556-560
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 556ถึง560
สำหรับเรื่องที่มรรคาสวรรค์ทอดทิ้งเทพสูงสุดอู๋ฝ่า หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเป็นระบบป้องกันตัวของมรรคาสวรรค์
เขาเริ่มตรวจดูค่าสถานะของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่า: ระดับเบิกฟ้าเสรีระยะต้น มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ศิษย์บรรพชนเต๋า เนื่องจากถูกท่านใช้คุกสวรรค์อนธการ สยบเป็นทาส ระดับความประทับใจที่มีต่อท่านเต็มขั้นดาวแล้ว]
ระดับเบิกฟ้าเสรีระยะต้น!
อริยะเสรีหรือ
หานเจวี๋ยมีท่าทางแปลกใจ
เทพสูงสุดอู๋ฝ่ากำลังนั่งสมาธิอยู่ นิ่งสงบไม่เคลื่อนไหว
หานเจวี๋ยถามในใจ ‘ตบะของเขาเหนือกว่าข้า จะแว้งกลับมาทำร้ายหรือไม่’
[ไม่มีทาง เว้นแต่เขาจะอยู่เหนือกว่าขีดจำกัดของระบบ]
อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับมรรคขึ้นไปได้ ขีดจำกัดย่อมอยู่เหนือกว่าอริยะเสรี
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลันรู้สึกรื่นเริงขึ้นมา
กล่าวเช่นนี้คือ เขาได้กำไรแล้ว
เพื่อควบคุมมรรคาสวรรค์ เทพสูงสุดอู๋ฝ่าจำเป็นต้องกลายเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ ตบะอ่อนแอลง ผลคือเป็นการมอบโอกาสให้หานเจวี๋ยได้ฉกฉวย
เขาเปิดปากเอ่ย “อู๋ฝ่า คุกเข่า”
พอได้ยิน เทพสูงสุดอู๋ฝ่าพลันลืมตา ลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลง
เจ้าตัวสุนัข!
ก่อนหน้านี้มาสั่งให้ข้าคุกเข่า!
เจ้าคุกเข่าไปก่อนเถอะ!
หานเจวี๋ยถาม “ผู้ใดส่งเจ้ามายังมรรคาสวรรค์”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่ากล่าวตอบ “เจ้านิกายทงเทียน”
“จุดประสงค์ของเขาคืออะไร”
“ให้ข้าควบคุมมรรคาสวรรค์ จากนั้นค่อยดูดซับดวงชะตาของข้า เพื่อสลัดให้หลุดจากค่ายกลมหามรรคที่บรรพชนเต๋าสะกดเขาไว้”
“เหตุใดเจ้านิกายทงเทียนถึงถูกบรรพชนเต๋าสะกด”
“หลังจากเจ้านิกายทงเทียนสำเร็จเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ ได้ก่อศึกในหมู่อริยะ ยั่วยุโทสะบรรพชนเต๋า”
หานเจวี๋ยอดนึกถึงเรื่องห้องสินไม่ได้ เจ้านิกายทงเทียนในห้องสินก็ก่อสงครามขึ้นในหมู่อริยะเช่นกัน หากว่าเทวตำนานนี้เป็นความจริง เช่นนั้นเจ้านิกายทงเทียนช่างไม่ล้มเลิกความคิดชั่วร้ายโดยแท้
เพียงแต่เขารู้สึกว่าเรื่องห้องสินยังไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง น่าจะเป็นการถ่ายทอดของมรรคาสวรรค์ ถ่ายทอดประวัติศาสตร์เทวตำนานเข้าสู่สมองของมนุษย์สามัญ บิดเบือนกระบวนการ ถึงได้มีเทวตำนานที่คล้ายคลึงกัน
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เจ้านิกายทงเทียนหนีออกมาไม่ได้ ก็อย่าคิดจะมาหาเรื่องหานเจวี๋ยเลย
หานเจวี๋ยเอ่ยต่อว่า “เจ้าอธิบายถึงแดนเทพหวนปัจฉิมให้ข้าฟังที ขออย่างละเอียด”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าตอบ “แดนเทพหวนปัจฉิมกว้างใหญ่ยิ่ง ไพศาลไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยผนึกควบคุมมหามรรค ต่อให้อริยะก็ไม่สามารถไปมาได้ในชั่วพริบตา สิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าระดับจักรพรรดิลงไปไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมได้ แดนเทพหวนปัจฉิมรกร้าง มีตัวตนชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามารมรรคาเพ่นพ่านไปทั่ว มารมรรคาที่แข็งแกร่งที่สุดถึงขั้นสามารถกลืนกินอริยะธรรมดาทั่วไปได้ ดังนั้นเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในแดนเทพหวนปัจฉิมต่างก็ต้องระวังตัวยิ่งนัก”
“สำนักพุทธ สามนิกายสำนักเต๋า เผ่ามาร เผ่าปีศาจ เผ่ามังกร ต่างกระจายตัวอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิม ไม่รบกวนกันและกัน มิใช่เพียงเท่านี้ เนื่องจากแดนเทพหวนปัจฉิมตั้งอยู่ในพื้นที่แดนต้องห้ามอันธการ ดังนั้นสิ่งอัปมงคลในแดนต้องห้ามอันธการสามารถเข้าออกอย่างอิสระได้ โจมตีทำร้ายสิ่งมีชีวิต”
“ตอนนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเทพหวนปัจฉิมคือ อริยะเจ็ดวิถี ผู้ก่อตั้งเจดีย์มรรคายิ่งใหญ่ มีศิษย์ไม่มาก แต่ล้วนเก่งกาจทั้งสิ้น”
หานเจวี๋ยตั้งใจฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกโชคดี
พอได้ฟังเช่นนี้ มรรคาสวรรค์กลับเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด!
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอัปมงคล หรือว่ามารมรรคา ล้วนไม่สามารถเข้าสู่มรรคาสวรรค์ได้
แต่เมื่อบรรลุระดับอริยะ หากไม่มีระบบอยู่ คิดอยากเลื่อนระดับขึ้นไป ก็ต้องไปที่แดนเทพหวนปัจฉิมจริงๆ จากคำบอกเล่าของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า หานเจวี๋ยได้ทราบว่าแดนเทพหวนปัจฉิมนอกจากมารมรรคาที่น่าหวาดกลัว ยังเต็มไปด้วยมหามรรคสารพัดรูปแบบ
ถึงขั้นที่มีมหามรรคแปรวิญญาณเดินทางไปยังแดนเทพหวนปัจฉิม เผยแพร่มหามรรค แสวงหาโชควาสนา มรรคาสวรรค์ไม่อาจเทียบได้เลย
หานเจวี๋ยสงสัยว่าดวงจิตมหามรรคก็คือมหามรรคจำแลงกายมา
รอจนเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเล่าจบ หานเจวี๋ยจึงถามด้วยความอยากรู้ “มารมรรคาสามารถสังหารได้แม้กระทั่งอริยะ เช่นนั้นสิ่งมีชีวิตธรรมดาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร”
จักรพรรดิสวรรค์ก็สามารถตั้งรกรากในแดนเทพหวนปัจฉิมได้!
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าให้คำตอบ “ที่มาของมารมรรคานั้นลึกลับ พวกมันไม่มีเจตนาเป็นของตัวเอง รู้จักเพียงออกล่าสิ่งมีชีวิตในระดับเดียวกัน หากว่ากันไป มารมรรคาคล้ายกับมารสวรรค์ยิ่ง เพียงแต่มารสวรรค์มีสติปัญญา ส่วนมารมรรคาแข็งแกร่งกว่า”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
หานเจวี๋ยหรี่ตา “กล่าวอีกอย่างคือ แดนเทพหวนปัจฉิมไม่มีอารยธรรมปรากฏเด่นชัด ยิ่งไม่อาจรวมให้เป็นหนึ่งเดียวได้ เปรียบเสมือนถิ่นกันดารกระมัง”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าพยักหน้า เอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “อยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิม หากไม่มีผู้ทรงพลังเป็นที่พึ่ง ก็ทำได้เพียงเข่นฆ่าไม่หยุดหย่อน แสวงหามหามรรค แดนเทพหวนปัจฉิมเสมือนยุคฟ้าบุพกาลก่อนเบิกฟ้า สามพันเทพมารบุพกาลสังหารฆ่าฟัน ไม่มีความสงบสุข”
หานเจวี๋ยซักถามต่อ “เช่นนั้นแดนบรรพกาลเล่า เจ้ารู้มากแค่ไหน ”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าส่ายหน้า “ข้าไม่เคยไปเยือนแดนบรรพกาล หรืออาจจะเคย แต่ข้าจำไม่ได้ แดนบรรพกาลลึกลับอย่างยิ่ง เป็นเขตหวงห้ามที่สุดของแดนเทพหวนปัจฉิม”
หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเอ่ยว่า “หากท่านอยากอยู่เหนือกว่ามรรคผลเบิกฟ้า ยังคงต้องไปแสวงหามหามรรคแห่งท่านที่แดนเทพหวนปัจฉิม มรรคาสวรรค์อย่างมากก็ก่อกำเนิดได้เพียงปราณฟ้าประทาน หลังบรรลุอริยะ จะฝึกบำเพ็ญต่อได้ยากยิ่ง เนื่องจากห่างชั้นกันไกลโพ้น”
หานเจวี๋ยพยักหน้า ซักถามต่อไป เทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็ตอบไปตามจริง
หลายวันต่อมา пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าจากไป กลับไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม พำนักในวังไร้วิถีอีกครั้ง
การกลับมาของเขาสร้างความตกตะลึงต่อเหล่าอริยะ หรือว่าหานเจวี๋ยจะพ่ายแพ้
หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ต่อสู้กับเทพสูงสุดอู๋ฝ่าในปัจจุบันนี้
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
หานเจวี๋ยเบิกตา ขมวดคิ้วแน่น
ด้วยกำลังของเขาในตอนนี้ต่อกรกับอริยะเสรีช่างกินแรงโดยแท้
โหมสู้อยู่หนึ่งชั่วยาม เขายังไม่ได้รับชัยชนะเลย
โชคดีที่ตอนนี้เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเป็นบริวารของเขา ไม่เป็นภัยคุกคาม
“ทำความเข้าใจมหามรรคต้นกำเนิดดีกว่า”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง จากการพูดคุยกับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า หานเจวี๋ยถึงทราบว่าตนยังอ่อนแอยิ่ง
แต่มีจุดหนึ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ไม่ว่าผู้ใดหากมายังมรรคาสวรรค์แห่งนี้ ล้วนต้องหมอบเช่นกัน!
เว้นแต่จะแข็งแกร่งกว่าบรรพชนเต๋า!
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงปรมาจารย์ลัญจกรสรวงขึ้นมา ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงแข็งแกร่งกว่าอริยะรายอื่นชัดๆ เหตุใดไม่ได้รับผลกระทบจากมรรคาสวรรค์เล่า
หรือเป็นเพราะปรมาจารย์ลัญจกรสรวงไม่ได้ลงมือ
ถึงอย่างไรขอเพียงอยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ หานเจวี๋ยก็ไร้พ่าย
ปลอดภัย!
เวลานี้เอง ฉิวซีไหลมาขอเข้าฝันหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยยอมรับการเข้าฝัน เป็นอย่างที่เขาคิด ฉิวซีไหลมาสอบถามเรื่องของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
หานเจวี๋ยบอกว่าเขาทำข้อตกลงกับเทพสูงสุดเอาไว้ ภายหน้าจะแย่งชิงโชควาสนากัน ปฏิบัติตามกฎกติกา ไม่ทำเช่นนั้นเหมือนที่ผ่านๆ มา
เขาไม่ได้บอกไปตรงๆ ว่าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าถูกตนสยบแล้ว จะได้อาศัยสิ่งนี้ถ่วงแข้งถ่วงขาอริยะรายอื่น
ฉิวซีไหลพลันรู้สึกโล่งอก จากนั้นจึงได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งให้อริยะรายอื่นทราบ
มรรคาสวรรค์หวนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
….
หลังจากสำนักไร้วิถีล่มสลายไป แดนเซียนก็มีสำนักนิกายปรากฏขึ้นมากมาย
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแสดงธรรมร้อยปี ศิษย์นับหมื่นล้านต่างได้รับประโยชน์ สิ่งมีชีวิตไม่น้อยเกิดความทะเยอะทะยาน คิดแย่งชิงเพื่อตัวเองเช่นกัน
สำนักนับร้อยในแดนเซียนแก่งแย่งชิงดี ทุกหนแห่งล้วนมีสงครามของผู้บำเพ็ญ คล้ายจะวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ดวงชะตาภาพรวมของมรรคาสวรรค์กลับแข็งแกร่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ประตูสวรรค์ทักษิณ
หลี่เต้าคงและหานโยวยืนเคียงกัน ชาวเลิศเอกาหนึ่งพันคนรออยู่ที่ขอบฟ้า
จี้เซียนเสินเอ่ยขึ้น “ไม่อยู่ต่อจริงๆ หรือ”
หลี่เต้าคงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “พวกเราสมควรกลับไปรายงานภารกิจ หลายปีที่ผ่านมานี้ เผ่าสวรรค์กลับมาอยู่ในการควบคุมของเจ้าแล้ว เพียงแต่เจ้าต้องระวังแม่ทัพเทพสวรรค์เอาไว้ คนผู้นี้จิตใจลึกล้ำ ผลัดเปลี่ยนนายมาหลายหน”
จี้เซียนเสินพยักหน้ารับ
หลี่เต้าคงก็ไม่พูดพร่ำอีก พาหานโยวจากไป
จี้เซียนเสินมองเงาหลังของหลี่เต้าคง ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
หลี่เต้าคงมีชีวิตแบบที่เขาอยากจะเป็น ตบะแข็งแกร่ง ไร้ข้อผูกมัด กระทำตามวิสัยตน
ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหนที่จี้เซียนเสินกลายเป็นคนกระหายอำนาจ แม้แต่ตัวเขาก็ไม่รู้แน่ชัด
ในเวลานี้ แสงทองสายหนึ่งพุ่งมาจากด้านล่าง ทะลวงผ่านชั้นเมฆ พุ่งทะลุป้ายประตูสวรรค์ทักษิณ แสงทองพวยพุ่งสู่ด้านบน หายเข้าไปในชั้นฟ้าที่สิบสี่
จี้เซียนเสินถูกแสงทองที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาทำให้ตกใจ เขาเงยหน้ามองทันที
ทหารสวรรค์ที่อารักขาประตูสวรรค์ทักษิณตั้งท่าพร้อมต่อสู้
จี้เซียนเสินนับนิ้วทำนาย ท่าทางแปลกประหลาด
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยในเขตเซียนร้อยคีรีพลันลืมตาขึ้น
นับตั้งแต่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าจากไปก็ผ่านมานึ่งร้อยเจ็ดปีแล้ว ในช่วงระหว่างนี้ เขาฝึกบำเพ็ญมาโดยตลอด จนกระทั่งถูกกลิ่นอายลึกลับนี้รบกวน
“กลิ่นอายช่างคุ้นเคยนัก…”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง เริ่มนับนิ้วทำนาย
เขาทำนายได้ว่าทางทิศตะวันออกของแดนเซียนมีแสงทองสายหนึ่งพุ่งจากธรณีเชื่อมถึงนภา แสงทองสายนี้พวยพุ่งขึ้นจากภูเขาไฟบนเกาะแห่งหนึ่ง ทะลวงหมู่เมฆ ไม่อาจหยุดยั้งได้ เมื่อมองจากที่ไกลๆ ดูราวกับอภินิหาร
สุดปลายด้านล่างของแสงทองมีเงาร่างคนผู้หนึ่งหดคู้อยู่ท่ามกลางลาวา มองจากรูปร่างน่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ!
หานเจวี๋ยหรี่ตาลง
เพิ่งถือกำเนิดก็มีตบะระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏเลยหรือ
เลิศล้ำนัก!
หานเจวี๋ยพบว่าตนไม่สามารถทำนายถึงต้นกำเนิดของเด็กหนุ่มในแสงทองคนนี้ได้
เขาจำเป็นต้องใช้ระบบวิวัฒนาการทำนายดู
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หืม?
ห้าพันล้านปีหรือ
แพงกว่าอริยะมรรคาสวรรค์เสียอีก!
หานเจวี๋ยชักสนใจเสียแล้ว เลือกดำเนินการต่อ
[เทียน: จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ เทพมารฟ้าบุพกาล ผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่โดยลิขิตแห่งมรรคาสวรรค์ แบกรับภารกิจสวรรค์รวมแดนเซียนให้เป็นหนึ่ง]
บุตรแห่งมรรคาสวรรค์!
เทพมารฟ้าบุพกาล!
ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว
เขาสังเกตเห็นว่ามีผู้บำเพ็ญมากมายเหาะมุ่งหน้าไปทางเกาะที่เทียนอยู่ แม้กระทั่งมหาจักรพรรดิเฉินร่างแยกของมหาจักรพรรรดิเซียวก็ไปด้วย
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย ถ่ายทอดเสียงหาหลี่เต้าคงที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับ
เขาให้หลี่เต้าคงไปตรวจสอบเทียนดู แต่จะรับเป็นศิษย์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของหลี่เต้าคง
ส่วนหานโยว ให้พาชาวเลิศเอกากลับมาตามเดิม
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา ถ่ายทอดเสียงไปหาบรรพจารย์ซานชิงต่อ ให้บรรพจารย์ซานชิงไปหาเทียน
ส่วนเรื่องที่บรรพจารย์ซานชิงศิโรราบต่อหานเจวี๋ยแล้ว เขามิได้บอกเรื่องนี้แก่หลี่เต้าคง ทั้งสองต่างเรื่องราวต่างวาระ ต่างอาศัยฝีมือของแต่ละคน
จนถึงตอนนี้หลี่มู่อีก็ยังไม่พบเห็นความผิดปกติของบรรพจารย์ซานชิง ระยะหลังมานี้เขาไม่แม้แต่จะไปหาบรรพจารย์ซานชิงด้วยซ้ำ
จากคำบอกเล่าของบรรพจารย์ซานชิง หลี่มู่อีมองเขาเป็นสมบัติวิเศษสำหรับใช้สอยอย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไปแล้วไม่มีทางมาถามไถ่ทุกข์สุขของเขา
ตอนนี้ดีร้ายอย่างไรหานเจวี๋ยก็เป็นอริยะเช่นกัน ในฐานะผู้นำกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง ไม่สามารถลงมือจัดการทุกอย่างเองได้อีก
จากนั้น หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
บุตรแห่งมรรคาสวรรค์แล้วอย่างไร
หากเป็นศัตรูกับข้า ล้วนต้องย่อยยับ!
….
ทะเลไร้ขอบเขต หมู่เกาะเรียงรายประปรายบนผิวทะเล
ผู้บำเพ็ญแต่ละคนเหาะมาจากทั่วสารทิศ ทั้งหมดล้วนเหาะมุ่งหน้ามายังเกาะแห่งหนึ่ง
นั่นคือเกาะที่บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ถือกำเนิด แสงทองลึกลับสลายตัวไปแล้ว
ณ ปากปล่องภูเขาไฟบนเกาะ
หนุ่มน้อยร่างกายเปลือยเปล่าคนหนึ่งคลานออกมา เขาผอมซูบอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมขาวโพลน ม่านตาดั่งอสรพิษ หน้าผากมีเขาแหลมดั่งคมมีดอยู่หนึ่งคู่
เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ด้วยความมึนงง
“ถือกำเนิดก็เป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว ไม่เลวๆ”
เสียงหัวเราะอ่อนโยนเสียงหนึ่งแว่วเข้ามา เด็กหนุ่มผินหน้ามอง เห็นมหาจักรพรรดิเฉินยืนอยู่บนหน้าผา มองเขาด้วยรอยยิ้ม
เด็กหนุ่มตื่นตัว แม้จะพูดจาไม่เป็น แต่เมื่อพบพานสิ่งมีชีวิตแปลกหน้า เขาย่อมต่อต้านตามสัญชาตญาณ
เวลานี้เอง ผู้บำเพ็ญทรงพลังร่อนลงบนหน้าผาทีละรายๆ
“นี่คือเผ่าพันธุ์ใด”
“เลิศล้ำนัก ข้าอยู่บนชั้นฟ้าที่ห้าก็ยังมองเห็นแสงทองของเขา คุณสมบัติเขาไม่ธรรมดาแน่นอน”
“ครึ่งอริยะล้วนมากันถ้วนหน้า เห็นทีว่าเด็กคนนี้จะไม่ตกมาถึงพวกเราเสียแล้ว”
“ผู้ใดบ้างที่ไม่มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ อาจารย์ลุงของบิดาศิษย์พี่ข้าเป็นเทพเซียนเผ่าสวรรค์ ข้ามีสิทธิ์หรือไม่เล่า”
“รอดูต่อไปเถอะ เด็กคนนี้ดูผิดปกติ”
เหล่าผู้บำเพ็ญพากันวิจารณ์
ถูกมุงดูเช่นนี้ เด็กหนุ่มตระหนกสุดขีด กวาดสายตามองรอบข้าง คล้ายกำลังเสาะหาช่องทางหลบหนี
เวลานี้เอง บัวทองโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า งดงามตระการตา
“เด็กคนนี้มีวาสนากับข้า ทุกท่านโปรดจากไปเถิด”
เสียงบรรพจารย์ซานชิงแว่วมา ยิ่งใหญ่ทรงพลัง เขย่าขวัญผู้คน
ทุกคนต่างหันไปมอง มองเห็นบรรพจารย์ซานชิงก้าวลงมาจากยอดเมฆ ใต้เท้าเสมือนมีบันไดล่องหนรองรับ
เมื่อเห็นบรรพจารย์ซานชิง ผู้บำเพ็ญมากมายเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า
แม้จะไม่ทราบว่าบรรพจารย์ซานชิงเป็นใคร แต่รัศมีแกร่งกล้าและลึกล้ำเกินหยั่งของคนผู้นี้เพียงพอจะทำให้คนตระหนกได้โนเวลกูดอทคอม
“เด็กคนนี้มีวาสนาต่อสำนักพุทธของข้า หวังว่าทุกท่านจะไว้หน้าบ้าง!”
เสียงทรงอำนาจแว่วเข้ามา เมื่อหันมองไปตามเสียง พุทธองค์ทองสูงหมื่นจั้งองค์หนึ่งลอยข้ามท้องทะเลมา พุ่งฉิวไร้ซึ่งความกริ่งเกรง
“บรรพชนพุทธเทวัญ!”
ใครบางคนอุทานออกมา น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความยำเกรง
ผู้นำแห่งสำนักพุทธ ยอดผู้ทรงพลังแห่งการฝ่ามหาเคราะห์ สิ่งมีชีวิตเก้าในสิบของโลกล้วนเรียกขานเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรพชน!
บรรพชนพุทธเทวัญและบรรพจารย์ซานชิงจะปะทะกันแล้ว!
บรรยากาศฟ้าดินแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
อาณาเขตเต๋าสำนักพุทธ
ฉิวซีไหลสีหน้ามืดทะมึน ไม่ทราบว่าคิดอะไรอยู่
เงาแสงสายหนึ่งลอยอยู่ตรงหน้าเขา เป็นวิญญาณมรรคาสวรรค์
“เจ้าบอกว่าจะสนับสนุนข้า ทว่ายามนี้กลับสร้างบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ขึ้นมา หมายความว่าอย่างไร” ฉิวซีไหลถามเสียงเข้ม
เมื่อเห็นเทียนปรากฏกายขึ้น เขาก็โมโหแทบตายแล้ว
แม้จะเป็นอริยะ ก็รู้สึกทนไม่ไหวเช่นกัน
วิญญาณมรรคาสวรรค์เอ่ยว่า “ข้าก็จนปัญญาเช่นกัน เทพมารฟ้าบุพกาลตนนี้บรรพชนเต๋าเหลือทิ้งไว้ก่อนจากไป มหันตภัยมารสวรรค์เป็นเหตุให้ดวงชะตามรรคาสวรรค์เสื่อมถอย เทพมารฟ้าบุพกาลตนนี้ฟื้นตื่น ข้าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ เช่นนี้ถึงจะสามารถควบคุมได้”
ฉิวซีไหลขมวดคิ้วแน่น ยังคงไม่สบอารมณ์
มรรคาสวรรค์ปกปิดเขาหลายเรื่องเกินไป เขาพลันรู้สึกว่าตนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของมรรคาสวรรค์
ตอนนี้มีบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ปรากฏขึ้นมาคนหนึ่ง แล้วต่อไปล่ะ
เมื่อไรเขาถึงจะสามารถควบคุมมรรคาสวรรค์ ได้กลายเป็นตัวตนเช่นเดียวกับบรรพชนเต๋าเล่า
วิญญาณมรรคาสวรรค์กล่าวว่า “ระยะนี้ดวงชะตาสำนักซ่อนเร้นเพิ่มขึ้นเร็วยิ่ง ดวงชะตาของเผ่าสวรรค์รวมอยู่ที่บรรพชนสวรรค์ทั้งหมด อีกทั้งบรรพชนสวรรค์มีบ่วงกรรมเชื่อมโยงกับหานเจวี๋ย คาดว่าคงเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นแล้วเป็นแน่ เจ้าระวังตัวด้วย”
ฉิวซีไหลเอ่ยเรียบๆ “ข้าทราบแล้ว แต่หานเจวี๋ยแข็งแกร่งเกินไป ไม่สามารถต่อสู้กันอย่างโจ่งแจ้งได้”
จากนั้นวิญญาณมรรคาสวรรค์ก็เลือนหายไป
ฉิวซีไหลโบกมือขวาคราหนึ่ง ม่านแสงสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
ภายในม่านแสงบรรพจารย์ซานชิงกำลังต่อสู้กับผู้ทรงพลังหลายสิบคน ในบรรดานั้นมีหลี่เต้าคงและบรรพชนพุทธเทวัญอยู่ด้วย
แม้ว่าจะตัวคนเดียว บรรพจารย์ซานชิงยังคงครองความได้เปรียบ แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ฉิวซีไหลมองฉากนี้ด้วยสายตาเร่าร้อน
หากเขามีบรรพจารย์ซานชิง แดนเซียนนี้ไยจะมิใช่ของเขา
….
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น นับนิ้วทำนาย
ท่าทีของเขาดูแปลกพิกล
บุตรแห่งมรรคาสวรรค์คนนั้นยังมิได้ติดตามผู้ใด แต่ตั้งตนเป็นใหญ่ปกครองเกาะฟากหนึ่ง ตั้งตัวเป็นราชา
หลี่เต้าคงยังคงพัวพันบรรพจารย์ซานชิง ไล่ตามสู้รบกับบรรพจารย์ซานชิงอยู่ตลอด
บรรพจารย์ซานชิงทราบว่าเขาเป็นคนของสำนักซ่อนเร้น จึงอ่อนข้อให้ตลอด หานเจวี๋ยมีคำสั่งไว้ เขาไม่สามารถเผยสถานะที่แท้จริงได้ ทำได้เพียงต่อสู้ปัดป้องหลี่เต้าคง
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย
เขารู้ว่าหลี่เต้าคงบ้าบิ่น แต่ไม่คิดว่าจะบ้าบิ่นขนาดนี้
เขาจำเป็นต้องถ่ายทอดเสียงหาหลี่เต้าคง ให้เขารามือ
“ไม่เป็นไรขอรับ เจ้าสำนัก ข้าต้องเอาขนะเขาให้ได้!”
หลี่เต้าคงตอบกลับภายในใจ หานเจวี๋ยกลอกตาด้วยความโมโห
ช่างเถอะ
ปล่อยคนผู้นี้สู้ไปแล้วกัน ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางสู้บรรพจารย์ซานชิงได้
ถึงแม้หลี่เต้าคงจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่เหนือไปกว่าสือตู๋เต้า
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะหลับตาบำเพ็ญต่อ
เต้าจื้อจุนมาขอเข้าพบเขาพอดี
ปัจจุบันนี้ภายในสำนักซ่อนเร้น นอกจากหานเจวี๋ย หลี่เต้าคง และองครักษ์อาณาเขตเต๋าแล้ว เต้าจื้อจุนคือศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดตบะบรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลาง เข้าใกล้ระยะปลายยิ่งนักแล้ว
“อาจารย์ อาณาเขตฟ้าบุพกาลมีผู้มาใหม่อีกแล้ว ท่านไม่เข้าไปดูหน่อยหรือขอรับ” หลังจากเต้าจื้อจุนเข้าอารามมาก็ถามขึ้น
ผู้มาใหม่ในอาณาเขตฟ้าบุพกาลคงมีเพียงบุตรแห่งมรรคาสวรรค์นามว่าเทียนผู้นั้น
หานเจวี๋ยไม่สนใจ เขาแทบจะลืมเลือนอาณาเขตฟ้าบุพกาลไปแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว โจวฝาน เต้าจื้อจุน และจ้าวเซวียนหยวนก็ไม่ได้ไปที่อาณาเขตฟ้าบุพกาลเช่นกัน กลับเป็นหมื่นโลกาฉายชัดที่คึกคักยิ่ง เหล่าศิษย์มักจะไปสอบถามถึงสีสันอันน่าตื่นเต้นของโลกภายนอกจากหลี่เต้าคงกับหานโยวที่นั้นเป็นประจำ
หานเจวี๋ยถาม “มีเรื่องแค่นี้หรือ”
เต้าจื้อจุนรีบเอ่ยว่า “คุณสมบัติของผู้มาใหม่สองรายนี้แข็งแกร่งมากเลยขอรับ อีกอย่าง ข้าอยากออกไปแสวงหาโชควาสนาด้านนอกสักครา”
ผู้มาใหม่สองคนหรือ
ไม่ใช่แค่เทียน แต่มีอีกคนเช่นนั้นหรือ
หานเจวี๋ยอยากรู้ขึ้นมานิดๆ แต่มิได้ใส่ใจ กลับเอ่ยถามว่า “เจ้าบรรลุครึ่งอริยะหรือยัง”
“ยังขอรับ แต่…”
“เจ้าคิดจะฝ่าฝืนเจตจำนงของข้าหรือ”
“มิได้ขอรับ…”
เต้าจื้อจุนตื่นตระหนก รีบร้อนอยากอธิบาย แต่ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “อาจารย์ไม่อยากคอยเหลือช่วยเจ้าอีก เข้าใจหรือไม่ หากเจ้ายังกล้าร้องขอเช่นนี้อีก เกณฑ์การออกจากหุบเขาจะเลื่อนขึ้นเป็นระดับอริยะแทน”
“ทราบแล้วขอรับ เป็นศิษย์ที่วู่วามเอง”
เต้าจื้อจุนเอ่ยด้วยความจนปัญญา แต่คำพูดหานเจวี๋ยมีเหตุผล หวนนึกถึงความผันผวนในมหาเคราะห์ครั้งก่อน เขายังอกสั่นขวัญแขวนมาจนถึงตอนนี้
‘ไอ้ตัวแสบ ไม่น่าเชื่อว่าคิดจะมาลวงข้า’
หลังจากเต้าจื้อจุนคิดตกแล้ว ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
หานเจวี๋ยโบกมือ สื่อว่าให้เต้าจื้อจุนถอยออกไป
หลังจากเต้าจื้อจุนไปแล้ว หานเจวี๋ยยังไม่ไปที่อาณาเขตฟ้าบุพกาล เขาสอดส่องดูหานทั่วแทน
หานทั่วยังคงปิดด่านบำเพ็ญ ดวงชะตาและชื่อเสียงของเขายังคงอ่อนด้อยในแดนเซียน นับว่าเป็นคนนิรนามอยู่
เขาพลันบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
การปรากฏตัวขึ้นของเทียนสามารถเป็นหินลับคมให้หานทั่วได้
ในชีวิตหากไร้ซึ่งอริที่แข็งแกร่ง แล้วจะก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร
หานเจวี๋ยมีระบบ และใช้การมองสรรพสิ่งเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งคอยผลักดันตัวเอง
หลังจากคิดดีแล้ว หานเจวี๋ยยกมือส่งลำแสงสายหนึ่งออกมา จากนั้นแสงนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
….
ชั่วพริบตาเดียว
เวลาผ่านไปอีกสามร้อยปี
หานเจวี๋ยพักจากการฝึกบำเพ็ญ ลืมตาขึ้นมา เริ่มตรวจดูจดหมาย
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฉิวซีไหลสหายของท่านผสานรวมดวงชะตามรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพจารย์ซานชิงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากพลังห้วงมิติที่ไม่รู้จัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หานทั่วบุตรชายของท่านปลุกคุณสมบัติสายเลือด พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฉู่ซื่อเหรินศิษย์หลานของท่านได้รับการเข้าฝันจากฉิวซีไหลสหายของท่าน]
….
สถานการณ์ในจดหมายมีหลากหลายสารพัด หานเจวี๋ยอ่านอย่างมีอรรถรสยิ่ง
เขาสังเกตเห็นว่าฉิวซีไหลเข้าฝันฉู่ซื่อเหริน
เจ้าเฒ่าคนนี้คิดจะทำอะไร
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายต่อไป
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยเรียกฉู่ซื่อเหรินมาหา
ฉู่ซื่อเหรินเข้ามาในอารามอย่างรวดเร็ว ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ระยะนี้การฝึกบำเพ็ญเป็นอย่างไร”
ฉู่ซื่อเหรินตอบ “เป็นเช่นที่ผ่านมาขอรับ”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “ท่านรู้ว่าฉิวซีไหลมาเข้าฝันข้าใช่หรือไม่ขอรับ”
“ไม่รู้”
ฉิวซีไหลสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เอ่ยว่า “ฉิวซีไหลหวังว่าข้าจะกลับสู่สำนักพุทธอีกครั้ง”
ครั้งนี้ แม้แต่คำว่าอริยะเขาก็ละเว้นไปเสีย เห็นได้ชัดว่าเลือกข้างไว้ในใจแล้ว
หานเจวี๋ยถาม “โอ้ เช่นนั้นหรือ เจ้าคิดอย่างไรเล่า”
ฉู่ซื่อเหรินส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าย่อมไม่ยินยอม หากกลับสำนักพุทธก็ต้องกลายเป็นตัวหมากอีก อยู่สำนักซ่อนเร้นดีกว่า ท่านไม่เคยบังคับให้ข้าทำเรื่องที่ฝืนใจ อยู่ที่นี่ ข้าได้บำเพ็ญอย่างสงบสุข”
กาลครั้งหนึ่งในอดีตกาล เขารังเกียจการบำเพ็ญ ยามนี้กลับฝักใฝ่การบำเพ็ญยิ่ง จะสำเร็จต้าหลัวในไม่ช้าก็เร็วนี้แล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “ฝึกบำเพ็ญให้ดี หลังจากบรรลุครึ่งอริยะก็สามารถออกไปด้านนอกได้ จำไว้ ข้อเรียกร้องที่ข้ามีต่อศิษย์สำนักซ่อนเร้นไม่มากมาย มีเพียงข้อเดียว อย่าได้ทรยศต่อสำนักซ่อนเร้น อย่าฆ่าฟันกันเอง มิเช่นนั้นสิ่งที่ข้าให้พวกเจ้าได้ ก็สามารถริบคืนได้เช่นกัน ใต้มรรคาสวรรค์แห่งนี้ หากทรยศข้า ผู้ใดก็ช่วยเหลือไม่ได้ทั้งนั้น”
ฉู่ซื่อเหรินรีบค้อมคำนับ แสดงความภักดี novelgu.com
หานเจวี๋ยก็ไม่พูดมากอีก กระตุ้นนิดหน่อยเท่านั้น
หลังออกมาจากอารามเต๋า ฉู่ซื่อเหรินพ่นลมหายใจออกมา
‘ความสามารถของอาจารย์ปู่ร้ายกาจจริงๆ การเข้าฝันของอริยะเขาก็ยังจับสัมผัสได้ ฉิวซีไหลคิดจะทำร้ายข้าหรือไร’
ฉู่ซื่อเหรินคิดกับตัวเอง
ยามที่เดินผ่านจางเจี่ยว จู่ๆ จางเจี่ยวก็ลืมตาขึ้นมาจ้องมองเขา
ฉู่ซื่อเหรินใจเต้นรัว
สายตาของอริยะเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ฉู่ซื่อเหรินพลันตระหนักได้ว่าในสำนักซ่อนเร้น นอกจากหานเจวี๋ยก็ยังมีตัวตนแข็งแกร่งลึกลับอื่นๆ อยู่อีก ตัวตนลึกลับเหล่านี้ไม่เคยสื่อสารกับเหล่าศิษย์ ภักดีต่อหานเจวี๋ยเท่านั้น
พอคิดได้ ฉู่ซื่อเหรินก็ค้อมกายคำนับจางเจี่ยว จากนั้นเร่งฝีเท้า จากไปอย่างเร็วรี่
ละครเล็กฉากนี้ไม่ได้ก่อคลื่นลมในสำนักซ่อนเร้นเลย
เมื่อตบะเพิ่มขึ้น จิตใจคนก็เปลี่ยนแปลงไป หานเจวี๋ยพอจะเข้าใจ ความคิดของตัวเขาในปัจจุบันก็ต่างไปจากยามที่อ่อนแอมากโข ความทะเยอะทะยานก็แปรเปลี่ยนไป แต่ภายในเขตเซียนร้อยคีรี ทุกกฎเกณฑ์ล้วนขึ้นอยู่กับหานเจวี๋ย!
อย่ามองเพียงว่าศิษย์เหล่านี้ให้ความเคารพยกย่องหานเจวี๋ยยิ่งนัก นั่นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อหานเจวี๋ยเท่านั้น พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นคนเย่อหยิ่งถือดี หากปล่อยตัวออกไป ผ่านไปนานวันเข้า ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งอาจหันกลับมาฟาดฟันกันเอง
นึกถึงครั้งอดีตไตรเทพใต้ปกครองบรรพชนเต๋ายังห้ำหั่นฟาดหันกันเองได้ หานเจวี๋ยย่อมไม่มีทางคิดอย่างโง่เขลาว่าจิตใจของศิษย์ตนจะคงเดิมไปตลอดกาล
หกสิบสองปีต่อมา
หานตั้วเทียนมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย สอบถามว่าต้องการปล่อยศิษย์อีกหนึ่งกลุ่มออกไปหรือไม่ ศิษย์ที่ปล่อยออกไปย่อมเป็นศิษย์ในนาม
ระยะนี้ เขาจัดสรรศิษย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่ว่าจะฝึกบำเพ็ญอย่างไร ตบะก็ไม่อาจเพิ่มพูนขึ้นได้อีกไว้แล้ว
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เจ้าเลือกมาเถอะ ให้พวกเขาไปที่เผ่าสวรรค์ วันหน้าจะได้เป็นกำลังช่วยเหลือบรรพชนสวรรค์จี้เซียนเสิน”
หานตั้วเทียนรับคำสั่ง
หลายวันต่อมา จักรพรรดิเซียนหนึ่งพันรายถูกกำหนดตัว หานเจวี๋ยโบกมือส่งตัวออกไปโดยตรง
แดนเซียนในยามนี้ จักรพรรดิเซียนหนึ่งพันรายเป็นกองกำลังที่ไม่อาจดูแคลนได้
ยามที่จี้เซียนเสินได้รับศิษย์ในนามกลุ่มนี้ พลันปรีดาอย่างยิ่ง
‘สมกับเป็นท่านอาจารย์ นึกถึงข้าอยู่ตลอด’
จี้เซียนเสินคิดกับตัวเอง ถึงแม้ศิษย์เหล่านี้จะมิใช่ชาวเลิศเอกาหนึ่งพันคน แต่ไม่อ่อนด้อยแน่นอน
จี้เซียนเสินทักทายศิษย์ในนามคนนั้นที่เป็นผู้นำกลุ่มอย่างกระตือรือร้น
เกิดคลื่นความตะลึงขึ้นภายในเผ่าสวรรค์ เมื่อเทพเซียนเหล่านั้นที่มาจากสำนักนิกายอื่นทราบว่าสำนักซ่อนเร้นส่งจักรพรรดิเซียนมาหนึ่งพันราย ต่างก็ตื่นตะลึง ยิ่งไม่กล้าคิดต่อต้านจี้เซียนเสินอีก
แม้สำนักซ่อนเร้นจะเก็บตัว แต่เมื่อเอ่ยถึงสำนักซ่อนเร้นขึ้นมา สรรพสิ่งล้วนนึกถึงตำนานสารพัดเรื่องเหล่านั้น
เหล่าศิษย์จากสำนักนิกายแห่งดวงชะตายิ่งเคยได้รับคำกำชับตักเตือนมาจากผู้อาวุโสแต่ละท่าน กล่าวว่าอย่าได้ยั่วโทสะสำนักซ่อนเร้นส่งเดช
อีกด้านหนึ่ง
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าอริยะ
หวงจุนเทียนคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ท่าทางนอบน้อม
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยพินิจดูหวงจุนเทียน เอ่ยว่า “หวงจุนเทียน เจ้ากราบเข้าสำนักมาสี่หมื่นปีแล้ว คิดเห็นเช่นไรต่อแดนเซียนนี้”
หวงจุนเทียนตอบ “อริยะเดินหมาก สรรพสิ่งต่างเป็นตัวเบี้ย ทิศทางโชคชะตาของแดนเซียน ล้วนขึ้นอยู่กับความประสงค์ของอริยะ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยกล่าวอย่างลุ่มลึกแฝงนัย “นี่คือสาเหตุที่เจ้าชักนำนิกายเจี๋ยให้ใช้ชีวิตอย่างสงบใช่หรือไม่”
“ถูกแล้วขอรับ หากไร้ซึ่งการจัดสรรจากอริยะ พวกเราบุ่มบ่ามเคลื่อนไหว มีแต่จะเป็นการขุดหลุมศพให้ตัวเอง”
“เจ้ากลับฉลาดเฉลียว ยามนี้เจ้าคือเจ้านิกายเจี๋ยแล้ว ต่อจากนี้ เจ้าคิดจะแสวงหาสิ่งใดต่อ”
หวงจุนเทียนเงียบไป ไม่ได้เอ่ยตอบในทันที
หมายความว่าอย่างไร
อริยะทดสอบเขาอยู่หรือ
ความคิดในสมองหวงจุนเทียนดั่งสายฟ้า ไตร่ตรองผลดีผลเสียอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่กล้าเพ้อฝันเกินตัว แล้วแต่อริยะท่านจะจัดสรร”
หวงจุนเทียนเอ่ยเสียงขรึม ก้มศีรษะลงไป
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยจ้องมองหวงจุนเทียน ไม่ได้เอ่ยวาจา
ภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัด
ผ่านไปนานพักใหญ่
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ยเรียบๆ ว่า “หวงจุนเทียน เจ้าอยากเป็นอริยะหรือไม่”
เปลือกตาหวงจุนเทียนกระตุกไม่หยุด ตอบไปว่า “แน่นอนว่าอยาก แต่ข้าอยากปกป้องนิกายเจี๋ยไว้มากกว่า หากไม่มีนิกายเจี๋ย ก็ไม่มีตัวข้าในวันนี้”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยกล่าวว่า “สำนักดวงชะตาต่างๆ ล้วนจะแข่งขันกันเพื่อชิงตำแหน่งอริยะรายใหม่ นิกายเจี๋ยของข้ามีเพียงเจ้าที่เหมาะสมที่สุด ข้าจะปูทางไว้ให้เจ้า สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเสริมอำนาจนิกายเจี๋ย เพิ่มพูนดวงชะตานิกายเจี๋ย”
หวงจุนเทียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม “จิ่งเทียนกงเล่าขอรับ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยแค่นเสียงหยัน “เขาแปรพักตร์ไปนานแล้ว เขาภักดีต่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มิเช่นนั้นเขาจะยกตำแหน่งให้เจ้าทำไม”
หวงจุนเทียนเงียบงัน
“เรื่องนี้กำหนดกันตามนี้เถิด ภายในหมื่นปี ข้าต้องการให้นิกายเจี๋ยมีจำนวนศิษย์เกินร้อยล้านคน ระดับเทพเกินห้าร้อยคน!” เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยประกาศกร้าว
หวงจุนเทียนสบถในใจ ช่างเรียกร้องสูงเสียจริง
ระดับเทพชุบเลี้ยงได้ง่ายดายปานนั้นหรือไร!
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอริยะ หวงจุนเทียนไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
หลังจากอาณาเขตเต๋าของอริยะ หวงจุนเทียนเหาะลงมาจากชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เขาอดนึกถึงสำนักซ่อนเร้นไม่ได้
เฮ้อ
เมื่อไรนายท่านจะเรียกตัวข้ากลับไปกันนะ
สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดยังให้ข้าดักซุ่มอยู่อีก
หรือเขามีความทะเยอะทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
หวงจุนเทียนไม่กล้าคิดต่อไปอีก กลัวว่าถ้าคิดต่อไปจะถูกอริยะจับสังเกตได้
ลืมเรื่องนี้ไปก่อนแล้วกัน!
….
เดือนปีเคลื่อนคล้อย
ผ่านมากว่าแปดร้อยปีแล้ว
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบห้าหมื่นปีบริบูรณ์ ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที ครอบครองมรรคาสวรรค์เพียงผู้เดียว จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ แสวงหาสิ่งที่เหนือกว่ามรรคาสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับครึ่งอริยะหนึ่งคน]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น รอยยิ้มฉายอยู่บนหน้า
ในที่สุดก็มาแล้ว!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ แสวงหาสิ่งที่เหนือกว่ามรรคาสวรรค์ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับครึ่งอริยะหนึ่งคน]
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็รวบรวมชิ้นส่วนมหามรรคได้ครบ มีเก้าชิ้นแล้ว
องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับครึ่งอริยะก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน
ครั้งนี้ หานเจวี๋ยวางแผนว่าจะคัดลอกบรรพจารย์ซานชิง
บรรพจารย์ซานชิงสยบต่อเขาแล้ว ประกอบกับแบบจำลองการทดสอบมีข้อมูลของเขาอยู่ ดังนั้นเลือกเขาจึงไม่มีปัญหาใดๆ
[เริ่มคัดลอกองครักษ์อาณาเขตเต๋า]
หานเจวี๋ยนำชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าออกมา ผสานรวมเข้าด้วยกัน
สำหรับการตระหนักรู้มหามรรคใหม่ๆ หานเจวี๋ยวางแผนไว้นานแล้ว
เขาจะสร้างพลังวิเศษมหามรรคที่สามารถผสานรวมร่างจำลองเสรีสุญญตาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ได้
หลังจากรวมชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าเข้าด้วยกันแล้ว ปรากฏแสงเจิดจ้าขึ้น ท่วมทับร่างของหานเจวี๋ย เขาเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้มหามรรค
….
แดนเซียน ณ เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง
เด็กหนุ่มผมขาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนยอดเขา รอบกายมีกระแสลมรุนแรงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าโอบล้อมอยู่
เทียนนั่นเอง
ลำแสงสายหนึ่งส่องลงมาจากฟากฟ้า ร่อนลงมาตรงหน้าเทียน
เทียนลืมตาข้างหนึ่งขึ้น มองเห็นนักพรตชราหน้าตาผ่องใสรายหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
นักพรตชราเอ่ยด้วยรอยยิ้มละไม “เทียน ต้องการฝึกบำเพ็ญ ไต่ถามหามรรควิถี ไยมิกราบข้าเป็นอาจารย์เล่า”
เทียนเอ่ยตอบ “ข้ามีนามเต็มแล้ว นามว่า อี๋เทียน ส่วนเรื่องกราบอาจารย์ ข้าไม่ต้องการ”
อี๋เทียนหรือ
นักพรตชราใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจความหมายของนามนี้
“หากไม่กราบอาจารย์ เจ้าจะทำได้เพียงฝึกบำเพ็ญไปตามสัญชาตญาณ แล้วยามใดถึงจะออกจากทะเลไร้ขอบเขตได้เล่า”
“ผู้ใดบอกว่าข้าฝึกบำเพ็ญไปตามสัญชาตญาณ”
อี๋เทียนแสดงสีหน้าเหยียดหยาม
ไม่รอให้นักพรตชราได้พูดอะไรต่อ เทียนก็กล่าวอย่างหมดความอดทน “รีบไปซะ หากยังมาอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจเจ้า!”
นักพรตชราขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เด็กน้อยอย่างเจ้าไยจึงหัวดื้อเช่นนี้”
อี๋เทียนลุกพรวดขึ้นมา ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึงดุร้าย เส้นผมขาวงอกยาว กลายเป็นอสรพิษหลายพันตัว ร่างกายผอมบางเริ่มมีกล้ามเนื้อปูดโปน กลิ่นอายเปลี่ยนแปลงไปในทันใด ความพิฆาตสูงท่วมฟ้าก่อให้นภาแปรผัน เมฆอัสนีรวมตัวกัน
นักพรตชราเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า ตกใจหายตัวไปทันที
สีหน้าของอี๋เทียนผ่อนคลายลง กลับมาอยู่ในรูปลักษณ์เดิม ดูใสซื่อไร้พิษสง
นี่มิใช่นักพรตทรงพลังคนแรกที่ถูกเขาไล่ตะเพิดไป
เขาหงุดหงิด เหตุใดถึงมีคนอยากรับเขาเป็นศิษย์อยู่เรื่อยเลยนะโuเวลกูดoทคอม
เขาถือกำเนิดขึ้นพร้อมวิถีฝึกบำเพ็ญรวมถึงพลังวิเศษ ไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์!
นับตั้งแต่เขาถือกำเนิดมาจนถึงวันนี้ ผ่านไปพันปีแล้ว ตบะของเขาบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ หลายร้อยเกาะโดยรอบนี้ล้วนยอมสยบต่อเขา
เขาสำราญกับชีวิตเช่นนี้ยิ่งนัก ไม่คิดจะออกจากท้องทะเลอันกว้างใหญ่แห่งนี้
เวลานี้เอง เหยี่ยวยักษ์สามหัวตัวหนึ่งบินเข้ามา ร่อนลงตรงหน้าเขา เอ่ยด้วยความนอบน้อม “ท่านราชา ทางหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งขึ้น ลอยอยู่ในทะเล กลิ่นอายเขากล้าแกร่งยิ่ง สลบไม่ได้สติ ลูกน้องของพวกเราลองกัดเขาดู ทว่ากัดไม่เข้าเลยขอรับ”
พอได้ยิน อี๋เทียนชักจะสนใจขึ้นมา พลันกระโจนคราหนึ่ง บินไปตรวจสอบดู
ไกลออกไปหลายหมื่นลี้ วิหคนับไม่ถ้วนบินวนเวียนอยู่เหนือท้องทะเล ในทะเลมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ทะเลที่ยังแปลงกายไม่ได้กระโจนขึ้นมาเหนือน้ำ
กลางวงล้อมของพวกเขามีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปื้อนเลือดไปทั้งตัวล่องลอยอยู่
เป็นหานทั่วนั่นเอง
หานทั่วบาดเจ็บสาหัสยิ่ง บริเวณข้อต่อมองเห็นกระดูกขาวรำไร
อี๋เทียนมาถึงอย่างรวดเร็ว เหล่าสิ่งมีชีวิตที่รายล้อมอยู่ตกใจพากันหลีกลี้ไป
สายตาของเขามองไปที่ร่างหานทั่ว ขมวดคิ้วนิดๆ
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด กลิ่นอายของหานทั่วทำให้เขารู้สึกสนิทชิดเชื้ออย่างน่าประหลาด
เขารู้สึกประหลาดใจคล้ายได้พบพานพวกเดียวกัน
เขาตวัดมือคราหนึ่ง หานทั่วลอยขึ้นจากทะเล ร่วงหล่นลงบนมือเขา
เขาอุ้มหานทั่วแล้วหันหลังจากไป เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปจากขอบฟ้า
….
เขตเซียนร้อยคีรี ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยพลันลืมตาขึ้น ดวงตาส่องประกายเจิดจรัส ไอพลังข่มขวัญคน
“พลังวิเศษนี้ให้เรียกว่าโทสะเทพอนธการแล้วกัน รวบรวมพลังเทพมารมากมายเอาไว้ ครอบคลุมรอบด้าน ก่อตัวเป็นพลังวิเศษสุดแข็งแกร่ง พิฆาตศัตรูในกระบวนท่าเดียว!”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา
[ยินดีด้วยท่านได้รังสรรค์พลังวิเศษมหามรรคขึ้น…โทสะเทพอนธการ]
หานเจวี๋ยเรียกหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาตรวจสอบ ผ่านมาสี่สิบเก้าปีแล้ว
เจ็ดเจ็ดเป็นสี่สิบเก้า ท่ามกลางความมืดมัว เลขเจ็ดมีจำนวนที่แน่นอนเป็นของตน
หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ลองใช้งานโทสะเทพอนธการ
ท้าสู้หลี่มู่อี สังหารในเสี้ยววินาที!
ท้าสู้ฉิวซีไหล สังหารในเสี้ยววินาที!
ท้าสู้เทพสูงสุดหนานจี๋ สังหารในเสี้ยววินาที!
ท้าสู้อริยะมิ่งจี สังหารในเสี้ยววินาที!
ท้าสู้เทพสูงสุดอู๋ฝ่า แม้สังหารในเสี้ยววินาทีไม่ได้ แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ตกเป็นรองอีก เป็นฝ่ายได้เปรียบ
หานเจวี๋ยสู้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
โทสะเทพอนธการเพียงสร้างรอยขีดข่วนให้กับปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเท่านั้น ไม่เกิดความเสียหายขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อท้าสู้ในแบบจำลองการทดสอบไปเรื่อย หานเจวี๋ยก็สามารถใช้โทสะเทพอนธการได้ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ
ในระดับอริยะ ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานโทสะเทพอนธการได้!
ส่วนระดับอริยะมรรคาสวรรค์ โทสะเทพอนธการก็สามารถสะบั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้ในกระบวนท่าเดียว ส่งผู้อื่นไปสู่ความตาย!
หานเจวี๋ยพอใจยิ่ง
แต่ในช่วงเวลานี้เอง องครักษ์อาณาเขตเต๋าที่คัดลอกสำเร็จแล้ว คอยอยู่ในมุมหนึ่งของอารามเต๋า รอให้หานเจวี๋ยสั่งการ
“นับจากนี้ไป เจ้านามว่าเฉาเชา ไปฝึกบำเพ็ญด้านนอกเถอะ”
หานเจวี๋ยกล่าว
เฉาเชาทำความเคารพทันที และจากไปอย่างนอบน้อม
กองทัพสามก๊กของหานเจวี๋ยมีขุนพลใหญ่เพิ่มขึ้นอีกรายหนึ่งแล้ว
อารมณ์เขาเบิกบานยิ่ง เรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู
ในไม่ช้า หัวคิ้วเขาก็ค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน เพียงเพราะจดหมายฉบับหนึ่ง
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
เหตุใดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการถึงทำร้ายหานทั่ว
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนายดู ทว่าไม่อาจทำนายได้ เป็นไปได้ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจะไม่ได้เข้าสู่มรรคาสวรรค์
เขาจำเป็นต้องใช้ระบบวิวัฒนาการ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยมองเห็นหานทั่ว
ที่นี่คือโลกมืดมิดแห่งหนึ่ง ในอากาศมีสายฟ้าประหลาดแลบแปลบปลาบ แผ่นดินรกร้าง มีหนองน้ำน้อยใหญ่มากมายส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมา เมื่อกวาดสายตามองออกไป ก็พบซากกระดูกกองอยู่ทั่วทุกแห่งหน
หานทั่วเดินอย่างระมัดระวังยิ่ง สังเกตรอบด้านด้วยความตื่นตัว
ทันใดนั้นไอดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า จากนั้นก็ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ปั่นป่วนรุนแรง ดวงตาคู่หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางไอดำ
ดวงตาคู่นี้ชั่วร้ายเยียบเย็น หลุบมองหานทั่ว
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ!
“มดปลวกเผ่ามนุษย์ เจ้ากล้ามาถึงที่นี่เชียวหรือ”
หานทั่วรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่มิได้ตระหนกเสียขวัญ เพียงได้ยินเขาเอ่ยว่า “ได้ยินว่าแดนลับหวนกำเนิดชุบชีวิตคนตายได้ เพียงแต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง”
หานเจวี๋ยแปลกใจ
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการมีฐานที่มั่นในแดนเซียนด้วยหรือ
เขาเฝ้าสังเกตการณ์หานทั่วอยู่ตลอด เด็กคนนี้ไม่ได้ออกจากแดนเซียนเลย
แดนลับหวนกำเนิด…
ช่างมีลูกเล่นโดยแท้!
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเอ่ยว่า “ราคาในการชุบชีวิตนั้นมากมายนัก ยิ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดเท่าไร ราคาก็ยิ่งสูงเท่านั้น ไม่อาจย้อนผลกรรมได้”
หานทั่วสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าอยากคืนชีพให้ภรรยาข้า!”
หานเจวี๋ยสบถในใจ
ไอ้เด็กเหลือขอ!
เหตุใดถึงไม่คืนชีพให้พ่อแม่เจ้า
ใช่สินะ พอเติบโตก็ถูกสตรีฉกชิงไปเสียแล้ว
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า “หากคืนชีพให้ภรรยาเจ้า ต้องสังเวยด้วยอายุขัยครึ่งหนึ่งของเจ้า ยินยอมหรือไม่”
หานทั่วถามอีก “เช่นนั้นหากอยากคืนชีพให้บิดามารดาของข้าเล่า”
“ต้องแลกด้วยอายุขัยครึ่งหนึ่งของเจ้าเช่นกัน”
“กล่าวก็คือ ข้าเลือกได้เพียงอย่างเดียว เลือกทั้งคู่ไม่ได้สินะ”
“การชุบชีวิตเดิมทีก็เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติอยู่แล้ว ไหนเลยจะราบรื่นสมดั่งใจได้”
หานทั่วตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เขาสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แล้วไปเถิด ไม่ว่าจะเลือกผู้ใด หัวใจข้าล้วนต้องแบกรับความรู้สึกผิด รอจนข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง ต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าได้ราบรื่นสมดั่งใจ!”
หานทั่วโค้งคำนับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ จากนั้นก็หมุนตัวก้าวจากไป
“แดนลับหวนกำเนิดใช่สถานที่ที่เจ้าคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปอย่างนั้นหรือ”
“ในเมื่อมาแล้ว เช่นนั้นก็ทิ้งดวงชะตาของเจ้าไว้เสีย!”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการกลายเป็นหมอกดำมากล้นมหาศาล เข้าท่วมทับหานทั่วโดยตรง รวดเร็วจนหานทั่วตั้งตัวไม่ทัน
จากนั้น ด้านข้างหมอกดำพลันปรากฏรอยแยกมิติสายหนึ่งขึ้น หานทั่วร่างโชกเลือดถูกพ่นออกมา โยนเข้าไปในรอยแยกมิติ
ภาพลวงตาวิวัฒนาการสิ้นสุดลงเท่านี้
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น จมอยู่ในห้วงความคิด
เขาสอดส่องแดนเซียน หาพิกัดของแดนลับหวนกำเนิดจนพบ พบว่าอยู่ในเขตพรมแดนของแดนเซียน ซ่อนเร้นอยู่ในมิติเล็กๆ ที่แยกตัวเป็นเอกเทศ ทางเข้าอยู่ในละแวกแนวเขารกร้างที่ทอดตัวยาว ลับตาผู้คน
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย สำแดงความฝันอันธการ เข้าฝันฉิวซีไหล
ในความฝัน ฉิวซีไหลตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถูกเข้าฝันอย่างกะทันหัน
หานเจวี๋ยเล่าถึงต้นตอที่มาของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการรอบหนึ่ง จากนั้นจึงเล่าถึงแดนลับหวนกำเนิด
ฉิวซีไหลแสดงสีหน้าตะลึง ตัวตนน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้หลี่มู่อีเสียท่าได้มิใช่สิ่งที่อริยะมรรคาสวรรค์อย่างพวกเขาจะต่อกรได้
“แดนลับหวนกำเนิด แดนลับนี้ปรากฏขึ้นมาสามยุคมหาเคราะห์แล้ว จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการจับตามองมรรคาสวรรค์มานานแล้ว” ฉิวซีไหลขมวดคิ้วแน่น พึมพำกับตัวเอง
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เรื่องนี้ขอมอบให้พวกเจ้า ข้าต้องฝึกบำเพ็ญต่อ เตรียมป้องกันการโจมตีจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ”
ฉิวซีไหลพยักหน้ารับ ไม่ได้เอ่ยโต้แย้ง
ประโยชน์สูงสุดที่หานเจวี๋ยมีต่อเหล่าอริยะก็คือพลังของเขา
ถ้าหานเจวี๋ยยอมปิดด่านเก็บตัวไปตลอดก็เป็นเรื่องดีสำหรับอริยะรายอื่นๆ พวกเขาไม่ต้องการบำเพ็ญ เพราะตบะยากจะก้าวหน้าได้ หากอยากแข็งแกร่งขึ้น ก็ต้องพึ่งดวงชะตามรรคาสวรรค์
ยิ่งมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเท่าไร อริยะมรรคาสวรรค์ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!
หลังจากเข้าฝันเสร็จ หานเจวี๋ยสังเกตการณ์หานทั่วต่อ
หานทั่วอยู่กับอี๋เทียนบุตรแห่งมรรคาสวรรค์ ความสัมพันธ์ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสองประลองแลกเปลี่ยนทักษะกันอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง พูดคุยยิ้มหัว
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วนิดๆ
กลิ่นอายของหานทั่วคลายคลึงกับอี๋เทียนอยู่บ้าง ประกอบกับสถานะของอี๋เทียน คาดว่าเหล่าอริยะต้องสังเกตเห็นหานทั่วด้วยแน่นอน
ก็แล้วไปเถอะ ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
ปิดไม่อยู่เป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรหานทั่วก็กำลังแข็งแกร่งขึ้น
ถึงแม้หานทั่วจะยังไม่กลายเป็นเทพมารอนธการอย่างสมบูรณ์ แต่เขาแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป ครั้งแรกยามที่หานเจวี๋ยเปลี่ยนผ่านกลายเป็นเทพมารอนธการก็ยังคงเข้าสู่อาณาเขตฟ้าบุพกาลได้ บางทีฟ้าบุพกาลและอนธการ เดิมทีอาจมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดบางอย่าง
“จิ๊ๆ บุตรแห่งมรรคาสวรรค์ช่างได้ทุกอย่างดั่งใจนึกโดยแท้ เพิ่งถือกำเนิดได้เท่าไรกัน ใกล้จะบรรลุระดับเทพแล้ว!”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง เขาพบว่าร่างกายของอี๋เทียนคือยอดสมบัติ เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าไม่ได้กราบอาจารย์ ทว่ากลับครอบครองพลังวิเศษอันแข็งแกร่งประการหนึ่งไว้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นพลังวิเศษระดับอริยะ
เจ้ายอดเยี่ยมนักมรรคาสวรรค์!
มองข้ามกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์ ใช้สูตรโกงกับลูกเจ้าสินะ!
หานเจวี๋ยยกมือขวาขึ้นมา สำแดงเวทอีกครั้ง
เขากำลังจะคลายผนึกสายเลือดให้หานทั่วอีกครั้ง ครั้งนี้ปลดออกทีเดียวครึ่งหนึ่งเลย ไม่ทราบเช่นกันว่าพอจะทัดเทียมกับบุตรแห่งมรรคาสวรรค์หรือไม่
อีกด้านหนึ่ง
บนเกาะกลางทะเลอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง หานทั่วกำลังต่อสู้กับอี๋เทียน
ทั้งสองไม่ได้สำแดงพลังวิเศษวิชาเวท ประลองกันด้วยความสามารถทางกายภาพ หมัดกระทบเนื้อ
แต่ก่อนหานทั่วพึ่งพาพลังทางกายภาพผงาดขึ้นมา อี๋เทียนเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล คุณสมบัติร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเผ่าจอมเวทในอดีตกาลเสียอีก
ตูม!
หานทั่วถูกอี๋เทียนซัดคว่ำในหมัดเดียว ล้มลงลงบนเนินเขา ฝุ่นธุลีปลิวฟุ้ง
อี๋เทียนลอยอยู่กลางอากาศ สองมือเท้าเอว หัวเราะดังลั่นด้วยความภูมิใจ “หานทั่ว เจ้าไม่ได้เรื่องเลย ข้ายังไม่ทันได้เอาจริง เจ้าก็ร่วงเสียแล้ว! ยังคิดจะมาเป็นพี่ใหญ่ข้าอีก เจ้ามาเป็นน้องชายข้าน่าจะเหมาะกว่านะ!”
หานทั่วตะกายลุกขึ้นมาด้วยความยากลำบาก กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
เวลานี้เอง เขาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแทรกซึมเข้าสู่ร่างจากนั้นก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว ราวกับปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งออก
ความรู้สึกนี้…
หานทั่วตื่นเต้นขึ้นมา เขารู้จักความรู้สึกนี้ดี!
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยเผชิญอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่รู้สึกเช่นนี้ ตบะเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เขาคิดว่านี่คือการทะลวงขีดจำกัดทางสายเลือดของเขา!
มนุษย์ รวมถึงวิญญาณของสรรพสิ่งต่างๆ ทุกผู้ทุกคนล้วนมีความสามารถอันไร้ขีดจำกัด เพียงแต่เสาะหาวิธีทะลวงโซ่ตรวนขีดจำกัดไม่พบเท่านั้น!
หานทั่วคิดเช่นนี้ ที่เขาสามารถทะลวงโซ่ตรวนอย่างต่อเนื่องได้ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับความอุตสาหะไม่ย่อท้อของเขาแน่
หานทั่วนั่งสมาธิบนพื้น
อี๋เทียนมองเขาด้วยความฉงน
‘ดูเหมือนเขากำลังจะแข็งแกร่งขึ้น…ใช่จริงๆ เขาเป็นพวกเดียวกับข้า…’
แววตาอี๋เทียนวูบไหว ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ก่อนได้พบหานทั่ว เขาโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีบริวารนับไม่ถ้วน แต่ในใจเขาว้าเหว่ มีความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายไร้ถิ่นฐานให้หวนคืน
….
วันเวลายืดยาวไป
ผ่านไปอีกห้าร้อยปี
ภายในระยะเวลาห้าร้อยปี แดนเซียนเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เผ่าสวรรค์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักซ่อนเร้นเริ่มกรีฑาทัพไปทั่ว นอกจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในแดนเซียนแล้ว พวกเขายังต้องการปกครองโลกมนุษย์ด้วย เช่นเดียวกับวังสวรรค์เมื่อครั้งอดีต ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนทางวังสวรรค์ ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว ผู้ที่ไม่ทราบความก็คิดว่าวังสวรรค์ล่มสลายไปแล้ว
แดนเซียนปรากฏผู้แข็งแกร่งขึ้นมากมาย ชื่อเสียงก้องสะท้านไปทั่วหล้า อี๋เทียนเองก็เป็นหนึ่งในบรรดานั้น เขาเรียกขานตนว่าฉีเทียนต้าเซิ่ง
นามนี้มาจากนิทานที่หานทั่วเคยเล่าให้เขาฟัง นิทานเรื่องนี้หานทั่วก็ฟังมาจากท่านพ่อในสมัยที่เขายังเป็นเด็กอีกที
เขตเซียนร้อยคีรี
หานเจวี๋ยเพิ่งแสดงธรรมเสร็จสิ้น เขามองไปที่เผ่าเอกา
หานโยวพาชาวเลิศเอกาหนึ่งพันคนกลับมานานแล้ว กลับเป็นหลี่เต้าคงที่ยังตามพัวพันบรรพจารย์ซานชิงอยู่ด้านนอก เหมือนแมลงวันไม่มีผิด
เวลานี้ตบะของเผ่าเอกาหนึ่งหมื่นคนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปฐมเทพขั้นสาม หากต้องการให้ทั้งหมดบรรลุถึงระดับต้าหลัว คาดว่ายังต้องใช้อีกหลายหมื่นปี หรืออาจจะนานกว่านั้น
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ