571-575

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 571ถึง575
หลี่มู่อีได้ยินหานเจวี๋ยปฏิเสธ ก็ไม่ได้ร้อนรนเช่นกัน เขาคาดเดาไว้แต่แรกแล้ว เพียงได้ยินเขาเอ่ยโน้มน้าวต่อว่า “ข้ามีแผนการอาจหาญอย่างหนึ่ง หากเจ้ายอมร่วมมือกับข้า วันหน้านิกายเหรินและสำนักซ่อนเร้นจะแบ่งปันมรรคาสวรรค์อย่างเท่าเทียม เจ้าและข้าควบคุมระเบียบมรรคาสวรรค์ร่วมกัน”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าไม่มีใจทะเยอทะยานมากปานนั้น”
“นี่มิใช่ความทะเยอทะยาน นี่เป็นการช่วยเหลือมรรคาสวรรค์ ช่วยเหลือสรรพสิ่งในปวงสวรรค์!”
“ข้าไม่มีความสามารถมากถึงเพียงนั้น”
“หากพวกเราร่วมมือกัน ต้องทำได้แน่”
หานเจวี๋ยสบถในใจ ไร้สาระจริงๆ
หานเจวี๋ยถามขึ้น “เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำอย่างไร”
หลี่มู่อีกล่าวว่า “ฉิวซีไหลกำลังผสานมรรค ถึงแม้เขาจะปกปิดได้มิดชิดยิ่ง แต่ข้าสัมผัสได้ ข้าวางแผนจะเกื้อหนุนสำนักซ่อนเร้นให้ได้ครอบครองดวงชะตามรรคาสวรรค์ แม้ว่าฉิวซีไหลจะผสานมรรค สำนักซ่อนเร้นก็ยังขึ้นตรงต่อเจ้า พอใกล้ช่วงเปิดฉากสงคราม ให้เจ้าประกาศสลายสำนักซ่อนเร้น แน่นอนว่าเป็นแค่การแกล้งสลายตัว เพิกถอนดวงชะตาสำนักซ่อนเร้น ทำให้ดวงชะตามรรคาสวรรค์ปั่นป่วน กฎระเบียบวุ่นวาย พลังมรรคของฉิวซีไหลต้องลดฮวบแน่นอน ถือโอกาสกำจัดเขาไปพร้อมกันกับจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ในร่างเขา”
หานเจวี๋ยแค่นหัวเราะในใจ เป็นแผนที่ดีจริงๆ
ยิงศรดอกเดียวได้นกสองตัว
หานเจวี๋ยเกือบถามเขาไปแล้วว่าเห็นข้าโง่หรือ
เขาจำเป็นฝืนทนไว้ อริยะไหนเลยจะหยาบคายได้ เอ่ยไปว่า “ขอถามว่าในระหว่างนั้นอริยท่านจะมีบทบาทอย่างไร แค่ช่วยเกื้อหนุนสำนักซ่อนเร้นน่ะหรือ”
สำนักซ่อนเร้นยังจำเป็นต้องให้หลี่มู่อีมาเกื้อหนุนอีกหรือ
เพ้อเจ้อ!
“ข้าจะให้คนของนิกายเหรินมาเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ยามที่ต่อกรกับฉิวซีไหล ข้าก็จะร่วมสู้ด้วย เป็นอย่างไร” หลี่มู่อีตอบอย่างสงบหนักแน่น
วาจานี้กลับจริงใจนัก ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ หากนิกายเหรินเข้าร่วมกับสำนักซ่อนเร้น ในแง่ของชื่อเสียงจะสามารถสร้างแรงกดดันต่อสำนักนิกายแห่งอริยะอื่นๆ ได้
แต่น่าเสียดาย หานเจวี๋ยไม่คิดจะรับนิกายเหรินเข้ามา ถึงขั้นที่ต่อต้านยิ่งนักด้วย
จริงอยู่ที่ภูมิหลังนิกายเหรินแข็งแกร่ง ระยะเวลาที่ก่อตั้งมายากจะคำนวณได้ อยู่มานานกว่าแดนเซียนเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นคือมีนิกายเหรินโบราณอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมด้วย
นิกายเหรินแห่งแดนเซียนเปรียบเสมือนสาขาย่อยของนิกายเหรินมากมาย
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าจะทบทวนเรื่องนี้ดู”
หลี่มู่อีขมวดคิ้วกล่าว “ถ้าเจ้าบอกจะทบทวนนั่นหมายความว่าปฏิเสธ เจ้าไม่พอใจสิ่งใดกันแน่ ไม่ยอมไปหาท่านปรมาจารย์ ไม่ยอมร่วมมือกับข้า เช่นนั้นเจ้าก็หาวิธีมาเถอะ หากข่าวแพร่ออกไปว่ามรรคาสวรรค์มีจิตวิญญาณ สรรพสิ่งต้องหวาดผวาแน่นอน”
“นับจากนี้ต่อไป รูปการณ์จะมิใช่การคานอำนาจกันในหมู่อริยะอีกต่อไป แต่มรรคาสวรรค์จะปกครองอย่างเผด็จการ การคงอยู่ของเจ้าต้องถูกมรรคาสวรรค์เพ่งเล็งแน่นอน แม้ว่าเจ้าจะเคยช่วยเหลือมรรคาสวรรค์ไว้ก็ตาม”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าเพียงมิอยากตกเป็นเป้าโจมตีของสาธารณชน เจ้าไปหาอริยะรายอื่นเถอะ”
พอพูดจบ หานเจวี๋ยออกจากแดนความฝันทันที
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋านิกายเหริน
หลี่มู่อีลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
“คนผู้นี้หัวรั้นโดยแท้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่มีความทะเยอทะยานเลยจริงๆ”
หลี่มู่อีพึมพำกับตัวเอง ในใจไม่สบอารมณ์ยิ่ง
นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาถูกหานเจวี๋ยปฏิเสธ หานเจวี๋ยไม่เคยไว้หน้ากันเลย
ในเมื่อหานเจวี๋ยไม่ยอมตอบตกลง เขาก็ทำได้เพียงไปหาอริยะรายอื่น
….
ภายในอาณาเขตเต๋า
หานเจวี๋ยแค่นเสียง พึมพำว่า “คิดจะหลอกต้มข้าอีกแล้ว กำจัดจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ จำเป็นต้องใช้เจ้าหรือ”
เขาวางแผนเอาไว้แล้ว
รอให้ฉิวซีไหลผสานมรรคสำเร็จ เขาจะจับฉิวซีไหลมา จากนั้นขังไว้ในคุกสวรรค์อนธการ ตามด้วยความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ กำจัดจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ในตัวฉิวซีไหล
จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า คุกสวรรค์อนธการผนวกกับความสามารถชำระล้างแล้ว ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
หานเจวี๋ยถึงขั้นที่ตั้งตารอให้ฉิวซีไหลผสานมรรคได้สำเร็จด้วยซ้ำ
ฝึกบำเพ็ญต่อดีกว่า!
ทะลวงระดับให้ได้ในเร็ววัน!
หานเจวี๋ยสามารถต่อสู้กับอริยะเสรีได้แล้ว รอจนเขาทะลวงระดับอีกครั้ง ต้องสามารถสังหารอริยะเสรีที่ค่อนข้างอ่อนแอได้แน่
หานเจวี๋ยคิดแล้วก็หลับตาลง สงบใจฝึกบำเพ็ญ
เวลาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
ชีวิตดั่งความฝัน ผู้บำเพ็ญทรงพลังหนึ่งนิทราเนิ่นนานสามพันปี ราชวงศ์แดนมนุษย์ผลัดเปลี่ยน ภูเขานทีเคลื่อนตัว
ในยามที่แดนเซียนปรากฏผู้กล้าทรงพลังขึ้น โลกมนุษย์ด้านล่างแดนเซียนก็เริ่มประกาศศักดาเช่นกัน ปรากฏผู้โบยบินสู่สวรรค์อย่างต่อเนื่อง เข่นฆ่ามาถึงแดนเซียน แสดงความโดดเด่น
ในเวลานี้เอง สรรพสิ่งในแดนเซียนถึงได้ตระหนักว่านอกจากแดนเซียนแล้ว ยังมีโลกอื่นๆ ที่ร้ายกาจยิ่งนักเช่นกัน ขณะเดียวกันพวกเขาก็คิดไปเช่นกันว่าโลกมนุษย์เหมาะสำหรับอยู่อาศัยและฝึกบำเพ็ญ
ภายในระยะเวลาสามพันปี มีสิ่งมีชีวิตจากโลกมนุษย์โบยบินขึ้นมาเกินกว่าสิบล้านแล้ว สิ่งมีชีวิตในแดนเซียนก็บรรลุถึงระดับที่น่าดูชมยิ่งนักเช่นกัน เหมือนแดนเซียนในช่วงก่อนเกิดมหาเคราะห์
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
เขาเข้าใกล้การทะลวงระดับยิ่งนักแล้ว
เยี่ยมมาก!
หานเจวี๋ยอดใจคอยการทะลวงระดับแทบไม่ไหวแล้ว จนใจที่หานตั้วเทียนมาขอเข้าพบกว่าสิบครั้งแล้ว
หานเจวี๋ยเก็บตัวมาหลายปี ไม่ยอมรับคำขอเข้าพบมาโดยตลอด วันนี้มีโอกาสแล้วโนiวลกูดอทคอม
เขาให้หานตั้วเทียนเข้ามา
แม้ว่าหานตั้วเทียนจะยังไม่ทันเปิดปาก หานเจวี๋ยก็ทราบแล้วว่าเขาจะพูดอะไร
ไม่พ้นไปจากกถ่ายเทบุคลากรออกไป หรือไม่ก็เรื่องรับศิษย์ใหม่เข้ามา
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มีศิษย์ในนามหมื่นรายที่ตบะบรรลุถึงขีดกำจัดแล้ว ไม่อาจก้าวหน้าต่อไปได้อีก
หานเจวี๋ยอนุญาตให้พวกเขาออกไป มุ่งหน้าไปเสริมกำลังให้เผ่าสวรรค์
“อาจารย์ปู่เทียด จะรับศิษย์เข้ามาสักหน่อยหรือไม่ ระยะนี้มีเมืองก่อตั้งขึ้นในละแวกเขตเซียนร้อยคีรีไม่น้อยเลย ข้าจำได้ว่าเผ่าสวรรค์จัดสรรปันส่วนสามเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดให้พวกเราเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ถูกเผ่าพันธุ์อื่นๆ และสำนักนิกายอื่นเข้ายึดครอง ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ” หานตั้วเทียนถามอย่างมีความหวัง
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้ยังไม่คิดรับศิษย์ สำนักซ่อนเร้นเน้นประสิทธิภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนเมืองอาณัติด้านนอก ไม่ควรค่าให้สนใจ”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่อันใดทั้งนั้น ไปซะ ตบะของเจ้าทำให้ข้าไม่สบอารมณ์ ภายในหมื่นปี เจ้าต้องบรรลุระดับเทพให้ได้ มิเช่นนั้นวันหน้าก็อย่าหมายจะได้ออกไป”
“หมื่นปีหรือขอรับ ข้า…”
“หืม?”
“รับทราบขอรับ…”
หานตั้วเทียนจากไปด้วยความหวาดผวา
เด็กคนนี้เพิ่งพิสูจน์จักรพรรดิเซียนเมื่อไม่นานมานี้ แต่จะให้เขาก้าวข้ามลำดับจักรพรรดิเซียนทั้งเก้าวัฏไปถึงระดับเทพภายในหมื่นปีนั้น เขารู้สึกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย
หลายวันต่อมา หานเจวี๋ยส่งศิษย์ในนามหนึ่งหมื่นรายที่หานตั้วเทียนคัดสรรไว้ออกไป
ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นจักรพรรดิเซียน!
เมื่อจักรพรรดิเซียนหนึ่งหมื่นคนพ้นจากอาณาเขตเต๋า พลันก่อให้เกิดฟ้าร้องสะท้านสะเทือน
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ชัดเจนว่าดวงชะตามรรคาสวรรค์กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
จักรพรรดิเซียนคนเดียวไม่นับว่าเป็นอันใด แต่จักรพรรดิเซียนหมื่นคนนับว่าเกินไปมากจริงๆ
ศิษย์ในนามจำนวนหมื่นคนของสำนักซ่อนเร้นเงยหน้ามองฟ้าร้องดังสะท้านสะเทือน ต่างยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
มานะบำเพ็ญมาหลายหมื่นปี ก็เพื่อรอคอยวันที่จะได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้!
“ไปเถอะ มุ่งหน้าสู่เผ่าสวรรค์!”
ศิษย์ในนามที่เป็นผู้นำกลุ่มตะโกนเสียงดัง เหล่าศิษย์นับหมื่นพุ่งผ่านเมฆอัสนีไปดั่งห่าธนู
ในเวลาเดียวกันนี้
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าสำนักพุทธ
ฉิวซีไหลลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยพึมพำ “จักรพรรดิเซียนหมื่นคนอีกแล้ว สำนักซ่อนเร้นซุกซ่อนจักรพรรดิเซียนไว้มากน้อยเพียงใดกันแน่”
เขาจำได้ว่าจำนวนศิษย์ระดับเทพของสำนักซ่อนเร้นก็เกินเรื่องไปมากโขเช่นกัน
สำนักซ่อนเร้นที่ดูเหมือนจะเก็บตัวเหตุใดจึงมีศิษย์เก่งกาจมากมายเช่นนี้
เขาสังเกตการณ์เขตเซียนร้อยคีรีมาตลอด หลายหมื่นปีมานี้มิได้เปิดรับศิษย์เลย หรือว่าศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่หานเจวี๋ยรับไว้ส่งเดชในช่วงปีนั้น
นี่ก็เป็นไปได้
ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า คุณสมบัติก็แกร่งด้อยแตกต่างกันไป สำเร็จเป็นจักรพรรดิเซียนได้ในไม่กี่หมื่นปี นับว่ามีคุณสมบัติเลิศล้ำแล้ว
เวลานี้เอง จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ปรากฏตัวขึ้น เอ่ยว่า “ดวงชะตามรรคาสวรรค์เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว สาเหตุมาจากจักรพรรดิเซียนหมื่นคนแห่งสำนักซ่อนเร้น พื้นฐานดวงชะตามรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นมา ต้องกำจัดสำนักซ่อนเร้นไม่ให้แข็งแกร่งขึ้นอีก ดวงชะตามรรคาสวรรค์เริ่มเอนเข้าหาสำนักซ่อนเร้นแล้ว”
ฉิวซีไหลกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ “เจ้าควบคุมมรรคาสวรรค์ไม่ได้ ยังกล้าเรียกตัวว่ามรรคาสวรรค์อีกหรือ ข้าชักจะสงสัยแล้วว่าเจ้าใช่จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์จริงหรือไม่”
“ข้าจะไม่ใช่ได้อย่างไร”
จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์เอ่ยด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย ฉิวซีไหลฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ช่วงนี้เขารู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ผิดปกติ หยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้วางตัวเฉกเช่นมรรคาสวรรค์ แต่เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที
ข่าวที่สำนักซ่อนเร้นส่งจักรพรรดิเซียนหมื่นคนไปสนับสนุนเผ่าสวรรค์แพร่กระจายไปทั่วแดนเซียนภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งร้อยปี สร้างความตื่นตะลึงให้กลุ่มอิทธิพลต่างๆ
สำนักซ่อนเร้นซุกซ่อนผู้บำเพ็ญทรงพลังเอาไว้มากแค่ไหนกัน
ผู้ที่ปรีดาที่สุดย่อมเป็นจี้เซียนเสิน ผู้ทรงพลังระดับเทพขึ้นไปล้วนยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิเซียนจึงกลายเป็นกองกำลังหลัก ก่อนหน้านี้สำนักซ่อนเร้นเคยส่งจักรพรรดิเซียนมาให้หลายพันคน ตอนนี้จำนวนจักรพรรดิเซียนในเผ่าสวรรค์มีเกินสองหมื่นคนแล้ว มากที่สุดในแดนเซียน
จี้เซียนเสินก็ไม่ได้ทำให้จักรพรรดิเซียนหนึ่งหมื่นคนต้องผิดหวัง หลังจากจัดสรรพวกเขาเสร็จสรรพก็เปิดศึกทันที
จักรพรรดิเซียนแห่งสำนักซ่อนเร้นมานะบำเพ็ญมาหลายหมื่นปี ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ออกมา ย่อมไม่คิดจะเอาแต่ฝึกบำเพ็ญต่อไป พวกเขาต้องการไล่ไขว่คว้าอย่างอื่น เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
จุดประสงค์ในการบำเพ็ญก็เพื่อให้แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นมิใช่หรือ
สงครามเป็นสิ่งแสดงคุณด้านพลังของตนได้ดีที่สุด
ชั่วขณะนั้น เผ่าสวรรค์ตะลุยทำศึกไปทั่วทิศ กลุ่มอิทธิพลที่ยอมศิโรราบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งพันปีต่อมา
เผ่าสวรรค์ประกาศศึกต่อเผ่าปีศาจอย่างเป็นทางการ จักรพรรดิปีศาจอีกาทองทะนงในศักดิ์ศรียิ่ง ตอบรับคำท้าอย่างไม่เกรงกลัวเลย
สงครามสองเผ่าพันธุ์ย่อมเป็นศึกใหญ่ที่ดุเดือดร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ แผ่ขยายลุกลามไปหลายสิบเมือง
บนเนินเขาแห่งหนึ่ง
หานทั่วและอี๋เทียนยืนเคียงกัน แหงนหน้ามองขอบฟ้า พวกเขามองเทพเซียนร่างใหญ่ยักษ์ดั่งขุนเขาหลายตนกำลังโจมตีปีศาจอยู่
หานทั่วถอนหายใจคราหนึ่ง เอ่ยว่า “เพราะเหตุใดกัน ตัวเจ้าก็หาใช่ปีศาจไม่ เหตุใดต้องทุ่มชีวิตเพื่อเผ่าปีศาจ”
อี๋เทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ามิได้ทุ่มชีวิตเพื่อเผ่าปีศาจ เพียงอาศัยชื่อพวกเขาช่วงชิงดวงชะตาเท่านั้น หากข้าหัวเดียวกระเทียมลีบ เกรงว่าคงมีศัตรูนับไม่ถ้วน แม้ตอนนี้จะติดตามเผ่าปีศาจ แต่เผ่าสวรรค์ก็ยังอยากรับตัวข้าเข้าพวกอยู่”
หานทั่วกลอกตาใส่เขา กล่าวว่า “เจ้าคิดจะเลียนอย่างฉีเทียนต้าเซิ่ง ไปเป็นคนเลี้ยงม้าให้พวกเทพเซียนจริงๆ น่ะหรือ”
อี๋เทียนถลึงตาใส่พลางเอ่ย “เป็นคนเลี้ยงม้าให้เทพเซียนอันใดกัน ข้าต่างหากนายเหนือแห่งเทพเซียนตัวจริง! มีชะตาลิขิตคอยท่าอยู่ในความมืดมิด!”
“ฮ่าๆ ทำเหมือนเจ้าเป็นบุตรแห่งมรรคาสวรรค์จริงๆ ไปได้”
“บอกเจ้าไปแต่แรกแล้ว เจ้าก็ไม่เชื่อ”
“หากเจ้าเป็นบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ เหตุใดบางครั้งยังต้องให้ข้าลงมือช่วยเหลืออีกเล่า”
“จำเป็นต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างไรเล่า เจ้าเป็นพี่น้องของข้า เจ้าไม่ช่วยข้า แล้วผู้ใดจะช่วยเล่า รอให้ข้ากลายเป็นเจ้าแห่งมรรคาสวรรค์ก่อนเถิด ข้าจะให้เจ้ามีตำแหน่งเสมอข้า!”
“พูดเสียน่าฟัง แต่ข้าไม่มีความทะเยอทะยานมากขนาดนั้น”
“จริงหรือ แล้วเจ้าบำเพ็ญเพียรไปเพื่อสิ่งใดกันแน่”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามนี้จากอี๋เทียน หานทั่วก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ล้วนมีเป้าหมายในการฝึกบำเพ็ญทั้งสิ้น หานทั่วย้อนมองตัวเอง ยากจะตอบได้อยู่บ้าง
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทสนทนากับบิดาในอดีตเมื่อนานมาแล้ว เขาแทบจะจดจำหน้าตาของบิดาไม่ได้อีก แต่คืนนั้นบิดาสั่งสอนความรู้ให้เขามากมายนัก
หานทั่วสูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าเพียงอยากบำเพ็ญเพียร หากข้าแข็งแกร่ง จะต้องยื่นมือเข้าเกื้อหนุนเผ่ามนุษย์แน่ แต่สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือกลายเป็นสุดยอดผู้แข็งแกร่ง!”
เขานึกถึงเรื่องที่ตนถูกเจ้าสำนักซ่อนเร้นปฏิเสธ นึกถึงภรรยาที่ตายจากไป นึกถึงความคาดหวังในอดีตของท่านพ่อท่านแม่ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมา
“สมกับเป็นพี่น้องของข้า มีความต้องการเช่นเดียวกับข้า เจ้าไปก่อนเถอะ วางใจได้ ข้าไม่มีทางตายอยู่ที่นี่ เผ่าสวรรค์ฆ่าข้าไม่ได้ และไม่มีทางฆ่าข้าด้วย” อี๋เทียนตบไหล่หานทั่วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หานทั่วขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงพยักหน้ารับ
เขาหันหลังจากไป เหาะมุ่งไปยังขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
เสียงหนึ่งแว่วดังขึ้นในหูเขา “เจ้าเด็กนี่อาจจะเป็นบุตรแห่งมรรคาสวรรค์จริงๆ ชะตาของเขาพิสดารอย่างยิ่ง ข้ามองไม่ออกเลย”
เป็นเสียงของภูตพยาบาทนั่นเอง
นับตั้งแต่สยบภูตพยาบาทได้ หานทั่วก็พึ่งพาภูตพยาบาทกลับร้ายให้กลายเป็นดีมาหลายครั้ง ตบะระดับเซียนทองต้าหลัวในแดนเซียน ณ ปัจจุบันนี้นับเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าแน่นอน ต่อให้เป็นครึ่งอริยะก็ยังไม่แน่ว่าจะสังหารเซียนทองต้าหลัวได้
หานทั่วถามในใจ ‘จากนี้พวกเราควรไปไหนกันต่อ’
ภูตพยาบาทเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าเจ้าจำเป็นต้องปลดบ่วงในใจให้ได้ มิเช่นนั้นเจ้าก็ยากจะบรรลุถึงระดับเทพ”
“ต้องปลดอย่างไร”
“ไปแดนมนุษย์”
“หืม?”
“เฮอะๆ ไปแล้วก็จะรู้เอง”
….
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ยิ้มออกมา
เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาหนึ่งพันสามร้อยปีอีกครั้ง
ในที่สุดโอกาสแห่งการทะลวงระดับก็มาเยือน!
เขาไม่ได้เริ่มฝ่าทะลวงในทันที แต่ตรวจดูจดหมาย ด้วยห่วงใยเหล่าสหายอยู่บ้าง
อืม ไม่เลวเลย ไม่มีผู้ใดดับสูญ
หานเจวี๋ยมองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[หานทั่วบุตรชายของท่านลงสู่โลกมนุษย์]
เด็กคนนี้ไปโลกมนุษย์ทำไม
หานเจวี๋ยสอดส่องหานทั่วทันที พลันเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าหานทั่วจะแต่งงานมีครอบครัวในโลกมนุษย์ ให้กำเนิดหนึ่งบุตรหนึ่งธิดา อายุสี่ขวบแล้ว
ลูกชายคนดี ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเจริญรอยตามพ่อ
สายเลือดในกายหานทั่วเดิมทีก็ถูกปิดผนึกไว้อยู่แล้ว เมื่อแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา ถ่ายทอดสู่ทายาทอีกรุ่น ถึงแม้คุณสมบัติจะยอดเยี่ยมกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้สะท้านฟ้าสะเทือนดินถึงเพียงนั้นโuเวลกูดoทคoม
หานเจวี๋ยไม่มีความสนใจในตัวหลานชายหลานสาวของตนเลย เขาสอดส่องอยู่ครึ่งชั่วยาม ก็เริ่มปิดด่านทะลวงขั้น
สี่ร้อยเก้าสิบปีต่อมา หานเจวี๋ยทะลวงขั้นได้สำเร็จ
หานเจวี๋ยเรียกหน้าต่างค่าสถานะของตนออกมาตรวจสอบ
[หานเจวี๋ย: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 66,790/982,090,009,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะปลาย (อริยะสมบูรณ์แบบ)]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]
….
อายุขัยกลับคืนมา เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า!
นับจากการทะลวงระดับครั้งก่อน ผ่านมากว่าสองหมื่นปีแล้ว
ไม่ทันได้รู้ตัว หานเจวี๋ยก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าอายุหกหมื่นปีไปแล้ว
หลังจากทะลวงขั้น พลังเวทหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นฉับพลัน ใช้เวลายี่สิบปีถึงจะทำให้ตบะเสถียรได้
เขาใช้เวลาหลายเดือนยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ทั้งหมดจนถึงขีดจำกัด
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาอยู่นั้น มีเซียนเฒ่าคนหนึ่งมาเยือนเขตเซียนร้อยคีรี
เซียนเฒ่าสวมอาภรณ์ขาว งามสง่าสมเป็นเซียน มือถือแส้ปัดธุลี เขาค้อมกายคารวะไปทางด้านในเขตเซียนร้อยคีรี เอ่ยว่า “ข้าน้อยจินซิงไท่เซียนจากเผ่าสวรรค์ ได้รับคำสั่งจากบรรพชนสวรรค์มาเชิญสำนักซ่อนเร้นเข้าร่วมงานชุมนุมท้อเซียนครั้งแรกของเผ่าสวรรค์”
ศิษย์ทั้งสำนักซ่อนเร้นต่างได้ยินวาจาของเขา
เผ่าสวรรค์ไม่นับว่าแปลกหน้าสำหรับพวกเขา ศิษย์ที่จากไปก่อนหน้านี้ล้วนไปช่วยค้ำจุนบรรพชนสวรรค์ ดังนั้นในสายตาของพวกเขาเผ่าสวรรค์ก็คือกลุ่มอิทธิพลย่อยของสำนักซ่อนเร้น
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วขึ้น “ยามไหน”
“อีกร้อยปีให้หลัง ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“เป็นเกียรติของเผ่าสวรรค์ที่ได้ต้อนรับอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศล”
ท่าทางของจินซิงไท่เซียนนอบน้อมยิ่ง ให้เกียรติหานเจวี๋ยนัก
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ ทว่าตำแหน่งของเขาในเผ่าสวรรค์ไม่ต่ำต้อยเลย
คอยท่าอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าหานเจวี๋ยไม่มีคำสั่งอื่นเพิ่มเติม จินซิงไท่เซียนถึงได้จากไป
หานเจวี๋ยเรียกหลี่เสวียนเอ้ามาหา
ตบะของหลี่เสวียนเอ้ายังคงอยู่ในระดับเซียนทองต้าหลัวระยะต้น ทว่าเข้าใกล้ระยะกลางแล้ว
“งานชุมนุมท้อเซียนในอีกร้อยปีให้หลัง เจ้าจงพาศิษย์ไปด้วยสองคน เมื่องานชุมนุมสิ้นสุดจงกลับมา” หานเจวี๋ยเอ่ยสั่งการ
หลี่เสวียนเอ้าพยักหน้า เอ่ยว่า “เลือกได้ตามสะดวกเลย หรือคัดเลือกจากศิษย์สืบทอดขอรับ”
“คัดเลือกจากศิษย์ในนาม”
“ทราบแล้วขอรับ”
หลี่เสวียนเอ้าขอตัวลา
เหตุผลที่หานเจวี๋ยให้คัดเลือกจากศิษย์ในนาม เพราะต้องการเก็บซ่อนพลังของสำนักซ่อนเร้นไว้ เหล่าศิษย์สืบทอดวันหน้าล้วนจะกลายเป็นหน้าเป็นตาของสำนักซ่อนเร้น จะเปิดเผยตัวก่อนเวลาไม่ได้
หลังจากหลี่เสวียนเอ้าจากไป หานเจวี๋ยมองลงไปที่โลกมนุษย์
หานทั่วยังคงอยู่ที่โลกมนุษย์แห่งนั้น สืบทอดทายาทจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นตระกูลใหญ่ เพียงแต่หานทั่วเก็บเนื้อเก็บตัวยิ่ง พัฒนาการของตระกูลหานจึงไม่นับแกร่งกล้าเกินไปนัก
ตอนนี้ตระกูลหานมีลูกหลานหลายร้อยคน ซ้ำยังมีข้าทาสอีกหลายพันคน นอกจากหานทั่วแล้ว ระดับตบะที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพิ่งถึงระดับปราณก่อกำเนิดเท่านั้น
ตระกูลหานคล้ายจะไม่ทราบระดับตบะของหานทั่ว ทั้งยังมีความบาดหมางขัดแย้งกับตระกูลอื่นๆ ที่อยู่ในเมืองเดียวกัน
หานเจวี๋ยถอนสายตากลับมา ฝึกบำเพ็ญต่อไป
สำหรับตระกูลหานสายนี้เขาไม่ให้การยอมรับ ยิ่งไม่มีทางยื่นมือเข้าค้ำจุนพวกเขา
แม้ว่าจะมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด แต่ในด้านความรู้สึกทั้งสองฝ่ายแทบจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
หานเจวี๋ยอยากปกป้องดูแลหานทั่วเท่านั้น ส่วนตระกูลหาน ก็ขึ้นอยู่กับหานทั่วแล้วว่าอยากปกป้องดูแลหรือไม่
ถึงแม้การฝึกบำเพ็ญจะน่าเบื่อ แต่หานเจวี๋ยก็ไม่คิดหาเรื่องลำบากใส่ตัวเพิ่ม
หานเจวี๋ยเริ่มคาดหวังแล้วว่าครั้งนี้ตนจะฝึกฝนร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลได้ถึงไหน
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยได้ร่างจำลองเทพมารเพิ่มสิบสี่ตน แบ่งออกเป็น เทพมารพิสดาร เทพมารหมื่นชั่ง เทพมารเสื่อมสูญ เทพมารแดนสรวง เทพมารเอกอนันต์ เทพมารวาที เทพมารวังเวง เทพมารเสมือนมรรค เทพมารจิตมาร เทพมารไร้ตัวตน เทพมารกลืนแสง เทพมารตื่นจำศีล เทพมารกลืนพิรุณ เทพมารตรึงมรรค
เดิมทีเขาต้องการฝึกฝนต่อ จนปัญญาที่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ขัดจังหวะการฝึกของเขา
เขาลืมตามองออกไป
มองเห็นทางทิศตะวันออกของแดนเซียน สุดปลายขอบโลก มีหมอกดำตลบอบอวลลุกลามออกมาจากแดนต้องห้ามอันธการ แผ่โขมงขยายไกล ทรงพลังเกินต้านทาน
ผู้บำเพ็ญลึกลับหลายสิบคนพลันปรากฏตัวขึ้น ร่วมมือกันจัดการหมอกดำ แต่ทันทีที่พลังเวทของพวกเขาสัมผัสหมอกดำ ก็จะหายวับไปทันที ไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย
“เกิดอะไรขึ้น”
“หมอกนี้ประหลาดนัก คงมิใช่ว่ามารสวรรค์บุกโจมตีอีกแล้วกระมัง”
“เห็นทีต้องรายงานเมืองฟ้าบุพกาลแล้ว”
“ศิษย์น้องสาม เจ้าจงไปที่เมืองฟ้าบุพกาลเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ!”
ศิษย์ที่ประจำการอยู่ ณ ปลายขอบฟ้าทิศตะวันออกมาจากนิกายเจี๋ย ระดับบำเพ็ญอย่างน้อยที่สุดก็ระดับเทพ ผู้นำกลุ่มคือเซียนทองต้าหลัว แต่พวกเขาร่วมมือกันแล้วยังไม่อาจชะลอความเร็วของหมอกดำได้เลย ทำให้พวกเขาตื่นตระหนก
หานเจวี๋ยมองหมอกดำที่อยู่ไกลออกไปกวาดม้วนเข้ามาหาแดนเซียน คิ้วของเขาขมวดแน่น
หมอกดำนี้ผิดปกติ
มิใช่มารสวรรค์ แต่ก็คล้ายกันอยู่บ้าง
หรือจะเป็นมารมรรคาจากแดนเทพหวนปัจฉิม?
หานเจวี๋ยสงสัยยิ่ง ทว่าไม่ได้คิดจะลงมือ ถึงฟ้าจะถล่มลงมาก็ยังมีอริยะรายอื่นค้ำยันอยู่
เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
วันนั้น เทพสูงสุดหนานจี๋และมหาจักรพรรดิเซียวเร่งรุดไปที่ชายขอบแดนเซียน ใช้พลังเวทอันล้นเหลือของตนสกัดกั้นการรุกคืบของหมอกดำได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงสกัดกั้น ไม่อาจขจัดหมอกดำได้
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
….
คนผู้นี้เริ่มรัวคำขอมาอีกครั้ง ไม่ได้ทำเช่นนี้มานานมากแล้ว คาดว่าคงเกี่ยวข้องกับหมอกดำนอกแดนเซียน
หานเจวี๋ยใคร่ครวญดูครู่หนึ่งยังคงเลือกยอมรับ
หลังเข้าสู่แดนความฝัน ฉิวซีไหลพุ่งเข้ามาหาทันที เอ่ยด้วยความร้อนรน “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการบุกโจมตี เจ้าต้องออกโรงแล้ว พวกเราเหล่าอริยะมรรคาสวรรค์มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการหรือ
หานเจวี๋ยสอบถาม “ผู้ใดบอกมา”
“หลี่มู่อี! เขาเคยเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ รู้ดียิ่ง เขาบอกว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอาจจะตามมาสังหารเขา”
“ใช่หรือ”
หานเจวี๋ยไม่เชื่อ เขาเคยทำนายดูมาก่อน ยังมีเวลาอีกนานกว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะมาโจมตีแดนเซียน
“เป็นความจริง!”
“ได้!”
หานเจวี๋ยสลายแดนความฝัน จิตรับรู้กลับสู่ความเป็นจริง
‘ข้าอยากรู้ว่าหมอกดำที่เข้าโจมตีแดนเซียนมีที่มาอย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยเจ็ดหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย อักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[หลัวโหว: อริยะเสรีระยะสมบูรณ์ ปฐมบรรพชนมาร มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ ร่างมารบรรพชนเต๋า]
เหตุใดจึงเป็นเขา
หานเจวี๋ยทรุดนั่งด้วยความตกใจ ไม่กล้าไปช่วยสนับสนุนแล้ว
เขาจะต่อกรกับอริยะเสรีระยะสมบูรณ์ได้อย่างไร
ช้าก่อน!
หลี่มู่อีจะจำผิดคนไปได้อย่างไร
หรือว่าหลัวโหวมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ
หานเจวี๋ยสอบถามต่อ ‘เหตุใดฉิวซีไหลและหลี่มู่อีถึงบอกว่าหมอกดำที่เข้าโจมตีแดนเซียนคือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ มาโผล่ในอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี
หลี่มู่อีนั่งตรงข้ามฉิวซีไหล ท่าทางเคร่งเครียด
หลี่มู่อีถามเสียงขรึม “จริงหรือ”
“อืม ด้วยการชักนำของจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ ข้าจึงหาร่างมารบรรพชนเต๋าพบ แต่หลัวโหวมีความคิดเป็นของตัวเอง ทว่าเห็นแก่บรรพชนเต๋า เขาจึงยอมช่วยกำจัดหานเจวี๋ยให้พวกเรา แต่จำเป็นต้องล่อหานเจวี๋ยออกไป” ฉิวซีไหลเอ่ยเสียงขรึม
แววตาของหลี่มู่อีวูบไหว nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
ฉิวซีไหลกล่าวต่อว่า “หากเทียบกับข้าแล้ว หานเจวี๋ยเป็นภัยคุกคามมากกว่า เขาคนเดียวก็เพียงพอจะโค่นล้มพวกเราเหล่าอริยะได้แล้ว หลังจากผสานมรรคย่อมก้าวข้ามหลุดพ้นในไม่ช้าก็เร็ว พวกเราไปยังแดนเทพหวนปัจฉิมด้วยกัน ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็นับว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ล้วนมาจากสำนักเต๋าเช่นกัน แต่หานเจวี๋ยนับเป็นอันใดเล่า เทพมารฟ้าบุพกาลกระมัง”
หลี่มู่อีถาม “เช่นนั้นควรล่อหานเจวี๋ยออกไปอย่างไร”
“ข้าพอจะมองออกแล้ว หากไม่คุกคามมาถึงตน หานเจวี๋ยไม่มีทางออกจากแดนเซียนแน่ พวกเราต้องจัดฉากสร้างสถานการณ์มารสวรรค์ขึ้นอีกครั้ง ล่อให้หานเจวี๋ยลงมือ และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ จะบอกว่าเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการศัตรูของเจ้า จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ยังสังหารข้าไม่ได้ หานเจวี๋ยน่าจะชั่งใจได้”
ฉิวซีไหลพูดจาจริงจัง หลังจากพูดจบปากก็ยิ้มนิดๆ
หลี่มู่อีกล่าวด้วยความสะท้อนใจ “เจ้ายังคงมองเขาทะลุปรุโปร่งโดยแท้”
ฉิวซีไหลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอเพียงเขาออกไป ต้องตายแน่นอน”
ภาพลวงตาพังทลายลงตรงนี้
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น แทบจะหลุดปากด่าแล้ว
ไอ้เฒ่าจอมวางแผน!
แต่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า กลลวงนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ไม่มีช่องโหว่เลย
หากหานเจวี๋ยไม่มีความสามารถวิวัฒนาการ อาจจะไปสอบถามหลี่มู่อีก่อน หลังจากได้รับคำยืนยันว่าเป็นความจริง เพื่อปกป้องแดนเซียนไว้เขาอาจจะออกโรงจริงๆ
น่าเสียดาย!
อริยะอย่างพวกเจ้าไม่มีวันเล่นงานข้าได้!
ดวงตาหานเจวี๋ยฉายแววโหดเหี้ยม
ดียิ่ง
ในเมื่อพวกเจ้าพุ่งเป้ามาที่ข้า ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!
หานเจวี๋ยเข้าฝันหลี่มู่อีทันที
ในแดนความฝัน เมื่อหลี่มู่อีเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้น ก็อดลุกขึ้นยืนไม่ได้
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมาโจมตีจริงหรือ” หานเจวี๋ยถาม
หลี่มู่อียิ้มขมขื่นพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง เขาแข็งแกร่งมาก ทั่วทั้งแดนเซียนเกรงว่าคงมีแค่เจ้าที่ต่อกรได้”
“แล้วเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเล่า”
“เทพสูงสุดอู๋ฝ่ามิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าด้วยซ้ำ”
“ก็ถูก”
หานเจวี๋ยเงียบไป
หลี่มู่อีจ้องมองเขา
หานเจวี๋ยถามอีกครั้ง “เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าจะสู้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้”
หลี่มู่อีเอ่ยอย่างลังเล “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการน่าจะระดับพอๆ กับมารมรรคาสวรรค์ก่อนหน้านี้ พวกเราไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเจ้าจะสังหารเขาได้ แต่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มีพลังมากพอ”
คนผู้นี้รู้จักถอยเพื่อรุกเสียด้วย!
หานเจวี๋ยโมโหแทบตายแล้ว
สมกับที่เป็นอริยะ เล่นละครเก่งจริงๆ
“ได้ ข้าจะทบทวนดู”
กล่าวจบ หานเจวี๋ยก็สลายแดนความฝัน
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาต่อทันที เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยไปจัดการไอ้สุนัขเฒ่าสองตัวนั้น
นอกแดนเซียน
เทพสูงสุดหนานจี๋และมหาจักรพรรดิเซียวยังคงสกัดหมอกดำไว้
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยเสียงขรึม “เหตุใดอริยะรายอื่นยังไม่มาอีก”
มหาจักรพรรดิเซียวขมวดคิ้วกล่าว “ไม่ทราบแน่ชัด แต่ฉิวซีไหลบอกว่าไปขอความช่วยเหลือจากหานเจวี๋ยแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงหานเจวี๋ย สีหน้าร้อนใจของเทพสูงสุดหนานจี๋ก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
หากหานเจวี๋ยลงมือ น่าจะคลี่คลายเคราะห์ภัยครานี้ได้
และในขณะเดียวกันนี้ ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีกำลังคอยอยู่เช่นกัน
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
หลายวันต่อมา
หานเจวี๋ยยังคงไม่ปรากฏตัว
ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีลนลาน
หรือว่าหานเจวี๋ยจะใจฝ่อเสียแล้ว?
หานเจวี๋ยไม่ได้คิดจะเล่นกับจิตใจของหลี่มู่อีและฉิวซีไหลเลย เขาตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ฉิวซีไหลก็ไม่กล้ามาเข้าฝันอีก เกรงว่าหากร้อนรนเกินไปจะเผยพิรุธเข้า
หนึ่งปีต่อมา ฉิวซีไหลทนไม่ไหวขอเข้าฝันหานเจวี๋ยอีกครั้ง ผลคือถูกหานเจวี๋ยเมิน
เวลานี้ เขาถึงตระหนักได้ว่าแผนการล้มเหลวแล้ว
หานเจวี๋ยใจฝ่ออย่างแน่นอน!
ฉิวซีไหลสบถในใจ จำเป็นต้องให้จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์บอกให้หลัวโหวล่าถอยไป
ดูเหมือนหลัวโหวเองก็มีความคิดทะเยอทะยานในแบบของตัวเองเช่นกัน รั้งรออยู่หลายเดือนถึงได้ล่าถอยไป ในที่สุดอริยชนต่างก็โล่งใจแล้ว
ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีสังหรณ์ใจไม่ดี ไม่มาขอเข้าฝันหานเจวี๋ยอีก
เวลาผ่านไปแปดสิบเก้าปี หานเจวี๋ยถึงฝึกฝนเสร็จ ไม่สามารถฝึกฝนร่างจำลองเทพมารตนใหม่ได้อีก
หานเจวี๋ยเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารเพิ่มอีกสามสิบหกตน แบ่งออกเป็นเทพมารพร้อมมูล เทพมารควบแน่น เทพมารเหนือแสง เทพมารจินตนาการ เทพมารพันธนาการจิต เทพมารมอดม้วย เทพมารฤดูกาล เทพมารเหี้ยมหาญ เทพมารพันหน้า เทพมารงำประกาย เทพมารมืดมน เทพมารไร้จำกัด เทพมารไร้พ่าย เทพมารโหยหวน เทพมารดูดวิญญาณ เทพมารฝันเฟื่อง เทพมารฤทธา เทพมารอัปมงคล เทพมารเหลือคณา เทพมารดาษดารา เทพมารอลหม่าน เทพมารเน่าสลาย เทพมารโรคระบาด เทพมารจักรพรรดิ เทพมารปวดร้าว เทพมารภักดี เทพมารขาวดำ เทพมารโบราณ เทพมารอนาคต เทพมารสอดส่อง เทพมารย้อนความ เทพมารชำระล้าง เทพมารอมตะ เทพมารสะท้านฟ้า เทพมารเล่ห์ลวง เทพมารชีวิต
ทะลวงขั้นครั้งนี้ เรียนรู้ร่างจำลองเทพมารได้ทั้งห้าสิบตน รวมร่างจำลองเทพมารทั้งหมดคือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ตน!
เดิมทีหานเจวี๋ยคิดว่าทะลวงขั้นครั้งนี้จะเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารได้มากกว่าเดิม แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะมิใช่เช่นนั้น
เขาเริ่มเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ ปรับตัวเข้ากับพลังของร่างจำลองเทพมารเหล่านี้
หลายเดือนต่อมา
เขาค้นพบว่าร่างจำลองเทพมารที่แข็งแกร่งที่สุดคือเทพมารฤทธา สำแดงพลังหนึ่งครั้งทำลายวิชาเวทได้นับหมื่น เมื่อใช้ร่วมกับเทพมารขุนพลสวรรค์จะทรงพลังสุดขีด ถึงขั้นที่ใช้คำว่ายืนยงไร้พ่ายมาบรรยายได้เลย!
พวกมารมรรคาสวรรค์ เทพสูงสุดอู๋ฝ่าต่างก็ต้านรับการโจมตีของหานเจวี๋ยไม่อยู่
พลังเพิ่มขึ้นมหาศาลในฉับพลัน!
หานเจวี๋ยเริ่มหล่อเลี้ยงปราณเทพมารในร่างเขา พร้อมใคร่ครวญไปด้วยว่าจะจัดการฉิวซีไหลและหลี่มู่อีอย่างไร
ถูกต้อง!
แค่จัดการ!
ตอนนี้เขาเล่นงานอริยะสองรายนี้ได้ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
ใช้คุกสวรรค์อนธการดีไหม
หรือว่าฆ่าตรงๆ เลยดี?
หานเจวี๋ยลังเลอยู่บ้าง หากสังหารสองอริยะไปตรงๆ ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังอริยะทั้งสองต้องจับสัมผัสได้แน่
ไม่ได้ ต้องสังหารหนึ่งคน สยบไว้หนึ่งคน เชือดไก่ให้ลิงดู
มิเช่นนั้นวันหน้าอริยะที่เหลือจะมาหาเรื่องข้าอีก!
ดวงตาหานเจวี๋ยฉายแววจดจ่อ ค่อยๆ ลุกขึ้นมา หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราระเบิดแสงเทพเจิดจ้า
เขามาโผล่ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามโดยตรง
เขาเหาะมุ่งหน้าไปยังตำหนักของหลี่มู่อี
เขาไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายของตัวเองเลย การปรากฏตัวขึ้นของเขาทำให้อริยะรายอื่นๆ ตื่นตัว
เมื่อเห็นหานเจวี๋ยร่อนลงหน้าอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี เหล่าอริยชนพลันหวั่นวิตก หากหานเจวี๋ยและหลี่มู่อีร่วมมือกัน เกรงว่า…
หานเจวี๋ยโบกมือ พังประตูใหญ่ของตำหนักทันที ค่ายกลอาณาเขตเต๋าอริยะแตกเป็นเสี่ยงๆ
“หานเจวี๋ย เจ้ามีเจตนาใด”
หลี่มู่อีเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนตื่นตระหนก เขาชักกระบี่ล้ำค่าของตนออกมา เตรียมเข้าต่อสู้
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเยียบเย็น “เดิมไม่ได้คิดจะสังหารเจ้า แต่ในเมื่อพวกเจ้าวางแผนปองร้ายข้า เช่นนั้นอย่าได้โทษว่าข้าไม่เกรงใจ!”
เขาควบรวมร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลขึ้นสองตน เป็นเทพมารขุนพลสวรรค์และเทพมารฤทธา
ร่างจำลองเทพมารทั้งสองตนต่างใหญ่โตสูงตระหง่านยิ่ง ท่าทีเหี้ยมหาญน่าหวาดกลัว
พวกมันเหวี่ยงหมัดขวาออกมาพร้อมกัน หมัดดุดันทรงพลัง อาณาเขตอริยะระเบิดทันที สลายหายไป พายุโหมกระโชกน่าพรั่นพรึงพัดโถมไปทั่วชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
หลี่มู่อียกกระบี่ขึ้น สำแดงพลังวิเศษต้านไว้
แต่เขาเพิ่งยกกระบี่ขึ้น สังขารก็ถูกทำลายล้างทันที
เหล่าอริยชนตื่นตะลึง พากันปรากฏตัวขึ้น ไม่ทราบว่าหานเจวี๋ยลงมือต่อหลี่มู่อีด้วยเหตุใด แต่พวกเขาไม่อาจนั่งมองเฉยๆ ได้ หากรายต่อไปเป็นพวกเขาเล่า
สีหน้าฉิวซีไหลมืดครึ้ม ตระหนกอยู่ในใจ
หรือว่าแผนของพวกเขาจะแตกแล้ว
เป็นไปไม่ได้!
นอกเสียจากหานเจวี๋ยจะรู้จักหลัวโหว!
หานเจวี๋ยยื่นมือคว้าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของหลี่มู่อี หลี่มู่อีตกใจจนหน้าถอดสี ดิ้นรนขัดขืน แต่สัมผัสได้ว่ามีพลังที่แกร่งกล้ายิ่งสายหนึ่งพันธนาการเขาเอาไว้ ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีได้
มิใช่เพียงเท่านี้ ห้วงมิติรอบข้างก็ถูกผนึกไว้เช่นกัน เขาหาช่องหลบหนีไม่ได้เลย!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หลี่มู่อีกระวนกระวาย เขารู้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมาก แต่ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้ เขาถึงขั้นที่สงสัยว่าหานเจวี๋ยจะเป็นอริยะระดับเสรี หรืออาจเหนือกว่านั้นโนlวลกูดอทคoม
หานเจวี๋ยแค่นเสียงเอ่ย “หมอกดำที่โจมตีแดนเซียนก่อนหน้านี้มิใช่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ แต่เป็นหลัวโหว ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีสมคบคิดกัน คิดจะหลอกข้าออกไป วันนี้ข้าจะสังหารหลี่มู่อี เชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อมิให้ภายหน้าพวกเจ้ายังกล้ามาปองร้ายข้าอีก!”
“ข้าไม่จัดการพวกเจ้า ไม่ได้แปลว่าข้ากลัวพวกเจ้า!”
หานเจวี๋ยสำแดงเทพมารกลืนกินออกมา เขมือบกลืนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของหลี่มู่อีเข้าไป ไม่เหลือหนทางฟื้นคืนชีพให้อีก
เทพมารกลืนกิน สามารถดูดซับวิญญาณและสังขารของศัตรูเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนได้ ทว่าหานเจวี๋ยได้เรียนรู้มาเพียงร่างจำลองเท่านั้น หลังจากกลืนกินหลี่มู่อีเข้าไป ระดับความก้าวหน้าของตบะเขาแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย
หลังจากหลี่มู่อีดับสูญ หานเจวี๋ยเบนสายตาไปที่ฉิวซีไหล
ฉิวซีไหลหน้าถอดสี รีบเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าอธิบายกับเจ้าได้ หานเจวี๋ย อย่าลืมนะในมหาเคราะห์ครั้งก่อนข้าเคยช่วยเหลือเจ้าไว้!”
หานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าฉิวซีไหลในชั่วพริบตา ฉิวซีไหลสำแดงพลังวิเศษออกมาตามสัญชาตญาณ แสงทองแผ่ออกมารอบกาย ดูราวกับระฆังทองใบหนึ่ง ศักดิ์สิทธิ์เกรียงไกร
ตูม!
หานเจวี๋ยซัดฝ่ามือทำลายระฆังทอง จับตัวฉิวซีไหลไว้ เทพมารขุนพลสวรรค์และเทพมารฤทธาออกหมัดพร้อมกัน พละกำลังทรงพลังเผด็จการบดขยี้สังขารของฉิวซีไหล
หานเจวี๋ยสำแดงพลังแห่งเทพมารพันธนาการ พันธนาการวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของฉิวซีไหลไว้ จากนั้นก็หายตัวไปจากชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย มหาจักรพรรดิเซียว ฝูซีเทียนและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าล้วนตะลึงพรึงเพริด ยืนทื่ออยู่ที่เดิม
พวกเขาได้ยินคำพูดของหานเจวี๋ยอย่างชัดเจน หมอกดำก่อนหน้านี้เป็นแผนการของฉิวซีไหลและหลี่มู่อีอย่างนั้นหรือ
มิน่าเล่าพวกเขาถึงบอกว่าจะไปหาหานเจวี๋ย ผลสุดท้ายหานเจวี๋ยไม่ได้ลงมือ แต่หมอกดำก็สลายไป
นอกจากเทพสูงสุดอู๋ฝ่า สภาพอารมณ์ของสี่อริยะที่เหลือต่างซับซ้อนยิ่ง แม้ว่าโชคดีรอดมาได้ แต่กลับรู้สึกหนาวยะเยือกจนปากคอสั่น
ไม่ว่าอย่างไร ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีก็นับว่าเป็นอริยะกลุ่มเดียวกันกับพวกเขา
….
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยจองจำวิญญาณฉิวซีไหลไว้ในคุกสวรรค์อนธการ ฉิวซีไหลไม่สนใจศักดิ์ศรีหน้าตาอีกต่อไป พร่ำขอร้องอ้อนวอน ไม่มีมาดของอริยะเลยสักนิด
หานเจวี๋ยเมินเฉยต่อฉิวซีไหล อดทนรอคอยให้เวลาของคุกสวรรค์อนธการผ่านพ้นไป
หลังจากอ้อนวอนอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดฉิวซีไหลก็สงบลง
ในเมื่อหานเจวี๋ยไม่ได้ฆ่าเขา เช่นนั้นเขาก็ยังมีความหวัง
หานเจวี๋ยเรียกจางเจี่ยวเข้ามา ให้จับตามองวิญญาณฉิวซีไหลไว้ เลี่ยงไม่ให้คนผู้นี้ฉวยโอกาสหลบหนี
ในเวลานี้เอง ข่าวที่หานเจวี๋ยสังหารสองอริยะก็แพร่กระจายไปตามกลุ่มอิทธิพลใหญ่ในแดนเซียน ชั้นฟ้าที่สามสิบสามมิได้มีเพียงอริยะเท่านั้น ยังมีผู้แสวงมรรคอีกไม่น้อย ภายในเมืองฟ้าบุพกาลต่างมีศิษย์ของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ อยู่
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้ารวมตัวกันอยู่ในตำหนักหลังหนึ่ง
หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ไม่นึกเลยว่าท่านอาจารย์จะดับสูญได้…”
หลี่เต้าคงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
หลี่มู่อีคืออาจารย์ที่ชุบเลี้ยงพวกเขา หานเจวี๋ยก็เป็นนายใหม่ของพวกเขา พวกเขาพูดอะไรไม่ได้เลย
“คาดว่าอาจารย์คงกระทำการบางอย่างลงไป มิเช่นนั้นเจ้าสำนักไม่มีทางขุ่นเคืองจนลงมือ นิสัยของเขา ท่านก็น่าจะรู้ดี” หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยด้วยความจนปัญญา
หลี่เต้าคงเหลือบมองหลี่เสวียนเอ้าแวบหนึ่ง ถึงแม้จะทราบว่าหลี่เสวียนเอ้าพูดความจริง หานเจวี๋ยมิใช่คนที่ลงมือสังหารส่งเดชจริงๆ แต่หลี่เสวียนเอ้าเจตนาช่วยพูดให้หานเจวี๋ย ทำให้เขาดูแคลนหลี่เสวียนเอ้าอยู่บ้าง
ศิษย์น้องจอมไม่ได้เรื่อง รู้จักเพียงเลือกฝั่งเท่านั้น!
“อาจารย์ดับสูญ นิกายเหรินดั่งมังกรไร้หัว ศิษย์พี่ นิกายเหรินยังมิได้คัดเลือกศิษย์เอกคนใหม่ นี่เป็นโอกาสของท่าน!”
หลี่เสวียนเอ้าคล้ายจะนึกอะไรได้ ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หลี่เต้าคงแค่นเสียง “เจ้าและข้ามิใช่ศิษย์นิกายเหรินแล้ว อย่าได้ให้ความสนใจต่อนิกายเหรินอีก ต่อให้อาจารย์สิ้นไป เจ้าคิดว่านิกายเหรินจะล่มสลายหรือไร”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้ว
หลี่เต้าคงส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ศิษย์น้อง โลกทัศน์ของเจ้ายังคงคับแคบเกินไป สำนักดวงชะตามิได้ธรรมดาสามัญอย่างที่เจ้าคิด หาไม่แล้วไยสำนักพุทธและนิกายเจี๋ยถึงได้สิ้นชีพแล้วก็ฟื้นคืน ล่มสลายแล้วหวนมารวมตัวได้ซ้ำๆ กันเล่า”
หลี่เสวียนเอ้าฟังแล้วขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
หลี่เต้าคงไม่สนใจเขาอีก ลุกขึ้นยืนพลางก้าวออกจากตำหนัก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก่อนโค้งคำนับเล็กน้อย
เขาเป็นครึ่งอริยะ รับรู้ได้ว่าบ่วงกรรมระหว่างเขากับหลี่มู่อีถูกตัดขาดแล้ว ยืนยันได้ว่าหลี่มู่อีสิ้นชีพแล้วจริงๆ
ไม่ว่าในอดีตพวกเขาจะมีความขัดแย้งกันเพียงใด แต่หากไม่มีหลี่มู่อี ก็ไม่มีหลี่เต้าคงในวันนี้
หลี่เต้าคงทำได้เพียงโค้งคำนับไว้อาลัย เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปสังหารหานเจวี๋ยเพื่อหลี่มู่อี
ในอดีตครั้งนั้นที่หลี่มู่อีตามล่าเขา ทั่วทั้งแดนเซียนมีเพียงหานเจวี๋ยที่ยอมรับตัวเขาไว้
“ฟ้าเปลี่ยนไปแล้ว”
หลี่เต้าคงพึมพำกับตัวเอง สองตาหรี่ลง
คล้ายว่าเขาจะมองเห็นความวุ่นวายเละเทะของชั้นฟ้าที่สามสิบสามแล้ว
….
เวลาผ่านไปสองพันปี
[คุกสวรรค์อนธการสยบทาสสำเร็จ]
[ฉิวซีไหลเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้เต็มขั้นดาวแล้ว]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ยิ้มอย่างพึงพอใจ
เขาจ้องตรงไปที่ฉิวซีไหล
ฉิวซีไหลราวกับฝันไป ลืมตามองหานเจวี๋ย รีบลุกขึ้นทำความเคารพ
เมื่อนึกย้อนถึงการกระทำต่างๆ ในอดีต เขาเต็มไปด้วยความละอายใจ เอ่ยว่า “ขออภัยด้วย ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาข้าเป็นอะไรไป ถึงได้ปฏิบัติต่อท่าน…เฮ้อ!”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิด จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ยังอยู่หรือไม่”
ในขั้นตอนสยบทาสของฉิวซีไหล เขาใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับฉิวซีไหลไปด้วย แต่ก็ไม่ทราบเช่นกันว่ากำจัดจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ได้หรือไม่
ฉิวซีไหลกล่าว “ตราประทับมรรคาสวรรค์ในร่างข้าถูกกำจัดออกไปแล้ว แต่จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ยังคงอยู่ ข้าไม่เคยควบคุมจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ได้เลย”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เอ่ยเช่นนี้คือ จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์คือศัตรูตัวฉกาจของเขา
“หากว่าจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ยังมาหาเจ้าอีก เจ้าก็ไหลตามสถานการณ์ไป อย่าได้เผยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้า” หานเจวี๋ยเอ่ยกำชับ
ฉิวซีไหลพยักหน้ารับ
จากนั้นหานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายฉิวซีไหลไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม พร้อมกับให้จางเจี่ยวถอยออกไป
ฉิวซีไหลยังกลับไม่ทันถึงอาณาเขตเต๋า อริยะที่เหลือก็พากันมาหาแล้ว
“หานเจวี๋ยไว้ชีวิตเจ้าหรือ”
“ข้านึกว่าเจ้าไปแล้ว ในเมื่อเจ้ารอดมาได้ เช่นนั้นหลี่มู่อีเล่า”
“จุ๊ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะยังรอดมาได้ น่าเสียดาย”
“สิ่งที่หานเจวี๋ยพูดเป็นความจริงหรือ พวกเจ้าพบหลัวโหวจริงๆ หรือ”
ฉิวซีไหลเผชิญหน้ากับคำถามจากเหล่าอริยชนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
เขาถอนหายใจ กล่าวว่า “สหายเต๋าหลี่มู่อีสิ้นชีพแล้ว ล้วนต้องโทษข้าที่ไปหาเขาให้ร่วมมือปองร้ายหานเจวี๋ยด้วยกัน สิ่งที่หานเจวี๋ยพูดเป็นความจริง พวกเราไปพบหลัวโหวจริงๆ เรื่องนี้เป็นความผิดของพวกเราเอง เหตุผลที่หานเจวี๋ยละเว้นข้า เป็นเพราะในมหาเคราะห์ครั้งก่อนข้าเคยช่วยปกป้องศิษย์เขา ข้าจะกักตนสำนึกผิด ย้อนทบทวนตัวเองให้ดี”
พอกล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับเข้าสู่อาณาเขตเต๋าของตนเอง
อริยะที่เหลือมองหน้ากันเหลอหลา เงียบอยู่นาน
ฉิวซีไหลยอมแพ้แล้วหรือ
พวกเขารู้จักฉิวซีไหลดี เรื่องนี้ไม่ปกติเลย หานเจวี๋ยใช้วิธีการใดกันแน่
อีกด้านหนึ่ง
ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[โพธิสัตว์จุนทีเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
โพธิสัตว์จุนที!
ช่างเป็นชื่อที่คุ้นตานัก!
หานเจวี๋ยตรวจสอบจอค่าความสัมพันธ์ทันที
[โพธิสัตว์จุนที: อริยะมหามรรค มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ผู้ก่อตั้งสำนักพุทธ เกิดความเกลียดชังในตัวท่าน เนื่องจากท่านตัดบ่วงกรรมระหว่างเขาและฉิวซีไหล ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
อวี้ผูถีคือปฐมบรรพชนแห่งสำนักพุทธ โพธสัตว์จุนทีคือผู้ก่อตั้งสำนักพุทธ สองคนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร
ชาติก่อนหานเจวี๋ยเคยได้ยินชื่อของโพธิสัตว์จุนทีมาก่อน เขาเป็นผู้นำที่ชักจูงนักพรตเต๋าเข้าสู่ศาสนาพุทธนิกายฝั่งตะวันตก เป็นผู้นำสำนักพุทธนั่นเอง
ตำนานเหล่านั้นน่าจะเป็นภาพสะท้อนปวงสวรรค์ของเหล่าอริยะ อาจจะมิใช่ความจริง แต่ก็นับว่ามีเค้าโครงบ้าง
แม้เผชิญหน้ากับแจ้งเตือนความเกลียดชังจากโพธิสัตว์จุนที หานเจวี๋ยไม่ตระหนกเลยสักนิด
ค่ายกลของอาณาเขตเต๋ายกระดับถึงระดับอริยะมหามรรคแล้ว ถึงขั้นที่สามารถปิดกั้นการสอดแนมจากมหามรรคสูงสุดได้ด้วยซ้ำ ปลอดภัยอย่างยิ่งโuเวลกูดoทคอม
แล้วเหตุใดที่พึ่งของหลี่มู่อีถึงไม่เกิดความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ยเลยเล่า
เหี้ยมหาญไร้เยื่อใยจริงๆ น่ะหรือ
หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อไป
สองพันปีก่อนเขาไม่อาจสงบใจฝึกบำเพ็ญได้เลย ต่อให้มีจางเจี่ยวเฝ้าอยู่ ก็ยังเกรงว่าจู่ๆ ฉิวซีไหลจะหนีไปได้
ตอนนี้สมควรฝึกบำเพ็ญให้ดีๆ เสียที
หานเจวี๋ยเสพติดการฝึกบำเพ็ญไปแล้ว ถ้าไม่ได้ปิดด่านสักระยะหนึ่ง เขาจะรู้สึกอึดอัดตะครั่นตะครอไปทั้งตัว
….
ใต้ต้นฝูซัง
เหล่าศิษย์ต่างฝึกบำเพ็ญตามวิถีของตน อู้เต้าเจี้ยนลืมตาขึ้น เอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “เจ้าเอาแต่พึ่งพาพลังชั่วร้ายตลอด!”
ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มลำพอง “ข้าเป็นเผ่าจอมเวท มีสายเลือดบรรพชนจอมเวท ทำลายพลังเวทนับหมื่นได้ด้วยการสำแดงพลังเพียงครั้งเดียวเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาในเผ่าจอมเวทของข้า!”
เมื่อครู่สตรีทั้งสองประลองกันในแบบจำลองการทดสอบ อู้เต้าเจี้ยนพ่ายแพ้อีกแล้ว
ขณะที่อู้เต้าเจี้ยนกำลังจะพูดบางอย่าง ต้นฝูซังพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ทำให้เหล่าศิษย์ที่อยู่ใต้ต้นฝูซังพากันสะดุ้งลืมตาขึ้นมา
ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา”
ต้นฝูซังตอบ “โลกพันอนันต์ที่ข้าเชื่อมต่อด้วยหายไปแล้ว อุโมงค์มิติก็ปิดตัวลงแล้ว”
โลกพันอนันต์หายไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หลงเฮ่าอดถามไม่ได้ “ต้องแจ้งท่านอาจารย์หรือไม่”
ไก่คุกรัตติกาลถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “โลกพันอนันต์เป็นของนายท่านหรืออย่างไร อย่ารบกวนการบำเพ็ญของนายท่านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
มันมองต้นฝูซังพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้มีผลกระทบต่อเจ้าหรือไม่”
“ไม่มี…ข้าแค่ตกใจเท่านั้น”
“ทำเอะอะโวยวายไปได้ ข้าว่าเจ้าคงเป็นสตรีกระมัง”
“หมายความว่าอย่างไร”
ขณะที่ไก่คุกรัตติกาลกำลังจะอธิบาย พลันรับรู้ถึงสายตาจากลี่เหยา อู้เต้าเจี้ยน ถูหลิงเอ๋อร์และเจ้ารอง มันตกใจจนรีบหุบปากทันที
สถานการณ์ฉากเล็กๆ นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหานเจวี๋ยเลย
….
ภายใต้ฟ้าครามเมฆาขาว ทิวเขาดุจยอดคลื่น สันเขาแต่ละทิวแถวราวกับสันหลังมังกรที่ลดเลี้ยวอยู่บนพื้นโลก เทือกเขาสูงตระหง่าน ยอดเขาเสียดฟ้าอวลหมอก วิหคประหลาดบินวนเวียนกลางอากาศเหนือป่าเขา มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายและสัตว์ปีศาจแว่วมาเป็นระยะ
บนยอดเขาสูงชันตั้งตระหง่านลูกหนึ่งมีอารามเต๋าหลังหนึ่งตั้งอยู่
อารามเต๋านั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ด้านข้างปลูกดอกไม้หลากสีสันเอาไว้
ขณะนี้ มีชายวัยกลางคนรายหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูอารามเต๋า
“ท่านพ่อ ตระกูลหานจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือของท่านจริงๆ ท่านไม่เคยให้ความช่วยเหลือพวกเราอย่างแท้จริงเลย ท่านต้องการให้ตระกูลหานล่มสลายไปจริงๆ หรือขอรับ”
ชายวัยกลางคนร้องไห้คร่ำครวญ ท่าทางคับข้องหมองใจยิ่ง
ประตูใหญ่ของอารามเต๋าพลันเปิดออก
หานทั่วค่อยๆ เดินออกมา เขายังคงดูอ่อนเยาว์ เมื่อเทียบกับชายวัยกลางคนแล้ว เขาดูเหมือนลูกชายเสียมากกว่า
เมื่อเห็นหานทั่วออกมาก ชายวัยกลางคนก็คลานเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น
หานทั่วขมวดคิ้ว แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
เขาผิดหวังในตัวบุตรคนนี้ของตนเหลือเกิน คอยหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เขาเสมอ
เขานึกย้อนถึงตอนที่ตนผจญภัยไปทั่วหล้าเพียงลำพัง จนบรรลุถึงระดับปัจจุบันนี้ได้
หานทั่วกล่าวว่า “ข้าจะช่วยเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าจงคัดเลือกศิษย์คนหนึ่งในตระกูลมา ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้เขา นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะไปจากโลกนี้ วันหน้าพวกเจ้าต้องพึ่งพาตัวเอง”
ชายวัยกลางคนได้ฟังก็หน้าเปลี่ยนสี เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ พาตระกูลหานไปด้วยได้หรือไม่”
หานทั่วแค่นเสียง “ตระกูลหานอันใดกัน ก็แค่กลุ่มอำนาจที่สร้างขึ้นเพราะความประสงค์ส่วนตัวของเจ้าเท่านั้น หากเทียบกับน้องสาวเจ้าแล้ว เจ้าห่างชั้นกว่ามากนัก ตกลงกันตามนี้ อย่าบังคับให้ข้าต้องเปลี่ยนใจ”
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ