561-565

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 561ถึง565
สำหรับเผ่าเอกา เดิมทีหานเจวี๋ยคิดจะให้อยู่ในอาณาเขตเต๋าไปตลอด จะส่งออกไปทำภารกิจบ้างเป็นครั้งคราว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาพบว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไร
ภายในเผ่าเอกาเริ่มปรากฏสัญญาณความหย่อนยานในการบำเพ็ญขึ้น
เมื่อไม่มีศัตรูตัวฉกาจ ไม่มีเป้าหมาย ฝึกบำเพ็ญอย่างน่าเบื่อหน่ายอยู่ตลอด ทำให้เผ่าเอกาและบรรดาศิษย์ส่วนใหญ่เริ่มเฉื่อยชา ถึงขั้นที่ยอมแพ้กับตัวเองแล้ว
ในหมู่ศิษย์สืบทอดก็มีสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน พวกไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น และโจวหมิงเยวี่ยเป็นต้น
ศิษย์ที่ไม่เฉื่อยชาหย่อนยานเลยมีน้อยยิ่ง ทั้งสำนักซ่อนเร้น นอกจากหานเจวี๋ย ก็มีเพียงลี่เหยาที่ปิดด่านบำเพ็ญอยู่ตลอด คนอื่นๆ มีหยุดพักจากการบำเพ็ญบ้างเป็นครั้งคราว ผ่อนคลายเล็กน้อย
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินออกไป ระหว่างทางเขาก็ใคร่ครวญไปด้วย
ตนทำถูกแล้วจริงๆ น่ะหรือ
มิใช่ทุกคนที่อยากฝักใฝ่แสวงหาการบำเพ็ญ
ว่ากันตามมุมมอง ศิษย์คนอื่นๆ ล้วนสู้หานเจวี๋ยไม่ได้ แต่ถ้ามองจากมุมของพวกเขา สำนักซ่อนเร้นไร้ศัตรู มีหานเจวี๋ยคุ้มหัวอยู่ จะฝึกบำเพ็ญหนักถึงเพียงนั้นไปไย
อีกอย่างหากเป็นคนที่ไม่ชอบฝึกบำเพ็ญ ผู้ใดจะบากบั่นบำเพ็ญไปได้ตลอดเล่า
ก็เหมือนการอ่านหนังสือในชาติก่อน ทุกคนต่างรู้ว่าต้องขยันอ่านหนังสือ ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะตาได้ แต่คนที่ยืนหยัดอ่านหนังสือได้จริงๆ จะมีสักกี่คนกัน
หลังกลับไปถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยใคร่ครวญถึงปัญหาข้อนี้
สิบปีต่อมา ศิษย์ทั้งหมดฟื้นตื่นจากสภาวะตระหนักมรรคแล้ว
ทันใดนั้นเสียงของหานเจวี๋ยก็ดังก้องไปทั่วสำนักซ่อนเร้น
“แดนเซียนจะแข่งขังชิงตำแหน่งอริยะ สำนักซ่อนเร้นของข้าย่อมตามไขว่คว้าเช่นกัน มรรคาสวรรค์มีตำแหน่งอริยะเก้าที่ แต่สำนักซ่อนเร้นของข้ามิใช่เก้า หากพวกเจ้ามีใจทะเยอะทะยาน จงฝึกบำเพ็ญให้ดี ขอเพียงพวกเจ้าบรรลุถึงครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ ข้าล้วนมีหนทางช่วยให้พวกเจ้าสำเร็จเป็นอริยะ สำนักซ่อนเร้นจะมีอริยะมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของพวกเจ้า!”
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา มีเสียงฮือฮาไปทั่วสำนักซ่อนเร้น
อริยะ!
ศิษย์หลายล้านคนพลันตื่นเต้นขึ้นมา
หากเป็นอริยะรายอื่นกล่าวเช่นนี้ พวกเขาอาจดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่เมื่อหานเจวี๋ยเป็นผู้กล่าว พวกเขาล้วนเชื่อกันทั้งสิ้น
ชั่วขณะนั้น สำนักซ่อนเร้นคึกคักตื่นตัว ต่างพูดคุยถึงเรื่องนี้ ศิษย์มากมายเริ่มปิดด่านทันที
หานเจวี๋ยลอบถอนหายใจกับตัวเอง
การกระตุ้นเช่นนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว ผ่านไปสักระยะ ความคึกคักต้องลดลงแน่
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอนาคต
….
ฤดูใบไม้ผลิอำลา ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
หนึ่งพันปีผ่านไปในชั่วพริบตา
อาจเป็นเพราะไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ หานเจวี๋ยจึงรู้สึกว่าเวลาหนึ่งพันปีช่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับความฝันตื่นหนึ่ง
ภายในเขตเซียนร้อยคีรีไร้คลื่นลม แม้แต่ความขัดแย้งก็ไม่มีเลย
แม้แดนเซียนจะมีการต่อสู้อยู่ตลอด แต่ไม่ลามมาถึงเขตเซียนร้อยคีรีเลยแม้แต่น้อย ศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนักซ่อนเร้นต่างสัมผัสถึงช่วงเวลาอันเงียบสงบ
เหตุใดจึงใช้คำว่าส่วนใหญ่น่ะหรือ
เพราะมีศิษย์ไม่น้อยเลยที่อยากจะออกไป พวกเขาคิดว่าตนแข็งแกร่งมากพอแล้ว บ้างก็ไม่สามารถก้าวหน้าไปมากกว่านี้ได้ ดังนั้นจึงไม่อยากฝึกบำเพ็ญต่อ
ในวันนี้
หานเจวี๋ยเรียกหานตั้วเทียนมา ให้เขาคัดเลือกศิษย์ในนามที่ตบะไม่อาจก้าวหน้าขึ้นได้อีก ส่งตัวไปที่เผ่าสวรรค์
เดิมทีหานเจวี๋ยอยากสนับสนุนวังสวรรค์ แต่กลับรู้สึกว่าไม่จำเป็น
จักรพรรดิสวรรค์ก่อตั้งวังสวรรค์แห่งใหม่ขึ้นแล้ว วังสวรรค์แห่งเก่าจะมีประโยชน์อันใด
หากให้การสนับสนุนทั้งเผ่าสวรรค์และวังสวรรค์ เกิดสองกลุ่มอิทธิพลนี้ต่อสู้กันขึ้นมา นั่นจะมิใช่ขัดแย้งแตกหักกันเองหรือ
หลายวันต่อมา ศิษย์ในนามห้าพันคนจากไป หนึ่งในสามคือจักรพรรดิเซียน ที่เหลือเป็นเซียนทองไท่อี่ทั้งสิ้น
หานเจวี๋ยเข้าฝันฟางเหลียงและจี้เซียนเสิน ดึงทั้งสองเข้าสู่แดนความฝันพร้อมกัน
แดนความฝันคือป่าเล็กในละแวกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ หลังจากทั้งสองมองเห็นหานเจวี๋ยก็คุกเข่าคารวะทันที
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “นับจากวันนี้ไป ให้ฟางเหลียงเป็นรองหัวหน้าเผ่าสวรรค์ พวกเจ้าทั้งสองจงช่วยเหลือประคับประคองกัน ควบคุมเผ่าสวรรค์ และแย่งชิงดวงชะตามรรคาสวรรค์”
เมื่อฟางเหลียงได้ยินก็ตะลึงงัน เขาเดาได้แต่แรกแล้วว่าสำนักซ่อนเร้นให้การสนับสนุนเผ่าสวรรค์อยู่ เพียงแต่จี้เซียนเสินไม่เคยเอ่ยอย่างชัดเจน เขาก็ไม่กล้ายืนยัน
ตอนนี้เมื่อได้ฟังคำพูดหานเจวี๋ย ในใจเขาซับซ้อนยิ่ง
เพราะอะไรถึงไม่สนับสนุนวังสวรรค์ของข้า
หลังจากความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็ไม่อาจลบออกไปได้
จี้เซียนเสินพูดด้วยรอยยิ้มเบิกบาน “ได้แน่นอน ในที่สุดข้าก็จะได้แบ่งเบาภาระออกไปบ้าง”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างสงบว่า “ฟางเหลียง อย่าได้ถูกผูกมัดไว้กับวังสวรรค์ อดีตจักรพรรดิสวรรค์ยังมีชีวิตอยู่ และได้ก่อตั้งวังสวรรค์ขึ้นใหม่แล้ว ระวังจะตกเป็นเหยื่อเอาได้ ยุคใหม่ย่อมต้องการคนหน้าใหม่ การเป็นผู้นำเผ่าสวรรค์มิใช่จุดสิ้นสุดของพวกเจ้า ข้าคาดหวังในตัวพวกเจ้าสูงกว่านั้น นี่เป็นเพียงแท่นเหยียบเพื่อฝึกประสบการณ์พวกเจ้าเท่านั้น อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
จี้เซียนเสินและฟางเหลียงได้ฟังก็ตกตะลึง
คาดหวังสูงกว่านี้หรือ
หรือว่าจะเป็นอริยะ
พวกเขาใจเต้นแรง พวกเขาต่างทราบดีว่าหานเจวี๋ยคืออริยะ อีกทั้งมิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ทั่วไปด้วย
หานเจวี๋ยมีวิธีพิสูจน์ในแบบของตัวเอง!
ดวงตาจี้เซียนเสินฉายแววเร่าร้อน ถามขึ้นว่า “หมายถึงอริยะหรือ”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ในสายตาข้ามรรคาสวรรค์มิใช่ทุกสิ่ง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเดินตามวิถีของข้าได้ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหล่าอริยะรุ่นก่อนไปที่ใดกัน”
ทั้งสองคนส่ายหน้า แสดงสีหน้าอยากรู้
หานเจวี๋ยพลันโบกแขนเสื้อ สลายแดนความฝัน
ทิ้งให้คนทั้งสองไปทำความเข้าใจกันเอง
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ ตอนนี้เขาเพิ่งถึงระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลาง ยังอยู่ห่างไกลจากระดับอริยะเสรีมากนัก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอริยะมหามรรคเลยโนเวลกูดอทคoม
ภาระอันหนักอึ้ง!
กำหนดเป้าหมายเอาไว้ก่อน ก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปจะมาถึง ต้องบรรลุระดับอริยะมหามรรคให้ได้!
….
สามร้อยปีต่อมา
“ข้า ฉิวซีไหล อีกหนึ่งพันปีให้หลังจะแสดงธรรม ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ในการแสดงธรรมครั้งนี้จะคัดเลือกหาผู้รับตำแหน่งอริยะ เพื่อรับตำแหน่งอริยะต่อจากข้าในอนาคต!”
เสียงของฉิวซีไหลดังก้องไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา ทำให้สรรพสิ่งแตกตื่นฮือฮา
ตำแหน่งอริยะ!
ครั้งนี้แตกต่างไปจากในอดีต เพราะฉิวซีไหลประกาศมอบตำแหน่งอย่างชัดเจน!
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ลืมตาขึ้น ท่าทางแปลกพิกล
ฉิวซีไหลต้องการสละตำแหน่งหรือ
เขาเพิ่งเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ระยะปลาย ยังไม่ถึงระยะสมบูรณ์ด้วยซ้ำ เหตุใดจึงสละตำแหน่งเล่า
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าคนผู้นี้กำลังหลอกต้มผู้อื่นอีกแล้ว
เขาพลันบังเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่ง
‘ข้าอยากรู้ว่าเมื่อมหาเคราะห์ครั้งต่อไปเปิดฉากขึ้น อริยะมรรคาสวรรค์จะเป็นผู้ใดบ้าง’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างเก้าร่างผุดขึ้นมาในสมองหานเจวี๋ย
ฉิวซีไหล หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋ หลี่เต้าคง อี๋เทียน หวงจุนเทียน ฝูซีเทียน ต้าซั่นเทียน จิ้นเสิน สองรายหลังเป็นอริยะที่เขาไม่รู้จัก
ข้อมูลของพวกเขาปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ต้าซั่นเทียน: อริยะมรรคาสวรรค์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
[จิ้นเสิน: อริยะมรรคาสวรรค์ เจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ]
หานเจวี๋ยมีท่าทางแปลกใจ
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยและมหาจักรพรรดิเซียวไม่อยู่แล้ว ไม่ทราบเช่นกันว่าก้ามข้ามหลุดพ้นหรือว่าดับขันธ์ ไม่น่าเชื่อว่าหลี่มู่อีจะหวนคืนตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์
หลี่เต้าคงสำเร็จเป็นอริยะ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ส่วนอี๋เทียนแม้จะกลายเป็นอริยะเร็วยิ่ง แต่ด้วยฐานะบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ก็นับว่าปกติ
หวงจุนเทียน…
หานเจวี๋ยพูดได้แค่สองคำ
สุดยอด!
หานเจวี๋ยปล่อยปละละเลยหวงจุนเทียนมาตลอด หวงจุนเทียนสามารถมีวันนี้ได้ เป็นเพราะความพยายามของตัวเองทั้งสิ้น
‘อี๋เทียนกลายเป็นอริยะ แล้วหานทั่วเจ้าลูกคนนั้นไปอยู่ที่ไหนเสีย’
หานเจวี๋ยนึกเงียบๆ พลางวิวัฒนาการดูต่อ ‘ข้าอยากรู้ว่ายามที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปเปิดฉากขึ้นหานทั่วมีตบะระดับใด’
[มีผลกรรมเกี่ยวเนื่องกับตัวท่านรวมถึงผลกรรมที่ไม่อาจทราบได้ จึงวิวัฒนาการไม่ได้]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ผลกรรมที่ไม่อาจทราบได้คืออะไร
ดูเหมือนว่าต่อไปเขาต้องใส่ใจหานทั่วให้มากหน่อย
หานเจวี๋ยสอดส่องดูทันที เขาประหลาดใจเมื่อพบว่าหานทั่วและอี๋เทียนออกจากโพ้นทะเล มายังพื้นที่ศูนย์กลางของแดนเซียนแล้ว กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยผนึกโบราณ
สถานที่แห่งนี้มีเศษซากร่างกายของเหล่าผู้ทรงพลังในมหาเคราะห์ครั้งก่อนกองสุมอยู่ ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่มหาจักรพรรดิเซียวโปรยลงมา ไม่รู้ว่าผู้ใดนำมากองรวมกันไว้ที่นี่
หานเจวี๋ยสังเกตอย่างละเอียด หานทั่วและอี๋เทียนกำลังนั่งสมาธิอยู่หน้าศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง มีทำนองมรรคเสี้ยวหนึ่งแฝงอยู่ในนั้น
ท่วงทำนองแห่งมหามรรค!
มรรคแห่งกรรม!
หรือจะเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงทิ้งไว้
จากท่าทางของหานทั่วและอี๋เทียนเห็นได้ชัดว่ากำลังทำความเข้าใจพลังวิเศษอยู่
หานเจวี๋ยดึงสายตากลับมา นึกคำถามเงียบๆ ‘เหตุใดปรมาจารย์ลัญจกรสรวงจึงทิ้งพลังวิเศษนี้ไว้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
หากไม่ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ให้กระจ่าง หานเจวี๋ยจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ สาเหตุหลักมาจากอริยะ ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเหล่าผู้ทรงพลังต่างมีความทะเยอทะยานและแผนการของตัวเอง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น พบว่าตนอยู่ในตำหนักเอกอนันต์
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงนั่งสมาธิอยู่บนเบาะกลม ลมหายใจสงบนิ่ง ราวกับภาพมายา
เสียงหนึ่งแว่วดังขึ้น “ข้าต้องไปแล้ว มรรคาสวรรค์นี้ขอส่งต่อให้เจ้าดูแล”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงได้ยินจึงลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เพราะเหตุใด ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับมรรคาสวรรค์”
“ผู้ที่ข้าไว้ใจได้มีเพียงเจ้า”
เสียงลึกลับนี้ทำให้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเงียบไป
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวว่า “ข้าไม่อยากสอดมือยุ่งเรื่องมรรคาสวรรค์”
“เจ้าทิ้งโอกาสวาสนาบางอย่างเอาไว้ เพื่อมอบผู้กล้าแห่งมรรคาสวรรค์ยุคใหม่ที่จะถือกำเนิดขึ้นในอนาคตเถอะ มหาเคราะห์ผ่านพ้นไปมากมายปานนี้ ตำแหน่งอริยะแทบจะถูกผูกขาด อริยะล้วนถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น บุตรแห่งสวรรค์มากมายที่คุณสมบัติเลิศล้ำโดดเด่นล้วนถูกสังหาร มิใช่เรื่องดีสำหรับแนวทางพัฒนาการของมรรคาสวรรค์เลย”
“เอาเถิด”
ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลงตรงนี้
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผู้ที่สื่อสารกับปรมาจารย์ลัญจกรสรวงน่าจะเป็นบรรพชนเต๋าผู้ลึกลับท่านนั้น ในเมื่อเป็นเจตนาดี เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่จำเป็นต้องกังวล
หานเจวี๋ยสอดส่องบุตรชายต่ออีกสักพัก ถึงได้ฝึกบำเพ็ญต่อ
พัฒนาการของมรรคาสวรรค์เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง ขอเพียงไม่ปรากฏสถานการณ์เช่นมหันตภัยมารสวรรค์ขึ้น หานเจวี๋ยก็ไม่ต้องลงมือ ส่วนอริยะล้วนไม่กล้าพุ่งเป้ามาที่หานเจวี๋ยอย่างเปิดเผย
….
ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง
บรรพจารย์ซานชิงกำลังสื่อสารกับภาพเสมือนของหลี่มู่อี
หลี่มู่อีขมวดคิ้ว พูดว่า “เหตุที่หลี่เต้าคงพุ่งเป้ามายังเจ้าน่าจะมิใช่คำสั่งของหานเจวี๋ย เด็กคนนี้นิสัยเจ้าปัญหา ไม่ต้องไปสนใจเขา”
บรรพจารย์ซานชิงพยักหน้า เมื่อเอ่ยถึงหลี่เต้าคง เขาก็รู้สึกหงุดหงิดนัก
เขาไม่ได้เห็นแก่หน้าหลี่มู่อี แต่เห็นแก่หน้าหานเจวี๋ย
หลี่มู่อีแค่นเสียง “ในอดีตหากมิใช่เพราะข้าปกป้องเขา เด็กคนนี้คงตายไปนานแล้ว ช่วงนี้เจ้าก็สงบใจพักอยู่ที่นี่เถอะ เว้นแต่จะมีคำสั่งจากข้า”
“อืม”
บรรพจารย์ซานชิงพยักหน้า
หลี่มู่อีจ้องมองบรรพจารย์ซานชิงรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นับตั้งแต่เขาจากไประยะหนึ่งแล้วกลับมา เขารู้สึกว่าบรรพจารย์ซานชิงหลุดไปจากการควบคุมอยู่บ้าง
จนปัญญาที่บรรพจารย์ซานชิงเพียงเชื่อฟังคำสั่งเขา มิได้อยู่ในการควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์ เขาจึงมองบรรพจารย์ซานชิงไม่กระจ่าง
หากว่าบรรพจารย์ซานชิงทรยศเขา เขาก็หมดหนทางเช่นกัน เนื่องจากเขาไม่สามารถเข้าสู่แดนเซียนได้ อีกทั้งบรรพจารย์ซานชิงก็ไม่สามารถออกนอกเขตมรรคาสวรรค์ได้
สุดท้าย หลี่มู่อีก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ภาพเสมือนเลือนหายไป
บรรพจารย์ซานชิงหลับตาลง ทั้งถ้ำตกอยู่ในความเงียบสงบ
….
เมฆาครึ้มปกคลุม เงาภูตผีผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในมวลเมฆา แน่นขนัดน่าหวาดผวา ด้านล่างคือแผ่นดินรกร้าง
หานทั่วในชุดสีดำและอี๋เทียนในชุดหนังสัตว์นั่งสมาธิเคียงข้างกัน
เบื้องหน้ามีศิลาจารึกโบราณสูงสามจั้งตั้งอยู่ บนศิลาจารึกปรากฏตัวอักษรโบราณขึ้นทีละตัวๆ เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา ราวกับเลือดที่กำลังไหลเวียน
อี๋เทียนลืมตาขึ้น เอ่ยด้วยความภูมิใจ “ข้าเรียนเป็นแล้ว เจ้าล่ะ”
หานทั่วเหลือบมองเขา “ไม่เท่าเจ้าหรอก”
คนผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ คุณสมบัติเช่นนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
อย่างไรก็ตามอีกไม่นานหานทั่วก็จะเรียนรู้พลังวิเศษสำเร็จแล้วเช่นกัน
อี๋เทียนลุกขึ้น เอ่ยว่า “เจ้าฝึกฝนต่อไปเถอะ ข้าจะไปดูรอบๆ ละแวกนี้มีอำนาจแข็งแกร่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่ ข้าสนใจยิ่งนัก”
พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าออกเดิน
หานทั่วขมวดคิ้วกล่าวเตือน “ระวังด้วย ที่นี่เป็นแดนต้องห้าม”
“ไม่เป็นไร วางใจเถอะ!”
อี๋เทียนโบกมือ ในไม่ช้าก็หายลับจากสุดขอบปฐพี
หานทั่วหลับตาลง ทำความเข้าใจพลังวิเศษต่อ
หลายเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยครอบครองพลังวิเศษสำเร็จ ท่าทางตื่นเต้น
‘เป็นพลังวิเศษที่ทรงฤทธิ์นัก พลังของข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถึงแม้ตบะจะยังไม่บรรลุระดับเทพ แต่สำหรับจัดการศัตรูที่เพิ่งบรรลุระดับเทพ น่าจะไม่ยากนัก’
หานทั่วคิดกับตัวเอง ทันใดนั้นเขารับรู้ถึงความผิดปกติ
เหตุใดอี๋เทียนยังไม่กลับมา
หานทั่วลุกขึ้นมา เตรียมจะไปตามหาอี๋เทียน
เวลานี้เอง ท้องนภาพลันปริแยกเป็นช่องกว้างสายหนึ่ง มีแสงทองสาดส่องออกมาจากด้านใน ส่องสว่างไปทั่วฟ้าดิน
เงาร่างในชุดเกราะวิเศษสีเงินพุ่งเข้ามาทีละคนๆ ผู้นำกลุ่มคือแม่ทัพเทพสวรรค์
แม่ทัพเทพสวรรค์กวาดสายตามองไปรอบทิศ เอ่ยสั่งการ “เทพเซียนทั้งหมดจงฟัง ทำตามแผนที่วางไว้ เสาะหาจุดที่มีพลังวิเศษมหามรรค!”
เทพเซียนกระจายตัวออกไปทันที
หานทั่วมองอยู่ไกลๆ ถูกรัศมีของแม่ทัพเทพสวรรค์ทำให้ตกใจ
แข็งแกร่งนัก!
“เผ่าสวรรค์หรือ”
หานทั่วสำแดงวิชาดำดินมุดหนีไปทันที
แม่ทัพเทพสวรรค์มองไปทางทิศที่หานทั่วจากไป สายตาเคลื่อนไปที่ศิลาจารึก
หืม?
นั่นคือสิ่งใด nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
แม่ทัพเทพสวรรค์เหาะเข้าไปในทันใด
ผ่านมาสักพักหนึ่ง หานทั่วยังไม่ออกจากแดนต้องห้าม แต่ตามหาอี๋เทียนอยู่ภายในเขตของแดนต้องห้าม เขาพบว่ามีกลุ่มอิทธิพลเข้ามาในแดนต้องห้ามมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่มีสงครามเกิดขึ้น
ตามหาอยู่แปดปีเต็ม ในที่สุดหานทั่วก็พบอี๋เทียนในโพรงถ้ำใต้ดินแห่งหนึ่ง
เพียงแต่อี๋เทียนกลายเป็นหินไปเสียแล้ว รอบข้างยังมีรูปปั้นหินอีกมากมาย ท่วงท่าต่างกันไป ดูเหมือนจะถูกผนึกในสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวทั้งสิ้น
หานทั่วตกใจยิ่ง มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง
โพรงใต้ดินมืดสลัว เต็มไปด้วยไอหมอกประหลาด ราวกับอยู่ในส่วนลึกของความโกลาหล
หานทั่วพลันได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วหวิวคล้ายมีคล้ายมิมี
เขาตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม
เขาแผ่นกระแสจิตออกไปรอบๆ ทว่าเขาสัมผัสถึงความผิดปกติไม่ได้เลย
เกิดอะไรขึ้น
หานทั่วอุ้มรูปปั้นหินของอี๋เทียนขึ้นมา เตรียมจะออกจากสถานที่แห่งนี้
ขณะนี้เอง เจตนาสังหารอันน่าหวาดผวาเข้าครอบคลุมหานทั่ว เขาผวาจนหยุดฝีเท้า
“เลือดลมสังขารแกร่งกล้านัก ทว่าดวงชะตามรรคาสวรรค์อ่อนแอยิ่ง เด็กน้อย เจ้าเหมาะสมจะเป็นร่างภาชนะของข้ามาก”
เสียงเย็นยะเยือกสายหนึ่งแว่วขึ้นมา ไฟภูตผีพลันลุกไหม้บนร่างกายเขา เขาตกใจสะบัดตัวอย่างรุนแรง ขจัดไฟภูตผีออกไป
หานทั่วยกสองแขนขึ้นมา อักขระเลือดที่คล้ายกับที่ปรากฏอยู่บนศิลาจารึกวิเศษคืบคลานขึ้นมาตามร่างเขา
“พอดีเลย จะได้นำเจ้ามาเป็นตัวทดสอบพลังวิเศษใหม่ของข้าดู!”
หานทั่วตะโกนกร้าว ดวงตาฉายแววตื่นเต้นอยากลอง
….
ภายในอารามเต๋า ณ เขตเซียนร้อยคีรี
นับจากการใช้ระบบวิวัฒนาการครั้งก่อน ผ่านมาสี่สิบปีแล้ว
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยสัมผัสถึงบางอย่างได้ เขาลืมตาขึ้นเลิกคิ้วนิดๆ
“เอ๊ะ ผู้ใดบังอาจมายึดร่างลูกชายข้า สายเลือดของข้าใช่คนที่เจ้าแตะต้องได้หรือ”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ท่าทางแปลกใจ
รนหาที่ตาย!
เขาทำนายดูเงียบๆ พบว่าประวัติความเป็นมาของตัวตนที่จะยึดร่างหานทั่วแปลกประหลาด ซับซ้อนอย่างยิ่ง
คล้ายกับตัวตนที่ถือกำเนิดจากการรวมตัวของวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนในมหาเคราะห์ครั้งก่อน!
ให้ความรู้สึกคล้ายดวงจิตประหลาดชั้นรองอยู่บ้าง
ถ้าสังหารเจ้าสิ่งนี้ทิ้งก็น่าเสียดายอยู่บ้าง มิสู้ทำให้เขากลายเป็นทาสรับใช้หานทั่วเสีย นับว่าเพิ่มอัตราความอยู่รอดให้หานทั่วด้วย
หานเจวี๋ยสำแดงพลังทันที
….
ภายใต้โพรงใต้ดิน
หานทั่วกลายเป็นหินเช่นเดียวกับรูปปั้นหินที่อยู่รอบข้าง ขยับเขยื้อนไม่ได้ มีไอดำแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเข้าไม่ขาดสาย
ความทุกข์ทรมานอย่างที่มิเคยเผชิญมาก่อนทำให้หานทั่วรู้สึกสิ้นหวัง
เขารับรู้ได้ชัดเจนว่ากำลังเสียการควบคุมร่างกายไปเรื่อยๆ วิญญาณเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ตัวตนลึกลับนั้นยังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง คล้ายว่ากำลังจะได้ครอบครองร่างของหานทั่ว
และในช่วงเวลานี้เอง!
“อ๊ากๆ…”
ตัวตนลึกลับพลันร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง
“เกิดอะไรขึ้น! เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”
“เพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้!”
“เพราะเหตุใด!”
ตัวตนลึกลับกรีดร้องคำรามอยู่ในสมองของหานทั่ว รู้สึกหวาดกลัวสุดขีด
ความเจ็บปวดทรมานของหานทั่วลดเลือนลงอย่างรวดเร็ว เขาอดฉงนไม่ได้
เกิดอะไรขึ้น
เขานึกว่าตนต้องตายแน่แล้ว เหตุใดอีกฝ่ายถึงได้รับผลสะท้อนกลับอย่างกะทันหันเล่า
หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าอธรรมย่อมพ่ายแพ้ธรรมะ
หานทั่วเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย
เสียงร้องโหยหวนของตัวตนลึกลับน่าสังเวชขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของหานทั่วฟื้นฟูกลับเป็นปกติด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ชั้นหินบนร่างลบเลือนไป
เมื่อหานทั่วกลับเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ ตัวตนลึกลับไม่กรีดร้องอีกต่อไป เขาสัมผัสได้ว่าในส่วนลึกของวิญญาณมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา ตนสามารถควบคุมได้ง่ายดายยิ่งราวกับสั่งการแขนขา
เขานำสิ่งนั้นออกมา ทันใดนั้นไอดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในครรลองสายตาเขา ร่วงลงบนพื้น ก่อนรวมตัวเป็นเงาร่างมนุษย์อย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้หน้าตาอัปลักษณ์ เครื่องหน้าราวกับตัดแปะเข้าด้วยกัน ร่างกายถูกไอดำปกคลุม มองไม่เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง
หานทั่วไม่กังวลเลย เนื่องจากเขาสามารถควบคุมเงาร่างตรงหน้าได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ความรู้สึกเช่นนี้สมจริงนัก แค่คิดเขาก็ตัดสินความเป็นความตายของอีกฝ่ายได้แล้ว
“เจ้าเป็นใคร” หานทั่วถาม
อีกฝ่ายเอ่ยด้วยความผวา “ข้าสิที่อยากถามว่าเจ้าเป็นใคร!”
หานทั่วไม่ได้ตอบ เพียงจ้องมองเขาอย่างเยือกเย็น
เงาร่างมนุษย์ตกใจตัวสั่นระริก รีบเอ่ยว่า “เรียกข้าว่าภูตพยาบาทก็ได้ ข้าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวของวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วน”
“ภูตพยาบาทหรือ ภูตพยาบาทจากที่ใด”
“มหาเคราะห์ไร้ขอบเขต…”
ดวงตาของหานทั่วส่องประกาย ถามต่อว่า “ได้ยินว่ามหาเคราะห์เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อหลายหมื่นปีก่อน มหาเคราะห์คืออะไร สถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่”
ภูตพยาบาทตอบด้วยความระมัดระวัง “มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเป็นเคราะห์ภัยที่น่าหวาดกลัวที่สุดในโลก ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งก่อนมีสรรพสิ่งสิ้นชีพไปมหาศาล ทำให้มรรคาสวรรค์เริ่มวงจรใหม่อีกครั้ง ผู้ทรงพลังเลิศล้ำในยุคนั้นแทบถูกล้างหน้าไพ่จนสิ้น เจ้าเคยเห็นทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยเลือดเนื้อกองท่วมสูงเป็นภูเขามหาสมุทรหรือไม่ นั่นก็คือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต!”
หานทั่วฟังแล้วเหม่อลอย
น่ากลัวถึงเพียงนั้นจริงๆ น่ะหรือ
หานทั่วถาม “หลี่เต้าคงใช่หนึ่งในผู้ทรงพลังไร้เทียมทานจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งก่อนหรือไม่”
ภูตพยาบาทกล่าวว่า “ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของข้าเคยได้ยินนามหลี่เต้าคงมาก่อนจริง หลี่เต้าคงคือศิษย์ใหญ่แห่งนิกายเหริน ให้การสนับสนุนวังสวรรค์ จนปัญญาที่วังสวรรค์พ่ายแพ้ ไม่ทราบเช่นกันว่าหลี่เต้าคงรอดมาได้หรือไม่”
หานทั่วอดถอนหายใจไม่ได้
รอดมาได้
แต่ถูกขับไล่ออกจากนิกายเหรินแล้ว
สำหรับหลี่เต้าคง หานทั่วเคารพยำเกรงมาโดยตลอด ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบพานมา ซ้ำยังเคยช่วยเหลือเขาไว้
จนใจที่หลี่เต้าคงไม่แยแสเขา ถึงเขาอยากกราบเป็นอาจารย์ก็ทำไม่ได้
หานทั่วถามด้วยความอยากรู้ “เช่นนั้นผู้ใดได้ชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งก่อน ข้าได้ยินว่าทุกมหาเคราะห์ล้วนมีผู้ชนะ พึ่งพาดวงชะตาทะยานสู่สวรรค์”
ภูตพยาบาทเงียบงัน ย้อนระลึกความทรงจำตน
“น่าจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ความทรงจำมากมายในสมองข้าล้วนเคยเอ่ยถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ได้ยินว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือผู้ชักนำมหาเคราะห์ จวบจนมหาเคราะห์สิ้นสุดลง ก็ไม่มีผู้ใดทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่มีคำทำนายอย่างหนึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก”
“เมื่อปวงสวรรค์ตกอยู่ในความมืดมิด เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมาเยือน วันนั้นจะมาถึงอย่างแน่นอน”
น้ำเสียงของภูตพยาบาทเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
วิญญาณอาฆาตมากมายในมหาเคราะห์ล้วนเคยสัมผัสการถูกสาปแช่งมาก่อน ยุคนั้นผู้คนต่างคิดแต่จะสาปแช่งกันอย่างบ้าคลั่ง
หานทั่วซักถามภูตพยาบาทต่อไป อาศัยความทรงจำของภูตพยาบาททำความเข้าใจประวัติศาสตร์แห่งแดนเซียน
….
หานเจวี๋ยดึงสายตากลับมา พลังของภูตพยาบาทไม่เลวเลยจริงๆ เป็นระดับต้าหลัวแล้ว ด้วยตบะของหานทั่วไม่มีทางสยบภูตพยาบาทได้ แต่ต้าหลัวมิอาจต่อต้านขัดขืนอริยะได้
หานเจวี๋ยทิ้งพลังของตนไว้ในร่างหานทั่ว พลังนี้ไม่เกินขอบเขตของครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ มิเช่นนั้นจะถูกมรรคาสวรรค์ต่อต้าน
ด้วยตบะของหานเจวี๋ย ควบคุมระดับความแข็งแกร่งของพลังได้ง่ายดายยิ่ง
หานทั่วนับว่าได้รับผู้คุ้มกันระดับเซียนทองต้าหลัวมาหนึ่งตนแล้ว
เพียงแต่เขาไม่รับรู้ถึงตบะของภูตพยาบาท และภูตพยาบาทก็มิได้ซื่อตรงถึงเพียงนั้น บอกแค่ว่าตนแข็งแกร่งกว่าหานทั่วเล็กน้อย เชี่ยวชาญพลังวิเศษด้านวิญญาณเท่านั้น
‘ต้องฝึกบำเพ็ญต่อ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตามองแดนเซียน อาจบุกมาโจมตีได้ทุกเมื่อ ข้าไม่อาจประมาทได้’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ แม้ระบบป้องกันของมรรคาสวรรค์จะแข็งแกร่ง แต่หากมรรคาสวรรค์หายไปเล่า
เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
ความรู้สึกปลอดภัยต้องได้มาจากตัวเอง หานเจวี๋ยไม่มีวันเอาความปลอดภัยไปผูกไว้กับมรรคาสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นคือมรรคาสวรรค์นี้ยังคิดร้ายกับเขาอีกด้วย!
หานเจวี๋ยหลับตาลง เวลาค่อยๆ ไหลผ่าน
ผ่านไปอีกสามพันปี!
ครั้งนี้หานเจวี๋ยปิดด่านฝึกบำเพ็ญยาวนานที่สุด ในสามพันปีนี้เขาถึงขั้นไม่แสดงธรรมเลย และไม่มีผู้ใดมารบกวนเขา
ช่วงนี้สถานการณ์ในแดนเซียนเปลี่ยนแปลงไป พอฉิวซีไหลแสดงธรรมจบ เขาได้คัดเลือกผู้บำเพ็ญคนหนึ่งนามว่าต้าซั่นเทียนเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอริยะ
เรื่องนี้สร้างความแตกตื่นให้ปวงสวรรค์หมื่นโลกา!
ต้าซั่นเทียนก็ไม่ธรรมดา หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ เขาคือผู้บำเพ็ญทรงพลังคนแรกที่บุกเบิกโลกมนุษย์ขึ้น!
จากนั้น ต้าซั่นเทียนเริ่มก่อตั้งสำนักดวงชะตาขึ้นในแดนเซียน สำนักแยกนภา จำนวนศิษย์ในสำนักเกินสิบล้านแล้ว ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่านิกายเจี๋ยในสมัยนั้นโนiวลกูดอทคอม
นอกเหนือไปจากนี้คือ แนวโน้มสถานการณ์ของเผ่าปีศาจรุนแรงยิ่ง
ฉีเทียนต้าเซิ่งอี๋เทียนเข้าร่วมเผ่าปีศาจ กลายเป็นหนึ่งในสิบพญาเทพปีศาจใต้สังกัดจักรพรรดิปีศาจอีกาทอง มีพลทหารปีศาจใต้บังคับบัญชานับไม่ถ้วน เป็นผู้ทรงอิทธิพล
ในทางกลับกันเผ่ามนุษย์เข้าสู่ยุคสมัยที่ยากลำบากที่สุด เผ่าต่างๆ ล้วนมองเผ่ามนุษย์เป็นอาหาร หลังจากสูญเสียตำแหน่งเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ไป ในบรรดาสำนักนิกายแห่งอริยะก็เหลือเพียงนิกายเหรินที่เกื้อกูลเผ่ามนุษย์อยู่ แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนมากนัก เพียงออกหน้าเป็นครั้งคราวเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง
เผ่าสวรรค์แข็งแกร่งอย่างเต็มที่ ทรงอำนาจเทียมฟ้า ทั่วทั้งแดนเซียนไม่มีกลุ่มอิทธิพลใดสามารถเทียบเคียงได้
จักรพรรดิเซียนของเผ่าสวรรค์มีมากมายเหลือเกิน ทว่าระดับเทพกลับน้อยยิ่ง แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือมีผู้ทรงพลังเลิศล้ำอีกคนหนึ่ง!
เซียนกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนเซียน หลี่เต้าคง!
หลี่เต้าคงเข้าร่วมวังสวรรค์เมื่อหนึ่งพันปีก่อน ด้วยชื่อเสียงอันแกร่งกล้าเกรียงไกรดึงดูดผู้ทรงพลังมาสู่เผ่าสวรรค์ได้มากมาย
ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งพูดเล่นๆ ว่า มหาเคราะห์ครั้งต่อไปคงเป็นศึกสวรรค์กับปีศาจ!
ในวันนี้เอง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ลุกขึ้นยืนแล้วขยับแขนขา
ยอดเยี่ยม!
ได้ฝึกบำเพ็ญโดยไม่มีเรื่องกวนใจช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
ไม่แปลกเลยที่ผู้ทรงพลังในยุคบรรพกาลปิดด่านหนึ่งครา กินเวลาถึงสามพันปี
การปิดด่านสามพันปีทำให้ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นมากนัก ตัวเขาสามารถรับรู้ได้ว่าตนกำลังแข็งแกร่งขึ้น
หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมายเล็กน้อย เมื่อยืนยันได้ว่าช่วงนี้ไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น วงศ์วานมิตรสหายล้วนปลอดภัยดี เขาถึงเดินออกมาจากอารามเต๋า
เฉาเชา จางเจี่ยว และจิ้งจอกชาดลุกขึ้นทันที ทำความเคารพหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยพยักหน้านิดๆ จากนั้นเดินไปหยุดหน้าต้นฝูซัง
เหล่าศิษย์ใต้ต้นฝูซังพากันลุกขึ้นคารวะ
ไก่คุกรัตติกาลร้องขึ้นมา “ไม่ได้พบกันไม่กี่พันปี นายท่านดูดีขึ้นอีกแล้ว ตบะต้องเหนือล้ำกว่าอริยะไปแล้วแน่นอน!”
เจ้าไก่ขี้ประจบตัวนี้ยกยอเกินเหตุไปบ้าง
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะด่าไก่คุกรัตติกาล อู้เต้าเจี้ยนพลันเดินเข้ามา
“นายท่าน ข้ากำลังคิดจะไปหาท่านพอดี” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “มีเรื่องใด”
อู้เต้าเจี้ยนมองดูรอบข้าง ถ่ายทอดเสียงหาหานเจวี๋ยว่า “ไท่ซู่เทียนเข้าฝันข้า บอกว่าเผ่ามนุษย์ประสบปัญหา หวังว่าสำนักซ่อนเร้นจะยอมออกหน้าช่วยเหลือ นางบอกว่าเจ้าแม่หนี่ว์วารับปากท่านแล้วไม่มีทางผิดคำพูด สิ่งที่ท่านต้องการเก็บซ่อนไว้ที่เผ่ามนุษย์”
หืม?
หนี่ว์วาซ่อนปราณม่วงอนธการของตนไว้ที่เผ่ามนุษย์หรือ
หานเจวี๋ยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้ต้องการปราณม่วงอนธการ อีกอย่างเผ่ามนุษย์มีมากมายขนาดนั้น เขาจะคุ้มครองทั้งหมดได้หรือ
ในมุมมองของเขา ขอเพียงเผ่ามนุษย์ในโลกเขย่าพิภพอยู่รอดก็พอ เผ่ามนุษย์ในแดนเซียนต่อให้ตายกันหมด แล้วเกี่ยวอันใดกับเขาด้วยเล่า
แต่จะว่าไปแล้ว เผ่ามนุษย์ประสบเภทภัยใดกัน
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู สีหน้าพลันแปลกพิกลไป
จากการทำนาย หานเจวี๋ยพบว่าเภทภัยของเผ่ามนุษย์มีต้นตอมาจากภายในเผ่าพันธุ์มนุษย์เอง
หนึ่งหมื่นปีก่อนเผ่ามนุษย์มีครอบครัวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกสังหารล้างตระกูล เผชิญความลำบากยากเข็ญสารพัด ในใจเต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อเผ่ามนุษย์ ต่อมาได้รับโอกาสวาสนาในสถานที่อันน่าสิ้นหวังแห่งหนึ่ง จึงพัฒนาแบบพุ่งทะยาน
คนผู้นี้นามว่าสวีตู้เต้า ผู้เป็นอาจารย์คือ…
จักรพรรดิเซียนวัฏจักร!
หานเจวี๋ยเกือบลืมคนผู้นี้ไปแล้ว ไม่คิดเลยว่ายังคงวิ่งเต้นอย่างลับๆ อยู่
สวีตู้เต้ามีตบะระดับเทพแล้ว พิสูจน์ระดับเทพในหมื่นปี ความเร็วของเขาเกินจริงอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าพลังส่วนใหญ่ในร่างของเขาเป็นพลังเวทของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเป็นเซียนทองต้าหลัว!
วันหน้าหากต้องการสำเร็จเป็นครึ่งอริยะ ย่อมมิใช่เรื่องยากแน่นอน
หานเจวี๋ยไม่สนใจอู้เต้าเจี้ยนอีก หันหลังจากไป กลับไปที่อารามเต๋าของตน
เขาถามอยู่ในใจ ‘เพราะเหตุใดจักรพรรดิเซียนวัฏจักรถึงเกื้อหนุนสวีตู้เต้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สองพันล้านปี ไม่เลว จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพอมีฝีมืออยู่บ้าง
ดำเนินการต่อ!
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
ที่นี่คือห้วงมิติมืดมัวแห่งหนึ่ง ไอหมอกอบอวล จักรพรรดิเซียนวัฏจักรนั่งสมาธิอยู่ด้านหน้า ภาพลักษณ์ดูลึกลับ ราวกับเงามายา
ในยามนี้เอง ร่างคนผู้หนึ่งหล่นลงมาเบื้องหน้าจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
เป็นสวีตู้เต้าผู้นั้น
สวีตู้เต้าอยู่ในภาวะหมดสติ ลมหายใจรวยริน
เสียงหนึ่งแว่วขึ้น “จักรพรรดิเซียนวัฏจักร เจ้าอยากเป็นอริยะมิใช่หรือ ให้การสนับสนุนเด็กคนนี้สิ ให้เขาทำลายล้างเผ่ามนุษย์ ให้เผ่ามนุษย์ตายด้วยน้ำมือตน เจ้าและข้าไม่ต้องแบกรับผลกรรมใด วันหน้าข้าจะหาวิธีจัดสรรปราณม่วงอนธการให้เจ้า”
หานเจวี๋ยแสดงท่าทีแปลกใจ
เสียงนี้…
มหาจักรพรรดิเซียว!
ไม่นึกเลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิเซียนวัฏจักรคือมหาจักรพรรดิเซียว
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรลืมตาขึ้น เผยให้เห็นตาดำสองข้าง เอ่ยเสียงแผ่วว่า “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร”
มหาจักรพรรดิเซียวกล่าว “เจ้าทำได้เพียงเชื่อข้า อริยะรายอื่นล้วนดูแคลนเจ้า อีกทั้งเจ้าถือกำเนิดจากวัฏจักร จักรพรรดินีผืนพิภพกดหัวเจ้าอยู่”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเงียบงัน
ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลงไปเช่นนี้ หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมา
เมื่อพูดถึงจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ความรู้สึกที่หานเจวี๋ยมีต่อเขาช่างซับซ้อนนัก
มรดกทายาทจักรพรรดิเซียนที่ระบบจัดสรรให้เขามาจากจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ในอดีตจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เคยวางแผนต่อเขาเช่นกัน แต่มิได้ทำอันตรายเขา ในอดีตตี้ไท่ไป๋ร่างแยกของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เคยช่วยเหลือเขาอยู่หลายครั้ง
หลายหมื่นปีผ่านไป ชีวิตแปรเปลี่ยนผกผัน เขาสามารถมองหยามจักรพรรดิเซียนวัฏจักรได้แล้ว
คิดไปคิดมา หานเจวี๋ยตัดสินใจไปเข้าฝันจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหลบซ่อนมิดชิดยิ่ง แต่ไม่มีทางหลบพ้นสายตาอริยะได้ หาตัวพบอย่างง่ายดาย
ในแดนความฝัน
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรลืมตาขึ้น มองเห็นหานเจวี๋ยที่แผ่แสงเทพปกคลุมร่าง เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ถามเสียงเข้มว่า “ท่านคือผู้ใด”
เขาตระหนกผวาอยู่ในใจ ไม่น่าเชื่อว่าตนจะถูกดึงเข้าสู่แดนความฝันโดยไม่ทันตั้งตัว แม้จะเป็นอริยะก็ไม่น่าหวาดกลัวขนาดนี้ หานเจวี๋ยปลดแสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทรา เผยใบหน้าหล่อเหลาเลิศล้ำไม่เป็นสองรองใครของตนออกมา
หลังจากมองเห็นใบหน้าหานเจวี๋ยอย่างชัดเจน จักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็แสดงสีหน้าตกตะลึง
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “พวกเราพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่ก็มิใช่ครั้งแรกที่พบกัน”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเงียบงัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เขาถอนหายใจ “ข้าชื่นชมเจ้า แต่ก็ดูแคลนเจ้าด้วย”
ความรู้สึกที่เขามีต่อหานเจวี๋ยซับซ้อนเช่นกัน
ปีนั้นยามที่หานเจวี๋ยเผยคุณสมบัติออกมา จักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็จับตามองอย่างใกล้ชิดเช่นกัน แต่ไม่คิดเลยว่าหานเจวี๋ยจะผงาดขึ้นมารวดเร็วเกินไป เร็วจนเขาตอบสนองไม่ทัน หานเจวี๋ยล้ำหน้าเขาไปแล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าต้องการที่พึ่งหรือไม่”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตะลึงงัน ขมวดคิ้วพลางเอ่ยวาจา “หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าก็นับว่ามีกรรมติดค้างเจ้า ทำงานให้ข้า แล้วข้าจะให้การสนับสนุนเจ้า”
“เจ้ารู้หรือว่าข้าต้องการสิ่งใด”
“ก็แค่ตำแหน่งอริยะมิใช่หรือ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเงียบไปอีกครั้ง
หานเจวี๋ยก็ไม่ร้อนรน รอคอยด้วยความอดทน
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเงยหน้าขึ้นพลางถาม “เหตุใดเจ้าถึงไว้ใจข้า”
หานเจวี๋ยจ้องมองเขา ตอบว่า “มีเหตุจึงมีผล กรรมแห่งมรรคาสวรรค์ก็มีชะตากรรมเป็นของตัวเอง ข้ารู้ว่าสถานการณ์ของเจ้ามิสู้ดี ทำงานรับใช้ข้า ขอเพียงยอมละวางทิฐิเท่านั้น นิสัยของข้าเจ้าก็น่าจะรู้ สำนักซ่อนเร้นตั้งแต่บนจรดล่างไม่เคยมีผู้ใดได้รับความอึดอัดคับข้อง โอกาสนี้ข้าจะมอบให้เจ้าเพียงครั้งเดียว หากเจ้าตอบตกลงแล้ววันหน้ายังทรยศข้า เชื่อข้าเถิด มิใช่แค่มหาจักรพรรดิเซียว แต่จะไม่มีอริยะรายไหนช่วยเจ้าได้ทั้งนั้น”
สีหน้าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเรียบเฉย แต่หัวใจเขาเต้นรัวอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเอ่ยถึงมหาจักรรพรรดิเซียว หรือว่า…
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง พลันคุกเข่าลงตรงหน้าหานเจวี๋ย
การคุกเข่าครั้งนี้ แปลว่าเขายอมปล่อยวางแล้ว
เมื่อเทียบกับศักดิ์ศรี เขาสนใจความก้าวหน้ามากกว่า
เขาปรารถนาจะสำเร็จเป็นอริยะเหลือเกิน!
“ข้าน้อยน้อมคารวะท่านเจ้าสำนัก!”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยเสียงขรึม หนักแน่นกังวาน пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
[ความประทับใจที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อย่าได้สอดมือเข้ายุ่งเรื่องสวีตู้เต้า รีบตัดสัมพันธ์โดยเร็ว มหาจักรพรรดิเซียวไม่ต้องการแบกรับผลกรรม แต่เจ้านับว่าเป็นอาจารย์ของสือตู้เต้า เจ้าจะต้องเป็นผู้แบกรับ มิเช่นนั้นเหตุใดอริยะต้องเลือกเจ้าเป็นตัวกลางเล่า”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ความจริงข้าทราบดี แต่ข้าไม่มีทางเลือก”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าจะถ่ายทอดมหามรรควิถีหนึ่งให้แก่เจ้า ฝึกบำเพ็ญให้ดี วันหน้าหากมิมีคำสั่งจากข้า อย่าได้ทำงานให้อริยะอีก ตอนนี้เจ้าอ่อนแอเกินไป และข้าก็ไม่ได้ต้องการให้เจ้าทำสิ่งใด”
เอ่ยจบเขาก็ไม่พูดมากอีก เริ่มถ่ายทอดมหามรรคต้นกำเนิดให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักร
การเข้าฝันครั้งนี้กินเวลาถึงสิบปี
หลังการเข้าฝันสิ้นสุดลง ค่าความประทับใจที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรมีต่อหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ดาว
มหามรรคต้นกำเนิดมีหนทางในการพิสูจน์มรรค นี่คือโอกาสวาสนาที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า!
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรตื่นตะลึงและยินดีไปพร้อมกัน
โชคดีที่เขายอมตกลงรับใช้หานเจวี๋ย มิเช่นนี้คงพลาดโอกาสวาสนาเช่นนี้ไป
เพียงแต่พอนึกย้อนกลับไป เขาสะท้อนใจอย่างยิ่ง
ไม่คิดเลยว่าที่พึ่งที่ตนเฝ้ารอคอยมาโดยตลอดจะเป็นผู้ที่ตนชุบเลี้ยงอบรมมา
บ่วงกรรมช่างน่าอัศจรรย์โดยแท้
….
เลือกสนับสนุนจักรพรรดิเซียนวัฏจักร เป็นเพียงความต้องการส่วนตัวของหานเจวี๋ย เขามิได้มีความคาดหวังต่อจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
ต่อให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหักหลังเขา เขาแค่พลิกฝ่ามือก็ทำลายล้างอีกฝ่ายได้
อีกอย่าง ขอเพียงจักรพรรดิเซียนวัฏจักรฝึกบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิด ก็อย่าคิดจะได้หักหลังเขาอีกเลย
หากเกิดเรื่องขึ้นกับหานเจวี๋ย ทุกคนในเส้นทางมหามรรคาสายนี้ล้วนต้องเดือดร้อน
อริยะอาจจะต้านทานความเย้ายวนของมหามรรคต้นกำเนิดได้ แต่ระดับที่ต่ำกว่าอริยะลงไปผู้ใดจะต้านทานไหวเล่า
เขาเชื่อว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเริ่มศึกษามหามรรคต้นกำเนิดแล้ว
หานเจวี๋ยอารมณ์ดี จึงเดินออกจากอารามเต๋า เรียกรวมตัวศิษย์ทั้งหมดและเริ่มแสดงธรรม
การแสดงธรรมครั้งนี้ดำเนินอยู่หนึ่งร้อยปี
หนึ่งร้อยปีต่อมา
หลังจากหานเจวี๋ยแสดงธรรมเสร็จสิ้นก็กลับไปที่อารามเต๋า
เขาทอดสายตามองออกไปนอกเขตเซียนร้อยคีรี
สิบกว่าปีก่อนนอกเขตเซียนร้อยคีรีมีผู้แสวงหามรรควีถีผู้หนึ่งมาเยือน คุกเข่าคารวะมาจนถึงตอนนี้
คนผู้นี้คือหานทั่ว
บุตรชายมาร้องขอมรรควิถี!
ว่ากันตามจริง ขณะนี้หานเจวี๋ยไม่คิดจะให้หานทั่วเข้ามา เขาคาดหวังให้หานทั่วเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างไปจากตน
ทันทีที่หานทั่วเข้ามา ศิษย์คนอื่นๆ ต้องคาดเดาสถานะของเขากับหานทั่วได้แน่นอน หลังจากความจริงถูกเปิดเผย ทัศนคติของหานทั่วจะเปลี่ยนไป
ไม่อยากเชื่อว่าบิดาของตนจะเป็นอริยะ!
ไม่ว่าทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือเปลี่ยนไปในทางเลวร้าย ก็ล้วนไม่ดีทั้งสิ้น
หานเจวี๋ยหวังให้หานทั่วได้ก้าวเดินบนเส้นทางพิสูจน์มรรคในแบบของเขาเอง ถึงอย่างไรในขอบเขตของมรรคาสวรรค์ก็ไม่มีผู้ใดสังหารหานทั่วได้
ขณะที่หานทั่วกำลังคุกเข่าแสวงหามรรควิถีอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “เจ้าไปเสียเถอะ”
หานทั่วลืมตาขึ้น เอ่ยว่า “ข้าได้รับการเชื้อเชิญจากเต้าจื้อจุน โจวฝานและจ้าวเซวียนหยวนศิษย์แห่งสำนักซ่อนเร้น”
ที่แท้ผู้มาใหม่ทั้งสองคนในอาณาเขตฟ้าบุพกาลก็คืออี๋เทียนและหานทั่ว
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงออกไปอีกครั้ง “ภายในหนึ่งล้านปี หากเจ้าสำเร็จเป็นครึ่งอริยะได้ด้วยตัวเอง ข้าเจ้าสำนักซ่อนเร้น จะรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรงทันที และจะมอบสิทธิ์ในการพิสูจน์มรรคให้เจ้า”
สิทธิ์ในการพิสูจน์มรรค!
เมื่อหานทั่วได้ฟัง ลมหายใจพลันกระชั้นขึ้นมา
ถึงแม้เขาจะห่างไกลจากหนทางพิสูจน์มรรคอย่างยิ่ง แต่เขารู้ว่าการพิสูจน์มรรคยากลำบากเหลือคณา บุตรแห่งสวรรค์มากมายต่างสิ้นชีพตรงหน้าธรณีประตูสู่ระดับครึ่งอริยะ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการพิสูจน์มรรคที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกเลย
หานทั่วกล่าวว่า “ขอบพระคุณผู้อาวุโส ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว!”
เขาลุกขึ้นจากไปทันที
หลังออกจากเขตเซียนร้อยคีรี เขาถึงได้สติขึ้นมา
เขายิ้มหยันกับตัวเอง
ใช่การมอบโอกาสให้เขาเสียที่ไหน เป็นการดูแคลนเขาอย่างเต็มที่ต่างหาก
ช่างเถอะ!
ข้าหานทั่วย่ำไปทั่วหล้า ต้องพึ่งพาสำนักนิกายตั้งแต่เมื่อไรกัน
แววตาของหานทั่วเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง ในเมื่อสำนักซ่อนเร้นไม่ต้อนรับเขา ไยเขาต้องฝืนดึงดันเล่า
ล้านปีอย่างนั้นหรือ
ฮ่าๆ!
ดวงตาหานทั่วฉายแววเด็ดเดี่ยว ไม่คิดเรื่องพวกนี้อีก
บางทีเขาคงเกิดมาเพื่อเป็นอิสระ ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวผูกมัด สยายปีกโบยบินทั่วฟ้า
หานเจวี๋ยเฝ้ามองหานทั่วจากไป เขารับรู้ถึงความเซื่องซึมและไม่พอใจของบุตรชายคนนี้ได้ แบบนี้ก็ไม่เลวเลย
ลูกเอ๋ย เหตุผลที่พ่อเลี้ยงเจ้าแบบปล่อย นั่นเป็นเพราะมั่นใจเต็มที่ว่าคุ้มครองเจ้าได้
หานเจวี๋ยรู้สึกสะท้อนใจ
ถึงอย่างไรเขาก็เฝ้ามองหานทั่วเติบโตขึ้นมา เขาหวังว่าหานทั่วจะกลายเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองอย่างเต็มที่ มิใช่เอาแต่พึ่งพาบิดาอย่างเดียว
เขายังคงพอใจกับประสบการณ์ในปัจจุบันนี้ของหานทั่วยิ่งนัก
รู้สถานการณ์ แต่ก็ไม่กริ่งเกรงศัตรูที่แข็งแกร่ง!
….
ภายในอาณาเขตฟ้าบุพกาล
เงามนุษย์ห้าร่างรวมตัวกัน ต่างคนต่างเห็นหน้ากันเพียงเลือนราง
โจวฝานยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ช่วงนี้ข้าอยู่ที่เมืองฟ้าบุพกาลเจริญรุ่งเรืองนัก คบหาบุตรแห่งสวรรค์เป็นพี่น้องไม่น้อยเลย”
เต้าจื้อจุนแค่นเสียงเอ่ย “อย่าลืมฝึกบำเพ็ญ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
โจวฝานหันไปหาอี๋เทียน เอ่ยว่า “หนุ่มน้อย ชื่อเสียงเจ้าเลื่องลือนัก แพร่มาถึงเมืองฟ้าบุพกาลแล้ว อย่าไปคลุกอยู่กับเผ่าปีศาจเลย ข้าขอแนะนำให้เจ้ามาที่สำนักซ่อนเร้นหรือไม่ก็เมืองฟ้าบุพกาล จะได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญอย่างไร้ขีดจำกัด”
อี๋เทียนกล่าวว่า “เฮอะ ข้าไม่ต้องการทรัพยากรอะไรทั้งนั้น ขอยืนยันคำเดิม พรสวรรค์ของข้าเป็นหนึ่งในโลกา!”
“นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยเจอกับข้า มิเช่นนั้นฝ่ามือเดียวก็ทำให้เจ้าคุกเข่าได้แล้ว!”
“ก็เจ้าฝึกบำเพ็ญมานานกว่าข้าหลายหมื่นปีมิใช่หรือ วันหน้าข้าต้องสำเร็จเป็นอริยะแน่ ส่วนเจ้า อย่างมากก็คงเป็นครึ่งอริยะ!”
“ฮ่าๆ เจ้าจะอาศัยสิ่งใดมาสำเร็จเป็นอริยะเล่า”
โจวฝานและอี๋เทียนเริ่มโต้เถียงกัน
จ้าวเซวียนหยวนมองหานทั่ว เอ่ยถาม “ไยเจ้าไม่มาที่สำนักซ่อนเร้น”
หานทั่วกล่าวว่า “เจ้าสำนักซ่อนเร้นให้ข้าไปอีกครั้งในอีกล้านปีให้หลัง ตั้งเงื่อนไขให้ข้าพิสูจน์ครึ่งอริยะก่อน”
พวกเต้าจื้อจุนทั้งสามไม่เคยเปิดเผยฐานะตัวตนของหานเจวี๋ยเลย รวมถึงชื่อด้วย ถึงอย่างไรในอดีตที่ผ่านมาหานเจวี๋ยก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตนในอาณาเขตฟ้าบุพกาล
เต้าจื้อจุนส่ายหน้าพลางเอ่ย “เจ้าก็แซ่หานเช่นกัน หลงนึกว่าอาจารย์จะเห็นใจเมตตา น่าเสียดาย”
หานเจวี๋ยตั้งกฎไว้จริงๆ ไม่บรรลุครึ่งอริยะห้ามออกไป ยามนี้สลับกฎไปใช้กับด้านนอกด้วยก็นับว่าปกติ
หานทั่วถามด้วยความอยากรู้ “เจ้าสำนักซ่อนเร้นก็แซ่หานหรือ”
โจวฝานถลึงตาใส่เต้าจื้อจุนแวบหนึ่ง เอ่ยตำหนิ “ห้ามพูดส่งเดช นามเต็มของอริยะไหนเลยจะเปิดเผยได้!”
เต้าจื้อจุนทราบว่าตนพลั้งปากไปเสียแล้ว อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยยิ้มๆ “อย่าถามเลย แซ่หานเดิมทีก็มีมากมายอยู่แล้ว คงจะให้ลูกหลานแซ่หานทั้งหมดมานับท่านอาจารย์ของพวกเราเป็นบรรพชนไม่ได้กระมัง สายสัมพันธ์ไม่อาจปะปนมั่วซั่วได้”
หานทั่วพยักหน้ารับ
อี๋เทียนแค่นเสียง “อริยะแล้วอย่างไรเล่า อีกไม่ช้าก็เร็วข้าต้องได้เป็นอริยะแน่ พี่ชายทั้งหลาย ช่วงนี้มีผู้กล่าวอ้างว่ามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ทว่าไม่เคยเข้ามาที่นี่เลย ต้องการไปสั่งสอนด้วยกันหรือไม่ อยู่ที่เผ่าสวรรค์แค่นี้!”
จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “เจ้าช่างภักดีต่อเผ่าปีศาจเสียจริงนะ คิดจะฉวยโอกาสใช้พวกเราไปจัดการเผ่าสวรรค์กระมัง ไม่รู้หรือว่าสำนักซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังเผ่าสวรรค์”
อี๋เทียนตกตะลึง ถามด้วยความประหลาดใจ “สำนักซ่อนเร้นให้การสนับสนุนเผ่าสวรรค์หรือ เหตุใดข้าถึงไม่รู้”
หานทั่วเอ่ยด้วยความจนใจ “ข้ารู้ทุกอย่าง เจ้าน่ะเอาแต่ต่อสู้รบราทั้งวัน ลูกน้องข้างกายล้วนประจบเอาใจเจ้า แล้วเจ้าจะเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร”
อี๋เทียนนิ่งเงียบไม่เอ่ยแย้งใดๆ
หากคนอื่นว่าเขา เขาล้วนเถียงกลับทั้งสิ้น มีเพียงหานทั่วเท่านั้นที่เขาไม่เถียง
นอกเหนือไปจากมิตรภาพสหายแล้ว หานทั่วยังเคยช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย
….
พันปีผ่านไปในชั่วพริบตา
หานเจวี๋ยพบว่านับตั้งแต่ตนสยบเทพสูงสุดอู๋ฝ่าได้ ก็ไม่มีคลื่นลม ไม่มีความวุ่นวายอีกเลย ทำให้เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่ง
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นตลอด เข้าใกล้ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะปลายเข้าไปเรื่อยๆ
‘ยอดเยี่ยมจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด จะดีแค่ไหนกัน’
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น คิดด้วยอารมณ์เบิกบาน
ดีที่สุดคือขอให้ความสงบสุขคงอยู่ไปจนกว่าเขาจะถึงจุดที่เลิศล้ำไร้พ่าย!
หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมาย ไม่รู้ว่าช่วงนี้หมู่สหายเป็นอย่างไรกันบ้าง
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จักรพรรดิสวรรค์ผู้ชั่วร้ายสหายของท่านหวนสู่แดนเซียน เผชิญกับการขับไล่จากฉิวซีไหลสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[โจวฝานศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x12309
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียนเผ่าสวรรค์] x63
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านมรรคจิตปั่นป่วน เนื่องจากสาปแช่งมากเกินไป]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[จี้เซียนเสินศิษย์ของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
….
มหาจักรพรรดิเซียวตัวดี…
ไม่น่าเชื่อว่าจะสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไล่สาปแช่งคนไปทั่ว!
นี่มิใช่การโยนความผิดให้ผู้เฒ่าหรอกหรือ
หานเจวี๋ยไม่สบอารมณ์อยู่กับตัวเอง
เมื่อเอ่ยถึงการสาปแช่ง เหล่าอริยะต้องนึกถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างแน่นอน ถึงแม้จะไม่มีใครเดาออกว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่ก็น่าหงุดหงิดอยู่ดี
ถึงอย่างไรเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็เป็นอีกสถานะของหานเจวี๋ย
โชคดีที่คนผู้นี้ได้รับผลกรรมตามสนองแล้ว!
หานเจวี๋ยอ่านอยู่ครู่หนึ่ง มีคลื่นลมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา
หานทั่วเริ่มออกผจญภัยแล้ว แต่มีภูตพยาบาทอยู่ หานเจวี๋ยก็ไม่กังวลเรื่องเขาอีก
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยไปเข้าฝันฉิวซีไหล สอบถามเรื่องแดนลับหวนกำเนิดโนเวลกูดอทคoม
ภายในแดนความฝัน
ฉิวซีไหลตอบว่า “หาจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไม่พบ คนผู้นี้ระวังตัวเหลือเกิน”
หานเจวี๋ยถาม “เหตุใดไม่ทำลายล้างแดนลับหวนกำเนิด”
“ทำไม่ได้ แดนลับแห่งนี้เคยเป็นดินแดนของเผ่ามังกรที่เป็นเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ ดวงชะตายังคงอยู่ หากทำลายไป มรรคาสวรรค์จะบกพร่อง กลุ่มอิทธิพลด้านนอกมรรคาสวรรค์จะหลั่งไหลเข้ามา”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องจับตามองที่นี่อย่างเข้มงวด ไม่ช้าก็เร็วจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการต้องมาโจมตีแน่”
“อืม ข้าเคยถามหลี่มู่อี จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการแข็งแกร่งมากจริงๆ หากมิใช่เพราะตัวเขาพึ่งพาดวงชะตามรรคาสวรรค์แห่งโลกพันอนันต์ คงจะสิ้นชีพด้วยน้ำมือของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการไปนานแล้ว”
“ข้าจะฝึกบำเพ็ญให้ดี วันหน้าจะได้ต่อกรกับเขา ก่อนจะถึงวันนั้น พวกเจ้าอย่าได้ประมาท”
“วางใจเถิด”
หานเจวี๋ยสลายแดนความฝัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด ท่าทางของฉิวซีไหลทำให้เขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาติยิ่งนัก
ฉิวซีไหลให้ความเคารพต่อเขายิ่ง แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าทำแบบขอไปทีอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยใช้อายุขัยสี่พันล้านปีทำนายดู เมื่อแน่ใจว่าฉิวซีไหลฆ่าเขาไม่ได้ เขาถึงได้วางใจ
‘ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะโจมตีแดนเซียนตอนไหน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ประมาณอีกห้าพันล้านปี]
นานขนาดนี้เชียวหรือ
เช่นนั้นก็มั่นคงแล้ว!
ตอนนี้อายุหานเจวี๋ยยังไม่ถึงร้อยล้านปีด้วยซ้ำ
ห้าพันล้านปี ถึงอย่างไรข้าก็คงบรรลุระดับอริยะมหามรรคแล้วกระมัง
‘สิ่งที่ข้าต้องทำตอนนี้คือห้ามสาปแช่งจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ เลี่ยงไม่ให้คนผู้นี้กลายเป็นสุนัขจนตรอก ฝืนบุกมาโจมตีมรรคาสวรรค์ก่อนกำหนด เช่นเดียวกับผู้กล้าเหล่านั้นในมหาเคราะห์ครั้งก่อน’
หานเจวี๋ยตัดสินใจกับตัวเอง
ต่อไปจะใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายส่งเดชไม่ได้
หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก แต่มองออกไปนอกอารามเต๋า เห็นมีศิษย์คนหนึ่งคุกเข่ามานานยิ่งนัก
หลงเฮ่า!
หลังจากหวนคืนสำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง นิสัยของหลงเฮ่าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเงียบขรึม ไม่ช่างพูดมากเท่าแต่ก่อน
หลังจากเขากลับมา นี่เป็นครั้งแรกที่มาขอพบหานเจวี๋ยเพียงลำพัง

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ