576-580

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 576ถึง580
หานทั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจยิ่ง ชายวัยกลางคนได้ฟังก็รีบเอ่ยขออภัย
สองพ่อลูกพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ชายวัยกลางคนขอตัวลากลับไปคัดเลือกศิษย์ที่เหมาะสม
หานทั่วมองแผ่นหลังเขาที่ก้าวลงเขาไป อดถอนหายใจไม่ได้
ทุกครั้งที่เห็นบุตรธิดา หานทั่วจะนึกถึงภรรยาที่ตายไปแล้วของตน เหตุผลที่เขามาแต่งงานมีครอบครัวในโลกมนุษย์ก็เพื่อหาประสบการณ์เท่านั้น ทำให้กระจ่างแจ้งสภาวะจิตใจของตนมากขึ้น
ภรรยาในแดนเซียนสิ้นชีพด้วยน้ำมือศัตรู ภรรยาในโลกมนุษย์สิ้นอายุขัยด้วยความชรา
เดิมทีหานทั่วคิดว่าชีวิตนี้จะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่นึกเลยว่าบุตรธิดาจะเลียนอย่างเขา ต้องการแสวงหาวิถีแห่งเซียนเช่นกัน
ตอนแรก หานทั่วยังคงมีความหวังในตัวบุตรธิดาอยู่ จนปัญญาที่บุตรชายของเขาก้าวเดินผิดทาง เปี่ยมความมุ่งมาดปรารถนาในอำนาจ กลับเป็นบุตรสาวของเขาที่ยังคงสงบใจแสวงหามรรควิถีมาโดยตลอด
หานทั่วพลันนึกถึงบิดาของตน
ตอนนั้นหานเจวี๋ยดูแลเขาอย่างไรกันนะ
เมื่อหวนนึกถึงคำพูดเหล่านั้นของหานเจวี๋ย เขาค่อยๆ เหม่อลอยไปอีกครั้ง
หรือเขาจะไม่มีคุณสมบัติเป็นบิดาใครได้จริงๆ
“ท่านพ่อ หากท่านยังมีชีวิตอยู่ บางที…เฮ้อ ล้วนต้องโทษตัวลูกเองที่ตามหายาอายุวัฒนะไปให้พวกท่านไม่ทันเวลา”
หานทั่วพึมพำกับตัวเอง เขาส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่คิดมากอีก
อยู่โลกมนุษย์มายาวนานถึงเพียงนี้ สมควรกลับไปได้แล้ว
ครึ่งเดือนต่อมา
ชายวัยกลางคนพาเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา หานทั่วให้เด็กหนุ่มเข้าไปในอารามเต๋า
เด็กหนุ่มคุกเข่าคำนับบนพื้นด้วยความนอบน้อม แม้อายุเพียงสิบสี่ปี แต่บุคลิกกลับสุขุมนัก
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หานทั่วนึกถึงตัวเองในยามเยาว์วัยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หน้าตาเหมือนเขาจริงๆ
หานทั่วเริ่มถ่ายทอดมรรควีถีให้
….
สามร้อยปีผ่านไป
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สามร้อยปีมานี้นับว่าได้ผ่อนคลายบ้างแล้ว ทำให้ในที่สุดอารมณ์ของเขาก็เบิกบานขึ้นมา
เขาลุกขึ้นยืน ตัดสินใจแสดงธรรมให้สำนักซ่อนเร้น
ไม่ได้แสดงธรรมมาหลายพันปี สมควรแสดงธรรมได้แล้ว
“เตรียมสดับธรรม”
เสียงหานเจวี๋ยแว่วดังไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ศิษย์ทั้งหมดพากันออกจากการปิดด่าน
ยังคงแสดงธรรมแห่งมหามรรคต้นกำเนิด เทศนาเป็นเวลาร้อยปี
หนึ่งร้อยปีต่อมา หานเจวี๋ยหยุดเทศนาธรรม ทอดสายตามองเขตเซียนร้อยคีรี
เวลาผ่านมานานขนาดนี้ สำนักซ่อนเร้นยังคงปรากฏผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศบางส่วนขึ้น เหล่าศิษย์สืบทอดส่วนใหญ่ต่างรับศิษย์กันแล้ว แม้แต่ไก่คุกรัตติกาลก็รับศิษย์เช่นกัน
หานเจวี๋ยประมาณการณ์ไว้ว่าอีกหนึ่งแสนปีให้หลัง นอกจากเผ่าเอกาแล้ว สำนักซ่อนเร้นต้องมีระดับเทพปรากฏเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ ห้าพันคน
อีกสิบล้านปีให้หลังจะมีเซียนทองต้าหลัวปรากฏขึ้นหนึ่งร้อยคน น่าจะมีหวังอยู่บ้าง!
ทั่วทั้งแดนเซียนยังไม่แน่เลยว่าจะมีเซียนทองต้าหลัวถึงร้อยคน ดังนั้นจิตนาการได้เลยว่าอีกสิบล้านปีให้หลังสำนักซ่อนเร้นจะแกร่งกล้าเกรียงไกรแค่ไหน
เพียงแต่…
สิบล้านปีนานเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยอายุยังไม่ถึงแสนปีด้วยซ้ำ
บางครั้ง คุณสมบัติยอดเยี่ยมเกินไปก็น่าหงุดหงิด เพียงเพราะรังเกียจที่เวลาเชื่องช้าเกินไป
หลังแสดงธรรมจบ หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า
เขาเริ่มตรวจดูจดหมาย ไม่ได้ดูมานาน ไม่ทราบเลยว่าระยะนี้แวดวงสหายเป็นอย่างไรบ้าง
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านเผชิญกับการปราบปรามจากโพธิสัตว์จุนทีศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หานทั่วบุตรชายของท่านพลัดหลงเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านก่อตั้งลัทธิอันธการขึ้น]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
….
เหตุใดจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายถึงไปหาเรื่องโพธิสัตว์จุนทีได้เล่า
หานเจวี๋ยรู้สึกฉงน ที่สำคัญคือจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายรอดชีวิตมาได้ด้วย
เขาลังเลว่าจะลงมือสาปแช่งโพธิสัตว์จุนทีเพื่อจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายดีหรือไม่
ลองดูก็แล้วกัน ถึงอย่างไรโพธิสัตว์จุนทีก็เป็นศัตรูเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังห่างจากช่วงเวลาที่สยบทาสฉิวซีไหลมาหลายร้อยปีแล้วด้วย
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงไปเรื่อยๆ จิ่งเทียนกงเริ่มก่อตั้งลัทธิอันธการแล้ว คล้ายว่าจะมิใช่ครั้งแรก
หลังจากออกจากนิกายเจี๋ย จิ่งเทียนกงคล้ายจะประสบความลำบากยิ่ง
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะว่ารับตัวจิ่งเทียนกงเข้ามาโดยตรงเลยดีหรือไม่
แล้วไปเถอะ ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
หากในอนาคตวันใดวันหนึ่งจำเป็นต้องใช้ฐานะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการขึ้นมา จะได้ไม่เป็นการเผยตัวล่วงหน้า
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงไป สหายส่วนใหญ่ที่อยู่ด้านนอกต่างเริ่มมีความเคลื่อนไหวขึ้นมาแล้ว แดนเซียนหวนกลับสู่สภาพเช่นในอดีตอย่างสมบูรณ์
หลังจากปิดกล่องจดหมาย หานเจวี๋ยกวาดจิตศักดิ์สิทธิ์ออกไป สอดส่องทั่วแดนเซียน
สามหัวเมืองละแวกเขตเซียนร้อยคีรีมีสิ่งชีวิตอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่หลังจากแปลงกายได้ล้วนมีลักษณะภายนอกเช่นเดียวกับเผ่ามนุษย์ แต่เผ่ามนุษย์ในแดนเซียนกลับมีชีวิตลำเค็ญนัก ลดจำนวนลงจนกลายเป็นเผ่าพันธุ์ขนาดเล็ก ได้แต่อาศัยอยู่ภายในขอบเขตเมืองที่เผ่าสวรรค์จัดสรรให้เท่านั้น
พื้นที่ของแดนสวรรค์ ณ ปัจจุบันนี้ นอกจากเผ่าปีศาจแล้ว เผ่าที่ทรงพลังที่สุดน่าจะเป็นเผ่าเรืองนาม เผ่าเรืองนามก็หากินง่ายๆ เช่นเดียวกับเผ่าปีศาจ ป่าวประกาศว่าสรรพสิ่งในใต้หล้านี้ขอเพียงเป็นผู้มีชื่อเสียง ล้วนเข้าร่วมเผ่าเรืองนามได้
ตอนนี้เผ่าปีศาจตกเป็นรองเผ่าสวรรค์ ไม่กล้ายั่วยุหาเรื่องเผ่าสวรรค์อีก กำลังแข่งขันแย่งชิงอันดับสองกับเผ่าเรืองนามอยู่
นอกเหนือไปจากนี้คือ เผ่ามังกรผงาดขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้
บางทีอาจเป็นเพราะตำแหน่งอริยะ ทำให้ผู้ทรงพลังสัญจรไปทั่วหล้ามากขึ้นเรื่อยๆ เผยแพร่มรรควิถี มีสำนักดวงชะตากว่าร้อยแห่งถือกำเนิดขึ้น สำนักดวงชะตาแทบทุกแห่งล้วนมีผู้ทรงพลังระดับเทพอยู่ บางสำนักดวงชะตาที่แกร่งกล้ายิ่งถึงขั้นที่มีครึ่งอริยะคอยดูแลด้วย
หานเจวี๋ยสอดส่องอยู่หลายชั่วยาม ถึงได้ถอนสายตากลับมา
เขามองลงไปยังโลกมนุษย์ที่หานทั่วอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ ตระกูลหานที่ถูกหานทั่วทอดทิ้งทำการอพยพแล้ว ทว่ายังคงถูกไล่ล่าสังหารอยู่ น่าหดหู่อยู่บ้าง
“เจ้าเด็กแสบคนนี้ใจเด็ดอยู่เหมือนกัน เหมือนข้าจริงๆ”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง
ถึงแม้สถานการณ์ของตระกูลหานจะน่าอนาถ แต่ยังไม่ถึงจุดที่ล่มสลายไปทั้งตระกูล ในตระกูลยังมีศิษย์ที่คุณสมบัติเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่ไม่น้อย เพียงแต่อายุยังน้อยเกินไป เติบโตไม่ทันการ
หานเจวี๋ยใจอ่อนนิดๆ เคลื่อนย้ายตระกูลหานไปยังป่าบนเขาที่สงบปลอดภัยแห่งหนึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอก หวังว่าพวกเขาจะไม่ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก สงบใจฝึกบำเพ็ญกันไป
จากนั้นหานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ฉิวซีไหล เทพสูงสุดอู๋ฝ่า เทพสูงสุดหนานจี๋ ฝูซีเทียน เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย มหาจักรพรรดิเซียว และจักรพรรดินีผืนพิภพต่างมารวมตัวกันในอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี เหล่าอริยชนต่างมีสีหน้าตึงเครียด สายตาล้วนจับจ้องโพรงแสงแห่งหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบไร้สุ้มเสียง น่าตระการตาทั้งยังน่าประหลาดใจ
จักรพรรดินีผืนพิภพทนไม่ไหวถามว่า “ผู้ใดจะมา”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยตอบนิ่งๆ “ไม่ทราบแน่ชัด หากว่าอริยะทรงศักดิ์ไม่ได้รับศิษย์ใหม่ในแดนเทพหวนปัจฉิม ผู้มาน่าจะเป็นผู้อาวุโสท่านนั้น”
จักรพรรดินีผืนพิภพขมวดคิ้ว
เทพสูงสุดหนานจี๋มองไปที่ฉิวซีไหล เอ่ยขึ้น “เหตุใดเจ้าถึงสงบนิ่งได้ขนาดนี้ หลี่มู่อีต้องตายก็เพราะเจ้า!”
“หากเขาไร้จุดประสงค์ ไหนเลยจะเห็นด้วยกับแผนการของข้า อีกทั้งข้าก็ไม่ได้บีบบังคับเขา” ฉิวซีไหลส่ายหน้ากล่าววาจา
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยอดแค่นเสียงใส่ไม่ได้
อริยะที่เหลือก็เขม่นฉิวซีไหลยิ่งนักเช่นกัน
คนผู้นี้หน้าหนามากจริงๆ
ในเวลานี้เอง แรงกดดันมหาศาลประการหนึ่งแผ่ขยายออกมาจากโพรงแสง
มองเห็นชายชราในชุดคลุมสีเทาเรือนผมขาวโพลนคนหนึ่งก้าวออกมา เขาถือแส้ปัดธุลีไว้ในมือ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งที่เรืองแสงสีครามลอยอยู่ด้านหลัง มีฐานดอกบัวเล็กๆ เชื่อมติดอยู่ที่ด้ามกระบี่
นอกจากจักรพรรดินีผืนพิภพและฝูซีเทียนแล้ว อริยะที่เหลือต่างพากันทำความเคารพ เปล่งเสียงพร้อมกันว่า “น้อมคารวะจอมอริยะเสวียนตู”
จอมอริยะเสวียนตูสีหน้าท่าทางเฉยเมย เอ่ยว่า “เรื่องมรรคาสวรรค์ข้ารับรู้แล้ว อริยะทรงศักดิ์ให้ข้ามาดูแลนิกายเหริน หวังว่าวันหน้าทุกท่านจะไม่สร้างความลำบากใจให้นิกายเหริน”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
เหล่าอริยชนขานรับอีกครั้ง
จอมอริยะเสวียนตูมองไปที่ฉิวซีไหล ถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงตัดบ่วงกรรมกับท่านผู้นั้น”
ฉิวซีไหลกล่าว “ข้าถูกหานเจวี๋ยจับตัวไป กระทำไปด้วยความจำเป็น หัวใจของข้ายังคงภักดีต่อสำนักพุทธ”
ดวงตาของจอมอริยะเสวียนตูพลันฉายแววลุ่มลึก ราวกับจะมองฉิวซีไหลให้ทะลุปรุโปร่ง
MasterGU.edited = จักพรรดิ->จักรพรรดิ
จอมอริยะเสวียนตูถอนสายตากลับไป หันไปหาเหล่าอริยะ เอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ “สำหรับการตายของหลี่มู่อี ข้ามีข้อสรุปแน่ชัดแล้ว ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือรักษาเสถียรภาพของดวงชะตามรรคาสวรรค์ ระยะนี้ดวงชะมรรคาสวรรค์ว้าวุ่นปั่นป่วน ต้องควบรวมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดภัยพิบัติขึ้นมาในขณะนี้อีก”
เหล่าอริยชนถอนหายใจอย่างโล่งอก วาจานี้สอดคล้องกับความคิดของพวกเขา
พวกเขาก็ไม่อยากสู้ตายกับหานเจวี๋ยเช่นกัน
พวกเขาถึงขั้นที่รู้สึกว่าหานเจวี๋ยไม่ด้อยไปกว่าจอมอริยะเสวียนตูเลยด้วยซ้ำ
ผลลัพธ์เช่นนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จอมอริยะเสวียนตูไม่กล้าเข้าปะทะตรงๆ
จากนั้น จอมอริยะเสวียนตูก็ไม่มากพิธีอีก โบกมือสื่อให้เหล่าอริยะจากไปได้
หลังจากเหล่าอริยะออกมาจากอาณาเขตเต๋า เทพสูงสุดหนานจี๋หันไปหาจักรพรรดินีผืนพิภพ เอ่ยว่า “เจ้ามีบ่วงกรรมกับหานเจวี๋ยลึกซึ้งที่สุด เจ้าว่าหานเจวี๋ยคิดอย่างไรกับพวกเรา”
อริยะที่เหลือก็ล้อมวงเข้ามาเช่นกัน ฉิวซีไหลและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าลอบตื่นตัว หากจักรพรรดินีผืนพิภพบังอาจดูหมิ่นหานเจวี๋ย พวกเขาก็จะหาทางจัดการจักรพรรดินีผืนพิภพ
หลังจากผ่านคุกสวรรค์อนธการมา พวกเขาล้วนภักดีต่อหานเจวี๋ยอย่างสุดหัวใจ แต่ก็มิได้สูญสิ้นสติปัญญาและนิสัยของตนไป
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้น่ากลัวยิ่งนัก ต่อให้เป็นอริยะก็ไม่อาจรับรู้ถึงจุดนี้ได้
จักรพรรดินีผืนพิภพตอบว่า “ข้าจะทราบได้อย่างไร แต่ถ้าพวกเจ้าไม่เคยพุ่งเป้าเล่นงานเขา เขาก็คงจะไม่สนใจพวกเจ้า เด็กคนนี้จิตใจฝักใฝ่มหามรรค ไม่ว่างมาวางแผนปองร้ายพวกเจ้าหรอก การตายของหลี่มู่อีพวกเจ้าเองก็ทราบดี ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเจ้า พวกเจ้าจะทำอย่างไรเล่า”
คล้ายนางจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดจาลึกซึ้งอย่างมีนัยว่า “หานเจวี๋ยมองแผนการของฉิวซีไหลและหลี่มู่อีออก พวกเจ้าก็ลองคิดให้มากหน่อยเถิด พลังวิเศษของเขาเหนือล้ำกว่าพวกเราไปไกลแล้ว”
พอพูดจบ จักรพรรดินีผืนพิภพก็หายตัวไปจากจุดเดิม
เหล่าอริยะมองหน้ากันเหลอหลา
….
หกร้อยเก้าสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เบื้องหน้ามีข้อความเด้งขึ้นมาแถวแล้วแถวเล่า
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบเจ็ดหมื่นปีบริบูรณ์ ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง มุ่งหน้าไปยังแดนเทพหวนปัจฉิมทันที รวมมหามรรคให้เป็นหนึ่ง จะได้รับองครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับอริยะหนึ่งคน ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ หลีกให้ห่างจากการแก่งแย่งชิงดี รักษาเจตจำนงเดิมไว้ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยสบถในใจ ไอ้ระบบสุนัขล่อลวงเขาอีกแล้ว!
เขาเลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษ…วิชาผสานร่างจำลอง]
[วิชาผสานร่างจำลอง: พลังวิเศษเฉพาะ สามารถผสานร่างจำลองที่ตนสำแดงออกมาเข้ากับสังขารของร่างต้นได้ ผสานพลังทั้งสองร่างให้รวมกันเป็นหนึ่ง]
[ยินดีด้วยท่านได้รับยอดสมบัติฟ้าบุพกาล…ขวานเบิกฟ้า]
[ขวานเบิกฟ้า: ยอดสมบัติฟ้าบุพกาล หนึ่งในสมบัติวิเศษประจำตัวเทพมารฟ้าบุพกาลผานกู่ มีพลังกลืนกินดวงชะตาเทพมารฟ้าบุพกาล เบิกฟ้าแยกปฐพีได้]
ขวานเบิกฟ้า!
หานเจวี๋ยตาโต
ยอดสมบัติฟ้าบุพกาลเป็นระดับใดกัน
เท่าที่หานเจวี๋ยทราบมา สมบัติวิเศษต่างแบ่งแยกตามระดับพลังแบ่งออกเป็น สมบัติวิญญาณ ยอดสมบัติ
สมบัติวิญญาณต้าหลัว ยอดสมบัติต้าหลัว สมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ สมบัติวิญญาณเสรี ยอดสมบัติวิญญาณเสรี!
หรือยอดสมบัติฟ้าบุพกาลจะมีระดับสูงกว่าระดับเสรี
หานเจวี๋ยรู้สึกเหมือนโชคมหาศาลหล่นใส่หัว เช่นนี้ต่อไปก็เริ่มวางท่าองอาจไร้พ่ายได้แล้วใช่หรือไม่
พอใคร่ครวญดูให้ดี ไม่ได้มีแค่ขวานเบิกฟ้าของผานกู่เท่านั้น ยังมีแผ่นหยกนำโชคของบรรพชนเต๋าอีก หนำซ้ำพวกเขายังมียอดสมบัติเช่นนี้ก่อนที่จะพิสูจน์เต๋าอีก ไม่โกงเกินไปหน่อยหรือ
หานเจวี๋ยสงสัยอยู่ในใจ ‘ระบบ เจ้าไปรวบรวมยอดสมบัติเหล่านี้มาได้อย่างไร’
หรือว่าระบบจะถูกสร้างขึ้นโดยบรรพชนเต๋า
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะสงสัยในที่มาของระบบ
[ระบบเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น ที่มาของระบบท่านจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งทรงพลังให้มากพอก่อนถึงจะเข้าใจได้ ตอนนี้ระบบเองก็ไม่ทราบถึงที่มาของตนเช่นกัน]
คำตอบของระบบยังคงแข็งทื่อ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
เพียงแต่เช่นนี้กลับทำให้หานเจวี๋ยเบาใจ
หากว่าระบบมีความคิดเป็นของตัวเอง แค่คิดก็น่ากลัวมากแล้ว
แน่นอน ตอนนี้ระบบอาจจะเสแสร้งอยู่ก็ได้ แต่หานเจวี๋ยเลือกจะเชื่อใจระบบ หากไม่มีระบบ ตัวเขาไหนเลยจะมีวันนี้ได้
ถึงอย่างไรขอเพียงเขามุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญไปตลอด ไม่ถูกระบบล่อลวงออกไปวิ่งพล่านก็พอ
นอกจากขวานเบิกฟ้าแล้ว วิชาผสานร่างจำลองก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะผสานร่างจำลองได้ครั้งละกี่ตน
วิชานี้เข้าคู่กับร่างจำลองเสรีสุญญตาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่อาจคาดคะเนระดับได้ ยิ่งพลังวิเศษของร่างจำลองที่จับคู่กันแข็งแกร่งมากเท่าไร มันก็จะแข็งแกร่งมากเท่านั้นโนเวลกูดอทคoม
หานเจวี๋ยนำขวานเบิกฟ้าออกมาก่อน เริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
ขวานเบิกฟ้าใหญ่โตกว่าร่างของหานเจวี๋ยเสียอีก ตัวขวานแผ่กว้าง สลักลวดลายมนุษย์ตัวเล็กๆ ไว้มากมาย อิริยาบถต่างกันไป ราวกับกำลังดำเนินศึกมหาศึกวิปโยคอยู่ หานเจวี๋ยถือขวานเบิกฟ้าไว้ รู้สึกว่าหนักอึ้งยิ่ง แทบจะถือไม่มั่นแล้ว
เขาคือเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่อาจถือให้มั่นได้!
หานเจวี๋ยเริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็ม ขวานเบิกฟ้าถึงยอมรับเจ้านายสำเร็จ ยากเย็นยิ่งกว่าป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาเสียอีก
หานเจวี๋ยรับสืบทอดวิชาผสานร่างจำลองต่อ
หลายวันต่อมา เขาครอบครองวิชานี้สำเร็จ จากนั้นก็เข้าใช้แบบจำลองการทดสอบ เริ่มทดลองดู
เขาผสานรวมเข้ากับร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์โดยตรง มือถือขวานเบิกฟ้า ฟันเทพสูงสุดอู๋ฝ่าตายในครั้งเดียว
เขาใช้แบบจำลองการทดสอบอีกครั้ง ครั้งนี้หลอมรวมเข้ากับเทพมารขุนพลสวรรค์ เทพมารฤทธา พลังกล้าแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก สังหารเทพสูงสูดอู๋ฝ่าได้สบายๆ
หานเจวี๋ยทดลองไปเรื่อยๆ
เขาพบว่าผลลัพธ์ของการผสานรวมเข้ากับร่างจำลองเทพมารมิใช่การซ้อนรวมกันอย่างสมบูรณ์ พลังมหาศาลของเทพมารฟ้าบุพกาลมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป วิชาผสานร่างจำลองจะผสานรวมเพียงจุดเด่นเท่านั้น พลังของเทพมารประเภทเดียวกันหลังจากหลอมรวมกันแล้วผลลัพธ์จะมิใช่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง อย่างเช่นเทพมารขุนพลสวรรค์และเทพมารฤทธา เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์จะกลายเป็นหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับหนึ่งจุดห้า
แต่แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว!
หานเจวี๋ยพอใจยิ่ง เขาสามารถผสานรวมร่างจำลองเทพมารได้มากที่สุดห้าตน ควบคุมพลังเทพมารได้เท่านี้ หากมากไปกว่านี้ร่างกายของเขาก็รับไม่ไหว
หานเจวี๋ยดื่มด่ำกับการต่อสู้ไปเรื่อยๆ ต้องการจะควบคุมวิชาผสานร่างจำลองอย่างสมบูรณ์แบบ ถือโอกาสทดลองผลลัพธ์จากการผสานรวมร่างจำลองเทพมารต่างๆ เข้าด้วยกัน
….
ในมิติลับแห่งหนึ่ง
เงาร่างที่เปล่งแสงพราวระยับแตกต่างกันปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าทีละร่างๆ
พวกเขาทั้งหมดต่างมองไปยังทิศทางหนึ่ง นั่นคือจุดแสงที่ดูคล้ายกับดวงดาวดวงหนึ่ง ส่องวูบวาบเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างอยู่ในความมืดมิด
“มหามรรคนี้แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ความเร็วในการเติบโตระดับนี้ไม่ธรรมดาเลย”
“สรุปแล้วมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือว่าเป็นมหามรรคที่มีเจ้าของกันแน่”
“ไม่ทราบแน่ชัด มองไม่กระจ่างเลย”
“รอดูกันต่อไปเถอะ ข้าสังหรณ์ใจว่ามหามรรคนี้จะส่งผลกระทบต่อฟ้าบุพกาล”
“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน”
เงาร่างเหล่านี้ซุบซิบพูดคุย ผ่านไปสักพัก พวกเขาต่างเลือนหายไป
ท่ามกลางความมืดมิด จุดแสงนั้นส่งประกายอยู่ตามลำพัง พัฒนาตัวเองไปอย่างไม่ย่อท้อ
….
วันเวลาไหลผ่านไป ผ่านพ้นไปอีกแปดร้อยสามสิบสี่ปี
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่พลันได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญแว่วมา มิได้มาจากเขตเซียนร้อยคีรี แต่มาจากโลกมนุษย์อันไกลโพ้น
“บรรพชนหานทั่ว ลูกหลานขออ้อนวอนให้ท่านเร่งสำแดงฤทธิ์ด้วยเถิด ตระกูลหานของพวกเราจะถูกล้างบางแล้ว ท่านแข็งใจอยู่เฉยไม่ช่วยเหลือได้จริงๆ น่ะหรือ”
“เพราะเหตุใดกันหนอตระกูลของผู้อื่นสามารถอัญเชิญเทพเซียนจากโลกเบื้องบนมาได้ ตระกูลหานของข้ามีเทพเซียนเป็นบรรพชน ทว่าไม่สนใจไยดีตระกูลหานของข้าเลยหรือ”
“เพราะอะไร! เพราะอะไร!”
“ตระกูลหานของข้าจากบ้านพลัดถิ่นมานับพันปี เอาชีวิตรอดไปวันๆ เหตุใดสวรรค์ถึงไม่ยอมละเว้นพวกเราบ้าง!”
เสียงนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แหบเครือไร้พลัง
หานเจวี๋ยทอดสายตามองออกไป เขามองเห็นว่าในป่าเขารกร้างกันดารแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ร้องตะโกนใส่ฟ้า น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย รอบตัวเขามีซากศพกองอยู่มากมาย
หานเจวี๋ยมองแวบเดียวก็ทำนายได้แล้วว่าศพเหล่านั้นล้วนเป็นเชื้อสายของตระกูลหาน
เขาตัดภาพมองไปที่หานทั่ว
เวลานี้ หานทั่วถูกกักขังไว้ในแดนชำระบาปเก้าขุม กำลังฝืนอดทนต่อเพลิงเก้าขุมที่เผาผลาญอยู่ เจ็บปวดทรมานเหลือคณา
หานเจวี๋ยไม่เห็นใจในสิ่งที่หานทั่วต้องเผชิญ และไม่นึกห่วงด้วย ขอแค่เด็กคนนี้ไม่ตายก็พอ
มนุษย์บนโลก มีใครบ้างที่ไม่ประสบอันตรายและความทุกข์ยากเลย
หานเจวี๋ยทำนายดูเล็กน้อย ไม่มีอริยะวางแผนปองร้ายหานทั่วอยู่เบื้องหลัง
ถึงอย่างไรหานทั่วก็ไม่อาจหนีรอดจากสถานที่คุมขังแห่งนี้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ
หานเจวี๋ยกลับไปดูหนุ่มน้อยตระกูลหานที่กำลังร้องไห้คร่ำฟ้าครวญดินคนนั้น เดิมทีหานเจวี๋ยไม่สนใจเขาเลย ดังนั้นถึงได้ไปตรวจสอบสถานการณ์ที่หานทั่วเผชิญอยู่ แต่เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนหานเจวี๋ยเหลือเกิน
ใช่แล้ว เหมือนเขา!
เด็กหนุ่มคนนี้อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยเองก็เคยใช้วิชาเวทส่องดูใบหน้าของตนมาก่อน รู้จักรูปร่างหน้าตาของตนดี
หน้าตาของเด็กคนนี้ถอดแบบมาจากหานเจวี๋ยเลยทีเดียว เหมือนหานเจวี๋ยยิ่งกว่าหานทั่วเสียอีก
แน่นอน พอนำมาเทียบกับหานเจวี๋ยแล้วเขายังคงด้อยกว่าอยู่บ้าง
เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน จึงทำให้หานเจวี๋ยถูกชะตากับเด็กคนนี้มาก
นี่เรียกว่าอะไรกันนะ
สายใยข้ามรุ่นอย่างนั้นหรือ
นี่ห่างกันตั้งกี่รุ่นเล่า?
….
ณ ป่าเขารกร้าง เมฆอัสนีปกคลุม
หานอวี้คุกเข่าอยู่หน้าศพบิดามารดา เขาร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง
สาเหตุที่เขาร้องไห้มิใช่เพราะหวาดกลัว แต่เป็นเพราะโกรธเคือง โกรธเคืองที่บรรพชนไม่สอดมือเข้าช่วยเหลือ โกรธที่ตนไร้ความสามารถเกินไป โกรธที่สวรรค์ไม่ยุติธรรม
เมื่อความรู้สึกบรรเทาลง หานอวี้มองซากศพเกลื่อนพื้น ตกอยู่ในความเงียบงัน
มีลำแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากขอบฟ้าราวกับดอกไม้ไฟ นั่นคือสัญญาณวิชาเวทของศัตรู ยามนี้หวนกลับมาอีกครั้งก็เพื่อสังหารเขา
ต้องการล้างบางตระกูลหานให้สิ้นซาก!
ในใจของหานอวี้เต็มไปด้วยโทสะ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“หากตระกูลหานของข้าถูกลิขิตชะตามาเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะตายไปพร้อมกับตระกูลหาน!”
หานอวี้พึมพำกับตัวเอง ค่อยๆ ปิดตาลง
ฟิ้ว…
เกิดเสียงฝ่าอากาศแว่วมา กระบี่คมกริบแทงทะลุทรวงอกของหานอวี้ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นลงบนศพที่อยู่ด้านข้าง
ผู้บำเพ็ญหลายคนเหยียบกระบี่เหาะเข้ามา ดูราวกับสายรุ้ง เข้าปิดล้อมหานอวี้อย่างรวดเร็ว
ชายชุดฟ้าที่เป็นผู้นำกลุ่มก้มมองหานอวี้ เอ่ยว่า “เจ้าคงเป็นหานอวี้ทายาทผู้เปี่ยมพรสวรรค์ของตระกูลหานกระมัง หน้าตาดูมีความสามารถอยู่จริงๆ น่าเสียดาย หากเจ้ามิใช่ทายาทตระกูลหาน ข้าคงอยากได้เจ้าเป็นเขย แต่วันนี้เจ้าจำเป็นต้องตาย ความแค้นระหว่างสองตระกูลของพวกเราสมควรสิ้นสุดลงตรงนี้”
ชิ้ง…
ชายชุดฟ้าชักกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ คมกระบี่ลุกเป็นไฟอย่างรวดเร็ว ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางโลกที่มืดสลัวดั่งยามราตรี
หานอวี้ใช้มือเปล่าจับคมกระบี่ กัดฟันดึงกระบี่ออก
ครืน…
เมฆทะมึนซัดตลบรุนแรงยิ่งขึ้น เสียงฟ้าร้องดังสะเทือนแก้วหู
“เจ้ายังคิดจะขัดขืนอีกหรือ”
“จิ๊ๆ ตระกูลหานประกาศปาวๆ อยู่ตลอดว่ามีปฐมบรรพชนเป็นเทพเซียน แต่ยังสู้บรรพชนตระกูลหวังของข้าไม่ได้เลย อย่างน้อยบรรพชนตระกูลหวังของข้าก็ยังสำแดงเดช ถ่ายทอดมรรควิถีให้ทายาท”
“ตระกูลหานกลายเป็นเช่นวันนี้ นับว่าหาเรื่องใส่ตัวเอง ปีนั้นยามที่ตระกูลหานกล้าแกร่ง ก็เคยล้างสังหารพวกเราเช่นกัน”
“รีบฆ่าเขาเถอะ!”
“กลัวอันใดเล่า จนป่านนี้แล้วยังจะมีใครมาช่วยเขาได้อีก”
เหล่าผู้บำเพ็ญพากันพูดคุย บ้างเร่งรัด บ้างด่าทอ บ้างเยาะหยัน
ชายชุดฟ้าตวัดกระบี่ คมกระบี่กลายร่างเป็นวิหคเพลิงสยายปีกกว้างไกลหลายจั้งตัวแล้วตัวเล่า พุ่งโฉบเข้าใส่หานอวี้ ท่าทางเช่นนี้ราวกับต้องการแผดเผาซากศพในบริเวณนี้ให้วอดวาย
หานอวี้เงยหน้ามองวิหคเพลิงทั่วนภาอย่างสงบนิ่ง เขายอมรับจุดจบที่ตระกูลหานต้องล่มสลายแล้ว
ทันใดนั้นวิหคเพลิงหลายสิบตัวพลันสลายหายไปต่อหน้าต่อตาเขา จากนั้นเมฆอัสนีบนฟ้าก็แยกสลายคลายตัว แสงตะวันสายแล้วสายเล่าสาดส่องลงมา ตกกระทบร่างของหานอวี้
พริบตานั้น หานอวี้รู้สึกราวกับหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง
“ฮึ่ม ผู้ใดบอกว่าบรรพชนตระกูลหานสู้ตระกูลหวังของพวกเจ้าไม่ได้”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งแว่วดังขึ้น เหล่าผู้บำเพ็ญตระกูลหวังประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาด สั่นสะท้านกันถ้วนหน้า ดวงตาหม่นแสงลง
ม่านตาหานอวี้ค่อยๆ เบิกขยาย ผู้บำเพ็ญตระกูลหวังสลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิวต่อหน้าต่อตาเขา
หานเจวี๋ยลงมือแล้ว
ทำลายล้างคนพวกนี้ แค่เขาคิดแวบเดียวก็จัดการได้เรียบร้อย
แต่เขายังลงมืออย่างปรานีอยู่ ปล่อยให้วิญญาณของผู้บำเพ็ญเหล่านี้กลับสู่สังสารวัฏได้ ไม่ได้ทำให้วิญญาณแตกสลาย
หานเจวี๋ยพิสูจน์มรรคแล้ว สิ่งที่จะทำให้เขาพะวงได้มีเพียงตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเขาเท่านั้น
หานเจวี๋ยทำลายล้างมนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งได้โดยไม่รู้สึกผิดเลย
หานอวี้ได้สติกลับมาอีกครั้ง ถามด้วยความตื่นเต้นว่า “เป็นท่านบรรพชนหานทั่วใช่หรือไม่”
บรรพชนสำแดงเดชแล้ว!
เสียงหานเจวี๋ยแว่วขึ้นอีกครั้ง “หานทั่วหรือ ข้าอายุมากกว่าเขาหลายหมื่นปีนัก”
เขาไม่ได้เผยฐานะออกไปตรงๆ หากหานทั่วทราบเข้า จะได้คิดว่าตนคือบรรพบุรุษ
ในความเข้าใจของหานทั่ว หานเจวี๋ยสมควรมีบิดามารดาเช่นกัน ยังมีสมาชิกสกุลหานคนอื่นๆ อีกแน่นอน
หานอวี้ตะลึงงัน
ในผังทำเนียบตระกูล หานทั่วคือบิดาของผู้ก่อตั้งตระกูล นับเป็นบรรพชนลำดับสูงสุดแล้ว
ไม่คิดเลยว่า…
ในอนาคตข้างหน้าอีกยาวไกล เมื่อชนรุ่นหลังของตระกูลหานทราบถึงประวัติศาสตร์นี้ก็ต่างสะท้อนใจกันยิ่งนัก
ในวันนั้น เขาขอความช่วยเหลือจากบรรพชน บรรพชนไม่ตอบรับ แต่บรรพชนของบรรพชนกลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขา
….
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยไม่สนใจคำถามของหานอวี้อีก ยอมลงมือช่วยเหลือหานอวี้ก็นับว่าดีมากแล้ว เขาไม่มีทางทำอะไรให้หานอวี้อีก
เว้นแต่ว่าหานอวี้จะแสดงความสามารถอันใดที่ทำให้หานเจวี๋ยพอใจ ความประทับใจที่หานเจวี๋ยมีต่อหานอวี้มีเพียงรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
หนึ่งวันในแดนเซียน เท่ากับหนึ่งปีในโลกมนุษย์ ที่แตกต่างกันมิใช่แค่ช่วงเวลา แต่เป็นประสบการณ์ของผู้คน
สำหรับผู้บำเพ็ญ หนึ่งปีทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่สำหรับมนุษย์แล้ว หนึ่งปีเพียงพอที่จะเปลี่ยนชีวิตได้
ชั่วพริบตาเดียว
ผ่านไปอีกหนึ่งพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยเสร็จสิ้นการฝึกบำเพ็ญ ตบะก้าวหน้าไปอีกขั้น แม้จะไม่ปรากฏเด่นชัด แต่เก็บเล็กผสมน้อยตามวันเวลาไปเรื่อยๆ ถึงจะฝ่าทะลวงต่อไปได้
เขาสอดส่องดูหานทั่วเป็นอันดับแรก พบว่าเด็กคนนี้ฝ่าออกมาจากแดนชำระบาปเก้าขุมได้แล้ว กลับสู่แดนเซียน ตบะเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย เข้าใกล้ระดับเทพยิ่งนักแล้ว
จากนั้นเขาส่องดูหานอวี้ พบว่าหานอวี้ยังไม่ตาย ยามนี้กลายเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายาน
แม้หานอวี้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่ตระกูลหานล่มสลายไปแล้ว
หานอวี้ไม่ได้ก่อตั้งตระกูลหานขึ้นมาใหม่ แต่มานะฝึกบำเพ็ญ อย่าว่าแต่ทายาทเลย แม้แต่คู่บำเพ็ญเพียรก็ไม่มี
เด็กคนนี้กลับมีวิสัยทัศน์นัก
หานเจวี๋ยสอดส่องดูเพียงครู่เดียว ในเมื่อทั้งสองต่างไม่มีอันตราย เขาก็คร้านจะสอดมือยุ่ง
หานเจวี๋ยเริ่มตรวจดูจดหมาย
ทันใดนั้น มีจดหมายฉบับหนึ่งดึงดูดความสนใจเขา
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
ฉิวซีไหลบาดเจ็บสาหัสได้อย่างไร
เขาเงยหน้ามองขึ้นไป ฉิวซีไหลอยู่ในอาณาเขตเต๋าของเขาเอง
หลายปีมานี้ หานเจวี๋ยสัมผัสถึงกระแสการต่อสู้ใดๆ ไม่ได้เลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผู้ใดโจมตีฉิวซีไหล
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องใช้ความสามารถวิวัฒนาการ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
จากนั้น เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย
[จอมอริยะเสวียนตู: อริยะมรรคาสวรรค์ระยะสมบูรณ์ ศิษย์เอกแห่งนิกายเหริน มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ปฐมบรรพชนเผ่ามนุษย์]
จอมอริยะเสวียนตู!
หรือจะเป็นปรมาจารย์เสวียนตูในเรื่องห้องสิน?
หานเจวี๋ยจับสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายทรงพลังประการหนึ่งเพิ่มขึ้นมาในอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี ไม่ด้อยไปกว่าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเลย แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งถึงขนาดนั้น
เหตุใดจอมอริยะเสวียนตูถึงโจมตีฉิวซีไหล
หานเจวี๋ยไม่ได้ใช้ความสามารถวิวัฒนาการต่อ แต่ไปเข้าฝันฉิวซีไหล
สาเหตุที่เมื่อครู่วิวัฒนาการดู เพราะจะได้ดูระดับตบะของอีกฝ่ายไปด้วย
ในแดนความฝัน
ฉิวซีไหลลืมตาขึ้น เมื่อมองเห็นหานเจวี๋ย เขารีบลุกขึ้นโค้งคำนับ
หานเจวี๋ยถามขึ้น “เหตุใดจอมอริยะเสวียนตูถึงโจมตีเจ้า”
ฉิวซีไหลตะลึงงัน เอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “พลังวิเศษของท่านไพศาลโดยแท้ ทุกเรื่องล้วนถูกท่านล่วงรู้ ก็ไม่นับว่าเป็นการโจมตี เพียงประลองกันดูเท่านั้น เขาใช้พลังวิเศษอย่างหนึ่งท้าประลองกับข้า โดยไม่ทำให้มรรคาสวรรค์แตกตื่น”
MasterGU.edited = อีกรั้ง->อีกครั้ง
“พลังวิเศษเช่นใด”
หานเจวี๋ยถาม สามารถทำร้ายฉิวซีไหลโดยไม่เกิดความเคลื่อนไหวได้ พลังวิเศษนี้น่าสนใจอยู่บ้าง
เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับลอบโจมตี!
ต้องทำความเข้าใจให้แน่ชัด!
ฉิวซีไหลตอบว่า “ข้าก็ไม่ทราบกระจ่างเช่นกัน พลังวิเศษนี้คล้ายกับการเข้าฝัน แต่ก็มิใช่การเข้าฝัน จะลากข้าเข้าสู่มิติแห่งหนึ่ง ดำเนินการโจมตีข้า อาการบาดเจ็บทั้งหมดที่ข้าได้รับจะถูกส่งผ่านไปยังร่างกายและวิญญาณของข้า”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วพลางถาม “ในมิติแห่งนั้น เจ้าสามารถตอบโต้ได้หรือไม่”
“ได้ แต่มีขีดจำกัด”
“จอมอริยะเสวียนตูพูดอะไรกับเจ้าบ้าง”
“ไม่ได้พูดอะไรเลย ดูเหมือนเขาจะไม่อยากหาเรื่องท่าน จึงมิเคยเอ่ยถึงท่านเลย”
“อืม หากเกิดอะไรขึ้น รายงานข้าได้ตลอดเวลา”
“ทราบแล้ว”
หานเจวี๋ยสลายแดนความฝัน
เขาลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วนิดๆ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพลันกระโจนออกจากเขตเซียนร้อยคีรี มาโผล่ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม หน้าอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี เขาใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจจับตบะของจอมอริยะเสวียนตู
“สหายเต๋ามาด้วยธุระใดหรือ”
เสียงของจอมอริยะเสวียนตูแว่วออกมา น้ำเสียงสงบราบเรียบ
หานเจวี๋ยทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียวแล้วหายตัวไปทันที “ผ่านทางมาเท่านั้น ไม่รบกวนการบำเพ็ญของผู้อาวุโสแล้ว”
เดิมทีจอมอริยะเสวียนตูตื่นตัวยิ่ง แต่คำว่าผู้อาวุโสของหานเจวี๋ยทำให้สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงอีกครั้ง
เขาไม่ชอบความกลับกลอกของหลี่มู่อีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าหลี่มู่อีหาเรื่องใส่ตัวเอง แต่หานเจวี๋ยลงมือกับนิกายเหริน เขาย่อมมองเป็นศัตรูตามสัญชาตญาณ แต่มองจากตอนนี้ยังไม่แน่ว่าหานเจวี๋ยจะเป็นศัตรู
แต่ว่าคนผู้นี้ผ่านทางมาจริงๆ น่ะหรือ
เป็นไปไม่ได้!
‘หรือว่าเขามาตรวจสอบตบะของข้า พบว่าสู้ข้าไม่ได้ ดังนั้นจึงล่าถอยไป’
จอมอริยะเสวียนตูขมวดคิ้วครุ่นคิด ข้อนี้มีความเป็นไปได้สูง
หวังว่าคนผู้นี้จะรู้จักเจียมตัวบ้าง จอมอริยะเสวียนตูมิได้อยากมาที่มรรคาสวรรค์เลย เขาอยากใช้เวลาไปกับการฝึกบำเพ็ญมากกว่า
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยกลับมาในอารามเต๋า เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ท้าสู้จอมอริยะเสวียนตู
ใช้เวลาถึงสิบลมหายใจกว่าเขาจะสังหารจอมอริยะเสวียนตูได้
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
พลังวิเศษของคนผู้นี้ไม่ธรรมดา!
ไม่น่าเชื่อว่าจะลากจิตรับรู้ของหานเจวี๋ยออกมาแล้วดึงเข้าสู่มิติอื่นได้ โชคดีที่หานเจวี๋ยใช้พลังของเทพมารเสื่อมสูญทลายมิติลึกลับนั้นออกมาตรงๆ ใช้ขวานเบิกฟ้าฟันสังหารจอมอริยะเสวียนตู
ไม่ได้การแล้ว!
สิบลมหายใจนานเกินไป!
หากว่าจอมอริยะเสวียนตูมีผู้ช่วยอีก เป็นไปได้สูงว่าร่างจริงของหานเจวี๋ยจะถูกสังหาร
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบต่อ หาวิธีสังหารจอมอริยะเสวียนตูให้ได้ในเสี้ยววินาที
จอมอริยะเสวียนตูสมกับที่เป็นอริยะมรรคาสวรรค์ระยะสมบูรณ์ แข็งแกร่งจริงๆ ถึงขั้นที่หานเจวี๋ยสงสัยว่าเขาจะถูกสะกดระดับพลังเอาไว้ เช่นเดียวกับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า เดิมทีเป็นอริยะระดับเสรี แต่เพื่อเข้าสู่มรรคาสวรรค์ ตบะจึงถูกสะกดให้อยู่ในระดับอริยะมรรคาสวรรค์
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้จอมอริยะเสวียนตูคืออริยะมรรคาสวรรค์!
หลังจากใช้แบบจำลองการทดสอบไปเจ็ดครั้ง หานเจวี๋ยก็พบวิธีการ
เปิดฉากมาให้ใช้วิชาผสานร่างจำลองผสานรวมกับเทพมารพิทักษ์และเทพมารกีดกันก่อน ปิดกั้นมิติลึกลับของจอมอริยะเสวียนตูโดยตรง แล้วค่อยสังหารจอมอริยะเสวียนตูในเสี้ยววินาที
ตัวตนระดับอริยะ เพียงชั่วพริบตาก็มากพอให้ลงมือได้มากมายยิ่ง
หลังจากค้นพบวิธีสังหารจอมอริยะเสวียนตูในเสี้ยววินาที หานเจวี๋ยอารมณ์แช่มชื่น ผ่อนคลายลง
เขาไม่คิดจะจัดการจอมอริยะเสวียนตู ขอเพียงคนผู้นี้ไม่มาหาเรื่องก่อน
หากสังหารจอมอริยะเสวียนตู ต้องดึงดูดตัวตนที่ทรงพลังกว่ามาแน่นอน จะเผลอไปล่วงเกินผู้ทรงพลังน่าหวาดหวั่นเข้าในไม่ช้าก็เร็ว
หานเจวี๋ยไม่อยากสังหารศัตรูข้ามขั้น มันเหนื่อยเกินไป
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกบำเพ็ญ
หานตั้วเทียนมาขอเข้าพบพอดี
เขาจับแนวทางการปิดด่านของหานเจวี๋ยอย่างแน่ชัดได้แล้ว ส่วนใหญ่จะสิ้นสุดการปิดด่านหนึ่งครั้งในระยะเวลาหนึ่งพันปีโนiวลกูดอทคอม
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในอารามเต๋า เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เขามารายงานถึงสิ่งมีชีวิตที่คุณสมบัติถึงขีดกำจัดอีกเช่นเคย ครั้งนี้มีจักรพรรดิเซียนจำนวนแปดพันราย ตบะไม่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป
บรรลุจักรพรรดิเซียนได้ในระยะเวลาไม่กี่หมื่นปี คุณสมบัติคล้ายจะยอดเยี่ยม แต่ต้องพิจารณาถึงพลังวิญญาณในอาณาเขตเต๋า ผนวกกับมีหานเจวี๋ยแสดงธรรมอยู่เป็นระยะด้วย
“อาจารย์ปู่เทียด ครั้งนี้ยังจะส่งพวกเขาไปเสริมกำลังให้เผ่าสวรรค์อีกหรือไม่ขอรับ” หานตั้วเทียนถาม
หานเจวี๋ยย้อนถาม “เจ้ามีความคิดเช่นไร”
ในเมื่อเด็กคนนี้ถามเช่นนี้ จะต้องมีความคิดอื่นอยู่แน่
หานตั้วเทียนกล่าวว่า “ข้าทราบผ่านหมื่นโลกาฉายชัดว่าเผ่าสวรรค์ครอบครองแดนเซียนแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้รับการเกื้อหนุนจากสำนักซ่อนเร้นอีก หากว่าช่วยเหลือให้เผ่าสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นไปอีก เกรงว่าคงมิใช่เรื่องดี เมื่อเผ่าสวรรค์แข็งแกร่งเกินไป จะต้องเผชิญกับการร่วมมือต่อต้านจากกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ อีกอย่าง เกรงว่าภายในเผ่าสวรรค์อาจจะเกิดความโอหังลำพองตัว ศิษย์ในนามที่พวกเราส่งไปอาจจะเปลี่ยนใจแปรพักตร์”
หานเจวี๋ยอารมณ์ดีนัก
เด็กคนนี้อยู่ในสำนักซ่อนเร้นมาโดยตลอด ทว่ามองจิตใจคนออก หรือจะเป็นพรสวรรค์กัน?
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ทำเช่นเดียวกับศิษย์ในนามกลุ่มแรกสุด ส่งออกไปแทรกซึมในโลกอื่นๆ อีกอย่าง พวกเราสามารถคัดเลือกผู้นำกลุ่มสักคน ดึงเข้าสู่หมื่นโลกาฉายชัด เพื่อสะดวกต่อการติดต่อสื่อสาร”
“อืม เจ้าจัดการได้เลย”
“ขอบพระคุณอาจารย์ปู่เทียด!”
หานตั้วเทียนปรีดา รีบคารวะขอบคุณ
แค่คำพูดประโยคเดียวจากหานเจวี๋ยเทียบได้กับการยกสถานะของเขาให้สูงขึ้น เมื่อเทียบกับศิษย์คนอื่นๆ ที่รู้จักแต่มานะบำเพ็ญแล้ว เขาช่วยเป็นธุระให้หานเจวี๋ยได้ ย่อมมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น
หลายวันต่อมา
จักรพรรดิเซียนแปดพันรายคัดเลือกเฉพาะหัวกะทิออกมาแปดคน ยกระดับให้เป็นศิษย์สายใน นับว่ากลายเป็นศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นอย่างเป็นทางการแล้ว หานเจวี๋ยลากพวกเขาเข้าสู่หมื่นโลกาฉายชัด จากนั้นแบ่งพวกเขาออกเป็นแปดกลุ่ม แยกย้ายส่งตัวไปตามโลกต่างๆ ผ่านทางต้นฝูซัง
ด้วยเหตุนี้ สำนักซ่อนเร้นจึงมีสาขาย่อยนอกมรรคาสวรรค์เก้าแห่งแล้ว
จักรพรรดิเซียนกลุ่มแรกสุดที่ส่งตัวออกไปลงหลักปักฐานสำเร็จ ถึงขั้นที่กลายเป็นสำนักใหญ่ทรงอำนาจแห่งหนึ่ง ดวงชะตารุ่งโรจน์
ระยะนี้ต้นฝูซังก็เชื่อมต่อกับโลกมนุษย์บางส่วนแล้ว เพียงแต่หานเจวี๋ยไม่มีความคิดจะเข้ายึดครองโลกมนุษย์เลย
โลกนอกมรรคาสวรรค์เกิดขึ้นจากการบุกเบิกของอริยะ ครึ่งอริยะ และตัวตนระดับต้าหลัว ระดับความแข็งแกร่งของโลกเชื่อมโยงกับตบะของผู้บุกเบิก และมีโลกบางแห่งที่วิวัฒนาการขึ้นมาตามธรรมชาติ เพียงแต่ยังห่างไกลจากมรรคาสวรรค์ก็เท่านั้น
จนถึงตอนนี้ หานเจวี๋ยก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสรุปแล้วนอกมรรคาสวรรค์มีโลกซุกซ่อนอยู่อีกมากน้อยเพียงใด
รู้ให้มากเข้าไว้ย่อมดีกว่าเสมอ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หานเจวี๋ยเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
ต้องบรรลุระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์ให้ได้ก่อนอายุครบหนึ่งแสนปี!
จากนั้นก็ตั้งเป้าไว้ที่ระดับอริยะเสรี!
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ตำหนักเอกอนันต์
ที่นี่แตกต่างจากอาณาเขตเต๋าอริยะรายอื่น รอบตำหนักเอกอนันต์มีหมอกหนาปกคลุม ผลุบๆ โผล่ๆ ดูลึกลับอย่างยิ่ง
ภายในตำหนัก
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง อริยะเจ็ดวิถี อวี้ผูถี และตี้จวินมารวมตัวกันอีกครั้ง
ตี้จวินเอ่ยกระเซ้า “ข้ารับมหามรรคนิพพานของพวกเจ้าไว้แล้ว ต่อไปอาจจะมีอริยะที่พิสูจน์มรรคด้วยพลังเพิ่มขึ้นอีกหลายคนก็ได้นะ”
อริยะเจ็ดวิถีแค่นเสียง “เจ้าหนุ่มหานเจวี๋ยคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าสงสัยว่าเขาจะมีผู้ทรงพลังเกื้อหนุนอยู่เบื้องหลัง”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงส่ายหน้า
“ขอเพียงเขามิใช่เทพมารอนธการก็พอแล้ว” อวี้ผูถีหัวเราะร่า
อริยะเจ็ดวิถีย้อนถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่”
อวี้ผูถีเอ่ยว่า “เทพมารอนธการจะนำทัพเทพมารฟ้าบุพกาลเข้าทำลายล้าง บรรพชนเต๋าเคยทำนายไว้ เทพมารอนธการจะนำพาเทพมารฟ้าบุพกาลผงาดขึ้นมา แต่เจ้าหนุ่มหานเจวี๋ยเก็บตัวปิดด่านมาโดยตลอด ทุกครั้งที่ลงมือล้วนเป็นเพราะถูกบีบคั้นหมดทางเลือก เหมือนเทพมารอนธการเสียที่ไหน ข้ารู้สึกว่าเขาคล้ายเทพมารฟ้าบุพกาลมากกว่า ก่อนหน้านี้สหายเต๋าลัญจกรสรวงก็เคยกล่าวไว้มิใช่หรือ บอกว่าเขาสามารถสำแดงร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลออกมาได้”
อริยะเจ็ดวิถีเงียบไป
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเปิดปากกล่าวว่า “ระยะนี้เจ้าพวกนั้นที่อยู่ในแดนต้องห้ามอันธการเคลื่อนไหวเพ่นพ่าน ยามปกติพวกเจ้าก็เดินทางกันให้น้อยลงหน่อยเถิด คอยปกป้องแดนเทพหวนปัจฉิมไว้ให้ดี อวี้ผูถี เจ้าจงใส่ใจสอดส่องแดนต้องห้ามอันธการให้มากขึ้น อย่าได้เอาแต่จับตามองแดนเซียนและแดนเทพหวนปัจฉิม สำนักพุทธแข็งแกร่งมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดวางแผนอีก”
เมื่อได้ฟังคำพูดของปรมาจารย์ลัญจกรสรวง อวี้ผูถีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สหายเต๋าลัญจกรสรวง คำพูดนี้ของเจ้าไม่น่าฟังเลย ข้าไม่เกี่ยวข้องกับสำนักพุทธมานานแล้ว ข้าทุ่มเทรับผิดชอบแดนต้องห้ามอันธการอย่างเต็มที่ อย่าได้ปรักปรำข้าเลย”
อริยะเจ็ดวิถีก็ยิ้มพลางกล่าว “ใช่แล้ว ข้าอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมก็มิได้ผ่อนคลายเช่นกัน ไม่เหมือนสหายเต๋าลัญจกรสรวงที่รั้งตำแหน่งสูงส่งในมรรคาสวรรค์ ไม่ต้องจัดการอันใด”
ตี้จวินเงียบงันมิกล่าววาจา แต่รอยยิ้มเขากลับแฝงนัยลุ่มลึก
บรรยากาศระหว่างสี่ผู้ทรงพลังแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกลับไม่ขุ่นเคืองเลย เอ่ยเพียงว่า “หากพวกเจ้าอยากเข้ามารับหน้าที่ปกป้องดูแลมรรคาสวรรค์แทนข้า ข้าก็ไม่ขัดข้อง”
อวี้ผูถีและอริยะเจ็ดวิถีต่างไม่ปริปากอีก
ตี้จวินเอ่ยยิ้มๆ “มาๆ ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้รวมตัวกัน อย่าคุยเรื่องน่าหงุดหงิดพวกนี้เลย ดีร้ายอย่างไรพวกเจ้าก็เป็นตัวตนที่มีอายุขัยเหนือกว่ามรรคาสวรรค์เหมือนกัน ผลแพ้ชนะคราก่อนยังมิได้บทสรุป พวกเรายังต้องฟาดฟันกันต่อไป”
อริยะเจ็ดวิถีแค่นเสียง “ก็มาสิ พวกเจ้าอย่าได้รวมหัวพุ่งเป้ามาที่ข้าแล้วกัน มิเช่นนั้นคอยดูเถอะว่าข้าจะล้างบางพวกเจ้าให้หมด”
“น่าขัน จะฆ่าเจ้ายังต้องรวมหัวกันด้วยหรือ”
สี่ผู้ทรงพลังนั่งล้อมวงกัน จู่ๆ บรรยากาศก็แปลกไปเล็กน้อย
….
เวลาผ่านไปไวนัก
หานเจวี๋ยยังเป็นเช่นเดียวกับที่ผ่านมา หมกมุ่นอยู่กับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ เสพสุขกับความรู้สึกชื่นมื่นที่ตบะเพิ่มพูนขึ้นทีละขั้นๆ
ขณะที่ฝึกบำเพ็ญอยู่นั้นจู่ๆ เขาก็สัมผัสถึงบางสิ่งได้ ลืมตาขึ้นมาทันที
ณ ชั้นฟ้าที่เก้า ฟางเหลียงยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์ทักษิณ ดูดซับดวงชะตาฟ้าดิน ทั้งร่างเขาแผ่แสงสีขาวออกมา ร่างกายดูเลื่อนลอย ราวกับภาพฉายสามมิติ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เด็กคนนี้…
มิใช่แค่การดูดซับดวงชะตาฟ้าดิน หากว่ากันให้ชัด เขาเป็นเช่นเดียวกับต้นฝูซัง กำลังดูดซับต้นกำเนิดฟ้าดินแห่งแดนเซียนอยู่!
การกระทำเช่นนี้ย่อมก่อให้อริยะตื่นตระหนก เด็กคนนี้ดีร้ายอย่างไรก็เคยเป็นจักรพรรดิสวรรค์ น่าจะทราบเรื่องพวกนี้ดี กล่าวให้ชัดคือฟางเหลียงมีความมั่นใจอย่างเต็มที่
ฟางเหลียงบรรลุตบะระดับต้าหลัวมานานแล้ว เพียงแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่าน ตบะไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เลย คล้ายจะเผชิญกับภาวะคอขวด
หานเจวี๋ยก็มิได้ขัดขวาง เขาอยากดูว่าฟางเหลียงคิดจะทำอะไร
เขาเรียกหน้าต่างค่าสถานะของตนออกมาตรวจดู พบว่าเวลาผ่านไปหนึ่งพันหกร้อยยี่สิบปีแล้ว
เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
หานเจวี๋ยสอดส่องหานทั่ว ระยะนี้เด็กคนนี้กลับมารวมตัวกับอี๋เทียนอีกครั้ง ซ้ำยังพ่วงหานมิ่งเข้ามาด้วย ทั้งสามกำลังผจญภัยอยู่ในแดนลึกลับบรรพกาลแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกโพ้นทะเล หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าภายในแดนลึกลับบรรพกาลมีสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ ซ้ำยังเป็นสิ่งที่หลี่มู่อีทิ้งไว้ด้วย
ตอนนี้หานทั่วบรรลุถึงระดับเทพ นับว่ายืนหยัดตั้งตัวในแดนเซียนได้แล้ว
หานเจวี๋ยสอดส่องหานอวี้ต่อ
ไม่ทราบว่าหานอวี้โบยบินขึ้นสู่แดนเซียนตั้งแต่เมื่อใด ตอนนี้เข้าร่วมสำนักบำเพ็ญแห่งหนึ่ง ตำแหน่งต่ำต้อยยิ่ง รับหน้าที่เฝ้าดูแลสวนสมุนไพร
หานเจวี๋ยอดนึกถึงวัยเยาว์ของตนไม่ได้ มีหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพรเช่นกัน
ต้องกล่าวเลยว่า เด็กคนนี้มีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเขายิ่ง
รูปโฉมคล้ายคลึง ชะตากรรมก็ค่อนข้างคล้ายคลึงเช่นกัน
หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากหานเจวี๋ย หานอวี้กลายเป็นคนตื่นตัวอย่างยิ่ง หมกมุ่นอยู่กับการมานะบำเพ็ญจุดนี้ทำให้หานเจวี๋ยพอใจมาก
เส้นทางที่หานทั่วก้าวเดินแตกต่างไปจากหานเจวี๋ยอย่างสิ้นเชิง ทว่าหานอวี้กลับเจริญรอยตามหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นตัดสินใจใช้พลังเวทปลอมตัวไปเยี่ยมเยือนหานอวี้สักหน่อย
….
ณ เทือกเขาสูงตระหง่าน กลางเนินเขาของขุนเขาใหญ่แห่งหนึ่ง หานอวี้นั่งสมาธิอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง ด้านหน้าคือสระน้ำ ปลูกต้นไม้ใบหญ้าประหลาดหายากไว้หลายชนิด
หานอวี้สวมชุดสีขาว หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง
ศิษย์หญิงกลุ่มหนึ่งเหยียบกระบี่เหาะเหินผ่านมาทางนี้ ต่างก็พากันหยุดชะงัก
“ศิษย์น้องหาน อยากติดตามพวกเราไปหาประสบการณ์หรือไม่” ศิษย์หญิงชุดเขียวที่เพริศพริ้งดั่งบุปผานางหนึ่งแย้มยิ้มเอ่ยถาม
ศิษย์คนอื่นๆ ก็มองหานอวี้ด้วยแววตาชื่นชมเช่นกัน
หานอวี้หน้าตาหล่อเหลาเหลือเกิน ในสำนักไม่มีศิษย์ชายคนใดหน้าตาดีไปกว่าเขาแล้ว
หานอวี้ลืมตาขึ้น ส่ายหน้าพลางตอบว่า “ขอบคุณความหวังดีจากศิษย์พี่หญิงทุกท่าน ข้าต้องเฝ้าสวนสมุนไพร เอาไว้คราวหน้าเถิด”
ศิษย์หญิงชุดเขียวแย้มปากเอื้อนเอ่ย “เอาแต่พูดว่าครั้งหน้าอยู่ร่ำไป เจ้ามันคนทึ่ม”
ว่าจบนางก็หันหลังจากไป
ศิษย์หญิงที่เหลือรีบตามหลังไปทันที มีสตรีนางหนึ่งในกลุ่มเอ่ยด้วยความระอา “เจ้านะเจ้า เป็นคนโง่จริงๆ หรือไร หากคล้อยตามศิษย์พี่หญิงของเรา ตัวเจ้าไหนเลยจะต้องเป็นบ่าวเฝ้าสวนสมุนไพรอยู่ที่นี่อีก”
หานอวี้ยิ้มเฝื่อน ไม่ได้โต้ตอบกลับไป
หลังจากกลุ่มศิษย์หญิงจากไป เขาถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมา
“เจ้ามิชมชอบสตรีหรือ” น้ำเสียงหยอกเย้าแว่วเข้ามา
มองเห็นบุรุษชุดขาวคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่ตอนไหนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ริมสระน้ำ ร่มไม้บดบังใบหน้าเขา ทำให้หานอวี้มองเห็นไม่ชัดเจน
หานอวี้ขมวดคิ้ว เขามิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่กลับมองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเล่า
หมายความว่าตบะของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขา!
หานอวี้ถามด้วยความระแวง “ท่านคือผู้ใด”
ชายชุดขาวย่อมเป็นหานเจวี๋ย пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าตอบข้ามาก่อนสิ”
หานอวี้จึงตอบว่า “ย่อมมิใช่ ข้าเพียงควบคุมตัวเองอย่างเคร่งครัด ไม่ต้องการให้สตรีมีผลกระทบต่อการบำเพ็ญของข้า”
“เพราะเหตุใด”
“ในอดีตตระกูลของข้าเคยถูกสังหารล้างตระกูล ซึ่งก่อนหน้านั้น ข้าถูกผูกมัดไว้ด้วยวงศ์ตระกูล จึงไม่อาจสงบใจบำเพ็ญได้”
“เจ้าคิดจะครองตัวเป็นโสดไปชั่วชีวิตหรือ”
“หลังจากข้าแข็งแกร่งมีพลังพอ จะต้องก่อตั้งตระกูลหานขึ้นอีกครั้งแน่ แต่ข้ายังแข็งแกร่งไม่มากพอ”
“โอ้ เช่นนั้นเจ้าต้องการแข็งแกร่งเพียงใดเล่า”
“อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นเซียนแท้ไท่อี่กระมัง…ท่านคงจะนึกขันข้า บ่าวเฝ้าสวนสมุนไพรอย่างข้าจะบรรลุถึงระดับเซียนแท้ไท่อี่ได้อย่างไร”
หานเจวี๋ยขบขันขึ้นมาแล้วจริงๆ
หานอวี้ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่นขึ้นมา
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ถามว่า “หากข้ามอบมรรควิถีที่นำพาให้เจ้าบรรลุถึงระดับเซียนแท้ไท่อี่ได้ เจ้าจะแลกด้วยอะไร”
หานอวี้ฟังแล้วตะลึงงัน
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือหวาดระแวง หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ทรงพลังฝ่ายมารร้าย
จากโลกมนุษย์สู่แดนเซียน นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาประสบกับการลวงหลอกจากผู้บำเพ็ญมาร
แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หานอวี้รู้สึกอยากไว้ใจอีกฝ่ายอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกนี้ทำให้เขาหวาดหวั่นยิ่ง
อีกฝ่ายต้องใช้มนตร์เสน่ห์บางอย่างกับเขาแน่นอน!
ไม่ได้การแล้ว!
ข้าต้องมีสติเข้าไว้!
ท่าทีของหานอวี้ดุดันขึ้น
หานเจวี๋ยประหลาดใจ เด็กคนนี้กำลังเล่นอะไรอยู่
ผ่านไปครู่หนึ่ง
หานอวี้กล่าวว่า “ขอบคุณความเมตตาของผู้อาวุโส แต่แล้วไปเถิด ข้าต้องการพึ่งพาตัวเอง ยืนอยู่บนหลักความเป็นจริง”
“หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป เจ้าอาจจะไม่มีโอกาสอีกเลย จะปฏิเสธข้าจริงๆ น่ะหรือ”
“ข้าตัดสินใจแล้ว…”
หานเจวี๋ยเงียบไป
ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะถูกปฏิเสธ!
หานเจวี๋ยหายตัวไปจากจุดเดิมทันที
หานอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก วันนี้ช่างลำบากมากจริงๆ โชคดีที่มรรคจิตของเขามั่นคง
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าท่าทางแปลกพิกล
เขามอบโอกาสให้ด้วยเจตนาดี กลับถูกปฏิเสธ!
เขาไม่เคยถูกผู้อื่นปฏิเสธมานานมากแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้ช่างพิลึกนัก
‘ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นข้าจะรอดูว่าเจ้าจะนึกเสียใจภายหลังหรือไม่’
หานเจวี๋ยฮึดฮัด คิดอยู่ในใจ
ไอ้หนู การบำเพ็ญมิใช่อาศัยแค่ความตั้งใจแล้วจะสำเร็จได้!
หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
เขาหลับตาลงครานี้ ยาวนานนับพันปี
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาให้ความสนใจหานอวี้ก่อนเป็นอันดับแรก
ผ่านไปหนึ่งพันปี หานอวี้ย้ายสำนักแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้เจ้าหนุ่มคนนี้เผชิญกับการตามล่าจากเผ่าเรืองนาม จึงกบดานฝึกบำเพ็ญอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
ตบะของเขาก้าวเข้าสู่ระดับเซียนพิภพไท่อี่แล้ว
ผ่านไปพันปีตบะกลับเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเช่นนี้ คุณสมบัติหาได้ต้อยต่ำ เรียกว่าพอใช้ได้เท่านั้น
หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ โลกมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นใหม่ แต่กฎเกณฑ์ในการโบยบินสู่สวรรค์ยังไม่ปรากฏขึ้น ดังนั้นหานอวี้จึงฝึกบำเพ็ญบ่มเพาะตบะไปทีละขั้นๆ วิชายุทธ์ที่เขาฝึกบำเพ็ญคือวิชาที่หานทั่วเคยถ่ายทอดไว้ให้บุตรชาย

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ