601-605

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 601ถึง605
หานเจวี๋ยเฝ้ารอด้วยความวิตก ถึงขั้นที่ทำให้อริยะเสรีคนหนึ่งตกใจจนกลายเป็นเช่นนี้ได้ อีกฝ่ายต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
อย่างน้อยๆ ก็คงเป็นตัวตนระดับมหามรรค!
ในส่วนลึกของความมืดมิดมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยักษ์กำลังเคลื่อนไหวอยู่รางๆ ใหญ่โตมโหฬารจนทำให้หวาดผวา ราวกับสามารถเขมือบกลืนทุกสิ่งได้
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจจับดูอีกครั้ง
[เทพบุพกาล: ดวงจิตมหามรรค ผู้พิทักษ์ควบคุมเขตฟ้าบุพกาล]
ดวงจิตมหามรรค!
เวลานี้เอง
ลี่จื้อไจ้หลบหนีไปทันที หายลับไปไม่เห็นแม้เงา
กลิ่นอายสุดแสนอันตรายนั้นก็เลือนหายไปด้วย คาดว่าคงตามไปไล่ล่าลี่จื้อไจ้
สายตาของหานเจวี๋ยหันเหกลับมาที่มหามรรคต้นกำเนิดอีกครั้ง นับตั้งแต่เขามาถึง มหามรรคต้นกำเนิดส่องแสงกะพริบเดี๋ยวมืดเสียงสว่าง ราวกับกำลังขานรับเขา
พุ่งเข้าไปหาเลยดีหรือไม่นะ
หานเจวี๋ยรับรู้ได้ว่ามหามรรคต้นกำเนิดไม่มีวันต่อต้านเขา ตอนนี้ในละแวกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นแล้ว นี่เป็นโอกาสดีหากทำไม่สำเร็จ ก็ยังล่าถอยออกมาได้
พอคิดได้ดังนั้น หานเจวี๋ยก็ควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นพุ่งตรงเข้าสู่มหามรรคต้นกำเนิดทันที
แทบจะในทันที มหามรรคต้นกำเนิดเก็บงำประกายแสงอันเจิดจ้าไปทันที ทั่วทั้งห้วงอวกาศตกอยู่ในความมืดมิด
แต่ภายในมหามรรคต้นกำเนิด เกาะสำนักซ่อนเร้นอาบไล้อยู่ท่ามกลางแสงอันเจิดจ้า
[ตรวจพบการมีอยู่ของมหามรรคต้นกำเนิด]
ข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาทดลองดูดซับมหามรรคต้นกำเนิดทันที
มหามรรคต้นกำเนิดใหญ่โตเหลือเกิน หานเจวี๋ยไม่สามารถดูดซับเข้ามาโดยตรงได้ เห็นทีว่าเขาคงทำได้เพียงผสานรวมเข้ากับมหามรรคต้นกำเนิด
หานเจวี๋ยเริ่มผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิดด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ
ผ่านไปอีกสักพัก มหามรรคต้นกำเนิดพลันแผ่แสงเจิดจ้าออกมา เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ส่องสว่างไปทั่วห้วงอวกาศมืดมิดแห่งนี้
เวลาผ่านไประยะหนึ่ง ลี่จื้อไจ้และเทพบุพกาลไม่ได้ย้อนกลับมา
ความสงบสุขคงอยู่ต่อไปถึงแปดร้อยหกสิบปี
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รับรู้ถึงบางอย่างได้ เขาลืมตาขึ้นมาทันที เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นนอกมหามรรคต้นกำเนิด ร่างกายของคนผู้นี้เกิดจากการรวมตัวของไอดำ สวมหน้ากากสีขาวพิสุทธิ์ บนหน้ากากมีเพียงช่องดวงตาแนวตั้งข้างหนึ่ง นัยน์ตากลอกกลิ้งหมุนซ้ายหมุนขวา
เมื่อเห็นคนผู้นี้ หัวใจหานเจวี๋ยเต้นแรงจนเด้งขึ้นมาถึงคอหอยแล้ว
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบอีกฝ่าย
[เทพมารมหามรรคหลบเร้น: นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น เทพมารฟ้าบุพกาล]
เทพมารมหามรรคหลบเร้นอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ในบรรดาร่างจำลองเทพมารที่เขาฝึกฝนก็มีเทพมารมหามรรคหลบเร้นอยู่เช่นกัน
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้
หรือว่าเทพมารทั้งสามพันล้วนเป็นไปได้ว่ายังมีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น?
หานเจวี๋ยคิดๆ ไปก็รู้สึกหวาดผวาสุดขีด เป็นผู้ใดกันแน่ที่สรรค์สร้างร่างจำลองเสรีสุญญตานี้ขึ้นมา
ถ้าหากว่าเป็นระบบ แล้วระบบสร้างขึ้นมาแบบไหนกัน?
เทพมารมหามรรคหลบเร้นคล้ายจะมองไม่เห็นหานเจวี๋ย มองสำรวจอยู่ที่เดิมสักพักก็จากไป
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิดต่อ
‘มหามรรคต้นกำเนิดสามารถปิดกั้นการสอดส่องจากภายนอกได้หรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ได้]
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
หานเจวี๋ยเบาใจในทันที ตั้งใจผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิดต่อไป
ห้าร้อยปีต่อมา
ลี่จื้อไจ้ย้อนกลับมาอีกครั้ง กลิ่นอายของเขาอ่อนแอลงไปมาก คาดว่าคงถูกเทพบุพกาลตามไล่ล่า
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้ก็ยังกล้าย้อนกลับมา ไม่ยอมล้มเลิกเจตนาชั่วร้ายจริงๆ
ลี่จื้อไจ้เฝ้าอยู่หลายเดือนถึงได้จากไป
หานเจวี๋ยเริ่มเข้าสู่สภาวะปิดด่านอย่างสมบูรณ์ ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ในอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง จึงไม่กลัวถูกโจมตี
….
แดนเซียนพิภพ ณ มิติวัฏจักร
ภายในตำหนักใหญ่เหลืองอร่ามแวววาว หยางตู๋และผู้กลับชาติมาเกิดอีกเก้าคนยืนเรียงแถวกันอยู่ในห้องโถง ด้านหน้าพวกเขา มีเงาร่างหนึ่งที่อยู่ในอาภรณ์สีทอง บนศีรษะสวมกวานทองคำเอาไว้
หยางตู๋เอ่ยถาม “จอมเทพ ท่านเรียกหาพวกเราด้วยเรื่องใด”
จอมเทพชุดทองเปิดปากเอ่ย “มิติวัฏจักรก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันนี้ จนทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เผชิญกับการสอดส่องจากห้วงมิติอื่น ข้าท้าดวลกับเจ้าแห่งห้วงมิติอื่นๆ เอาไว้แล้ว พวกเจ้าจะได้พบพวกเขาในโลกภารกิจครั้งต่อไป เป้าหมายคือกวาดล้างพวกเขาซะ”
ผู้กลับชาติมาเกิดทั้งสิบล้วนตกตะลึง อดมองหน้ากันไม่ได้
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รับภารกิจเช่นนี้ ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
“ผู้กลับชาติมาเกิดของอีกมิติแข็งแกร่งหรือไม่”
“ยอดเยี่ยม ภารกิจในช่วงนี้ไม่ท้าทายเลยจริงๆ”
“มิติวัฏจักรมิได้มีเพียงหนึ่งเดียวหรอกหรือ”
“ฮึ่ม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ละวางบุญคุณความแค้นส่วนตัวลงก่อนเถอะ”
เหล่าผู้กลับชาติมาเกิดเริ่มพูดคุยกัน ระหว่างนั้นหยางตู๋มิได้สอดปากขึ้นมาเลย
หยางตู๋นึกถึงหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยจะใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมิติอื่นหรือไม่
ไม่ได้
จะคิดแบบนี้ไม่ได้
ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นเคยกำชับเขาไว้ เขาจะต้องทุ่มเทกายใจเพื่อมิติวัฏจักร แสดงความสามารถของตนออกมา
ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นเลือกเขาแล้ว ย่อมคาดหวังให้เขาได้ครองตำแหน่งสูงๆ รวมถึงอำนาจในการออกสิทธิ์ออกเสียงในมิติวัฏจักร
จอมเทพชุดทองเอ่ยว่า “มิใช่แค่พวกเจ้าเท่านั้น จอมเทพคนอื่นๆ ก็คัดเลือกผู้กลับชาติมาเกิดไว้สิบรายเช่นกัน รวมกันเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบคน ข้าคาดหวังให้หนึ่งในบรรดาพวกเจ้าได้ครองอันดับหนึ่ง เมื่อถึงเวลาข้าจะตกรางวัลให้พวกเจ้าอย่างงาม”
ผู้กลับชาติมาเกิดทั้งหมดตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งหมดต่างเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เหล่าอริยะรวมตัวกันในตำหนักเอกภพ
จอมอริยะเสวียนตูถามขึ้นว่า “เหตุใดระยะนี้สหายเต๋าหานเจวี๋ยไม่มีความเคลื่อนไหวสักนิดเลยเล่า”
เมื่อไม่นานมานี้ เขาเข้าฝันหานเจวี๋ย ไม่น่าเชื่อว่าจะติดต่อหานเจวี๋ยไม่ได้ การเข้าฝันล้มเหลว
ฉิวซีไหลเอ่ยถาม “ผู้อาวุโสมีเจตนาใดหรือ”
เหล่าอริยะต่างมองไปที่จอมอริยะเสวียนตู จอมอริยะเสวียนตูเรียกพวกเขามารวมตัวกัน คงมิใช่แค่จะถามถึงหานเจวี๋ยกระมัง
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยไปว่า “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการส่งสารท้ารบมาหาข้า บอกว่าจะกลืนกินมรรคาสวรรค์ให้ได้ภายในหมื่นล้านปี เขาเริ่มล่อลวงสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนแล้ว เตรียมก่อภัยพิบัติระลอกแรก เขากระทำการโจ่งแจ้งอุกอาจเช่นนี้ ทุกท่านคิดว่าเขามีเจตนาใด”
เทพสูงสุดหนานจี๋แค่นเสียง “บางที เขาคงทราบแล้วว่าพวกเราเตรียมจะคัดเลือกอริยะรายใหม่ คิดจะใช้แผนยุแยงให้แตกคอ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย
มหาจักรพรรดิเซียวกล่าวว่า “ข้าก็คิดเช่นนี้ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคงร้อนใจแล้ว”
“ขอเพียงพวกเรายังอยู่ในมรรคาสวรรค์ แผนการของเขาก็ไม่เป็นผล”
“แดนลับหวนกำเนิดตกอยู่ในการควบคุมของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการแล้วจริงๆ พวกเราต้องระวังกันหน่อย”
“มีพวกเราประจำการอยู่ในมรรคาสวรรค์ ยังต้องกลัวเขาอีกหรือ”
เหล่าอริยะต่างส่งเสียงขึ้นมา
แววตาของจอมอริยะเสวียนตูเฉยเมย เขาเอ่ยว่า “ระยะนี้แดนเทพหวนปัจฉิมก็กำลังทำศึกครั้งใหญ่กับมารมรรคาอยู่ ผู้อาวุโสอริยะเจ็ดวิถีพ่ายแพ้ในศึกครานี้ ข้าสงสัยว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังมารมรรคา”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหล่าอริยะพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
พวกเขาต่างก็มีที่พึ่งเป็นของตัวเอง ทว่าล้วนแต่อยู่ที่แดนเทพหวนปัจฉิมเหมือนกันหมด
อริยะเจ็ดวิถีเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเทพหวนปัจฉิม หากเขาพ่ายแพ้ ที่พึ่งของพวกเขาไหนเลยจะปลอดภัยได้
“ทุกท่าน หากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมาโจมตี พวกเราก็จำเป็นต้องป้องกัน ข้าวางแผนให้พวกเราร่วมมือกันออกจากมรรคาสวรรค์ ต่อสู้กับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการสักยกก่อน หยั่งวัดพลังของเขาให้ชัดเจน แล้วค่อยวางแผนกันต่อ”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยเสียงขรึม น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง ไม่ยอมให้คนโต้แย้งง่ายๆ
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเหล่าอริยะต่างนึกถึงแผนการของหลี่มู่อีและฉิวซีไหลขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จอมอริยะเสวียนตูคิดจะใช้แผนการแบบเดียวกันหรือไม่
ยิ่งมีชีวิตอยู่มานานเท่าไร ก็ยิ่งกลัวตายมากเท่านั้น คำนี้เหมาะสมกับเหล่าอริยะมรรคาสวรรค์ที่สุด
พอคิดได้เช่นนี้ เหล่าอริยะต่างก็รู้สึกหวาดระแวงอยู่ในใจ
จอมอริยะเสวียนตูมองความคิดของพวกเขาออก เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าไม่เชื่อใจหลี่มู่อี จึงไม่เชื่อข้าด้วยหรือ หากข้าต้องการเล่นงานพวกเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอ้อมค้อมเช่นนี้เลย อย่าลืมเสียล่ะ ข้ามิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ตัวจริง พิสูจน์มหามรรคไปนานแล้ว แค่กลับมาดูแลควบคุมนิกายเหรินชั่วคราวเท่านั้น ช่วยเสริมดวงชะตามรรคาสวรรค์”
ฝูซีเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว สหายเต๋าเสวียนตูไม่มีทางประพฤติตัวเช่นนั้นแน่ พวกเราคิดหาทางกันเถอะว่าจะรับมือกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการย่างไร ข้าได้ยินว่าหลังจากพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเข้ากลืนกินดวงชะตามรรคาสวรรค์เข้าไปเล็กน้อยก็สามารถทำร้ายมรรคจิตมรรคาสวรรค์ของพวกเราได้แล้ว”
ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาล เมื่ออยู่ที่นี่กาลเวลานั้นไร้ความหมาย
โรคย้ำคิดย้ำทำของหานเจวี๋ยทำให้เขาตื่นขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไปครบหนึ่งพันปี
เขาจมอยู่กับการผสานรวมมหามรรคต้นกำเนิด ยากจะถอนตัวได้
ถึงแม้เขาจะเป็นผู้สร้างมหามรรคต้นกำเนิดขึ้น อีกทั้งเขาก็ทำความเข้าใจมหามรรคนี้มาโดยตลอด ทว่าเมื่อผสานรวมเข้าด้วยกันจริงๆ เขาถึงได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมหามรรคต้นกำเนิด
นั่นคือพลังอย่างหนึ่งที่อยู่เหนือกว่าอริยะมรรคาสวรรค์!
ไม่ยอมให้กฎเกณฑ์ใดๆ มาผูกมัด แม้แต่มรรคาสวรรค์หรือมหามรรคก็ไม่สามารถผูกมัดได้ นี่ก็คืออริยะเสรี!
หานเจวี๋ยจับทางได้แล้ว เข้าสู่กระบวนการผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิด
แต่เขาก็ไม่อาจคาดการณ์ได้เช่นกันว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพิสูจน์มรรคกลายเป็นอริยะเสรีได้
ขั้นตอนนี้อาจจะยาวนานยิ่งนัก ถึงอย่างไรก็มิใช่ระดับขั้นเล็กๆ
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายจากอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองไปยังเขตเซียนร้อยคีรี เดินวนใต้ต้นฝูซังรอบหนึ่ง จากนั้นก็สอดส่องดูลูกหลานและเหล่าศิษย์ของตน
ผ่านไปครึ่งวัน เขากลับมาที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สองอีกครั้ง เริ่มผสานรวมต่อ
เขาทำเช่นนี้เพื่อเลี่ยงไม่ให้เหล่าศิษย์รู้ว่าเขาจากมา ทำให้อริยะรายอื่นสบโอกาสยุยงสร้างปัญหา
อาณาเขตเต๋าป้องกันอริยะได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเข้าฝันของอริยะ
หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะผสานมรรคต่ออย่างรวดเร็ว ลืมเลือนทุกสิ่งรอบตัว
….
ท่ามกลางความมืดมิด เศษอุกกาบาตมากมายนับไม่ถ้วนรายล้อมรวมกัน มีเกาะศิลาแห่งหนึ่งลอยอยู่ตรงกลาง บนเกาะมีลำแสงสีดำสายหนึ่งที่ไม่ทราบขนาดความสูง เชื่อมกลืนไปกับความมืด
ลี่จื้อไจ้คุกเข่าอยู่บนพื้น ด้านหน้าลำแสงสีดำ
เมื่อเพ่งมองให้ดี ภายในลำแสงมีเงาร่างสูงใหญ่องอาจร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ศิลา รังสีกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างเขา ทำให้คนใจสั่น
เมื่อคุกเข่าอยู่ตรงหน้าร่างนี้ ลี่จื้อไจ้ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลย
“มหามรรคนี้ลึกลับ เจ้าอย่าได้หมายตามันอีก ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลยังมีตาเฒ่าอีกมากมายที่จับจ้องอยู่ เจ้าไม่มีโอกาสแน่”
น้ำเสียงแหบพร่าแว่วดังขึ้น
ลี่จื้อไจ้ขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงขรึม “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง “เกิดความวุ่นวายขึ้นในแดนเทพหวนปัจฉิม มารมรรคาอาละวาด เจ้ากลับไปตรวจสอบดูหน่อย ข้าสงสัยว่าจะมีแผนร้ายอยู่เบื้องหลัง”
“นับตั้งแต่ผานกู่เบิกฟ้าแยกปฐพี เกิดยุคสมัยขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมรรคาสวรรค์ หรือว่ามหามรรค ล้วนไม่สามารถยึดครองฟ้าบุพกาลอย่างสมบูรณ์ได้ นี่มิใช่เรื่องดีเลย”
ลี่จื้อไจ้เงยหน้าขึ้นพลางถาม “ท่านคิดอย่างไรกับแดนเทพหวนปัจฉิมหรือขอรับ”
“แดนเทพหวนปัจฉิมไม่อาจล่มสลายได้”
“เพราะเหตุใด”
“โลกมรรคาสวรรค์หดตัวลงเรื่อยๆ หากแดนเทพหวนปัจฉิมดับสูญ ไม่ช้าก็เร็วมรรคาสวรรค์จะถูกกองกำลังฟ้าบุพกาลกลืนกิน ทุกอย่างที่ผานกู่แลกมาจะกลายเป็นภาพมายา ฟ้าบุพกาลอันมืดมิดในวันวานจะย้อนกลับมาอีกครั้ง พวกเราทั้งหมดจะสูญสลาย”
“กองกำลังฟ้าบุพกาลมีผู้ใดบ้าง ข้ารู้จักแค่เทพบุพกาลเท่านั้น”
“เมื่อเจ้าหลุดพ้นจากอนิจจัง ก็จะได้รู้เอง”
ท่ามกลางแสงสีดำ เงาร่างองอาจค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ลี่จื้อไจ้เงยหน้าขึ้นมอง
เงาร่างองอาจเปิดปากเอ่ย “หาเทพมารอนธการให้พบ กองกำลังฟ้าบุพกาลกำลังตามหาเขาอยู่ พวกเราต้องหาให้เจอก่อน”
ทันทีที่สิ้นเสียง ลำแสงสีดำพลันหดถอยขึ้นสู่ด้านบน เลือนหายไป
ลี่จื้อไจ้หันหลังจากไป เลือนหายไปเช่นกัน
….
กาลเวลาไร้ซึ่งร่องรอย
เวลาผ่านพ้นไปปีแล้วปีเล่า
หนึ่งหมื่นปีผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา ตอนที่หานเจวี๋ยอายุครบหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นปีกลับไม่ได้รับตัวเลือกจากระบบ คาดว่าคงต้องรอให้ครบอีกหนึ่งแสนปีถึงจะได้เจออีกครั้ง นึกย้อนถึงอดีตกาลเมื่อนานมาแล้ว ทุกสิบปีจะได้รับตัวเลือกจากระบบหนึ่งครั้ง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น พรูลมหายใจออกมา
รอบกายเขายังคงเต็มไปด้วยแสงเทพ เพียงแต่มิใช่แสงจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราอีกต่อไป เป็นแสงแห่งมหามรรค
ขั้นตอนการผสานรวมผ่านมาครึ่งทางแล้ว มองจากภายนอกมหามรรคต้นกำเนิดดูปกติดี แต่ความจริงใกล้จะถูกหานเจวี๋ยเข้าแทนที่แล้ว
อย่างมากใช้เวลาอีกหมื่นปี หานเจวี๋ยก็คงสามารถพิสูจน์อริยะเสรีได้ ลอยตัวเหนือมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยใช้เวลาว่างตรวจดูจดหมาย
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมรรคาสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หยางตู๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าพันธุ์ลึกลับ] x76229201
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากระดับเทพแห่งสำนักพุทธ]
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารมรรคาลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับดวงชะตามรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส มรรคจิตเสียหาย]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่าน…]
….
เหตุใดหลี่เต้าคงถึงเผชิญกับการโจมตีจากมรรคาสวรรค์
จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ยึดครองร่างสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนได้แล้วหรือ
หยางตู๋เผชิญกับการโจมตีมากมายเหลือเกินจริงๆ หลังจากสิ้นสุดการเข้าฝันในครานั้น หยางตู๋เกิดความประทับใจในตัวเขา เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ระดับความประทับใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เพิ่มสูงถึง 5.5 ดาวแล้วโน!วลกูดoทคอม
คาดว่าคงเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เขาได้รับ
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าอริยะเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ เมื่ออ่านไล่ลงไป อริยะทั้งหมดล้วนเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือว่าทั้งหมดจะถูกโจมตีจากคนๆ เดียวกัน
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ!
หานเจวี๋ยนึกออกแค่คนผู้นี้
สรุปคือ แวดวงสหายยังอยู่ดี ไม่มีใครล้มหายตายจาก
หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง นอกจากเหล่าศิษย์นับล้านของเขตเซียนร้อยคีรีแล้ว สรรพสิ่งในปวงสวรรค์หมื่นโลกาล้วนไม่เคยพบเจอหานเจวี๋ยเลย ดังนั้นแวดวงสหายของหานเจวี๋ยยังคงแข็งแกร่งยิ่ง แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือในด้านใดด้านหนึ่ง ตายยากยิ่ง
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา เลือกเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
แดนความฝันเริ่มต้นขึ้น
เมื่อจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเห็นหานเจวี๋ย ก็ตื้นตันยิ่ง คุกเข่าคารวะทันที
“นายท่าน ในที่สุดท่านก็มาหาข้า!”
“ระยะนี้เผชิญกับปัญหาใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ มิติวัฏจักรตกเป็นเป้าของมิติไร้ขอบเขต เบื้องหลังของมิติไร้ขอบเขตก็มีอริยะหนุนหลังอยู่เช่นกัน อริยะนิกายเหรินให้พวกเราหลีกเลี่ยงการปะทะ อย่าไปต่อสู้แย่งชิง จนปัญญาที่มิติไร้ขอบเขตพุ่งเป้ามาที่พวกเราตลอด”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
มิติไร้ขอบเขต…
รูปแบบของมิติวัฏจักรเลียนแบบมาจากกลยุทธ์ของผู้ทรงพลังบางส่วนในแดนเทพหวนปัจฉิม ดังนั้นเกิดการปะทะกันเข้าก็ไม่น่าประหลาดใจ
แต่มิติไร้ขอบเขตมาขวางทาง จำเป็นต้องคิดหาทางจัดการ
หานเจวี๋ยถาม “อริยะที่อยู่เบื้องหลังมิติไร้ขอบเขตคือผู้ใด”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยด้วยความจนปัญญา “ข้าไม่ทราบขอรับ”
เขาเป็นตัวตนระดับสูงสุดของมิติวัฏจักร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอริยะ สุดท้ายเขาก็ยังเป็นแค่เบี้ยหมากตัวหนึ่งอยู่ดี
ตัวเบี้ยมองไม่เห็นรูปการณ์นอกกระดานหมาก
หานเจวี๋ยถามต่อ “แล้วภายในมิติวัฏจักรเล่า พัฒนาไปถึงไหนแล้ว”
“มีผู้กลับชาติมาเกิดบรรลุระดับเซียนเกินหลักล้านแล้ว นับว่าไม่เลวเลย ดาวโลกช่างสมกับเป็นแหล่งสืบทอดอารยธรรมของแดนเซียน พวกเราคัดเลือกผู้กลับชาติมาเกิดที่โดดเด่นจากสายธารแห่งกาลเวลามาได้ไม่น้อยเลย ผู้กลับชาติมาเกิดบางส่วนถือกำเนิดมาพร้อมดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์ด้วยขอรับ หลังจากเข้าสู่วิถีบำเพ็ญ ก็พุ่งทะยานไปอย่างไม่อาจฉุดรั้งได้ อาทิตี้ซิน อิ๋งเจิ้ง ฮั่นอู่ตี้ หลี่ซื่อหมินและเจ้าควงอิ้นเป็นต้น”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเริ่มสาธยายถึงแนวทางการพัฒนาของมิติวัฏจักรออกมาเป็นคุ้งเป็นแคว
สำหรับเรื่องที่จักรพรรดิอย่างพวกอิ๋งเจิ้งและฮั่นอู่ตี้มีดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์อยู่ หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลย
ดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์ไม่มีค่าพอ สิงหงเสวียนก็มีดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์เช่นกัน
สุดท้ายก็เป็นเพียงดวงชะตาของเผ่าพันธุ์หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นคือเผ่ามนุษย์มิใช่เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์แล้ว
จากคำบอกเล่าของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร หานเจวี๋ยได้รู้ว่าหยางตู๋กลายเป็นตัวตนระดับแนวหน้าในมิติวัฏจักรแล้ว เป็นผู้กลับชาติมาเกิดที่สิบสองจอมเทพใต้สังกัดของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรโปรดปรานเป็นที่สุด
เหตุผลที่มิใช่อันดับหนึ่ง เป็นเพราะนิกายเหรินก็ชุบเลี้ยงผู้กลับชาติมาเกิดสุดแข็งแกร่งคนหนึ่งไว้ ปะทะกับหยางตู๋มาหลายครั้งแล้ว ทั้งสองผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ สรุปคือยากจะตัดสินได้
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ถามขึ้นมาว่า “มิติวัฏจักรจะเข้าควบคุมแดนเซียนพิภพเมื่อไร”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตอบ “ในแดนเซียนพิภพไม่มีเผ่าพันธุ์ใดที่สามารถคุกคามพวกเราได้แล้ว ทว่าอริยะแห่งนิกายเหรินต้องการให้พวกเราค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเกรงว่าจะทำให้เทพมารลึกลับที่อยู่เบื้องหลังวิทยาศาสตร์รู้ตัว ที่หวั่นเกรงยิ่งกว่าคือเจิ้นหยวนจือปฐมบรรพชนแห่งแดนเซียนพิภพจะรู้ตัวเข้า”
สำหรับการจัดการของจอมอริยะเสวียนตู หานเจวี๋ยไม่มีความเห็นเช่นกัน เป็นความจริงที่ว่าหากมิติวัฏจักรพัตนาเร็วเกินไปก็ไม่ดี
ตอนนี้หานเจวี๋ยต้องเร่งพิสูจน์อริยะเสรีให้ได้ จอมอริยะเสวียนตูถูกผู้ทรงพลังลึกลับทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอีกแล้ว ไม่มีเวลาว่างมาต่อกรกับเทพมารลึกลับแห่งแดนเซียนพิภพ
หานเจวี๋ยให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรทำตามที่อริยะนิกายเหรินบอก ยามปกติให้ใส่ใจผู้กลับชาติมาเกิดมากๆ หน่อย ดูว่าคนไหนมีศักยภาพยอดเยี่ยมบ้าง
เขาวางแผนว่าจะคัดเลือกเทพมารฟ้าบุพกาลจากแดนเซียนพิภพ ในหมู่อริยะมรรคาสวรรค์มีเพียงจอมอริยะเสวียนตูที่สนใจแดนเซียนพิภพ แต่เนื่องจากอยู่ห่างไกลเกินไป จึงไม่ได้ให้ความสนใจอย่างละเอียดนัก
จำนวนผู้สืบทอดเทพมารฟ้าบุพกาลมีจำกัด เป็นไปไม่ได้ที่หานเจวี๋ยจะนำเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งสามพันตนมาผสานรวมเข้ากับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด จำเป็นต้องคัดเลือกเอาส่วนหนึ่งตามที่ตนพอใจถึงจะถูก
พูดคุยกันอยู่หลายชั่วยาม หานเจวี๋ยสิ้นสุดแดนความฝัน ผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิดต่อ
อีกหมื่นปีข้างหน้า เขาต้องพิสูจน์อริยะเสรีให้ได้!
….
แดนเซียน ณ แดนลับหวนกำเนิด
หานทั่วและอี๋เทียนเดินเคียงข้างกัน ทั้งสองมีสีหน้าผ่อนคลาย พูดคุยยิ้มหัว
ตอนนี้พวกเขาล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแล้ว อี๋เทียนยิ่งเข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวแล้ว
“สามารถคืนชีพคนตายได้จริงๆ น่ะหรือ ผ่านมานานขนาดนี้ เกรงว่าบิดามารดาเจ้าคงไปเกิดใหม่เกินหมื่นรอบแล้ว” อี๋เทียนส่ายหน้าพลางเอ่ยวาจา น้ำเสียงจนใจอยู่บ้าง
บิดามารดาและภรรยากลายเป็นความยึดติดของหานทั่วไปแล้ว ถึงขั้นที่ส่งผลต่อการบำเพ็ญของเขาด้วย ดังนั้นอี๋เทียนถึงได้มาเป็นเพื่อนเขา
แดนลับหวนกำเนิดมีผู้ทรงพลังลึกลับตนหนึ่งอยู่ ครั้งอดีตหานทั่วเคยมาเยือน เกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
วิญญาณดวงหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของหานทั่ว เป็นภูตพยาบาท ในอดีตเขาคิดจะยึดร่างหานทั่ว ผลคือถูกหานเจวี๋ยสยบ ตอนนี้มีหานทั่วเป็นนาย เวลาผ่านมาหลายหมื่นปี ทั้งสองผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันก่อเกิดเป็นมิตรภาพ มิใช่ความสัมพันธ์เยี่ยงนายบ่าวอีกต่อไป
ภูตพยาบาทมีสีหน้าตื่นตัว เอ่ยขึ้นว่า “ที่นี่ผิดปกติ ระวังหน่อย”
อี๋เทียนยังคงให้ความเคารพนับถือภูตพยาบาทยิ่งนัก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเซียนทองต้าหลัว ซ้ำยังมีความทรงจำของวิญญาณร้ายมากมายจากมหาเคราะห์ครั้งก่อนด้วย อีกฝ่ายมักจะคอยเล่าประวัติศาสตร์ให้พวกเขาฟังเสมอ เปิดโลกทัศน์ให้กับทั้งสอง
หานทั่วเอ่ยว่า “พวกเราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว น่าจะไม่เกิดเรื่องขึ้นหรอก”
ทั้งสามมุ่งหน้าต่อไป
หานทั่วมุ่งหน้าไปตามความทรงจำ มาถึงสถานที่ที่เคยมาเยือนในครั้งอดีตเมื่อนานมาแล้ว เขาตะโกนเรียกเจ้าแดนลับหวนกำเนิด
ไม่นานนัก เสียงของเจ้าแดนลับก็แว่วขึ้นมา “เจ้าอีกแล้ว”
หลายหมื่นปีผ่านไป อีกฝ่ายยังคงจดจำเขาได้ จุดนี้ทำให้หานทั่วขมวดคิ้วนิดๆ
ยามนั้น เจ้าแดนลับมอบบทเรียนอย่างหนึ่งให้หานทั่ว
“ช้าก่อน เขาผิดปกติ!”
ภูตพยาบาทตะโกนขึ้นมาทันที น้ำเสียงตื่นตระหนัก
อี๋เทียนถามด้วยความแปลกใจ “ผิดปกติอย่างไร”
“กลิ่นอายเขามิใช่สิ่งมีชีวิตแห่งมรรคาสวรรค์!”
ภูตพยาบาทเอ่ยเสียงเข้ม เสียงสั่นไปหมด
เจ้าแดนลับหัวเราะเบาๆ “จิตพยาบาทแปรผันอย่างนั้นหรือ น่าสนใจอยู่บ้าง ในเมื่อเจ้ามองทะลุตัวตนของข้าได้ เช่นนั้นก็อย่าหวังจะได้จากไป”
รอยแยกสีดำพลันปรากฏขึ้นมาในทันใด ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ลูกตาใหญ่ยักษ์ข้างหนึ่งปรากฏขึ้น จ้องพวกเขาทั้งสามเขม็ง
อี๋เทียนหยิบพลองยาวสีทองเล่มหนึ่งออกมาเตรียมต่อสู้
….
ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาล ณ มหามรรคต้นกำเนิด
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง เวลาผ่านไปห้าพันปีแล้ว
เขาเข้าใกล้ความสำเร็จในการผสานมรรคเข้าไปเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยพบว่ามีเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านนอกมหามรรคต้นกำเนิดอีกแล้ว กำลังจ้องมองมหามรรคต้นกำเนิดอย่างเงียบงัน
เขารีบใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจดู
[เจ้าแม่หนี่ว์วา: อริยะมหามรรค มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ผู้ก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์]
นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เจ้าแม่หนี่ว์วาถูกแสงเจิดจ้าห่อหุ้มไว้ ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงจำไม่ได้
แม้ว่าจะเป็นสหายกัน แต่หานเจวี๋ยก็ไม่คิดจะออกไปทักทาย เขามีความระแวงในตัวเจ้าแม่หนี่ว์วามาโดยตลอด
หานเจวี๋ยเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ เปิดศึกใหญ่กับเจ้าแม่หนี่ว์วา
ท้ายที่สุด เขาถูกเจ้าแม่หนี่ว์วาสังหาร
อริยะมหามรรคร้ายกายจริงๆ
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ
เหตุใดเจ้าแม่หนี่ว์วาถึงหลุดพ้นจากตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์ข้ามไปสู่อริยะมหามรรคโดยตรงเลยเล่า
ไม่จำเป็นต้องฝ่าระดับอริยะเสรีหรือไร
หรือว่าเจ้าแม่หนี่ว์วาจะบรรลุอริยะเสรีมานานแล้ว แต่อยู่ในกระบวนการเดียวกันกับจอมอริยะเสวียนตูและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าที่ลดระดับตบะลงเพื่อเป็นอริยะมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยสงสัยอยู่ในใจ เขาไม่ได้ใช้ความสามารถวิวัฒนาการ แค่ปฏิบัติต่อเจ้าแม่หนี่ว์วาในฐานะอริยะมหามรรคเสียก็พอ
ผ่านไปสักพัก пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
ขณะที่หานเจวี๋ยเตรียมจะผสานมรรคต่อ มีเงาร่างปรากฏเพิ่มขึ้นมา ยืนอยู่อีกด้านของมหามรรคต้นกำเนิด เว้นระยะห่างกับเจ้าแม่หนี่ว์วา
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าแม่หนี่ว์วาก็หมายตามหามรรคนี้ด้วย พอจะมีวาสนาหรือไม่”
เสียงหยอกเย้าแว่วขึ้น สองผู้ทรงพลังต่างไม่สังเกตเห็นเลยว่ามีคนอยู่ในมหามรรคต้นกำเนิดแล้ว
เจ้าแม่หนี่ว์วาตอบอย่างสงบนิ่ง “ข้ามิมีวาสนากับมหามรรคนี้ ข้าเพียงสงสัยว่าการถือกำเนิดขึ้นของมหามรรคนี้จะเกี่ยวข้องกับมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่หรือไม่”
“ฮ่าๆ เจ้าแม่ช่างมีใจเมตตานัก นึกห่วงเขตฟ้าบุพกาลหรือ”
“แล้วเจ้าล่ะ นักพรตมิ่งอวิ้น อริยะมิ่งจีที่เจ้าให้การสนับสนุนดับสูญแล้ว เจ้ากลับไม่นึกถึงเลยสักนิด แต่กลับมาให้ความสนใจมหามรรคกำเนิดใหม่เช่นนั้นหรือ”
“ศิษย์เลวทรามก็ปล่อยให้ตายไปเถิด แต่มหามรรคนี้มีวาสนากับข้า ขอแนะนำให้เจ้าแม่ตัดใจเสียเถิด อย่าได้แย่งชิงกับข้าเลย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าศิษย์สืบทอดของบรรพชนเต๋า”
เจ้าแม่หนี่ว์วาไม่โต้ตอบอีก ส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง
หานเจวี๋ยตกใจ ที่แท้อริยะมิ่งจีมีเบื้องหลังเช่นนี้เองหรือ
เขาใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบทันที
[นักพรตมิ่งอวิ้น: ดวงจิตมหามรรค เทพมารฟ้าบุพกาล]
มีเพียงสองฉายา แต่ดูน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
แถมยังเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลด้วย!
หรือว่าจำแลงมาจากมหามรรคดวงชะตา
หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ
เจ้าแม่หนี่ว์วาและนักพรตมิ่งอวิ้นไม่สนทนากันอีก ผ่านไปนานนักกว่าพวกเขาจะต่างคนต่างจากไป
หานเจวี๋ยถึงได้ผสานมรรคต่อ
ต้องกล่าวเลยว่า ส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลช่างเปิดโลกทัศน์ให้เขาจริงๆ ถึงแม้จะไม่มีอะไรเลย ทว่าเป็นแหล่งรวมผู้ทรงพลัง
ต้องผสานมรรคให้เร็วขึ้นหน่อย จะได้ออกจากพื้นที่ระดับสูงแห่งนี้เร็วๆ
อาศัยอยู่ที่แดนเซียนยังคงสบายกว่าอยู่ดี
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ตำหนักเอกภพ เหล่าอริยะมาชุมนุมกัน
จอมอริยะเสวียนตู เทพสูงสุดหนานจี๋ เทพสูงสุดอู๋ฝ่า ฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ฝูซีเทียนและมหาจักรพรรดิเซียวมีสีหน้ามืดครึ้ม จักรพรรดินีผืนพิภพพิจารณาดูสีหน้าของพวกเขา พลันตระหนักได้ในใจ
จักรพรรดินีผืนพิภพกล่าวว่า “ในเมื่อสู้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไม่ได้ เช่นนั้นพวกเราก็สงบใจเฝ้าระวังอยู่ในแดนเซียนเถอะ เมื่อไม่นานมานี้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอาศัยแดนลับหวนกำเนิดเป็นช่องทางจับตัวสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนไปอีกแล้ว บุตรแห่งมรรคาสวรรค์และบุตรชายของหานเจวี๋ยก็ถูกจับตัวไปด้วย”
เทพสูงสุดหนานจี๋ได้ฟังก็ตาลุกวาว เอ่ยว่า “บุตรชายของหานเจวี๋ยถูกจับตัวไป เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็คงจะออกโรงกระมัง”
ฉิวซีไหลส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ก็ไม่แน่ หานเจวี๋ยไม่ใส่ใจบุตรชายเลย มิเช่นนั้นคงรับตัวเข้าเขตเซียนร้อยคีรีนานแล้ว”
“หากว่าหานเจวี๋ยใส่ใจ จะต้องรับรู้ได้แน่ ทว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาเลย แสดงว่ากริ่งเกรงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมากกว่าห่วงใยบุตรชาย”
“เฮ้อ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการที่สมควรตาย เหตุใดถึงแข็งแกร่งขนาดนี้กันนะ”
“ข้าติดต่อไปหาเหล่าปรมาจารย์ที่แดนเทพหวนปัจฉิมแล้ว ล้วนกล่าวว่าไม่ว่างมาจัดการจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ แดนเทพหวนปัจฉิมก็กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่อยู่เช่นกัน”
“ดูเหมือนจะมีกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่คอยบงการอยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ เข้าโจมตีแดนเทพหวนปัจฉิมและแดนเซียนพร้อมกัน”
“ต้องเป็นเช่นนี้แน่ แต่พวกเราไม่รู้เลยว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลใด ห่างชั้นกันเกินไป คอยจัดการแดนเซียนให้ดีเถอะ”
เหล่าอริยะทอดถอนใจ
ในแดนเซียน พวกเขาคือตัวตนระดับสูงอยู่เหนือสรรพสิ่ง เทียบเคียงกับมรรคาสวรรค์ เป็นยอดผู้แข็งแกร่ง
แต่หากอยู่นอกมรรคาสวรรค์ พวกเขาก็ไม่ต่างไปจากสรรพสิ่งแห่งมรรคาสวรรค์เลย ล้วนเป็นตัวหมากทั้งสิ้น ทำอะไรก็ต้องคอยมองสีหน้าของผู้อาวุโสฝ่ายตน
เวลาผ่านไปกว่าสามพันปี
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิดอย่างสมบูรณ์แล้ว สังขารและวิญญาณเกิดความเปลี่ยนแปลง
ตบะของเขาบรรลุถึงขีดจำกัด สัมผัสถึงด่านแห่งระดับอริยะเสรีแล้ว ขอเพียงทะลวงได้ เขาก็จะทะลวงระดับสำเร็จ!
หานเจวี๋ยย่อมไม่มีทางหยุดกลางคัน เขาต้องการทะลวงระดับให้ได้ในคราวเดียว!
ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาล แสงสว่างของมหามรรคต้นกำเนิดดับมืดลง ความมืดเข้ากลืนกินแสงสว่าง จนกระทั่งทุกสิ่งตกอยู่ในความมืดมิดอย่างสิ้นเชิง
มหาต้นกำเนิดแทรกซึมเข้าสู่ร่างของหานเจวี๋ยหมดแล้ว
หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นย้ายที่ก่อน ออกห่างจากที่เดิม
จากนั้น เขาเริ่มทะลวงระดับ
มหามรรคต้นกำเนิดเลือนหายไปยังไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ เงาร่างมากมายก็ปรากฏขึ้นในตำแหน่งเดิมของมหามรรคต้นกำเนิด
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ๆ มหามรรคนี้ก็หายไป”
“ทำนายไม่ได้เลย”
“ผู้ใดลงมือ”
“ไม่น่าจะใช่ ก่อนหน้านี้ตอนที่มหามรรคยังอยู่ พวกเราล้วนไม่สามารถพาตัวเขาไปได้ หรือว่าจะมีตัวตนที่ทรงพลังยิ่งกว่าปรากฏตัวขึ้น”
“ได้ยินว่ามีร่างจำลองของบรรพชนเต๋าปรากฏตัวขึ้นในแดนเซียน หรือว่าจะเป็นฝีมือบรรพชนเต๋า”
“หากเป็นบรรพชนเต๋าจริงๆ เช่นนั้นก็ยุ่งแล้ว”
ผู้ทรงพลังลึกลับเหล่านั้นพูดคุยหารือกัน น้ำเสียงตึงเครียด
หานเจวี๋ยมีระบบป้องกันของอาณาเขตเต๋า ย่อมไม่กลัวจะถูกพวกเขาทำนายพบ เว้นแต่พวกเขาจะมีระดับเหนือกว่าผู้สร้างมรรคา
….
หลายร้อยปีผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็บรรลุถึงระดับอริยะเสรีโดยพึ่งพาการผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิด
ร่างกายเขาเกิดการวิวัฒนาการ พลังเวทเกิดความเปลี่ยนแปลง วิญญาณก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ท่ามกลางความมืดมัว เขามองเห็นแสงรุ้งเจ็ดสีสายหนึ่งก่อตัวเป็นสะพาน ปลายสะพานยืดยาวออกไป มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
บนสะพานรุ้งเจ็ดสีมีเงาร่างมากมายยืนอยู่ คนเหล่านั้นคือผู้บำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดทั้งสิ้นพวกเขามุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับเงาร่างของผู้บำเพ็ญบนแม่น้ำมรรคกระบี่
มิใช่เพียงเท่านี้ หานเจวี๋ยมองเห็นทั่วทั้งเขตฟ้าบุพกาล มองเห็นอดีตชาติและชีวิตปัจจุบันของตน ขอบเขตการมองเห็นเพิ่มขึ้นจนละเอียดอย่างยิ่ง ยากจะหาถ้อยคำมาบรรยายได้
ผ่านไปเนิ่นนาน
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยถึงได้ตื่นรู้จากสภาวะการทะลวงระดับ
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าปรากฏข้อความสามแถว
[ตรวจสอบพบว่าท่านสำเร็จสู่เสรีแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง เผยแพร่มรรคไปทั่วเขตฟ้าบุพกาล ถ่ายทอดมหามรรคต้นกำเนิด ให้มหามรรคต้นกำเนิดกลายเป็นอันดับหนึ่งเหนือมหามรรคสามพันบท จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน องครักษ์ระดับอริยะมรรคาสวรรค์หนึ่งราย]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ รักษาเจตจำนงเดิม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น องครักษ์ระดับอริยะมรรคาสวรรค์หนึ่งราย ศิลาก่อวิญญาณหนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
ศิลาก่อวิญญาณคืออะไร
เขาใคร่ครวญดู ยังคงเลือกตัวเลือกที่สอง หลังผ่านประสบการณ์ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลมาแล้ว เขารู้สึกว่าอริยะเสรีก็ไม่นับว่าแข็งแกร่งนัก เขตฟ้าบุพกาลชั้นต้นคงซุกซ่อนตัวตนอันแข็งแกร่งมากมายยิ่งกว่านี้
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น องครักษ์ระดับอริยะมรรคาสวรรค์หนึ่งราย ศิลาก่อวิญญาณหนึ่งก้อน]
[องครักษ์ระดับอริยะมรรคาสวรรค์: สามารถคัดลอกผู้ทรงพลังระดับอริยะมรรคาสวรรค์จากแบบจำลองการทดสอบมาเป็นองครักษ์ได้หนึ่งราย ผู้เป็นองครักษ์จะซื่อสัตย์ภักดีต่อท่าน ไม่สามารถออกจากอาณาเขตเต๋าเกินครึ่งชั่วยามได้ มิฉะนั้นจะละลายหายไปทันที]
[ศิลาก่อวิญญาณ: สามารถเปลี่ยนสิ่งใดๆ ก็ตามให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้ในระยะเวลาที่กำหนด สิ่งมีชีวิตที่สรรค์สร้างขึ้นจะซื่อสัตย์ภักดีต่อท่าน ท่านสามารถควบคุมความเป็นความตายผ่านศิลาก่อวิญญาณได้]
หืม?
เมื่อเห็นศิลาก่อวิญญาณ สิ่งแรกที่หานเจวี๋ยนึกถึงคือปราณเทพมาร
เขากำลังกลุ้มอยู่เลยว่าจะไม่สามารถก่อกำเนิดเทพมารฟ้าบุพกาลได้ ไม่คิดเลยว่าระบบจะส่งศิลาก่อวิญญาณมาให้
ถ้ากลับไปแล้วต้องทดลองดู หากว่าใช้การได้ ในอนาคตศิลาก่อวิญญาณจะกลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด
หานเจวี๋ยเรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจสอบ
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุ: 126,455/1,002,999,999,999,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: ระดับเบิกฟ้าเสรีระยะต้น (อริยะสมบูรณ์แบบ)]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]
….
อายุขัยเพิ่มขึ้นนับร้อยเท่า เยี่ยมไปเลย!
หานเจวี๋ยอารมณ์ดียิ่ง
เขาเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทันที ให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรใช้วิชาอัญเชิญเทพเรียกตัวเขา
แม้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะรู้สึกฉงน แต่ก็ยังคงปฏิบัติตาม
หานเจวี๋ยกระโดดออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น เก็บเกาะสำนักซ่อนเร้นไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นก็หันหลังมุดเข้าสู่คลื่นวนสีดำที่ปรากฏขึ้นด้านหลัง
อุโมงค์กาลเวลาของวิชาอัญเชิญเทพจะติดตามหานเจวี๋ยไปด้วย จนกว่าผู้อัญเชิญจะสลายพลังวิเศษ
เมื่อทะลุผ่านคลื่นวนสีดำ หานเจวี๋ยมาโผล่ในตำหนักหลังใหญ่ของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
เขาหันกลับไปมอง คลื่นวนสีดำยังคงอยู่
หานเจวี๋ยมองจักรพรรดิเซียนวัฏจักร เอ่ยขึ้นว่า “สลายวิชาอัญเชิญเทพ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรปฏิบัติตามทันที
คลื่นวนสีดำหดตัว ในขณะที่มันกำลังจะเลือนหายไป กลิ่นอายน่าหวาดผวาสุดขีดสายหนึ่งพลันโชยออกมา
สีหน้าหานเจวี๋ยพลันแปรเปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง
กลิ่นอายนี้…
เทพบุพกาล!
ดวงจิตมหามรรค!
โชคดีที่คลื่นวนสีดำปิดตัวลงพอดี กลิ่นอายน่าหวาดหวั่นสายนั้นจึงเลือนหายไปด้วย
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตื่นตระหนก ถามด้วยความหวาดผวา “กลิ่นอายเมื่อครู่นี้…”
เขาไม่เคยสัมผัสถึงกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน ต่อให้ไปสดับธรรมในอาณาเขตเต๋าของอริยะ กลิ่นอายอันทรงอำนาจของอริยะก็ยังห่างไกลจากระดับนี้โuเวลกูดoทคอม
ในชั่วพริบตานั้น จักรพรรดิเซียนวัฏจักรรู้สึกเหมือนตนได้สิ้นชีพไปแล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ไม่มีอะไร อย่านึกถึง มิเช่นนั้นอีกฝ่ายจะระลึกถึงเจ้าได้”
ประสาทสัมผัสของดวงจิตมหามรรคเฉียบไวจนน่ากลัว คาดว่าถ้ามีคนคิดถึงเขา เขาจะสามารถรับรู้ได้
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ค่อยๆ พยักหน้ารับ
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่ามรรคาสวรรค์น้อยของแดนเซียนพิภพกำลังต่อต้านเขา แต่พลังการต่อต้านนี้ช่างอ่อนแอนัก
หากเขารั้งอยู่นานไป แดนเซียนพิภพต้องพังทลายลงเป็นแน่
หานเจวี๋ยเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วหายตัวไป “ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ”
หานเจวี๋ยกระโจนไปโผล่ในส่วนลึกของดวงอาทิตย์ ซ่อนเกาะสำนักซ่อนเร้นเอาไว้ในส่วนลึก จากนั้นเขาก็กระโดดเข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้น
หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าจะจัดวางองครักษ์คนใหม่ไว้ในอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง เขาเริ่มทำการคัดลอกหลี่มู่อี
หลังจากเทพสูงสุดอู๋ฝ่าถูกสยบทาสก็ฟื้นฟูกลับสู่ระดับอริยะเสรีแล้ว ไม่นับว่าอยู่ในขอบเขตอริยะมรรคาสวรรค์แล้ว
เริ่มการคัดลอก
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายกลับไปยังเขตเซียนร้อยคีรี
เขานั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร พ่นลมหายใจออกมา
ในที่สุดก็เรียบร้อยแล้ว
อันตรายเกินไปแล้วจริงๆ!
เขาไม่อยากเสี่ยงภัยอันตรายเช่นนี้อีกแล้ว
[เทพบุพกาลเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
ไอ้ตัวสุนัข!
คิดจะสังหารข้าหรือ!
หานเจวี๋ยมองแจ้งเตือนตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะก่นด่าอยู่ในใจ
จู่ๆ ก็เกิดความเกลียดชังในตัวเขาอย่างไร้เหตุผล ดีมาก หนังสือแห่งความโชคร้ายฝุ่นจับแล้ว สมควรใช้งานสักที
หานเจวี๋ยปรับอารมณ์ ตรวจดูจดหมาย
ไม่ได้ตรวจดูจดหมายมานานเหลือเกิน
จดหมายแต่ละฉบับปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานเจวี๋ย เขาขมวดคิ้วทันที
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการทำลายล้างจากพลังแห่งความมืด วิญญาณได้รับความเสียหาย]
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการเทศนาธรรมจากผู้ทรงพลังลึกลับ มรรคจิตได้รับความเสียหาย]
เขาเงยหน้าทอดสายตามองออกไป พบว่าหานทั่วไม่ได้อยู่ในแดนเซียน
เขานับนิ้วทำนาย สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาทำนายไม่ได้ว่าหานทั่วอยู่ที่ไหน
‘ข้าอยากรู้ว่าหานทั่วอยู่ที่ใด’ หานเจวี๋ยใช้ระบบวิวัฒนาการทันที
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยอยากเห็นว่าเป็นผู้ใดที่จับตัวลูกชายเขาไป
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เมื่อลืมตาขึ้น เขาพบว่าตัวเองมาโผล่ในคุกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในคุกขังสิ่งมีชีวิตหลายสิบชีวิตเอาไว้ สิ่งมีชีวิตที่รูปร่างใหญ่โตคล้ายภูเขาลูกหนึ่งนั่งพิงกำแพงอยู่ หานทั่วและอี๋เทียนนั่งอยู่ด้วยกันที่มุมหนึ่งในสภาพอิดโรย
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นคุกแห่งนี้ เขาอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ นี่มันที่ไหนกัน
ข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[คุกนรกอันธการ: คุกที่ตั้งอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นอริยะ ทว่าเมื่อเข้าสู่คุกก็ยากจะรอดพ้นจากความตายได้]
เจ้าเล่ห์ดีนี่!
หานเจวี๋ยลอบดูแคลน
ในเวลานี้เอง มีเสียงกึกก้องเสียงหนึ่งแว่วขึ้น
“เตรียมตัวให้ดี จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์กำลังจะเทศนาธรรมแล้ว เจ้าพวกเดรัจฉานอย่าได้ชักช้า!”
บนพื้นคุกนรกอันธการพลันปรากฏหนวดสีดำมากมาย เข้ารัดพันสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในคุก
แผ่นหลังของหานทั่วถูกหนวดสีดำเจาะทะลุเข้าไป เผยสีหน้าเจ็บปวดทรมานออกมา
อี๋เทียนผรุสวาทดังลั่น “เทศนาธรรมอันใดกัน! แค่อยากจะสยบพวกข้าให้เป็นทาสมิใช่หรือ คิดจะควบคุมผู้เฒ่าเช่นนั้นหรือ! อย่าให้ข้ามีโอกาสนะ ถ้าวันไหนข้ารอดออกไปได้ จะกำจัดพวกเจ้าให้สิ้นซากทั้งหมดแน่!”
ตูม!
สายฟ้าสีดำเส้นหนึ่งผ่าลงมา ผ่าร่างอี๋เทียนจนแหลกละเอียด โลหิตสาดกระจายเต็มพื้น
จากนั้น ลำแสงสายหนึ่งสาดส่องลงมาอีกครั้ง ฟื้นฟูกายเนื้อของอี๋เทียนขึ้นมาใหม่
สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ได้ตื่นตระหนกเลย แววตาเฉยชา
พวกเขาล้วนได้ลิ้มรสความทรมานเช่นนี้มาหมดแล้ว สิ้นชีพอย่างต่อเนื่อง ฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง ไม่จบไม่สิ้น
ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลงตรงนี้
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘หากข้าทุ่มพลังทั้งหมดลงมืออย่างรวดเร็วที่สุด จะสามารถสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการในเสี้ยววินาทีได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[มีความหวัง]
ไม่ได้บอกว่าตาย อย่างน้อยก็แปลว่าหากปะทะกันในสถานการณ์ปกติ หานเจวี๋ยสามารถสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการในเสี้ยววินาทีได้
‘เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งกว่าข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[มี]
หานเจวี๋ยเงียบไป
เขาไม่รู้สึกประหลาดใจเลย ต้องเข้าใจด้วยว่าเหล่าอริยะมรรคาสวรรค์ล้วนแต่มีผู้หนุนหลัง ภายใต้เงื่อนไขที่เอ่ยไปนี้ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการยังกล้ามารุกรานมรรคาสวรรค์ ต้องเป็นเพราะมั่นใจไร้ความเกรงกลัวเป็นแน่
ขณะที่เหล่าอริยะกำลังต่อสู้กัน ตัวตนในระดับเหนือกว่าที่อยู่เบื้องหลังก็กำลังงัดข้อกันอยู่เช่นกัน
หานเจวี๋ยใคร่ครวญดู ถามอีกครั้ง ‘เหตุใดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการถึงจับตัวสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์เหล่านี้ไป’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้น มาโผล่ในตำหนักใหญ่อันลึกลับแห่งหนึ่ง
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการยืนอยู่เบื้องหน้าปะติมากรรมศิลาสูงใหญ่มโหฬารสามตน เขาไม่ได้ค้อมกายให้ แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง
“แดนเทพหวนปัจฉิมเกิดความวุ่นวายแล้ว จากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”
เสียงลึกลับเสียงหนึ่งแว่วดังขึ้น น้ำเสียงเฉยเมย
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการตอบ “จับตัวผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ของมรรคาสวรรค์มา ใช้ความมืดมิดหล่อหลอม ทำให้กลายเป็นทาสของข้า ในอนาคตยามที่เข้าโจมตีมรรคาสวรรค์ จะให้ทาสเหล่านี้เป็นด่านหน้าโจมตี ฉีกทึ้งกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์”
“มีความมั่นใจกี่ส่วน”
“เต็มที่!”
“ดี ความวุ่นวายในแดนเทพหวนปัจฉิมครานี้จำเป็นต้องใช้พลังเวทมหาศาลของตัวตนยุคบรรพกาลบางท่าน อย่าได้ทำพลาด”
“ทราบแล้ว”
ภาพลวงตาวิวัฒนาการสิ้นสุดลงตรงนี้ สั้นยิ่งนัก แต่ข้อมูลที่ได้รับกลับสำคัญยิ่ง
ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคิดร้ายต่อแดนเทพหวนปัจฉิมด้วย
‘ข้าอยากรู้ว่ากลุ่มอิทธิพลใดอยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ผู้นำเป็นใคร’ หานเจวี๋ยนึกเงียบๆ
[เนื่องจากบ่วงกรรมนี้เกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือขีดจำกัดของระบบ ไม่สามารถวิวัฒนาการได้]
แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ?
หานเจวี๋ยเริ่มไตร่ตรองดูว่าควรจะช่วยเหลือหานทั่วอย่างไรดี
หากอยู่ในแดนเซียน เขาสามารถปล่อยให้หานทั่วใช้ชีวิตเองได้ แต่ตอนนี้หานทั่วถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตัวไป หากเขาไม่ลงมือช่วย มีความเป็นไปได้สูงว่าหานทั่วคงไม่รอดแน่
คงทำได้เพียงถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้หานทั่ว จากนั้นหานเจวี๋ยค่อยใช้วิถีอัญเชิญเทพเรียกตัวหานทั่วมาหา
ถึงแม้จะเป็นการเปิดเผยฐานะ แต่หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจอะไรมากขนาดนั้นแล้ว
พอคิดได้ดังนั้น เขาก็เข้าฝันหานทั่วทันที
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยพลันขมวดคิ้ว
หืม?
เข้าฝันไม่ได้!
หานเจวี๋ยสำแดงความฝันอันธการ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
ดูเหมือนคุกนรกอันธการแห่งนี้จะไม่ธรรมดาเลย
ช้าก่อน
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงแดนลับหวนกำเนิดขึ้นมา
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตัวคนผ่านช่องทางแดนลับหวนกำเนิด
หานเจวี๋ยสามารถส่งคนแทรกซึมเข้าไปในแดนลับหวนกำเนิด ปล่อยให้ถูกจับตัวไปแบบหานทั่วได้
เขาคิดไปคิดมา ก็เรียกหลิวเป้ยมาหา
หลิวเป้ยคือร่างแยกวัฏจักรของเขา ภายหลังได้ยึดครองกายเนื้อของพุทธะพิชิตชัย เวลาผ่านมานานถึงเพียงนี้ ตบะเขาบรรลุถึงระดับปฐมเทพขั้นห้าแล้วโuเวลกูดoทคoม
คุณสมบัติของพุทธะพิชิตชัยด้อยอยู่บ้าง ตอนที่หานเจวี๋ยสร้างร่างแยกวัฏจักรขึ้น ตอนนั้นคุณสมบัติก็ยังไม่ได้เรื่องเช่นกันดังนั้นจึงทำให้หลิวเป้ยมีพัฒนาการเชื่องช้ายิ่ง
แต่ในฐานะตัวหมาก นับว่าเพียงพอแล้ว
หลิวเป้ยเข้ามาในอารามเต๋า คุกเข่าคารวะหานเจวี๋ย
“ข้าจะส่งเจ้าไปที่แดนลับหวนกำเนิด”
หานเจวี๋ยบอกเล่าเรื่องราวออกมารอบหนึ่ง ถึงแม้หลิวเป้ยจะกังวล แต่ก็ยังทำใจกล้าตอบรับ
“เจ้าชำนาญวิชาอัญเชิญเทพ หากตกอยู่ในอันตราย จงเรียกหาข้า ในเมื่อเจ้าเข้าใจภารกิจแล้ว ข้าจะผนึกความทรงจำส่วนนี้ไว้ก่อน เจ้าจงจดจำเอาไว้เพียงว่าต้องมุ่งหน้าไปที่แดนลับหวนกำเนิด เมื่อพบจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการให้เรียกตัวข้าทันที”
“ข้าน้อยทราบแล้ว”
“ไปเถอะ”
หานเจวี๋ยโบกแขนเสื้อคราหนึ่ง ส่งหลิวเป้ยออกไป
ถึงแม้หลิวเป้ยจะขี้ขลาดเหมือนหนู แต่มีความสามารถในการจัดการเรื่องราวยิ่งนัก ในอดีตครั้งอยู่ในยมโลก ก็เป็นเขาที่ค้นพบเกาะสำนักซ่อนเร้น
ทว่าหานเจวี๋ยยังไม่วางใจ
เขาเข้าฝันจอมอริยะเสวียนตู
แดนความฝันคือมหาสมุทรคลื่นเมฆา นภาแผ่ไพศาลงดงาม
จอมอริยะเสวียนตูลืมตาขึ้น เมื่อเห็นหานเจวี๋ย สองเนตรพลันฉายแววตื่นเต้น
หานเจวี๋ยไม่ได้รีบเอ่ยปากในทันที
เขาพนันได้เลยว่าผู้ทรงพลังที่โจมตีเหล่าอริยะก่อนหน้านี้ก็คือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ตอนนี้เหล่าอริยะน่าจะกำลังตั้งตารอคอยให้เขาลงมือจัดการจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
การปรากฏตัวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ นับว่าทำให้เหล่าอริยะมรรคาสวรรค์แขวนอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน
จอมอริยะเสวียนตูเปิดปากถาม “เจ้ามาเข้าฝันข้า คาดว่าคงเป็นเพราะเรื่องของบุตรชายเจ้า”
อันที่จริงเหล่าอริยะต่างทราบฐานะของหานทั่วหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อน
อริยะมิได้โง่เขลา ไม่มีทางจับตัวหานทั่วไปเพื่อใช้ข่มขู่หานเจวี๋ย แผนใช้การไม่ได้จริง ซ้ำยังจะถูกถลกหนังเอาอีกด้วย
สามารถสำเร็จเป็นอริยะได้ ตัดขาดบ่วงกรรมเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาได้ เป็นเรื่องปกติยิ่ง
หานเจวี๋ยถามขึ้น “พวกเจ้าอยากจัดการจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหรือไม่”
“อยาก!”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยไปตรงๆ “พวกเราร่วมมือกันเถอะ เป้าหมายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคือมรรคาสวรรค์ ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้เขายังบุกเข้ามาไม่ได้ แต่หากเขากลืนกินมรรคาสวรรค์เล็กในเขตฟ้าบุพกาลไปเรื่อยๆ รอจนถึงยามที่เขามีพลังพอจะบุกเข้ามาในมรรคาสวรรค์อย่างแท้จริงได้ พวกเราเหล่าอริยะสู้เขาไม่ได้อย่างแน่นอน”
“หากพวกเราร่วมมือกันจัดการจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ จะถูกตัวตนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเล่นงานหรือไม่”
“เขามีที่พึ่ง พวกเราก็มีที่พึ่งเช่นกัน!”
หานเจวี๋ยเงียบไป
จอมอริยะเสวียนตูใคร่ครวญดู จากนั้นจึงกล่าวว่า “พวกเราเหล่าอริยะสามารถติดต่อไปหาปรมาจารย์ที่อยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมพร้อมกันได้ ให้พวกเขาตรึงกำลังของตัวตนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไว้ แต่ก่อนพวกเขาอาจจะรู้สึกพะวงอยู่บ้าง แต่ระยะนี้ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการทำเกินไป ยั่วยุโทสะบรรดาผู้ทรงพลังในแดนเทพหวนปัจฉิมเข้าแล้ว เรื่องนี้สมควรมีการหารือกันสักที”
เขาจ้องมองหานเจวี๋ย ถามต่อว่า “หากว่าไม่มีผู้ทรงพลังรายอื่นสอดมือเข้ามายุ่ง พวกเราร่วมมือกัน คงสามารถสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้!”
เขารู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก เดิมทีเขาเป็นถึงอริยะเสรี รับมือกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้ไม่เหนือบ่ากว่าแรงเลย จนปัญญาที่ยามนี้ถูกตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์ผูกมัดเอาไว้ จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
ตอนนี้เขาได้แต่ฝากความหวังเอาไว้กับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยแข็งแกร่งยิ่ง ซ้ำยังเลือกเดินบนเส้นทางพิสูจน์มรรคด้วยพลัง อริยะมรรคาสวรรค์ต่างสู้เขาไม่ได้ เมื่อผนวกร่วมกับพวกเขา อาจจะสามารถสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้
หานเจวี๋ยจ้องจอมอริยะเสวียนตูตาเขม็ง ถามว่า “ข้าจะไว้ใจเจ้าได้หรือ”
จอมอริยะเสวียนตูตอบอย่างสงบว่า “ตอนนี้เจ้ายังไม่ไว้ใจ แต่ไม่ช้าก็เร็วจะไว้ใจแน่ รากเหง้าดั้งเดิมของเจ้าน่าจะเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลกลับชาติมาเกิด จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการก็เป็นเช่นนี้ เขายังคงกลืนกินมรรคาสวรรค์เล็กอยู่ตลอด เจ้ากำลังแข็งแกร่งขึ้น เขาก็กำลังแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน เพียงแต่รวดเร็วกว่าเจ้า อีกทั้งตอนนี้เขายังแข็งแกร่งกว่าเจ้าด้วย”

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ