551-555

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 551ถึง555
หานเจวี๋ยสนใจเรื่องครอบครองมรรคาสวรรค์ แต่เขาไม่สามารถครอบครองด้วยตัวเองได้
เขาไม่อยากถูกผูกมัดไว้กับมรรคาสวรรค์
เขาต้องการสนับสนุนอริยะสักคน ให้ยึดครองมรรคาสวรรค์แต่เพียงผู้เดียว ครอบครองมรรคาสวรรค์แทนเขา
หานเจวี๋ยเกิดความคิดอีกอย่างขึ้นมา สอบถามว่า ‘ข้าสามารถใช้คุกสวรรค์อนธการสยบอริยะมรรคาสวรรค์ให้เป็นทาส แล้วเข้าครอบครองมรรคาสวรรค์ได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[สามารถสยบอริยะมรรคาสวรรค์เป็นทาสได้ แต่ไม่อาจอาศัยเหตุนี้เข้าครอบครองมรรคาสวรรค์ได้ มรรคาสวรรค์จะเป็นฝ่ายตัดขาดดวงชะตาของอริยะเอง]
สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลย
ถึงอย่างไรมรรคาสวรรค์ก็เป็นกฎเกณฑ์ ต่อให้ระบบแข็งแกร่งแค่ไหน จะยังแกร่งไปกว่ามหามรรคได้หรือ
มหามรรคไม่อาจเข้ากลืนกินมรรคาสวรรค์โดยตรงได้!
อีกอย่าง หากสยบอริยะมรรคาสวรรค์เป็นทาส จะต้องล่วงเกินตัวตนในระดับที่อยู่สูงกว่าแน่นอน
จากความเข้าใจที่หานเจวี๋ยมีต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน มรรคาสวรรค์ผ่านมหาเคราะห์มาสิบครั้งแล้ว ในระหว่างมหาเคราะห์เหล่านี้มีผู้ทรงพลังมากมายที่ผงาดขึ้นมา อริยะก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนไป ผู้ที่หลุดพ้นเหล่านั้นล้วนออกจากมรรคาสวรรค์ ย้ายไปอยู่ที่แดนเซียนหวนปัจฉิม
ในเมื่ออวี้ผูถีสามารถรับรู้สถานการณ์ของมรรคาสวรรค์ได้ ผู้หลุดพ้นรายอื่นก็ย่อมทำได้เช่นกัน
ว่ากันตามตรงคือ อริยะเหล่านี้ล้วนเป็นหุ่นเชิดที่อริยะมหามรรคสอดแทรกไว้ในมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยต้องเข้ายึดครองมรรคาสวรรค์อย่างลับๆ!
เช่นนี้ถึงจะมีแต่ได้ไม่มีเสีย!
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
อาณาเขตเต๋าอริยะ
ฉิวซีไหลนั่งบนแท่นบัวทอง สีหน้าเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ไอสีเทาที่ดูเก่าแก่พิสดารหลายสายพัวพันอยู่รอบกายเขา
เขาพลันลืมตาขึ้น ตวาดดังลั่น ไอสีเทารอบกายหายไปทันที
ในเวลานี้ เงาดำร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าฉิวซีไหล
ฉิวซีไหลจ้องมองเขา เอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่!”
เงาดำเปิดปากกล่าว “มรรคาสวรรค์อ่อนกำลัง นี่เป็นโอกาสของเจ้า ข้าสิที่ต้องถามเจ้า เจ้าต้องการอะไรกันแน่”
ฉิวซีไหลเงียบงัน
เงาดำเอ่ยต่อ “โลกพันอนันต์ของหลี่มู่อีกำลังจะถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการกลืนกิน เป้าหมายต่อไปก็คือมรรคาสวรรค์ หากเจ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับมรรคาสวรรค์ ก็จะรับมือกับการโจมตีของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการได้ดียิ่งขึ้น”
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการคือผู้ใด”
“สิ่งอัปมงคลที่เกิดขึ้นจากผลกรรมในแดนต้องห้ามอันธการ เขาต้องการกลืนกินมรรคาสวรรค์ทั้งน้อยใหญ่ เพื่อก้าวข้ามสู่มหามรรค ต่อสู้กับระเบียบโบราณ”
“เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ลงมือ”
“เจ้าดินแดนยังอยู่ เหตุใดต้องลงมือเล่า มรรคาสวรรค์และมหามรรคต่างไม่ก้าวก่ายกัน นี่คือกฎเหล็กที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้”
ฉิวซีไหลตกอยู่ในความเงียบงัน
เงาดำเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วหายตัวไปในอากาศ “ก่อนมหาเคราะห์ครั้งถัดไปมาเยือน จะต้องผสานรวมกับมรรคาสวรรค์ให้ได้ มิเช่นนี้ตำแหน่งอริยะของเจ้าก็เปลี่ยนคนมาแทนเสียเถอะ”
แววตาฉิวซีไหลวูบไหว ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
….
ห้าสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ตรวจดูจดหมาย
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หานโยวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญโลกแยกนภา] x842
[จี้เซียนเสินศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการแทรกซึมทางวิญญาณจากสิ่งอัปมงคล]
[หวนจุนเทียนสหายของท่านเข้าสู่อาณาเขตเต๋าของอริยะ]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านกลืนกินสิ่งอัปมงคล ดวงชะตาเกิดความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ชั่วร้าย]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านได้รับการเข้าฝันจากผู้ทรงพลัง พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วทันที
จักรพรรดิสวรรค์กลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ
ก่อนออกจากแดนเซียน จักรพรรดิสวรรค์ถูกจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนลอบปองร้าย ถูกดวงจิตประหลาดชั้นรองยึดร่าง ขณะนั้นหานเจวี๋ยไม่มีความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ อับจนหนทาง
หานเจวี๋ยเรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมา ตรวจดูรูปประจำตัวของจักรพรรดิสวรรค์
นามของจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนเป็นจักรพรรดิสวรรค์ชั่วร้าย ใบหน้าดูชั่วร้ายอย่างยิ่ง ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ คิ้วดกสีแดง สองเนตรมีนัยน์ตาดำสองลูก หว่างคิ้วปรากฏรอยขีดเป็นเส้นตรง ราวกับมีดวงตาข้างหนึ่งหลับตาอยู่ตรงนั้น
สิ่งสำคัญคือตบะของจักรพรรดิสวรรค์ชั่วร้ายบรรลุถึงระดับครึ่งอริยะตอนปลายแล้ว!
ตบะเพิ่มพูนขึ้นเร็วยิ่ง! пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
หานเจวี๋ยลังเลอยู่พักหนึ่ง ตัดสินใจเข้าฝันจักรพรรดิสวรรค์
เขาสำแดงความฝันอันธการ จักรพรรดิสวรรค์ไม่อาจต่อต้านได้
ฉากความฝันคือป่าเล็กๆ ละแวกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เมื่อสี่หมื่นกว่าปีก่อน นับว่าเป็นสถานที่รำลึกความทรงจำระหว่างหานเจวี๋ยและจักรพรรดิสวรรค์
เมื่อได้พบจักรพรรดิสวรรค์อีกครั้ง สรรพสิ่งยังคงเดิมทว่าคนกลับเปลี่ยนแปลงไป
จักรพรรดิสวรรค์อยู่ในชุดคลุมสีดำลายมังกร สวมกวานหยกม่วงทองประดับเขามังกร มีเงากระบี่สามเล่มที่ก่อตัวเป็นรูปพัดลอยอยู่ด้านหลัง รูปทรงกระบี่แตกต่างกันไป
เมื่อเห็นหานเจวี๋ย จักรพรรดิสวรรค์ตกตะลึงไป
ทั้งสองจ้องมองกันอยู่เช่นนี้ ตกอยู่ในความเงียบงัน
ผ่านไปหลายลมหายใจ
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “เจ้าร้ายกาจกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เสียอีก เจ้าพิสูจน์มรรคแล้วหรือ”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ข้ายังมิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ ช่วงนี้ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดียิ่ง ไม่ได้รู้สึกมีอิสระเสรีเช่นนี้มาก่อน หานเจวี๋ย หากเจ้าอยู่ในแดนเซียนต่อไปไม่ได้ ก็จงมาหาเราที่แดนเทพหวนปัจฉิม เราก่อตั้งวังสวรรค์แห่งใหม่ขึ้นแล้ว”
“เมื่อเทียบกับแดนเซียนแล้ว แดนเทพหวนปัจฉิมเป็นอย่างไรหรือ”
“อันตรายกว่า ทุรกันดารกว่า แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสเช่นกัน”
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
ทุรกันดารหรือ
เขานึกมาตลอดว่าแดนเทพหวนปัจฉิมงดงามรุ่งโรจน์กว่าแดนเซียน เปรียบเสมือนแดนเซียนในฉบับที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม แต่ฟังจากคำพูดจักรพรรดิสวรรค์แล้ว มิใช่เช่นนั้นเลย
จักรพรรดิสวรรค์ทอดถอนใจพลางเอ่ยว่า “แดนเทพหวนปัจฉิมถือกำเนิดก่อนแดนเซียน เป็นดินแดนมรรคาสวรรค์แห่งแรก ทว่าในอดีตถูกทำลายล้างด้วยมหาสงครามอริยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม บรรพชนเต๋าจึงรวบรวมเศษส่วนที่พังทลายของแดนเทพหวนปัจฉิมมาสร้างเป็นแดนเซียน ส่วนแดนเทพหวนปัจฉิมดั้งเดิมอุดมไปด้วยกรรม ความอาฆาตพยาบาทและแรงกรรม รกร้างกันดารมานานแล้ว ปัจจุบันถูกมองว่าเป็นหนทางสำหรับมุ่งสู่แดนบรรพกาล บนเส้นทางสายนี้มีผู้ทรงอำนาจมากมายที่สังหารฆ่าฟันและล่วงลับดับสูญ ทิ้งโอกาสวาสนามากมายเหลือคณาเอาไว้”
หานเจวี๋ยอดนึกถึงมหาสงครามอริยะในเรื่องห้องสินไม่ได้ หรือว่าการถือกำเนิดของแดนเซียนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?
เขาถามต่อ “แล้วแดนบรรพกาลเล่า”
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายหน้า เอ่ยว่า “แดนบรรพกาล นั่นเป็นสถานที่เร้นลับ แม้ว่าจะมีคนรอดชีวิตออกมาจากที่นั่นได้ ก็ไม่มีทางยอมเผยความจริงด้านในออกมา เราเองก็ไม่ทราบแน่ชัด”
หานเจวี๋ยครุ่นคิด
จักรพรรดิสวรรค์จ้องมองหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “หานเจวี๋ย มาเถอะ มาเข้าร่วมกับเรา เราจะแต่งตั้งเจ้าเป็นจักรพรรดิสวรรค์ อยู่ในวังสวรรค์ อยู่ใต้คนเพียงหนึ่งอยู่เหนือคนนับหมื่น หากเราร่วมมือกัน บุกยึดแดนต้องห้ามอันธการ กวาดล้างปวงสวรรค์หมื่นโลกา สร้างความยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!”
หานเจวี๋ยเงียบงัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขารู้สึกอยู่เสมอว่าจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนไป
นอกจากความทะเยอทะยานแล้ว นิสัยยังก้าวร้าวรุนแรงขึ้นอีกด้วย
“แล้วแดนเซียนเล่า ตอนนี้ท่านมีแผนการอย่างไรต่อแดนเซียน” หานเจวี๋ยถาม
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยความเย่อหยิ่ง “เราจะกลับไปในอีกไม่ช้าก็เร็ว อริยะทั้งหมดล้วนต้องชดใช้! เราจะกวาดล้างแดนเซียน ผู้ใดไม่ยอมสยบ ก็ต้องวอดวายไปด้วยกัน!”
เขาจ้องมองหานเจวี๋ยอีกครั้ง กล่าวว่า “หานเจวี๋ย ร่วมมือกับเรา กวาดล้างทุกสิ่ง เลียนอย่างผานกู่ในเทวตำนานบรรพกาล พวกเราจะสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่!”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ข้าจะใคร่ครวญดู”
“อืม”
ทั้งสองสนทนากันต่ออีกสักพัก
หลังจากแดนความฝันสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
จักรพรรดิสวรรค์ชั่วร้ายไปแล้วจริงๆ!
ตอนนี้นอกจากพลังอันแข็งแกร่ง ก็กลายเป็นตัวร้ายเต็มมาตรฐานอย่างสมบูรณ์!
แน่นอน หากมองในมุมของจักรพรรดิสวรรค์ เขาจะเปลี่ยนไปก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
‘จักรพรรดิสวรรค์สามารถบุกตะลุยไปทั่วแดนเทพหวนปัจฉิมได้ บางทีแดนเทพหวนปัจฉิมอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ข้าจินตนาการไว้ แต่มีผู้ที่เก่งกาจกว่าข้าอยู่แน่นอน’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นก็เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญต่อ
ห้าร้อยปีผ่านไป
มรรคาสวรรค์มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“ข้าคือเทพสูงสุดอู๋ฝ่า เป็นอริยะมรรคาสวรรค์คนใหม่ รับผิดชอบปลิดชีพสังหารตามระเบียบมรรคาสวรรค์ จะก่อตั้งสำนักไร้วิถีขึ้น!”
น้ำเสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกามรรคาสวรรค์
อริยะรายใหม่
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมายทันที เป็นอย่างที่คิด มองเห็นจดหมายฉบับหนึ่งแล้ว
[อริยะจินอันศัตรูคู่อาฆาตของท่านเผชิญกับการสะบั้นดวงชะตาจากเหล่าอริยะ ตัวตายมรรคผลสลาย]
รูปประจำตัวของอริยะจินอันหายไป
โหดเหี้ยมจริงๆ
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ‘ข้าอยากทราบข้อมูลของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่า: อริยะมรรคาสวรรค์ระยะสมบูรณ์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ศิษย์บรรพชนเต๋า]
อริยะมรรคาสวรรค์ระยะสมบูรณ์!
น่าสนใจอยู่บ้าง
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เพิ่งมาก็เกลียดเขาเลยหรือ
ผู้มามีเจตนาร้าย!
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะสาปแช่งเทพสูงสุดอู๋ฝ่าดีหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามปรากฏตำหนักใหญ่มโหฬารตระการตาหลังหนึ่งขึ้น ดูโอ่อ่าอย่างยิ่ง แสงรุ้งเจ็ดสีพวยพุ่งสูงนับล้านจั้ง เมื่อมองจากที่ไกลๆ ตำหนักหลังนี้ดูราวกับมังกรบรรพกาลตัวหนึ่งที่ขดพำนักอยู่ในบริเวณนี้
ฉิวซีไหล ฝูซีเทียน เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย มหาจักรพรรดิเซียวและจักรพรรดินีผืนพิภพปรากฏตัวขึ้น ต่างมองไปทางตำหนักใหม่หลังนี้ด้วยสีหน้าท่าทางที่ซับซ้อน
เหนือประตูใหญ่ของตำหนักมีแผ่นป้ายตั้งอยู่ สลักอักษรขนาดใหญ่ไว้สี่ตัว
วังไร้วิถี!
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะนำพาพวกเจ้าเสริมสร้างอำนาจให้มรรคาสวรรค์ มหันตภัยมารสวรรค์จะไม่เกิดขึ้นอีก พวกเจ้าแค่เชื่อฟังตามการจัดแจงของข้าก็พอ”
เสียงของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าแว่วออกมา น้ำเสียงเผด็จการวางอำนาจ
เมื่อเหล่าอริยะได้ฟัง สีหน้าพลันน่าเกลียดขึ้นมา
จองหองเกินไปแล้ว!
เป็นผู้มาใหม่ ทว่าไม่แม้แต่จะเปิดประตูวังไร้วิถีต้อนรับด้วยซ้ำ ไร้มารยาทนัก
เหล่าอริยะได้แต่ล่าถอยไป มาที่อาณาเขตเต๋าของฉิวซีไหล
“เทพสูงสุดอู๋ฝ่า เป็นศิษย์บรรพชนเต๋า ตบะลึกล้ำเกินหยั่ง แม้ว่าจะได้รับการรับรองตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์แล้ว แต่เกรงว่าพวกเราคงสู้เขาไม่ได้ อีกอย่างเบื้องหลังเขาก็มีอริยะมหามรรคถือหางอยู่” เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
มหาจักรพรรดิเซียวเอ่ยถาม “สามนิกายสำนักเต๋าก็มีอริยะมหามรรคมิใช่หรือ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยถอนหายใจคราหนึ่ง เอ่ยว่า “ขอกล่าวโดยไม่ปิดบัง ขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่พึ่งพาอาศัยปรมาจารย์ลัญจกรสรวง”
มหาจักรพรรดิเซียวและจักรพรรดินีผืนพิภพต่างขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ฉิวซีไหลสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เอ่ยว่า “กลุ่มอิทธิพลด้านนอกเริ่มแทรกแซงเข้ามาในมรรคาสวรรค์แล้ว พวกเราจำเป็นต้องร่วมมือกัน เมื่อไม่นานมานี้ก็มีอริยะมหามรรคท่านหนึ่งมาข่มขู่ข้า ส่วนที่ว่าเป็นผู้ใดนั้น ขณะนี้ข้ายังบอกไม่ได้ ป้องกันไม่ให้ชักนำความเดือดร้อนมาให้”
สีหน้าเหล่าอริยะมืดทะมึนลงทันที
มหาจักรพรรดิเซียวกล่าวว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องแจ้งให้หานเจวี๋ยรู้ อาศัยแค่พวกเรา ไม่ได้การแน่ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของหานเจวี๋ย”
อริยะรายอื่นต่างพยักหน้ารับ เห็นด้วยกับวาจานี้
หลังจากประสบมหันตภัยมารสวรรค์ พวกเขานับว่ายอมรับหานเจวี๋ยแล้ว
ภายในมรรคาสวรรค์ต่อให้ต่อสู้แย่งชิงกันอย่างไร ก็ต้องร่วมมือกันต่อต้านศัตรูภายนอก
….
สี่สิบปีต่อมา
มหาจักรพรรดิเฉินมาขอพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายเขาเข้ามาในอารามเต๋า เพื่อไว้หน้ามหาจักรพรรดิเซียว และไม่เปิดโอกาสให้มหาจักรพรรดิเฉินได้สอดส่องเขตเซียนร้อยคีรี
มหาจักรพรรดิเฉินเปิดเผยเจตนาที่มาเยือน เขาบอกเล่าเรื่องของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ข้าทราบแล้ว เรื่องนี้ข้าจะทบทวนดู ส่วนตอนนี้ ให้เหล่าอริยะเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบ ต่อให้มรรคาสวรรค์จะเปลี่ยนมือ ก็คงมิใช่ในเร็ววันนี้ พวกเราต้องทำความเข้าใจอีกฝ่ายก่อนแล้วค่อยวางแผนจัดการ ส่วนตัวข้า ย่อมเอนเอียงไปหาพวกเจ้าอยู่แล้ว”
ล้อกันเล่นหรืออย่างไร!
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเพิ่งมาถึงก็เกิดความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ย นับเป็นศัตรูแล้ว!
หานเจวี๋ยย่อมต้องหาทางจัดการเทพสูงสุดอู๋ฝ่าแน่นอน แต่ไม่อาจเปิดเผยออกมาได้
มหาจักรพรรดิเฉินแย้มยิ้ม เอ่ยว่า “สหายเต๋าว่ามาเช่นนี้ก็วางใจแล้ว ข้าจะนำความไปถ่ายทอดต่อเหล่าอริยะ”
ทั้งสองพูดจาตามมารยาทกันอยู่สองสามประโยค หานเจวี๋ยก็ส่งตัวมหาจักรพรรดิเฉินออกไป
หลังจากมหาจักรพรรดิเฉินไปแล้ว หานเจวี๋ยเริ่มใคร่ครวญว่าจะจัดการเทพสูงสุดอู๋ฝ่าอย่างไรดี
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไร้พ่าย
‘ข้าอยากรู้ว่าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าสามารถสังหารข้าได้หรือไม่’
หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ได้แน่นอน]
ได้แน่นอนหรือ!
หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน เปิดใช้งานยอดสมบัติทั่วร่าง เขาหายตัวไปโผล่ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามทันที มุ่งหน้าไปยังตำหนักของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าอย่างรวดเร็ว
เขากระโดดลงไปหน้าวังไร้วิถี รีบคัดลอกตบะของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าทันที จากนั้นก็ทะยานหนี
เป็นเวลาแทบจะชั่วพริบตาเท่านั้น!
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่ามีเจตนาสังหารพุ่งเป้ามาที่ตน
“จะหนีไปไหน”
เสียงของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าแว่วขึ้นมา ห้วงเวลาคล้ายหยุดนิ่งลง หานเจวี๋ยรับรู้ได้ว่ามีพลังฝ่ามือสายหนึ่งเล็งมาที่ร่าง แต่ถูกยอดสมบัติบนตัวเขาปัดป้องออกไป
หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายกลับมาที่เขตเซียนร้อยคีรี
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าปรากฏตัวขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
เขาสวมชุดนักพรตเต๋าสีดำ รูปร่างบึกบึน ผมตัดสั้นยิ่ง บนใบหน้ามีลวดลายสีทองประทับอยู่ ซับซ้อนยากจะเข้าใจได้ แฝงกลิ่นอายยุคสมัยบรรพกาลโนเวลกูดอทคอม
เขามองฝ่ามือขวาของตน เอ่ยพึมพำ “ยอดสมบัติแข็งแกร่งยิ่ง เขามีได้อย่างไร หรือว่าเขาเองก็มีคนหนุนหลังอยู่เช่นกัน”
อีกด้านหนึ่ง
ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยนั่งอยู่บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
[ความเกลียดชังที่เทพสูงสุดอู๋ฝ่ามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก สำหรับฝ่ามือของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า เขาไม่รู้สึกอะไรเลย
ยอดสมบัติทั่วร่างแข็งแกร่งในระดับที่ป้องกันการโจมตีจากอริยะเสรีได้ เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเป็นเพียงอริยะมรรคาสวรรค์ ไหนเลยจะทำอันตรายเขาได้
หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ท้าสู้กับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
เขาขมวดคิ้วนิดๆ
ในการต่อสู้ครั้งแรก ประเด็นหลักคือเพื่อหยั่งเชิง ทดสอบความสามารถของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแข็งแกร่งกว่าหลี่มู่อี ถึงแม้จะเป็นอริยะมรรคาสวรรค์เหมือนกัน แต่พลังวิเศษจากฝ่ามือเขามีท่วงทำนองแห่งพลังวิเศษมหามรรค
หานเจวี๋ยเอาชนะได้ แต่กลับไม่มีความสุขกับชัยชนะ
เขาท้าสู้ต่อ
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา หานเจวี๋ยประสบความสำเร็จในการสังหารเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
ยังไม่พอ!
หากการต่อสู้ลากยาวไป ศัตรูจะหนีไปได้ง่ายๆ
หานเจวี๋ยเริ่มทดลองในแบบจำลองการทดสอบซ้ำๆ
ผ่านไปกว่าร้อยครั้ง ระยะเวาที่ต่อสู้หดสั้นลงเหลือเพียงหนึ่งนาที
ผ่านไปหนึ่งพันครั้ง
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็หาทางสังหารเทพสูงสุดอู๋ฝ่าในเสี้ยววินาทีได้ เขาอดไม่ได้จะพรูลมหายใจออกมา
เขาลืมตาขึ้น บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจ
แค่นี้เองหรือ
หานเจวี๋ยเริ่มดูแคลนเทพสูงสุดอู๋ฝ่า แน่นอนว่าดูแคลนได้แค่ลับหลังเท่านั้น หากสู้กันจริงๆ ขึ้นมา เขาย่อมต้องแสดงท่าทีอ่อนแอออกไปก่อน ฉวยโอกาสที่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าชะล่าใจจัดการให้ได้ในกระบวนท่าเดียว
ศึกแห่งความเป็นความตาย ไหนเลยจะมีความยุติธรรมมากขนาดนั้น
หานเจวี๋ยเชื่อมั่นในศัตรูที่สิ้นชีพไปแล้วเท่านั้น
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่สิบสาม หลี่เต้าคงและเลิศเอกาหนึ่งพันคนพำนักอยู่ในเผ่าสวรรค์เป็นการชั่วคราว
หลายปีมานี้ เมื่อว่างจากการฝึกบำเพ็ญหานเจวี๋ยจะเงยหน้าขึ้นมองดูจี้เซียนเสินทำตัวเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ เริ่มกวาดล้างเผ่าสวรรค์ มีเทพเซียนมากมายถูกขับไล่ออกจากเผ่าสวรรค์
“ข้า เทพสูงสุดอู๋ฝ่า จะแสดงธรรมที่วังไร้วิถี ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม สิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ขอเพียงตะโกนนามข้าออกมา ต่างจะได้มาสดับมรรคที่วังไร้วิถี กลายเป็นศิษย์แห่งสำนักไร้วิถี”
เสียงของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าพลันดังก้องขึ้นมา
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว คนผู้นี้มีลูกเล่นอยู่บ้างนี่
ในอดีตที่ผ่านมาหากอริยะแสดงธรรม ผู้สดับมรรคต้องเดินทางไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสามด้วยตัวเอง กระบวนการนี้เพียงพอจะใช้คัดสรรสิ่งมีชีวิตที่ตบะไม่ถึงขั้นออกไป
แต่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแตกต่างออกไป ขอเพียงขานนามแห่งอริยะ ก็จะถูกเขาเคลื่อนย้ายไปยังตำหนักไร้วิถี ไม่ต้องทำอะไร เขาก็ได้รับความประทับใจจากสรรพสิ่งแล้ว
ภายในระยะเวลาไม่กี่ลมหายใจ หานเจวี๋ยมองเห็นสิ่งมีชีวิตหลายพันรายถูกเคลื่อนย้ายไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ผ่านไปสักพักหนึ่ง จำนวนศิษย์ของสำนักไร้วิถีก็พุ่งทะลุไปถึงจุดที่น่าหวาดหวั่นแล้ว
หานเจวี๋ยไม่อยากจะเชื่อเลย เอ่ยอยู่ในใจว่า ‘ถ้าเจ้าแน่จริงก็เคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตทั้งแดนเซียนไปที่อาณาเขตเต๋าของเจ้าสิ!’
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
หน้าประตูใหญ่ของวังไร้วิถี สิ่งมีชีวิตปรากฏตัวขึ้นทีละรายสองราย ส่วนใหญ่ล้วนมีท่าทางปรีดา จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ประตูใหญ่ที่แสงเจิดจ้าส่องระยับ
แห่แหนมากันไม่ขาดสาย!
หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง!
ห้วงมิติภายในวังไร้วิถีคล้ายจะกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด สามารถจุสิ่งมีชีวิตทั้งแดนเซียนไว้ได้
หานทั่วพลันปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศด้านหน้าวังไร้วิถี เขาเงยหน้ามอง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คาดหวัง รวมถึงเป็นกังวล
“น้องหานทั่ว เจ้าก็มาด้วยหรือ”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยแว่วมา หานทั่วหันไปมอง พลันเอ่ยด้วยความยินดี “พี่เจี่ยอวี้ ท่านก็มาหรือ!”
เจี่ยอวี้ฝ่าฝูงชนเข้ามา เดินมาหยุดตรงหน้าหานทั่ว
ได้พบกันอีกครั้ง ทั้งสองมีความสุขยิ่ง
พูดคุยกันอยู่สักพัก พวกเขาถึงได้เข้าสู่วังไร้วิถีพร้อมกัน
รูปการณ์เช่นนี้ฉายซ้ำหน้าวังไร้วิถีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาสดับฟังธรรม ผู้บำเพ็ญมากมายมารวมตัวกัน แน่นอนว่ามีศัตรูคู่แค้นมาพบพานกันด้วย ต่างฝ่ายต่างตาแดงฉาน แต่อย่างไรก็ไม่กล้าก่อเรื่องในอาณาเขตเต๋าของอริยะ
อีกด้านหนึ่ง
เหล่าอริยะรวมตัวกันในอาณาเขตเต๋าของฉิวซีไหล
“คนผู้นี้โอหังเกินไปแล้ว! เขาคิดจะทำอะไร รับสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์เป็นศิษย์ จะครอบครองมรรคาสวรรค์ไว้คนเดียวหรือ” เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว โมโหจนตัวสั่นไปหมด
ดวงตาของเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยฉายแววยะเยือกแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เกินไปแล้วจริงๆ ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาอย่างสิ้นเชิง”
ฉิวซีไหลก็ข่มความโกรธเอาไว้ไม่อยู่ เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเพิ่งมาได้เท่าไรกันเชียว
มหาจักรพรรดิเซียวก็อยู่ตกอยู่ในความขุ่นข้องเช่นกัน เขาเริ่มคิดหามาตรการตอบโต้แล้ว
ในเวลานี้เอง
“ทุกท่าน เหตุใดมรรคาสวรรค์จึงมีอริยะเพิ่มขึ้นมาอีกรายเล่า”
เสียงหนึ่งแว่วเข้ามา มองเห็นหลี่มู่อีโผล่มาจากอากาศ ปรากฏตัวขึ้นในตำหนัก
เมื่อเห็นเขาปรากฏตัวขึ้น สีหน้าของเหล่าอริยะก็มืดดำทันที
สีหน้าของหลี่มู่อีเองก็ค่อนข้างอิดโรยเช่นกัน เขาสังเกตเห็นว่าบรรยากาศผิดปกติ จึงเอ่ยขึ้นว่า “หรือว่ามิได้มาจากการสนับสนุนของพวกเจ้า”
เทพสูงสุดหนานจี๋ทำสีหน้าประหลาดใจอย่างมีเลศนัย “โอ้ นี่มิใช่อริยะแห่งนิกายเหรินหรอกหรือ เคราะห์แห่งโลกพันอนันต์ของเจ้าคลี่คลายแล้วหรือ”
หลี่มู่อีขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ไม่เลย ข้าเตรียมหักใจละทิ้งโลกพันอนันต์แล้ว”
“พวกเจ้าบอกเรื่องอริยะรายใหม่ผู้นั้นกับข้าก่อนเถิด เหตุใดถึงมีสิ่งมีชีวิตมากมายปานนี้มุ่งหน้าไปยังอาณาเขตเต๋าของเขากันเล่า”
เหล่าอริยะมองหน้ากัน สุดท้ายก็เป็นเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยที่บอกเล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ต่อหลี่มู่อี
หลังจากได้ฟังหลี่มู่อีก็โกรธเกรี้ยว กล่าวว่า “มีเหตุผลเช่นนี้เสียที่ไหน ข้าจะไปพบเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเอง!”
เหล่าอริยะมิได้ห้ามปราม เฝ้ามองเขาจากไป
….
ณ เขตเซียนร้อยคีรี ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่รับรู้ถึงบางอย่างได้ เงยหน้ามองขึ้นไปทันที
สายตาของเขามองทะลุไปถึงชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เขาเห็นหลี่มู่อีที่ไม่ทราบว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไรกำลังต่อสู้กับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
พลังวิเศษของสองอริยะไร้ขอบเขต พลังเวทมหาศาลไร้สิ้นสุดสั่นสะเทือนปราณฟ้าบุพกาลแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสามจนปั่นป่วน สิ่งมีชีวิตหน้าวังไร้วิถีไม่หลั่งไหลมาเพิ่มอีก
จากสถานการณ์ศึกที่เห็น หลี่มู่อีถูกเทพสูงสุดอู๋ฝ่าโจมตีสะกดไว้
น่าสนใจอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้ว จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งเทพสูงสุดอู๋ฝ่า อย่างน้อยก็ต้องทำให้เทพสูงสุดอู๋ฝ่าไม่มีสมาธิต่อสู้
ศึกระหว่างอริยะ ตัดสินแพ้ชนะได้ยากยิ่ง เว้นแต่จะเป็นผู้ครอบครองพลังมหามรรคเหมือนหานเจวี๋ย
ห้าวันต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มใช้อายุขัยสาปแช่ง
เขาทุ่มเทพลังทั้งหมด อายุขัยลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่กำลังต่อสู้อยู่นั้น สีหน้าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็พลันแปรเปลี่ยน เขาสะบัดแขนเสื้อโปรยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าออกมานับไม่ถ้วน พุ่งกระจายออกไปตามแต่ละทิศทางกรีดเฉือนห้วงอากาศ บีบให้หลี่มู่อีไม่อาจเข้าใกล้ได้
“พลังคำสาปแช่ง เจ้าใช้พลังวิเศษใดกัน”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเอ่ยถามเสียงเครียด ตอนแรกพลังคำสาปแช่งนี้ไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด แต่เมื่อครู่นี้จู่ๆ พลังคำสาปแช่งกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกะหันทัน
เขาคาดเดาว่าเป็นหลี่มู่อีสำแดงพลังวิเศษบางอย่าง
หลี่มู่อีเมินเฉยต่อคำถามของเขา ต่อสู้ต่อไป
เขาก็มีโทสะเช่นกัน ไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าอริยะมรรคาสวรรค์รายอื่นๆ
ในเวลาเดียวกัน
สีหน้าของเหล่าอริยะที่เฝ้ามองการต่อสู้อยู่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาสื่อสารกันผ่านกระแสจิต
“ใช่เขาจริงๆ!”
“พวกเราล้วนมิได้สาปแช่งเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเลย เช่นนั้นก็มีแค่หลี่มู่อีแล้ว”
“จะใช่หานเจวี๋ยหรือไม่”
“หานเจวี๋ยไม่มีความจำเป็นเลย อีกอย่างเทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็เอ่ยถามกับหลี่มู่ แปลว่าต้องสัมผัสถึงพลังวิเศษของหลี่มู่อีที่พวกเราดูไม่ออกได้แน่”
“ชั่วร้ายจริงๆ ก่อนหน้านี้แสร้งทำเป็นมาช่วยเหลือข้า!”
หากว่ามีหลี่มู่อีมีระบบ ยามนี้คงได้รับแจ้งเตือนค่าความเกลียดชังหลายฉบับนัก
การต่อสู้ดำเนินต่อไป novelgu.com
ชั้นฟ้าที่สามสิบสามเริ่มพังทลาย เกิดห้วงมิติเว้าแหว่งเรียงรายไปทุกแห่งหน อัสนีเทพฟ้าบุพกาลแปลบปลาบอยู่ท่ามกลางห้วงมิติแหว่งวิ่น
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าคืออริยะมรรคาสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้ หลี่มู่อีออกจากมรรคาสวรรค์ไปนานแล้ว การต่อสู้ของทั้งสองทำให้ระเบียบมรรคาสวรรค์เริ่มพังทลาย
ครืน!
อัสนีสีม่วงน่าหวาดหวั่นสายหนึ่งฟาดลงมาจากด้านบน ไม่ทราบว่ายาวเพียงใด ราวกับจะตัดแบ่งมิติฟ้าบุพกาล ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามออกเป็นสองส่วน
หลี่มู่อีและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าตกใจหลบหลีกทันที
พลังเวทของพวกเขาไร้ที่สิ้นสุด ยังสามารถต่อสู้กันได้อีกหลายร้อยล้านปี ดังนั้นสภาวะต่างมั่นคงยิ่ง
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแค่นเสียง “มรรคาสวรรค์สอดมือเข้าขวาง ไยต้องสู้กันต่ออีก ถึงอย่างไรเจ้าก็เอาชนะข้าไม่ได้!”
ในใจเขาไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง หากว่าไม่สละตัวกลายเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ เขาคงสังหารหลี่มู่อีไปนานแล้ว!
เขาสำเร็จเป็นอริยะมรรคาสวรรค์มิใช่การเลื่อนขั้น แต่เป็นการลดขั้นต่างหาก
หลี่มู่อีสีหน้าไม่น่ามอง เอ่ยว่า “สหายเต๋า ที่นี่คือแดนเซียนมรรคาสวรรค์ เจ้าเพิ่งมาถึงก็ทำเช่นนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่าเกินไปหน่อยหรือ”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเอ่ยถากถาง “ข้าเผยแพร่มรรคต่อสรรพสิ่ง เป็นการสร้างกุศลมหาศาล เกินไปเสียที่ไหน หากไม่พอใจ ก็ไปถามเอากับสรรพสิ่งเถิด พวกเจ้ากล้าถามหรือไม่เล่า”
หลี่มู่อีเงียบไป
ในมุมมองของสรรพสิ่ง ย่อมเห็นเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่
แต่ในมุมมองของอริยะ นี่มิใช่เรื่องดีเลย มรรควิถีของพวกเขาจะถูกสั่นคลอน มิใช่เพียงเท่านี้ หากสรรพสิ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มรรคาสวรรค์ยากจะทนรับได้ จะก่อให้เกิดมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตขึ้นอีกครั้ง
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง “กระดานหมากมรรคาสวรรค์แห่งนี้ ต่างก็ใช้วิธีใครวิธีมันทั้งนั้น”
หลี่มู่อีสีหน้าเขียวคล้ำ สุดท้ายก็ไม่ได้ไล่ตามไป
….
หานเจวี๋ยลูบคางครุ่นคิด
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าโอหังเช่นนี้ มีผู้ใดหนุนหลังอยู่กันแน่
น่าจะมิใช่บรรพชนเต๋า มรรคาสวรรค์เดิมก็เป็นของบรรพชนเต๋า เหล่าอริยะล้วนได้รับความเห็นชอบจากบรรพชนเต๋าถึงเลื่อนขึ้นขึ้นมาได้
‘ข้าอยากรู้ว่าผู้บงการเทพสูงสุดอู๋ฝ่าคือใคร’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองหานเจวี๋ย เป็นชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่ง
[เจ้านิกายทงเทียน: อริยะมหามรรค มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต บรรพชนผู้ก่อตั้งนิกายเจี๋ย]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น
เหตุใดถึงเป็นเจ้านิกายทงเทียนเล่า
การที่เจ้านิกายทงเทียนยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าปกติยิ่ง ถึงอย่างไรหนี่ว์วาและตี้จวินก็ล้วนยังอยู่
แต่เหตุใดเจ้านิกายทงเทียนถึงไม่เกื้อกูลเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย แต่สนับสนุนอริยะรายอื่นเข้าร่วมแทน
‘หากข้าอยู่ในเขตมรรคาสวรรค์ เหตุใดเจ้านิกายทงเทียนถึงไม่สังหารข้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเพิ่งมาถึงก็เกิดความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ยเลย แสดงว่าเจ้านิกายทงเทียนน่าจะมีความเกลียดชังในตัวเขาอยู่ก่อน เมื่อเกลียดชังก็มีความเป็นไปได้ว่าอยากสังหารเขา ดังนั้นเขาจึงนำมาสอบถามอย่างมีไหวพริบ
[มรรคาสวรรค์เป็นเอกเทศ มหามรรคไม่อาจแทรกแซงได้ ตัวเจ้านิกายทงเทียนยังคงถูกคุมขังไว้ในแดนบรรพกาล ไร้ซึ่งอิสระ]
หานเจวี๋ยพลันกระจ่างแจ้ง ที่แท้คนผู้นี้ก็ถูกขังไว้
เขาถามต่อ ‘ตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามรรคาสวรรค์ล้วนไม่สามารถลงมือต่อสิ่งมีชีวิตในเขตมรรคาสวรรค์ได้ใช่หรือไม่’
[ไม่เสมอไป เว้นแต่จะมีตบะเหนือกว่าผานกู่และบรรพชนเต๋า]
เหนือกว่าผานกู่และบรรพชนเต๋า?
เช่นนั้นต้องแข็งแกร่งมากแค่ไหนกัน
หานเจวี๋ยจินตนาการไม่ออกเลย บรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า เอาแค่อริยะมรรคาสวรรค์ เขาก็จินตนาการไม่ออกแล้วว่าต้นกำเนิดพลังเป็นอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวตนที่เหนือกว่านั้นเลย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่พึ่งของเทพสูงสุดอู๋ฝ่ายังถูกขังไว้ในแดนบรรพกาล เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่จำเป็นต้องกลัวแล้ว
สายตาของหานเจวี๋ยมองไปที่วังไร้วิถีอีกครั้ง
หลังจบศึกกับหลี่มู่อี เทพสูงสุดอู๋ฝ่ากลับไปรับศิษย์ต่อ เตรียมแสดงธรรม
หานเจวี๋ยทำนายพบว่าบุตรชายตนก็อยู่ในอาณาเขตเต๋าด้วย
แล้วไปเถอะ
ให้เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแสดงธรรมไปก่อน แสดงธรรมจบค่อยจัดการ
เวลาล่วงเลยไปสิบปี
วังไร้วิถีปิดสนิท เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเริ่มแสดงธรรม
หานเจวี๋ยคำนวณดูเงียบๆ สิ่งมีชีวิตที่เข้าสู่วังไร้วิถีมีเกินหมื่นล้านแล้ว
กลยุทธ์นี้ของเทพสูงสุดอู๋ฝ่ายิ่งใหญ่มากจริงๆ
หลังสิ้นสุดการแสดงธรรม เขาจะได้รับศิษย์นับหมื่นล้าน ไม่ว่าอย่างไรก็สามารถคัดเลือกศิษย์บางส่วนที่มีคุณสมบัติล้ำเลิศจากหมู่ศิษย์กลุ่มนี้ได้
น่าเสียดาย
เทพสูงสุดอู๋ฝ่า เจ้าจะไม่ได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย
เจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะแสดงธรรมไปนานแค่ไหน
หานเจวี๋ยลอบเยาะหยันอยู่ในใจ
เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ
พริบตาเดียว ผ่านไปหนึ่งร้อยปี
ภายในวังไร้วิถี
ที่นี่ราวกับโลกอีกใบหนึ่ง พื้นผิวดั่งสายน้ำ นภาส่องสว่าง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนนั่งสมาธิอยู่บนผิวน้ำ การแสดงธรรมร้อยปี ทำให้สิ่งมีชีวิตมากมายเกิดความเปลี่ยนแปลง
หานทั่วและเจี่ยอวี้อยู่ใกล้กันยิ่ง
เจี่ยอวี้ลืมตามองไปที่เขา เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ผลการเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไร”
หานทั่วแย้มยิ้มกล่าวว่า “ไม่เลวเลย เจ้าล่ะ”
หาใช่แค่ไม่เลวเท่านั้น!
แต่น่ายินดียิ่ง!
มหามรรคที่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าแสดงธรรมนั้น เขาฟังเข้าใจง่ายดายยิ่ง นอกจากตบะจะเพิ่มพูนแล้ว ในสมองเขายังบังเกิดแรงบันดาลใจมากมายนัก ทำให้เขาตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
เจี่ยอวี้ยิ้มละไมเอ่ยว่า “ใช้ได้เลยเช่นกัน แต่รู้สึกว่าสู้เจ้าไม่ได้ เจ้ามักจะอยู่เหนือความคาดหมายของข้าเสมอ”
หานทั่วยิ้มแวบหนึ่ง ไม่ได้กล่าวต่ออีก
แม้ทั้งสองจะมีสัมพันธ์อันดี แต่ต่างฝ่ายต่างมีความลับของตัวเอง ไม่เคยล้ำเส้นกันและกัน นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเข้ากันได้ดียิ่ง
เวลานี้ เสียงของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าแว่วดังขึ้น
“การแสดงธรรมครั้งแรกของสำนักไร้วิถีสิ้นสุดลงแล้ว นับจากนี้ไป พวกเจ้าต่างเป็นศิษย์ของสำนักไร้วิถี ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าจะมาจากสำนักใด ล้วนจำเป็นต้องละทิ้ง ข้าจะพาพวกเจ้าก้าวสู่ความรุ่งเรืองแข็งแกร่ง ข้าคืออริยะที่แข็งแกร่งที่สุด!”
น้ำเสียงเขาแกร่งกร้าวอย่างยิ่ง และเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
วาจานี้ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่นับถือบูชา
มีเพียงคนส่วนน้อยซึ่งเป็นศิษย์จากสำนักนิกายอื่นที่รู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาโต้แย้งเทพสูงสุดอู๋ฝ่า หาเรื่องซวยใส่หัว
“มหันตภัยมารสวรรค์เพิ่งสิ้นสุดลงไม่นาน พวกเจ้าน่าจะสัมผัสได้กระมัง อริยะรุ่นก่อนๆ อ่อนแอเหลือเกิน ปล่อยให้มารสวรรค์ตนนี้อาละวาดอยู่เนิ่นนานปานนี้ หากข้าเป็นผู้นำพามรรคาสวรรค์ ไม่มีทางปรากฏสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นเด็ดขาด เชื่อมั่นในตัวข้า ติดตามข้า นี่คือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเจ้า!”
“จุดมุ่งหมายของข้าคือรวมปวงสวรรค์หมื่นโลกาให้เป็นหนึ่งเดียว ครอบครองมรรคาสวรรค์เพียงผู้เดียว นำพาสรรพสิ่งแห่งมรรคาสวรรค์ก้ามข้ามสู่มหามรรค ข้ามผ่านอดีตและปัจจุบัน ยืนอยู่สุดขอบแม่น้ำโชคชะตา ทอดมองความผันผวนของทุกสิ่ง”
ยิ่งพูดเทพสูงสุดอู๋ฝ่าก็ยิ่งจองหองขึ้นเรื่อยๆ
หานทั่วขมวดคิ้วนิดๆ
ไม่รู้เพราะเหตุใด สัญชาตญาณของเขาต่อต้านเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
‘อริยะแล้วอย่างไร’
ในใจเขาพลันมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา ทำให้เขาตระหนกยิ่ง
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว ได้ฟังการแสดงธรรมของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าจนจบเขาสมควรต้องเลื่อมใสบูชาและเคารพยำเกรงเทพสูงสุดอู๋ฝ่า แต่เมื่อได้ฟังเทพสูงสุดอู๋ฝ่าพูดจาโอหังไม่เห็นหัวผู้ใด เขากลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างน่าประหลาด
เสียงของเจี่ยอวี้แว่วมา “อย่าต่อต้านเขา เขากำลังทดสอบเจ้าอยู่”
เขาถ่ายทอดเสียงมา
ทดสอบหรือ
หานทั่วตระหนกยิ่ง รีบดับสะเก็ดไฟแห่งความดูแคลนในใจลงทันที
ขณะเดียวกัน เขาเกิดจิตคิดระแวงเจี่ยอวี้แล้ว
คนหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา novelgu.com
มองออกแม้กระทั่งอุบายของอริยะ
เมื่อคิดดูให้ละเอียด จนถึงตอนนี้ เขาล้วนไม่เคยเห็นเจี่ยอวี้มีท่าทางลนลานเลย ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็สุขุมเยือกเย็นเสมอ
เจี่ยอวี้รับรู้ถึงสายตาของหานทั่ว เผยรอยยิ้มนิดๆ ยิ้มจนสองตาหรี่ปิดเป็นจันทร์เสี้ยวสองดวง
เทพสูงสุดอู๋ฝ่ายังคงพูดพร่ำต่อไป
ในเวลาเดียวกันนี้
หานเจวี๋ยมาถึงหน้าวังไร้วิถีแล้ว เขาไม่ได้บุกเข้าไปทันที แต่ยืนคอยอยู่หน้าประตู เปิดใช้งานยอดสมบัติทั่วร่าง แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังรูปโฉมของเขา
“หานเจวี๋ย เจ้าคิดจะทำอะไร”
เสียงของฉิวซีไหลแว่วเข้าสู่หูของหานเจวี๋ย
มิใช่แค่ฉิวซีไหล อริยะรายอื่นก็พากันถ่ายทอดเสียงเข้ามา
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบกลับไป
เหตุผลที่ไม่ลงมือในทันที เพราะเกรงว่าจะทำร้ายผู้สดับมรรคเข้า
สาเหตุที่มาเพราะกังวลว่าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าอาจเตรียมเล่นเล่ห์เพทุบายกับผู้สดับมรรค
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของหานเจวี๋ย จึงหยุดพูด ให้ศิษย์นับหมื่นล้านถอยออกไป
ตูม!
ประตูใหญ่วังไร้วิถีเปิดออก เสาลำแสงสายหนึ่งพุ่งมายังหน้าประตู
“ค่ายกลนอกประตูจะส่งตัวพวกเจ้ากลับไปสู่ต้นทาง ฝึกบำเพ็ญให้ดี รอจนกว่าข้าจะแสดงธรรมครั้งต่อไป”
เสียงของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าดังก้อง หานเจวี๋ยก็ได้ยินเช่นกัน
ศิษย์ทั้งหมดทยอยเดินออกมาจากวังไร้วิถี เมื่อพวกเขาเห็นหานเจวี๋ย ต่างตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
อำนาจของหานเจวี๋ยแกร่งกล้ายิ่ง ทำให้พวกเขามองแล้วล้วนรู้สึกหวาดผวา
ศิษย์แต่ละคนกระโจนเข้าสู่เสาลำแสง กลายร่างเป็นมังกรตัวหนึ่ง เชื่อมต่อระหว่างด้านในวังไร้วิถีและเสาลำแสง
เทพสูงสุดอู๋ฝ่ามิได้ออกมาทันที คาดว่ากำลังรอคอยให้เหล่าผู้สดับมรรคจากไป
อีกด้านหนึ่ง
เหล่าอริยะรวมตัวกันอยู่ในอาณาเขตเต๋าของฉิวซีไหล
เทพสูงสุดหนานจี๋ถามด้วยความตื่นเต้น “หานเจวี๋ยจะลงมือกับเทพสูงสุดอู๋ฝ่าหรือ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “คาดว่าจะใช่ เขาไม่มีทางเป็นฝ่ายไปเยี่ยมคารวะก่อนแน่ ทันทีที่เผยตัว ต้องลงมืออย่างแน่นอน”
มหาจักรพรรดิเซียวเผยรอยยิ้ม เอ่ยว่า “ข้าเลื่อมใสในการกระทำของหานเจวี๋ย นี่สิถึงจะใช่ผู้บำเพ็ญเต๋า ไหนเลยจะเหมือนหลี่มู่อี ดีแต่สาปแช่งลับหลัง!”
ฝูซีเทียนก็มาถึงแล้ว แต่หลี่มู่อีมิได้มา
หลี่มู่อีถูกพวกเขากีดกันไว้นอกวงแล้ว แม้แต่เทพสูงสุดหนานจี๋และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยก็ไม่ไปมาหาสู่กับเขาอีก
“ก่อนหน้านี้ข้าสงสัยว่าหานเจวี๋ยจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ช่างน่าละอายเหลือเกิน” เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยถอนหายใจพลางเอ่ย
การกระทำนี้ของหานเจวี๋ยคล้ายเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเสียที่ไหน
พวกเขาเริ่มตั้งตารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ศิษย์ทุกคนที่ออกมาจากวังไร้วิถีล้วนเหลือบมองหานเจวี๋ยแวบหนึ่ง จากนั้นก็ไม่กล้ามองอีก
พวกเขานึกว่าหานเจวี๋ยเป็นผู้ทรงพลังใต้อาณัติของเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
หานทั่วและเจี่ยอวี้เดินคุยกันออกมาจากประตูใหญ่วังไร้วิถี ทั้งสองกำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่
หานทั่วพลันเหลือบไปเห็นหานเจวี๋ย
การมองแวบนี้ทำให้เขาตะลึงงัน
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด โครงร่างของหานเจวี๋ยทำให้เขาเหม่อลอยไป รู้สึกสนิทชิดเชื้ออย่างไร้สาเหตุ
‘เขาเป็นใคร’
หานทั่วขมวดคิ้วครุ่นคิด จ้องหานเจวี๋ยเขม็ง
เจี่ยอวี้เปิดปากกล่าว “อย่าเสียมารยาท”
หานทั่วได้สติ รีบถอนสายตากลับมา
จากนั้น หานทั่วก็ไม่กล้ามองหานเจวี๋ยอีกเลย กลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้ทรงพลังลึกลับท่านนี้เข้า
แต่เขาไม่อาจลบเงาร่างของหานเจวี๋ยออกไปจากใจได้ ทำให้เขาเต็มไปด้วยความสงสัย
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าตบะของหานทั่วเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยเลย ไม่ใช่เท่านี้ เลือดเนื้อสังขารก็ผสานทำนองมรรคไว้เล็กน้อยด้วย
เด็กดี!
สมกับที่เป็นลูกชายข้า!
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ความสนใจส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เทพสูงสุดอู๋ฝ่า เฝ้าระวังไม่ให้เทพสูงสุดอู๋ฝ่าหนีไป
หานทั่วติดตามฝูงชนกระโจนสู่เสาลำแสง วินาทีที่กำลังจะเข้าไป เขาอดไม่ได้ที่จะเหลียวไปมอง
หานเจวี๋ยภายใต้แสงเทพพร่างพราวยืนอยู่ข้างประตูวังไร้วิถี ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับเทพเจ้าผู้สถิตอยู่ในสายธารกาลเวลาชั่วนิรันดร์ แผ่บรรยากาศเวิ้งว้างและโดดเดี่ยวเดียวดายออกมา
หลังจากผู้สดับธรรมทั้งหมดในวังไร้วิถีจากไป หานเจวี๋ยจึงหันหลังเดินเข้าไปในวังไร้วิถี
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าไม่ได้ใช้ค่ายกลสกัดหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยค่อยๆ เดินเข้าไป แต่ทุกๆ ก้าวสามารถย่นระยะทางได้มากมายยิ่ง หดย่อพื้นที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในไม่ช้า เขาก็มองเห็นเทพสูงสุดอู๋ฝ่า
เทพสูงสุดอู๋ฝ่านั่งอยู่บนหอสูงแห่งหนึ่ง สูงส่งเหนือชั้น วางท่าโอหังยิ่ง เขามองหานเจวี๋ยด้วยความเหยียดหยาม
หานเจวี๋ยรับรู้ได้ชัดเจนว่ารอบข้างมีพลังลึกลับพลุ่งพล่านอยู่
คนผู้นี้กำลังกระตุ้นค่ายกล คิดจะปิดกั้นวังไร้วิถีจากโลกภายนอก
หานเจวี๋ยหยุดเท้า สูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง เอ่ยว่า “เทพสูงสุด ที่มาในครั้งนี้ ข้าอยากน้อมรับท่านเป็นนาย”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าได้ฟังก็หรี่ตาพลางถาม “จริงหรือ”
เขานึกว่าหานเจวี๋ยมาหาเรื่อง
เขาไม่ได้เชื่อคำพูดของหานเจวี๋ยไปเสียทั้งหมด
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยตอบโต้เขากลับมาหนึ่งฝ่ามือ เห็นได้ชัดว่าพลังไม่อ่อนด้อยเลย
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าอาศัยพลังพิสูจน์มรรค ไม่อยากถูกมรรคาสวรรค์ลิขิตชะตา หากเทพสูงสุดรวมมรรคาสวรรค์เป็นหนึ่งได้ สำหรับข้านับเป็นเรื่องดี ข้าจะได้สงบใจบำเพ็ญ ไม่ถูกรบกวน”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าถามอีกครั้ง “จริงหรือ”
“จริงแท้”
“เช่นนั้นเจ้าจงคุกเข่าลง”
หานเจวี๋ยสบถในใจ ไอ้ตัวสุนัข วางท่าผยองเสียจริงนะ
สองขาเขาเริ่มย่อโค้ง ทำท่าจะคุกเข่าลง
เพิ่งจะงอเข่า เขาก็ลงมือทันที
ร่างจำลองเทพมารตนหนึ่งพลันผุดขึ้นเหนือศีรษะหานเจวี๋ย เคลื่อนไหวดั่งสายฟ้า พุ่งเข้าใส่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าปานเสือหิวโหยขย้ำเหยื่อ
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าซัดฝ่ามือต้าน แต่ร่างจำลองเทพมารเคลื่อนไหวว่องไวกว่า โถมเข้าครอบคลุมเขา
เทพมารพันธนาการ!
นี่คือหนึ่งในร่างจำลองเทพมารล่าสุดที่หานเจวี๋ยเพิ่งทำความเข้าใจ สามารถกักขังสรรพสิ่งในฟ้าดิน ถึงขั้นที่กักขังมรรคาสวรรค์และมหามรรคได้
พลังเวทของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าโจมตีใส่ร่างเทพมารพันธนาการ ทว่ากลับไม่เป็นผลอย่างสิ้นเชิง
สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หยิบกระบี่ยาวส่องประกายขาวสว่างเล่มหนึ่งออกมา ในเวลานี้ หานเจวี๋ยพุ่งเข้ามา
ร่างจำลองเทพมารปรากฏขึ้นด้านหลังหานเจวี๋ยทีละตนๆ ทั้งหมดควบรวมกันอยู่บนร่างของเทพมารขุนพลสวรรค์ ร่างจำลองลำดับแรกสุด หานเจวี๋ยเงื้อหมัดชกออกไป เทพมารขุนพลสวรรค์ก็ซัดหมัดตาม
เจตนาสังหารอันน่าพรั่นพรึงถึงขีดสุดโจมตีเข้ามา เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเบิกตากว้าง ถือกระบี่ต้านรับ
ตูม…
เงาร่างของเทพมารพันธนาการเริ่มพองขยาย ราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าลมเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเบิดออก พายุรุนแรงที่โหมขึ้นมาทำลายวังไร้วิถี ท้องฟ้าสว่างดุจกลางวันถูกฉีกกระชาก ผิวน้ำราบเรียบดุจกระจกที่ฉาบปูอยู่ด้านล่างแตกกระจาย
เมื่อมองจากด้านนอก วังไร้วิถีกำลังสั่นสะเทือน แสงรุ้งพรายพวยพุ่งออกมาจากด้านในวังไม่ขาดสาย สว่างวูบวาบ พร่างพราวโกลาหล
เหล่าอริยะภายในอาณาเขตเต๋าสำนักพุทธต่างเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย
ถึงแม้จะรู้ดีว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งยิ่ง แต่เรื่องแน่นอนนั้นไม่น่ากลัว น่ากลัวก็แต่เรื่องที่ไม่แน่นอน
ภายในวังไร้วิถี
เทพมารพันธนาการหายไปแล้ว พายุรุนแรงยังคงพัดหมุนอยู่ในห้องโถง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ท้องฟ้าขาวสว่างปรากฏห้วงมิติฉีกขาดแหว่งวิ่นไปทั่ว ทำให้คนใจสั่นผวา
หานเจวี๋ยยืนอยู่บนแท่นสูง กำวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าไว้ในมือ
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าถูกพลังของเหล่าเทพมารมากมายอาทิเช่น เทพมารพันธนาการ เทพมารสุญญตาและเทพมารจองจำสะกดข่มเอาไว้ เคลื่อนไหวไม่ได้
เขามองหานเจวี๋ยด้วยความหวาดผวา ถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่”
เขาไม่เคยประสบกับการต่อสู้เฉกเช่นเมื่อครู่มาก่อน ร่างจำลองเหล่านั้นมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่
หานเจวี๋ยเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ข้าเพียงต้องการพิทักษ์ระเบียบมรรคาสวรรค์ที่บรรพชนเต๋าเหลือไว้เท่านั้น”
บรรพชนเต๋าหรือ
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขากัดฟันกล่าว “ข้าคืออริยะมรรคาสวรรค์ เจ้าสังหารข้าไม่ได้ เบื้องหลังข้ามีผู้ทรงพลังอยู่ ขอเตือนให้เจ้ายอมแพ้เสีย”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ผู้ทรงพลังเบื้องหลังเจ้าแข็งแกร่งกว่าบรรพชนเต๋าหรือไม่เล่า”
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเงียบไป
หานเจวี๋ยเก็บมือ หายตัวไปจากห้องโถง
เขามาโผล่ในอาณาเขตเต๋าของเขตเซียนร้อยคีรีโดยตรง จากนั้นก็โยนเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเข้าไปในคุกสวรรค์อนธการ
เพื่อป้องกันไม่ให้เทพสูงสุดอู๋ฝ่ามีโอกาสหลบหนี หานเจวี๋ยวางแผนว่าจะไม่ฝึกบำเพ็ญ แต่จะคอยจับตามองเทพสูงสุดอู๋ฝ่าไว้ตลอดเวลา!
เทพสูงสุดอู๋ฝ่าถูกสะกดไว้ เขาร้องโวยวาย “อะไรกัน เจ้าคิดจะกักขังข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าจะขังไว้ชั่วระยะหนึ่ง หรือจะขังไปตลอดชาติกันเล่า”
หานเจวี๋ยไม่สนใจเขา
คำตอบทุกอย่างขึ้นอยู่กับกาลเวลา
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
เหล่าอริยะมาถึงวังไร้วิถี หลี่มู่อีก็มาเช่นกัน
หลี่มู่อีขมวดคิ้วเอ่ยถาม “มีกลิ่นอายของการต่อสู้ แต่เหตุใดถึงไม่เห็นพวกเขาทั้งสอง”
ไม่มีผู้ใดตอบ
เหล่าอริยะเริ่มสำรวจบริเวณรอบข้าง
หลี่มู่อีลอบเดือดดาล รู้สึกไม่สบอารมณ์สุดขีด
นับตั้งแต่เขากลับมา เหล่าอริยะล้วนกีดกันเขาไว้นอกวง แต่พอนึกถึงว่าในมหันตภัยมารสวรรค์เขาไม่ได้ออกแรงช่วยเลยจริงๆ ก็พอจะเข้าใจได้ ดังนั้นจึงอดกลั้นไว้เสมอมา
เหล่าอริยะเดินไปรอบๆ กันอยู่พักหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าหานเจวี๋ยและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าไม่อยู่ที่นี่ จึงได้แต่ยอมรามือไป
หลายสิบปีผ่านไป ฉิวซีไหลมาขอเข้าฝันหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเมินไปเสีย
ฉิวซีไหลไม่กล้ามาขอเข้าฝันอีก คิดว่าหานเจวี๋ยยังต่อสู้กับเทพสูงสุดอู๋ฝ่าอยู่ ไม่กล้ารบกวนมากนัก
เวลาจึงผันผ่านไปเช่นนี้แล
หลังสิ้นสุดการแสดงธรรมที่วังไร้วิถี กลุ่มอิทธิพลของสำนักไร้วิถีขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงพันปี ศิษย์ของสำนักไร้วิถีกลับมีอยู่ทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกาแล้วโน!วลกูดoทคอม
เหล่าอริยะไม่ทราบว่าเทพสูงสุดอู๋ฝ่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงไม่กล้าวุ่นวาย
พริบตาเดียว
เวลาก็ล่วงเลยไปอีกสองพันปี หานเจวี๋ยและเทพสูงสุดอู๋ฝ่าหายเงียบไปสองพันปีแล้ว เหล่าอริยะใจกล้าขึ้นมาอีกครั้ง พากันจัดแจงศิษย์เข้าสู่โลก พุ่งเป้าไปที่สำนักไร้วิถี
ภายใต้สภาวะที่เทพสูงสุดอู๋ฝ่าไม่ปรากฏตัวขึ้นเลย สำนักไร้วิถีดุจมังกรไร้หัว ไม่ถึงร้อยปีก็ล่มสลายลง
ภายในหุบเขาลึก
หานทั่วนั่งสมาธิบำเพ็ญอยู่ภายในถ้ำ นับตั้งแต่สิ้นสุดการสดับธรรมที่วังไร้วิถี เขาเก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ตบะเพิ่มพูนขึ้น
เจี่ยอวี้พลันเดินเข้ามาจากปากถ้ำ กล่าวว่า “สำนักไร้วิถีล่มสลายแล้ว เห็นทีจะเกิดเรื่องขึ้นกับเทพสูงสุดอู๋ฝ่า”
หานทั่วได้ยินก็ลืมตาขึ้น
เขาอดที่จะนึกถึงเงาร่างเปี่ยมแสงเทพที่พบเห็นในวันนั้นไม่ได้
หรือว่าการหายตัวไปของเทพสูงสุดอู๋ฝ่าจะเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น
หานทั่วเอ่ยหยอกเขา “แผนการที่จะเข้าร่วมสำนักไร้วิถีของเจ้าล่มเสียแล้ว ทำอย่างไรต่อเล่า”
เจี่ยอวี้เสาะหาตำแหน่งหนึ่งแล้วนั่งลง ยักไหล่พลางกล่าว “ข้าเตรียมจะไปจากแดนเซียน”
“ไปที่ใด”
“สถานที่ที่ไม่รู้จัก วันหน้าหากมีวาสนาคงได้พบกันอีก”
หานทั่วเงียบไป
เขามีสหายไม่มาก เจี่ยอวี้นับว่าเป็นผู้รู้ใจของเขา ถึงแม้เขาจะมองเจี่ยอวี้ไม่ออก แต่เจี่ยอวี้เคยช่วยเหลือเขาไม่น้อยเลยจริงๆ ทั้งสองร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา
เจี่ยอวี้เอ่ยอย่างลุ่มลึกมีนัย “หานทั่ว เจ้าพิเศษนัก เพียงแต่เส้นทางบำเพ็ญสายนี้ยาวไกลยิ่ง หวังว่าครั้งหน้าที่ได้พบพานกัน เจ้าจะกลายเป็นบุคคลสำคัญภายใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์”
หานทั่วขมวดคิ้วและเอ่ยขึ้น “จำเป็นต้องจากไปให้ได้หรือ”
“ใช่แล้ว ภารกิจของข้าจบลงแล้ว”
“เจ้ามาจากกลุ่มอิทธิพลใดกันแน่”
“บอกไม่ได้ พวกเรามาถกมรรคกันเถอะ นี่คงเป็นการถกมรรคครั้งสุดท้ายแล้ว”
“ได้”
หานทั่วก็ไม่เซ้าซี้ เขามิใช่หนุ่มน้อยไร้วุฒิภาวะเช่นในอดีตแล้ว
หลายปีต่อมา เจี่ยอวี้จากไป
หานทั่วเองก็จากไปด้วยเช่นกัน เปลี่ยนสถานที่ปิดด่านบำเพ็ญ
….
ภายในอารามเต๋า
ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[คุกสวรรค์อนธการสยบทาสสำเร็จ]
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้เต็มขั้นดาวแล้ว]
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
การสยบเทพสูงสุดอู๋ฝ่าให้เป็นทาสใช้เวลาสามพันปี เขาไม่ได้ฝึกบำเพ็ญมาสามพันปีแล้ว
เขาไม่เคยเสียเวลาไปมากมายขนาดนี้มาก่อน ทำให้เขาเป็นทุกข์นัก ทรมานอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ เขามองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[เทพสูงสุดอู๋ฝ่าสหายของท่านถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่ หลุดพ้นจากตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์]

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ