผ่จิตศักดิ์สิทธิ์ออกไป แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ในเกาะมีกลิ่นอายอยู่สองสาย
คนหนึ่งเป็นอริยะเสรี กลิ่นอายทรงพลัง ส่วนอีกคนเป็นครึ่งอริยะ กลิ่นอายคล้ายคลึงกับอริยะเสรีคนแรกอย่างยิ่ง คล้ายจะเป็นร่างแยก
ครึ่งอริยะคนนี้คือจักรพรรดิสวรรค์ที่หานเจวี๋ยรู้จักดี ยามนี้สมควรเรียกว่าจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอยู่ด้านหน้า ตั้งขบวนเตรียมออกศึก!”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยเสียงขรึม เหล่าอริยะกระจายตัวออกไปทันที โอบล้อมเกาะใหญ่ยักษ์ไว้ ป้องกันไม่ให้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหลบหนีไปได้
หานเจวี๋ยเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ มองไปที่จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย
แสงเทพที่แผ่ออกมาจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราห่อหุ้มร่างเขาอยู่ ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายจำเขาไม่ได้
จักรพรรดิสวรรค์อยู่หน้าป้ายศิลา ลืมตาขึ้นแล้วมองออกไป เงาร่างของเหล่าอริยะปรากฏสู่สายตาของเขา สองเนตรของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงสุดขีด
หากเหล่าอริยะมิได้วางแผนเล่นงานเขา เขาจะถูกเนรเทศขับไล่ได้อย่างไร จะตกอยู่ในสภาพน่าอดสูเช่นนี้หรือ
“ไม่คิดเลยว่ามรรคาสวรรค์จะเปลี่ยนยุคแล้ว มีอริยะหน้าใหม่มากมายถึงเพียงนี้”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายหัวเราะหยัน น้ำเสียงแผ่วต่ำ แต่เขาเชื่อว่าเหล่าอริยะล้วนได้ยินทั้งสิ้น
ทันทีที่เทพสูงสุดหนานจี๋มองเห็นเขา พลันขมวดคิ้วด้วยความโกรธ ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด พลานุภาพอันน่าหวาดหวั่นพลันปะทุขึ้นมา
“จุ๊ๆ พวกเจ้าช่างไม่กลัวตายกันเลยจริงๆ!”
เสียงเยาะเย้ยแว่วดังขึ้นมา มองเห็นไอดำบนป้ายศิลาก่อตัวเป็นเงาร่างหนึ่งอย่างรวดเร็ว เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
มีไอดำพัวพันอยู่รอบกายเขา เสมือนทรราชผู้ชั่วร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดถึงขีดสุด แววตาเยียบเย็น เจือกลิ่นอายที่ทำให้อริยะอกสั่นขวัญแขวนได้
หานเจวี๋ยใช้ความสามารถปกปิดของระบบปรับตบะให้อยู่ในระดับอริยะมรรคาสวรรค์ ดังนั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจึงไม่รับรู้ถึงภัยคุกคาม คิดเพียงว่าอริยะเหล่านี้มารนหาที่ตาย
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ รีบปล่อยตัวสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์เสีย”
ฝูซีเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหัวเราะดังลั่น “ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าพวกเจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้สิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ได้เห็นว่าพวกเจ้าจะมีจุดจบอย่างไร!”
ทันทีที่เขาเอ่ยออกมา
หานทั่ว อี๋เทียน และบรรพชนพุทธเบิกนภาที่อยู่ไกลออกไปในคุกนรกอันธการต่างได้ยินเสียงเขา พากันลืมตาขึ้น มองเห็นสถานการณ์ฉายอยู่กลางอากาศภายในคุกนรกอันธการ แสดงฉากการเผชิญหน้าระหว่างเหล่าอริยะและจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
อี๋เทียนขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นว่า “อริยะจริงๆ ด้วย”
อริยะบางคนเคยเปิดอาณาเขตเต๋า ให้ผู้แสวงมรรคเข้าไปฟังเทศนาธรรม หานทั่วและอี๋เทียนต่างเคยไปฟังเทศนาธรรม จดจำอริยะจากในกลุ่มนั้นได้สองคน
จอมอริยะเสวียนตูชักกระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ สัญลักษณ์หยินหยางที่สอดประสานส่องแสงเรืองรองไร้สิ้นสุดลอยขึ้นมาจากด้านหลัง ส่องสว่างไปทั่งห้วงอวกาศอันมืดมิด
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ในเมื่อเจ้าหลงงมงายไม่ยอมตระหนัก เช่นนั้นก็อย่าได้หาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!”
“จัดการเขา!”
จอมอริยะเสวียนตูตะโกนขึ้นมา อริยะที่เหลือพากันหยิบสมบัติวิเศษของตนออกมา สำแดงพลังวิเศษโจมตีใส่เกาะลอยฟ้า
หานเจวี๋ยก็แสร้งทำทีเป็นชักกระบี่พิพากษาอนธการออกมา
แผนการที่แท้จริงของเขาคืออาศัยช่วงชุลมุนเข้าสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการในเสี้ยววินาที!
ไม่อาจพัวพันกันนานๆ ได้!
ต้องจัดการอย่างรวดเร็ว จากนั้นรีบเผ่นหนี!
พลังวิเศษของเหล่าอริยะพุ่งลงบนเกาะแทบจะในทันใด แสงทมิฬสายหนึ่งแผ่ขยายออกมาจากภายในเกาะอย่างรวดเร็ว พลังวิเศษทั้งหมดที่เข้าโจมตีทำลายล้างเกาะล้วนถูกกันออกไป
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการตวัดมือ พลันมีสมบัติวิเศษนับไม่ถ้วนลอยออกมาจากความมืดมิด กวาดม้วนถาโถมเข้าใส่เหล่าอริยะราวกับพายุซัดโถม
ฉิวซีไหลนั่งขัดสมาธิบนแท่นบัวทอง แปลงกายเป็นพุทธรูปทองสูงหลายล้านจั้ง สองแขนหมุนเป็นวงกลม จากนั้นหมื่นหัตถาพลันปรากฏขึ้น ตวัดฝ่ามือออกไปรอบทิศทาง สายลมกระโชกที่เกิดจากพลังแห่งอริยะทำให้จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายที่อยู่บนเกาะยากจะต้านรับไหว แม้จะมีพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคุ้มครองอยู่ เขาก็ยังรู้สึกว่าตนอาจจะปลิดปลิวสลายไปได้ทุกเมื่อ
มหาจักรพรรดิเซียวกลายร่างเป็นร่างมาร เส้นผมยาวปลิวไสว มือกุมทวนยาวสีแดงเพลิง เคลื่อนเข้าสู่เกาะทันที ถือทวนมุ่งสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเรียกกระบี่วิเศษสี่เล่มออกมา ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่ ลอยสูงอยู่เหนือเกาะ
เทพสูงสุดหนานจี๋ปลดปล่อยพลังออกมาจากสองมือ ร่ายบทสวดอย่างต่อเนื่อง วงแสงสีทองแต่ละสายร่วงหล่นลงมาจากฟ้า สะกดข่มเกาะลอยฟ้า
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็ลงมือเช่นกัน มือกุมกระบี่วิเศษ กวัดแกว่งสำแดงปราณกระบี่ออกมาอย่างต่อเนื่อง คิดจะทำลายแสงทมิฬที่คุ้มกันเกาะลอยฟ้า
แม่น้ำสายหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะฝูซีเทียน เงามนุษย์ที่ร้องคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวลอยออกมาทีละร่างๆ โถมตัวเข้าใส่เกาะลอยฟ้าอย่างไม่นึกเกรงกลัว
หานเจวี๋ยสำแดงพลังวิเศษปราณกระบี่อันเลิศล้ำ ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนร้อยเรียงเข้าด้วยกัน แผ่แสงกระบี่เจิดจ้าพร่างพราวออกมา โจมตีทำลายแสงทมิฬอย่างรุนแรง
“หืม?”
สายตาของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหันเหไปที่ร่างหานเจวี๋ย นึกสงสัยอยู่ในใจ
เป็นแค่อริยะมรรคาสวรรค์ชัดๆ เหตุใดถึงสามารถทำลายพลังเวทของเขาได้
หรือว่าเหตุผลที่อริยะกลุ่มนี้กล้ากลับมาอีกครั้ง เป็นเพราะคนผู้นี้
หลังจากทำลายแสงทมิฬได้ เกาะลอยฟ้าจึงเผยตัวออกมา เหล่าอริยะต่างสำแดงพลังวิเศษอย่างต่อเนื่อง
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการสู้กับเหล่าอริยะด้วยตัวคนเดียว มือขวาสำแดงพลังวิเศษทำลายล้างเหล่าอริยะ มือซ้ายดึงแส้สายฟ้าเส้นหนึ่งออกมาจากความมืดมิด สะบัดฟาดใส่เหล่าอริยะ
เทพสูงสุดหนานจี๋ไม่ทันระวัง เป็นรายแรกที่ถูกโจมตี สังขารระเบิดกระจายทันที วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน โชคดีที่เขาเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ จึงก่อสังขารขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทุกขั้นตอนใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว
มหาจักรพรรดิเซียวมีปราณมารพัวพันรอบกาย เข้าโจมตีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการโดยตรง ทวนยาวพุ่งแทงออกไป เงาทวนนับหมื่นพันปรากฏขึ้น ทะลุผ่านร่างของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ พุ่งเข้าสู่ส่วนลึกของความมืดมิด ทอดตัวออกไปไกลจนไม่อาจทราบระยะทางได้
“เมื่อเทียบกับบรรพชนมารและหลัวผาน เจ้ายังห่างชั้นมากนัก!”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเอ่ยเหยียดหยาม ยกมือชี้ไปทางมหาจักรพรรดิเซียว
ตูม!
มหาจักรพรรดิเซียวรู้สึกเพียงว่าตนถูกพลังอันไร้รูปลักษณ์พุ่งชน ร่างกายเสียการควบคุมล้มหงายหลัง หลุมดำหลุมหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเขา สูบกลืนเขา จากนั้นก็หดตัวลง
จอมอริยะเสวียนตูชูกระบี่ในมือขึ้น สัญลักษณ์หยินหยางด้านหลังลอยขึ้นมา แสงขาวดำหมุนวนเวียน รวมตัวกันเป็นลูกกลมๆ จากนั้นแยกออกเป็นสองร่างจำแลงลักษณ์ตามจอมอริยะเสวียนตู
“หนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์!”
สีหน้าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการแปรเปลี่ยน เขาพลันสะบัดแขนเสื้อ เคลื่อนย้ายจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายออกไป
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายลอยออกห่างจากเกาะอย่างรวดเร็ว มองตัวเองที่ลอยออกห่างสนามรบของเหล่าอริยะออกไปเรื่อยๆ ด้วยแววตาตื่นตะลึง
ขณะเดียวกันนี้ ภายในคุกนรกอันธการ เชลยทั้งหมดที่ถูกคุมขังต่างรู้สึกตื่นตะลึงกับศึกแห่งอริยะที่กำลังฉายอยู่
ระดับความเร็วในการลงมือของอริยะว่องไวมากจริงๆ พลังวิเศษสารพัดชนิดสำแดงออกมาไม่ขาดสาย ทำให้หานทั่วและอี๋เทียนที่อยู่ในระดับเทพมองจนตาพร่าลายไปหมดแล้ว
แม้จะมีห้วงมิติคั่นอยู่ แต่พลังอริยะอันน่าหวาดผวานั้นก็ยังทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญแขวน
“นี่น่ะหรืออริยะ”
“มองเห็นแล้วกระมัง อริยะแห่งนิกายของเรามาช่วยเหลือพวกเราแล้ว!”
“ฮ่าๆ อริยะแห่งนิกายเหรินของพวกข้าก็มาด้วยมิใช่หรือ”
“ฝูซีเทียนเป็นอริยะแห่งเผ่าปีศาจของพวกเรามิใช่หรือ จะเป็นอริยะแห่งเผ่ามนุษย์ไปได้อย่างไร!”
“ดูเหมือนพวกเราจะมีความหวังที่จะรอดออกไปได้แล้ว!”
เหล่าเชลยต่างตื่นเต้นขึ้นมา คุกนรกอันธการพลันเกิดเสียงเจี๊ยวจ๊าว
….
หานเจวี๋ยที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยสมบัติวิเศษฝ่าพลังเวทป้องกันเกาะของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเข้าไป เขามุ่งหน้าเข้าหาจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ อีกสองก้าวจะถึงตัวจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ เขาฟันกระบี่เข้าใส่ทันที
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการยกมือสกัดไว้ กำแพงป้องกันที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเวทถูกฟัน ทลายลงอย่างง่ายดาย
มหาจักรพรรดิเซียวที่เพิ่งหลุดพ้นจากการพัวพันของหลุมดำมุ่งหน้าเข้ามาโจมตีอีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “สหายเต๋าหาน ต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”
เขากลายสภาพเป็นลำแสงสีดำสายหนึ่ง ส่วนหน้ากลายเป็นคมหอก พุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วจนไม่อาจหยุดยั้งได้ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการกระโจนหนีคราหนึ่ง สามารถหลบเลี่ยงไปอย่างสบายๆ
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการชูสองแขนขึ้นสูง ไม่ทราบว่าปากสวดร่ายอันใดอยู่ มองเห็นเพียงว่าเหนือห้วงอวกาศของเกาะปรากฏเมฆดำทะมึนซัดปั่นป่วน สายฟ้าทมิฬนับไม่ถ้วนฟาดลงมา โจมตีใส่ร่างหานเจวี๋ยและมหาจักรพรรดิเซียว
หานเจวี๋ยถูกสะกดข่ม สองแขนป้องอยู่เหนือศีรษะ ท่าทางคล้ายจะสามารถต้านเอาไว้ได้
มหาจักรพรรดิเซียวย่ำแย่กว่า ถูกสายฟ้าทมิฬกดดันจนล้มลงบนพื้น สายฟ้ากลายเป็นโซ่ตรวน จองจำเขาเอาไว้
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการยิ้มหยันแวบหนึ่ง
จอมอริยะเสวียนตู เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล เทพสูงสุดอู๋ฝ่าและฝูซีเทียนต่างพากันลงมือ
นี่คือศึกแห่งอริยะ ยากจะแบ่งแยกความแตกต่างได้ในระยะเวลาสั้นๆ แม้ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะสะกดข่มอริยะมรรคาสวรรค์ได้ แต่ก็ไม่สามารถสังหารอริยะได้ง่ายๆ
เหล่าอริยะเกิดความกดดันมหาศาลยิ่ง ไม่คิดว่าเมื่อหานเจวี๋ยเผชิญหน้ากับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการก็ต้านไว้ไม่อยู่เช่นกัน
ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงสู้สุดชีวิตเท่านั้น
จอมอริยะเสวียนตูสำแดงหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์ ร่างแยกทั้งสองร่างต่างแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เข้าโจมตีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการซึ่งๆ หน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะสำแดงพลังวิเศษใดๆ ออกมา ต่างถูกพวกเขาใช้กระบี่ฟันทำลาย
“นี่คือร่างจำลองของเหล่าจื่อ…” пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
ม่านตาจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการพลันหดตัว จากนั้นก็ถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำ
“ฮึ่ม ต่อให้มีอริยะบรรพกาลค่อยช่วยเหลือ วันนี้พวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการตวาดกร้าว พายุรุนแรงน่าหวาดผวาก่อตัวขึ้นรอบกาย รัดรึงทำลายร่างจำลองของเหล่าจื่อ
เขาหันไปมองจอมอริยะเสวียนตู ยืนอย่างโอหังภาคภูมิใจ จากนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จอมอริยะเสวียนตู เจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ แต่ตอนแรกข้ายังไม่ได้เอาจริงเลย จากนี้จะให้พวกเจ้าได้เห็นพลังวิเศษมหาศาลของข้า ทางรอดของพวกเจ้ามีเพียงยอมสยบต่อข้าเท่านั้น!”
เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ความมืดมิดรอบด้านเริ่มปรากฏพลังอันน่าหวาดหวั่น หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอย่างบ้าคลั่ง
มหาจักรพรรดิเซียวที่จำแลงเป็นทวนพุ่งเข้าโจมตี ผลคือถูกพลังแห่งความมืดสกัดขวางจนกระเด็นออกไป
เหล่าอริยะหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาต่างสัมผัสได้ว่าพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการกำลังทะยานสูงขึ้น
และในเวลานี้เอง!
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ มีร่างจำลองเทพมารสองตนอยู่เหนือยอดศีรษะของเขา ทั้งสองซัดฝ่ามือเข้าใส่ร่างจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอย่างพร้อมเพรียง
เทพมารพันธนาการ!
เทพมารกีดกัน!
พลังของเทพมารทั้งสองสะกดตรึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไว้ ครั้งนี้หานเจวี๋ยทุ่มพลังทั้งหมดออกมา
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเอ่ยด้วยความตระหนก “เป็นไปได้อย่างไร!”
พลังของเทพมารกีดกันปิดกั้นการเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาและพลังแห่งความมืด บังคับหยุดยั้งความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของเขาเอาไว้
เหนือศีรษะหานเจวี๋ยปรากฏร่างจำลองเทพมารขึ้นตนแล้วตนเล่า
เทพมารขุนพลสวรรค์!
เทพมารฤทธา!
เทพมารสงคราม!
เทพมารไร้พ่าย!
เทพมารโอฬาร!
ช้าก่อน!
ร่างจำลองเทพมารหลายสิบตนเพิ่งปราฏขึ้นไม่นานก็ถูกดูดดึงเข้าสู่ร่างของหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยซัดฝ่ามือออกไป
โทสะเทพอนธการ!
ผสานรวมพลังของเทพมารเอาไว้มากมาย ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ก่อตัวเป็นพลังวิเศษสุดทรงพลัง!
หลังจากฝ่าด่านอริยะเสรีได้ จำนวนเทพมารที่หานเจวี๋ยสามารถผสานรวมได้ก็เพิ่มมากขึ้นมหาศาล เทพมารที่เขาผสานรวมล้วนเป็นร่างจำลองเทพมารที่มีกำลังร่างกายแกร่งกล้า
ฝ่ามือที่ซัดออกไป ทำลายล้างจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการในทันใด
[จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
หานเจวี๋ยไม่สนใจแจ้งเตือนตรงหน้า โบกมืออีกครั้ง ฉวยโอกาสที่สังขารเขายังไม่ก่อตัวขึ้น ทำลายล้างวิญญาณของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
“ไม่…”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคำรามด้วยเสียงแหบโหย น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายที่อยู่ไกลออกไปรับรู้ได้เพียงว่าพลังแห่งความมืดที่ห่อหุ้มตนอยู่สลายไปแล้ว จากนั้นก็ได้ยินเสียงของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ สีหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“เป็นไปได้อย่างไร…เหล่าอริยะสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้อย่างนั้นหรือ”
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ