566-570
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 566ถึง570
“เข้ามาเถอะ”
เมื่อได้ยินเสียงหานเจวี๋ย หลงเฮ่าเผยสีหน้าปรีดา ลุกขึ้นทันทีแล้วเดินเข้ามาในอารามเต๋า
เขาคุกเข่าคารวะตรงหน้าหานเจวี๋ย ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ปัจจุบันเขาอยู่ในระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว เข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวยิ่งนัก พรสวรรค์ดั้งเดิมของเขาก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่จนใจที่ประสบการณ์ในมหาเคราะห์ครั้งก่อนทำให้ดวงชะตาถูกสะกดยับยั้งมาตลอด
เฮ่าเทียนลอยออกมาจากร่างหลงเฮ่า เอ่ยว่า “ตบะของเด็กคนนี้ติดอยู่ที่ระดับปฐมเทพขั้นหก ข้าสงสัยว่าจะมีคนเล่นลูกไม้กับเขา ท่านช่วยตรวจดูให้ทีเถิด”
หลงเฮ่าเงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมความคาดหวัง
เขาส่งจิตศักดิ์สิทธิ์ออกไป ตรวจสอบวิญญาณของหลงเฮ่า
หืม?
มีจริงๆ ด้วย!
พลังนี้ซ่อนอยู่ลึกยิ่ง ผนึกมรรควิถีของหลงเฮ่าไว้
ช้าก่อน!
นี่มิใช่พลังเวทของจักรพรรดิสวรรค์หรอกหรือ
สีหน้าหานเจวี๋ยไม่แปรเปลี่ยน รู้สึกแปลกอยู่ในใจ
พอคิดดูอย่างละเอียด ยากจะตัดสินทัศนคติของจักรพรรดิสวรรค์ที่มีต่อหลงเฮ่าได้ จะบอกว่าเขารักทะนุถนอมหลงเฮ่า แต่ก็ไม่ยกบัลลังก์ให้หลงเฮ่า จะบอกว่าเขาชิงชังหลงเฮ่า แต่ก็ฝากฝังหลงเฮ่าไว้กับหานเจวี๋ย
จักรพรรดิสวรรค์มีโอรสมากมายถึงเพียงนั้น หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เหลือเพียงหลงเฮ่าที่รอดมาได้
ไม่ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะคิดอย่างไร ในเมื่อหลงเฮ่ามาหาหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็จำเป็นต้องลงมือช่วยเหลือ
บางทีพลังนี้อาจมีเพื่อปกป้องหลงเฮ่าไม่ให้ถูกเฮ่าเทียนยึดร่าง แต่เมื่ออยู่ภายใต้สายตาของหานเจวี๋ย เฮ่าเทียนจะไม่มีทางยึดร่างได้แน่นอน
เพียงหานเจวี๋ยคิด พลังของจักรพรรดิสวรรค์ที่ผนึกมรรควิถีของหลงเฮ่าไว้ก็สลายไปทันที
ทันใดนั้น หลงเฮ่าเสมือนได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง
เขามองหานเจวี๋ยด้วยความดีใจ ถามขึ้นว่า “อาจารย์ ท่าน…”
หานเจวี๋ยตอบรับ “อืม กลับไปฝึกฝนให้ดีเถอะ”
หลงเฮ่ารีบโขกศีรษะขอตัวลา
เฮ่าเทียนก็ทำความเคารพเช่นกัน
หลังจากออกจากอารามเต๋า เฮ่าเทียนเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “อาจารย์ของเจ้าร้ายกาจจริงๆ รู้สึกได้ว่าเหนือล้ำกว่าอริยะผู้วางตัวสูงส่งเหล่านั้นแล้ว”
หลงเฮ่ากล่าวด้วยความภูมิใจ “เหลวไหล อาจารย์ของข้าเป็นผู้ยุติมหันตภัยมารสวรรค์ อริยะล้วนยอมรับนับถือ!”
เฮ่าเทียนส่ายหน้าหลุดยิ้ม รู้สึกว่าเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตนี้ของหลงเฮ่าคือได้กราบหานเจวี๋ยเป็นอาจารย์ มิเช่นนั้นคงถูกเขายึดร่างไปนานแล้ว หรือไม่ก็คงสิ้นชีพในมหาเคราะห์
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกบำเพ็ญต่อ จักรพรรดิสวรรค์ก็ขอเข้าฝันเขา
ตอนนี้ควรเรียกว่าจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย
หานเจวี๋ยตอบรับคำขอเข้าฝันของจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย ครั้งนี้ แดนความฝันมิใช่ป่าเล็กนอกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ แต่เป็นแผ่นดินรกร้างแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยซากศพ
ท้องนภาสูงยิ่ง เมฆครึ้มเนืองแน่น น่าหดหู่อย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยมองเห็นจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้าย ยืนอยู่บนกองกระดูกด้านหน้าที่สุมทับกันจนกลายเป็นภูเขาลูกเล็กๆ
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายหลุบตามองหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “เหตุใดเจ้าต้องกำจัดพลังเวทที่เราทิ้งไว้ในร่างหลงเฮ่า”
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้าไม่ทราบว่าฝ่าบาทมีเจตนาใด ข้าคิดว่าท่านอยากปกป้องเขา ยามนี้เขาปลอดภัยไร้อันตราย ข้าจึงกำจัดพลังนี้ให้ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญอีก”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายจ้องมองเขาอย่างเยียบเย็น
[ความประทับใจที่จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายมีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยทอดถอนใจอยู่ภายใน
เขาเอ่ยถาม “ท่านไม่ชอบหลงเฮ่าหรือ แล้วเหตุใดจึงให้ข้ารับเขาเป็นศิษย์”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายตอบว่า “มิใช่ว่าข้าไม่ชอบหลงเฮ่า เพียงไม่ชอบเฮ่าเทียนเท่านั้น ตอนนี้ยิ่งหลงเฮ่าแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไร เฮ่าเทียนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น สองคนนี้แยกจากกันไม่ได้”
หานเจวี๋ยเงียบไป เป็นเช่นนี้จริงๆ
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายเอ่ยถาม “เจ้ามองรอบๆ นี้สิ เจ้าคิดเห็นประการใด”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “มรรคาสวรรค์ยอดเยี่ยมโดยแท้”
“ใช่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับมรรคาสวรรค์ สถานที่แห่งนี้น่ากลัวยิ่งกว่ายมโลกเสียอีก ที่นี่ก็คือแดนเทพหวนปัจฉิม”
“โชคดีที่ข้ามิได้ไปที่แดนเทพหวนปัจฉิม”
“ไม่ เจ้าสมควรมา เมื่ออยู่ที่นี่ เจ้าถึงจะแข็งแกร่งขึ้น หากอยู่ที่แดนเซียน เจ้าจะหยุดอยู่ที่อริยะ ไม่อาจก้าวหน้าได้อีก ข้าเคยเห็นการต่อสู้ของอริยะเสรีมาก่อน วาจาคือประกาศิต เพียงพูดก็เปลี่ยนแปลงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ พลังอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น เจ้าไม่ต้องการหรือ”
“ต้องการ แต่ข้ายังไม่บรรลุจุดสูงสุดแห่งอริยะ ไม่ต้องการไปเสี่ยงอันตรายตอนนี้”
“ก็ถูกแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายถูกความสัตย์ซื่อของหานเจวี๋ยทำให้หมดคำพูด
หานเจวี๋ยกลับวิตกอยู่ในใจ
วาจาคือประกาศิตหรือ
ซ้ำยังเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วได้อีก
นี่คือการย้อนเวลาหรือว่ากำหนดชะตาโดยตรงกันแน่
แดนเทพหวนปัจฉิมอันตรายจริงๆ!
หานเจวี๋ยเห็นจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายเงียบไป อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ระยะนี้ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”
“พอใช้ได้ เราหวังว่าเจ้าจะไม่ใกล้ชิดกับเฮ่าเทียนเกินไป หากทำได้ เราอยากให้เจ้าทำลายล้างเฮ่าเทียนเสีย” จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายส่ายหน้าพลางเอ่ยวาจา
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าจะใคร่ครวญดู ถ้าฝ่าบาทมีปัญหา หากข้าสามารถช่วยท่านได้ บอกได้ทุกเมื่อเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
การเข้าฝันสิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
ทัศนคติของจักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายผิดแผกขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จเป็นอริยะ ก็ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
ดูเหมือนดวงจิตประหลาดชั้นรองและสิ่งอัปมงคลจะส่งผลกระทบต่อเขามหาศาลยิ่ง
ส่วนเรื่องทำลายเฮ่าเทียน ตอนนี้หานเจวี๋ยยังลงมือไม่ได้
ไม่มีเหตุผลที่จำเป็นต้องลงมือ อีกอย่างค่าความประทับใจที่เฮ่าเทียนมีต่อเขาก็ยังสูงอยู่
หานเจวี๋ยทำได้เพียงรอให้เฮ่าเทียนกระทำความผิดก่อน ค่อยช่วยจักรพรรดิสวรรค์ทำลายคนผู้นี้
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ในใจเขาก็เอนเอียงไปหาจักรพรรดิสวรรค์มากกว่า
หากว่าเฮ่าเทียนจงรักภักดีไปตลอด เช่นนั้นก็หมดหนทางแล้ว
หากสังหารเฮ่าเทียนอย่างไร้เหตุผล ศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักซ่อนเร้นจะคิดอย่างไรเล่า
หานเจวี๋ยไม่คิดมากต่อไปอีก ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ
….
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไปฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน เวลาหมุนเวียนไป
ผ่านพ้นไปอีกสามพันปี
หานเจวี๋ยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ชอบปิดด่านเป็นระยะเวลาที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์
เขาลืมตาขึ้น เริ่มตรวจดูจดหมาย บ้างก็เผชิญกับการโจมตี บ้างก็พบโอกาสวาสนา บ้างก็เผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ และมีการพบพานเรื่องอื่นๆ
มีจดหมายฉบับหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของหานเจวี๋ย
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านออกจากมรรคาสวรรค์]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังลึกลับ เริ่มหลุดพ้นจากดวงชะตามรรคาสวรรค์]
หานเจวี๋ยเรียกรูปประจำตัวของมหาจักรพรรดิเซียวออกมาตรวจดู พบว่าตบะของคนผู้นี้ไม่ได้ลดลง
กล่าวอีกนัยคือเขามิได้ถูกทำให้อ่อนแอลง แต่กำลังจะแข็งแกร่งขึ้น
หรือว่าเขาต้องการเลียนอย่างหลี่มู่อี หลบหนีจากฐานะอริยะมรรคาสวรรค์?
ไม่ถูกสิ
ผู้ทรงพลังลึกลับน่าจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่า
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าจำเป็นต้องทำนายดูสักหน่อย ป้องกันไม่ให้ถูกลอบปองร้าย
‘ข้าอยากรู้ว่าเป็นผู้ใดที่ชี้แนะมหาจักรพรรดิเซียว’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยเจ็ดหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้า
[หลัวโหว: อริยะเสรีระยะสมบูรณ์ ปฐมบรรพชนเผ่ามาร มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ ร่างมารบรรพชนเต๋า]
สีหน้าท่าทางของหานเจวี๋ยดูแปลกพิกล
เขาเคยได้ยินเรื่องหลัวโหว ชื่อของเขาแพร่สะพัดไปทั่วโลก แต่สมญาดวงชะตาในส่วนหลังกลับมีปัญหายิ่ง
หลัวโหวบรรพชนมารไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ ซ้ำยังเป็นร่างมารบรรพชนเต๋าด้วย!
สรรพสิ่งต่างรู้กันดี เหตุผลที่บรรพชนเต๋าโดดเด่นขึ้นมาก็เพราะเหยียบขยี้บรรพชนมาร และนั่นคือมหาเคราะห์ครั้งแรกแห่งมรรคาสวรรค์ ศึกมรรคปะทะมาร
หรือว่าทุกอย่างนี้จะเป็นการกำกับฉากของบรรพชนเต๋าเอง
หรือว่าบรรพชนเต๋าสยบหลัวโหวได้?
หานเจวี๋ยทำนายถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลัวโหวและบรรพชนเต๋าต่อ
[เกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือว่าขีดจำกัดของระบบ ไม่สามารถทำนายได้]
หานเจวี๋ยอดมองหลัวโหวอีกครั้งไม่ได้
เขาสังหรณ์ว่าหลัวโหวจะหวนกลับมาอีกครั้ง
อริยะมรรคาสวรรค์เหล่านี้ล้วนมีผู้หนุนหลังที่ทรงพลังอยู่เบื้องหลัง โชคดีที่หานเจวี๋ยไม่ได้สังหารพวกเขาไปตรงๆ
แล้วไปเถอะ
ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นก็ทำให้พวกเขากัดกันเองเสีย หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องเข้าปะทะโดยตรง
หานเจวี๋ยลุกขึ้นมา ตัดสินใจจะออกไปแสดงธรรม กำจัดความคิดฟุ้งซ่าน
ในขณะเดียวกันนี้
สุดเขตตอนเหนือของแดนเซียน พื้นน้ำแข็งกว้างไกลไร้ขอบเขตจู่ๆ ก็บังเกิดรอยปริแตกมากมาย แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ไอดำอันน่าหวาดหวั่นลอยขึ้นมาจากด้านล่าง
เมื่อมองลงไปจากมุมสูง ธารน้ำแข็งไร้ขอบเขตดูราวกับกระจกที่แตกร้าว รอยปริแตกนับไม่ถ้วนแผ่ขยายตัดสลับกลายเป็นหุบเหว ไอดำที่เล็ดลอดออกมากลายเป็นคลื่นหมอกโขมงพวยพุ่ง ขจัดความขาวโพลนทั่วพื้นที่ออกไป
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสิ่งใหญ่โตมโหฬารอันใดกำลังจะทะลุพื้นออกมา
เวลานี้เอง
แสงทองมากมายส่องทะลุเมฆหมอก หลังจากเมฆหมอกสลายตัวไป เงาร่างที่ส่องแสงเจิดจ้าบาดตาก็ปรากฏขึ้นบนยอดเมฆาทีละร่าง เป็นเทพเซียนจากเผ่าสวรรค์
ผู้นำคือฟางเหลียง แม่ทัพเทพสวรรค์และยอดแม่ทัพเทพยืนอยู่ข้างกายเขา
ฟางเหลียงทอดสายตามองด้านล่าง ถามว่า “พวกเจ้ามองเบาะแสออกหรือไม่”
ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้วเอ่ยว่า “คล้ายมารทว่ามิใช่มาร กลับเหมือนเผ่าอสูรที่สิ้นเผ่าพันธุ์ไปในมหาเคราะห์ครั้งก่อน”
แม่ทัพเทพสวรรค์พยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด น่าจะเป็นเผ่าอสูร ได้ยินว่ายามที่เซวี่ยหมิงเหอจะดับสูญเคยสำแดงพลังวิเศษลึกลับอย่างหนึ่ง ต้องการหวนกลับมา”
ฟางเหลียงตกอยู่ในห้วงความคิด
ธารน้ำแข็งในรัศมีหลายสิบล้านลี้พังถล่ม หมอกน้ำแข็งที่พวยพุ่งล่องลอยสู่นภา ตระการตาน่าตะลึง
ท่ามกลางไอหมอกหนาทึบมองเห็นเงาร่างน่าสะพรึงอยู่เลือนราง ยากจะแยกแยะตัวตนที่แท้จริงได้
ฟางเหลียงโบกมือกล่าวว่า “จับตัวเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้!”
ยอดแม่ทัพเทพและแม่ทัพเทพสวรรค์พุ่งลงไปทันที เทพเซียนที่เหลือรีบตามหลังไป
….
ภายในเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยเพิ่งเริ่มแสดงธรรมได้ไม่ถึงปี
เขาพลันรับรู้ถึงกลิ่นอายทรงพลังที่ล่องลอยมาจากสุดเขตตอนเหนือ อย่างน้อยก็เป็นครึ่งอริยะ ไม่ด้อยไปกว่าสือตู๋เต้าเลย
หานเจวี๋ยไม่ได้หยุด แสดงธรรมพร้อมกับทอดสายตามองไกลออกไป
คณะที่มีฟางเหลียงเป็นผู้นำถูกตัวตนลึกลับนั้นข่มอย่างรุนแรง ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
หานเจวี๋ยไม่คิดจะลงมือช่วยเหลือ อีกอย่างฟางเหลียงไม่ใช่ลูกชายเขา ในเมื่อไปเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอก ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
หานเจวี๋ยไม่สามารถปกป้องศิษย์ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นได้ อีกทั้งฟางเหลียงไม่เคยกลับมาเลย หากมิใช่เพราะค่าความประทับใจไม่เคยลดลง เขาคงสงสัยว่าฟางเหลียงทรยศแล้ว
ไม่นานนัก หลี่เต้าคงก็ตามไปสมทบจากชั้นฟ้าที่ยี่สิบสาม การต่อสู้ฉากใหญ่น่าตื่นตะลึงอุบัติขึ้น
หลายพันปีผ่านไป หลี่เต้าคงแข็งแกร่งขึ้นอีกมากนัก ความเข้าใจในหมื่นกระบี่ก่อกำเนิดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ด้อยไปกว่าตัวตนลึกลับนั้นเลย
ในเมื่อฝีมือพอๆ กัน เช่นนั้นหลี่เต้าคงก็ไม่มีทางแพ้
หานเจวี๋ยเริ่มทุ่มสมาธิแสดงธรรม
การแสดงธรรมครั้งนี้ดำเนินไปหนึ่งร้อยปี
แสดงธรรมหนึ่งร้อยปี ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีความก้าวหน้า แต่ตบะของเหล่าศิษย์สืบทอดไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด
หานเจวี๋ยแสดงธรรมมหามรรคต้นกำเนิดไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว สิ่งที่สมควรตระหนักรู้ก็ตระหนักรู้กันแล้ว แสดงธรรมอีกมากแค่ไหนก็ยากจะบังคับให้เข้าใจได้
ท่ามกลางความมืดมัว คุณสมบัติและทักษะความเข้าใจเสมือนโซ่ตรวนแห่งมรรคาสวรรค์ที่ผูกล่ามเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นไว้
หมู่ศิษย์ในนามยามนี้ยังมิมีระดับเทพปรากฏกายขึ้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพิ่งระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏเท่านั้น
หากเป็นไปตามแนวโน้มนี้ ท่ามกลางบรรดาศิษย์ในนามนับล้านคงจะปรากฏครึ่งอริยะมาสักคน
หานเจวี๋ยครุ่นคิดพลางกลับไปที่อารามเต๋า
เขานั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เริ่มตรวจดูจดหมาย
เวลานี้เอง เขาพลันสัมผัสถึงบางอย่างได้ จึงหลับตาลง
ภายในโลกอนธการ ซูฉีกำลังเรียกหาหานเจวี๋ย
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วขึ้นมา “มีเรื่องอันใด”
กลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลมาได้สักระยะ กายเนื้อของซูฉีควบรวมตัว ไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตแล้ว
“อาจารย์ เมื่อไรข้าจะได้ออกไปขอรับ ปราณฟ้าบุพกาลของที่นี่ทำให้ข้าก้าวหน้าไม่ได้แล้ว” ซูฉีรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
ถึงอย่างไรเขาก็เคยตายมาก่อน เขาจึงกังวลว่าหานเจวี๋ยจะไม่ปล่อยเขาออกไปอีก
ซึ่งหานเจวี๋ยก็คิดเช่นนี้จริงๆ
“ตอนนี้เจ้าควบคุมโชคร้ายได้หรือยัง”
“ได้แล้วขอรับ!”
หานเจวี๋ยจับสัมผัสดูอย่างละเอียด ซูฉีเก็บงำไว้ได้ดีมากจริงๆ ไม่เล็ดลอดออกมาเลย
เขาเริ่มใคร่ครวญดู
ซูฉีตกอยู่ในความกระวนกระวาย กลัวหานเจวี๋ยจะไม่ตอบตกลง
เขานึกย้อนกลับไปถึงเรื่องผิดพลาดเหล่านั้นที่ตนเคยกระทำ ยิ่งไม่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
หากเขาเป็นหานเจวี๋ย ก็ไม่มีทางปล่อยตนเองออกไปเช่นกัน
มิใช่ว่ากำเนิดใหม่แล้วจะลบล้างความผิดบาปได้!
ทันใดนั้นเอง!
ซูฉีรู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าพร่าเลือน สองเท้าของเขาพลันแตะลงบนพื้น ทิวทัศน์รอบกายเปลี่ยนเป็นอารามเต๋าหลังหนึ่ง แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราทำให้เขาตาพร่า
“อาจารย์!”
ซูฉีคุกเข่าลงด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงสั่นเครือไปหมด
นานแค่ไหนแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้เห็นหานเจวี๋ยด้วยตาตนเอง
การรอคอยอันเนิ่นนานนี้มิใช่ชั่วชีวิตของโลกมนุษย์ แต่เป็นหนึ่งยุคสมัยมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “นับจากนี้ไปก็พำนักอยู่ในเขตเซียนร้อยคีรี ห้ามออกไปไหน ไปหาสถานที่พักเอาเองเถิด”
ซูฉีพยักหน้ารับ ตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
ได้ออกมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งก็ไม่เลวแล้ว เขาย่อมไม่กล้าเพ้อฝันจะได้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์
หลังเดินออกมาจากอารามเต๋า ซูฉีมองแสงตะวันเจิดจ้าแยงตา เขาร้องไห้ออกมา
“ข้ามีชีวิตอีกครั้งแล้ว…ครั้งนี้ ข้าจะไม่ตกเป็นเบี้ยอีกเด็ดขาด!”
สองมือของซูฉีกำแน่น หัวไหล่สะท้านด้วยอารมณ์ตื่นเต้น
จางเจี่ยว เฉาเชา และจิ้งจอกชาดลืมตามองเขาด้วยแววตาแปลกใจ
ซูฉีสังเกตเห็นพวกเขาจึงหันไปยิ้มให้ จากนั้นเดินเข้าไปพูดคุยด้วย
จางเจี่ยวและเฉาเชาไม่สนใจเขา กลับเป็นจิ้งจอกชาดที่กระตือรือร้นยิ่ง
จิ้งจอกชาดเป็นปีศาจน้อยที่หานเจวี๋ยรับมาตอนออกไปหาประสบการณ์ในแดนมนุษย์ เมื่อมาถึงเขตเซียนร้อยคีรี มันฝึกบำเพ็ญอย่างสงบมาโดยตลอด เพิ่งทะลวงถึงระดับเซียนแท้ไท่อี่เมื่อไม่นานมานี้โนiวลกูดอทคอม
พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ซูฉีถึงจากไป เขาไปเยี่ยมเยือนศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักซ่อนเร้น
ในไม่ช้า เหล่าศิษย์สืบทอดต่างก็ได้รับข่าวว่าซูฉีฟื้นคืนชีพ ศิษย์สืบทอดทุกคนล้วนตกตะลึงยิ่ง
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ซูฉีสิ้นชีพไปแล้วมิใช่หรือ
พวกเขาต่างทราบว่าซูฉีเป็นผู้ปิดฉากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งก่อน
แม้แต่หลี่เสวียนเอ้าก็มาหาซูฉีด้วย
ศิษย์สืบทอดทุกคนมารวมตัวกันใต้ต้นฝูซัง พวกเขาห้อมล้อมซูฉี ซักถามกันสารพัด
“อาจารย์คืนชีพให้เจ้าหรือ”
“เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป”
“เจ้าทำลายล้างสรรพสิ่งได้อย่างไร แข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง!”
“หลังจากสำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคา เจ้าหนีรอดจากการทำลายล้างของมรรคาสวรรค์ได้อย่างไร”
“ไม่สมเหตุสมผลเลยจริงๆ…”
เหล่าศิษย์ล้วนรู้สึกแปลกใจ ไก่คุกรัตติกาลถึงขั้นคิดว่าเขาเป็นแค่คนที่มีรูปลักษณ์ของซูฉีเท่านั้น
ซูฉีเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หลังจากข้าตาย ข้าตกอยู่ในสภาวะหลับใหลมาโดยตลอด จนกระทั่งฟื้นตื่น ได้ยินเสียงของอาจารย์ ต้องเป็นอาจารย์ที่ช่วยข้าไว้แน่ๆ”
หลี่เสวียนเอ้าร้องจุ๊ๆ กล่าวว่า “แม้กระทั่งมหันตภัยมรรคาสวรรค์ก็สามารถพลิกผันได้ หรือว่าเจ้าสำนักจะเป็นบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิดจริงๆ”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินไก่คุกรัตติกาลบอกว่าหานเจวี๋ยเป็นบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิด เขายังไม่เชื่อ แต่เมื่อคิดดูดีๆ ก็มีเหตุผลเข้าเค้าจริง
หลังจากหานเจวี๋ยผงาดขึ้นมาบรรพชนเต๋าก็หายไป เวลาบังเอิญตรงกันเกินไปแล้ว
ซูฉีเอ่ยว่า “นับจากนี้ไปข้าจะฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ ไม่ออกไปไหนอีกเด็ดขาด สำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมาในอดีต หวังว่าทุกท่านจะไม่นำมาล้อเลียนข้าอีก ข้าไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องมีเกียรติเลย”
เขาถอนหายใจคราหนึ่ง
หากมิใช่เพราะถูกบีบคั้นจนหมดหนทาง อีกทั้งถูกอริยะล่อลวง เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ตอนนี้พอนึกย้อนขึ้นมา ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เต้าจื้อจุนแค่นเสียง “หวังว่าเจ้าจะสำนึกผิดจริงๆ”
สีหน้าของจ้าวเซวียนหยวนและหลงเฮ่าก็ไม่น่ามองยิ่งนัก พวกเขาต่างเงียบงันมาตลอด
ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน มิตรสหายใกล้ชิดของพวกเขาดับสูญไปไม่น้อยเลย ซูฉีเป็นตัวต้นเหตุ แม้จะถูกอริยะล่อลวง ทั้งสามคนก็ไม่มีทางลืมเลือนไปอย่างสิ้นเชิง
ไก่คุกรัตติกาลร้องขึ้นว่า “ซูฉี เข้าไปในแบบจำลองการทดสอบให้พวกเราทุบตีสักร้อยรอบเถอะ เจ้าห้ามเอาคืน ถือเสียว่าให้พวกเราระบายแค้นแทนสรรพสิ่งในมหาเคราะห์ครั้งก่อน”
ซูฉีถามด้วยความสงสัย “แบบจำลองการทดสอบคือสิ่งใด”
—
MasterGU.edited = สิ้นผ่า->สิ้นเผ่า
หลังจากไก่คุกรัตติกาลอธิบายให้ซูฉีทราบว่าแบบจำลองการทดสอบคือสิ่งใด ซูฉีก็ยอมรับข้อเสนอของมันอย่างง่ายดาย ตอนที่เขาออกจากอารามเต๋าของหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยได้เพิ่มสิทธิ์ให้เขาแล้ว
ในไม่ช้า เหล่าศิษย์สืบทอดก็ลากซูฉีเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ
พวกเขาก็อยากทราบยิ่งนักว่าซูฉีที่จบมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตลงได้นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน!
ซูฉีไม่ได้ตอบโต้กลับเลยจริงๆ แต่นอกจากเต้าจื้อจุนแล้ว ไม่มีผู้ใดทำอันตรายซูฉีได้เลย
แม้กระทั่งเต้าจื้อจุนก็ไม่สามารถสังหารซูฉีได้
“เป็นไปได้อย่างไร!”
เต้าจื้อจุนตกตะลึง เขาเป็นเซียนทองต้าหลัวเชียวนะ!
ซูฉีเพิ่งฟื้นคืนชีพก็แกร่งกว่าเขาแล้วหรือ
เพราะอะไรกัน
ซูฉีก็ตกตะลึงอย่างยิ่งเช่นกัน กลิ่นอายของเต้าจื้อจุนทำให้เขานึกถึงเซียนทองต้าหลัวที่เคยพบมาในอดีต ไม่คิดเลยว่าเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งขนาดนี้แล้วตนยังไม่ตาย
ซูฉีที่กลายเป็นเทพมารมรณะไปแล้วอยู่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ เขาหาใช่ผู้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล แต่เป็นเทพมารฟ้าบุพกาลตัวจริงเสียงจริง แก่นแท้ชีวิตไม่แตกต่างไปจากผานกู่ช่วงก่อนเบิกผืนฟ้าเลย เพียงแต่ไม่แกร่งกล้าเท่าผานกู่เท่านั้น
แม้แต่เต้าจื้อจุนก็ไม่สามารถสังหารซูฉีได้!
เรื่องนี้ทำให้ศิษย์สืบทอดทั้งหมดตกตะลึง ลี่เหยาและจ้าวเซวียนหยวนก็มาชมการต่อสู้เช่นกัน
ซูฉีมิได้รู้สึกดีเลย กลับละอายใจยิ่งนัก
เขาทราบว่าข้อเสนอของไก่คุกรัตติกาลทำเพื่อขจัดบุญคุณความแค้นระหว่างเขากับศิษย์คนอื่นๆ แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับยิ่งเพิ่มความบาดหมางกระมัง
ควรทำอย่างไรดี
เขาไม่สามารถระเบิดตัวเองได้ เพราะเขาคือเทพมารมรณะ ตัวเขาคือสัญลักษณ์แห่งความตาย ไม่สามารถสังหารตัวเองได้
หานเจวี๋ยกำลังเฝ้ามองฉากต่อสู้นี้อยู่ในอารามเต๋า ตอนที่บรรดาศิษย์เข้าใช้แบบจำลองการทดสอบ เขาก็ร่วมชมการต่อสู้ด้วย
ผลงานของซูฉีทำให้เขาพึงพอใจยิ่ง
สมกับที่เป็นเทพมารมรณะ
ก่อนหน้านี้เขาเคยพบเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่ง นั่นก็คือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน อย่ามองเพียงว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถูกเขาสังหาร แดนเซียนในยามนั้นไม่มีผู้ใดสู้กับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้เลย ทรงพลังเป็นที่สุด
หานเจวี๋ยก็รับรู้ถึงสภาพจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปของศิษย์คนอื่นๆ เช่นกัน แต่เขาไม่ได้เข้าไปจัดการ ความเคียดแค้นชิงชังบางอย่างก็มิใช่สิ่งที่เขาพูดประโยคเดียวแล้วจะเปลี่ยนแปลงได้ ถือเป็นการกระตุ้นให้ศิษย์คนอื่นๆ ทุ่มเทฝึกบำเพ็ญได้พอดี
หนึ่งร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยเรียกเต้าจื้อจุนมาพบ
หลังจากทุบตีซูฉี เต้าจื้อจุนเริ่มปิดด่านอย่างบ้าคลั่ง สถานการณ์ผิดปกติ
เต้าจื้อจุนเข้ามาในอารามเต๋า ทำความเคารพหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยถามเขา แต่เป็นฝ่ายบอกเล่าอดีตของซูฉีออกมาเรื่อยๆ
เต้าจื้อจุนขมวดคิ้ว ไม่กล้าเสียมารยาท ได้แต่อดทนฟังต่อไป
หานเจวี๋ยเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ตนได้รู้จักกับซูฉี เรื่อยมาจนถึงเรื่องที่อริยะมิ่งจีวางแผนหลอกใช้ซูฉี
หลังจากเต้าจื้อจุนได้ฟัง สภาพอารมณ์ก็ค่อนข้างซับซ้อน
เขาจำเป็นต้องยอมรับเลยว่า ซูฉีน่าเวทนาจริงๆ ไม่มีสิทธิ์ควบคุมชะตาชีวิตของตนเลย ถูกใช้เป็นตัวเบี้ยมาโดยตลอด
“ซูฉีแบกรับโชคร้ายมาตั้งแต่กำเนิด นอกจากสำนักซ่อนเร้นแล้ว เขาไม่มีสหายหรือเครือญาติเลย ประสบความทุกข์ทรมานมาโดยตลอด เหตุผลที่เขาแข็งแกร่งกว่าเจ้า มิใช่เพราะคุณสมบัติของเขาดีกว่าเจ้า แต่เป็นเพราะอาจารย์มอบกายเนื้อที่อยู่เหนือกว่าสรรพสิ่งให้เขา อันที่จริงเขาก็เปรียบเสมือนผลงานทดลองของอาจารย์ เพียงโชคดีประสบความสำเร็จเท่านั้น” หานเจวี๋ยเอ่ยช้าๆ
กายเนื้อที่อยู่เหนือกว่าสรรพสิ่งเช่นนั้นหรือ
เต้าจื้อจุนถามด้วยความอยากรู้ “นั่นเป็นกายเนื้อเช่นใดกันขอรับ”
เขาสัมผัสได้ว่าซูฉีแข็งแกร่งกว่าคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลของเขา!
เขาเคยคิดว่าคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลเป็นคุณสมบัติร่างกายที่ร้ายกาจที่สุด ยามนี้พอมองแล้วกลับน่าขัน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “รอเจ้าฝึกฝนถึงระดับครึ่งอริยะ อาจารย์ก็จะมอบให้เจ้าเช่นกัน ส่วนเรื่องซูฉี หวังว่าเจ้าจะไม่ถือโทษอีก ถึงอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางแผนการของอริยะได้ ตัวการที่แท้จริงคืออริยะมิ่งจี”
เต้าจื้อจุนสูดหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่ง พยักหน้ารับ
หานเจวี๋ยกล่าวต่อว่า “อย่าบอกเรื่องนี้กับศิษย์คนอื่น โดยเฉพาะเรื่องกายเนื้อของซูฉี”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากเต้าจื้อจุนจากไป หานเจวี๋ยลอบสะท้อนใจเพียงลำพัง
ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กคนนี้จะฟังเข้าหูบ้างหรือไม่
หากทำให้หานเจวี๋ยรำคาญ จะจับทั้งหมดโยนใส่คุกสวรรค์อนธการไปเสีย จากนั้นก็ทำให้เชื่อฟังเขาอย่างสมบูรณ์
ถืงแม้จะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ก็ได้ผลดี!
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ท่ามกลางความโกลาหลอันไร้ขอบเขต เมืองโอ่อ่าสง่างามแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางหมอกหนา ราวกับมีสัตว์ร้ายบรรพกาลสักตัวอาศัยอยู่ที่นี่
เมืองฟ้าบุพกาล!
โจวฝานยืนอยู่เหนือแท่นบนยอดหอคอยสูงหลังหนึ่ง ทอดสายตามองออกไปไกล เมื่อมองตามสายตาของเขาออกไป ในส่วนลึกของอาณาเขตฟ้าบุพกาลมีกลุ่มแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างอยู่ตลอด แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายและแปลกพิสดารออกมา
ปรากฏการณ์นี้ปรากฏขึ้นกว่าห้าพันปีแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลง แต่โจวฝานสังหรณ์ใจอยู่เสมอว่าท่ามกลางปรากฏการณ์นี้จะต้องซุกซ่อนสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งเอาไว้
มหันตภัยมารสวรรค์เพิ่งผ่านไปไม่นาน ทั่วทั้งเมืองฟ้าบุพกาลต่างไม่มีใครประมาทวางใจ
เวลานี้เอง เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายโจวฝาน คนผู้นี้สวมชุดนักพรตเต๋าสีเทาเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาองอาจ เอวห้อยพู่หยกแขวนกระบี่ล้ำค่า
“โจวฝาน ถึงกะข้าแล้ว ไปฝึกบำเพ็ญเถอะ” ชายในชุดนักพรตเต๋าเอ่ย
โจวฝานเอ่ยโดยไม่ละสายตาไปเลย “เจ้าไม่รู้สึกหรือว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
ชายในชุดนักพรตเต๋าถามด้วยความฉงน “ผิดปกติตรงไหนหรือ”
“ดูเหมือนมันจะขยายใหญ่ขึ้น”
เมื่อชายในชุดนักพรตเต๋าได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังกลุ่มแสงสีแดงในส่วนลึกของอาณาเขตฟ้าบุพกาล จากนั้นเขาพลันขมวดคิ้ว
ขยายใหญ่ขึ้นจริงๆ ด้วย แม้จะเล็กน้อยยิ่ง แต่ด้วยตบะของพวกเขาหากสังเกตให้ละเอียดก็ยังสามารถแยกแยะออก
“ต้องไปรายงานท่านเจ้าเมืองหรือไม่” ชายในชุดนักพรตเต๋าถาม
โจวฝานพยักหน้า пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
ชายในชุดนักพรตเต๋าเลือนหายไปจากจุดเดิมทันที
โจวฝานยังคงจ้องมองส่วนลึกของอาณาเขตฟ้าบุพกาล ทันใดนั้นเสียงหนึ่งพลันแว่วขึ้นข้างหูเขา “โจวฝาน มาเถิด ข้ารอเจ้าอยู่”
เสียงนี้มีมนต์สะกดอย่างยิ่ง โจวฝานเหม่อลอยไปในชั่วพริบตา
เขาสะบัดหัว ต้องการรักษาสติไว้ ผลคือเสียงลึกลับนั้นยังคงแว่วดังขึ้นอีกครั้ง
ในไม่ช้า โจวฝานก็ตกอยู่ในความตะลึงเลื่อนลอย
เขาย่อตัวกระโจนออกไปดั่งเทพดลผีบันดาล เหาะเข้าหากลุ่มแสงสีแดงด้วยความเร็วสูง หายลับไปในส่วนลึกของอาณาเขตฟ้าบุพกาลอย่างรวดเร็ว
….
เวลาเคลื่อนคล้อย ผ่านไปเจ็ดร้อยปีแล้ว
หานเจวี๋ยใช้เวลานานหลายปีกว่าจะสิ้นสุดการปิดด่าน เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย กวาดจิตศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี
ซูฉีและเต้าจื้อจุนต่างฝึกบำเพ็ญของตนไป นับว่าสงบปรองดอง
ตอนนี้ ซูฉีอาศัยอยู่ในละแวกต้นฝูซัง สร้างอารามเต๋าเรียบง่ายหลังหนึ่งขึ้น
หานเจวี๋ยเก็บจิตศักดิ์สิทธิ์กลับมา เริ่มตรวจดูจดหมาย
[โจวฝานศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสิ่งอัปมงคล] x283
[โจวฝานสหายของท่านได้รับการคุ้มครองจากอริยะเจ็ดวิถีสหายของท่าน ฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บ]
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านเบิกฟ้าแยกปฐพี ได้รับกุศลมหามรรค]
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเริ่มผสานรวม หลอมรวมเข้ากับมรรคาสวรรค์]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการสะกดข่มจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เจ้าแม่หนี่ว์วาสหายของท่านก่อตั้งแดนมายามหามรรค พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โจวฝานศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]
[โจวฝานศิษย์ของท่านได้รับความช่วยเหลือจากอริยะเจ็ดวิถีสหายของท่าน ก่อร่างสร้างวิญญาณอีกครั้ง]
….
หืม?
เกิดอะไรขึ้นกับโจวฝาน
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างควบคุมไม่อยู่
ไม่น่าเชื่อว่าโจวฝานจะไม่ได้อยู่ชั้นฟ้าที่สามสิบสามแล้ว และมิได้อยู่ขอบเขตมรรคาสวรรค์ด้วย
เขาออกจากมรรคาสวรรค์ไปตอนไหน?
หานเจวี๋ยเลื่อนขึ้นไปอ่านจดหมายด้านบน พบว่าโจวฝานออกจากมรรคาสวรรค์ไปเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน
ช่วงหลายร้อยปีมานี้ เขาเผชิญกับความทรมานอยู่ตลอด สิ้นชีพอย่างต่อเนื่อง ฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง
ต้องกล่าวเลยว่าอริยะเจ็ดวิถีเก่งกาจโดยแท้ อยู่ไกลถึงแดนเทพหวนปัจฉิมก็ยังฟื้นคืนชีพให้โจวฝานผ่านทางไกลได้ พลังวิเศษระดับนี้เหนือชั้นอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยถามเงียบๆ ในใจ ‘โจวฝานอยู่ที่ไหน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ราคาในระดับอริยะ คาดว่าคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่โจวฝานอยู่ด้วย
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ!
หลังจากเลือกดำเนินการต่อ หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เขาลืมตาขึ้น มาโผล่ในห้วงอวกาศลึกลับมืดมนไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีกลุ่มแสงสีแดงส่องแสงวูบวาบเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างอยู่กลุ่มหนึ่ง แดงฉานน่าสยดสยอง
เขามองเห็นโจวฝาน
โจวฝานอยู่ในกลุ่มแสงสีแดง เขาถูกหนวดสีดำมากมายที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมรุมเร้าพัวพัน เหลือเพียงร่างวิญญาณ
ที่นี่คือ…
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ทอดสายตามองออกไป กลุ่มแสงสีแดงนี้กว้างไพศาลอย่างยิ่ง ราวกับระบบจักรวาล แผ่ไอแดงฉานรุนแรง มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตหรือวิญญาณเลย
เขามองไปที่ร่างโจวฝาน หนวดสีดำเหล่านั้นคล้ายจะมิใช่ของจริง เหมือนภาพมายามากกว่า แต่กำลังดูดซับพลังวิญญาณของโจวฝานอยู่จริงๆ
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน เบื้องหน้าพลันมีข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้นมา
[แดนชำระบาปสุขาวดี: แดนอันตรายฟ้าบุพกาล ก่อตัวขึ้นจากเจตจำนงของเทพมารฟ้าบุพกาลยุคบรรพกาล จิตรับรู้ของผู้ที่หลงเข้ามาจะจมดิ่งอยู่ในภาพลวงตาแดนสุขาวดี ไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ จนกระทั่งถูกดูดซับเลือดเนื้อและวิญญาณจนสิ้น]
ก่อตัวขึ้นจากเจตจำนงของเทพมารฟ้าบุพกาลยุคบรรพกาลอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลง เขาลืมตาขึ้น เอ่ยถามต่อ ‘ผู้ใดวางแผนให้โจวฝานเข้าไปในแดนชำระบาปสุขาวดี’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ!
เป็นเขาจริงๆ!
ผู้ทรงพลังฟ้าบุพกาลที่ลอบสอดส่องมรรคาสวรรค์ในระยะนี้ก็คือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ!
เจ้าคนผู้นี้รนหาที่ตายเสียแล้ว
โจวฝานคือร่างจำแลงของอริยะเจ็ดวิถี ทำเช่นนี้ไม่เป็นการตบหน้าอริยะเจ็ดวิถีหรอกหรือ
มองจากอายุขัยที่เสียไปกับการวิวัฒนาการ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไม่มีทางต่อกรกับอริยะเจ็ดวิถีได้
หานเจวี๋ยปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่านลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
ออกจากมรรคาสวรรค์อันตรายเกินไปจริงๆ ถึงอย่างไรโจวฝานก็มีอริยะเจ็ดวิถีเป็นที่พึ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนให้เขาออกโรงเอง
….
หลายสิบปีผ่านไป
[ตรวจสอบพบว่าท่านอายุครบหกหมื่นปีบริบูรณ์แล้ว ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที เผยแพร่มรรคสู่ปวงสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ สร้างวิถีแห่งตน หลีกห่างผลกรรมความขัดแย้ง จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น อดสะท้อนใจไม่ได้ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
ราวกับเพิ่งอายุห้าหมื่นปีเมื่อวานนี้
ระบบซื่อสัตย์นัก ไม่ได้ทำให้หานเจวี๋ยตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่ของรางวัลรอบนี้ไม่เข้าท่าเกินไปแล้ว
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบงัน
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับยอดสมบัติระดับเสรี…ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคา]
[ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคา: ยอดสมบัติสังหารระดับเสรี ใช้อายุขัยและดวงชะตาแลกเปลี่ยนเพื่อสังหารศัตรู วาจาคือประกาศิต ไม่อาจสังหารสิ่งมีชีวิตที่ไร้กรรมเชื่อมโยงกับตนได้ ใช้ได้ในสถานการณ์ต่อสู้เท่านั้น]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
ดูยอดเยี่ยมนัก!
หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาออกมาทันที ป้ายคำสั่งนี้ต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ คล้ายกระบี่ที่ไม่ผ่านการลับคมมากกว่า ยาวสามฉื่อ เป็นสีโลหิตทั้งชิ้น มีคลื่นแสงไหลเวียน ยามที่กุมป้ายคำสั่งนี้ไว้ ไอสังหารอันน่าพรั่นพรึงพุ่งปะทะหน้าเขา เป่าเส้นผมดำขลับของเขาจนปลิวไสว
เยี่ยมไปเลย!
หานเจวี๋ยเริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
ใช้เวลาครึ่งปี เขาถึงสยบป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาสำเร็จ
เป็นครั้งแรกที่เขาต้องสิ้นเปลืองพลังถึงเพียงนี้ หากมิได้มาจากระบบ เขาอาจจะสยบสมบัติชิ้นนี้ไม่ได้ ถึงขั้นที่อาจถูกสมบัติชิ้นนี้กลืนกินเสียด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยเข้าแบบจำลองการทดสอบทันที เริ่มใช้งานสมบัติชิ้นนี้
อายุขัยที่ใช้แลกเปลี่ยนในแบบจำลองการทดสอบมิใช่ของจริง ดังนั้นเขาจึงใช้ได้หนำใจยิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า เขาแลกเปลี่ยนด้วยอายุขัยหนึ่งล้านล้านปี ชูป้ายร้องสั่งว่าพิฆาต เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสลายเป็นเถ้าธุลีไปทันที
ทรงพลังนัก!
หานเจวี๋ยใจเต้นแรง
หากเผชิญหน้ากับอริยะทั่วไป เขาถึงขั้นที่ไม่ต้องเสียอายุขัย สังหารในเสี้ยววินาทีได้ทันที
นี่น่ะหรือยอดสมบัติสังหารระดับเสรี
หานเจวี๋ยใจเต้นแรง เทียบชั้นกับหนังสือแห่งความโชคร้ายได้เลย!
เพียงแต่หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นแนวทางที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคากลับทรงฤทธิ์เผด็จการ
หนังสือแห่งความโชคร้ายใช้งานได้หลากลายกว่า สังหารคนอย่างไร้ร่องรอย แต่ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาต้องอยู่ในการต่อสู้เท่านั้นถึงจะใช้งานได้ หานเจวี๋ยไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในอารามเต๋าแล้วใช้ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาลอบโจมตีศัตรูได้
หานเจวี๋ยเริ่มท้าสู้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง แม้ว่าจะมีป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคา เขาก็ยังถูกสังหารในเสี้ยววินาทีอยู่ดี นี่อยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ตั้งแต่เริ่ม
‘ข้าจะลองแลกด้วยอายุขัยสามพันล้านล้านล้านปีดู!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบอีกครั้ง เริ่มแลกเปลี่ยนอายุขัย
“พิฆาต!”
หานเจวี๋ยชูป้ายร้องสั่ง ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาสั่นสะเทือนอยู่ในมือเขาอย่างรุนแรง ระเบิดแสงสีแดงออกมาโuเวลกูดoทคoม
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงที่อยู่สูงขึ้นไปไกลลิบกลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิว
หานเจวี๋ยตกตะลึง
สำเร็จแล้วหรือ
ในที่สุดผู้เฒ่าก็สังหารอริยะมหามรรคได้ง่ายๆ ดั่งพลิกฝ่ามือแล้วหรือ
ในเวลานี้เอง หานเจวี๋ยมองเห็นร่างของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงก่อตัวขึ้นอีกครั้ง จึงร้องสั่งว่า “พิฆาต”
หานเจวี๋ยระเบิดตายทันที
ไม่อาจต่อต้านได้เลยสักนิด!
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าสำนึกเสียใจ
‘ห้ามหาเรื่องปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเด็ดขาด มิเช่นนั้นต่อให้มียอดสมบัติระดับเสรีหรือแลกเปลี่ยนด้วยอายุขัยทั้งหมดแล้ว ก็ยังสังหารเขาไม่ได้อยู่ดี’
หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์
เกือบหลงลำพองแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความซาบซึ้งใจในตัวปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
แม้ว่าปรมาจารย์จะไม่รู้ตัว แต่เขาได้กระตุ้นและดึงสติหานเจวี๋ยไว้
สมเป็นอริยะโดยแท้!
หานเจวี๋ยหยิบหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา เขาพลันบังเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่ง
หรือครั้งนี้จะไม่ยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย แต่ยกระดับป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาแทนดี
เขาทดลองทันที
[ห้ามยกระดับป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคาเด็ดขาด หากยอดสมบัติชิ้นนี้ยกระดับถึงขั้นมหามรรค จะแว้งกลับมากลืนกินท่าน ก่อกำเนิดเป็นดวงจิตมหามรรค]
เมื่อเห็นข้อความนี้เด้งขึ้นมาตรงหน้า หานเจวี๋ยพลันหยุดมือด้วยความตกใจ
เกือบพลาดท่าแล้ว!
สมบัติวิเศษกลายเป็นดวงจิตได้ด้วยหรือ
หานเจวี๋ยจึงทำได้เพียงยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้ายต่อไป
ท้ายที่สุด หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับจากยอดสมบัติมรรคาสวรรค์เป็นสมบัติวิญญาณเสรี
หานเจวี๋ยถือหนังสือแห่งความโชคร้ายไว้ในมือ เขาสัมผัสถึงไอความโชคร้ายได้ชัดเจนยิ่ง แข็งแกร่งนัก
เขาได้ชุบเลี้ยงสิ่งชั่วร้ายที่น่าพรั่นพรึงสุดขีดอย่างหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
‘สาปแช่งอริยะสักคนให้ตายแก้เบื่อดีหรือไม่นะ’
หานเจวี๋ยเกิดความคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วไปเถอะ
เพื่อเลี่ยงไม่ให้กระตุ้นมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตขึ้นมาอีก สถานการณ์ตอนนี้ดีมากแล้ว เหล่าอริยะไม่หาเรื่องเขา ซ้ำยังสามารถปกป้องระเบียบมรรคาสวรรค์ พิทักษ์แดนเซียนได้ด้วย
หากไม่มีเหล่าอริยะคอยดูแลจัดการมรรคาสวรรค์ หานเจวี๋ยไหนเลยจะสงบใจฝึกฝนได้
จะเป็นศัตรูหรือมิตร มิใช่เรื่องที่จะตัดสินกันได้ง่ายๆ
หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย หานเจวี๋ยปลุกความฮึกเหิม ฝึกบำเพ็ญต่อ
เขาเข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะปลายไปเรื่อยๆ แล้ว!
เขามั่นใจว่าจะทะลวงระดับได้ภายในหมื่นปี!
จากนั้นค่อยบรรลุระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์ให้ได้ภายในหมื่นปี!
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญระดับนี้ใช้ได้เลย!
….
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าสำนักพุทธ
ภายในตำหนัก ฉิวซีไหลนั่งสมาธิอยู่บนแท่นดอกบัว มีแสงทองพัวพันรอบกาย ก่อตัวเป็นเสาลำแสง แผ่อำนาจกดดันแห่งอริยะเทพ
เงาแสงร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าฉิวซีไหล
“ข้าสัมผัสได้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว”
จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์เอ่ยเสียงขรึม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความวิตก
ฉิวซีไหลตอบโดยไม่กะพริบตาเลยว่า “ไม่น่าแปลกใจเลย คุณสมบัติของเขาเดิมทีก็เลิศล้ำอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้ข้าก็ยังไม่มีวิธีจัดการเขา รอให้ข้าผสานมรรคแล้วค่อยว่ากัน”
จิตวิญญาณมรรคาเอ่ยว่า “ต่อให้เจ้าผสานมรรคแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะใช่คู่ต่อสู้เขา นอกเสียจากว่า…”
“นอกเสียจากอะไร”
“นอกเสียจากเจ้าจะได้รับพลังของบรรพชนเต๋า”
“บรรพชนเต๋าหายตัวไปนานแล้ว เจ้ารู้หรือว่าเขาอยู่ที่ไหน”
“ไม่รู้ แต่ข้ารู้จักร่างแยกทั้งสามร่างของเขา หากเจ้าได้ร่างใดร่างหนึ่งมา ก็จะสามารถฆ่าหานเจวี๋ยได้ง่ายๆ”
เมื่อฟังจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์จบ สีหน้าฉิวซีไหลราบเรียบ ในใจดูแคลนอย่างยิ่ง
คิดว่าเขาเป็นเด็กสามขวบหรือ
หลอกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ
ในสายตาฉิวซีไหล กลอุบายเหล่านี้ของจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ช่างน่าขันโดยแท้ จุดประสงค์เด่นชัดเกินไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดาเลยด้วยซ้ำ
จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์กล่าวว่า “พลังมรรคของบุตรชายหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไล่ตามอี๋เทียนทันแล้ว วันหน้าต้องกลายเป็นอุปสรรคใหญ่แน่ หากเจ้าไม่กล้าจัดการหานเจวี๋ย เจ้าต้องหาทางกำจัดบุตรชายของหานเจวี๋ยให้ได้ก่อนที่จะได้ร่างแยกของบรรพชนเต๋ามา”
“ข้าจะพิจารณาดู”
ฉิวซีไหลตอบรับสั้นๆ จากนั้นก็หลับตาลง ผสานมรรคต่อ
จิตวิญญาณมรรคาสวรรค์ก็ไม่พูดมากอีก เลือนหายไปจากตำหนัก
….
หลังจากได้ป้ายคำสั่งพิฆาตมรรคามา หานเจวี๋ยก็ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกไปแสดงธรรมนอกอารามเต๋าเลย แต่ทุ่มสมาธิฝึกบำเพ็ญ
เวลาผ่านไปว่องไวนัก ผ่านไปอีกสองพันปีแล้ว
ในวันนี้ หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมาย
[โจวฝานศิษย์ของท่านหวนคืนสู่แดนเซียน]
เขาอดโล่งใจไม่ได้ ลูกพี่ใหญ่ยังคงแน่จริงยิ่ง ส่งร่างจำลองของตนมาเกิดใหม่แล้ว
เขาไล่อ่านย้อนขึ้นไป มองเห็นจดหมายฉบับอื่นๆ ของโจวฝาน นอกจากจะสิ้นชีพและฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง ยังมีโอกาสวาสนาด้วย!
[โจวฝานศิษย์ของท่านผสานรวมกับดวงชะตาแดนชำระบาปสุขาวดี พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โจวฝานศิษย์ของท่านทำความเข้าใจพลังวิเศษมหามรรค]
เยี่ยมจริงๆ!
สมกับที่เป็นต้นฉบับของพระเอก!
หานเจวี๋ยเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นโจวฝานกลับมาที่เมืองฟ้าบุพกาลแล้ว
ตบะของเด็กคนนี้บรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลางแล้ว เป็นวาสนาในคราเคราะห์ พลอยก้าวหน้าสูงส่ง
หานเจวี๋ยสอดส่องดูเต้าจื้อจุนต่อ
หลังจากได้รับแรงกระตุ้นจากซูฉี เต้าจื้อจุนปิดด่านมาตลอด ฝึกบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่ง เข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะปลายเข้าไปเรื่อยๆ
ในจุดนี้หานเจวี๋ยพอใจยิ่ง ในอดีตเต้าจื้อจุนบ้าระห่ำกว่าโจวฝานเสียอีก ยามนี้มีความมุ่งมั่นได้ถึงขนาดนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
หานเจวี๋ยสอดส่องเหล่าศิษย์ใต้ต้นฝูซังต่อ สีหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยน รีบลุกขึ้นหายตัวไปจากจุดเดิมทันที
เขามาโผล่ใต้ต้นฝูซัง
เมื่อเหล่าศิษย์เห็นเขาปรากฏตัวขึ้น ก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพ
หานเจวี๋ยเมินเฉยต่อพวกเขา มองไปที่ต้นฝูซัง
ต้นฝูซังยังคงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดูสงบมั่นคงยิ่ง ไม่มีความผิดปกติ แต่หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าต้นฝูซังกำลังดูดซับพลังงานแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง พลังงานนี้มาจากวังวนมิติหลายร้อยแห่งที่มันเปิดขึ้น
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงถาม “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่”
“หา?”
ต้นฝูซังตระหนกอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยสะบัดแขนเสื้อ เคลื่อนย้ายเหล่าศิษย์ที่อยู่ในละแวกนี้ออกไปให้ห่าง กางเขตอาคมไว้รอบๆ ไต่สวนต้นฝูซังตามลำพัง
การกระทำนี้ของต้นฝูซังเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของมันต่อโลกหลายร้อยแห่ง ประเด็นสำคัญที่สุดคือมันไม่เคยถามความเห็นหานเจวี๋ยเลย
ต้นฝูซังตกใจ รีบเอ่ยว่า “ข้าเพียงรู้สึกว่าข้าสามารถดูดซับพลังของพวกมันเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ดังนั้นถึงได้ทำเช่นนี้…ผิดตรงไหนหรือ”
“ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ห้ามมิให้เปิดเผยตำแหน่งของเจ้า”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเพียงดูดซับพลังงานเท่านั้น”
“พลังงานฟ้าดินหลั่งไหลเข้ามาหาเจ้า ผู้บำเพ็ญทรงพลังจะจับทิศทางความเคลื่อนไหวของคลื่นพลังงานมิได้เชียวหรือ”
“ข้า…”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่แจ้งข้า”
“ข้าอยากแปลงกาย…แต่ดูเหมือนท่านจะไม่อยากให้ข้าแปลงกาย…”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว กล่าวไปว่า “ไม่ใช่ว่าไม่อยาก แต่เจ้าคือต้นไม้เทพมรรคาสวรรค์ ตอนนี้ยังไร้ซึ่งหนทางแปลงกาย”
วาจานี้มิใช่ความเท็จ ตอนนี้อาณาเขตเต๋าเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ ต้นฝูซังจึงมีบทบาทไม่มากแล้ว
ต้นฝูซังเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “เช่นนั้นข้าจะหยุด”
หานเจวี๋ยแทรกจิตศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในต้นฝูซัง ตรวจสอบพลังงานที่มันดูดซับ
คล้ายดวงชะตา และคล้ายผลกุศล ยากจะวิเคราะห์ได้
เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้พบพลังงานเช่นนี้ แกร่งกร้าวทว่าไม่ดุร้าย เหมือนน้ำอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในต้นฝูซังอย่างไม่สิ้นสุด
‘นี่คือพลังงานอะไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ต้นกำเนิดฟ้าดิน: มีเพียงโลกที่ก่อเกิดกฎเกณฑ์ของตนแล้วถึงจะมีพลังงานต้นกำเนิดบังเกิดขึ้น หากต้นกำเนิดฟ้าดินถูกดูดซับจนหมดสิ้น โลกแห่งนั้นจะล่มสลาย]
น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าต้นฝูซังมิใช่ต้นไม้เทพ แต่เป็นต้นไม้ปีศาจ!
หากปล่อยให้มันดูดซับไปจนหลายร้อยโลกาล่มสลายลง จะมีสิ่งมีชีวิตตายตกไปมากเพียงใดกัน
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “หากเจ้าดูดซับต่อไป สรรพสิ่งในโลกเหล่านั้นอาจต้องตายทั้งหมด”
ต้นฝูซังเอ่ยอย่างไม่แยแสยิ่ง “ข้าไม่ดูดซับพวกมันจนหมดสิ้นก็ได้ อีกอย่าง ไอวิญญาณที่ข้าสร้างขึ้นก็ถูกสิ่งมีชีวิตดูดซับไปเช่นกัน เหตุใดคนอื่นดูดซับจากข้าได้ แต่ข้าดูดซับจากคนอื่นไม่ได้เล่า”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว คำพูดนี้มีเหตุผลนัก แต่ก็รู้สึกว่ามีที่ตรงไหนที่แปลกพิกลอยู่
ภายใต้แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทรา ต้นฝูซังมองไม่เห็นสีหน้าอารมณ์ของหานเจวี๋ย แต่พอหานเจวี๋ยเงียบไป มันก็กระวนกระวายยิ่ง
มันหวาดกลัวหานเจวี๋ยเป็นที่สุด
หานเจวี๋ยเห็นต้นฝูซังสั่นเทาเล็กน้อย ใบไม้เสียดสีดังซู่ซู่ อดใจอ่อนไม่ได้
บางทีเขาอาจจะระแวงเกินไป เข้มงวดกับต้นฝูซังเกินไป
“นอกจากโลกพันอนันต์แล้ว พลังงานจากโลกอื่นๆ ที่เหลือเจ้าสามารถดูดซับได้ แต่อย่าให้เกินไปนัก ยิ่งมันคงอยู่นานเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเจ้ามากเท่านั้น” หานเจวี๋ยเอ่ยผ่อนผัน
โลกพันอนันต์มีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการอยู่ เสี่ยงถูกติดตามเบาะแสจนมาพบอาณาเขตเต๋าของเขาได้ง่ายๆ
ต้นฝูซังเอ่ยด้วยความยินดี “วางใจเถิด ข้าสัมผัสได้ว่าที่ใดอันตราย ที่ใดไม่อันตราย ที่ผ่านมาข้าไม่เคยดูดซับพลังงานจากโลกพันอนันต์เลย”
หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ ปลดเขตอาคม หันหลังจากไป
เมื่อกลับถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยสะท้อนใจอย่างยิ่ง
เหล่าศิษย์ที่ก่อนหน้านี้เคยเชื่อฟังเขาล้วนเติบใหญ่กันหมดแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง มีวิจารณญาณเป็นของตนเอง เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ แม้แต่ต้นฝูซังก็มีวิจารณญาณเป็นของตัวเองแล้ว
หานเจวี๋ยเรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจสอบ เมื่อแน่ใจแล้วว่าค่าความประทับใจที่เหล่าศิษย์มีต่อตนไม่ได้ลดลง เขาถึงได้วางใจ
ขณะที่เขากำลังจะฝึกบำเพ็ญ แจ้งเตือนแถวหนึ่งพลันเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
คนผู้นี้คิดจะทำอะไร
มาขอความช่วยเหลืออีกแล้วหรือ
เดิมทีหานเจวี๋ยคิดจะปฏิเสธ แต่พอไตร่ตรองดู ลองฟังหลี่มู่อีพูดสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
หากว่ามีรายงานสำคัญเล่า
หานเจวี๋ยเลือกยอมรับ จากนั้นก็เข้าสู่แดนความฝัน
อาณาเขตอริยะ สว่างไสวดั่งแดนเซียน
หลี่มู่อีเข้ามาหาหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “สหายเต๋าหาน ไม่ได้พบกันเสียนาน การบำเพ็ญราบรื่นดีหรือไม่”
หานเจวี๋ยตอบไปตามมารยาท “พอใช้ได้ ไม่ทราบว่าอริยท่านมาหาด้วยธุระใด”
“มรรคาสวรรค์ก่อจิตวิญญาณ ปรากฏเค้าลางแห่งมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่แล้ว”
หลี่มู่อีถอนหายใจ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
หานเจวี๋ยรู้เรื่องนี้นานแล้ว ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย
หลี่มู่อีเอ่ยต่อว่า “มรรคาสวรรค์เที่ยงธรรม เพราะมรรคาสวรรค์ไร้ความรู้สึก เมื่ออยู่ต่อหน้ามัน สรรพสิ่งล้วนเสมอภาค ยามนี้มรรคาสวรรค์กำเนิดปัญญา อาจจะเกิดความละโมบเห็นแก่ตัว เคราะห์ภัยเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในมรรคาสวรรค์มาก่อน เคราะห์ภัยในอดีตที่ผ่านมา พวกเราเหล่าอริยชนร่วมมือกันกำราบยับยั้งได้ แต่คราวนี้พวกเราไม่อาจต่อกรกับมรรคาสวรรค์ได้ สถานการณ์ตึงมือนัก”
หานเจวี๋ยถามขึ้น “ต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
“เจ้าอาศัยพลังพิสูจน์มรรค ไม่ถูกมรรคาสวรรค์ควบคุม พอจะมีหนทางทำลายจิตวิญญาณมรรคาสวรรค์โดยไม่ทำร้ายมรรคาสวรรค์หรือไม่”
“เกินความสามารถไปแล้ว มรรคาสวรรค์ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมหาเทพผานกู่ ซ้ำยังได้รับการเสริมพลังจากบรรพชนเต๋า ไม่ว่าผู้ใดก็มิใช่คู่ต่อสู้ของมรรคาสวรรค์ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นเจ้าไปเยี่ยมเยือนปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ขอให้ผู้อาวุโสอย่างเขาช่วยลงมือทีเถิด”
“ปรมาจารย์กลับมาแล้วหรือ”
“ใช่”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความลังเล “ความสัมพันธ์ระหว่างข้าและปรมาจารย์นั้นผิวเผิน จะโน้มน้าวได้อย่างไร เรื่องนี้หาทางอื่นกันเถิด”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงแข็งแกร่งเกินไปหานเจวี๋ยไม่อยากเผชิญหน้าด้วย
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ