591-595
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 591ถึง595
หลังจากได้รับคำสั่งจากหวงจุนเทียน ศิษย์นิกายเจี๋ยก็ถอยออกไปทันที
หลายวันต่อมา นิกายเจี๋ยส่งทูตไปร่วมแสดงความยินดีกับสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์
อีกไม่กี่วันต่อมา เผ่าสวรรค์ก็ไปร่วมแสดงความยินดีกับสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน สองกลุ่มอิทธิพลชั้นแนวหน้าต่างก็ให้การสนับสนุนสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ถูกยกระดับฐานะขึ้นทันที ข่าวแพร่ไปทั่วแดนเซียนภายในระยะเวลาสั้นๆ โดดเด่นเป็นที่สนใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
สิบกว่าปีต่อมา ศิษย์ของสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แดนเซียนกว้างใหญ่เหลือเกิน อีกทั้งละแวกนี้เป็นอาณาเขตของนิกายเจี๋ย สิ่งมีชีวิตที่ต้องการกราบเข้าสู่สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ล้วนต้องขึ้นเขาข้ามห้วยมาหา
หานเจวี๋ยอยู่ในเขตเซียนร้อยคีรีมองดูความรุ่งเรืองของสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
เขาฝึกบำเพ็ญต่อ
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
ทันใดนั้นมีข้อความสามแถวเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบเก้าหมื่นปีบริบูรณ์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที มุ่งหน้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม แสวงหามหามรรค จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ เลี่ยงการแปดเปื้อนผลกรรม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
ยกระดับอาณาเขตเต๋า!
ในที่สุดก็มาแล้ว!
ไม่ได้เห็นมานานเหลือเกิน!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
[เริ่มยกระดับอาณาเขตเต๋า]
การยกระดับอาณาเขตเต๋าต้องใช้เวลา หานเจวี๋ยก็ไม่ได้เฝ้ารอคอยต่อไป ตั้งใจฝึกบำเพ็ญแทน
เขาเข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์เข้าไปเรื่อยๆ แล้ว
หนึ่งร้อยปีต่อมา
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับยอดมหามรรค ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้น]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นสิบเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากตัวตนระดับผู้สรรค์สร้างมรรควิถีได้]
ผู้สรรค์สร้างมรรควิถี!
ผู้สรรค์สร้างมรรควิถีหมายความว่าอย่างไร
หานเจวี๋ยใคร่ครวญเงียบๆ ในใจรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มที่แล้ว
ระดับยอดมหามรรค ต่อให้เป็นตี้จวินหรือปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมาโจมตี ก็น่าจะบุกเข้ามาไม่ได้
หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์ ฝึกบำเพ็ญต่อ
….
วันเดือนเคลื่อนคล้อยไป หลังจากสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ต่อตั้งขึ้น ก็มีสำนักนิกายที่ก่อตั้งขึ้นโดยต้าหลัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์ในปวงสวรรค์และแดนเซียนก็แนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตธรรมดาหลั่งไหลมายังแดนเซียนไม่ขาดสาย และมีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในแดนเซียนก็มุ่งหน้าไปยังโลกมนุษย์ ส่งเสริมพึ่งพา ก้าวหน้าไปด้วยกัน
ดวงชะตามรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเพราะเหตุนี้!
เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดมหาเคราะห์แล้ว แดนเซียนสงบสุขและรุ่งเรืองขึ้นมากนัก
ในยุคทองอันรุ่งโรจน์เช่นนี้ สรรพสิ่งล้วนพากเพียรบำเพ็ญ แม้จะมีการต่อสู้ แต่ก็ไม่น่าเวทนาจนเกินไป หลักๆ ก็เป็นการต่อสู้แย่งชิงดวงชะตาและแรงกุศลมรรคาสวรรค์
เวลาผ่านไปไวเหมือนโบยบิน
สามพันปีผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้พบโอกาสสำหรับทะลวงขั้นแล้ว
เขาลืมตาขึ้น ปรับสภาพมรรคจิต
ก่อนจะทะลวงขั้น เขาสอดส่องดูหานทั่ว ระยะนี้หานทั่วมิได้ปิดด่านฝึกบำเพ็ญ แต่ออกศึกไปทั่วสารทิศ ขยายอาณาเขตของวังเทพ
หานเจวี๋ยสอดส่องหานอวี้ต่อ
หานอวี้ไม่ได้อยู่ที่เขาเทพปู้โจว แต่ออกท่องไปทั่วสารทิศ มาถึงละแวกนิกายเจี๋ยแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหวงจุนเทียน หรือว่าพวกลี่เหยา หากได้พบหานอวี้ จะต้องคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างหานอวี้และหานเจวี๋ยออกแน่นอน ดังนั้นเขายังคงปลอดภัยดียิ่ง
ในช่วงสามพันปีมานี้ที่หานเจวี๋ยปิดด่าน หานทั่วและหานอวี้ประสบเรื่องราวไม่น้อยเลย นับว่ามีประสบการณ์โชกโชนเช่นกัน
ในช่วงนี้เอง หานอวี้บังเกิดความรู้สึกต่อสตรีนางหนึ่ง เป็นความสิเน่หาชั่วข้ามคืน หานอวี้ต้องการรับผิดชอบ ผลคืออีกฝ่ายกลับปฏิเสธ เหตุผลที่ปฏิเสธเป็นเพราะตบะของเขาอ่อนด้อยเกินไป
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อหานอวี้อย่างรุนแรง หานอวี้มิได้ออกจากสังกัดหลี่เต้าคง เขาคิดจะพิสูจน์ความสามารถตัวเอง
หานเจวี๋ยสอดส่องสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ต่อ สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์พัฒนาไปอย่างราบรื่นยิ่ง จำนวนศิษย์เกินหมื่นแล้ว นิกายเจี๋ยและเผ่าสวรรค์มักส่งทรัพยากรสำหรับฝึกบำเพ็ญมาให้พวกนางเป็นระยะๆ ราวกับกำลังแย่งชิงความโปรดปรานจากสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์กันอยู่
ใช้ได้เลย!
สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ลี่เหยาบุกทะลวงเข้าสู่ทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์แล้ว แม้จะอยู่ในลำดับที่เก้าแสนกว่าๆ แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
หานเจวี๋ยหันเหสายตาไปสอดส่องบรรพจารย์ซานชิง คนผู้นี้ปิดด่านอยู่ตลอด เขาสังเกตเห็นบรรพจารย์ซานชิงน้อยยิ่ง
หืม?
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว สีหน้าใช้ความคิด
มองเห็นบรรพจารย์ซานชิงที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในอารามเต๋าของเขาเองกำลังถูกไอสีเทาแปลกประหลาดอย่างหนึ่งพัวพัน ไอสีเทานี้ต้องการตัดการเชื่อมโยงระหว่างเขาและมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย ทำนายไม่ได้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด
เขาจำเป็นต้องใช้ความสามารถวิวัฒนาการทำนายดู nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย
เป็นเขา!
หานเจวี๋ยกระจ่างในทันใด ไม่รู้สึกแปลกใจเลย ถึงอย่างไรก็คิดไว้แล้วว่าน่าจะเป็นเขา
เป็นฝีมือของจอมอริยะเสวียนตู!
เดิมทีบรรพจารย์ซานชิงอยู่ในการควบคุมของหลี่มู่อี หลังจากหลี่มู่อีดับสูญ จอมอริยะเสวียนตูเข้ารับช่วงตำแหน่งอริยะ อีกฝ่ายจะหมายตาบรรพจารย์ซานชิงก็เป็นเรื่องปกติยิ่ง
ฐานะของบรรพจารย์ซานชิงสำคัญเหลือเกิน ไร้พ่ายในแดนเซียน สำหรับอริยะเขาคือตัวหมากที่สำคัญอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยคิดเล็กน้อย เคลื่อนย้ายบรรพจารย์ซานชิงมาปรากฏเบื้องหน้า จากนั้นก็ใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับเขา ใช้พลังของระบบกำจัดการควบคุมจากจอมอริยะเสวียนตู
พอบรรพจารย์ซานชิงมองเห็นหานเจวี๋ย เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “จอมอริยะเสวียนตูมาหาเจ้าตั้งแต่เมื่อไร”
บรรพจารย์ซานชิงกล่าว “หลายร้อยปีก่อน เขาบอกว่าสามารถช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากการควบคุมของมรรคาสวรรค์ได้”
“แต่เจ้าจะตกอยู่ในการควบคุมของเขาแทน”
“ข้าก็สงสัยเช่นกัน เพียงแต่…”
บรรพจารย์ซานชิงเผยความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ทั่วไปออกมาอย่างที่พบเห็นได้น้อยยิ่ง
หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “รับใช้ข้าให้ดีเถิด นอกแดนเซียนมิได้สวยงามถึงเพียงนั้น อย่าได้หลงกล”
“ทราบแล้วขอรับ”
หลังจากถูกคุกสวรรค์อนธการสยบทาส บรรพจารย์ซานชิงก็เชื่อฟังหานเจวี๋ยอย่างสมบูรณ์
หลังจากใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์เสร็จสิ้น หานเจวี๋ยก็ส่งตัวบรรพจารย์ซานชิงกลับไป
เขาไม่กลัวจะถูกจอมอริยะเสวียนตูพบเห็นเลย การใช้ความสามารณ์ชำระล้างสมบูรณ์หลายๆ รอบจะสิ้นเปลืองอายุขัยมหาศาล มิสู้เตือนจอมอริยะเสวียนตูให้รู้ตัวไปตรงๆ เลยดีกว่า ให้เขาตัดใจเสีย
ผ่านไปไม่นานนัก
[จอมอริยะเสวียนตูต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเลือกยอมรับ
จอมอริยะเสวียนตูมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แค่เข้าฝันน่าจะคุกคามเขาไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่ไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ก็เพราะกลัวว่าจะมีศัตรูแข็งแกร่งที่ไม่รู้จักซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด
ภายในแดนความฝัน หานเจวี๋ยและจอมอริยะเสวียนยืนอยู่ในอวกาศที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวสุกสกาวแห่งหนึ่ง
เมื่อทอดสายตามองออกไป หานเจวี๋ยรู้สึกว่าอวกาศแห่งนี้ค่อนข้างคุ้นตาอยู่บ้าง
คล้ายกับทางช้างเผือก
จอมอริยะเสวียนตูจ้องมองหานเจวี๋ย เอ่ยขึ้นว่า “สหายเต๋า เจ้าต้องการบรรพจารย์ซานชิงหรือ”
หานเจวี๋ยตอบตรงๆ “อืม นี่คือค่าชดเชยที่หลี่มู่อีวางแผนปองร้ายข้า บรรพจารย์ซานชิงยอมสยบต่อข้าแล้ว หวังว่าสหายเต๋าจะไว้หน้ากันสักครั้ง”
ทั้งสองเผชิญหน้ากันตรงๆ บรรยากาศพลันหนักอึ้งขึ้นมา
ผ่านไปพักใหญ่
จอมอริยะเสวียนตูเปิดปากเอ่ยว่า “ช่างเถอะ เช่นนั้นก็ยกให้เจ้าแล้วกัน แต่มีเรื่องหนึ่ง หวังว่าสหายเต๋าจะยอมช่วยเหลือ”
“เรื่องใด”
“นับตั้งแต่มรรคาสวรรค์ก่อตั้งขึ้นก็เกิดมหาเคราะห์ขึ้นสิบกว่าครั้งแล้ว ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว มีผู้ทรงพลังคนหนึ่งนามว่าเจิ้นหยวนจือไปจากแดนเซียน ก่อตั้งแดนเซียนพิภพขึ้นในพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก แดนเซียนพิภพพัฒนาไปด้วยดี เจิ้นหยวนจือยังได้รับการสนับสนุนจากบรรพชนเต๋าด้วย”
เจิ้นหยวนจือ แดนเซียนพิภพ…
หืม?
หรือจะเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับที่ตั้งดาวโลกในทางช้างเผือก
หานเจวี๋ยครุ่นคิดในใจ
จอมอริยะเสวียนตูกล่าวว่า “เจิ้นหยวนจือดูดซับดวงชะตาของแดนเซียน ก้าวข้ามมหามรรค เขาชุบเลี้ยงเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่งไว้ด้วย นามว่าเทพมารทำลายล้าง เกรงว่าจะมีจุดประสงค์ไม่ซื่อ ตอนนี้เจิ้นหยวนจือทอดทิ้งแดนเซียนพิภพแล้ว ข้าวางแผนจะยึดครองแดนเซียนพิภพ ให้แดนเซียนพิภพส่งผลสะท้อนกลับไปหาเจิ้นหยวนจือ”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ทำอย่างไร”
ค่อนข้างอันตรายทีเดียว
จอมอริยะเสวียนตูกล่าวว่า “เจ้าร่วมมือกับข้า สร้างมิติพิเศษแห่งหนึ่งขึ้น เปิดรับสิ่งมีชีวิตบางส่วนจากแดนเซียนพิภพ ทำให้กลายเป็นตัวเบี้ยของพวกเรา ข้ามภพเข้าสู่แม่น้ำโชคชะตาของแดนเซียนพิภพ ลบล้างตระประทับของเจิ้นหยวนจือที่อยู่ในแม่น้ำโชคชะตาสายนั้น ทำให้แดนเซียนพิภพตัดขาดกับเจิ้นหยวนจืออย่างสมบูรณ์”
มิติพิเศษที่เปิดรับสิ่งมีชีวิตจากแดนเซียนพิภพหรือ
แผนการนี้ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
หานเจวี๋ยลอบสงสัยอยู่ในใจ
จอมอริยะเสวียนตูกล่าวต่อว่า “วิธีการนี้มีผู้ทรงพลังมากมายในแดนเทพหวนปัจฉิมเคยใช้มาก่อน ผลลัพธ์ไม่เลวเลย และเมื่อพวกเขาเคยใช้มาก่อน ก็ทำให้พวกเราตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ยากนัก พวกเราคัดเลือกสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่ง ใช้รางวัลดึงดูดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้ทำภารกิจ ลบล้างแม่น้ำโชคชะตาของแดนเซียนพิภพ รอจนแม่น้ำโชคชะตาปั่นป่วนโกลาหล มรรคาสวรรค์ล่มสลาย แดนเซียนพิภพก็จะตกเป็นของพวกเรา”
มิติแห่งพระเจ้า[1]หรือ
หรือว่าสตรีมมิ่งไม่จำกัดเวลา[2]กันล่ะ
หานเจวี๋ยถาม “หลังจากทำสำเร็จ แดนเซียนพิภพจะเป็นของใคร”
“พวกเราจะก่อตั้งกลุ่มอิทธิพลแห่งหนึ่งขึ้น พวกเราไม่จำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้เอง ป้องกันไม่ให้ปนเปื้อนผลกรรม”
หานเจวี๋ยลอบด่าในใจว่าชั่วช้า
ความหมายก็คือหากเรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้นมา พวกเขาก็สามารถโยนความคิดให้พ้นตัวได้
หานเจวี๋ยถามต่อ “เป็นไปไม่ได้ที่เจิ้นหยวนจือจะไม่สังเกตเห็นกระมัง เรื่องนี้อันตรายเกินไป ข้าไม่เอาด้วย”
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยว่า “เจิ้นหยวนจือชุบเลี้ยงเทพมารทำลายล้าง มีจุดประสงค์แอบแฝง หากได้แดนเซียนพิภพมาครอง พวกเราจะมีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ ท่านอาจารย์ของข้าคาดเดาว่ามีมรดกตกทอดของบรรพชนเต๋าอยู่ในแดนเซียนพิภพ สำหรับเรื่องนี้ เจิ้นหยวนจือก็ไม่ทราบ หากยึดครองแดนเซียนพิภพได้ พวกเราก็สามารถพัฒนามรรคาสวรรค์แห่งที่สองได้ เพิ่มหนทางรอดอีกสาย”
หานเจวี๋ยถามต่อ “เจ้าจะไปหาผู้ใดอีก”
“มีแค่เจ้ากับข้าก็เพียงพอแล้ว”
หานเจวี๋ยสอบถามอยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ ‘สิ่งที่จอมอริยะเสวียนตูพูดเป็นความจริงหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[เขาไม่ได้โกหก]
ไม่ได้โกหกอย่างนั้นหรือ
พูดให้ชัดคือเนื้อความอาจจะไม่ใช่ความจริง เป็นไปได้ว่าจอมอริยะเสวียนตูก็เพียงคาดเดาเอาเช่นกัน
อย่างไรก็ตามขอเพียงจอมอริยะเสวียนตูมีความจริงใจก็พอแล้ว
“ข้าจะทบทวนเรื่องนี้ดูอีกที เจ้าน่าจะไม่รีบร้อนกระมัง” หานเจวี๋ยเปิดปากถาม
จอมอริยะเสวียนตูหยักหน้ารับ เอ่ยว่า “รอเจ้าได้ แต่ช้าสุดก็ไม่ควรเกินพันปี พวกเราต้องเริ่มลงมือแล้ว”
“ได้”
แดนความฝันสิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สอบถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าหากข้ายอมเชื่อจอมอริยะเสวียนตู ทำตามที่เขาว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เขามาโผล่ในตำหนักใหญ่อันลึกลับแห่งหนึ่ง ตำหนักกว้างหลายร้อยจั้ง ทอดยาวนับพันจั้ง ผนังตำหนักโปร่งใส มองเห็นธารดาราสุกสกาว เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป เหนือหลังคามีปราณฟ้าบุพกาลซัดตลบปั่นป่วน เมื่อมองไปด้านหน้า สองฟากฝั่งมีเทวรูปในอิริยาบถต่างๆ ตั้งเรียงราย
หานเจวี๋ยมองเห็นซูฉียืนอยู่ตรงข้ามชายลึกลับคนหนึ่ง
ชายลึกลับเปิดปากกล่าว “ดวงชะตาตกเป็นของพวกเราแล้ว จากนี้สามารถเข้าโจมตีมิติอื่นๆ กลืนกินมรรคาสวรรค์น้อยได้แล้ว”
ซูฉีกล่าวว่า “รออีกหน่อยเถิด พลังของผู้กลับชาติมาเกิดยังอ่อนแอเกินไป เทียบกับมิติอื่นๆ ไม่ได้”
“มิใช่ว่าพวกเขาต้องอาศัยการฝึกบำเพ็ญให้ได้รับตบะมาหรอกหรือ แล้วจะรอได้อย่างไร”
ขณะที่ซูฉีกำลังจะตอบ ตำหนักใหญ่พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นอย่างหนึ่งเข้าปกคลุม ปราณฟ้าบุพกาลเหนือหลังคารวมตัวกันก่อเป็นใบหน้าขนาดมหึมา มีเพียงเค้าโครงหน้าของมนุษย์เท่านั้น ยากจะวิเคราะห์โฉมหน้าได้
“ฮึ่ม ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าขโมยแดนเซียนพิภพของข้า รนหาที่ตาย!”
หานเจวี๋ยมองเห็นตำหนักเบื้องหน้าสลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิวในระดับความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซูฉีและชายลึกลับคิดจะหลบหนี แต่ถูกพลังที่มองไม่เห็นสกัดขวางไว้ กลายเป็นเถ้าธุลีไปเช่นกัน
ภาพลวงตาวิวัฒนาการสิ้นสุดลงเท่านี้
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เช่นนี้หมายความว่าพ่ายแพ้อย่างนั้นหรือ
‘ข้าอยากรู้ว่าเจิ้นหยวนจือมีตบะระดับใด’ หานเจวี๋ยถามต่อ ต้องสืบพลังของศัตรูให้กระจ่างก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาด้วยหรือไม่
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ห้าหมื่นล้านปีหรือ
มีฝีมืออยู่บ้างนี่!
แต่ก็ไม่ได้เกินขอบเขตไป!
ดำเนินการต่อ!
[เจิ้นหยวนจือ: ระดับอริยะเสรีระยะปลาย ปรมาจารย์เซียนพิภพ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
อริยะเสรีระยะปลาย ก็ไม่ถือว่าแข็งแกร่งจนเกินไปนัก
หากล่วงเกินเข้า อีกฝ่ายจะบุกเข้ามาจัดการเขาในอาณาเขตเต๋าของเขาได้หรือไม่
หานเจวี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
อันที่จริงเขารู้สึกว่าสามารถร่วมมือกับจอมอริยะเสวียนตูได้ ถึงอย่างไรก็เป็นการส่งตัวเบี้ยเข้าไป มิใช่ลงสนามด้วยตัวเองโนlวลกูดอทคoม
‘หากข้าร่วมแผนการกับจอมอริยะเสวียนตู นานแค่ไหนกว่าเจิ้นหยวนจือจะสัมผัสได้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[หนึ่งพันล้านปีเป็นอย่างต่ำ ตอนนี้เขากำลังปิดด่านอยู่ในดินแดนมหามรรคแห่งหนึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอก]
พันล้านปีหรือ?
เช่นนั้นจะกลัวอะไรล่ะ!
อีกพันล้านปีให้หลัง หานเจวี๋ยต้องบดขยี้เจิ้นหยวนจือได้ด้วยมือเดียวแน่!
หานเจวี๋ยเริ่มพินิจถึงเหล่าศิษย์ของตนแล้ว
ใช้ศิษย์สืบทอดไม่ได้ หากเกิดเรื่องขึ้นเล่า
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงคนผู้หนึ่ง
จักรพรรดิเซียนวัฏจักร!
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรกับผู้กลับชาติมาเกิด ช่างเหมาะสมยิ่งนัก
เขาเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทันที แล้วบอกเล่าเรื่องนี้
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเงียบไป
หานเจวี๋ยก็ไม่รีบร้อน อดทนรอคอย
ผ่านไปพักใหญ่
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรถามขึ้น “เรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จเป็นอริยะหรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “แดนเซียนพิภพมีมรรคาสวรรค์ของตัวเอง ย่อมสำเร็จเป็นอริยะได้ อีกอย่าง ตัวข้าเองก็มีวิธีการสำเร็จเป็นอริยะ หากทำงานได้ดี ข้าไม่มีทางเอาเปรียบเจ้า ข้าจะร่วมมือกับจอมอริยะเสวียนตู เท่ากับเจ้าจะมีสองอริยะคอยให้การสนับสนุน ซ้ำยังเป็นสองอริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนด้วย”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้ชักจูงเข้าวังเทพได้หรือไม่ ข้าย่อมต้องการผู้ช่วยเช่นกัน”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าให้ “ไม่อาจกระโตกกระตากได้ ส่วนเรื่องผู้ช่วย เจ้าพาคนสนิทไปด้วยก็ได้”
“ตกลง!”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตอบรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยจึงให้เขาไปจัดเตรียมผู้ช่วย
จากนั้น หานเจวี๋ยก็ไม่ได้แจ้งให้จอมอริยะเสวียนตูทราบในทันที แต่เริ่มฝึกบำเพ็ญแทน
กำหนดเวลาหนึ่งพันปี ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น
….
สามร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยเข้าฝันจอมอริยะเสวียนตู ตอบตกลงเรื่องนี้
จอมอริยะเสวียนตูยิ้มออกมาอย่างหาได้ยากนัก เอ่ยว่า “ยอดเยี่ยมมาก เจ้าเลือกผู้ดำเนินการไว้แล้วหรือ”
หานเจวี๋ยพยักหน้า
“มิติพิเศษแห่งนี้เจ้าเป็นผู้ตั้งชื่อเถอะ นับเป็นการแสดงความจริงใจของข้า” จอมอริยะเสวียนตูเอ่ย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่ทำให้แปดเปื้อนผลกรรมแน่ พอพวกเราหารือกันแล้ว เรื่องชื่อก็ตั้งกันตามชื่อของผู้ดำเนินการเถิด ”
เจ้าเล่ห์จริงๆ…รอบคอบนัก!
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงขรึม “เรียกว่ามิติวัฏจักรแล้วกัน…ข้าจะให้คนไปที่อาณาเขตเต๋าของเจ้า เจ้าจัดการได้เลย ช่วงปกติข้ายังต้องฝึกบำเพ็ญ”
“อืม ได้”
หลังจากแดนความฝันสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยไปเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักรต่อ ให้เขาพาคนไปพบจอมอริยะเสวียนตู ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
จากนั้น หานเจวี๋ยก็เริ่มจับตามอง
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรมิได้พาหานทั่วไป จุดนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดแอบแฝง
กลับเป็นหานมิ่งที่ไปกับจักรพรรดิเซียนวัฏจักรแทน
สำหรับน้องชายที่สิ้นความสัมพันธ์กันไปแล้วคนนี้ หานเจวี๋ยไม่ใส่ใจสักเท่าไร
หานมิ่งปฏิบัติต่อหานทั่วเป็นอย่างดี หากเผชิญอันตรายเข้าจริงๆ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงหานเจวี๋ยก็จะช่วย แต่ก็เพียงเท่านี้
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพาลูกน้องคนสนิทหนึ่งร้อยคนออกจากแดนเซียน
หานเจวี๋ยปรับสภาวะอารมณ์ เริ่มทะลวงขั้น
เขาสามารถทะลวงขั้นได้ตั้งนานแล้ว จนปัญญาที่ถูกเรื่องของจอมอริยะเสวียนตูรบกวน
จากนี้ไปก็เป็นระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์ แล้วตามด้วยระดับอริยะเสรี!
….
นิกายเจี๋ย ภายในอารามเต๋าเจ้านิกาย
หวงจุนเทียนกำลังนั่งสมาธิอยู่ จู่ๆ ศิษย์แจ้งข่าวก็เข้ามาในอาราม
“รายงาน…จักรพรรดิปีศาจอีกาทองพ่ายแพ้ต่อเซียนทองบรรพกาลของสำนักเราแล้ว จนปัญญาที่จู่ๆ สำนักพุทธก็สอดมือเข้ามายุ่ง ช่วยให้เขาหนีไปได้!” ศิษย์แจ้งข่าวเอ่ยเสียงขรึม
หวงจุนเทียนลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วพลางถาม “เป็นฝีมือของผู้ใดในสำนักพุทธ”
“บรรพชนพุทธเบิกนภาขอรับ!”
หวงจุนเทียนปรากฏความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า
บรรพชนพุทธเบิกนภาคือบรรพชนพุทธคนใหม่แห่งสำนักพุทธ ตบะเทียมฟ้า พลังลึกล้ำเกินหยั่งวัด ได้ยินว่าอาจจะเป็นระดับครึ่งอริยะ
สำนักพุทธส่งบรรพชนพุทธเบิกนภามา เท่ากับประกาศสงคราม!
………………………………………………………………
[1] มิติแห่งพระเจ้า นิยายแนวข้ามมิติเรื่องหนึ่งของจีน
[2] สตรีมมิ่งไม่จำกัดเวลา นิยายแนวข้ามมิติเรื่องหนึ่งของจีน
“ข้าจะไปพบเขา!”
หวงจุนเทียนลุกขึ้นพลางกล่าว สำนักพุทธส่งบรรพชนพุทธมา เขาจะนั่งมองอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร
เมื่อศิษย์แจ้งข่าวได้ยินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หวงจุนเทียนเคลื่อนไหวทันที
สงครามของครึ่งอริยะกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว!
….
ผ่านไปห้าร้อยปีเต็ม หานเจวี๋ยเพิ่งทะลวงขั้นสำเร็จ
เขาจงใจยื้อเวลาไว้ เดิมทีต้องการใช้เวลานานกว่านี้ พอถึงโค้งสุดท้าย เขาค่อยเพิ่มความเร็วในการทะลวงระดับ
พลังเวทเพิ่มขึ้นฉับพลัน!
หานเจวี๋ยทำให้ตบะเสถียรไปพลาง เรียกหน้าต่างค่าสถานะของตนออกมาตรวจสอบไปพลาง
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุ: 93,900/12,999,999,999,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: เซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์ (อริยะสมบูรณ์แบบ)]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค), วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด, มหามรรคแห่งกรรม, มหามรรคต้นกำเนิด]
….
เยี่ยม!
อายุขัยเพิ่มขึ้นมาสิบเท่าเลย!
หานเจวี๋ยมองตัวเลขที่เรียงกันเป็นพรืด ในใจเต็มด้วยไปด้วยความรู้สึกเปรมปรีดิ์
เท่ากับว่าเขาเป็นอมตะมิวางวายแล้ว!
หานเจวี๋ยสงบอารมณ์ ทำให้ตบะเสถียรต่อ
เวลาผ่านไปสี่สิบปีเต็ม ตบะของเขาถึงได้มั่นคง
หานเจวี๋ยเริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ ใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น
หานเจวี๋ยไม่ได้ฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาในทันที แต่เลือกตรวจดูจดหมาย ใส่ใจสถานการณ์ในระยะนี้
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านออกจากแดนเซียน]
[หานมิ่งสหายของท่านออกจากแดนเซียน]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่าน]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านก่อตั้งมิติวัฏจักร]
[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ]
[ผานซินสหายของท่านเข้าร่วมวังเทพ ดวงชะตาเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
มารฟ้าเบิกสวรรค์และหวงจุนเทียนตีกันได้อย่างไร
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สองสายลับโมโหจนฆ่ากันตาย เขาจำเป็นต้องไปเข้าฝันทั้งคู่
ค่าความประทับใจที่ทั้งสองมีต่อเขาบรรลุถึงระดับหกดาว หานเจวี๋ยไม่กลัวว่าจะถูกหักหลัง
เมื่อทั้งสองได้ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกัน ก็ล้วนตกตะลึง
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่กล้าก่อเรื่องต่อหน้าหานเจวี๋ย ได้แต่รับปากว่าจะไม่ผูกความแค้นกัน
หานเจวี๋ยไปเข้าฝันหลี่เต้าคงต่อ
หลี่เต้าคงคนนี้ตึงเกินไป หานเจวี๋ยกังวลว่าเขาจะทุบตีจนมารสวรรค์เบิกฟ้าดับดิ้น
หลี่เต้าคงเงียบงัน
ผ่านไปพักใหญ่
หลี่เต้าคงถามขึ้น “เจ้าสำนัก ท่านจัดวางไส้ศึกไว้มากแค่ไหนกันแน่”
เขาคิดว่ารากฐานของหานเจวี๋ยไม่ลึกล้ำมากนัก รู้จักแต่พากเพียรบำเพ็ญ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนมองผิดไปเสียแล้ว
รากฐานลึกล้ำเกินไปแล้ว!
แม้แต่บรรพชนพุทธแห่งสำนักพุทธก็ยังเป็นคนของหานเจวี๋ย!
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่อาจประกาศต่อภายนอกได้ ข้าไว้ใจเจ้า วันหน้าเจ้าจะกลายเป็นอริยะแห่งสำนักซ่อนเร้น ดังนั้นถึงได้บอกให้เจ้ารู้แต่เนิ่นๆ”
หลี่เต้าคงพยักหน้ารับ “ขอบพระคุณในความเมตตาของเจ้าสำนัก ข้ามีเรื่องจะแจ้ง ข้ารับหานอวี้เป็นศิษย์แล้ว”
“ข้ารู้แล้ว”
“ข้าคิดว่าจะให้หานอวี้เป็นผู้สืบทอด เขาอาจจะได้รับความยากลำบากสักหน่อย ถึงขั้นที่อาจต้องสิ้นชีพ…”
ยามที่กล่าวประโยคนี้ออกมาหลี่เต้าคงมีความลังเลยิ่ง ถึงแม้เขาจะมีนิสัยมุทะลุ แต่มิได้โง่
หานเจวี๋ยเอ่ยสั้นๆ “แล้วแต่เจ้าเถอะ”
พอกล่าวจบ หานเจวี๋ยก็สลายแดนความฝันทันที
กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง หานเจวี๋ยแค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง
“ถ้าข้าคิดจะปกป้องเขา เจ้าจะทำให้เขาตายได้อย่างไร!”
หานเจวี๋ยคิดด้วยความผยอง ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
เขามิใช่ตัวเขาในอดีตอีกต่อไปแล้ว ในแดนเซียนแห่งนี้ เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม!
หลังจากจัดการทุกอย่างนี้เสร็จ หานเจวี๋ยก็เริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา
ยิ่งเรียนรู้ร่างจำลองเสรีสุญญตาลึกเข้าไปเท่าไร ก็ยิ่งฝึกฝนยากขึ้นเท่านั้น มิใช่เพราะคุณสมบัติของเทพมารแข็งแกร่งขึ้น แต่เป็นเพราะพลังของร่างจำลองเทพมารขัดแย้งกันเอง ยากจะเข้ากันได้
การฝึกฝนครั้งนี้ใช้เวลาถึงสองร้อยปี หานเจวี๋ยฝึกฝนร่างจำลองเทพมารได้ห้าสิบตน ก็ไม่สามารถฝึกฝนร่างจำลองเทพมารเพิ่มได้อีก
แบ่งออกเป็น เทพมารฝ่ามรรค เทพมารถาโถม เทพมารบุกตะลุย เทพมารวังวน เทพมารยิ้มลวง เทพมารสี่สิบเก้าลักษณา เทพมารลักษณ์มังกร เทพมารสรรค์สร้าง เทพมารดินแดน เทพมารไร้แก่นสาร เทพมารปนเปื้อน เทพมารประสาทสัมผัส เทพมารกลืนความทรงจำ เทพมารแรงกรรม เทพมารดารา เทพมารทุกแห่งหน เทพมารชั่วช้า เทพมารเคลิบเคลิ้ม เทพมารยอดบรรพกาล เทพมารปฐมบรรพชน เทพมารลมหายใจ เทพมารบงกชเขียว เทพมารจู่โจม เทพมารตัวตน เทพมารพหุภพ เทพมารลบล้าง เทพมารเทียมวิญญาณ เทพมารสิ้นซาก เทพมารไร้ระยะ เทพมารโรยรา เทพมารเดือนปี เทพมารโบราณ เทพมารเลิศฟ้า เทพมารตามมรรค เทพมารไร้วิญญาณ เทพมารราชธรรม เทพมารอารมณ์ เทพมารกำเนิดใหม่ เทพมารชั่วพริบตา เทพมารหวนปัจฉิม เทพมารหมื่นสรรพสิ่ง เทพมารกำเนิดวิญญาณ เทพมารเถ้าธุลี เทพมารเหนือฟ้า เทพมารเห็นแจ้ง เทพมารกำหนดกฎ เทพมารบัญญัติ เทพมารประทานพร เทพมารธุลีแดง เทพมารอุปาทาน
หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ปรับตัวให้เข้ากับพลังของร่างจำลองเทพมารตนใหม่เหล่านี้
เพียงพริบตาเดียว
ผ่านไปอีกสิบปี
นอกจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวงและตี้จวิน หานเจวี๋ยสามารถสังหารตัวตนทั้งหมดในแบบจำลองการทดสอบในเสี้ยววินาทีได้!
มีร่างจำลองเทพมารสะสมรวมกันสองร้อยยี่สิบตนแล้ว เมื่อสำแดงออกมาพร้อมกัน ในระดับต่ำกว่าอริยะเสรีลงไปไม่มีผู้สามารถต้านทานได้!
ยอดเยี่ยม!
พลังเพิ่มขึ้นฉับพลัน ทำให้ความเลือดร้อนของหานเจวี๋ยเช่นในครั้งอดีตกลับมาอีกครั้ง
อยากไปท้าสู้กับอริยะเสรีสักคนจริงๆ!
ช่างเถอะ
ต้องสงบไว้หน่อย จะวุ่นวายไม่ได้
หานเจวี๋ยเดินออกจากอารามเต๋า เพื่อเทศนาธรรมให้สรรพสิ่ง
ยังคงเทศนาเป็นเวลาร้อยปีเช่นเดิม
ร้อยปีต่อมา หานเจวี๋ยกลับถึงอารามเต๋า เขาเริ่มสอดส่องมิติวัฏจักร
มิติวัฏจักรมิได้อยู่ในแดนเซียน แต่อยู่ในซอกมุมหนึ่งของแดนต้องห้ามอันธการ ห่างไกลอย่างยิ่ง
ต่อให้เป็นอริยะอย่างหานเจวี๋ยก็ไม่สามารถสอดส่องสถานการณ์ของมิติวัฏจักรได้
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักร จากนั้นให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรฉายสถานการณ์ของมิติวัฏจักร
ตอนนี้ มิติวัฏจักรมีผู้กลับชาติมาเกิดหลายพันคนแล้ว รวบรวมก่อเป็นแดนมายานับร้อยแห่งขึ้นในแม่น้ำโชคชะตาของแดนเซียน
ต้องใช้พลังเวทจำนวนมากเพื่อสร้างดินแดนขึ้น เนื่องจากดินแดนเหล่านี้ตั้งอยู่ในแม่น้ำโชคชะตา ผู้กลับชาติมาเกิดต้องปรับเปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ในแดนมายา ทำให้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโชคชะตา
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรฉายสถานการณ์ของมิติวัฏจักรให้หานเจวี๋ยดู
ภายในมิติวัฏจักรมีเมืองอยู่แห่งหนึ่ง พื้นที่กว้างไกลนับล้านลี้ เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับผู้กลับชาติมาเกิด เมืองแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับเมืองในยุคโบราณยิ่งนัก แต่ก็มีเค้าโครงของเทคโนโลยีอยู่บ้างเช่นกัน
“วิถีบำเพ็ญของแดนเซียนพิภพขาดช่วงไปแล้ว ยามนี้สิ่งที่กำลังเป็นกระแสคือสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ มีการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเดินทางออกนอกดาวเคราะห์ของตน ออกท่องอวกาศ ผู้สรรค์สร้างวิทยาศาสตร์ขึ้นคือเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่ง เขาตัดขาดจากพลังวิญญาณ ใช้วิทยาศาสตร์ดึงดูดความศรัทธาจากสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนพิภพ เพิ่มดวงชะตาให้ตน พลังลึกล้ำเกินหยั่ง ทว่าเทพมารฟ้าบุพกาลตนนี้ก็ยำเกรงเจิ้นหยวนจือเช่นกัน ตามปกติไม่กล้าเผยตัวนัก” จักรพรรดิเซียนวัฏจักรชี้แจง
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว นี่ก็คือความจริงของวิทยาศาสตร์อย่างนั้นหรือ
ท้ายที่สุดแล้ววิทยาศาสตร์ก็คือเทวศาสตร์สินะ
เป็นเพียงคำโป้ปดที่เทพมารฟ้าบุพกาลสร้างขึ้นใช่หรือไม่
หานเจวี๋ยถามต่อ “มีดาวโลกหรือไม่”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตอบ “มี ในอดีตดาวโลกเคยเป็นศูนย์กลางแดนเซียนพิภพ เพียงแต่ยามนี้อ่อนแอยิ่งนัก”
“ดาวโลกมีประวัติศาสตร์ยาวนานแค่ไหน”
“ดาวโลกคงอยู่มานับหมื่นล้านปี ประวัติศาสตร์ตามปฏิทินดวงดาวคือสามพันสองร้อยปี”
หานเจวี๋ยเงียบไป
บางทีที่นี่อาจจะไม่ใช่ดาวโลกในอดีตชาติของเขา หรือไม่ก็ผ่านไปนานมากเหลือเกินแล้ว ดาวโลกที่เขารู้จักเปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว
ถึงอย่างไรหานเจวี๋ยก็ไม่สนใจดาวโลกเลย เขาไม่ได้ยึดติดอาวรณ์กับอดีตชาติมากนัก เขาสนใจแค่ชาตินี้เท่านั้น
“ท่านใส่ใจดาวโลกมากหรือ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรถามด้วยความสงสัย ในมุมมองของเขา ดาวโลกธรรมดาสามัญ เป็นเพียงฝุ่นละอองกลุ่มหนึ่งในแดนเซียนพิภพ ไม่คู่ควรให้กล่าวถึงเลย
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เปล่าเลย ดาวโลกมีความพิเศษอันใดเล่า เจ้าน่าจะรู้ดี นอกจากประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีความผิดปกติอื่นใด ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพยักหน้ารับ เขาก็เคยทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ดาวโลกมาแล้ว ในอดีตเคยเป็นแหล่งอารยธรรมหลักของแดนเซียนพิภพ น่าเสียดาย นั่นเป็นเพียงอดีตเท่านั้น
นับตั้งแต่เจิ้นหยวนจือออกจากแดนเซียนพิภพ เทพมารฟ้าบุพกาลลึกลับก็บุกเข้ามา แดนเซียนพิภพได้แปรเปลี่ยนเป็นดินแดนรกร้าง
หานเจวี๋ยซักถามรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับผู้กลับชาติมาเกิด
ผู้กลับชาติมาเกิดที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรรับเข้ามามิได้มาจากช่วงเวลาเดียวกัน แต่เป็นสิ่งมีชีวิตของแดนเซียนพิภพที่มาจากต่างเส้นเวลากัน แต่จุดหนึ่งที่ต้องระวังคือไม่สามารถปรากฏสิ่งมีชีวิตที่มีรากฐานเดียวกันถึงสองคนได้ หมายความว่าถ้าเลือกคนผู้นี้แล้ว ก็ไม่สามารถเลือกคนผู้เดียวกันนี้จากเส้นเวลาอื่นได้อีก
ด้วยความสามารถของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร การข้ามมิติเวลาไม่เป็นปัญหาเลย
และสำหรับผู้ทรงพลังอย่างหานเจวี๋ย ไม่ต้องกลัวเรื่องจะมีคนข้ามมิติเวลาไปหาตนในอดีตเลย เนื่องจากพวกเขาสามารถรับรู้ได้ทันที
ผ่านไปหลายชั่วยาม แดนความฝันถึงได้สิ้นสุดลง
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรลืมตาขึ้น เขานั่งอยู่ในตำหนักใหญ่มืดสลัวแห่งหนึ่ง ข้างกายมีเทวรูปสูงใหญ่สององค์ตั้งอยู่
คนชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา กล่าวว่า “นายท่าน มีเผ่าพันธุ์บางกลุ่มในแดนเซียนพิภพเริ่มค้นพบการมีอยู่ของพวกเราแล้วขอรับ เริ่มแสดงความเป็นอริออกมาแล้ว”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ได้โอกาสเพิ่มภารกิจใหม่ให้เหล่าผู้กลับชาติมาเกิดพอดี ข้าจะปล่อยสมบัติวิเศษชุดใหม่ เจ้าออกไปปลุกปั่นกระแสเสีย”
“อีกเรื่องหนึ่ง คัดเลือกจอมเทพออกมาสิบสองคน ต่อจากนี้ให้จอมเทพทั้งสิบสองคนดูแลจัดการมิติวัฏจักร ข้ายังต้องฝึกบำเพ็ญ จะถอยหลบไปอยู่เบื้องหลัง”
คนชุดดำได้ฟังก็รีบตอบรับทันที
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรให้เขาถอยออกไป ทันทีที่เขาหันหลังกลับ ดวงตาคนชุดดำฉายแววตื่นเต้น
เขาจะได้เลื่อนขั้นแล้ว!
….
เวลาผันผ่าน ดำเนินมาหนึ่งพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สิ้นสุดการฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
สดชื่น!
แม้ว่าจะบรรลุระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์แล้ว หานเจวี๋ยก็ยังคงเปี่ยมด้วยความคาดหวังต่อการฝึกบำเพ็ญ
ในแดนเซียน เขากลายเป็นตัวตนที่ไร้พ่ายแล้วอย่างแน่นอน
แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าแดนเซียนจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
หานเจวี๋ยลุกขึ้น ขยับยืดเส้นยืดสาย
ดวงจิตประหลาดพลันลอยเข้ามา
เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ดวงจิตประหลาดมาก่อกวนหานเจวี๋ยน้อยครั้งยิ่ง มันเองก็ไปเสาะหาสถานที่ฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเองเช่นกัน ตบะของมันผูกโยงกับหานเจวี๋ย ยิ่งหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมากเท่าไร มันก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้มันก็มีพลังระดับอริยะเช่นกัน แต่ยังห่างชั้นกับหานเจวี๋ย และไม่มีสถานะอริยะ
หานเจวี๋ยเหลือบมองมันแวบหนึ่ง สอบถามผ่านสายตาว่ามีธุระอะไร
ดวงจิตประหลาดโบกไม้โบกมือ สื่อสารด้วยท่าทาง
หานเจวี๋ยรับรู้ผ่านทางกระแสจิตว่าดวงจิตประหลาดสัมผัสถึงตัวตนของดวงจิตอัปมงคลได้ ซึ่งเข้าสู่แดนเซียนแล้ว
ดวงจิตอัปมงคล แปรผันมาจากวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ ผ่านการหล่อเลี้ยงมาเนิ่นนานไม่อาจนับถึงจะกำเนิดเป็นดวงจิตอัปมงคลสักดวง
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ เหตุใดดวงจิตอัปมงคลถึงเข้าสู่แดนเซียนได้ มรรคาสวรรค์ไม่ขัดขวางหรือ
คล้ายว่าเขาจะนึกอะไรได้ เงยหน้ามองขึ้นไปทันที
มองเห็นว่า ณ ชั้นฟ้าที่เก้า เมฆาม่วงแผ่ปกคลุม อำนาจสวรรค์อันยิ่งใหญ่กำลังควบกลั่นรวมตัว ใจกลางอำนาจแห่งสวรรค์มีร่างหนึ่งยืนอยู่
ฟางเหลียง!
กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นว่างเปล่า แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำไม่อาจหยั่งได้
แม้แต่หานเจวี๋ยก็ไม่อาจมองทะลุตัวตนของเขาได้ ตบะของเขาบรรลุถึงระดับครึ่งอริยะแล้ว แต่อริยะอย่างหานเจวี๋ยกลับมองกลิ่นอายและรากฐานวิญญาณของอีกฝ่ายไม่ออก
หานเจวี๋ยเรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมา ตรวจดูรูปประจำตัวของฟางเหลียง
สถานะของฟางเหลียงเปลี่ยนเป็นบรรพชนเต๋าแล้ว!
หรือจะเป็นเพราะฟางเหลียงกลายเป็นบรรพชนเต๋า มรรคาสวรรค์จึงปั่นป่วน ถึงทำให้ดวงจิตอัปมงคลสบโอกาส
ฟางเหลียงกลายเป็นบรรพชนเต๋า เหตุใดอริยะรายอื่นถึงไม่มีความเคลื่อนไหว
หานเจวี๋ยเข้าฝันฉิวซีไหล
ในแดนความฝัน หานเจวี๋ยเอ่ยข้อสงสัยนี้ออกไปโดยตรง
ฉิวซีไหลถูกคุกสวรรค์อนธการสยบทาสแล้ว ย่อมจงรักภักดีต่อเขา
ฉิวซีไหลเอ่ยด้วยสีหน้าแปลกพิกล “ฟางเหลียงคือศิษย์ของท่านมิใช่หรือขอรับ เหล่าอริยะไหนเลยจะกล้าเล่นงาน ผู้ใดจะกล้าออกความเห็นเล่า”
หานเจวี๋ยตะลึงงัน เพราะสาเหตุนี้หรอกหรือ
พอลองไตร่ตรองดูก็ถูกแล้ว
ไม่มีอริยะหน้าไหนกล้าล่วงเกินหานเจวี๋ย รวมถึงจอมอริยะเสวียนตูด้วย ทั้งหมดเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ยด้วยความสุภาพ ในมุมมองของพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงของฟางเหลียงอาจเป็นความประสงค์ของหานเจวี๋ย
“ฝูซีเทียนเคยมาถามข้า คาดว่าคงได้ยินข่าวลือมา นับตั้งแต่นั้นมา เหล่าอริยะต่างก็เมินเฉยต่อฟางเหลียง จะว่าไป เหตุใดฟางเหลียงถึงสามารถดูดซับดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้เล่า” ฉิวซีไหลถามด้วยความฉงน
หานเจวี๋ยถึงได้รับรู้ว่าเหล่าอริยะต่างนึกว่าฟางเหลียงเพียงแค่ดูดซับดวงชะตามรรคาสวรรค์อยู่ ไม่รู้ว่าเขากำลังจะกลายเป็นบรรพชนเต๋า
หานเจวี๋ยเล่าให้ฉิวซีไหลฟังตามตรงโดยไม่ปิดบัง
พอได้ฟัง ฉิวซีไหลก็เบิกตากว้าง
“แย่แล้ว!”
ฉิวซีไหลพึมพำ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียด
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”
แววตาฉิวซีไหลหม่นหมอง เอ่ยว่า “ก่อนบรรพชนเต๋าจะจากไปเคยกำหนดตัวผู้สืบทอดเอาไว้ คืออดีตอริยะแห่งนิกายเหริน ทว่าถูกพวกเราวางแผนเล่นงานจนดับสูญ หลี่มู่อีที่ออกจากมรรคาสวรรค์ไปแล้วถึงจำเป็นต้องกลับมา”
หานเจวี๋ยพลันนึกขึ้นได้ว่านิกายเหรินไม่มีอริยะมรรคาสวรรค์รายอื่นแล้วจริงๆ เหลืออยู่เพียงปราณม่วงอนธการเท่านั้น
“หากว่าบรรพชนเต๋าฟื้นคืนชีพ แล้วทราบเรื่องนี้เข้า เกรงว่าพวกเราเหล่าอริยะต้องถูกตามล่าคิดบัญชี ขนาดเจ้านิกายทงเทียนผู้งามสง่าจนถึงตอนนี้ก็ยังถูกสะกดไว้ในแดนรกร้างอยู่ ไม่อาจฟื้นตัวได้อีกตลอดกาล”
ในใจของเหล่าอริยะ บรรพชนเต๋าคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นตัวตนที่พวกเขายำเกรงที่สุดโนlวลกูดอทคoม
หากบรรพชนเต๋าไม่จากไป พวกเขาคงไม่กล้าต่อสู้แย่งชิง
ตอนนี้บรรพชนเต๋ากลับมาแล้ว…
หานเจวี๋ยเอ่ยปลอบ “วางใจเถอะ ฟางเหลียงเป็นเพียงร่างแยกของบรรพชนเต๋า มิใช่บรรพชนเต๋าตัวจริง”
“จริงหรือ”
“อืม”
ฉิวซีไหลโล่งอกแล้ว
หลังจากหานเจวี๋ยกำชับฉิวซีไหลไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเสร็จก็สลายแดนความฝันลง
กลับมาที่โลกความเป็นจริง หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
ดวงจิตประหลาดปรี่เข้ามาหา
“เจ้าอยากออกไปหรือ”
ดวงจิตประหลาดพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
หานเจวี๋ยใคร่ครวญดู เอ่ยไปว่า “ให้เจ้าออกไปได้ แต่เจ้าห้ามออกจากมรรคาสรรค์ และห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากดวงจิตอัปมงคล มิเช่นนั้นเจ้าจะถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่ออกไปตามกฎ วันหน้าแม้แต่ข้าก็ช่วยเหลือเจ้าไม่ได้”
ดวงจิตประหลาดโบกมือ สื่อว่ามันรับรอง
หานเจวี๋ยสะบัดแขนเสื้อส่งมันออกไป
เจ้าตัวนี้ขี้ระแวงยิ่ง ถ้าไม่มีความมั่นใจ ไม่มีทางมาหาหานเจวี๋ยก่อน
ดวงจิตอัปมงคลดวงนั้นซวยแล้ว
จากนั้นหานเจวี๋ยก้าวออกจากอารามเต๋า เดินไปหยุดที่หน้าอารามเต๋าที่อยู่ด้านข้าง เขายกมือเคาะประตู
ประตูเปิดออกทันที สิงหงเสวียนลุกออกมาต้อนรับ
หลังจากหานเจวี๋ยเข้าไป ประตูใหญ่ก็ปิดลง
จางเจี่ยวและจิ้งจอกชาดทำเป็นมองไม่เห็นไปเสีย ต่างคนต่างฝึกบำเพ็ญต่อไป
หานเจวี๋ยเดินไปนั่งลงหน้าโต๊ะเล็ก รินชาให้ตัวเองพลางถามว่า “ระยะนี้การบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้าง”
สิงหงเสวียนนั่งลง คลี่ยิ้มปานบุปผา เอ่ยว่า “พอไหว เข้าใกล้ระดับต้าหลัวไปเรื่อยๆ แล้ว แต่ไม่ทราบเช่นกันว่ายามไหนถึงจะพิสูจน์มรรคเป็นครึ่งอริยะ และกำเนิดบุตรให้ท่านได้”
สิงหงเสวียนอาศัยการเกิดใหม่ปรับปรุงคุณสมบัติ อีกทั้งได้รับดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์ ฝึกบำเพ็ญมาเนิ่นนานปานนี้ จะเข้าใกล้ระดับต้าหลัวก็ไม่แปลก นางมิใช่มนุษย์ธรรมดามานานแล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “คลอดลูกจะมีประโยชน์อะไร ระวังเถอะว่าจะบั่นทอนเอาแก่นตบะของเจ้าไปด้วย”
สิงหงเสวียนเบะปาก เอ่ยว่า “ข้าทำเช่นนี้เพราะมีทายาทไว้ให้ท่าน หากวันไหนท่านต้องการไปจากสำนักซ่อนเร้น ออกไปท่องโลกด้านนอก มีทายาทคอยดูแลสำนักซ่อนเร้นให้ท่าน บุตรแห่งสวรรค์ของสำนักซ่อนเร้นเหล่านี้แต่ละคนต่างเย่อหยิ่งจองหองกันทั้งนั้น หากวันหน้ากลายเป็นมังกรไร้หัวจะเกิดเรื่องเอาได้”
“ข้าไม่มีทางไปจากสำนักซ่อนเร้น” หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา
สิงหงเสวียนกะพริบตาปริบๆ นึกทวนดูอย่างละเอียด ดูเหมือนหานเจวี๋ยจะไม่เคยจากไปเพียงลำพังเลย ขนาดจะมาแดนเซียนก็ยังพาพวกนางมาด้วยกัน กลับเป็นพวกนางที่ออกจากสำนักไปตามลำพังกันทั้งสิ้น
มาถึงจุดนี้ สิงหงเสวียนถามด้วยความสงสัย “ท่านอยู่ในสำนักซ่อนเร้นมาตลอดไม่เบื่อบ้างหรือ”
หานเจวี๋ยย้อนถาม “เหตุใดต้องเบื่อ”
“ตอนนี้น่าจะมิมีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของท่านได้แล้ว ท่านไม่อยากออกไปดูโลกภายนอกหรือ”
“ภรรยา เจ้าถูกมรรคาสวรรค์ยึดร่างไปแล้วหรือ”
หานเจวี๋ยมองสิงหงเสวียนด้วยความระแวง เขากำลังลังเลอยู่ว่าควรชำระล้างสิงหงเสวียนสักรอบดีหรือไม่
สิงหงเสวียนเอ่ยด้วยความจนปัญญา “ท่านนี่นะ ขี้ระแวงเกินไปแล้ว เป็นอริยะแล้วยังจะกลัวการออกไปข้างนอกอยู่อีก”
ตอนที่นางรู้จักหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ยามนั้นระมัดระวังตัวยิ่ง ยามนี้กลายเป็นอริยะแล้ว ก็ยังคงระมัดระวังตัวอยู่
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หานเจวี๋ยสำเร็จเป็นอริยะได้
ทั้งสองพูดคุยกันต่อไป พูดถึงเรื่องในอดีต คุยเรื่องในปัจจุบัน
หลายเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยออกจากอารามเต๋าของสิงหงเสวียน เขามาที่ใต้ต้นฝูซัง
เหล่าศิษย์พากันลุกขึ้นยืน ทำความเคารพเขา
ผ่านไปหลายหมื่นปี แม้จะย้ายมาอยู่ที่เขตเซียนร้อยคีรีแล้ว ต้นฝูซังก็ยังเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าศิษย์สืบทอดอยู่
ไก่คุกรัตติกาลโฉบเข้ามา พลางร้องเรียก “นายท่าน ข้ามีเรื่องจะฟ้อง!”
หานเจวี๋ยถามมัน “ฟ้องอะไร”
ไก่คุกรัตติกาลตะโกนขึ้นมา “เจ้าใหญ่กับเจ้ารองอยากออกไป!”
เจ้าใหญ่และเจ้ารองเป็นอีกาทอง เมื่อก่อนเนื่องจากคุณสมบัติไม่ได้เรื่อง จึงถูกขับออกจากเผ่าพันธุ์ ยามนี้ล้วนเป็นตัวตนระดับเทพกันแล้ว แต่ยังอยู่ไกลจากระดับต้าหลัวอีกพอสมควร
เจ้าใหญ่รีบเอ่ยทันที “ไม่จริง มันพูดเหลวไหล แค่มีอีกาทองกระตุ้นสายเลือดเรียกหาพวกเราเท่านั้น!”
เจ้ารองตัวสั่นระริก เพลิงแท้สุริยะบนร่างลุกโชนโหมกระพือ
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู ที่แท้จักรพรรดิปีศาจอีกาทองกำลังเรียกหาอีกาทองทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา การโจมตีของนิกายเจี๋ยรุนแรงนัก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เผ่าปีศาจต้องล่มสลายแน่
เผ่าปีศาจคงไม่ถึงขั้นถูกล้างเผ่าพันธุ์ แต่เผ่าเทพอีกาทองจะไม่อาจรั้งตำแหน่งราชวงศ์แห่งเผ่าพันธุ์ปีศาจต่อไป
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “หลังบรรลุถึงระดับครึ่งอริยะ หากพวกเจ้าต้องการก็สามารถออกไปได้ตามใจชอบ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ผู้ใดก็อย่าได้ฝันไปเลย และห้ามยุยงปลุกปั่น”
พูดจบเขาก็เดินไปหยุดหน้าต้นฝูซัง เริ่มสอดส่องดูต้นฝูซัง
วังวนมิติภายในต้นฝูซังมีจำนวนเกินสามร้อยแห่งแล้ว
หานเจวี๋ยไม่คิดเลยว่านอกมรรคาสวรรค์จะยังมีโลกอีกมากมายถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตามโชคดีที่โลกเหล่านี้ล้วนอ่อนด้อยกว่าแดนเซียนมากนัก
ผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้ ตบะของต้นฝูซังบรรลุถึงระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว พร้อมเข้าสู่ระดับต้าหลัวได้ทุกเมื่อ
หานเจวี๋ยให้ต้นฝูซังเปิดวังวนมิติบางส่วน จากนั้นเริ่มสำรวจโลกที่อยู่ด้านใน
ศิษย์คนอื่นๆ ไม่กล้ารบกวนอีก ต่างฝึกบำเพ็ญไปตามวิถีของตน
….
เขาเทพปู้โจว
อีกาทองสามขาตัวหนึ่งที่สยายปีกกว้างไกลหลายหมื่นจั้งมุ่งหน้าจากทางทิศตะวันตก ต้องการขึ้นเขา
ตูม!
ปราณกระบี่ระเบิดขึ้นสู่นภา สั่นคลอนเมฆาให้กระจัดกระจาย สั่นสะเทือนเขาเทพปู้โจว
อีกาทองสามขาจำเป็นต้องหยุด เอ่ยขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจักรพรรดิปีศาจอีกาทอง มาเพื่อขอเข้าพบผู้อาวุโสหลี่เต้าคง!”
“ไม่พบ”
เสียงของหลี่เต้าคงแว่วออกมา เย็นชาอย่างยิ่ง ทั้งยังแข็งกร้าวนัก
บรรดาสิ่งมีชีวิตบนเขาเทพปู้โจวล้วนประหม่ากังวลยิ่ง ชื่อเสียงของจักรพรรดิปีศาจอีกาทอง พวกเขาเคยได้ยินมานานแล้ว ถึงแม้หลี่เต้าคงจะมีชื่ออยู่ในลำดับแรกของทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ แต่จักรพรรดิปีศาจอีกาทองก็ไม่อ่อนด้อยเลย ซ้ำยังมีเผ่าปีศาจอยู่ใต้อาณัติ
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาเทพปู้โจว!”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองเอ่ยเสียงขรึม เขาไม่คิดเลยว่าหลี่เต้าคงจะไม่ไว้หน้ากันถึงขนาดนี้
“ไสหัวไป!”
เสียงของหลี่เต้าคงดังสนั่นปานฟ้าผ่า สั่นสะเทือนแก้วหูของสิ่งมีชีวิตในเขาเทพปู้โจว
“เฮอะ!”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองแค่นเสียง หันหลังจากไป
หนึ่งร้อยปีต่อมา
เผ่าปีศาจดาหน้ากันเข้ามาที่เขาเทพปู้โจวจากทั่วสารทิศ ไอปีศาจแผ่อวล ก่อตัวเป็นเมฆทะมึน ครอบคลุมเขาเทพปู้โจว ราวกับภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน
หานเจวี๋ยที่อยู่ไกลออกไปในเขตเซียนร้อยคีรีพลันลืมตาขึ้น
เขาขมวดคิ้วนิดๆ เพ่งมองไป
มีปีศาจจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาที่เขาเทพปู้โจวอย่างไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นสมุทร ต้องการจะถล่มท่วมทับเขาเทพปู้โจว
ปีศาจเหล่านี้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ระดับจักรพรรดิเซียนเท่านั้น
เผ่าปีศาจต้องการโจมตีเขาเทพปู้โจวหรือ
แต่ปีศาจเหล่านี้อ่อนแอถึงเพียงนี้…
ช้าก่อน!
สีหน้าหานเจวี๋ยพลันมืดครึ้มลง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
เผ่าปีศาจส่งพลทหารปีศาจกว่าร้อยล้านตนมาบุกเขาเทพปู้โจว คิดจะยั่วโทสะหลี่เต้าคง หากหลี่เต้าคงลงมือ ทำลายล้างปีศาจเหล่านี้ แรงกรรมมหาศาลจะหักล้างดวงชะตามรรคาสวรรค์ของเขา ทำให้เขายากจะรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งในทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้โนiวลกูดอทคอม
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย แต่ทำนายไม่ได้เลยว่าเป็นอริยะรายใดที่เกื้อหนุนเผ่าปีศาจ
ในมุมมองของเขา ต้องมีอริยะเกื้อหนุนแน่นอน มิเช่นนั้นเผ่าปีศาจที่ถูกนิกายเจี๋ยถล่ม ไหนเลยจะยังกล้าสร้างศัตรูเพิ่ม
‘ข้าอยากรู้ว่าเป็นผู้ใดที่เกื้อหนุนจักรพรรดิปีศาจอีกาทองอยู่’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มากขนาดนี้เชียว!
หานเจวี๋ยรู้สึกหนักใจแล้ว
เขาเลือกดำเนินการต่อทันที จากนั้นเขาได้เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยมาโผล่ในตำหนักใหญ่สีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยเพลิงโชติช่วง เขามองเห็นจักรพรรดิปีศาจอีกาทอง กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเงาร่างหนึ่ง
ตี้จวิน!
มองเห็นตี้จวินหลุบตามองจักรพรรดิปีศาจอีกาทอง เอ่ยอย่างเฉยชา “สถานการณ์อันยากลำบากของเผ่าปีศาจข้าทราบเรื่องแล้ว”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองกัดฟันเอ่ย “หวังว่าท่านปฐมบรรพชนจะช่วยอนุเคราะห์เผ่าเทพอีกาทองด้วย!”
ตี้จวินกล่าวว่า “ข้ามิใช่ปฐมบรรพชนของเจ้า ปฐมบรรพชนของเผ่าเทพอีกาทองเป็นเพียงร่างจำลองตนหนึ่งของข้าเท่านั้น ข้าหลุดพ้นจากบ่วงกรรมมานานแล้ว ไม่ตกอยู่ในความอนิจจัง”
“แต่ว่า…”
“เผ่าเทพอีกาทองมิมีอริยะ พวกเจ้ายากจะตั้งหลักในแดนเซียนได้ ยามนี้พวกเจ้าทำได้เพียงผงาดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกล้างเผ่าพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า วนเวียนเป็นวัฏจักรไปไม่สิ้นสุด”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองเงียบไป
ตี้จวินเอ่ยต่อว่า “อย่างไรก็ตามข้ามีหนทางหนึ่งที่ช่วยให้เผ่าเทพอีกาทองหลุดพ้นจากชะตากรรมได้ หากทำสำเร็จ เผ่าเทพอีกาทองจะมีอริยะบังเกิดขึ้น หากล้มเหลว เผ่าเทพอีกาทองจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เจ้าห้ามเปิดเผยถึงตัวตนของข้า กล้าหรือไม่”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองเงยหน้าขึ้นทันที เอ่ยว่า “กล้าขอรับ! เผ่าเทพอีกาทองไร้หนทางแล้ว!”
“เจ้าจงส่งปีศาจทั้งหมดในเผ่าไปที่เขาเทพปู้โจว บีบคั้นให้หลี่เต้าคงลงมือ กำจัดดวงชะตามรรคาสวรรค์ของเขา จากนั้นข้าจะให้ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ชิ้นหนึ่งแก่เจ้า เจ้าต้องไปเอามันมาจากแดนต้องห้ามอันธการ ข้าจะกำหนดทิศทางให้เจ้า”
“ขอรับ!”
จักรพรรดิปีศาจอีกาทองตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ไม่กี่คำนี้ทำให้เขาตาลายเลยทีเดียว
ภาพลวงตาสิ้นสุดลงเท่านี้
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
ไม่น่าเชื่อว่าตี้จวินก็จับตามองมรรคาสวรรค์ ถึงขั้นที่ยอมมอบสมบัติมรรคาสวรรค์ให้ด้วย
ผิดปกติ
ผู้ทรงพลังเหล่านี้ก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ไปแล้วมิใช่หรือ ถึงขั้นมหามรรคแล้ว เหตุใดยังลงมือกับมรรคาสวรรค์อีก
หานเจวี๋ยทำนายถึงสาเหตุต่อ
[เนื่องจากเกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือขีดจำกัดของระบบ ไม่สามารถวิวัฒนาการได้]
หืม?
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ตี้จวินมิได้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
เท่าที่เขารู้ มีเพียงบรรพชนเต๋าเท่านั้นที่อยู่เหนือขีดจำกัดของระบบ
หรือว่าเหตุผลที่ตี้จวินลงมือเป็นเพราะบรรพชนเต๋า
หานเจวี๋ยคิดไม่ออกเลย เขาถ่ายทอดเสียงไปหาหลี่เต้าคงที่เขาเทพปู้โจว ห้ามไม่ให้เขาลงมือกับมวลชนเผ่าปีศาจ ให้ใช้ค่ายกลป้องกัน โอบล้อมเขาเทพปู้โจวไว้
นิกายเจี๋ยตามสังหารเผ่าปีศาจอยู่ ขอเพียงเผ่าปีศาจขึ้นสู่เขาเทพปู้โจวไม่ได้ ยืนหยัดได้ไม่นานก็จะย่อยยับไป
หลี่เต้าคงใช้พลังทันที แสงกระบี่พวยพุ่งขึ้นมาจากชายขอบเขาเทพปู้โจว ราวกับกระบี่แสงที่ลอยอยู่ในอากาศ ปลายกระบี่ชี้สู่ฟ้า งดงามตระการตา
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ