586-590

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 586ถึง590
ขณะที่จี้เซียนเสินกำลังวิตกอยู่นั้น ฟางเหลียงที่อยู่ชั้นฟ้าที่เก้าก็ตกตะลึงอย่างยิ่งเช่นกัน
ฟางเหลียงยังคงดูดซับต้นกำเนิดมรรคาสวรรค์อย่างต่อเนื่อง แต่ทันทีที่เขาเทพปู้โจวปรากฏขึ้น ความเร็วในการดูดซับของเขาพลันลดฮวบลง
เกิดอะไรขึ้น
ฟางเหลียงตระหนกอยู่บ้าง ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันอาจส่งผลกระทบต่อการผสานรวมระหว่างเขาและบรรพชนเต๋า ซ้ำอีกฝ่ายยังมาจากสำนักซ่อนเร้นเช่นกัน
“อาจารย์ปู่เกื้อหนุนเผ่าสวรรค์ก่อน จากนั้นก็เกื้อหนุนหลี่เต้าคง เขาจะทำอะไร”
ฟางเหลียงขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความฉงน
หานเจวี๋ยไม่ฝักใฝ่การแก่งแย่งชิงดีมิใช่หรือ
หากภาพรวมยังเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหน้ามรรคาสวรรค์จะมิตกอยู่ในการควบคุมของหานเจวี๋ยหรอกหรือ
ยิ่งคิดฟางเหลียงก็ยิ่งตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าหานเจวี๋ยจะจัดฉากเอาไว้ลึกล้ำเช่นนี้โดยไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลย
เขาอยากรู้ยิ่งนักว่าหานเจวี๋ยไปได้เขาเทพปู้โจวมาจากที่ใดกันแน่!
….
วันเวลาคล้อยผ่านดุจกระสวยทอผ้า
ผ่านไปอีกหนึ่งพันปีอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น มองไปทางเขาเทพปู้โจวเป็นลำดับแรก
เวลานี้เขาเทพปู้โจวสูงเกินเก้าล้านล้านลี้แล้ว พุ่งทะลุไปถึงเก้าชั้นฟ้า ไม่ทราบขนาดความยาว ทว่ากินพื้นที่ครอบคลุมไปกว่าสิบเมือง
สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนตั้งรกรากอาศัยอยู่ในเขาเทพปู้โจวอย่างสงบสุข ดวงชะตาเอ่อล้น หลี่เต้าคงบรรลุตบะระดับครึ่งอริยะตอนปลายได้ก็เพราะสิ่งนี้
หลี่เต้าคงรับศิษย์เข้าสู่สังกัดหลายแสนคนแล้ว คุณสมบัติหลากหลายต่างกันไป แม้แต่หานอวี้ก็ฝากตัวเข้าสู่สังกัดของหลี่เต้าคงเช่นกัน
ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งพันปี เขาเทพปู้โจวกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ในแดนเซียนที่ไม่อาจดูแคลนได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยักษ์ใหญ่ตนนี้ยังมิได้แสดงความทะเยอทะยานของตนออกมา ยังไม่เป็นภัยคุกคามต่อกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ชั่วขณะ
ตอนนี้แดนเซียนน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เผ่าสวรรค์ เผ่าปีศาจ สำนักแยกนภา สำนักนิกายแห่งอริยะ เผ่ามนุษย์ เขาเทพปู้โจว วังเทพ วังมังกร เมืองนรก แต่ละกลุ่มอิทธิพลมีความสลับซับซ้อนต่างกันไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้สัมผัสความรู้สึกของอริยะแล้ว
ลอยตัวสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
เปรียบเสมือนการเดินหมาก แต่หากกระดานหมากทำให้เจ้าหงุดหงิด เจ้าก็สามารถคว่ำกระดานได้ทันที แต่การอาศัยตัวหมากของตนเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ ความรู้สึกนั้นน่ารื่นรมย์กว่าการคว่ำกระดานมากนัก
ตอนนี้หานเจวี๋ยกำลังเดินหมากอยู่ ใช้เวลาฝึกบำเพ็ญมายาวนาน ได้วางแผนจัดฉากบ้างก็น่าสนุกดี
ตอนนี้เหล่าอริยะไม่กล้าพุ่งเป้ามาที่เขา รวมถึงกลุ่มอิทธิพลของเขาด้วย ทำให้เขาไม่ได้เล่นสนุกมากนัก
ทว่าหานเจวี๋ยก็ไม่ได้รีบร้อนเช่นกัน เมื่อขอบเขตอิทธิพลของสำนักซ่อนเร้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหล่าอริยะย่อมมีปฏิกิริยาตอบสนองในไม่ช้าก็เร็ว
หานเจวี๋ยสอดส่องดูหานอวี้
หานอวี้ฝึกบำเพ็ญอยู่ในมุมเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเขาเทพปู้โจว บ่วงกรรมระหว่างเขาและหลี่เต้าคงเบาบางยิ่ง ทั้งสองน่าจะยังไม่เคยพบกัน
ด้วยนิสัยของหลี่เต้าคง คาดว่าคงไม่มีเวลาไปพบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนเขา
หานเจวี๋ยสอดส่องหานทั่วต่อ
หานทั่วพิสูจน์ตัวต่อวังเทพแล้ว แม้แต่จิ่งเทียนกงก็ไม่กล้าหาเรื่องเขาอีก เพียงเพราะตบะของเด็กคนนี้ใกล้จะตามอี๋เทียนทันแล้ว
การผงาดขึ้นมาของหานทั่วก็กระตุ้นอี๋เทียนด้วยเช่นกัน อี๋เทียนไม่ท้ารบไปทั่วสารทิศอีกต่อไป ระยะนี้เร่งปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
“สงบสุขดีจริงๆ”
หานเจวี๋ยกล่าวทอดถอนใจออกมาประโยคหนึ่ง
หวังว่าวันเวลาเช่นนี้จะดำเนินต่อไปอีกสักหลายๆ พันปี เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะต้องไร้พ่ายในมรรคาสวรรค์แล้วอย่างแน่นอน
รอจนเขาไร้พ่าย เขาก็จะไม่ทำอะไรอีก จะเตร็ดเตร่ไปทั่วสารทิศ สำรวจโลกหล้าอันโกลาหลวุ่นวาย
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายต่ออีกสักพัก จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่ออย่างแช่มชื่น
….
วังเทพ ภายในตำหนักมืดสลัวหลังหนึ่ง
จิ่งเทียนกงนั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่าทางเอื่อยเฉื่อย เขาสวมเสื้อคลุมสีดำปักลายแดง รวบผมสวมกวาน มีสง่าราศียิ่งนัก
เงาดำสายหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นในตำหนัก ราวกับแสงเทียน ส่ายไหวไม่หยุด
“เจ้าลัทธิ ศิษย์ของวังเทพไม่ยอมแยกตัวง่ายๆ ขอรับ”
เงาดำเอ่ยเสียงขรึม น้ำเสียงจนปัญญา
จิ่งเทียนกงขมวดคิ้ว ถามขึ้น “เพราะเหตุใด มิใช่ว่ามีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ถอดใจเพราะคุณสมบัติสู้ผู้อื่นมิได้หรอกหรือ”
เงาดำเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ปัญหามิได้อยู่ที่คุณสมบัติขอรับ แต่เพราะตำนานของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสร่างซาลงมากเหลือเกิน ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนไม่เชื่อถือ”
จิ่งเทียนกงฟังแล้วขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม สบถเบาๆ “ฝูงสัตว์เลื้อยคลานไร้ปัญญา!”
เงาดำกล่าวว่า “สาวกที่เหลืออยู่ของลัทธิอันธการก็เข้าร่วมสำนักนิกายต่างๆ แล้ว สถานการณ์คล้ายคลึงกัน ชื่อเสียงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการลดน้อยลงมากเกินไปจริงๆ ยากจะทำให้คนเชื่อมั่นได้”
จิ่งเทียนกงอดถอนหายใจไม่ได้
เงาดำเงียบงัน
ผ่านไปพักใหญ่
จิ่งเทียนกงสะบัดแขนเสื้อเอ่ยว่า “ไปเถอะ ข้าจะขอคำชี้แนะจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการดู อีกไม่นานความน่าหวาดหวั่นของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะสำแดงต่อสรรพสิ่ง”
“รับบัญชา”
เงาดำเลือนหายไปจากจุดเดิม nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
จิ่งเทียนกงเงยหน้ามองหลังคาตำหนัก เป็นฉากเสมือนของธารดารา งดงามสุกสกาว
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ยามไหนท่านผู้ทรงศักดิ์ถึงจะมาเข้าฝันข้า…ข้ามีใจแต่ไร้กำลังเหลือเกิน”
จิ่งเทียนกงสิ้นหวังอยู่บ้าง
เหตุใดหลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็หายไปเลยเล่า
….
เขาเทพปู้โจว
หานทั่วเดินทอดน่องไปตามป่าเขา ระหว่างทางพบเห็นสิ่งมีชีวิตฝึกบำเพ็ญอยู่ไม่น้อยเลย การต่อสู้ฆ่าฟันเป็นเรื่องต้องห้ามในเขาเทพปู้โจว ดังนั้นจึงสงบสุขยิ่ง
สิ่งมีชีวิตที่นี่ถึงขั้นที่ไม่กล้าส่งเสียงดังด้วยซ้ำ เกรงว่าจะไปรบกวนหลี่เต้าคงที่อยู่บนยอดเขาเข้า
“ผู้อาวุโสหลี่ช่างร้ายกาจจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะก่อตั้งเขาเทพเช่นนี้ขึ้นได้”
หานทั่วสะท้อนใจอย่างยิ่ง ตลอดทางที่เดินมา ความใหญ่โตมโหฬารของเขาเทพปู้โจวทำให้เขาตื่นตะลึงยิ่ง
แม้ว่าจะเป็นตัวตนระดับเทพ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเขาเทพปู้โจว ก็รู้สึกราวกับตนเล็กจ้อยยิ่ง
ปราณฟ้าประทานบนเขาหนาแน่นยิ่งนัก อาณาเขตเต๋าของวังเทพมิอาจเทียบได้เลย
หลายวันต่อมา หานทั่วเดินมาถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง
เป้าหมายในการมาครั้งนี้ก็เพื่อตามหาหานอวี้ เพียงแต่หลังจากมาถึงเขาเทพปู้โจว เขาก็ดื่มด่ำอยู่กับที่นี่ จึงล่าช้าเสียเวลาไปหลายวัน
หานทั่วจับสัมผัสถึงกลิ่นอายภายในถ้ำได้แล้ว เป็นหานอวี้
“เขาคือเชื้อสายของข้าจริงๆ”
หานทั่วพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มน้อยๆ
ไม่นึกเลยว่าทายาทรุ่นหลังของเขาจะยังมีคนโดดเด่นเช่นนี้ปรากฏขึ้นด้วย เขาพลันรู้สึกว่าตนไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
“สหายน้อยด้านใน ออกมาทีเถิด”
หานทั่วเปิดปากกล่าว สองมือยกไพล่หลังไว้โดยไม่รู้ตัว วางท่าเป็นผู้อาวุโส
หานอวี้ก้าวออกมาจากถ้ำอย่างระมัดระวัง ยามที่แสงตะวันส่องกระทบร่างเขา หานทั่วพลันตะลึง
เขาหลุดพึมพำออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ “ท่านพ่อ…”
หานอวี้ขมวดคิ้ว ถามด้วยความระแวง “ท่านเป็นผู้ใด เหตุใดถึง…”
เรียกข้าว่าพ่อ!
วาจาส่วนหลังเขาไม่กล้าเอ่ยออกมา เกรงจะล่วงเกินคนผู้นี้เข้า
เขารับรู้ได้ว่าหานทั่วแข็งแกร่งกว่าตน
หานทั่วได้สติกลับมา แววตาอ่อนโยนลง เอ่ยยิ้มๆ “ข้ามีนามว่าหานทั่ว”
หานทั่ว!
หานอวี้เบิกตากว้าง เขาไม่มีทางลืมเลือนชื่อนี้
ชิ้ง…
หานอวี้ชักกระบี่ออกมา พุ่งเข้าใส่หานทั่ว
หานทั่วขมวดคิ้ว ดีดนิ้วทีหนึ่ง หานอวี้ถูกดีดกระเด็นออกไป ขนเข้ากับผนังเขา
หานอวี้กัดฟัน ลุกขึ้นยืน คิดจะเข้าโจมตีต่อ ผลคือถูกพลังเวทอันกล้าแกร่งสะกดไว้
มิใช่แค่เขา หานทั่วก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เช่นกัน
หานทั่วเงยหน้ามองขึ้นไปทางยอดเขา เอ่ยขึ้นว่า “ผู้อาวุโสหลี่ ขออภัยด้วย พวกเราไม่ลงมือกันอีกแล้ว เขาคือชนรุ่นหลังของข้า ข้ามาหาเขา”
หลี่เต้าคงมิได้ตอบกลับ แต่พลังเวทที่พันธนาการพวกเขาไว้หายไปแล้ว
หานอวี้กัดฟันถาม “ท่านมาหาข้าทำไม”
หานทั่วทราบดีว่าเหตุใดหานอวี้ถึงเคืองขุ่นเช่นนี้ ถึงอย่างไรตระกูลหานก็ถูกสังหารล้างตระกูล
“ตอนนี้ข้าคือผู้ดูแลของวังเทพ นับว่ามีอำนาจอยู่บ้าง ไปกับข้าเถอะ วันหน้าจะได้ลำบากน้อยลงหน่อย” หานทั่วเอ่ยอย่างใจเย็น
หานอวี้แค่นเสียง “ข้าไม่ไป!”
“เพราะเหตุใด”
“ในอดีตข้าเคยขอร้องอ้อนวอนท่าน ท่านไม่ตอบรับเลย ตอนนี้ข้าไม่มีทางขอร้องท่านอีก”
“ตระกูลหานถูกล้างบาง เจ้านึกโทษข้าเช่นนั้นหรือ”
หานอวี้เงียบไป อันที่จริงเรื่องนี้ไม่อาจกล่าวโทษหานทั่วได้ กล่าวได้เพียงว่าตระกูลหานอ่อนแอเกินไป ปกป้องตัวเองไม่ได้
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยว่า “โทษท่านไม่ได้จริงๆ แต่ข้าไม่มีทางไปกับท่าน หานทั่ว ท่านรอก่อนเถอะ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีสักวันที่ข้าจะเหนือกว่าท่าน ข้าจะรอให้ถึงวันนั้น วันที่ท่านต้องเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือจากข้า!”
เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงตะคอกกร้าวของหานอวี้ หานทั่วก็ส่ายหน้าพลางหลุดยิ้มออกมา
เขาไม่โกรธเลย เด็กคนนี้ไม่เข้าใจถึงความสำคัญด้านคุณสมบัติ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางเทียบเขาได้
หานทั่วเองก็เข้าใจในคุณสมบัติของตนเช่นกัน เขามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลแล้ว ในโลกมีคนเพียงน้อยนิดที่สามารถมาถึงระดับนี้ได้
ส่วนลูกหลานของตน สายเลือดผสมปนเปกับมนุษย์ธรรมดาอยู่เรื่อยๆ คุณสมบัติของหานอวี้ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็คงไม่แกร่งจนเกินไปนัก
หานทั่วถามอีกครั้ง “ไม่ไปกับข้าจริงๆ น่ะหรือ”
“ไม่ไป!”
“ตามใจ”
หานทั่วก็ไม่เซ้าซี้ หันหลังจากไป
หานอวี้มองแผ่นหลังของเขาที่จากไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน จนกระทั่งเขาหายลับไปจากอีกฟากหนึ่งของเทือกเขา
“ฮึ่ม! รอข้าก่อนเถอะ!”
หานอวี้แค่นเสียง หันหลังกลับเข้าไปในถ้ำ
เขามิได้เคียดแค้นชิงชังหานทั่ว เพียงอยากพิสูจน์ให้หานทั่วเห็นว่าเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบรรพบุรุษ!
ไม่ถูกสิ
หานอวี้ชะงักเท้า พลันนึกถึงบรรพชนของบรรพชนท่านนั้นขึ้นมา มาถึงแดนเซียนนานถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยพบท่านบรรพชนผู้นั้นอีกเลย
เขาสังหรณ์ใจว่า บรรพชนท่านนั้นต้องเป็นตัวตนชั้นสูงผู้หนึ่งแน่นอน!
“ข้าอยากพิสูจน์ให้ท่านผู้อาวุโสเห็นด้วยเช่นกัน”
หานอวี้ฮึกเหิมคึกคัก แววตาแน่วแน่
ในเวลาเดียวกันนี้
ณ ยอดเขาเทพปู้โจว ภายในตำหนักศิลาเรียบง่ายสามัญหลังหนึ่ง หลี่เต้าคงกำลังใช้ความคิด
“เด็กคนนี้คล้ายเจ้าสำนักมาก ก่อนหน้านี้ไม่สังเกตเห็นเลย ตระกูลหานถูกล้างบาง เหลือเพียงที่รอดมาได้…”
หลี่เต้าคงเคยทำนายถึงทายาทรุ่นหลังของหานทั่ว จึงทราบว่าตระกูลหานถูกล้างบาง
เขาพลันรู้สึกว่าที่หานอวี้รอดมาได้อาจจะมาจากความตั้งใจของหานเจวี๋ย
หรือว่าเด็กคนนี้มีคุณสมบัติแฝงเร้นที่เขามองไม่ออก ยิ่งคิดหลี่เต้าคงก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
หานอวี้เหมือนหานเจวี๋ยเกินไปจริงๆ!
….
ผ่านไปอีกหนึ่งพันปี
หานเจวี๋ยออกจากสภาวะฝึกบำเพ็ญอย่างตรงเวลา เขานับนิ้วทำนายชะตา พบว่าหานทั่วได้พบหานอวี้แล้ว
เขานึกสนุกขึ้นมา
มีละครให้ชมแล้ว
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ หานอวี้ไม่มีทางคุกคามหานทั่วได้
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา ตัดสินใจจะสนับสนุนหานอวี้สักหน่อย วันหน้าจะได้ใช้หานอวี้กระตุ้นหานทั่ว
แน่นอน เขาย่อมไม่เผยความคิดนี้ออกไปตรงๆ เลี่ยงไม่ให้หานอวี้คิดมาก
เขาไม่หวั่นใจเลยว่าหากหานทั่วรู้ความจริงแล้วจะฉุนเฉียวเดือดดาล เขาคอยช่วยเหลือหานทั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้งอยู่หลายครั้ง หากเด็กคนนี้ยังเป็นหมาป่าเลี้ยงไม่เชื่องอีก ก็แค่โยนเข้าคุกสวรรค์อนธการเสีย
ในใจของหานเจวี๋ย ไม่มีวันที่ผู้อื่นจะสำคัญไปกว่าตัวเขาเอง!
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขามาถึงวันนี้ได้
หากเขาเป็นคนที่ใส่ใจกับทุกเรื่อง หานเจวี๋ยคงสิ้นชีพในเส้นทางการฝึกบำเพ็ญไปนานแล้ว
‘รอดูอนาคตต่อไปแล้วกัน ให้เขาฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเองไปก่อนสักระยะ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ วันคืนยังอีกยาวไกล เขาจะใจร้อนเกินไปไม่ได้ ใช่ว่าบอกจะสนับสนุนหานอวี้แล้วก็ต้องลงมือทันที
เขาเริ่มตรวจดูจดหมาย
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากครึ่งอริยะลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จี้เซียนเสินศิษย์ของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเนื่องจากสาปแช่งมากเกินไป เผชิญทัณฑ์สวรรค์ บังเกิดจิตมาร]
[ตี้จวินสหายของท่านเข้าสู่แม่น้ำโชคชะตา เผชิญกับการโจมตีจากดวงจิตฟ้าบุพกาลโบราณ]
….
หวงจุนเทียนล้มเหลวอย่างที่คิดเอาไว้
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะไว้อาลัยให้เขา
ยามนี้หวงจุนเทียนเป็นครึ่งอริยะแล้ว อยู่ในแดนเซียนยากจะสิ้นชีพได้ ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงไม่กังวลในความเป็นความตายของเขา
เขาไล่อ่านลงไป จิ่งเทียนกงเริ่มรนหาที่ตายแล้ว!
ไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ได้รับผลสะท้อนกลับ
หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าอีกสักพักจะไปหาจิ่งเทียนกงสักหน่อย
จากนั้นเขาก็เห็นว่าตี้จวินเผชิญกับการโจมตีจากดวงจิตฟ้าบุพกาลโบราณ นานทีปีหนจะได้เห็นจริงๆ
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง อวี้ผูถี อริยะเจ็ดวิถีและตี้จวินตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามหามรรคเหล่านี้ปรากฏตัวในกล่องจดหมายน้อยยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการถูกโจมตีเลย
กลุ่มของพวกเขาช่างแปลกใหม่สำหรับหานเจวี๋ยจริงๆ
ไม่ทราบเช่นกันว่านอกจากฝึกบำเพ็ญแล้ว นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้นและดวงจิตมหามรรคยังทำอะไรกันอีกโนiวลกูดอทคอม
จะน่าเบื่อมากหรือไม่
หลังจากแข็งแกร่งมากพอแล้ว ไม่มีสิ่งที่ควรค่าพอให้แสวงหาอีก คงน่าเบื่อหน่ายจริงๆ
หานเจวี๋ยหัวเราะหยันตัวเอง เขากลุ้มใจไปเปล่าๆ โดยแท้
เขาไล่อ่านลงไปเรื่อยๆ สหายที่อยู่ด้านนอกต่างมีความเคลื่อนไหวกันแทบทั้งสิ้น เมื่อไม่ได้ทำนายชะตาดู หานเจวี๋ยพลันเกิดจิตนาการเชื่อมโยงสถานการณ์ขึ้น รู้สึกสนุกสนานอย่างยิ่ง
หลังอ่านจดหมายเสร็จ หานเจวี๋ยเข้าฝันจิ่งเทียนกง ใช้รูปลักษณ์ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ภายในแดนความฝัน
จิ่งเทียนกงตื่นเต้นแทบบ้าแล้ว
ผ่านมานานเท่าไรแล้ว!
ในที่สุดเขาก็ได้พบเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย ปลาบปลื้มจนหลั่งน้ำตา ไม่เหลือมาดของครึ่งอริยะและอดีตเจ้านิกายเจี๋ยเลย
หานเจวี๋ยใช้โทนเสียงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เอ่ยว่า “เหตุใดระยะนี้ถึงสวมรอยเป็นข้า จบด้วยการเกิดจิตมาร มันคุ้มกันหรือ”
จิ่งเทียนกงเอ่ยด้วยความละอาย “ข้าเพียงต้องการให้ความอหังการของท่านเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง ท่านช่างเลิศล้ำโดยแท้ รับรู้ได้แม้กระทั่งว่าข้าเผชิญกับการสะท้อนกลับของมรรคาสวรรค์”
ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
“ลัทธิอันธการและวังเทพ เจ้าใคร่ครวญไว้เช่นไร” หานเจวี๋ยถาม
จิ่งเทียนกงตอบว่า “ลัทธิอันธการทำได้เพียงซ่อนตัวในมุมมืด ข้าต้องการใช้วังเทพเป็นเปลือกห่อหุ้ม อีกทั้งวังเทพก็มีศักยภาพยิ่งนัก ในวังเทพมีบุตรแห่งสวรรค์ที่มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกายอยู่ถึงสองคนขอรับ!”
ว่าแล้วเชียว!
คนผู้นี้คิดจะไปเป็นสายลับในวังเทพ
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ไม่จำเป็น เจ้าจงฝึกบำเพ็ญให้ดี ช่วยให้วังเทพแข็งแกร่งขึ้น แล้วสักวันหนึ่ง ข้าจะปรากฏตัวขึ้น ก่อนที่จะถึงช่วงเวลานั้นอย่าได้สร้างความวุ่นวาย ห้ามทำร้ายตัวเอง”
จิ่งเทียนกงได้ฟังแล้วตื้นตันยิ่งนัก
หานเจวี๋ยเอ่ยต่อว่า “สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือพยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้”
เขาคิดดูเล็กน้อย ชี้นิ้วออกไป ถ่ายทอดแสงเทพเบญจธาตุให้
ต้นฉบับดั้งเดิมของพลังวิเศษนี้ไม่ได้เกิดจากเขา ต้นฉบับดั้งเดิมต้องสืบสาวย้อนความไปถึงผู้ทรงพลังข่งเสวียนในยุคบุพกาลดึกดำบรรพ์
นับตั้งแต่เรียนรู้พลังวิเศษนี้มา หานเจวี๋ยใช้น้อยครั้งยิ่ง ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวจะถูกคนเชื่อมโยงถึงตัวเขาได้
จิ่งเทียนกงไม่ทันตั้งตัว ถูกบังคับถ่ายทอดพลังวิเศษ จึงไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ผ่านไปสักพักใหญ่
เมื่อจิ่งเทียนกงลืมตาขึ้นมา แดนความฝันก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว
“พลังวิเศษนี้…ทรงพลังยิ่ง!”
จิ่งเทียนกงมีสีหน้าตื่นเต้นปรีดา
แสงเทพเบญจธาตุ บังคับยึดสมบัติวิเศษของศัตรูได้ บังคับทำลายค่ายกลได้!
ยึดสมบัติ!
สารพัดประโยชน์!
จิ่งเทียนกงรู้สึกโชคดีอยู่ในใจ นับว่าตนประสบโชคในคราวเคราะห์แล้ว
ขณะเดียวกัน เขายิ่งมั่นใจแล้วว่า
ติดตามเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ไม่เสียเปรียบแน่นอน!
….
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยยังนับว่าอารมณ์ดีอยู่ ความภักดีที่จิ่งเทียนกงมีต่อเขาทำให้เขาสบายใจยิ่ง
มหาเคราะห์ผ่านพ้นไปแล้ว จิ่งเทียนกงก็ยังคงเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขา ควรถนอมรักษาไว้ยิ่งนัก
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือคนผู้นี้บ้าระห่ำเกินไป
วังเทพนับว่าอยู่ในการควบคุมของหานเจวี๋ยแล้ว ถึงขั้นที่กล่าวได้ว่าจั้งกูซิงถูกเขาชักใยบงการอยู่ หากจั้งกูซิงต่อต้านเขา เขาสั่งการเพียงคำเดียว จิ่งเทียนกงและจักรพรรดิเซียนวัฏจักรย่อมจัดการจั้งกูซิงแน่นอน
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องการก็คือผลลัพธ์เช่นนี้
กลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่แต่ละแห่งล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา แต่ผู้ปกครองในฉากหน้าหาได้เกี่ยวข้องกับเขาไม่ ต่อให้ผู้ปกครองทำงานพลาด ทัณฑ์สวรรค์ย่อมไม่ตกมาถึงตัวเขา เขายังคงเสพสุขกับอำนาจนี้ได้ตลอด
ตอนนี้หานเจวี๋ยยังไม่มีแผนการอะไร เพียงขยายเครือข่ายไปเรื่อยๆ ก็พอ
เป้าหมายต่อไป หานเจวี๋ยจับตามองวังมังกรและเผ่าปีศาจ
หลงเฮ่าศิษย์ของเขาสามารถไปที่วังมังกรได้ ส่วนเจียงอี้ เจ้าใหญ่ และเจ้ารองให้ไปที่เผ่าปีศาจ
ทว่าเผ่าเรืองนามกลับไม่มีความเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด
หากจะพุ่งเป้าไปที่เผ่าเรืองนาม ควรจัดส่งผู้ใดไปเป็นไส้ศึกเล่า
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา ตัดสินใจว่าจะส่งเต้าจื้อจุนไปเข้าร่วมกับเผ่าเรืองนาม แต่ก็ต้องรอให้เต้าจื้อจุนสำเร็จเป็นครึ่งอริยะก่อนค่อยว่ากัน
ตอนนี้เผ่าเรืองนามยังไม่มีครึ่งอริยะ หากมีครึ่งอริยะยอมให้การสนับสนุน ฝ่ายนั้นต้องไม่ปฏิเสธแน่นอน
ครึ่งอริยะมีน้อยนิดเหลือเกิน แต่ทุกสำนักที่มีครึ่งอริยะประจำการอยู่ล้วนเป็นกลุ่มอิทธิพลชั้นแนวหน้าทั้งสิ้น ความแข็งแกร่งของเผ่าเรืองนามขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในเผ่า ไม่ใช่ตบะอันล้ำเลิศ
เต้าจื้อจุนยังอยู่ห่างไกลจากระดับครึ่งอริยะมากนัก หานเจวี๋ยจึงปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน ทุ่มสมาธิกับการฝึกบำเพ็ญ
วางแผนปูทางเพื่อความสะดวกเท่านั้น ตบะของตนยังคงสำคัญที่สุดอยู่ดี
….
เวลาล่วงเลย เพียงพริบตาเดียวผ่านไปสามพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยสิ้นสุดการปิดด่านบำเพ็ญ เริ่มแสดงธรรมแก่สำนักซ่อนเร้นเช่นเดียวกับที่ผ่านมา แสดงธรรมเป็นเวลาร้อยปี เหล่าศิษย์ยังไม่ได้สติกลับมา หานเจวี๋ยก็ล่าถอยออกไปแล้ว
สี่ปีต่อมา หานเจวี๋ยได้ยินเสียงหนึ่งแว่วขึ้น
“สหายเต๋าหาน พวกเรามีเรื่องอยากปรึกษา เกี่ยวกับตำแหน่งอริยะต่อจากนี้ เจ้ามารวมตัวกันที่ตำหนักเอกภพเถอะ”
เป็นเสียงของจอมอริยะเสวียนตู
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถามในใจว่า ‘หากไปครั้งนี้ ข้าจะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่’
อุดอู้มานาน เขาก็อยากออกไปเดินเล่นเหมือนกัน
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
พอไม่ถูกหักอายุขัยนานๆ เข้า หานเจวี๋ยรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง
[ไม่มี]
ไม่มีคำว่าขณะนี้ ก็แปลว่าไม่มีเลย!
หานเจวี๋ยผ่อนคลายลงทันที จากนั้นก็เคลื่อนย้ายไปโผล่ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ประตูใหญ่ตำหนักเอกภพเปิดอ้า หานเจวี๋ยบินเข้าไปในวัง มองเห็นเทพสูงสุดหนานจี๋และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมาถึงแล้ว ทั้งสองต่างพยักหน้าทักทายเขา
จอมอริยะเสวียนตูนั่งอยู่ด้านหลัง มองเขาอย่างสงบนิ่ง
เทพสูงสุดหนานจี๋ก้าวเข้ามาหา ยิ้มแย้มเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น “สหายเต๋าหาน ในที่สุดเจ้าก็ยอมออกมาสักที ข้าหลงนึกว่าครั้งนี้เจ้าก็คงไม่มาอีกแล้ว”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ออกมาสูดอากาศบ้างน่ะ การประชุมอีกหลายครั้งต่อจากนี้นั้นข้าก็อาจจะขาดประชุมอีกเช่นเคย ยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ”
“โอ้ เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังบากบั่นบำเพ็ญเช่นนี้อยู่เล่า”
“ยามที่เคราะห์ภัยครั้งต่อไปมาเยือน ข้าจะได้มีกำลังพอปกป้องตัวเอง”
เทพสูงสุดหนานจี๋ส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา
เจ้ามีกำลังปกป้องตัวเองมากพอแล้ว!
เทพสูงสุดหนานจี๋ไม่มีทางลืมเลือนฉากที่หานเจวี๋ยสังหารมารมรรคาสวรรค์อย่างทรงพลังได้ นั่นก็เป็นการปกป้องตัวเองหรือ
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยก็เข้ามาพูดคุยตามมารยาทกับหานเจวี๋ยเช่นกัน ส่วนจอมอริยะเสวียนตูกลับไม่ปริปากเลย
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป อริยะรายอื่นต่างทยอยกันมา
ฉิวซีไหลและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเพียงผงกหัวให้หานเจวี๋ยนิดๆ ยากจะจินตนาการออกว่าอริยะสองรายนี้กลายเป็นทาสของหานเจวี๋ยแล้ว
หลังจากเหล่าอริยะมากันครบ จอมอริยะเสวียนตูถึงเปิดปากเอ่ย “วันนี้ที่เรียกทุกท่านมา เพราะอยากหารือว่าต้องการจัดตั้งทำเนียบมรรคาสวรรค์ขึ้นหรือไม่”
ฝูซีเทียนถามด้วยความอยากรู้ “ทำเนียบมรรคาสวรรค์คือสิ่งใด”
“เป็นทำเนียบลำดับนามที่จัดขึ้นสำหรับสรรพสิ่ง ช่วยเสริมสร้างจิตวิญญาณการต่อสู้ในวิถีบำเพ็ญของสรรพสิ่งได้” จอมอริยะเสวียนตูตอบ
หานเจวี๋ยมีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง แต่โชคดีที่แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังใบหน้าของเขาไว้
ทำเนียบลำดับนาม?
พวกเจ้าเล่นเกมออนไลน์กันอยู่หรือไร
เทพสูงสุดหนานจี๋เลิกคิ้วพลางถามว่า “แล้วจะจัดลำดับกันอย่างไร วัดจากตบะหรือ แต่ตบะไม่สามารถบ่งชี้ความสามารถที่แท้จริงได้”
มหาจักรพรรดิเซียวเอ่ยว่า “จัดลำดับด้วยมรรควิถีดีหรือไม่”
“จัดลำดับด้วยสมบัติวิเศษเถอะ”
“เฮอะ คนเขารู้กันทั่วว่าเจ้ามอบสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ชิ้นหนึ่งให้บรรพชนพุทธเทวัญน่ะ”
“สมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์จะนับว่ายากเย็นอะไร เจ้าสามารถนำยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ออกมาได้เช่นกัน”
ฉิวซีไหลและเทพสูงสุดหนานจี๋เริ่มโต้เถียงกัน สองอริยะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเสมอมา อริยะรายอื่นเคยชินกันเสียแล้ว
จอมอริยะเสวียนตูเอ่ยขึ้นว่า “จัดลำดับด้วยดวงชะตามรรคาสวรรค์เป็นอย่างไร สิ่งที่พวกเราเสาะแสวงหาคือความรุ่งโรจน์ของมรรคาสวรรค์ มิใช่กฎระเบียบป่าเถื่อนจำพวกคนอ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง”
เมื่อเหล่าอริยะได้ฟังต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
หานเจวี๋ยก็ต้องมองจอมอริยะเสวียนตูในมุมใหม่เช่นกัน
หากจัดลำดับตามความแข็งแกร่งและอ่อนแอจริงๆ เช่นนั้นหานเจวี๋ยย่อมจะดูแคลนจอมอริยะเสวียนตู
เรื่องดวงชะตายากจะวัดกันได้ สิ่งมีชีวิตบางจำพวกตบะอาจไม่แข็งแกร่ง แต่มีความดีความชอบต่อสรรพสิ่ง ต่อมรรคาสวรรค์ หากจัดลำดับตามดวงชะตามรรคาสวรรค์ ก็ยังไม่แน่ว่าครึ่งอริยะจะอยู่ในทำเนียบรายชื่อ
หลังจากได้รับความเห็นชอบจากเหล่าอริยะ จอมอริยะเสวียนตูก็เริ่มใช้พลังเวท
จำต้องกล่าวเลยว่า จอมอริยะเสวียนตูช่างรอบคอบนัก เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาสามารถลงมือทำไปเลยก็ได้ แต่ก็ยังมาสอบถามเหล่าอริยะก่อน นับว่าเป็นการไว้หน้าให้เกียรติ
กลับกันหลี่มู่อีไม่ได้มีมนุษย์สัมพันธ์สูงขนาดนี้ ถึงขั้นใจแคบและขี้สงสัยด้วยซ้ำ
ตั้งแต่ต้นจนจบ จอมอริยะเสวียนตูไม่เกิดความประทับใจหรือความเกลียดชังในตัวหานเจวี๋ยเลย ราวกับผู้ที่สังหารหลี่มู่อีไม่ใช่หานเจวี๋ย และไม่มีอริยะรายใดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
“พวกเราเหล่าอริยะเห็นพ้องต้องกันว่าจะเริ่มจัดตั้งทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ สิ่งมีชีวิตในโลกต่างๆ ขอเพียงนึกถึงก็จะได้เห็นรายชื่อล้านลำดับแรกที่จัดลำดับขึ้นตามดวงชะตาของโลกต่างๆ รายชื่อห้าลำดับแรกแห่งแดนเซียน เมื่อมรรคาสวรรค์อยู่ในสภาวะสมบูรณ์ก็จะได้รับตำแหน่งอริยะ!”
เสียงของจอมอริยะเสวียนตูดังก้องไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา จากนั้นเหล่าอริยะต่างก็แยกย้ายกันไป
หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า บรรดาสิ่งมีชีวิตในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนพูดคุยถึงเรื่องทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยหลับตาลงตรวจสอบดูทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ ม้วนหนังสือสีทองพลันปรากฏขึ้นในสมองของเขา เมื่อกางมันออก รายชื่อนับล้านพลันปรากฏขึ้น
ดวงชะตาลำดับที่หนึ่ง หลี่เต้าคง пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
ดวงชะตาผลกุศลจากเขาเทพปู้โจวช่างมหาศาลเหลือคณาโดยแท้
ส่วนรายชื่อที่อยู่ด้านล่าง หานเจวี๋ยไม่คุ้นเลย
จี้เซียนเสินเป็นถึงผู้นำของเผ่าสวรรค์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะไม่ติดสิบลำดับแรก
น่าสนใจ
จากนี้ไปสรรพสิ่งจะเริ่มแก่งแย่งดวงชะตามรรคาสวรรค์กันอย่างแน่นอน รวมถึงมีการฆ่าฟันกันด้วย แต่ในเชิงภาพรวมแล้วจะเป็นการช่วยขับเคลื่อนมรรคาสวรรค์ให้พัฒนาขึ้น
ดวงชะตามรรคาสวรรค์ใช่ว่าจะต้องฆ่าฟันเท่านั้นถึงได้มา หากเข่นฆ่ามากเกินไป จะปรากฏแรงกรรมที่ส่งผลตรงกันข้ามกับดวงชะตา สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการก่อคุณงามความดีต่อมรรคาสวรรค์ เช่นก่อตั้งเผ่าพันธุ์หรือสำนักดวงชะตา เทศนาธรรมถ่ายทอดมรรควิถี บุกเบิกฟ้าดินเป็นต้น
ต้าซั่นเทียนผู้ก่อตั้งโลกมนุษย์แห่งแรกขึ้นก็ติดหนึ่งในสิบลำดับแรกเช่นกัน
เหล่าอริยะล้วนไม่อยู่ในทำเนียบ อย่างไรก็ตามเหล่าอริยะต้องช่วยเกื้อหนุนศิษย์ในสังกัดให้ติดทำเนียบนี้อย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยดูอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
ทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์นี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน เขาไม่จำเป็นต้องลงมือทันที
อีกทั้งต้องรอดูว่าอริยะรายอื่นจะวางแผนกันอย่างไร
….
ภายในห้วงอวกาศอันมืดมิดแห่งหนึ่ง ประกายแสงสายหนึ่งเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างตัดสลับกันไปมา คล้ายจริงคล้ายมายา
หากเข้าไปมองใกล้ๆ จะเห็นว่าประกายแสงนั้นแผ่ออกมาจากเกาะเกาะหนึ่ง บนเกาะเต็มไปด้วยผลึกสีม่วงมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้สภาพแวดล้อมของเกาะดูเบียดเสียดแน่นหนาอย่างยิ่ง
ภายในเกาะมีขุนเขาสายธาร ก่อตัวเป็นโลกแห่งหนึ่ง ทั้งขุนเขาและผืนป่าล้วนมีผลึกสีม่วงงอกอยู่มากมาย
ภายในป่าไผ่ผลึก จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายกำลังนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ ไอดำมากมายพัวพันรอบกายเขา บางครั้งก็ก่อตัวเป็นเงาเทพและมารต่อสู้ห้ำหั่นกัน
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสวมชุดคลุมสีดำปักลายมังกร หน้าตาดุดันเผด็จการ น่าหวาดผวาและชวนอึดอัด หว่างคิ้วของเขาเปี่ยมไปด้วยไอชั่วร้ายหนาแน่น จากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น ทำให้คนรู้สึกว่าเขาคือมารร้ายน่าหวาดกลัวตนหนึ่ง
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในวันวานเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว
ทันใดนั้นจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายพลันลืมตาขึ้น เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในผลึกม่วงเบื้องหน้า มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง
“มีเรื่องใด” จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายเปิดปากถาม
เงาร่างในผลึกม่วงเปล่งเสียงแหบพร่าออกมา “ข้ากลืนกินมรรคาสวรรค์เล็กไปห้าแห่งแล้ว เจ้าเลือกมาสักแห่งเถอะ”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายได้ฟังก็แสดงสีหน้าตกตะลึง “เร็วขนาดนี้เชียวหรือ อริยะเหล่านั้นเล่า”
“บ้างก็ตาย บ้างก็หนีรอดไปได้”
“ได้ เช่นนั้นท่านก็ยกมรรคาสวรรค์เล็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากในบรรดานั้นให้ข้าเถอะ”
“อืม จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย อย่าทำให้ข้าผิดหวัง ให้เวลาอย่างมากหมื่นล้านปี ข้าจะกวาดล้างแดนเซียนให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะได้เผชิญหน้ากับสรรพสิ่งแห่งแดนเซียน”
“วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ดวงตาฉายแววคาดหวังเฝ้ารอ
เขาเฝ้ารอวันนั้นมาโดยตลอด!
หลังทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์ถูกจัดตั้งขึ้น ก็ก่อให้เกิดคลื่นลมในแดนเซียน มีเสียงของผู้ทรงพลังแว่วดังไปทั่วปวงสวรรค์อยู่เนืองๆ ยุคสมัยนี้รุ่งเรืองยิ่งกว่าแดนเซียนช่วงก่อนเกิดมหาเคราะห์ขึ้นเสียอีก
หานเจวี๋ยรู้สึกว่านี่เป็นความดีความชอบของเขา หากไม่มีเขา มรรคาสวรรค์ที่เริ่มต้นขึ้นใหม่คงถูกมารสวรรค์ทำลายล้างไปแล้ว หากไม่มีเขา เหล่าอริยชนก็จะต่อสู้ฟาดฟันกัน จนตอนนี้แดนเซียนปั่นป่วนวุ่นวายไปแล้ว
เฮ้อ!
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนช่างยิ่งใหญ่นัก
เวลาอีกหนึ่งพันปีจึงผ่านพ้นไปเช่นนี้
หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ
คาดว่าจะทะลวงขั้นก่อนอายุครบแสนปีได้ไม่มีปัญหา หลังจากบรรลุถึงระยะสมบูรณ์ เขาก็สามารถมุ่งหน้าสู่ระดับอริยะเสรีได้
ขยับขยายไปทีละก้าว
ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง!
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น มองเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่นอกอารามเต๋า
เป็นมู่หรงฉี่นี่เอง
เด็กคนนี้ไม่มาขอเข้าพบหานเจวี๋ยเป็นการส่วนตัวมาหลายหมื่นปีแล้ว มู่หรงฉี่มาขอเข้าพบเขาเมื่อสี่ปีก่อน แต่เป็นเพราะโรคย้ำคิดย้ำทำของหานเจวี๋ยแรงกล้าเกินไป จึงไม่ได้ให้เขาเข้ามาในอารามเต๋าทันที อีกฝ่ายจึงคุกเข่ารอมาแล้วสี่ปี
ประตูใหญ่ของอารามเต๋าพลันเปิดออก
มู่หรงฉี่ปรีดายิ่ง รีบลุกขึ้นและเดินเข้าไปในอารามเต๋าอย่างรวดเร็ว
หลังจากเข้ามาในอารามเต๋า มู่หรงฉี่ก็คุกเข่าคารวะ
“มีเรื่องใด”
“อาจารย์ปู่ ข้าอยาก…ข้าอยากเป็นเช่นเดียวกับอาจารย์ลุงซูฉีขอรับ!”
“หืม?”
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะมองพิจารณามู่หรงฉี่
ในอดีต เขาเชื่อมั่นและคาดหวังในตัวมู่หรงฉี่อย่างยิ่ง จนปัญญาที่คุณสมบัติของเด็กคนนี้ไม่ได้เรื่อง ยามปกติหานเจวี๋ยจึงไม่นึกถึงเขาเลย
มู่หรงฉี่มีตบะระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว นับว่ามีความก้าวหน้าเร็วที่สุดในหมู่ศิษย์สืบทอด แต่เขาไม่สามารถทะลวงสู่ระดับต้าหลัวได้
“อาจารย์ปู่ เรื่องนี้อย่ากล่าวโทษอาจารย์ลุงซูฉีเลยขอรับ ข้าเคยไปสอบถามเขา เขาไม่ได้ให้คำตอบ แต่เป็นข้าที่คาดเดาเอาเอง ข้าเดาว่าท่านมีความสามารถในการปรับปรุงคุณสมบัติให้ศิษย์ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ยินดีขอรับ!”
มู่หรงฉี่เอ่ยอย่างจริงจัง เขาปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้นเหลือเกิน
เขาเคยเป็นถึงเทพสงครามวังเทพ แต่ในสำนักซ่อนเร้น คุณสมบัติของเขากลับอยู่ในระดับปานกลาง อย่าว่าแต่ศิษย์สืบทอดคนอื่นๆ เลย คุณสมบัติของศิษย์ในนามบางส่วนยังดีกว่าเขาเสียอีก
หานเจวี๋ยกล่าวไปว่า “เจ้าอาจจะตายได้ ข้าไม่มีความมั่นใจนัก”
“ข้ายินดีขอรับ ถึงตายก็ไม่อาวรณ์ ข้าเชื่อว่าท่านต้องมีแผนการอยู่แน่ ข้ายินดีเป็นตัวทดลอง เสียสละเพื่ออนาคตของศิษย์คนอื่นๆ หากประสบความสำเร็จ ข้าจะตอบแทนคุณสำนักซ่อนเร้น ทดแทนคุณท่านแน่นอน”
มู่หรงฉี่ตอบอย่างหนักแน่นยิ่ง หากเปลี่ยนเป็นศิษย์คนอื่น หานเจวี๋ยไม่มีทางยอมตกลง การทำเช่นนี้สิ้นเปลืองความคิดและพลังงานของเขา แต่พอเป็นมู่หรงฉี่ เขายังคงใจอ่อนอยู่ดี
หากยกระดับคุณสมบัติของมู่หรงฉี่ เขาจะเหมาะสมกับตำแหน่งศิษย์เอกแห่งสำนักซ่อนเร้นมากกว่าเต้าจื้อจุน สามารถเป็นกำลังสำคัญให้สำนักซ่อนเร้นได้
“เตรียมพร้อมมาดีหรือยัง”
“ขอรับ!!”
มู่หรงฉี่ตื่นเต้น ตัวสั่นไปหมด
ม่านตาหานเจวี๋ยหดตัววูบหนึ่ง สังขารของมู่หรงฉี่สลายเป็นเถ้าธุลี เหลือเพียงวิญญาณ
ทั้งหมดเกิดขึ้นกะทันหันจนมู่หรงฉี่ตกตะลึง เขายังไม่ทันตั้งตัว หานเจวี๋ยก็พาตัวเขาเข้าสู่โลกอนธการทันที
ในมุมหนึ่งของโลกอนธการ ปราณแห่งเทพมารหนึ่งร้อยเจ็บสิบสามตนล่องลอยอยู่รวมกัน ซูฉีได้ปราณเทพมารกลุ่มหนึ่งไปแล้ว
ระหว่างที่สนทนากันอยู่เมื่อครู่นี้หานเจวี๋ยได้ตัดสินใจเลือกเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่งไว้เรียบร้อยแล้ว
เทพมารสงคราม!
เทพมารที่ถือกำเนิดมาเพื่อสงคราม เหมาะสมกับมู่หรงฉี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพสงคราม!
เห็นได้ชัดว่าหานเจวี๋ยค่อนข้างเอ็นดูมู่หรงฉี่
เขาใช้พลังเวทของตนห่อหุ้มวิญญาณของมู่หรงฉี่ไว้ แล้วผลักดันไปหาปราณเทพมารแห่งเทพมารสงคราม
ที่หานเจวี๋ยสามารถก่อกำเนิดปราณเทพมารได้หาใช่เพราะร่างจำลองเสรีสุญญตาอย่างเดียว ยังเป็นเพราะภายในโลกอนธการมีปราณอนธการและยอดสมบัติอย่างปฐมศิลาฟ้าบุพกาลอยู่ เมื่อเงื่อนไขหลายอย่างมารวมเข้าด้วยกัน ถึงจะมีความเป็นไปได้ในการก่อกำเนิดเทพมารฟ้าบุพกาล แต่ก็แค่มีความเป็นไปได้เท่านั้น
ยามที่วิญญาณของมู่หรงฉี่ผสานรวมเข้ากับเทพมารสงคราม ความเจ็บปวดทรมานอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อนทำให้มู่หรงฉี่กรีดร้องโหยหวน หานเจวี๋ยทำราวกับไม่ได้ยิน ผสานรวมเข้าด้วยกันต่อไป
มู่หรงฉี่เองก็หัวแข็งยิ่งนักเช่นกัน เพียงร้องโหยหวนไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น ไม่ได้บ่นคร่ำครวญ
เวลาผ่านไปสามร้อยปีเต็ม มู่หรงฉี่และเทพมารสงครามถึงได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่หากจะให้หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
เมื่อเผชิญหน้ากับปราณเทพมาร วิญญาณของมู่หรงฉี่อ่อนแออย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะการปกป้องของหานเจวี๋ย เขาอาจจะแตกสลายลงได้ทุกเมื่อ
ขั้นตอนต่อไปคือปล่อยให้มู่หรงฉี่ปรับตัวเข้ากับปราณเทพมาร
ในขั้นตอนนี้ มู่หรงฉี่ต้องแบกรับความเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดอยู่ตลอดเวลา
อีกด้านหนึ่ง
ศิษย์สืบทอดคนอื่นๆ ต่างสังเกตเห็นว่ามู่หรงฉี่หายหน้าไป หลี่เสวียนเอ้าถือโอกาสขณะที่มาหาหานเจวี๋ยสอบถามดู หลังจากทราบว่ามู่หรงฉี่ถูกหานเจวี๋ยส่งตัวออกไปทำภารกิจลับ เขาก็ไม่ถามมากอีก
“เจ้าสำนัก เรื่องเผ่าเรืองนาม ท่านมีความเห็นอย่างไรขอรับ”
หลี่เสวียนเอ้าถาม ท่าทางถ่อมตัวยิ่ง
หานเจวี๋ยมองความคิดของเขาออก คนผู้นี้คิดจะหาโอกาสสานสัมพันธ์ใกล้ชิดเขา
“พูดมาตามตรง”
หลี่เสวียนเอ้าตกใจจนตัวสั่น รีบเอ่ยว่า “ข้าพบว่าเบื้องหลังเผ่าเรืองนามมีอริยะเกื้อหนุนอยู่ แต่เผ่าเรืองนามยังมิมีต้าหลัวคอยออกหน้า ยิ่งไร้ซึ่งครึ่งอริยะด้วย ข้าคาดเดาว่าอริยะที่เกื้อหนุนเผ่าเรืองนามน่าจะเป็นอริยะโดดเดี่ยวไร้สังกัดอย่างมหาจักรพรรดิเซียวหรือฝูซีเทียนขอรับ เผ่าเรืองนามเปิดรับสิ่งมีชีวิตชื่อเสียงเลื่องลือทั่วปวงสวรรค์ ขอบเขตความคิดนี้กว้างขวางนัก และได้รับการยอมรับจากมรรคาสวรรค์ยิ่งนัก เส้นทางอนาคตไร้ขอบเขต สำนักซ่อนเร้นควรหาทางจัดการล่วงหน้าขอรับ”
ความคิดของเขาตรงกับที่หานเจวี๋ยวางแผนไว้
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงมู่หรงฉี่ขึ้นมา
หากมู่หรงฉี่ประสบความสำเร็จ ก็จะเหมาะสมมากขึ้น
“เรื่องนี้ข้ามีแผนการในใจแล้ว ศิษย์ในนามกลุ่มต่อไปที่คุณสมบัติถึงขีดจำกัดแล้วให้ส่งไปที่เผ่าเรืองนาม”
“เจ้าสำนักปราดเปรื่องนัก! ข้ามีสายสัมพันธ์กับเผ่าเรืองนามอยู่บ้าง จะแจ้งผู้นำของเผ่าเรืองนามไว้ล่วงหน้า ให้เขาเตรียมการรอขอรับ”
“อืม”
หลี่เสวียนเอ้าก็ไม่คุยไร้สาระอีก ขอตัวอำลาไป
เผ่าเรืองนามไม่มีทางปฏิเสธการสนับสนุนจากสำนักซ่อนเร้น ถึงอย่างไรสำนักซ่อนเร้นก็เป็นกลุ่มอิทธิพลของอริยะ
เช่นเดียวยุคสมัยโบราณในโลกอดีตของหานเจวี๋ย สำนักนิกายแห่งอริยะคือตระกูลใหญ่ เมื่อโลกหล้าโกลาหลวุ่นวาย ตระกูลใหญ่หว่านลงทุนไปทั่ว ไม่ว่าผู้กล้าฝ่ายไหนจะได้รับชัยชนะ ตระกูลใหญ่ก็ล้วนได้รับประโยชน์ อยู่รอดยืนยงสืบไป
คู่ต่อสู้เผ่าเรืองนามและเผ่าปีศาจไม่มีทางเป็นสำนักนิกายแห่งอริยะไปได้ เนื่องจากไม่มีทางเอาชนะสำนักนิกายแห่งอริยะได้เลย ตรงกันข้าม หากได้รับการเกื้อหนุนจากอริยะ พวกเขาถึงจะปีนป่ายขึ้นไปสูงกว่าเดิมได้
หานเจวี๋ยจับตามองมู่หรงฉี่ต่อไป
ถึงแม้เขาจะแยกสมาธิได้ แต่ก็ยังส่งผลกระทบกับการฝึกบำเพ็ญอยู่ดี
และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่หานเจวี๋ยไม่อยากให้ศิษย์ทุกคนกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล
ต่อให้เหล่าศิษย์จะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางไล่ตามเขาทัน ที่เขาอุ้มชูเลี้ยงดูศิษย์ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตัวเอง และคิดเผื่ออนาคต
ในขณะที่มู่หรงฉี่กำลังจะกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล แดนเซียนก็เกิดความเปลี่ยนแปลงมหันต์เช่นกัน ผู้ทรงพลังปรากฏตัวสู่โลกาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างความตกตะลึงแก่แดนเซียน
หลี่เต้าคงยังคงครอบครองอันดับหนึ่งบนทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์มาโดยตลอด ส่วนลำดับชื่อที่เหลือกลับมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จี้เซียนเสินเองก็ฝ่าฟันจนเข้าสู่สิบลำดับแรกได้แล้ว เทพเซียนแห่งเผ่าสวรรค์เผยแพร่มรรควิถีไปทั่ว ปกป้องคุ้มครองสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ เทวรูปเทพเซียนก่อตั้งอยู่ทั่วทุกมุมในแดนเซียน พลังแห่งความศรัทธาแปรผันกลายเป็นดวงชะตา
ตะวันผันจันทราแปร ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สามพันปีผ่านไป
ในที่สุดมู่หรงฉี่ก็ปรับตัวเข้ากับปราณเทพมารได้ ไม่จำเป็นต้องให้หานเจวี๋ยคอยปกป้องอีก และไม่มีทางถูกปราณเทพมารกลืนกินแล้ว
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สามารถสงบใจฝึกบำเพ็ญได้
แต่ก่อนหน้านั้น เขาสอดส่องดูหานทั่วก่อน
หานทั่วกำลังเทศนาธรรมแก่ศิษย์ในสังกัด ยามนี้หานทั่วรับศิษย์ไว้หลายร้อยคน ศิษย์หลานก็มีจำนวนเกินพันแล้ว ล้วนมิใช่มนุษย์ธรรมดาทั้งสิ้น
ไม่เลวเลย!
เขาปรับตัวให้เข้ากับฐานะผู้อาวุโสแห่งวังเทพขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยสอดส่องหานอวี้ต่อ
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป
หืม?
เหตุใดหานอวี้จึงไปฝึกบำเพ็ญอยู่ข้างกายหลี่เต้าคงได้
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู ไม่น่าเชื่อว่าหานอวี้จะกลายเป็นศิษย์ของหลี่เต้าคงไปแล้ว
‘เจ้าคนผู้นี้ใช้ได้เลยนี่ เมื่อก่อนอยากรับข้าเป็นศิษย์ ตอนนี้พอเห็นว่าหานอวี้หน้าตาเหมือนข้า จึงรับหานอวี้เอาไว้ ช่างเป็นหมาป่าร้ายที่มีใจทะเยอะทะยานโดยแท้’
หานเจวี๋ยด่าในใจ เห็นหลี่เต้าคงรับหานอวี้เป็นศิษย์ เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างน่าประหลาด
รอให้หลี่เต้าคงกลับมา ต้องสั่งสอนกันสักหน่อย
นับตั้งแต่กราบเข้าสู่สังกัดของหลี่เต้าคง ตบะของหานอวี้ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้เรียนรู้พลังวิเศษมรรคกระบี่ไม่น้อยเลย กลายเป็นผู้ฝึกกระบี่อย่างแท้จริง
หลี่เต้าคงดีต่อหานอวี้ยิ่งนัก ถึงขั้นมอบกระบี่ระดับสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ให้แก่หานอวี้
สมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ต่อให้เป็นอริยะ ก็ยังเป็นสมบัติที่พบได้น้อยยิ่ง
เมื่อเห็นกระบี่เล่มนี้ ความประทับใจที่หานเจวี๋ยมีต่อหลี่เต้าคงก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าการที่หลี่เต้าคงปฏิบัติต่อหานอวี้ด้วยความจริงใจ จะเป็นเพราะไว้หน้าหานเจวี๋ยก็ตาม
หานอวี้นับว่าได้ลงหลักปักฐานแล้ว การฝึกบำเพ็ญในภายภาคหน้าต้องเป็นไปอย่างราบรื่นแน่ แม้ว่าหานเจวี๋ยจะไม่ใช้เส้นสายให้เขา เขาก็สามารถกลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้
ก็เป็นศิษย์ของหลี่เต้าคงนี่นะ!
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังสอดส่องหานอวี้ มีคนมาขอเข้าพบเขา
เป็นลี่เหยานั่นเอง
หานเจวี๋ยว่างอยู่พอดี จึงให้นางเข้ามา
ลี่เหยาเดินมาหยุดตรงหน้าหานเจวี๋ย ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันอย่างเป็นทางการแล้ว แต่นางมิได้มีท่าทางกำเริบเสิบสานเลย ยังคงค่อนข้างให้ความเคารพ
“ทำเนียบดวงชะตามรรคาสวรรค์สำคัญมากใช่หรือไม่ ข้าอยากช่วงชิงตำแหน่งอริยะด้วย” ลี่เหยาเอ่ยตรงๆ
หานเจวี๋ยกล่าว “เจ้าเพิ่งมีตบะระดับเซียนทองต้าหลัว ยังห่างไกลจากตำแหน่งอริยะมากนัก”
“ห่างไกลจริงๆ นั่นแหละ แต่การจะสั่งสมดวงชะตาก็ต้องใช้เวลาเช่นกันกระมัง”
ลี่เหยาเอ่ยอย่างจริงจัง “ยิ่งสำนักซ่อนเร้นมีอริยะมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น หลี่เต้าคงมีศักยภาพมากพอจะอาศัยพลังพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เข้าร่วมกับพวกเราหลังจากที่สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว ข้าไม่ไว้ใจเขา”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่ไม่คล้ายตัวเจ้าเลย”
ลี่เหยากล่าวอย่างจนปัญญา “เอาเถิด อันที่จริงนี่คือความคิดเห็นร่วมกันของบรรดาศิษย์สืบทอด”
หัวใจของหานเจวี๋ยอุ่นวาบ
เขาไม่ได้รู้สึกว่าเหล่าศิษย์สืบทอดเห็นแก่ตัวเลย หากว่าทุกคนคิดเพื่อตัวเอง ก็คงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร้องขอวิธีพิสูจน์มรรคจากหานเจวี๋ยกันหมดแล้ว
พวกเขาส่งลี่เหยามาเป็นตัวแทน คาดว่าคงมองจากความสัมพันธ์ระหว่างลี่เหยาและเขา เพื่อให้โน้มน้าวเขาได้ง่ายขึ้น
หานเจวี๋ยสามารถมองเห็นค่าความประทับใจ ทว่าค่าความประทับใจไม่ได้คงที่ ค่าความประทับใจหกดาวก็อาจลดต่ำลงได้เช่นกัน
“เจ้าคิดเห็นอย่างไร” หานเจวี๋ยถาม
ลี่เหยาตอบ “ข้าวางแผนว่าจะพาอู้เต้าเจี้ยน เซียนซีเสวียน เซวียนฉิงจวิน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ไปก่อตั้งสำนักดวงชะตาสำหรับสตรีหรือสิ่งมีชีวิตเพศหญิง สำนักเช่นนี้ยังมิเคยมีปรากฏมาก่อน มีโอกาสใช้ประโยชน์ได้”
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าใช้ได้ จากนั้นจึงถามต่อว่า “สิงหงเสวียนและถูหลิงเอ๋อร์เล่า ไยจึงไม่ไปด้วย”
ลี่เหยาชี้แจง “แม่นางสิงบอกว่าต้องการทุ่มเทฝึกบำเพ็ญเพื่อมีทายาทให้ท่าน ให้กำเนิดบุตรแห่งสวรรค์สักคน ถูหลิงเอ๋อร์บอกว่าสถานะของนางค่อนข้างพิเศษ ไม่เหมาะจะออกไปด้านนอก”
หานเจวี๋ยยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้ว
สาวน้อยสองนางนี้ต่างคิดจะฉวยโอกาสจากเขา
“อืม พวกเจ้าสามารถคัดเลือกศิษย์หญิงจำนวนหนึ่งภายในเขตเซียนร้อยคีรีได้ เมื่อถึงเวลาที่พวกเจ้าตัดสินใจจะออกไปแล้ว ให้พูดออกมาได้เลย ข้าได้ยิน ไม่จำเป็นต้องมาหาข้า”
“ขอบพระคุณเจ้าสำนัก!”
“หืม ยังเรียกเจ้าสำนักอยู่อีกหรือ”
ลี่เหยาฟังแล้วหน้าแดงซ่าน แต่นางเขินอาย จึงไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียก
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้บังคับ ให้นางถอยออกไปได้
หลายเดือนต่อมา
ลี่เหยา เซวียนฉิงจวิน เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์พาศิษย์หญิงกว่าห้าร้อยคนจากไป ศิษย์หญิงเหล่านี้ล้วนมีตบะระดับจักรพรรดิเซียน
มีลี่เหยาเป็นผู้นำกลุ่ม หานเจวี๋ยก็ไม่นึกห่วงอีก หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ขอเพียงอยู่ในรัศมีแดนเซียน เขาล้วนสามารถรับรู้ได้
ชั่วพริบตาเดียว
เวลาผ่านไปสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี
“ข้ามีนามว่าลี่เหยา ได้รับการอบรมสั่งสอนจากอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศล วันนี้ได้ก่อตั้งสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เปิดรับสิ่งมีชีวิตเพศหญิงที่แปลงกายได้แล้วเป็นศิษย์ สั่งสอนถ่ายทอดวิชาศักดิ์สิทธิ์ให้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหน ตบะระดับใด ต่างมาแสวงหามรรควิถีที่เทือกเขาเดียวดายแดนกล้วยไม้โรยราได้”
เสียงของลี่เหยาดังก้องไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา น้ำเสียงเคร่งขรึมหนักแน่น ทำให้หานเจวี๋ยปลาบปลื้มนัก นางสามารถดูแลจัดการด้วยตัวคนเดียวได้แล้ว
ทว่านามนี้…
หานเจวี๋ยคิดเหลวไหลอยู่บ้าง
หากสลัดมุมมองในชาติที่แล้วทิ้งไป ในแดนเซียนสตรีศักดิ์สิทธิ์มีฐานะสูงส่งยิ่ง ไม่อาจทำให้มัวหมองแปดเปื้อนได้
ศิษย์สืบทอดคนอื่นๆ ต่างไม่ได้มาหาหานเจวี๋ย ทำให้หานเจวี๋ยพอใจยิ่ง
ครึ่งอริยะเท่านั้นถึงจะออกไปได้ นี่คือกฎเหล็ก!
ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง!
นอกจากจะได้รับความเห็นชอบจากหานเจวี๋ย!
อื้ม…จริงๆ ก็แค่ความสองมาตรฐานเท่านั้น
หานเจวี๋ยใกล้จะมีอายุครบเก้าหมื่นปีแล้ว เขาไม่มีอารมณ์ฝึกบำเพ็ญ จึงลุกออกไปแสดงธรรมนอกอารามโuเวลกูดoทคoม
….
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม ตำหนักใหญ่เผ่าสวรรค์
จี้เซียนเสินนั่งบนบัลลังก์ สีหน้ามืดทะมึนสลับไปมา เหล่าเทพเซียนในตำหนักต่างพากันถกเถียงวิจารณ์
“ได้ยินว่าเจ้าสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นต้าหลัว!”
“อริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศลมิใช่เจ้าสำนักซ่อนเร้นหรอกหรือ”
“ฮ่าๆๆ ภูมิหลังของสำนักซ่อนเร้นเรายิ่งใหญ่มากนัก ตกตะลึงกันเข้าแล้วกระมัง”
“สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ซ้ำยังมีสำนักซ่อนเร้นเกื้อหนุน เผ่าสวรรค์สมควรไปร่วมแสดงความยินดี ให้เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วปวงสวรรค์”
“ข้าคิดว่าเหมาะสม”
เหล่าเทพเซียนพูดคุยกันอย่างเป็นการเป็นงาน สำนักซ่อนเร้นมอบจักรพรรดิเซียนให้เผ่าสวรรค์มากมายเหลือเกิน เรียกได้ว่าเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นไปแล้วกว่าครึ่ง
แม่ทัพเทพสวรรค์สังเกตเห็นว่าจี้เซียนเสินผิดปกติไป จึงเปิดปากถาม “บรรพชนสวรรค์ ท่านคิดอะไรอยู่หรือขอรับ”
พอประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาเทพเซียนต่างเงียบลง ทุกคนมองไปที่จี้เซียนเสิน
แววตาของเทพเซียนบางส่วนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาล้วนมาจากสำนักซ่อนเร้น ยามที่หลี่เสวียนเอ้าจากไปได้กำชับพวกเขาไว้ อย่าได้หลงลืมรากเหง้าที่แท้จริงของตน
พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น!
ถ้าหากจี้เซียนเสินแสดงท่าทีไม่พอใจต่อสำนักซ่อนเร้น พวกเขาไม่ยอมทนแน่
ในมุมมองของพวกเขา หากไม่มีสำนักซ่อนเร้น เผ่าสวรรค์ไหนเลยจะมีวันนี้ได้!
จี้เซียนเสินกล่าวว่า “สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งสำเร็จ เผ่าสวรรค์ย่อมต้องร่วมยินดี แต่แดนกล้วยไม้โรยราเป็นอาณาเขตของนิกายเจี๋ย ระยะนี้นิกายเจี๋ยเตรียมเปิดศึกกับเผ่าปีศาจ ซ้ำยังจับมือเป็นพันธมิตรกับเผ่าสวรรค์แล้ว…”
เหล่าเทพเซียนต่างพากันขมวดคิ้ว
นิกายเจี๋ยเป็นสำนักนิกายแห่งอริยะ สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งขึ้นในอาณาเขตนิกายเจี๋ย ต้องเกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าเผ่าสวรรค์จะช่วยเหลือผู้ใดก็ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น
แม่ทัพเทพสวรรค์เองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นสำนักซ่อนเร้น หรือว่านิกายเจี๋ย พวกเขาต่างล่วงเกินไม่ได้ทั้งสิ้น
แม่ทัพเทพสวรรค์กล่าว “อันที่จริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องคิดมากเลย ย่อมต้องไปเยี่ยมเยือนสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนนิกายเจี๋ย พวกเราพยายามทุ่มเทช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เทียบกับแดนกล้วยไม้โรยราแล้ว ความทะเยอทะยานของนิกายเจี๋ยยิ่งใหญ่กว่านั้น”
เซียนชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “หากว่านิกายเจี๋ยต้องการให้เลือกเล่า”
แม่ทัพเทพสวรรค์เงียบไป
“ทำลายล้างนิกายเจี๋ยเสียก็สิ้นเรื่อง!”
ศิษย์คนหนึ่งของสำนักซ่อนเร้นแค่นเสียงเอ่ย น้ำเสียงก้าวร้าว
เทพเซียนคนอื่นๆ ที่มาจากสำนักซ่อนเร้นต่างพากันสนับสนุน
พวกเขามาจากสำนักซ่อนเร้น ทราบว่าลี่เหยามีฐานะพิเศษในสำนักซ่อนเร้น ย่อมเลือกฝั่งได้ง่ายยิ่ง
จี้เซียนเสินสบถในใจ ตนกำลังคิดอะไรอยู่กัน
มีหานเจวี๋ยหนุนหลัง ยังจะกลัวอะไรอีก
ต้องเลือกสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์แน่อยู่แล้ว!
….
นิกายเจี๋ย ภายในอารามเต๋าหลังหนึ่ง
หวงจุนเทียนกำลังนั่งสมาธิ ศิษย์คนหนึ่งพุ่งเข้ามา รายงานว่า “เจ้านิกายขอรับสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เข้ายึดครองเทือกเขาเดียวดายอันเป็นชีพจรวิญญาณเส้นหนึ่งของสำนักเรา จะทำอย่างไรดีขอรับ”
เจ้าสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้รับการอบรมสั่งสอนจากอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศล พวกเขาจำเป็นต้องระมัดระวัง ไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆ
หวงจุนเทียนลืมตาขึ้น เอ่ยว่า “ยกเทือกเขาเดียวดายให้สำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ ส่งคนไปร่วมแสดงความยินดี มอบของขวัญอย่างสมเกียรติ ผูกมิตรกับสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์เอาไว้”
เขาอารมณ์ดียิ่ง
ในมุมมองของเขาการปรากฏตัวขึ้นของสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นเรื่องดี
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ลงมือแล้ว ต้องการสนับสนุนเขา!
เมื่อสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ขยายอำนาจ ร่วมมือกับนิกายเจี๋ย เช่นนั้นแล้วจะไม่แข็งแกร่งได้อีกหรือ!
ส่วนเรื่องที่ว่าสำนักสตรีศักดิ์สิทธิ์จะส่งผลกระทบต่อนิกายเจี๋ยหรือไม่ หวงจุนเทียนไม่นึกกังวลเลย
เขาจดจำเอาไว้เสมอว่าตนคือศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น ตำแหน่งเจ้านิกายเจี๋ยจะเทียบกับความไว้วางใจจากหานเจวี๋ยได้อย่างไร

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ