581-585
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 581ถึง585
หานเจวี๋ยอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ ตัดสินใจจะไปหาหานอวี้อีกครั้ง นับว่าเป็นการเพิ่มสีสันเล็กน้อยให้ช่วงเวลาบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่ายด้วย
เขาสำแดงวิชาเวท ใช้พลังเวทจำแลงกาย สะกดตบะเอาไว้ในระดับครึ่งอริยะ แล้วมุ่งหน้าไปหาหานอวี้
ภายในหุบเขา
หานอวี้สวมชุดคลุมตัวยาวสีม่วงคราม ใบหน้าหล่อเหลา เรือนผมยาวปล่อยสยายลวกๆ นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ลมหายใจสงบนิ่งเช่นเดียวกับต้นไม้ใบหญ้ารอบข้าง เป็นฉากที่สงบผ่อนคลายยิ่ง
หานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ หานอวี้ ร่มไม้บดบังใบหน้าเขา
เขาจ้องมองหานอวี้ ไม่ได้รบกวนอีกฝ่ายในทันที
หนึ่งพันปีผ่านไป หานอวี้ไม่มีท่าทางอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาอีกต่อไป ต้องกล่าวเลยว่าเขาเหมือนหานเจวี๋ยจริงๆ
เมื่อหานเจวี๋ยมองหานอวี้ เขารู้สึกราวกับเห็นตัวเองในอดีต
มิใช่เพียงรูปร่างหน้าตาเท่านั้น วิสัยในการบำเพ็ญก็คล้ายคลึงยิ่ง
ตื่นตัวอย่างยิ่ง เรียบง่ายติดดินนัก!
ยิ่งมองหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ถึงขั้นที่อยากรับหานอวี้เข้าสู่สำนักซ่อนเร้นด้วยซ้ำ
แต่พอคิดดูดีๆ คงไม่ได้ ขนาดหานทั่วยังไม่ได้เข้าสำนักเลย
หานเจวี๋ยอดเย้ยหยันตัวเองไม่ได้
สมกับที่กล่าวกันว่าผู้เฒ่าผู้แก่จะเอาใจหลานที่สุด
หานเจวี๋ยเฝ้ามองหานอวี้อยู่สักพัก ถึงส่งเสียงปลุกเด็กคนนี้
“อะแฮ่ม!”
หานอวี้สะดุ้งจนตัวลอย ในมือปรากฏทวนไม้คันหนึ่งขึ้นทันที มองหานเจวี๋ยด้วยความหวาดระแวง
เห็นเขามีท่าทางเช่นนี้ หานเจวี๋ยอยากหัวเราะนัก
หลังจากสำเร็จเป็นอริยะ น้อยนักที่หานเจวี๋ยจะได้พบพานเรื่องที่สามารถทำให้ตนอยากหัวเราะออกมา
“เป็นท่านเอง!”
หานอวี้ตาโต อุทานด้วยความตกใจ
หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจำข้าได้หรือ”
หานอวี้พยักหน้ารับ “ท่านเคยมาหาข้าเมื่อพันปีก่อน คิดจะถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้ข้าด้วย”
“เจ้านึกเสียใจภายหลังหรือยังเล่า”
“ว่ากันตามตรง เคยนึกเสียใจอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่เสียใจแล้ว ข้าพอใจกับตบะของตนยิ่ง”
“หากข้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เจ้าจะยอมรับหรือไม่”
หานอวี้ได้ฟังก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หานเจวี๋ยก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน อดทนรอคอย ระหว่างที่รอคอย ร่างจริงเขาก็มองขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่เก้า
ฟางเหลียงยังคงดูดซับต้นกำเนิดฟ้าดินอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าเหล่าอริยชนต่างไม่สังเกตเห็นเลย ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกฉงน
หานเจวี๋ยถามในใจ ‘เหตุใดฟางเหลียงจึงทำเช่นนี้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หมื่นล้านปีหรือ
ราคานี้เทียบเท่าค่าตัวของระดับมรรคาสวรรค์แล้ว!
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ
เขาไม่ได้เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ แต่มีข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าแทน
[ฟางเหลียง: ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะปลาย ทายาทบรรพชนเต๋า ผู้นำวังสวรรค์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ขณะนี้กำลังผสานรวมกับเจตจำนงของบรรพชนเต๋า เมื่อผสานรวมสำเร็จ เขาจะกลายเป็นบรรพชนเต๋า]
ผสานรวม…
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง
กลายเป็นบรรพชนเต๋าหรือ
นี่หมายความว่าอย่างไร
ไหนจะตบะระดับนี้อีก เพิ่มขึ้นรวดเร็วยิ่ง!
‘ฟางเหลียงจะถูกยึดร่างหรือ’
[มิใช่การยึดร่าง แต่เป็นการผสานรวมประเภทหนึ่ง ความสามารถของระบบในขณะนี้ไม่สามารถอธิบายการผสานรวมประเภทนี้ได้]
ผสานรวม…
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น ซักถามต่อ ‘หากผสานรวมสำเร็จ ฟางเหลียงจะกลายเป็นศัตรูของข้าหรือไม่’
[ขณะนี้ไม่สามารถวิวัฒนาการได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือขีดจำกัดของระบบ]
‘เช่นนั้นหลังจากผสานรวมแล้วฟางเหลียงจะแข็งแกร่งขนาดไหน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์]
หานเจวี๋ยโล่งอกแล้ว
ค่อยยังชั่ว!
คุกคามหานเจวี๋ยไม่ได้
แต่พัฒนาการอันก้าวกระโดดเช่นนี้ ช่างสมกับเป็นบรรพชนเต๋า
ในเวลานี้เอง
หานอวี้ก็ให้คำตอบเขา “ข้ายังคงขอปฏิเสธความหวังดีของผู้อาวุโสเช่นเดิม ข้าอยากเห็นว่าหากพึ่งพาความสามารถของตนจะพัฒนาไปได้ไกลเพียงใด ข้าไม่อยากพึ่งพาผู้อื่น”
เขากล่าวอย่างจริงใจนัก ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าพึ่งพาตัวเอง จะไปได้ไกลสักแค่ไหนกันเชียว”
ถึงแม้หานอวี้จะไม่เห็นสีหน้าของหานเจวี๋ย แต่คาดเดาได้จากน้ำเสียง อีกฝ่ายน่าจะไม่พอใจยิ่งนัก
“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน บางทีอาจจะไปถึงระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่กระมัง” ยามที่หานอวี้เอ่ยวาจานี้ออกมา ดวงตาฉายแววมั่นใจในตัวเองนิดๆ
หานเจวี๋ยฟังแล้วสะท้อนใจยิ่ง
เซียนสวรรค์ไท่อี่…
สำหรับมนุษย์ธรรมดา เซียนสวรรค์ไท่อี่เลิศล้ำมากแล้วจริงๆ เปรียบเสมือนเทพเซียนโuเวลกูดoทคoม
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นหรือ ในเมื่อเจ้าปฏิเสธข้า ข้าก็จะยัดเยียดมรรควิถีให้เจ้า!”
เขาพลันโบกมือ ดูดดึงหานอวี้เข้ามาหยุดตรงหน้า
หานอวี้เบิกตากว้าง ดิ้นรนต่อต้านตามสัญชาตญาณ หานเจวี๋ยจรดนิ้วหนึ่งลงบนหน้าผากเขา
ตูม!
สมองของหานอวี้ระเบิดตูม ตัวคนแข็งทื่อดุจท่อนไม้ ยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิม
เวลาผ่านไปนานโข
กว่าหานอวี้จะรู้สึกตัวก็เป็นยามราตรีแล้ว
ในหุบเขาเหลือเพียงเขาคนเดียว หานเจวี๋ยไม่อยู่นานแล้ว
หานอวี้ตะลึงงันอยู่ที่เดิม ดึงสติกลับมาไม่ได้อยู่พักใหญ่
“วิชาวัฏจักรหกวิถี…”
….
เขตเซียนร้อยคีรี ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยเข้าฝันฟางเหลียง
ในแดนความฝัน
เมื่อฟางเหลียงลืมตาขึ้น หลังจากมองเห็นหานเจวี๋ยก็ค้อมกายคารวะทันที
หานเจวี๋ยถามขึ้น “เจ้ากำลังทำสิ่งใด”
ฟางเหลียงตอบ “ดูดซับดวงชะตามรรคาสวรรค์ ข้า…”
จู่ๆ เขาก็ลังเลขึ้นมา ไม่ทราบว่าควรตอบดีหรือไม่
หานเจวี๋ยก็ไม่คิดจะเปิดโปง หวังให้ฟางเหลียงยอมบอกด้วยตนเอง
ฟางเหลียงยุ่งเหยิงอยู่พักหนึ่ง ถึงได้กัดฟันกล่าวว่า “ขอเรียนตามตรง อาจารย์ปู่ ข้าอาจต้องกลายเป็นบรรพชนเต๋า”
“กลายเป็นบรรพชนเต๋าหรือ”
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นฉงน
“ข้าถูกบรรพชนเต๋าคัดเลือกไว้นานแล้ว บรรพชนเต๋าถ่ายทอดพลังวิเศษวิญญาณข้ามสู่บรรพกาลให้ข้า ต้องการเกื้อหนุนให้ข้ากลายเป็นร่างแยกของเขา หากข้าทำสำเร็จ ข้าจะกลายเป็นบรรพชนเต๋า ครอบครองมรรคาสวรรค์” ฟางเหลียงสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง บอกเล่าไปตามจริง
“ข้าคงไม่อาจกลับไปทดแทนคุณอาจารย์ปู่ได้อีก หากข้าทำสำเร็จ วันหน้าจะคอยดูแลสำนักซ่อนเร้น ตอบแทนพระคุณของอาจารย์ปู่แน่นอน หากมิมีท่านช่วยพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาให้ข้า ข้าคงตายไปนานแล้ว ยิ่งไม่มีทางถูกบรรพชนเต๋าต้องตาได้”
หานเจวี๋ยกลับถามว่า “หลังจากกลายเป็นบรรพชนเต๋า เจ้ายังจะเป็นตัวเจ้าอยู่หรือไม่”
ฟางเหลียงกล่าว “บรรพชนเต๋ากล่าวว่าข้าจะยังคงเป็นข้า แค่ได้รับช่วงต่อฐานะของบรรพชนเต๋าเท่านั้น ซึ่งข้าเลือกที่จะเชื่อใจบรรพชนเต๋า”
“ตัดสินใจดีแล้วจริงๆ น่ะหรือ”
“หวังว่าอาจารย์ปู่จะช่วยอนุเคราะห์ให้สมหวัง”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แล้วแต่เจ้าเถิด”
หานเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ เขาก้าวเข้าไป ยื่นมือไปแตะไหล่ฟางเหลียง
“เจ้าโตขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ เขามิได้เสแสร้ง แต่รู้สึกสะท้อนใจจริงๆ
ครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบกัน ฟางเหลียงยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
เจ็ดหมื่นปีผ่านไป คนที่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่โลกเขย่าพิภพจนถึงปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่มากแล้ว หานเจวี๋ยยังคงต้องการถนอมไว้ยิ่งนัก
จนปัญญาที่คนเรามีปณิธานต่างกันไป หานเจวี๋ยไม่คิดจะบีบบังคับฟางเหลียง
เมื่อฟางเหลียงได้ฟัง ในใจพลันฝาดเฝื่อนนัก สีหน้าอารมณ์เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้นมา
เขาไม่ได้ร้องไห้ ดีร้ายอย่างไรเขาก็ยังเป็นอดีตจักรพรรดิสวรรค์ มิใช่มนุษย์ธรรมดามาเนิ่นนานแล้ว
ทั้งสองต่างมองดูกันและกันเงียบๆ
แดนความฝันสิ้นสุดลง
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง “ล้วนแบกรับภาระเพียงลำพังได้กันหมดแล้ว”
‘ข้าอยากรู้ว่าบรรพชนเต๋าหลอกลวงฟางเหลียงหรือไม่’
[เนื่องจากเกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือขีดจำกัดของระบบ ไม่สามารถวิวัฒนาการได้]
จริงๆ เลยสิน่า
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องเปลี่ยนใจความของคำถาม
‘ยามที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปเปิดฉากขึ้น ฟางเหลียงจะทำสิ่งใด’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขามาโผล่ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม มีวังโอ่อ่าวังหนึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า ใหญ่โตกว่าอาณาเขตเต๋าของอริยะทั้งหมด เมฆาม่วงแผ่ขยาย ดูขลังและลึกลับ
บนป้ายเหนือประตูพระราชวังมีอักษรสลักไว้สี่คำ
วังเมฆาม่วง!
ฉากเบื้องหน้าหานเจวี๋ยพลันหดย่นย่อเข้ามาหา เขาปรากฏตัวขึ้นที่วังเมฆาม่วง ฟางเหลียงในชุดนักพรตเต๋านั่งสมาธิอยู่บนฐานดอกบัวสามสิบหกชั้น
ฟางเหลียงในขณะนี้ผมเผ้าขาวโพลน แม้ใบหน้าจะยังอ่อนเยาว์ แต่แตกต่างไปจากฟางเหลียงที่หานเจวี๋ยรู้จักมหาศาลยิ่ง
บุคลิกเช่นนี้คล้ายปรมาจารย์ลัญจกรสรวงยิ่งนัก!
ภายในวังเมฆาม่วง ฟางเหลียงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา สบสายตากับหานเจวี๋ยเข้าพอดี
หานเจวี๋ยนึกว่าตนถูกพบตัวเข้าแล้ว ผลคือเงาร่างหนึ่งเดินทะลุผ่านเขาเข้าไปหาฟางเหลียง
เขาเพ่งมอง นี่มิใช่จอมอริยะเสวียนตูหรอกหรือ
มองเห็นจอมอริยะเสวียนตูก้าวเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้าฟางเหลียง เอ่ยว่า “คารวะบรรพชนเต๋า”
ฟางเหลียงสีหน้าเฉยชา เอ่ยว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”
จอมอริยะเสวียนตูตอบ “พบตัวเทพมารฟ้าบุพกาลตนนั้นแล้วขอรับ พร้อมส่งเข้าสู่มรรคาสวรรค์ไปต่อกรกับบุตรแห่งมหาเคราะห์ได้ทุกเมื่อ”
“อืม รอจนบุตรแห่งมหาเคราะห์บรรลุระดับครึ่งอริยะ ค่อยส่งเทพมารฟ้าบุพกาลไป”
“ทราบแล้วขอรับ”
หานเจวี๋ยฟังแล้วรู้สึกสงสัยยิ่งนัก
ส่งเทพมารฟ้าบุพกาลไปอย่างนั้นหรือ
แล้วบุตรแห่งมหาเคราะห์คือผู้ใดกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยสังหรณ์ใจถึงหานทั่ว
หลังจากภาพลวงตาวิวัฒนาการสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยสอบถามทันทีว่าบุตรแห่งมหาเคราะห์คนนี้คือใคร
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[อี๋เทียน: ระดับปฐมเทพขั้นสาม บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ เทพมารฟ้าบุพกาล มรรคาสวรรค์ลิขิตให้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ แบกรับภารกิจลิขิตฟ้ารวมแดนเซียนให้เป็นหนึ่ง]
หานเจวี๋ยโล่งอก
ค่อยยังชั่ว ไม่ใช่ลูกชายเขา
เมื่อมองจากรูปการณ์นี้ อย่างน้อยฟางเหลียงก็ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่สำนักซ่อนเร้น
ดียิ่ง
หานเจวี๋ยส่ายหน้า สลัดความคิดไร้สาระออกจากสมอง จากนั้นเริ่มฝึกบำเพ็ญ
….
วันเวลาไม่คอยท่า แดนเซียนเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน มีผู้ทรงพลังปรากฏตัวขึ้นเนืองๆ ใต้หล้าแห่งแดนเซียนมีสีสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตำนานแห่งอริยะพร่าเลือนคลุมเครือขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจของสรรพสิ่งเริ่มหันเหไปยังเรื่องอื่น
หลี่เต้าคง สือตู๋เต้า จี้เซียนเสิน เจียงตู๋กู จักรพรรดิปีศาจอีกาทอง ราชามังกรทะเลบูรพาและเหล่าบรรพชนพุทธกลายเป็นผู้ทรงพลังชั้นแนวหน้าและมีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดของแดนเซียน
ส่วนหานทั่ว ถึงแม้จะสนิทสนมกับอี๋เทียน แต่เขาเก็บตัวยิ่ง ชื่อเสียงไม่โด่งดัง
ในวันนี้เอง
โจวฝานกลับมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เคลื่อนย้ายเขาเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรี เขาเรียกหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาตรวจดูไปด้วย เวลาผ่านไปหนึ่งพันเจ็ดร้อยยี่สิบปีแล้ว
การกลับมาของโจวฝานดึงดูดให้เหล่าศิษย์สืบทอดมาชุมนุมกัน ใต้ต้นฝูซังพลันครึกครื้นขึ้นมา
หานเจวี๋ยมิได้ให้ความสนใจกับโจวฝาน แต่เลือกตรวจดูจดหมาย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านผสานรวมกับต้นกำเนิดมรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเปิดรับศิษย์มหาศาล ดวงชะตานิกายเจี๋ยเพิ่มพูน พลังมรรคของเขาเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเพราะเหตุนี้]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[หลี่เสวียนเอ้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
….
ระดับของเหล่าสหายเพิ่มสูงขึ้นแล้ว น้อยนักที่จะพบเห็นสถานการณ์ถูกโจมตีเกินหมื่นครั้ง ผู้ทรงพลังต่อสู้กัน แทบจะเป็นการท้าดวลตัวต่อตัวทั้งสิ้น อย่างไรเสียบุคคลระดับนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหาผู้ช่วยจำนวนมากแล้ว
ต้าหลัวหลายสิบคนจะรุมโจมตีต้าหลัวตัวคนเดียวเช่นนั้นหรือ
เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
หานเจวี๋ยถูกสถานการณ์ล่าสุดของหวงจุนเทียนดึงดูดความสนใจ คนผู้นี้เริ่มพัฒนานิกายเจี๋ย ซ้ำดวงชะตายังเพิ่มพูนเพราะเหตุนี้ด้วย มีฝีมืออยู่บ้าง
นิกายเจี๋ยซวยแล้ว!
เท่าที่หานเจวี๋ยรู้จักหวงจุนเทียนมา คนผู้นี้เหมาะสำหรับการต่อสู้แข่งขันเป็นการภายในเท่านั้น ไม่เหมาะดูแลจัดการ
แรกเริ่มเดิมทีสำนักของหวงจุนเทียนถูกหานเจวี๋ยบดขยี้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยืนยงไร้พ่ายของหานเจวี๋ย
อย่างไรก็ตามถึงนิกายเจี๋ยจะซวยก็ไม่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย
หลายวันต่อมา nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
โจวฝานมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามา
หลังจากคารวะเรียบร้อย โจวฝานเปิดปากกล่าวว่า “อาจารย์ เมืองฟ้าบุพกาลปรากฏค่ายกลแห่งหนึ่งขึ้น เดินทางสู่แดนเทพหวนปัจฉิมได้ สำนักนิกายอื่นๆ ล้วนส่งศิษย์ไปศึกษาร่ำเรียนที่แดนเทพหวนปัจฉิม สำนักซ่อนเร้นไม่มีผู้หนุนหลังในแดนเทพหวนปัจฉิม แต่เหล่าอริยะต่างเชื้อเชิญข้า บอกว่าอาณาเขตเต๋าในแดนเทพหวนปัจฉิมของพวกเขายินดีรับรองศิษย์สำนักซ่อนเร้นไปตระหนักมหามรรคได้”
“เรื่องนี้ใหญ่เกินไป ข้าไม่กล้าหุนหันตัดสินใจ ดังนั้นจึงกลับมาถามท่านขอรับ”
หานเจวี๋ยถาม “ไยไม่แจ้งเรื่องมาทางหมื่นโลกาฉายชัด”
โจวฝานหัวเราะแหะๆ “ข้าคิดจะถือโอกาสกลับมาพักผ่อนสักหน่อยด้วยขอรับ เมืองฟ้าบุพกาลน่าเบื่อจริงๆ ศิษย์ของสำนักต่างๆ ดูคล้ายจะกลมเกลียวกัน แต่ที่จริงต่างก็เขม่นหวาดระแวงกัน ช่างน่าเบื่อนัก”
หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “เรื่องเมืองฟ้าบุพกาลสำคัญมาก เจ้าพักผ่อนสักระยะแล้วค่อยกลับไปเถิด”
“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ เช่นนั้นเรื่องอาณาเขตเต๋าที่แดนเทพหวนปัจฉิมล่ะขอรับ”
“ไม่ไป ปฏิเสธความหวังดีของเหล่าอริยะอย่างละมุนละม่อม สำนักซ่อนเร้นของพวกเราจะอยู่แค่ในมรรคาสวรรค์ ไม่เหยียบย่างไปยังแดนเทพหวนปัจฉิม”
“จะทำให้เหินห่างกันไปหรือไม่ขอรับ”
“เฮอะ หากเรียบง่ายเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดผู้หนุนหลังในแดนเทพหวนปัจฉิมไม่ลงมือช่วยเหลือยามพวกเขามีภัยเล่า”
“ความหมายของท่านคือ…”
“ออกไปเถอะ”
“ขอรับ”
โจวฝานลุกขึ้นจากไป
หลังออกจากอารามเต๋า เขายังคงครุ่นคิดเรื่องแดนเทพหวนปัจฉิมอยู่
ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นจางเจี่ยว
“ข้าคงเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ แม้กระทั่งพื้นเพเบื้องหลังของอาจารย์เอง ข้ายังไม่กระจ่างแจ้งเลย ไยต้องเก็บมากังวลด้วยเล่า”
โจวฝานส่ายหน้าหลุดขำออกมา ติดตามหานเจวี๋ยไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน!
หลายเดือนต่อมา เขตเซียนร้อยคีรีได้ต้อนรับแขกอีกครั้ง
“หานเจวี๋ยอยู่หรือไม่”
ผู้มายืนอยู่บนยอดเขาสูง ร้องเรียงเสียงดังก้อง
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยิน เขาอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมา
สหายเก่าผู้หนึ่ง
จั้งกูซิง
อดีตบุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพ ต่อมาได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ ในอดีตหานเจวี๋ยเคยนับถือเขาเป็นพี่ใหญ่
หานเจวี๋ยคิดเล็กน้อย จากนั้นก็เคลื่อนย้ายจั้งกูซิงเข้ามาในอารามเต๋าของตน
ตบะของจั้งกูซิงเพิ่งบรรลุระดับปฐมเทพขั้นหนึ่ง ในสายตาหานเจวี๋ยแล้วไม่ต่างไปจากมดปลวกตัวหนึ่งเลย จุดแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือในอดีตเขาเคยคบหามดปลวกตัวนี้มาก่อน
ย้อนนึกถึงอดีต หานเจวี๋ยได้สาปแช่งศัตรูของจั้งกูซิงจนตายไปเพื่อช่วยเหลือจั้งกูซิง
ทั้งสองสิ้นบุญคุณต่อกันแล้ว
เหตุผลที่หานเจวี๋ยยอมพบเขา เป็นเพราะเห็นแก่ที่เขาช่วยดูแลหานทั่ว
เมื่อจั้งกูซิงเห็นหานเจวี๋ย พลันเหม่อลอยไปพักหนึ่ง
หานเจวี๋ยก็มองสำรวจเขาเช่นกัน ไม่ได้พบกันหลายหมื่นปี จั้งกูซิงดูเจนโลกยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้หานเจวี๋ยไม่มีทางเรียกเขาว่าพี่ใหญ่อีก และเขาเองก็คงรับไม่ไหวเช่นกัน
จั้งกูซิงดึงสติกลับมา ดวงตาฉายแววซับซ้อนขณะเอ่ยทักทาย “คารวะอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศล”
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “ระหว่างพวกเราไยต้องมากพิธีเช่นนี้เล่า ช่วงนี้สบายดีหรือไม่”
เขาสามารถทำนายสิ่งที่จั้งกูซิงประสบในระยะนี้ดูได้ แต่เขารู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นเลย
บางเรื่องก็ทำได้ง่ายๆ แต่บางครั้งการรู้ไปเสียทุกอย่างก็ดูน่าเบื่อเกินไป
จั้งกูซิงยิ้มขมขื่นตอบว่า “ไม่ดีเลย ดังนั้นถึงได้มาหาท่าน พูดกันตามตรง ข้าไม่อยากอาศัยมิตรภาพเก่าก่อนของพวกเราเลย แต่ข้าอับจนหนทางแล้ว จำต้องบากหน้ามาหาท่าน”
หานเจวี๋ยโบกมือ เบาะกลมใบหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังจั้งกูซิง
จั้งกูซิงนั่งลงไป เริ่มบอกเล่าถึงความทุกข์ของตน
ที่แท้จั้งกูซิงอยากก่อตั้งวังเทพขึ้นมาใหม่ เขาได้เชิญชวนหานทั่ว จักรพรรดิเซียนวัฏจักรและบรรดาบุตรแห่งสวรรค์ผู้มีความสามารถไปแล้ว จนปัญญาตรงที่พอเริ่มก่อตั้งสำนักดวงชะตาขึ้นล้วนถูกอริยะมรรคาสวรรค์ปิดกั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์เสียทุกครั้ง จึงล้มเหลวมาโดยตลอด
ส่วนเรื่องหานทั่ว จั้งกูซิงก็มิได้ปิดบังอำพราง เขาเดาออกว่าหานทั่วคือบุตรชายของหานเจวี๋ย ดังนั้นจึงเคยถ่ายทอดพลังวิเศษมรรคกระบี่ให้หานทั่ว ซ้ำยังเคยช่วยเหลือหานทั่วไว้ หลังจากทราบถึงความเข้าใจที่หานทั่วมีต่อบิดา เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เปิดโปงเรื่องราว
หานเจวี๋ยไม่คิดเลยว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เข้าร่วมวังเทพด้วย แต่พอคิดดูให้ดี คาดว่าคงเป็นเพราะหานทั่ว
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเฝ้ามองหานเจวี๋ยเติบโตขึ้นมา แม้แต่จั้งกูซิงยังคาดเดาตัวตนของหานทั่วได้ ไยจักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะเดาไม่ได้เล่า
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรน่าจะอยากอาศัยวังเทพเป็นสะพานเพื่อก้าวเข้าสู่เวทีแห่งแดนเซียนอย่างเป็นทางการ ต่อสู้แย่งชิงดวงชะตา
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย ทำนายได้ว่าอริยะที่ขัดขวางการก่อตั้งวังเทพของจั้งกูซิงคือเทพสูงสุดหนานจี๋
ครั้นจั้งกูซิงพูดจบ หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด
ในเมื่อหานทั่วและจักรพรรดิเซียนวัฏจักรอยากเข้าร่วมวังเทพ หานเจวี๋ยย่อมไม่ขัดขวาง
ไม่อาจรวมไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวได้ หากว่ากลุ่มอิทธิพลต่างๆ ของแดนเซียนล้วนมีศิษย์สำนักซ่อนเร้นอยู่ เช่นนั้นในอนาคตสำนักซ่อนเร้นก็จะแทรกซึมได้ง่ายขึ้น
อย่ามองเพียงว่าตอนนี้หานเจวี๋ยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ สำนักซ่อนเร้นดูไร้ศัตรูแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร
ในอดีตสำนักเต๋าก็รุ่งโรจน์ดุจตะวันกลางฟ้าไม่ใช่ยังคงแตกแยกหรอกหรือ
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าจะช่วยพูดให้เจ้า”
จั้งกูซิงได้ฟังก็ปรีดา รีบคำนับขอบคุณหานเจวี๋ย
ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว หานเจวี๋ยก็เคยคำนับขอบคุณจั้งกูซิงเช่นนี้
จั้งกูซิงเงยหน้าถามว่า “จนถึงบัดนี้หานทั่วก็ยังไม่ทราบชาติกำเนิดของตน ท่านวางแผนไว้อย่างไร”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “คงสถานการณ์ปัจจุบันไว้ ข้ามีแผนการของข้า”
“ตกลง”
หานเจวี๋ยโบกแขนเสื้อ เคลื่อนย้ายจั้งกูซิงออกไป เลี่ยงไม่ให้ทั้งสองต้องตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน
หลายหมื่นปีผ่านไป เพียงพอให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย อย่างน้อยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ลดน้อยลง หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจจะรำลึกความหลังแล้ว เขาเชื่อว่าจั้งกูซิงก็ไม่ได้มีอารมณ์อยากคุยเล่นเช่นกัน
ความจริงก็เป็นเช่นนี้แล
หลังออกจากเขตเซียนร้อยคีรี จั้งกูซิงเสมือนปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง พ่นลมหายใจออกมาเหยียดยาว
เขาเผยรอยยิ้มขมขื่น พึมพำกับตัวเอง “อริยะช่างเลิศล้ำโดยแท้”
ยามนั่งอยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย เขารู้สึกกดดันอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่สบตาหานเจวี๋ย หัวใจเขาจะเต้นรัว
แม้ว่าผ่านประสบการณ์ผันผวนขึ้นลงอย่างโชกโชน แต่จนใจที่อริยะและมนุษย์สามัญแตกต่างกันมากเหลือเกิน เขาควบคุมมรรคจิตของตนให้มั่นคงไม่ได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หานเจวี๋ยตอบรับคำขอของเขาแล้ว
เขายังคงรู้จักหานเจวี๋ยดียิ่ง อีกฝ่ายไม่มีทางรับปากส่งเดช จะต้องมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแน่นอน
เมื่อย้อนทบทวนเรื่องในอดีต จั้งกูซิงก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มที่ถูกวิหคชาดสกัดขวางในโลกมนุษย์เมื่อปีนั้น ยามนี้กลายเป็นอริยะแล้ว
จั้งกูซิงไม่คิดว่าหานเจวี๋ยมีคุณสมบัติดีเยี่ยม ต่อให้มีคุณสมบัติดีแค่ไหนก็ไม่มีทางสำเร็จเป็นอริยะได้ในหลายหมื่นปี คาดว่าเดิมทีหานเจวี๋ยคงเป็นอริยะอยู่แล้ว เพียงอวตารลงไปหาประสบการณ์ในโลกมนุษย์
‘วังเทพอยู่ในมือข้าแล้ว ต้องเหนือกว่าบรรพบุรุษให้ได้!’
จั้งกูซิงคิดพร้อมกับดวงตาที่ส่องประกาย เหาะมุ่งไปยังขอบฟ้า
อีกด้านหนึ่ง หานเจวี๋ยเข้าฝันเทพสูงสุดหนานจี๋เพื่อบอกถึงเรื่องนี้
เทพสูงสุดหนานจี๋ตอบรับรวดเร็วนัก บอกว่ายินดีออกหน้าให้หานเจวี๋ย ซ้ำยังรั้งหานเจวี๋ยให้อยู่คุยกันอีกพักหนึ่งด้วย นัดแนะว่าถ้ามีโอกาสจะถกมรรคด้วยกัน
หลังจากแดนความฝันสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยแอบด่าในใจ
หนังหน้าของเทพสูงสุดหนานจี๋ช่างหนาโดยแท้!
ไม่อาจตบหน้าคนที่ยิ้มให้ได้ ถึงอย่างไรครั้งนี้หานเจวี๋ยก็ติดหนี้น้ำใจเทพสูงสุดหนานจี๋หนึ่งครั้งแล้ว
ขอเพียงเทพสูงสุดหนานจี๋ไม่ต่อต้านหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็ยังพออดทนได้
….
แปดสิบปีต่อมา
“ข้า จั้งกูซิง น้อมสืบสานเจตจำนงของบรรพบุรุษ ก่อตั้งวังเทพขึ้น ผู้ใดก็ตามที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ต่างสามารถเข้าร่วมวังเทพได้ วังเทพจัดลำดับอาวุโสตามคุณสมบัติ ข้าต้องการก่อตั้งวังเทพที่ยุติธรรมและเท่าเทียมต่อบุตรแห่งสวรรค์ ใช้พลังแห่งวัยเยาว์ ช่วงชิงดวงชะตามรรคาสวรรค์มา!”
เสียงจั้งกูซิงดังก้องทั่วแดนเซียน เพียงแต่มิได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองมากนัก
หลังจากเผ่าพันธุ์เลื่องชื่อถือกำเนิดขึ้น ผู้ทรงพลังรุ่นหลังที่ก่อตั้งสำนักดวงชะตาขึ้นล้วนใช้กลยุทธ์ประกาศก้องไปทั่วแดนเซียน
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย หานทั่วและจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเข้าร่วมวังเทพแล้ว มิใช่แค่พวกเขา แม้แต่จิ่งเทียนกงอดีตเจ้านิกายเจี๋ยรุ่นก่อนและอี๋เทียนเทพปีศาจแห่งเผ่าปีศาจก็เข้าร่วมวังเทพเช่นกัน
ปัจจุบันศิษย์วังเทพมีจำนวนเกินหมื่นแล้ว นอกจากจิ่งเทียนกง จักรพรรดิเซียนวัฏจักร ก็ไม่มีเซียนทองต้าหลัวอีก
หานเจวี๋ยสอดส่องดูหานอวี้ต่อ
หลังจากฝึกฝนวิชาวัฏจักรหกวิถี ตบะของหานอวี้เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน แต่เมื่อเทียบกับหานทั่วแล้วคุณสมบัติของเขาด้อยเกินไป เท่าที่เห็นตอนนี้ ยังไม่มีความหวังไปถึงระดับเทพ เว้นแต่หานเจวี๋ยจะหาทางยกระดับคุณสมบัติของเขา
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้มีความคาดหวังในตัวหานอวี้ เพียงเพิ่มความบันเทิงเล็กน้อยให้ช่วงเวลาฝึกบำเพ็ญที่เงียบสงบและน่าเบื่อหน่ายของตน ก็เหมือนการดูซีรีส์ในชาติก่อน
ความคาดหวังที่แท้จริงยังคงอยู่ที่หานทั่ว
หานเจวี๋ยคาดหวังให้บุตรชายคนนี้ของตนกลายเป็นเทพมารอนธการ!
หานอวี้ยังคงปิดด่านอยู่ในหุบเขาแห่งนั้น หานเจวี๋ยมองอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนสายตากลับมาฝึกบำเพ็ญต่อ
….
เหนือหมู่เมฆา ตำหนักวังลอยเรียงราย เงาร่างนับไม่ถ้วนสัญจรผ่านไปมา สำแดงพลังกับตำหนักแต่ละหลัง รวมตำหนักเข้าด้วยกันโuเวลกูดoทคoม
หานทั่วในชุดสีดำยืนอยู่หน้าประตูตำหนักหลังหนึ่ง มองวังเทพที่รุ่งเรืองขึ้นมา เขารู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
ฝึกบำเพ็ญมานานถึงเพียงนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ลงหลักปักฐาน
วังเทพก่อตั้งขึ้นใหม่ เขานับว่าเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิก ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจจัดการวังเทพ
ในใจเขากระจ่างยิ่งนัก เมื่อเทียบกับผู้มีอำนาจคนอื่นๆ เขาอ่อนแอที่สุด
จิ่งเทียนกงถึงขั้นที่เคยตั้งข้อสงสัย ตอนนั้นอี๋เทียนเกือบจะลงมือกับอีกฝ่ายแล้ว โชคดีที่จั้งกูซิงและจักรพรรดิเซียนวัฏจักรล้วนก้าวออกมาให้การสนับสนุนเขา เรื่องนี้ถึงนับว่าได้บทสรุป
มีคนตั้งข้อสงสัย หานทั่วมิได้เคืองขุ่นแต่อย่างใด กลับได้รับแรงกระตุ้น
มองเหล่าศิษย์ของวังเทพอยู่พักหนึ่ง หานทั่วหันหลังกลับเข้าไปในตำหนักที่พักของตน ฝึกบำเพ็ญต่อ
หานทั่วนั่งลงบนเบาะกลมแล้วหลับตาลง
ทันใดนั้นเขาก็ถูกดึงเข้าสู่แดนความฝันฉากหนึ่ง
ที่นี่คือป่าผืนหนึ่ง ร่างเปล่งแสงเทพเจิดจ้าแยงตาร่างหนึ่งอยู่ด้านหน้า หานทั่วตกตะลึงยิ่ง
เกิดอะไรขึ้น
เหตุใดเขาถึงไม่รู้สึกตัวเลย
หานทั่วมองอีกฝ่ายด้วยความตื่นตัว พลางถามเสียงเข้ม “ท่านคือผู้ใด”
เงาร่างแสงเทพย่อมเป็นหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยถามด้วยเสียงลึกลับล่องลอย “ข้ามองเห็นความไม่ยินยอมในใจเจ้า ดูเหมือนเจ้าจะไม่พอใจในตบะของตน ข้าสามารถถ่ายทอดมรรควิถีให้เจ้าได้ แต่เจ้าจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทน เจ้ายินยอมหรือไม่”
หานทั่วได้ฟังก็ขมวดคิ้ว
ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเขาคือปฏิเสธ แต่พอใคร่ครวญดูรอบหนึ่ง อีกฝ่ายมีพลังเทพมหาศาล หากต้องการทำร้ายเขา ไยต้องอ้อมค้อมวกวนด้วยเล่า
หานทั่วเอ่ยขึ้น “ข้าต้องจ่ายด้วยสิ่งใด แม้แต่ท่านเป็นผู้ใดข้าก็ยังไม่ทราบ เหตุใดข้าต้องเชื่อท่านด้วย”
“เจ้าเคยมาหาข้า”
“เคยไปหาท่านหรือ”
หานทั่วขมวดคิ้วแน่น ตกอยู่ในห้วงความคิด จู่ๆ ก็เขาแสดงสีหน้าตกตะลึง
“ท่านคือเจ้าสำนักซ่อนเร้น”
“เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไป ข้าจะถ่ายทอดมรรควิถีให้เจ้า เจ้าเป็นหนี้ชีวิตข้า วันหน้าข้าต้องการให้เจ้าลงมือทำเรื่องหนึ่ง ส่วนจะต้องอุทิศด้วยชีวิตของเจ้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้ามีความพยายามมากพอไหม ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่งพอ ต่อให้ศัตรูแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องสยบอยู่ใต้เท้าเจ้า”
น้ำเสียงหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยแรงดึงดูด
หานทั่วตกอยู่ในภวังค์ความคิดอีกครั้ง
หากเป็นหานเจวี๋ย ต้องปฏิเสธแน่นอน แต่เขาอยากรู้ว่าหานทั่วจะเลือกแบบไหน
อันที่จริงหานเจวี๋ยสามารถใช้ระบบวิวัฒนาการทำนายได้ แต่ไม่จำเป็นเลย หากทำเช่นนั้นจะสูญเสียอรรถรสในการพัฒนาไป อีกอย่างก็สิ้นเปลืองอายุขัยด้วย
“ข้ารับปากท่าน!” หานทั่วเอ่ยเสียงขรึม
“ข้ารู้ว่าคุณสมบัติของข้าแข็งแกร่งมากแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ในแง่คุณสมบัติ ข้าสู้อี๋เทียนไม่ได้ ในแง่ตบะ หากเทียบกับจิ่งเทียนกงก็ไม่มีทางไล่ตามทัน ข้าต้องการโอกาสวาสนาอันยิ่งใหญ่ ผู้อาวุโสโปรดถ่ายทอดมรรควิถีแก่ข้าด้วย!”
“อืม”
หานเจวี๋ยก็ไม่พูดไร้สาระเช่นกัน เริ่มแสดงธรรม ธรรมที่แสดงย่อมเป็นมหามรรคต้นกำเนิด
….
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เขาแสดงธรรมต่อหานทั่วแบบส่วนตัวหนึ่งร้อยปี ในที่สุดก็ชักนำหานทั่วเข้าสู่มหามรรคต้นกำเนิดได้ คาดว่าผ่านไปอีกสักระยะ ตบะของหานทั่วจะมีพัฒนาการก้าวกระโดด เขาถือโอกาสปลดขีดจำกัดทางสายเลือดของหานทั่วอีกเล็กน้อย ให้คุณสมบัติของเขาเพิ่มขึ้นอีก
ส่วนจิ่งเทียนกง ถึงแม้จะเป็นสาวกของตน แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ห้ามปราม เขาเฝ้ามองจิ่งเทียนกงสร้างแรงกดดันให้หานทั่วอย่างมีความสุข ป้องกันไม่ให้หานทั่วหยุดชะงักไม่ก้าวหน้าได้พอดี
แน่นอน หากว่าสองคนนี้ลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกันจริงๆ หานเจวี๋ยคงต้องออกโรงเอง
สำหรับจิ่งเทียนกงนั้น หานเจวี๋ยก็รู้สึกถูกชะตาด้วยเสมอมา
เมื่อวังสวรรค์ก่อตั้งขึ้น เริ่มแรกถูกสรรพสิ่งเหยียดหยามนัก แต่ภายในระยะเวลาหนึ่งพันปีต่อมา วังเทพแสดงความแข็งแกร่งของตนให้เป็นที่ประจักษ์
ยามที่ต่อสู้ช่วงชิงยอดสมบัติตามแดนลับต่างๆ วังเทพความสามารถโดดเด่น แม้จะอยู่ในระดับเดียวกันก็มีผู้บำเพ็ญน้อยคนนักที่สามารถเอาชนะศิษย์ของวังเทพได้
ชื่อเสียงของวังเทพแกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ บุตรแห่งสวรรค์ก็เข้าร่วมวังเทพมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ หานทั่วปิดด่านบำเพ็ญอยู่ตลอด
จิ่งเทียนกงยิ่งทวีความไม่พอใจในตัวเขา คิดว่าเขาไม่ได้ลงแรงเพื่อวังเทพเลย จนปัญญาที่จั้งกูซิงถือหางหานทั่ว จิ่งเทียนกงจึงหมดทางเลือก
ถึงแม้จิ่งเทียนกงจะเป็นครึ่งอริยะ แต่เนื่องจากหักหลังนิกายเจี๋ย เป็นเหตุให้สถานะกระอักกระอ่วนยิ่ง นอกจากวังเทพ เขาไม่มีที่ไปอื่นแล้ว
ชั่วพริบตาเดียว ผ่านไปสองพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยเดินออกจากอารามเต๋า เริ่มเทศนาธรรมแก่สำนักซ่อนเร้น
เป็นเช่นเดียวกับที่ผ่านมา เทศนาธรรมเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี
หลังจากเทศนาธรรมจบ หานเจวี๋ยพาตัวหลี่เสวียนเอ้ากลับมาที่อารามเต๋าด้วย
หลี่เสวียนเอ้ากลับมาเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่หานเจวี๋ยไม่อยากหยุดเทศนาธรรมกลางคัน ดังนั้นหลังจากเคลื่อนย้ายเขาเข้ามาก็ไม่ได้ซักถามพูดคุย หลี่เสวียนเอ้าก็รู้ความมากเช่นกัน พอเข้ามาก็เริ่มสดับธรรมทันที ไม่รบกวนผู้อื่นเลย
หลี่เสวียนเอ้าได้สติขึ้นมาในทันใด พอเห็นหานเจวี๋ย เขาก็คุกเข่าคารวะทันที
หานเจวี๋ยถาม “ไยจึงกลับมา”
หลี่เสวียนเอ้าตอบว่า “ยามนี้เผ่าสวรรค์มั่นคงแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ข้าช่วยเหลืออีก ข้าอยากกลับมาฝึกบำเพ็ญ เพิ่มพูนตบะ ถือโอกาสแบ่งเบาภาระท่านไปด้วยขอรับ”
หานเจวี๋ยจ้องมองเขา ไม่ได้ตอบรับในทันที
หลี่เสวียนเอ้าสุขุมยิ่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของหานเจวี๋ย เขาใจฝ่อขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“เอาเถอะ ถึงแม้คุณสมบัติของเจ้าจะสู้ศิษย์พี่ของเจ้าไม่ได้ แต่เจ้ามีความสามารถกว่าเขา ข้าต้องการความสามารถของเจ้าพอดี เรื่องภายในสำนักซ่อนเร้นยังคงมอบให้เจ้าจัดการเช่นเดิม” หานเจวี๋ยเอ่ย
หลี่เสวียนเอ้าโล่งใจดั่งยกภูเขาออกจากอก
หานเจวี๋ยไม่ได้พูดไร้สาระอีก โบกมือสื่อให้เขาออกไป
หลังจากหลี่เสวียนเอ้าทำความเคารพเสร็จก็จากไป ระหว่างที่เดินกลับไปเขายังคงอารมณ์ดีนัก
อยู่ในเผ่าสวรรค์มานาน จู่ๆ เขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ถึงแม้เผ่าสวรรค์จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เขาทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นหานเจวี๋ยที่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง
เขาอยากอยู่ข้างกายหานเจวี๋ย จะได้ทอดสายตามองกระดานหมากมรรคาสวรรค์จากมุมมองที่สูงกว่าเดิม
เขาเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของหานเจวี๋ยจะไม่หยุดอยู่แค่ในแดนเซียน
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยกำลังตรวจดูจดหมาย
บางคนเผชิญกับการโจมตี บางคนได้รับโอกาสวาสนา บางคนได้เรียนรู้พลังวิเศษ สารพัดอย่างแตกต่างกันออกไป หานเจวี๋ยอ่านอย่างเพลิดเพลิน
ในเวลานี้เอง
“ข้า จอมอริยะเสวียนตูแห่งนิกายเหริน อีกสามร้อยปีให้หลัง ข้าจะเทศนาธรรมที่ตำหนักเอกภพ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม สรรพสิ่งล้วนมาสดับฟังได้!”
จอมอริยะเสวียนตูเริ่มเคลื่อนไหว!
หานเจวี๋ยสามารถสังหารจอมอริยะเสวียนตูในเสี้ยววินาทีได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่กังวลสักเท่าไร
ด้วยเหตุนี้เขาจึงหันไปสนใจฟางเหลียง
ฟางเหลียงยังคงผสานรวมกับบรรพชนเต๋าอยู่
เด็กคนนี้บรรลุตบะระดับเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์แล้ว นับว่ารวดเร็วอย่างยิ่ง
การชี้ทางเบิกปัญญาของต้นกำเนิดมรรคาสวรรค์ช่างเลิศล้ำโดยแท้
หานเจวี๋ยบังเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่งขึ้น
‘หากข้านำฟางเหลียงมาขังไว้ในคุกสวรรค์อนธการ บรรพชนเต๋าจะรับรู้และลงมือขัดขวางหรือไม่’
[บรรพชนเต๋าอยู่เหนือขีดจำกัดของอาณาเขตเต๋า ย่อมรับรู้ได้ ส่วนจะขัดขวางหรือไม่ ระบบไม่สามารถวิวัฒนาการได้]
หานเจวี๋ยได้แต่ยอมล้มเลิกไปเสีย
สำหรับบรรพชนเต๋า ตอนนี้ยังไม่อาจผลีผลามล่วงเกินได้
หานเจวี๋ยหันไปสอดส่องหานอวี้
หานอวี้บรรลุตบะระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่แล้ว นับว่าไม่เลวเลย วิชาวัฏจักรหกวิถีช่วยถอดร่างผลัดกระดูกให้เขาได้จริงๆ
อย่างไรก็ตามหากเทียบกับหานทั่วผู้เป็นปฐมบรรพบุรุษของเขาแล้ว หานอวี้ยังคงด้อยกว่ามากนัก
หานทั่วบรรลุถึงระดับเทพนานแล้ว ซ้ำยังปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด
สรรพสิ่งฝึกบำเพ็ญวิชายุทธ์ ทว่าเขาฝึกบำเพ็ญมหามรรค แนวทางการฝึกบำเพ็ญเทียบเคียงกับอริยะแล้ว ตบะจะไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้อย่างไร
หานทั่วและหานอวี้ล้วนกำลังปิดด่านอยู่ ทำให้หานเจวี๋ยไม่มีฉากละครให้ติดตาม อย่างไรก็ตามความมุ่งมั่นของพวกเขาก็ยังคงทำให้เขารู้สึกพึงพอใจ
จะว่าไป หานเจวี๋ยยังมีทายาทรุ่นหลังอยู่อีกคน
หานซินหยวน บุตรสาวของหานทั่ว
หานซินหยวนสิ้นชีพนานมากแล้ว แต่ถูกพญายมหยางเทียนตงรับตัวไว้ ตอนนี้เป็นเจ้าพนักงานผีของเมืองนรก
หยางเทียนตงรู้จักหานทั่ว ดังนั้นถึงรับตัวหานซินหยวนไว้
สำหรับหานซินหยวน หานเจวี๋ยไม่ค่อยสนใจนัก
ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็อยู่สุขสบายดี
หานเจวี๋ยอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ จึงสอดส่องดูหานซินหยวน
หน้าที่ของหานซินหยวนง่ายดายยิ่ง เพียงช่วยหยางเทียนตงจดบันทึกเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของโลกใดโลกหนึ่ง ตำแหน่งนี้มีเจ้าพนักงานผีประจำการอยู่หลายตน ต่างคนต่างรับผิดชอบหน้าที่ตน ไม่นับว่าเหนื่อยยากนัก
ยามนี้ หานซินหยวนกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในที่พักของตน
หานเจวี๋ยมองนาง ไม่ได้รู้สึกชิดเชื้อมากนัก
มองอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็หมดความสนใจ
ในส่วนของการชี้แนะหานซินหยวน เขารู้สึกว่าตอนนี้ยังไม่จำเป็น เนื่องจากหานซินหยวนไม่ได้มีความมุ่งหวังที่จะแข็งแกร่งขึ้นมากนัก
หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
ลูกหลานต่างมีโชคชะตาของลูกหลานเอง เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ปกป้องคนรอบตัวได้
และที่สำคัญที่สุดคือต้องปกป้องตัวเองให้ได้!
….
ยมโลก เมืองนรก
หยางเทียนตงเพิ่งไต่สวนคดีความของวิญญาณพยาบาทตนหนึ่งเสร็จสิ้นอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ชีวิตเช่นนี้ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน เขาเริ่มรู้สึกหน่ายแหนงแล้ว
นับตั้งแต่ขึ้นเป็นพญายม เขาไม่มีเวลาฝึกบำเพ็ญเลย บางครั้งก็มีผู้ทรงพลังจากโลกคนเป็นมาก่อกวน มาท้าเขารบสร้างผลงาน อาศัยเหตุนี้สร้างชื่อก้องสวรรค์
เวลานี้เอง เงาร่างหนึ่งเหาะเข้ามาในตำหนัก
หยางเทียนตงเงยหน้ามอง ตะลึงไป จากนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่ม เจ้ามาได้อย่างไร”
ผู้ที่มาก็คือหานทั่ว
หลังจากบรรลุระดับเทพ หานทั่วย่อมมีกลิ่นอายของผู้ทรงพลังแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานผีโดยรอบสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาต่างก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
หานทั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มาเยี่ยมเยือนสหายเก่า ในอดีตครานั้นหากไม่ได้ท่านพญายมช่วยเอาไว้ เกรงว่าข้าคงตายไปนานแล้ว”
หยางเทียนตงเอ่ยหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าว่าเจ้าคงรู้แล้วกระมังว่าบุตรสาวอยู่ที่นี่”
หานทั่วประสานหมัด แย้มยิ้มพลางตอบ “ขอบพระคุณความเมตตาของท่านพญายม มิเช่นนั้นลูกข้าคงเข้าสู่สังสารวัฏไปแล้ว สิ้นกรรมหมดวาสนาพ่อลูกกับข้า ข้าอยากพบนาง ถึงอย่างไรบนโลกนี้ข้าก็เหลือนางเป็นญาติเพียงคนเดียวแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงหานซินหยวน หานทั่วรู้สึกละอายใจอยู่ครู่หนึ่ง
หลายปีมานี้เขาลืมนางไปเลยจริงๆ ไม่ทราบเลยว่านางใช้ชีวิตอย่างไร
“เจ้ามิได้เหลือนางเป็นญาติคนเดียวหรอก” หยางเทียนตงประสานมือรองใต้คาง เอ่ยด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม
หานทั่วตะลึงงัน ถามด้วยความแปลกใจ “หรือว่าข้ายังมีทายาทรุ่นหลังเหลือรอดอยู่อีก”
หยางเทียนตงส่ายหน้าหลุดหัวเราะออกมา
ใช่ทายาทรุ่นหลังเสียที่ไหน
บิดาเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่!
ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะยังมีพี่น้องคนอื่นๆ ด้วยก็ได้!
หยางเทียนตงไม่กล้าพูดออกไป เกรงว่าจะรบกวนแผนการของหานเจวี๋ยเข้า เขาจึงกล่าวว่า “เจ้ายังมีทายาทรุ่นหลังอีกคน นามว่าหานอวี้ ยามนี้เป็นเซียนแท้ไท่อี่แล้ว หากเจ้านึกเมตตาเขา ก็รับตัวเขาเข้าสู่วังเทพได้ หลังจากตระกูลหานถูกล้างบาง เขามีบ่วงกรรมน้อยยิ่ง อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด”
เมื่อเอ่ยถึงหานอวี้ เขาก็นึกถึงหานเจวี๋ย
ในอดีตหานเจวี๋ยก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
จะว่าไป หานอวี้ช่างเหมือนหานเจวี๋ยยิ่งนัก
“หานอวี้…”
แววตาหานทั่ววูบไหว จดจำนามนี้ไว้เงียบๆ
จากนั้น หยางเทียนตงก็พาเขาไปพบหานซินหยวน
….
แดนเซียน นอกโพ้นทะเล
บนเกาะกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง สิ่งมีชีวิตที่แปลงกายแล้วนับล้านคนนั่งสมาธิอยู่เต็มเนินเขาทั่วผืนป่า กำลังฟังเทศนาธรรมอยู่
ยามนี้ หวงจุนเทียนเจ้านิกายเจี๋ยยืนอยู่หน้าอารามเต๋าของตน ทอดมองผู้ทรงพลังที่ตนเชิญมาเทศนาธรรมอยู่ไกลออกไป
เมื่อเห็นนิกายเจี๋ยในยามนี้ เขารู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
ถึงแม้จะขึ้นเป็นเจ้านิกายด้วยความจำใจ แต่นิกายเจี๋ยที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มีคุณสมบัติพอจะผงาดไปทั่วแดนเซียนแล้ว!
เงาร่างหนึ่งร่อนลงเบื้องหน้าหวงจุนเทียน
นี่คือศิษย์คนหนึ่งของนิกายเจี๋ย เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหวงจุนเทียน เอ่ยรายงาน “อาจารย์ บรรพชนสวรรค์เห็นด้วยกับแผนพันธมิตรของท่าน ยินดีร่วมมือกวาดล้างเผ่าปีศาจขอรับ”
“เรื่องจัดการเผ่าปีศาจ เผ่าสวรรค์ยินดีลงแรงมากแค่ไหน” หวงจุนเทียนถาม
สำหรับเผ่ามาร หวงจุนเทียนรู้สึกขัดตามาโดยตลอด รู้สึกว่าเผ่าปีศาจชั่วช้าเกินไป ไม่ควรได้เชิดหน้าชูตา
ศิษย์นิกายเจี๋ยตอบว่า “เผ่าสวรรค์ยินดีส่งจักรพรรดิเซียนห้าร้อยคนไปโจมตีเผ่าปีศาจหลังจากที่นิกายเจี๋ยเปิดศึกกับเผ่าปีศาจขอรับ”
จักรพรรดิเซียนห้าร้อยคน…
หวงจุนเทียนขมวดคิ้ว ในใจเขาผิดหวังอยู่บ้าง จักรพรรดิเซียนห้าร้อยคนอาจสร้างปัญหาให้ระดับเทพได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับต้าหลัว ก็ไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาเลย
แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเผ่าสวรรค์ออกแรงน้อยเท่าไร ยามถึงเวลาแบ่งปันผลประโยชน์ เขาก็ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น
“อืม เจ้าลงไปก่อนเถอะ”
“ขอรับ!”
หลังจากศิษย์นิกายเจี๋ยจากไป หวงจุนเทียนก็ทอดสายตามองภาพการเทศนาธรรมที่อยู่ไกลๆ ต่อไป
เรื่องทำศึกกับเผ่าปีศาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เขาจำเป็นต้องวางแผนให้ดี ไม่มีทางปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นเดียวกับโลกมนุษย์เมื่อหลายหมื่นปีก่อนขึ้นอีก
แต่หากว่ากันในอีกมุมหนึ่ง เขาได้พบพานอริยะแล้ว
มิเช่นนั้นอาจจะพ่ายแพ้ไปแล้วจริงๆ
หวงจุนเทียนก็เหมือนคนอื่นๆ คิดว่าเดิมทีหานเจวี๋ยก็เป็นอริยะอยู่แล้ว เพียงกลับชาติมาเกิดเพื่อหาประสบการณ์เท่านั้น
หวงจุนเทียนหันหลังกลับเข้าไปในอารามเต๋า เขาเผยรอยยิ้มเชื่อมั่นและคาดหวังออกมา
ตอนนี้ สิ่งที่เขาอยากไขว่คว้ามีไม่มากแล้ว
สิ่งที่สามารถทำให้เขายอมทุ่มเททุกสิ่งได้เหลือแค่ตำแหน่งอริยะเท่านั้น!
….
วันเวลาล่วงเลยไป
เวลาผ่านมากว่าหนึ่งพันห้าร้อยปีแล้ว
[ตรวจสอบพบว่าท่านอายุครบแปดหมื่นปีบริบูรณ์ ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง เผยตัวทันที มุ่งสู่แดนเทพหวนปัจฉิม แสวงหามหามรรค จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่ออกนอกขอบเขตมรรคาสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สบถด่าว่าเจ้าระบบสุนัข
คิดจะล่อลวงข้าให้ออกไปอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที
เขาไม่มีทางออกนอกมรรคาสวรรค์แน่นอน
มรรควิถีที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญคือการขยายขอบเขตพื้นที่ของตนออกไปอย่างต่อเนื่อง มิใช่การออกไปร่อนเร่ในต่างดินแดน
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับเขาเทพปู้โจว]
[เขาเทพปู้โจว: ก่อกำเนิดขึ้นจากกระดูกสันหลังของเทพยักษาผานกู่ ผลิตปราณฟ้าประทานได้ สามารถเพิ่มพูนดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้ ขอเพียงโยนมันลงบนพื้น จะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นด้วยตัวเอง]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
ระบบผลิตเขาเทพปู้โจวได้ด้วยหรือ
ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว เขาเทพปู้โจวถูกบรรพชนจอมเวททำลายล้าง หลังจากนั้น สรรพสิ่งก็ไม่ได้เห็นเขาเทพปู้โจวอันเกรียงไกรอีกเลย
หานเจวี๋ยนำมันออกมา เขาลูกน้อยลอยอยู่ในมือ ไม่รู้สึกถึงความหนักอึ้งเลยแม้แต่น้อย
ของเล่นชิ้นนี้จะมีประโยชน์อันใด
ตอนนี้หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาของล้ำค่าฟ้าดินเพื่อเสริมพลังวิญญาณให้อาณาเขตเต๋าแล้ว ตัวอาณาเขตเต๋าก็ผลิตพลังวิญญาณได้มากมายเช่นกัน
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นว่าของเล่นชิ้นนี้สามารถเพิ่มพูนดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้
เขาเกิดความคิดขึ้นมาทันที
เขาเข้าฝันหลี่เต้าคง เรียกตัวอีกฝ่ายกลับมา
ครึ่งวันผ่านไป หลี่เต้าคงมาถึงด้านนอกเขตเซียนร้อยคีรี จากนั้นก็ถูกหานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายเข้ามาในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยนำเขาเทพปู้โจวออกมา เอ่ยว่า “สิ่งนี้คือเขาเทพปู้โจว เจ้าจงนำมันไป เลือกสถานที่กว้างขวางสักแห่งวางมันลงไป จะทำให้เจ้าได้รับดวงชะตามรรคาสวรรค์ ครอบครองมันไว้ให้ดี นี่คือก้าวแรกสู่การสำเร็จอริยะของเจ้า”
หลี่เต้าคงตะลึงงัน ตำนานเกี่ยวกับเขาเทพปู้โจวเขาก็เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน
เจ้าสำนักไปได้เขาเทพปู้โจวมากจากที่ใดกัน
หลี่เต้าคงตกตะลึง ยื่นมือไปรับเขาเทพปู้โจวมาตามสัญชาตญาณ
“นับจากนี้ไป เจ้าคือเจ้าของเขาเทพปู้โจว เจ้าจะทำอะไรกับมันก็ได้” หานเจวี๋ยเอ่ยกลั้วหัวเราะ
หลี่เต้าคงถาม “ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “หากมีสิ่งมีชีวิตมุ่งหน้าไปขอกราบเจ้าเข้าสู่เขาเทพปู้โจว เจ้าจะรับไว้ก็ได้ เสริมสร้างดวงชะตาของตน หากไร้ผลกุศล ก็ยากจะพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้ แน่นอน หากว่าเจ้าอยากอาศัยพลังพิสูจน์มรรค ก็ย่อมได้ แต่ต้องใช้เวลานานแค่ไหนข้าก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อริยะทุกรายล้วนอาศัยปราณม่วงมรรคาสวรรค์เพื่อสำเร็จเป็นอริยะ ผู้บำเพ็ญที่อาศัยพลังพิสูจน์มรรคมีน้อยนิดเหลือเกิน”
หลี่เต้าคงไม่มีระบบ และมิใช่เทพมารอนธการ หานเจวี๋ยไม่มั่นใจเลยจริงๆ ว่าเขาจะสามารถอาศัยพลังพิสูจน์มรรคได้โนเวลกูดอทคoม
ต่อให้เขามีคุณสมบัติระดับนี้ เขาก็สลัดบ่วงกรรมมรรคาสวรรค์ไม่พ้น
สาเหตุที่หานเจวี๋ยสามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยพึ่งพามรรคาสวรรค์เลย ฝึกบำเพ็ญอยู่ในอาณาเขตเต๋าของระบบมาโดยตลอด มรรคาสวรรค์ไม่อาจผูกมัดเขาได้
“ข้าทราบแล้วขอรับ”
หลี่เต้าคงเอ่ยเสียงขรึม ในใจเต็มไปด้วยความตื้นตัน
หานเจวี๋ยต้องการเกื้อหนุนให้เขาสำเร็จเป็นอริยะจริงๆ
หานเจวี๋ยโบกแขนเสื้อ เคลื่อนย้ายหลี่เต้าคงออกไป
ปูเส้นทางเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะทำอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับหลี่เต้าคงแล้ว
หานเจวี๋ยหวังว่าหลี่เต้าคงจะสามารถครอบครองมรรคาสวรรค์แต่เพียงผู้เดียวได้ เช่นนั้นเขาก็สามารถควบคุมมรรคาสวรรค์ได้ ไม่ถูกมรรคาสวรรค์ถ่วงรั้งมือเท้า
….
เจ็ดสิบสี่ปีต่อมา
“ข้าหลี่เต้าคงผู้พิทักษ์หลักแห่งสำนักซ่อนเร้น บัดนี้ได้ฟื้นฟูเขาเทพปู้โจวขึ้นอีกครั้ง เสริมสร้างดวงชะตามรรคาสวรรค์ ผู้ฝึกกระบี่ทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกาต่างสามารถมาแสวงหามรรคกระบี่ที่เขาเทพปู้โจวได้!”
เสียงของหลี่เต้าคงพลันแว่วดังไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา
ในขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญทรงพลังตั้งแต่ระดับเทพขึ้นไปต่างก็สามารถสัมผัสได้ว่ามีดวงชะตาอันท่วมท้นพุ่งทะยานขึ้นมาจากทิศบูรพา
ในเวลานี้ แม้กระทั่งเหล่าอริยชนในชั้นฟ้าที่สามสิบสามต่างตกตะลึงถ้วนหน้าเช่นกัน
พวกเขารวมตัวกันในอาณาเขตเต๋าของจอมอริยะเสวียนตู
“ใช่เขาเทพปู้โจวจริงๆ น่ะหรือ”
“ใช่จริงๆ ข้าเคยเห็นเขาเทพปู้โจวมาก่อน กลิ่นอายเช่นนี้มิผิดแน่”
“หานเจวี๋ยเอาเขาเทพปู้โจวมาได้อย่างไร”
“ไม่ทราบแน่ชัด เขาอาจจะใช้พลังวิเศษบางอย่างเนรมิตขึ้นมา”
“หมากก้าวนี้ ทำให้ตำแหน่งอริยะของหลี่เต้าคงมั่นคงแล้ว”
เหล่าอริยชนสะท้อนใจอย่างยิ่ง แม้แต่จอมอริยะเสวียนตูก็เช่นกัน
ในบรรดาอริยะ ฝูซีเทียนและจอมอริยะเสวียนตูล้วนเคยเห็นเขาเทพปู้โจวมาก่อน ถึงขั้นที่เคยพำนักอยู่ระยะหนึ่งด้วย เมื่อเห็นเส้นชีพจรดวงชะตาอันยิ่งใหญ่พลุ่งพล่านเส้นนั้นผุดขึ้นมา พวกเขารู้สึกราวกับฝัน หวนคืนสู่ดินแดนยุคฟ้าบุพกาล
หลังจากวางเขาเทพปู้โจวลงไป แรงกุศลมรรคาสวรรค์มหาศาลพลันร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ตกลงบนร่างหลี่เต้าคง
เขาเทพปู้โจวกว้างใหญ่ไพศาล สามารถก่อเกิดปราณฟ้าประทานอันไร้ที่สิ้นสุดได้ เพียงพอจะหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน แรงกุศลอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ เพียงพอจะทำให้ตบะของหลี่เต้าคงก้าวหน้าไปอีกขั้น
หากในอนาคตสิ่งมีชีวิตของยอดเขาปู้โจวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงชะตามรรคาสวรรค์ที่จะตอบแทนกลับมาหาหลี่เต้าคงนั้น คงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
ด้วยเหตุนี้ หลี่เต้าคงจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วปวงสวรรค์ทันที!
ส่งผลให้สำนักซ่อนเร้นเลื่องชื่อขึ้นมาอีกครั้ง
แค่ผู้พิทักษ์คนหนึ่งยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศลผู้เป็นเจ้าสำนักซ่อนเร้นจะแข็งแกร่งมากขนาดไหนกันเล่า
ณ หุบเขาแห่งหนึ่งในแดนเซียน
หานอวี้ลุกขึ้นมา มองไปทางทิศตะวันออก เอ่ยพึมพำ ”เขาเทพปู้โจว…ฝึกฝนกระบี่…”
นับตั้งแต่โบยบินขึ้นมา เขาเลื่อนลอยไร้หลักแหล่ง ยามนี้ปรากฏโอกาสวาสนาเช่นนี้ขึ้น เขาคิดว่านี่คือโอกาสของตน
เขาไม่ลังเลเลย เหาะมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มีกลิ่นอายแผ่ล้นออกมา
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีโอกาสได้กราบผู้ทรงพลังหลี่เต้าคงท่านนั้นเป็นอาจารย์ก็ได้!
มิใช่แค่หานอวี้เท่านั้น สิ่งมีชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนในปวงสวรรค์หมื่นโลกาต่างก็มีความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมา
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม
จี้เซียนเสินยืนอยู่ในลานแห่งหนึ่ง ทอดสายตามองทะเลเมฆา
‘กลยุทธ์ยอดเยี่ยม สมกับเป็นท่านอาจารย์’
จี้เซียนเสินตกตะลึงอยู่ในใจ ดวงชะตาของเขาเทพปู้โจวน่าหวาดหวั่นจริงๆ เพิ่งลงสู่พื้นก็แผ่ไพศาลยิ่งกว่าเผ่าสวรรค์ของเขาทั้งเผ่าแล้ว กลยุทธ์เช่นนี้ต้องเป็นฝีมือของหานเจวี๋ยแน่ เขาต้องการเกื้อหนุนหลี่เต้าคง
เขาย้อนนึกถึงตำนานเขาเทพปู้โจว พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมา
ตำนานเขาเทพปู้โจวกล่าวไว้ว่าแปรสภาพมาจากกระดูกสันหลังของเทพยักษาผานกู่ผู้เบิกฟ้าแยกปฐพี ส่วนมรรคาสวรรค์คือเจตจำนงของเทพยักษาผานกู่ เมื่อเขาเทพปู้โจวปรากฏขึ้น มรรคาสวรรค์จะไม่ขานรับได้อย่างไร
จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว
ช้าก่อน!
หลี่เต้าคงมีเขาเทพปู้โจวแล้ว ยังจะนั่งประจำการในเผ่าสวรรค์อยู่อีกหรือ
เกรงว่าจักรพรรดิเซียนแห่งสำนักซ่อนเร้นในเผ่าสวรรค์ก็อาจจะเบือนหน้าจากไปเช่นกัน
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ