596-600

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 596ถึง600
หลังจากค่ายกลแสงกระบี่ผงาดขึ้นจากเขาเทพปู้โจว เผ่าปีศาจถูกสกัดขวาง ปีศาจจอมโอหังบางส่วนคิดจะฝืนบุกเข้าไป ผลคือถูกค่ายทำลายล้าง ทำให้ทัพใหญ่เผ่าปีศาจตกตะลึงไม่กล้าเคลื่อนไหวอีก
ไกลออกไป จักรพรรดิปีศาจอีกาทองและเหล่าเทพปีศาจของเผ่าปีศาจรวมตัวกันในหุบเขาแห่งหนึ่ง
เทพปีศาจตนหนึ่งเอ่ยเสียงขรึม “หลี่เต้าคงไม่หลงกล พวกเราต้องออกโรงหรือไม่”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองแค่นเสียง “ไม่จำเป็น หลี่เต้าคงผู้นี้นิสัยเย่อหยิ่ง ไม่อาจทนเห็นสิ่งขวางตาได้ ต่อให้ทราบว่าเป็นแผนการของพวกเรา เขาก็หลงกลอยู่ดี เพราะเขาไม่อยากแสดงให้เห็นว่าเขากลัวพวกเรา”
“หากพวกเราเผยตัว อาจถูกหลี่เต้าคงสังหาร ความแข็งแกร่งของหลี่เต้าคงไม่จำเป็นต้องเล่าแล้วกระมัง”
เหล่าเทพปีศาจต่างรู้สึกว่ามีเหตุผล อดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับ
พวกเขาล้วนไม่อยากเผชิญหน้ากับหลี่เต้าคง
ข่าวที่เผ่าปีศาจเข้าปิดล้อมเขาเทพปู้โจวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว นิกายเจี๋ยจึงเริ่มโจมตีรุกคืบเข้ามายังเขาเทพปู้โจวแล้ว
….
ชั่วพริบตาเดียว
เวลาผ่านไปหนึ่งพันปี
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจก็คือสถานการณ์ของเขาเทพปู้โจว
เผ่าปีศาจที่ปิดล้อมเขาเทพปู้โจวหายไปแล้ว
ช้าก่อน!
หานเจวี๋ยพลันมองเห็นไอชั่วร้ายแผ่คลุมไปทั่วชายขอบเขาเทพปู้โจว คงอยู่เนิ่นนานยากจะปัดเป่าให้สลายไป
หรือว่า…
หานเจวี๋ยตรวจดูทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ หลี่เต้าคงหล่นไปอยู่ในลำดับที่สาม
ผู้ครองอันดับหนึ่งคนใหม่คือต้าซั่นเทียน
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย ที่แท้นิกายเจี๋ยต้องการตามล่าเผ่าปีศาจจริงๆ แต่ถูกสำนักพุทธขัดขวาง ทำให้เผ่าปีศาจสามารถพัวพันเขาเทพปู้โจวต่อไปได้ หลี่เต้าคงรู้สึกหงุดหงิดจึงลงมือเอง กวาดล้างพลทหารปีศาจกว่าร้อยล้านตน แรงกรรมพัวพันกาย หักล้างดวงชะตาไปไม่น้อยเลย
จักรพรรรดิปีศาจอีกาทองถูกหลี่เต้าคงโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่มียอดสมบัติมรรคาสวรรค์ เกรงว่าคงสิ้นใจคาที่
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย
เขาไม่ได้กล่าวโทษหลี่เต้าคงเพราะเหตุนี้ นี่คือการตัดสินใจของตัวหลี่เต้าคงเอง
เพียงแต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าสำนักพุทธจะสนับสนุนเผ่าปีศาจ
น่าจะมิใช่
เป็นไปได้ว่าสำนักพุทธจะต้องการเป็นปฏิปักษ์กับนิกายเจี๋ยเท่านั้น
หานเจวี๋ยมิได้ไปหาฉิวซีไหลเพราะเหตุนี้ กลุ่มอำนาจในสังกัดของเขาจำเป็นต้องขัดแย้งกันบ้าง มิเช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นยิ่งกว่าเดิม
หากแข็งแกร่งขึ้นจากการต่อสู้ก็นับเป็นเรื่องดี
หานเจวี๋ยไม่คิดเรื่องนี้อีกต่อไป หันไปสอดส่องหานทั่วบุตรชายของตนแทน
ระยะนี้วังเทพกำลังพัฒนาโลกมนุษย์ หานทั่วก็นำกำลังคนเข้าสู่โลกมนุษย์ด้วยตัวเอง เขาไปที่โลกแยกนภา วังเทพและสำนักแยกนภาคล้ายจะสร้างสายสัมพันธ์บางอย่างขึ้นมา
ตบะของหานทั่วก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ยามนี้ถึงระดับปฐมเทพขั้นสามแล้ว ก้าวหน้าว่องไวยิ่ง
หานเจวี๋ยสอดส่องอี๋เทียนต่อ บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ผู้นี้เป็นระดับปฐมเทพขั้นห้าแล้ว
บุตรแห่งมรรคาสวรรค์เลิศล้ำจริงๆ!
หานเจวี๋ยหันเหสายตาไปส่องสอดหานอวี้ต่อ
หืม?
หานอวี้อยู่ในวังมังกร ณ โพ้นทะเลแห่งแดนเซียน กำลังดื่มสุรากับราชามังกรทะเลบูรพาอยู่
องค์หญิงเจ็ดแห่งทะเลบูรพาต้องตาหานอวี้ ราชามังกรทะเลบูรพาทราบว่าอาจารย์ของหานอวี้คือหลี่เต้าคง จึงอยากได้เขาเป็นเขย
หานเจวี๋ยยกยิ้มมุมปากนิดๆ
‘หน้าตาแบบข้าดึงดูดให้สตรีชมชอบได้ง่ายจริงๆ’
หานเจวี๋ยคิดพลางยิ้มร่า ลูกหลานก็มีโชคชะตาของลูกหลานเอง เขาคร้านจะสอดมือยุ่ง
ราชามังกรทะเลบูรพาเป็นแค่เซียนทองไท่อี่เท่านั้น ไม่คู่ควรได้พบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยสอดส่องดูคนอื่นต่อไป ผ่านไปหลายวัน จากนั้นก็เข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
นี่ก็คืออริยะ เวลาส่วนใหญ่ล้วนหมดไปกับการนั่งสมาธิบำเพ็ญ
….
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ตำหนักเอกอนันต์
ฟางเหลียงเยื้องย่างเข้ามาในตำหนัก สีหน้าเขาเย็นชา แขนเสื้อสองข้างโบกสะบัดตามการเคลื่อนไหว รัศมีองอาจน่าเกรงขาม
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองฟางเหลียงที่เดินเข้ามาหาตน เขาพลันเหม่อลอย
ฟางเหลียงหยุดลงตรงหน้าเขาในระยะสิบจั้ง เอ่ยว่า “ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง บรรพชนเต๋าให้ข้ามาหาท่าน ท่านน่าจะทราบกระมังว่ามาด้วยเรื่องใด”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงตอบ “อืม แผ่นหยกนำโชค”
เขาพินิจดูฟางเหลียง กล่าวด้วยความสะท้อนใจ “กลายเป็นบรรพชนเต๋าแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง”
ฟางเหลียงตอบ “รู้แจ้งหลายสิ่งยิ่ง และต้องแบกรับหลายสิ่งนัก”
“บรรพชนเต๋าอยู่ที่ใด”
“บรรพชนเต๋าอยู่ทุกที่”
“เหตุใดบรรพชนเต๋าจึงมาหาเจ้า”
“เพราะเทพมารอนธการ”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะเงียบลง пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
ฟางเหลียงเอ่ยว่า “แผ่นหยกนำโชคอยู่ที่ไหน มอบให้ข้าได้หรือไม่”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวว่า “มอบแผ่นหยกนำโชคให้เจ้าไม่ได้ เพราะมันไม่อยู่แล้ว ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามันไปอยู่ที่ใด สมบัติชิ้นนี้มีจิตวิญญาณ หายสาบสูญไปตั้งแต่ก่อนเกิดมหาเคราะห์ครั้งก่อนขึ้น ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมิได้เทศนาธรรมต่อสรรพสิ่งแห่งแดนเซียน ด้วยต้องการตามหาเบาะแสของแผ่นหยกนำโชค น่าเสียดายที่ไม่เป็นผล”
ฟางเหลียงขมวดคิ้ว
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวต่อว่า “หากไม่อยู่ในมรรคาสวรรค์ เช่นนั้นก็คงอยู่ที่แดนเทพหวนปัจฉิมเป็นแน่ หรือไม่ก็คงเป็นแดนบรรพกาลที่อยู่ลึกเข้าไปอีก เจ้าไปตามหาดูได้ บรรพชนเต๋าต้องอำนวยพรแก่เจ้าแน่”
“หากไปที่แดนเทพหวนปัจฉิมพึงระวังมารมรรคาเอาไว้ ส่วนที่แดนบรรพกาล เจ้าต้องระวังเทพมาร”
ฟางเหลียงแค่นเสียงครานหนึ่ง สะบัดแขนเสื้อจากไป
รอจนเขาพ้นจากตำหนักเอกอนันต์ ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงถอนหายใจคราหนึ่ง เอ่ยรำพัน “บรรพชนเต๋า ท่านวางแผนอะไรไว้กันแน่ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท่านดูคล้ายหวาดหวั่นต่อบางสิ่งอยู่ ยามนี้ข้าแยกแยะเท็จจริงได้กระจ่าง หลุดพ้นจากทุกสิ่ง แต่กลับยังมองไม่ออกว่าท่านกำลังไล่ไขว่คว้าสิ่งใดอยู่”
ในความทรงจำของเขา บรรพชนเต๋าลึกลับมาโดยตลอด เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าหลังจากบุกเบิกสวรรค์ เขาแข็งแกร่งที่สุด ทว่าเอาแต่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่เสมอ
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงพลิกมือขวาขึ้นมา แผ่นหยกสีม่วงชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
….
ณ อาณาเขตเต๋าอริยะนิกายเจี๋ย
หวงจุนเทียนคุกเข่าคารวะเบื้องหน้าเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยอย่างนอบน้อม ไม่กล้าสบสายตา
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยกล่าวว่า “ผลงานของเจ้ายอดเยี่ยมนัก ตอนนี้ติดหนึ่งในสิบอันดับของทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์แล้ว ไม่ทำให้นิกายเจี๋ยเสียหน้า”
หวนจุนเทียนตอบกลับว่า “ล้วนเป็นเพราะดวงชะตาแห่งนิกายเจี๋ย หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมารับตำแหน่งเจ้านิกายเจี๋ย คงจะทำได้ดีกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ”
“เจ้าอย่าถ่อมตัวไปเลย ข้ามีภารกิจใหญ่อย่างหนึ่งจะมอบหมายให้เจ้า”
“เชิญอริยะท่านสั่งการมาได้เลย”
“นิกายฉ่านและนิกายเจี๋ยเตรียมจะจับมือเป็นพันธมิตร บุกเบิกมรรคาสวรรค์แห่งใหม่ เจ้าต้องเร่งรับศิษย์เข้ามา เพื่อส่งไปยังมรรคาสวรรค์แห่งใหม่”
“ขอรับ”
หวงจุนเทียนตอบรับทันที
“อืม หากเจ้าทำงานนี้ได้ดี ข้าจะเทศนาธรรมให้เจ้าเป็นการส่วนตัว”
“ขอบพระคุณอริยะท่าน!”
“ออกไปเถอะ”
หวงจุนเทียนคำนับอำลา
หวงจุนทียนออกจากชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ทะลุผ่านหมู่เมฆ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าในใจเขากำลังใคร่ครวญถึงภารกิจที่เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมอบให้
“มรรคาสวรรค์แห่งใหม่…ผิดปกติ ยามนี้อำนาจของนิกายเจี๋ยและนิกายฉ่านในแดนเซียนยังคงไม่อาจมองข้ามได้ ถึงขั้นที่รุ่งโรจน์ดั่งตะวันด้วยซ้ำ เหตุใดจึงต้องการบุกเบิกมรรคาสวรรค์แห่งใหม่เล่า”
หวงจุนเทียนได้กลิ่นของแผนการร้าย
จนปัญญาที่เป็นแผนการแห่งอริยะ เขาไม่มีทางได้มีส่วนร่วม อย่าว่าแต่ตามสืบเลย ทันทีที่เขามีท่าทางผิดปกติ อริยะก็คงจะรับรู้ได้
หลังจากรับหน้าที่เป็นเจ้านิกายเจี๋ย หวงจุนเทียนเสมือนเหยียบย่างบนผิวน้ำแข็งบางๆ เสมอมา ระมัดระวังทุกย่างก้าว
เขาสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยทำลายรูปการณ์ของเหล่าอริยชน ความสงบสุขในยามนี้ก็เป็นหานเจวี๋ยที่นำพามาให้ เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไป เหล่าอริยชนไม่กล้าต่อสู้แย่งชิง ต่างฝ่ายต่างสมัครสมานกันไว้
พอนึกถึงเรื่องนี้ หวงจุนเทียนเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในตัวหานเจวี๋ย
หลังจากหานเจวี๋ยสำเร็จเป็นอริยะก็ไม่ได้ป่าวประกาศอวดอ้างถึงความแข็งแกร่งของตน กลับทำเพื่อนำพาความสงบสุขมาให้แดนเซียน แดนเซียนในยามนี้รุ่งเรืองยิ่งกว่าช่วงก่อนเกิดมหาเคราะห์เสียอีก
นี่สิถึงจะสมเป็นอริยะ!
ตัวเขาหวงจุนเทียนจะเจริญรอยตามหานเจวี๋ยอย่างแน่วแน่ไม่แปรผัน!
หวงจุนเทียนเริ่มใคร่ครวญว่าจะติดต่อไปหาหานเจวี๋ยอย่างไรดี เพื่อรายงานเรื่องมรรคาสวรรค์แห่งใหม่ต่อหานเจวี๋ย
ไม่สามารถไปหาที่เขตเซียนร้อยคีรีโดยตรงได้
เขาต้องหาทางทำให้หานเจวี๋ยมาเข้าฝันตน
“หากข้าได้รับบาดเจ็บ นายท่านต้องสังเกตเห็นข้าแน่”
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งพันปี
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ตรวจดูจดหมายตามความเคยชิน ดูว่าระยะนี้มีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นในแวดวงสหายบ้างหรือไม่
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหานทั่วบุตรชายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสหายของท่านออกจากแดนเซียน]
[เทพสูงสุดหนานจี๋สหายของท่านบุกเบิกฟ้าดิน ดวงชะตามรรคาสวรรค์อ่อนแอ]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านตระหนักรู้พลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการเรียกหาจากตัวตนลึกลับ]
….
หานเจวี๋ยเห็นหวงจุนเทียนโดนหานทั่วโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส อดที่จะตกตะลึงไม่ได้
เป็นไปได้อย่างไร!
ตบะของทั้งสองห่างชั้นกันถึงเพียงนั้น ต่อให้หานทั่วระเบิดพลัง ก็ไม่มีทางทำอันตรายหวงจุนเทียนได้
อีกอย่างหวงจุนเทียนพบหานทั่วก็น่าจะคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนได้
หรือว่าหวงจุนเทียนตั้งใจดึงดูดความสนใจของหานเจวี๋ย
โดยทั่วไปแล้ว บิดาต้องคอยสอดส่องบุตรชายของตนอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้ว ก็ยังคงเลือกเข้าฝันหวงจุนเทียน
ในแดนความฝัน
หวงจุนเทียนมองหานเจวี๋ยด้วยความปรีดา
“นายท่าน ท่านรับรู้ถึงข้าได้จริงๆ ด้วย!” หวงจุนเทียนเอ่ยอย่างตื่นเต้น
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความหงุดหงิดว่า “มีเรื่องใด”
หวงจุนเทียนเล่าเรื่องภารกิจที่เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมอบหมายให้ตนออกมาทันที
ที่แท้ก็เป็นมรรคาสวรรค์แห่งใหม่
หานเจวี๋ยทราบจากจดหมายแล้ว แต่เขาก็มิได้ขัดหวงจุนเทียน จดหมายทำให้เห็นทุกด้าน ทว่าหวงจุนเทียนยอมทำร้ายตัวเองเพื่อแลกกับการรายงานข่าวต่อหานเจวี๋ย เรื่องนี้ทำให้เขาพอใจยิ่ง
ในบรรดาไส้ศึกที่เขาจัดวางไว้ หวงจุนเทียนยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ก่อปัญหา ไม่ต้องการความช่วยเหลือ พึ่งพาตัวเอง ซ้ำยังให้ความช่วยเหลือเขาด้วย
พอนึกถึงจุดนี้ แววตาของหานเจวี๋ยอ่อนโยนลง
แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราปกคลุมหานเจวี๋ยอยู่ ทำให้หวงจุนเทียนมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อืม ข้าจะใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน ต่อไปอย่าไปหาหานทั่วอีก หากทำบ่อยครั้งเข้าอริยะจะสงสัยเอาได้”
หวงจุนเทียนพยักหน้ารับ
“ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษอย่างหนึ่งให้เจ้า ทันทีที่สำแดงพลัง ข้าจะรับรู้ได้ว่าเจ้าอยากพบข้า”
หานเจวี๋ยกล่าว จากนั้นยื่นนิ้วแตะหน้าผากหวงจุนเทียน
เขาถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้หวงจุนเทียน
หลังจากแดนความฝันสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมายต่อ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขาเริ่มฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
เขาบรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์แล้ว ต่อไปก็สมควรพิจารณาถึงระดับอริยะเสรี
จะพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะเสรีได้อย่างไรน่ะหรือ ยังคงต้องพึ่งพามหามรรคต้นกำเนิด
มหามรรคต้นกำเนิดของหานเจวี๋ยแข็งแกร่งยิ่งนักแล้ว ครอบคลุมสารพัดสิ่ง อีกทั้งหานเจวี๋ยก็ฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาอย่างต่อเนื่อง อานุภาพของมหามรรคต้นกำเนิดก็จะเพิ่มพูนขึ้น ในที่สุดสักวันหนึ่ง มหามรรคต้นกำเนิดจะรวบรวมมหามรรคทั้งสามพันวิถีได้ครบ กลายเป็นมหามรรคที่แข็งแกร่งที่สุด
ต่อมาหานเจวี๋ยก็จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นมหามรรคต้นกำเนิด
มหามรรคคงอยู่ทุกแห่งหน เมื่อกลายเป็นมรรค ย่อมไม่เสื่อมสูญชั่วนิรันดร์
นี่ก็คือความหมายของการผสานมรรค
ในอดีตหลังจากบรรพชนเต๋าสำเร็จเป็นอริยะ เพื่อที่จะเหนือกว่าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เขาจึงผสานรวมกับมรรคาสวรรค์ กลายเป็นตัวตนทรงอำนาจเหนืออริยะนับตั้งแต่นั้นมา
แต่การเชื่อมโยงของเขากลับแตกต่างไปจากของบรรพชนเต๋าและมรรคาสวรรค์ หานเจวี๋ยเป็นผู้สรรค์สร้างมหามรรคต้นกำเนิดขึ้น มันจึงศิโรราบต่อเขาโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกผลสะท้อนกลับเลย
หานเจวี๋ยจะพยายามพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะเสรีให้ได้ในเร็ววัน เช่นนั้นถึงจะเผชิญหน้ากับการโจมตีจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการและหลัวโหวได้
….
วันเดือนเคลื่อนคล้อย
ผ่านไปกว่าสองพันปีแล้ว
โดยไม่ทันรู้ตัว หานเจวี๋ยก็อายุครบหนึ่งแสนปีแล้ว
[ตรวจสอบพบว่าท่านอายุครบหนึ่งแสนปีบริบูรณ์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที บุกเบิกมหามรรคของตน จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ หลีกเลี่ยงข้อพิพาทขัดแย้ง จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น เปิดใช้งานอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น อาณาเขตเต๋าแห่งที่สองหรือ
เขาเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
อาณาเขตเต๋าแห่งที่สองคือสิ่งใด
บุกเบิกอาณาเต๋าแห่งใหม่ขึ้นมาอย่างนั้นหรือ
เขาเลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น เปิดใช้งานอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง]
[อาณาเต๋าแห่งที่สอง: หลังจากเลือกสถานที่ติดตั้งอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองแล้ว ระดับพลังวิญญาณและค่ายกลของอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองจะถูกยกระดับเทียบเท่าอาณาเขตเต๋าหลักในทันที สามารถเคลื่อนย้ายส่งตัวข้ามไปมาระหว่างอาณาเขตเต๋าหลักและอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองได้ทุกเมื่อ ตามความประสงค์ของเจ้าของอาณาเขตเต๋า]
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง
ไม่จำเป็นต้องยกระดับอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง ความแข็งแกร่งก็เทียบเท่าอาณาเขตเต๋าหลักตั้งแต่แรก!
เคลื่อนย้ายส่งตัวได้อีกอย่างนั้นหรือโuเวลกูดoทคoม
ใช้เป็นทางหนีทีไล่ได้!
หานเจวี๋ยตื่นเต้นอย่างยิ่ง ความสามารถนี้ไม่เลวเลย หากว่าวันใดวันหนึ่งเขตเซียนร้อยคีรีเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนเต๋า เขาก็หนีได้ตลอดเวลา
ควรสร้างอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองไว้ที่ไหนดีล่ะ
แดนต้องห้ามอันธการ
หรือว่าแดนเทพหวนปัจฉิม
หานเจวี๋ยตัดแดนเทพหวนปัจฉิมทิ้งเป็นอันดับแรก ใกล้เกินไป บรรพชนเต๋าต้องตามตัวเจอแน่
จะต้องเป็นสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากแดนเซียนอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงแดนเซียนพิภพขึ้นมา
เจิ้นหยวนจือแห่งแดนเซียนพิภพพลังด้อยกว่าบรรพชนเต๋า เพียงแต่เขาไม่ทราบเลยว่าแดนเซียนพิภพอยู่ห่างจากแดนเซียนมากแค่ไหน
‘ข้าอยากรู้ว่าสถานที่ที่ห่างไกลจากแดนเซียนที่สุดคือที่ใด’
[ไม่สามารถวิวัฒนาการได้ เนื่องจากแดนเซียนคือศูนย์กลางของเขตฟ้าบุพกาล]
หานเจวี๋ยยิ้มเยาะตัวเอง
ต่อให้รู้ว่าที่ไหนไกลที่สุด เขาก็ไปไม่ได้อยู่ดี
เช่นนั้นก็มีแค่แดนเซียนพิภพแล้ว
หานเจวี๋ยเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทันที เขาถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักร
หลายวันต่อมา
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเริ่มเรียกหาหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยระแวดระวังยิ่ง สอบถามในใจว่า ‘แดนเซียนพิภพมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ไม่มี]
หานเจวี๋ยโล่งอก จากนั้นจึงกระโดดเข้าไปในคลื่นวนสีดำของวิชาอัญเชิญเทพ ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
ที่นี่คือตำหนักใหญ่มืดสลัวแห่งหนึ่ง มืดมนดั่งถ้ำของมารร้าย
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรคุกเข่าข้างหนึ่งลง คารวะหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ระยะนี้มิติวัฏจักรเป็นอย่างไรบ้าง”
เขากระตุ้นยอดสมบัติทั่วร่าง พร้อมป้องกันการโจมตีจากศัตรูตลอดเวลา ถึงแม้แดนเซียนพิภพจะไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเขา แต่หากจู่ๆ ก็มีผู้แข็งแกร่งที่น่าหวาดหวั่นจากนอกแดนเซียนพิภพบุกเข้ามาโจมตีเล่า
ระวังเอาไว้หน่อยย่อมไม่เสียหายอะไร
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเริ่มบอกเล่าความก้าวหน้าของมิติวัฏจักร หานเจวี๋ยเองก็แผ่จิตศักดิ์สิทธิ์ของตนออกไป สอดส่องแดนเซียนพิภพ
แดนเซียนพิภพกลายเป็นจักรวาลไปแล้ว กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง มีดาวเคราะห์นับไม่ถ้วน ส่วนมิติวัฏจักรตั้งอยู่ในเขตฟ้าบุพกาลเหนือแดนเซียนพิภพ
เขาเริ่มค้นหาสถานที่ติดตั้งอาณาเขตเต๋าที่เหมาะสม
ดาวโลกอย่างนั้นหรือ
ไม่ได้!
ดาวโลกอ่อนแอเกินไป
ถ้าหากถูกผู้บำเพ็ญทำลายล้าง อาณาเขตเต๋ามิเผยออกมาหรอกหรือ
สายตาของหานเจวี๋ยเหลือบไปเห็นพระอาทิตย์เข้า
น่าจะติดตั้งอาณาเขตเต๋าไว้บนดวงอาทิตย์ได้
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว หานเจวี๋ยเอ่ยขัดจักรพรรดิเซียนวัฏจักร กล่าวว่า “ข้าจะออกไปเดินดูรอบๆ เจ้าทำงานต่อเถอะ”
พอพูดจบ เขาก็เลือนหายไปจากจุดเดิมทันที
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรขมวดคิ้ว นึกหวาดระแวงอยู่ในใจ
หรือว่าจะมีอริยะปรากฏตัวขึ้นในแดนเซียนพิภพ
เจิ้นหยวนจือผู้นั้นกลับมาแล้วหรือ
ยิ่งคิดจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็ยิ่งไม่สบายใจ ได้แต่ภาวนาขอให้หานเจวี๋ยสามารถกำจัดศัตรูผู้แข็งแกร่งได้
เขายังคงเชื่อมั่นในตัวหานเจวี๋ยยิ่งนัก
คนผู้นี้หากไม่มีความมั่นใจเต็มที่ ไม่มีทางลงมือแน่
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยมาถึงใจกลางดวงอาทิตย์แล้ว
อุณหภูมิอันร้อนแรงไม่มีผลกระทบต่อเขาเลย เขามุดลงไปใต้พื้นผิวดวงอาทิตย์ บุกเบิกมิติแห่งหนึ่งขึ้นภายในดวงอาทิตย์ จากนั้นก็สั่งให้ระบบติดตั้งอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
[เริ่มติดตั้งอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง ท่านสามารถจากไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอ]
สะดวกต่อการใช้งานจริงๆ
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพอใจแวบหนึ่ง กลับไปปรากฏตัวตรงหน้าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทันที
“ไวขนาดนี้เชียวหรือ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตะลึง เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
หานเจวี๋ยเพิ่งจากไปไม่ถึงสามลมหายใจเลย เร็วขนาดนี้เลยหรือ
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างสงบ “สำหรับอริยะ ชั่วลมหายใจก็เพียงพอแล้ว”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรแม้ไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็รู้สึกว่าช่างเลิศล้ำนัก
หานเจวี๋ยกระโจนเข้าสู่คลื่นวนสีดำจากวิชาอัญเชิญเทพ ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “มิติวัฏจักรหรือแผนการแห่งอริยะ จงใคร่ครวญทุกเรื่องให้มากหน่อย อย่าได้ทำผิดพลาดจนก่อเป็นความเกลียดชัง”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเฝ้ามองคลื่นวนสีดำหดตัวลง ในใจพลันรู้สึกตื้นตันขึ้นมา
ด้วยฐานะของหานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องพูดจาโน้มน้าวเขาเช่นนี้เลย แค่เพียงใช้ฐานะของอริยะก็สามารถสั่งการให้เขาทุ่มเทอย่างสุดกำลังได้แล้ว
ที่หานเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ คงนึกถึงบุญคุณความหลังครั้งเยาว์วัยเป็นแน่
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสูดหายใจลึกๆ ปรับอารมณ์ สายตาสอดส่องทะลุตำหนักใหญ่ ทอดมองไปทั่วแดนเซียนพิภพ
เขาต้องฮุบกลืนทุกสิ่งนี้มาให้ได้!
….
หลังจากถึงเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยอดใจรอคอยการติดตั้งอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
เวลาผ่านไปเก้าสิบเก้าปีเต็ม
[อาณาเขตเต๋าแห่งที่สองติดตั้งสำเร็จแล้ว ท่านสามารถเคลื่อนย้ายข้ามไปมาได้ตลอดเวลา]
เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นข้อความแถวนี้ ก็กดเลือกเคลื่อนย้ายทันที
ต่อจากนั้น เขาปรากฏตัวขึ้นในอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองในส่วนลึกของดวงอาทิตย์แห่งแดนเซียนพิภพ
เมื่อมองออกไป รอบข้างมืดสลัว พื้นผิวใต้เท้าเป็นปุ่มไม่เรียบเสมอกัน ไม่มีขุนเขา และไม่มีสายธาร
หานเจวี๋ยโบกมือคราหนึ่ง ใช้มหามรรคต้นกำเนิดสร้างดินแดนเล็กๆ แห่งหนึ่งขึ้น
แสงตะวันปรากฏขึ้น ดอกไม้ใบหญ้างอกขึ้นมาจากพื้นดิน ทิวเขาแต่ละลูกผุดสูงขึ้นมา ไอเมฆรวมตัว ความมืดมิดถูกขับไล่ออกไป แทนที่ด้วยโลกอันงดงามดั่งภาพวาด
ดินแดนนี้กว้างใหญ่ยิ่ง เทียบเท่าดาวโลกสิบแห่งเลยทีเดียว ถึงแม้ทิวทัศน์จะงดงามทว่ากลับไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย ดูเงียบเหงาอย่างน่าประหลาด
หานเจวี๋ยสัมผัสถึงไอวิญญาณของที่นี่ได้ ซ้ำยังอยู่ในระหว่างการยกระดับด้วย ไม่ทราบเช่นกันว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะยกระดับจนหนาแน่นเท่ากับไอวิญญาณของอาณาเขตเต๋าหลัก
หานเจวี๋ยเริ่มใช้ความคิดว่าสมควรจะให้ใครเข้ามาอยู่
ไม่ได้!
ปล่อยคนเข้ามาไม่ได้
ไม่ควรรวมไข่ไก่ไว้ในตะกร้าใบเดียว หานเจวี๋ยต้องการบ่มเพาะกองกำลังที่เหล่าศิษย์สืบทอดต่างไม่ทราบถึง
ในเมื่อแม้แต่ศิษย์สืบทอดยังไม่ทราบ ศัตรูก็ยิ่งไม่มีทางทราบ
หรือจะรอให้เทพมารฟ้าบุพกาลถือกำเนิดขึ้นแล้วค่อยปล่อยเข้ามาดี
แต่ถ้าจะทำแบบนั้น ต้องรออีกนานแค่ไหนกัน
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายกลับมายังเขตเซียนร้อยคีรี
เขาตัดสินใจย้ายของล้ำค่าฟ้าดินบางส่วนไปไว้ที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง ยกตัวอย่างเช่นต้นโพธิ์สรรพสิ่งและบัววายุกระจ่างไร้ร่องรอย
ไอวิญญาณของอาณาเขตเต๋าหลักไม่จำเป็นต้องพึ่งพาของล้ำค่าฟ้าดินแล้ว มิสู้ย้ายของล้ำค่าเหล่านี้ไปไว้ที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สองจะดีกว่า ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้
ในไม่ช้า หานเจวี๋ยก็ย้ายของล้ำค่าสำเร็จ
การเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างสองอาณาเขตเต๋าสะดวกสบายยิ่งนัก แค่คิดก็สามารถทำได้แล้ว
คิดไปคิดมา หานเจวี๋ยก็เรียกจิ้งจอกชาดเข้ามา
จิ้งจอกชาดคือปีศาจน้อยตัวหนึ่งที่หานเจวี๋ยบังเอิญพบระหว่างที่ออกไปหาประสบการณ์ก่อนพิสูจน์มรรค มาฝึกบำเพ็ญอยู่ที่เขตเซียนร้อยคีรีหลายหมื่นปีแล้ว บรรลุตบะระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏแล้ว แต่ไม่อาจข้ามไปสู่ระดับเทพได้
ตามปกติจิ้งจอกชาดอาศัยอยู่นอกอารามเต๋ามาโดยตลอด ไม่มีมิตรสหายคนใดในเขตเซียนร้อยคีรีเลย จิตผ่องแผ่วไร้ความปรารถนา
เมื่อเข้ามาในอาณาเขตเต๋า จิ้งจอกชาดหมอบลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ยอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านมานานขนาดนี้ มันก็ยังคงไม่แปลงกาย เพียงเพราะมันชอบร่างเดิมของตน
“มาอยู่สำนักซ่อนเร้นนานขนาดนี้ เหตุใดถึงไม่คบค้ากับศิษย์คนอื่นๆ เลยเล่า” หานเจวี๋ยถาม
จิ้งจอกชาดสะดุ้งรีบกล่าวว่า “ข้าเพียงอยากรีบใช้เวลาฝึกบำเพ็ญ ในสำนักซ่อนเร้นข้าสนใจแค่ท่านเท่านั้น หากท่านต้องการให้ข้าคบค้าสมาคมกับศิษย์คนอื่นๆ ข้าก็ทำได้ขอรับ!”
มันนึกว่าหานเจวี๋ยคิดจะไต่ถามลงโทษ
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าไม่อยากทำ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ ความเดียวดายก็เป็นเส้นทางของผู้แข็งแกร่งเช่นกัน”
จิ้งจอกชาดโล่งอก
หานเจวี๋ยถามต่อ “เจ้าคิดว่าคุณสมบัติของตัวเจ้าเป็นอย่างไร”
จิ้งจอกชาดเงียบไป
เหตุผลที่หานเจวี๋ยถามเช่นนี้ เพราะคิดจะเปลี่ยนมันเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล
ปราณเทพมารในโลกอนธการพัฒนาช้าเหลือเกิน ไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะให้กำเนิดเทพมารฟ้าบุพกาลได้ แต่ถ้าผสานรวมสิ่งมีชีวิตเข้ากับปราณเทพมาร ผ่านขั้นตอนการหล่อเลี้ยงวิญญาณ กระบวนการจะเร็วขึ้นกว่าเดิม
มู่หรงฉี่เปลี่ยนเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลอย่างสมบูรณ์แล้ว ผ่านไปอีกสักระยะก็สามารถปล่อยออกมาได้แล้ว
หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้ว ตัดสินใจจะมอบโอกาสให้จิ้งจอกชาดสักครั้ง เจ้าตัวนี้เฝ้าอยู่นอกอารามเต๋า ทุ่มเททำหน้าที่ ถึงแม้จะไม่มีคุณงามความดี แต่ก็ไม่เคยรบกวนหานเจวี๋ยเลย อุปนิสัยในส่วนนี้ทำให้หานเจวี๋ยพึงพอใจ
ผ่านไปสักพัก nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
จิ้งจอกชาดกัดฟันเอ่ยว่า “หวังว่านายท่านจะเมตตามอบโอกาสให้ข้า!”
มันไม่ได้โง่ หากหานเจวี๋ยต้องการขับไล่มัน คงไม่จำเป็นต้องพูดไร้สาระเลย
เช่นนี้คือกำลังจะมอบโอกาสให้แก่มัน!
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในเมื่อเลือกติดตามหานเจวี๋ยแล้ว เช่นนั้นมันก็จะเดินหน้าไปให้ถึงที่สุด
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “กระบวนการนี้ทุกข์ทรมานนัก หากผ่านไปได้ เจ้าจะได้รับคุณสมบัติที่เหนือล้ำกว่าสรรพสิ่งในมรรคาสวรรค์”
“ข้ายินดีขอรับ!”
“ดีมาก”
หานเจวี๋ยเองก็ไม่พูดมากอีก สลายกายเนื้อของมันโดยตรง ดึงวิญญาณของมันเข้าสู่โลกอนธการ
สมควรเลือกเทพมารฟ้าบุพกาลตนไหนดีเล่า
หานเจวี๋ยได้รับความรื่นรมย์จากการเพาะเลี้ยง จึงตื่นเต้นยิ่งนัก
คิดไปคิดมา หานเจวี๋ยตัดสินใจผสานจิ้งจอกชาดเข้ากับเทพมารโอฬาร เจ้าตัวนี้ไม่อยากแปลงกาย หากวันหน้ามีจิ้งจอกขนาดมโหฬารสักตัวปรากฏขึ้นในเอกภพ เช่นนั้นคงน่าสนใจยิ่ง
หานเจวี๋ยเริ่มหลอมรวมจิ้งจอกชาดเข้ากับเทพมารโอฬาร
น่าแปลกที่จิ้งจอกชาดไม่ร้องคร่ำครวญเลย
แม้แต่เทพสงครามอย่างมู่หรงฉี่ยังทนรับความทรมานไม่ไหว ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะทนได้
เจ้าตัวนี้ไม่ธรรมดาเลย!
หานเจวี๋ยคาดหวังในตัวของจิ้งจอกชาดมากขึ้นกว่าเดิม
เขาปิดกั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงหมื่นโลกาฉายชัดของจิ้งจอกชาด เขาต้องการแยกอาณาเขตเต๋าหลักและอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
ส่วนซูฉี หานเจวี๋ยคิดดูแล้ว ยังคงปล่อยผ่านไป ให้ซูฉีรั้งอยู่ในเขตเซียนร้อยคีรีจะดีกว่า
วันหน้าจิ้งจอกชาดจะกลายเป็นผู้นำของอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
เทพมารโอฬารกลายเป็นผู้นำของเหล่าศิษย์เทพมาร นับว่าไม่ขายหน้า
นอกจากจิ้งจอกชาดแล้ว หานเจวี๋ยยังต้องเฟ้นหาศิษย์คนอื่นๆ ด้วย
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เลือกจากในเขตเซียนร้อยคีรี แต่จะคัดสรรจากโลกภายนอกแทน ชุบเลี้ยงศิษย์ใหม่ๆ
หานทั่วและหานอวี้นั่นแล้วไปเถิด ล้วนแต่มีบ่วงกรรมในแดนเซียนไปแล้ว
หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ช่วยจิ้งจอกชาดให้ผสานรวมสำเร็จก่อน ถึงแม้จะทำสำเร็จมาสองครั้งแล้ว แต่ก็ต้องระวังไว้ จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด
….
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งพันปี
พลังของเทพมารโอฬารไม่ต่อต้านจิ้งจอกชาดอีกต่อไป จากนั้นก็เป็นการผสานรวมแล้ว
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สามารถไปจัดการเรื่องอื่นอย่างสบายใจได้
เขาไปที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
แผ่จิตศักดิ์สิทธิ์ออกไปทั่วแดนเซียนพิภพ
เขาต้องการเฟ้นหาผู้สืบทอดเทพมารที่เหมาะสม
เขาคิดไปคิดมา ตัดสินใจเลือกจากดาวโลก นับว่าเป็นการตอบแทนโลกในชาติก่อนของตน
หากเด็กคนนี้เติบใหญ่ก้าวหน้า ดาวโลกก็จะมีผู้คุ้มครองแล้ว หานเจวี๋ยถือกำเนิดจากดาวโลก นับว่าเป็นการทดแทนคุณเช่นกัน
หลายวันต่อมา
หานเจวี๋ยต้องตาคนผู้หนึ่ง
เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น เป็นเด็กกำพร้าจากประเทศหนึ่งในดาวโลก ผิวขาวเหลือง ถ้าสืบสาวราวเรื่องตามสายเลือดต้นกำเนิด ก็นับว่าเป็นคนจีน
ผ่านไปหลายพันล้านปีแล้ว เผ่าพันธุ์มนุษย์ผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากชาวจีนเป็นเผ่ามนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้าที่เจิ้นหยวนจือพามา ไม่ว่าดาวโลกจะเผชิญกับภัยพิบัติเช่นใดก็ไม่มีทางล่มสลายสิ้นเผ่าพันธุ์
หานเจวี๋ยทำนายดูแล้ว ชาวจีนมิได้ถือกำเนิดบนดาวโลก เจิ้นหยวนจือตั้งใจส่งตัวข้ามแดนมาเป็นพิเศษ ตอนที่เลือกดาวโลก ดาวโลกยังคงถูกครอบครองโดยไดโนเสาร์ เจิ้นหยวนจือจำเป็นต้องทำลายล้างไดโนเสาร์ ก่อนจะชักนำดวงชะตาของเผ่ามนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้ามา ส่งเสริมการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์พื้นเมืองบนดาวโลก ซึ่งก็คือเผ่าคนขาวและเผ่าคนดำ
การวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ล้วนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ใช้เวลาหลายสิบล้านปี ถึงขั้นที่เป็นเวลาหลายล้านปีด้วยซ้ำ
ด้วยการช่วยเหลือจากวิชาเวทของเผ่ามนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า เผ่าพันธุ์พื้นเมืองของดาวโลกถึงได้วิวัฒนาการเร็วขึ้น จากลิงเปลี่ยนแปลงมาเป็นมนุษย์ได้สำเร็จ
เช้าวันใหม่ หยางตู๋ในวัยสิบสี่ปีเดินออกมาจากเพิงหลังเล็กที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าๆ แสงแดดส่องกระทบร่างเขา เส้นผมเขายุ่งเหยิง ถึงแม้ใบหน้าจะสกปรกมอมแมม แต่แววตากลับใสกระจ่าง ยังคงมองออกว่าหน้าตาหล่อเหลา
“วันนี้ไปค้นดูแถวๆ จัตุรัสร้างเขตตงเฉิงดีกว่า หวังว่าจะค้นเจออุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าๆ ที่ยังใช้ได้นะ”
หยางตู๋ยิ้มมุมปาก สีหน้าคาดหวัง
เขาบิดขี้เกียจ หยิบพลองเหล็กสีเงินอันหนึ่งที่วางอยู่ตรงประตูขึ้นมา มุ่งหน้าไปทางตะวันออก
ในเวลานี้เอง
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า กระแทกเข้าใส่หน้าผากหยางตู๋ด้วยความเร็วสุดขีด
หยางตู๋พลันตะลึงงันอยู่ที่เดิม แววตาเลื่อนลอย
ผ่านไปพักใหญ่
หยางตู๋ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เขาพึมพำกับตัวเอง “วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา…นี่มันอะไรกัน”
….
ไกลออกไปบนดวงอาทิตย์หานเจวี๋ยจับตามองหยางตู๋อยู่
หยางตู๋ไร้ที่พึ่งพิง แม้ว่าชีวิตจะลำบาก แต่ไม่เคยสูญเสียอุปนิสัยมองโลกในแง่ดีไปเลย ความมองโลกในแง่ดีของเขามิใช่การเสแสร้ง ช่วงที่อยู่คนเดียวในตอนกลางคืนเขาจะวาดหวังถึงอนาคตของตัวเอง ไม่รู้สึกอ่อนไหวไปตามฤดูกาล
พลังวิญญาณของแดนเซียนพิภพมีไม่มากพอ หานเจวี๋ยจึงถ่ายทอดวิชาชุบร่างวัฏจักรดาราให้แก่เขา วิชานี้เป็นศาสตร์หลอมร่าง ดึงดูดพลังธรรมชาติเข้ามาชุบหลอมร่างกาย
อย่างไรก็ตามพอถึงช่วงท้ายๆ ยังคงต้องพึ่งพาพลังวิญญาณอยู่ดี
อีกอย่าง วิชาชุบร่างวัฏจักรดาราเดิมทีเหมาะสำหรับให้ผู้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลฝึกบำเพ็ญ แต่ผ่านการปรับปรุงจากหานเจวี๋ยแล้ว สร้างหลักสูตรสำหรับร่างกายธรรมดาขึ้นมา กล่าวอีกอย่างก็คือ วิญญาณธรรมดายากจะแสดงประสิทธิภาพที่แท้จริงออกมาได้ แต่วันหน้าหยางตู๋จะต้องกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล ฝึกฝนวิชานี้ไว้ล่วงหน้า ถือเสียว่าเป็นการเตรียมพร้อม
เมื่อถึงเวลานั้น หานเจวี๋ยจะเคลื่อนย้ายเขาไปฝึกบำเพ็ญที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
หานเจวี๋ยกลับสู่อาณาเขตเต๋าหลัก แล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
หากว่าหยางตู๋ชิงตายไปเสียก่อน เช่นนั้นก็หมายความว่าเด็กคนนี้ชะตาไม่แข็งพอ
ไม่คู่ควรได้รับการชุบเลี้ยงจากหานเจวี๋ย
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
หนึ่งพันปีผ่านไปว่องไวยิ่ง
ความเข้าใจที่หานเจวี๋ยมีต่อการผสานมหามรรคต้นกำเนิดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องสร้างมหามรรคต้นกำเนิดให้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ เสียก่อน แล้วค่อยผสานรวมเข้ากับกายเนื้อ
อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยไม่สามารถสร้างมหามรรคต้นกำเนิดให้มีตัวตนขึ้นมาอย่างแท้จริงได้ เป็นความรู้สึกที่แปลกพิลึกยิ่ง ราวกับมหามรรคต้นกำเนิดมีตัวตนขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว
เป็นมหามรรคที่เขาสรรค์สร้างขึ้นมาชัดๆ เหตุใดเขาถึงไม่ทราบเลยเล่าว่ามหามรรคต้นกำเนิดมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ หรือยัง
เขาจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากความสามารถวิวัฒนาการ ‘ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดถึงไม่สามารถแปลงมหามรรคต้นกำเนิดให้มีตัวตนขึ้นมาอย่างแท้จริงได้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สมกับเป็นมหามรรคที่ผู้เฒ่าสร้างขึ้น ค่าตัวสูงจริงๆ!
ดำเนินการต่อ!
[มหามรรคต้นกำเนิดมีตัวตนขึ้นมาแล้ว]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน ซักถามต่อตามสัญชาตญาณ ‘อยู่ที่ใด’
ครั้งนี้ไม่มีการหักอายุขัย แสดงคำตอบออกมาตรงๆ เลย
[ตั้งอยู่ในส่วนลึกของความโกลาหลปั่นป่วน ส่งพิกัดโดยละเอียดเข้าสู่สมองของท่านแล้ว]
ความทรงจำมหาศาลผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย คล้ายแผนที่สามมิติ
มหามรรคต้นกำเนิดมีตัวตนแล้ว ทว่าอยู่ห่างไกลจากแดนเซียนยิ่งนัก
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ไกลขนาดนี้ ถ้าออกไปเพียงลำพังจะอันตรายเกินไป
แต่หากไม่ออกไปตามหามหามรรคต้นกำเนิด เขาก็ไม่สามารถพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะเสรีได้
สมควรตาย!
ช่วงที่สร้างมหามรรคขึ้นมา ทำไมถึงไม่สังเกตเห็นเลยนะว่าเจ้าสิ่งนี้เผ่นหนีไปไกลขนาดนั้น
หานเจวี๋ยทนไม่ไหวจึงสอบถามดู ด้วยเกรงว่าจะมีแผนร้ายอยู่เบื้องหลัง
ถูกหักอายุขัยไปอีกหนึ่งแสนล้านปี
[มหามรรคถือกำเนิดได้เพียงในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลเท่านั้น]
เอาเถอะ
หานเจวี๋ยเริ่มใช้ความคิดว่าจะไปตามหามหามรรคต้นกำเนิดอย่างไรดี
หากย้ายอาณาเขตเต๋าหลักออกจากเขตเซียนร้อยคีรี หากภายหน้าคิดจะกลับเข้ามาอีกคงถูกมรรคาสวรรค์กีดกัน ทำได้เพียงใช้ประโยชน์จากอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองแล้ว ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่มีเทพมารอาศัยอยู่ในอาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง
หานเจวี๋ยพลันค้นเกาะสำนักซ่อนเร้นในอดีตออกมา มีขนาดเท่าเม็ดทรายที่ผสานเวทห้วงมิติแบบพิเศษเอาไว้
เขานำเกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนย้ายไปที่อาณาเขตเต๋าแห่งที่สอง แล้วเคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองมาไว้บนเกาะสำนักซ่อนเร้น
หลังจากนั้นต้องรออีกร้อยปีถึงจะเคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋าอีกครั้งได้ สำหรับหานเจวี๋ยแล้วระยะเวลาหนึ่งร้อยปีนับว่าสั้นนัก
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยเก็บเกาะสำนักซ่อนเร้นเข้าไป กลับมาที่อาณาเขตเต๋าหลักอีกครั้ง
การเดินทางเข้าสู่ส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลครั้งนี้ ไม่ทราบเลยว่าจะดีหรือร้าย และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน
หานเจวี๋ยสอดส่องดูหานทั่วและหานอวี้ ทายาททั้งสองต่างปลอดภัยดี มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป
ศิษย์คนอื่นๆ ก็ปลอดภัยไร้กังวลเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ออกเดินทางอย่างสบายใจได้
ห้าร้อยปีต่อมา ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
ค่ายกลอาณาเขตเต๋าแห่งที่สองยกระดับเทียบเท่าอาณาเขตเต๋าหลักแล้ว หานเจวี๋ยจึงเตรียมตัวออกเดินทาง
เขาทิ้งร่างแยกร่างหนึ่งไว้ในอาณาเขตเต๋าหลัก ส่วนร่างจริงเข้าไปในเกาะสำนักซ่อนเร้น จากนั้นจึงควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้เคลื่อนย้ายไปที่แดนต้องห้ามอันธการ มุ่งหน้าไปตามแผนที่ในความทรงจำที่ระบบมอบให้
เกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนที่ผ่านแดนต้องห้ามอันธการไปอย่างรวดเร็ว ซ่อนตัวมิดชิดยิ่ง
หานเจวี๋ยเคลื่อนที่ต่อไปพร้อมกับถามในใจว่า ‘การออกตามหามรรคต้นกำเนิดครั้งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่เหนือขีดกำจัดค่ายอาคมของอาณาเขตเต๋าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนปีล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่พบ แต่จะได้พบกับผู้ทรงพลังที่เหนือกว่าท่าน]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
‘ดูเหมือนจะถึงเวลาที่ต้องระวังตัวไว้บ้างแล้ว เฮ้อ’
หานเจวี๋ยไม่อยากออกไปเลย จนปัญญาที่ว่าหากไม่ผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิด เขาก็ไม่อาจสำเร็จเป็นอริยะเสรีได้ ภารกิจนี้จำเป็นต้องทำ
เกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วยิ่ง แต่จนปัญญาที่แดนต้องห้ามอันธการกว้างใหญ่เหลือเกิน
แดนต้องห้ามอันธการตั้งอยู่ท่ามกลางเขตฟ้าบุพกาล ทว่าอยู่ห่างไกลจากส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้บินทะยานไป พลางทำความเข้าใจมหามรรคต้นกำเนิดไปด้วย
เป็นครั้งแรกที่เขาออกเดินทางไกลอย่างแท้จริง เขากังวลยิ่งนัก กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
เวลาผันผ่านไปปีแล้วปีเล่า
การแย่งชิงดวงชะตาของแดนเซียนยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีผู้ใดทราบว่าหานเจวี๋ยจากไปแล้ว รวมถึงศิษย์ในสำนักซ่อนเร้นด้วย
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
เทพสูงสุดหนานจี๋และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยรวมตัวกันในอาณาเขตเต๋าแห่งหนึ่ง
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยถือคันฉ่องบานหนึ่งไว้ ในคันฉ่องฉายให้เห็นโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ทั่วสารทิศปกคลุมด้วยหมอกดำมืดมหาศาลไร้สิ้นสุด กำลังจะเข้าท่วมทับแล้ว
เทพสูงสุดหนานจี๋สบถด่า “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการที่สมควรตาย จับตามองพวกเราอยู่อย่างนั้นหรือ”
สีหน้าเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเขียวคล้ำ เอ่ยว่า “มรรคาสวรรค์น้อยแห่งนี้น่าจะไม่รอดแล้ว พวกเราต้องวางแผนกันต่อ”
“แต่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตามองแดนเซียนอยู่ตลอด ต่อให้พวกเราบุกเบิกฟ้าดินอีกก็เสียเปล่า”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไรเล่า”
“ทำลายล้างจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ”
“ทำลายล้างอย่างไรล่ะ หลี่มู่อียังเกือบสิ้นชีพในกำมือของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเลย”
“ก็แค่เกือบเท่านั้น หลี่มู่อีสิ้นชีพเพราะหานเจวี๋ย”
เทพสูงสุดหนานจี๋เงียบไป
ถึงแม้เขาจะยกยอปอปั้นหานเจวี๋ย และคิดไปเองว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าไปหาหานเจวี๋ยอยู่ดี
หากว่าหานเจวี๋ยเข้าใจไปว่าเป็นเขาวางแผนปองร้าย เขามิใช่ต้องตายเหมือนกันหรือ
เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ครานั้น เทพสูงสุดหนานจี๋ก็สั่นสะท้านขึ้นมาแม้จะไม่ได้รู้สึกเหน็บหนาวแต่อย่างใด
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยก็ปวดหัวเช่นกัน ถ้าไปหาหานเจวี๋ยด้วยเรื่องนี้ จะต้องถูกเข้าใจว่าเป็นแผนร้ายแน่ เพราะตอนนั้นฉิวซีไหลและหลี่มู่อีก็ไปหาหานเจวี๋ยเพื่อให้ช่วยปราบศัตรูจากภายนอกเช่นกัน
สองอริยะต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
สุดท้าย พวกเขาตัดสินใจไปหาจอมอริยะเสวียนตู
….
ชั่วพริบตาเดียว หานเจวี๋ยก็ออกเดินทางมาสี่ร้อยปีแล้ว
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
อาณาเขตเต๋าหลักมีร่างแยกประจำการอยู่ เกิดเรื่องขึ้นหรือไม่ เขาทราบชัดเจนดี
ทว่ามิติวัฏจักรอยู่ห่างไกลยิ่ง หานเจวี๋ยไม่ทราบถึงสถานการณ์ หากจัดวางร่างแยกไว้ที่มิติวัฏจักร ความจะแตกได้ง่ายๆ ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังมิติวัฏจักรก็คือเขา
“ระยะนี้สถานการณ์ความก้าวหน้าของมิติวัฏจักรเป็นอย่างไรบ้าง” หานเจวี๋ยถาม
มิติวัฏจักรแยกออกเป็นสองแผนก แผนกแรกเป็นของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร อีกแผนกเป็นกองกำลังจากนิกายเหรินของจอมอริยะเสวียนตู ทั้งสองฝ่ายต่างดูแลจัดการผู้กลับชาติมาเกิด ในทางแจ้งสามัคคีปรองดอง ในทางลับลอบแข่งขันชิงดีชิงเด่น
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยตอบ “ไม่เลวเลยขอรับ ระยะนี้ในมิติวัฏจักรปรากฏผู้มีพรสวรรค์รายหนึ่งขึ้น ตัวเขาฝึกวิชาชุบร่างที่มีความพิเศษอย่างหนึ่ง ทำให้เขาทิ้งระยะห่างจากผู้กลับชาติมาเกิดคนอื่นๆ ที่มาก่อน ยามนี้ติดหนึ่งในสิบของการจัดลำดับผู้กลับชาติมาเกิดแล้ว ทั้งข้าและทางนิกายเหรินต่างต้องการตัวเขา จนปัญญาที่เด็กคนนี้ไม่ยอมเลือกเลย”
“เด็กคนนี้อาจกลายเป็นชนวนข้อพิพาทระหว่างพวกเรากับนิกายเหริน ท่านคิดว่าสมควรจัดการอย่างไรดี”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรว่าพลางถามอย่างระมัดระวัง
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “พิพาทก็พิพาทสิ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คำนึงถึงภาพรวมของมิติวัฏจักรก็พอแล้ว”
“ข้าทราบแล้ว”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็พูดถึงเรื่องอื่นๆ
เมื่อมิติวัฏจักรแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เผ่าพันธุ์ต่างๆ ของแดนเซียนพิภพก็เริ่มรวมตัวกันต่อต้านมิติวัฏจักร เทคโนโลยีอันทรงพลังบางอย่างเกือบจะตรวจสอบพบตัวตนของมิติวัฏจักรแล้ว เคราะห์ดีที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรค้นพบทันเวลา จึงปิดกั้นสัญญาณของเทคโนโลยีอย่างง่ายดาย
ผู้กลับชาติมาเกิดที่มีประสบการณ์เกินกว่าหนึ่งร้อยครั้งขึ้นไปต่างเดินทางข้ามจักรวาลอย่างอิสระได้ มิติวัฏจักรมีคำสั่งขั้นเด็ดขาด ห้ามแพร่งพรายข้อมูลใดๆ ของมิติวัฏจักร ดังนั้นเหล่าผู้กลับชาติมาเกิดจึงกระจายตัวปะปนอยู่ในทุกเผ่าพันธุ์และทุกระดับชั้นในจักรวาลอย่างยอดเยี่ยม
จะค้นหาตัวผู้กลับชาติมาเกิดได้อย่างไร กลายเป็นปัญหาชวนปวดหัวที่สุดของทุกเผ่าพันธุ์ที่มีอารยธรรมในจักรวาล
เมื่อหานเจวี๋ยฟังจบก็สิ้นสุดแดนความฝัน
เขาคิดดูเล็กน้อย จากนั้นก็ไปเข้าฝันหยางตู๋
ตอนนี้พลังของหยางตู๋เทียบเท่าระดับมหายานแล้ว หากอยู่ในแดนเซียนไม่นับว่าเป็นอันใดเลย แต่เมื่ออยู่ในแดนเซียนพิภพกลับกลายเป็นอาวุธที่มีความสำคัญด้านการศึกอย่างแน่นอน เขากลายเป็นเทพสงครามของดาวโลกแล้ว ช่วยปกป้องดาวโลกให้รอดพ้นจากการทำลายล้างของกลุ่มอารยธรรมนอกระบบสุริยจักรวาลหลายต่อหลายครั้ง
หยางตู๋ไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์ของหนุ่มน้อยอีกต่อไป แต่ยังคงดูอ่อนวัยยิ่ง คาดว่าคงเป็นเพราะใช้ยาอายุวัฒนะที่ได้จากการทำภารกิจในมิติวัฏจักร
มีการฝึกฝนรู้แจ้งในสัจธรรมแห่งแม่น้ำโชคชะตาของแดนเซียนพิภพ
เมื่อหยางตู๋เห็นหานเจวี๋ย เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ผมไม่คิดจะเข้าร่วมทีมในมิติวัฏจักรหรอกนะ”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “วิชาชุบร่างวัฏจักรดาราที่ข้ามอบให้เจ้ามีประโยชน์หรือไม่เล่า”
พอหยางตู๋ได้ยิน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เขาไม่เคยบอกเรื่องวิชาชุบร่างวัฏจักรดารากับใครหน้าไหนเลย มีแค่ตัวเขาที่รู้
หยางตู๋รู้สึกประหม่าขึ้นมาในทันใด จึงถามอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณความเมตตาของผู้อาวุโส ทำไมผู้อาวุโสถึงเลือกผมเหรอครับ”
ทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาลในด้านภพภูมิและภาษา แต่หานเจวี๋ยสามารถปรับคลื่นความถี่ให้ทั้งสองคนสามารถสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย
หานเจวี๋ยตอบว่า “เพราะเจ้าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ทว่าจิตใจเจ้าเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก”
หยางตู๋ไม่ใช่คนโง่ ฟังความนัยที่แฝงอยู่ออก หานเจวี๋ยบ่งชี้ให้เห็นว่าวางแผนกับตัวเขาไว้
เขาไม่มีทางลืมเลือนความโดดเดี่ยวอ้างว้างในช่วงก่อนอายุครบสิบสี่ปีของตนลง หากไม่มีวิชาชุบร่างวัฏจักรดารา เขาจะมีวันนี้ได้อย่างไร
เขารู้สึกซาบซึ้งตื้นตันในตัวหานเจวี๋ยยิ่งนัก
แต่เพราะไม่เข้าใจหานเจวี๋ย เขาจึงค่อนข้างกระวนกระวาย
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นว่า “วางใจเถอะ ตอนนี้ข้ายังไม่ต้องการให้เจ้ามาทำงานรับใช้ข้า อย่างน้อยก็ในระยะเวลาอันสั้นนี้”
“ระยะเวลาอันสั้นที่ว่ายาวนานแค่ไหนครับ”
“ร้อยล้านปีกระมัง”
“ร้อยล้าน…”
หยางตู๋ตกใจ ตัวสั่นเทิ้มไปหมด
หานเจวี๋ยอธิบายว่า “วิชาชุบร่างวัฏจักรดาราเป็นวิชาที่สามารถฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดเหนือกว่าสังสารวัฏ แต่คุณสมบัติร่างกายเจ้าธรรมดาสามัญ อีกไม่นานจะต้องเผชิญปัญหาคอขวด จำเป็นต้องฝึกฝนวิชายุทธ์อย่างอื่นด้วย สักวันหนึ่ง ข้าจะมอบคุณสมบัติร่างกายอันแข็งแกร่งให้เจ้า”
“ก่อนจะถึงวันนั้น เจ้าจงเลือกเข้าร่วมกับจักรพรรดิเซียนวัฏจักรแห่งมิติวัฏจักรซะ แต่เจ้าห้ามเอ่ยถึงข้า”
ตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดเหนือกว่าสังสารวัฏ!
หยางตู๋ใจเต้นระรัว ตอนนี้เขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับมิติวัฏจักรก็ยังคงรู้สึกว่าตนนั้นเล็กกะจ้อยร่อยอยู่
ตัวตนลึกลับเบื้องหน้าที่มีแสงเทพโอบคลุมอยู่ผู้นี้เป็นใครกันแน่?
หยางตู๋ถามด้วยความระมัดระวัง “จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเป็นใคร”
หานเจวี๋ยเงียบไป
เขานับนิ้วทำนาย ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง จักรพรรดิเซียนวัฏจักรไม่ได้มาหาหยางตู๋ด้วยตัวเอง แต่ส่งสิบสองจอมเทพใต้สังกัดมาหาหยางตู๋
“นายของสิบสองจอมเทพ”
หยางตู๋ตกตะลึงอีกครา
สิบสองจอมเทพเป็นตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามิติวัฏจักร ลือกันว่าสามารถกวาดล้างจักรวาลได้ง่ายๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตัวตนระดับนี้ก็ยังมีเจ้านายอีก
หรือเจตนาของอีกฝ่ายคือให้เขาไปแฝงตัวอยู่ในสังกัดของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร วันหน้าจะมีประโยชน์มหาศาลใช่หรือไม่
หยางตู๋หาจุดยืนให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว
ยิ่งอยู่สูงเท่าไร ยิ่งรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้สิ่งที่หยางตู๋กลัวที่สุดคือการที่ตนไม่อาจก้าวหน้าต่อไปได้
จากนั้นหานเจวี๋ยก็ถ่ายทอดพลังวิเศษเล็กๆ น้อยๆ บางส่วนให้หยางตู๋ สำหรับตัวเขานับว่าเป็นพลังวิเศษเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับหยางตู๋นับว่าเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
หลังจากแดนความฝันสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยก็ไม่สนใจแดนเซียนพิภพอีก
รอจนเขาสำเร็จเป็นอริยะเสรีแล้วค่อยคัดเลือกคนที่มีศักยภาพเพิ่มอีกสองสามคน
….
ผ่านไปอีกหนึ่งพันปี
เกาะสำนักซ่อนเร้นพ้นจากเขตแดนต้องห้ามอันธการแล้ว มาถึงส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาล หานเจวี๋ยชะลอความเร็วของเกาะสำนักซ่อนเร้นลง
เขตฟ้าบุพกาลวุ่นวายดูแปลกประหลาดพิสดาร ไม่มีดาวเคราะห์ มีเพียงกลุ่มแสงและไอหมอกหลากสีสัน
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยมองเห็นซากศพขนาดใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่ง ใหญ่โตยิ่งกว่าเขาเทพปู้โจว ใหญ่โตกว่าระบบสุริยจักรวาล ครอบคลุมพื้นที่บริเวณหนึ่งไว้ ราวกับภูเขาเนื้อลูกหนึ่ง มองไม่เห็นส่วนหัว คราบโลหิตแดงฉานแห้งกรัง น่าตระหนกหวาดผวา
ร่างนี้สิ้นชีพแล้ว ไม่มีปราณชีพเลยสักนิด
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจจับดู ตรวจไม่พบอะไร
เขาแผ่จิตศักดิ์สิทธิ์ออกไป ตอนที่ร่างนี้ยังมีชีวิตอยู่น่าจะเป็นระดับครึ่งอริยะ
ครึ่งอริยะผู้ยิ่งใหญ่มาสิ้นชีพอยู่ที่นี่ ไม่มีผู้ใดรับรู้ ช่างน่าเวทนาชวนสะท้อนใจ
เกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนที่ต่อไป
สามสิบเจ็ดปีต่อมา เขาหลุดพ้นจากดินแดนอันน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนั้น มาถึงห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยความมืดมิด หานเจวี๋ยนึกว่าเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการแล้ว แต่ที่นี่มีจุดแตกต่างไปจากแดนต้องห้ามอันธการมากมายยิ่งนักโนlวลกูดอทคoม
สงบสุขร่มเย็น!
ไม่มีความน่าหวาดหวั่นขวัญผวาแบบแดนต้องห้ามอันธการ
หานเจวี๋ยเข้าใกล้มหามรรคต้นกำเนิดเข้าไปเรื่อยๆ เขาใช้ความสามารถตรวจจับของแบบจำลองการทดสอบอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปหนึ่งร้อยปีเต็ม
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มองเห็นมหามรรคต้นกำเนิดแล้ว
ในห้วงอวกาศที่มืดสนิท มหามรรคต้นกำเนิดเป็นก้อนแสงกลุ่มหนึ่ง สะดุดตาเหลือเกิน
หานเจวี๋ยประหม่าเป็นอย่างยิ่ง
เขาต้องการผสานรวมกับมหามรรคต้นกำเนิด แสงสว่างพลันเลือนหาย จะเป็นการรบกวนตัวตนบางอย่างที่เร้นกายอยู่ในส่วนลึกของเขตฟ้าบุพกาลหรือเปล่านะ
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยมองเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของมหามรรคต้นกำเนิด เมื่อเปรียบเทียบกับมหามรรคต้นกำเนิด เขาดูราวกับหิ่งห้อยที่อยู่ข้างพระอาทิตย์ เล็กจิ๋วยิ่งนัก ทว่ากลิ่นอายนั้นกลับกล้าแกร่งอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจจับดูอีกครั้ง
[ลี่จื้อไจ้: ระดับอริยะเสรีระยะกลาง]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เป็นเขา!
บรรพบุรุษของลี่เหยา
คนผู้นี้มีร่างแยกต้นกำเนิดมากมายมหาศาลท่องอยู่ทั่วมรรคาสวรรค์ มีประสบการณ์ในโลกธุลีแดงอย่างโชกโชน ร่างจริงฝึกบำเพ็ญจนบรรลุมรรคผลระดับต้าหลัวเบิกฟ้า กลายเป็นอริยะเสรี หนึ่งในบรรดาร่างแยกคือบรรพบุรุษของตระกูลลี่
เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบกับลี่จื้อไจ้ทันที
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
คนผู้นี้แข็งแกร่งอยู่บ้าง หานเจวี๋ยต้องทุ่มสุดตัวถึงจะสามารถสังหารเขาได้
ไม่ควรเสี่ยง
ถ้าหากสู้กันขึ้นมา ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถสังหารในเสี้ยววินาทีได้มีความเป็นไปได้สูงที่จะไปรบกวนตัวตนลึกลับอื่นๆ เข้า
หานเจวี๋ยเริ่มลำบากใจแล้ว
เขาเริ่มเฝ้าคอย
การรอคอยครั้งนี้ดำเนินไปถึงพันปี
ในหนึ่งพันปีนี้ ลี่จื้อไจ้คิดจะบังคับครอบครองมหามรรคต้นกำเนิดอยู่หลายครั้ง แต่ถูกดีดสะท้อนออกมา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยด้วย
ครั้งนั้น หานเจวี๋ยอดใจไม่อยู่เกือบลงมือไปเสียแล้ว
สถานการณ์คับขัน เขายังคงต้องอดทนไว้!
นิ่งไว้!
รอดูต่อไปอีกสักหน่อย
มหามรรคต้นกำเนิดที่ตนสร้างขึ้นอยู่ตรงหน้า ทว่าเอามาไม่ได้ ความรู้สึกนี้ช่างน่าอึดอัดจริงๆ
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังกระวนกระวายอยู่นั้น กลิ่นอายอันน่าหวาดผวาสุดขีดอย่างหนึ่งก็โถมทับลงมา หานเจวี๋ยใจเต้นแรงอย่างที่พบเห็นได้ยากนัก
เขาอยู่ในอาณาเขตเต๋ายังนับว่าปลอดภัย ลี่จื้อไจ้ที่อยู่ด้านนอกราวกับพบพานศัตรูตัวฉกาจ ใบหน้าซีดเผือด
รูปโฉมของลี่จื้อไจ้ก็นับว่าหล่อเหลา ทว่ายามนี้ราวกับมนุษย์ธรรมดาพบเจอภูตผี ตัวแข็งทื่อไปหมด
“เทพบุพกาล…”
ลี่จื้อไจ้ทำความเคารพอย่างระมัดระวัง ห้วงอวกาศเบื้องหน้าเขามืดสนิทไปหมด มองไม่เห็นตัวตนใดๆ
ท่ามกลางความมืด ในส่วนลึกของความมืดมิดเสมือนมีเงาร่างอันน่าพรั่นพรึงที่ใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่งร่างหนึ่งแฝงตัวอยู่

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ