546-550

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 546ถึง550
‘หากข้ายอมรับคำขอเข้าฝันของตี้จวิน จะมีอันตรายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สุดยอด!
อริยะมรรคาสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็จ่ายแค่สี่พันล้านปีเท่านั้น เพียงพอจะทำให้เห็นแล้วว่าตี้จวินแข็งแกร่งขนาดไหน
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเลือกอย่างเงียบเชียบ
[ขณะนี้ไม่มี]
อะไรคือขณะนี้
หรือว่าหลังจากเข้าสู่แดนความฝันไปสักระยะจะมี?
หานเจวี๋ยซักถามต่อ
[การเข้าฝันครั้งปัจจุบันนี้ไม่มีอันตรายแน่นอน]
พอเห็นแบบนี้ หานเจวี๋ยถึงได้ยอมเลิกรา
แจ้งเตือนคำขอเข้าฝันจากตี้จวินยังคงส่งมารัวๆ
หานเจวี๋ยเลือกยอมรับคำขอเข้าฝัน
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยมาโผล่ที่ห้วงจักรวาลมืดสลัวแห่งหนึ่ง พูดให้ถูกคือที่นี่เป็นตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง เพียงฉายภาพจำลองของห้วงจักรวาลดาษดาราเท่านั้น ดูงดงามตระการตา
หานเจวี๋ยมองเห็นตี้จวิน อีกฝ่ายนั่งสมาธิอยู่หน้ากระดานหมากรุกโปร่งแสงกระดานหนึ่ง ตัวของตี้จวินช่างสมนามนัก หน้าตาหล่อเหลาสง่างามจริงๆ ใบหน้าเจือรอยยิ้ม บุคลิกสุขุมมั่นคง ให้อารมณ์ดั่งจักรพรรดิผู้เปี่ยมคุณธรรมเมตตา เขาดูแตกต่างจากในตำนานอย่างยิ่ง
ในจินตนาการของหานเจวี๋ย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะน่าเกรงขามยิ่งนัก จากรูปประจำตัวที่ได้เห็น ไม่มีความอ่อนโยนเช่นนี้อยู่เลย
หานเจวี๋ยเดินเข้าไป ค้อมกายคารวะ
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นลูกพี่ใหญ่ จำเป็นต้องมีมารยาทด้วย
ตี้จวินมองพิจารณาหานเจวี๋ย เอ่ยชมเชย “ไม่คิดเลยว่าในมรรคาสวรรค์ยังมีผู้ที่อาศัยพลังพิสูจน์มรรคอย่างเจ้าปรากฏตัว ยอดเยี่ยมจริงๆ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างถ่อมตัว “หากเทียบกับผู้ทรงพลังอย่างท่านแล้ว ข้าจะนับเป็นอะไรได้ ถึงแม้จะไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใด แต่แดนความฝันนี้ก็ทำให้ข้ายากหยั่งถึง น่าชื่นชมนัก”
ตี้จวินลูบเคราพลางยิ้มแวบหนึ่ง ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอย่างมีมารยาท
หานเจวี๋ยรังเกียจการพูดคุยตามมารยาทที่สุด แต่อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขามากนัก จึงทำได้เพียงพูดคุยตามมารยาทต่อไป
เขาใช้แบบจำลองการทดสอบทำการคัดลอกตบะของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ
ผ่านไปพักใหญ่
ตี้จวินกลับเข้าประเด็น เอ่ยว่า “ครั้งนี้ที่เข้าฝันเจ้า เกี่ยวข้องกับมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ ตามข้อความที่บรรพชนเต๋าทิ้งไว้ เทพมารอนธการจะอุบัติขึ้นในแดนเซียน เป็นผู้นำเทพมารฟ้าบุพกาล เข้ากวาดม้วนมหามรรค และเจ้าคือตัวแปร เจ้าอาจจะเป็นเทพมารอนธการ หรืออาจจะเป็นผู้ที่มีความหวังในการต่อกรกับเทพมารอนธการที่สุดก็เป็นได้”
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “เทพมารอนธการคือสิ่งใด”
“แรกเริ่มก่อนเบิกนภาคือฟ้าบุพกาล ก่อนกำเนิดฟ้าบุพกาลคืออนธการ เจ้าจะเข้าใจว่าเป็นยุคสมัยที่โบราณกาลยิ่งกว่าผานกู่และบรรพชนเต๋าก็ได้ พวกเราสงสัยว่า ก่อนกำเนิดฟ้าบุพกาล เคยมียุคที่รุ่งเรืองยิ่งกว่า ก็คือยุคสมัยแห่งเทพมารอนธการ เพียงแต่เนื่องด้วยสาเหตุบางอย่าง อนธการจึงล่มสลาย ก่อกำเนิดเป็นฟ้าบุพกาล จากนั้นฟ้าบุพกาลก็ดำเนินรอยตามอนธการ ถูกเทพมารฟ้าบุพกาลแบ่งแยก กำเนิดเป็นมหามรรคและมรรคาสวรรค์”
“ดังนั้นเทพมารอนธการแข็งแกร่งที่สุดหรือ”
“ถูกต้อง”
“ข้าไม่ใช่เทพมารอนธการ และไม่อยากต่อกรกับเทพมารอนธการ อันตรายเกินไป…”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วขณะเอ่ยวาจา เห็นได้ชัดว่าวิตกอย่างยิ่ง
ตี้จวินเองก็ไม่ได้รู้สึกผิดคาดเช่นกัน เขาเอ่ยยิ้มๆ “ในมรรคาสวรรค์ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งไปกว่าเจ้า เทพมารอนธการน่าจะยังไม่เติบใหญ่ ถึงขั้นที่อาจยังไม่ถือกำเนิดด้วยซ้ำ”
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “ในเมื่อยังไม่ถือกำเนิด เหตุใดจึงมาหาข้า มาเตือนข้า จะให้ข้าสังหารเทพมารอนธการตั้งแต่แบเบาะหรือ”
“ถูกต้อง!”
แววตาตี้จวินคมกล้าขึ้นมา
หานเจวี๋ยสัมผัสถึงความรู้สึกกดดันที่ยากจะอธิบายได้อย่างหนึ่ง ความรู้สึกกดดันนี้ไม่ได้ทรงพลังนัก แต่กลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดยิ่ง
ตี้จวินจ้องมองหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “หานเจวี๋ย เจ้ากล้ารับภารกิจนี้หรือไม่ หากทำสำเร็จ ข้าจะบันดาลโอกาสวาสนาอันไร้ขีดจำกัดให้แก่เจ้า หลุดพ้นจากความอนิจจัง”
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงอดีตกาลเมื่อนานมาแล้ว ตนฝันถึงยักษาตนหนึ่ง เขาก็เคยพูดจาทำนองนี้
ราวกับว่าหานเจวี๋ยอยู่ในห้วงมายาก็มิปาน
ตอนนี้ตี้จวินก็เอ่ยถึงอีก นี่หมายความว่าอย่างไร
ขณะที่เขากำลังจะถาม ตี้จวินก็กล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากถามอะไร ระดับไม่เท่ากัน รอให้เจ้าแตะขอบเขตมหามรรคแล้ว จะเข้าใจแน่นอน”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วพลางถาม “เช่นนั้นเทพมารอนธการมีลักษณะเด่นอย่างไร”
ตี้จวินส่ายหน้า “เทพมารอนธการ ไม่มีผู้ใดรู้จัก พวกเราเหล่าผู้พิสูจน์มหามรรคก็ไม่เคยเห็นเทพมารอนธการมาก่อนเช่นกัน เทพมารอนธการเป็นเพียงคำพยากรณ์อย่างหนึ่งที่บรรพชนเต๋ากล่าวไว้ บางทีอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ แต่มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่จะต้องมีสิ่งมีชีวิตที่ดึงดูดชักนำมาอย่างแน่นอน เจ้าอดทนรอคอยต่อไปก็จะรู้เอง”
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นครุ่นคิด
ใครคือเทพมารอนธการกันแน่
แล้วเทพมารอนธการคืออะไร
หานเจวี๋ยปิดกั้นความทรงจำของตนโดยตรง ไม่กล้านึกถึงว่าตนก็คือเทพมารอนธการ
ตี้จวินเป็นตัวตนที่อยู่เหนือกว่าอริยะ หานเจวี๋ยจำเป็นต้องระวัง
ถึงขั้นที่ต้องเสแสร้งแม้กระทั่งในใจ!
“ภายหน้าหากมาเยือนแดนเทพหวนปัจฉิม ก็มาเยี่ยมข้าได้” ตี้จวินกล่าวประโยคนี้จบก็โบกมือ
แดนความฝันสลายตัวลง
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผีน่ะสิที่จะไปแดนเทพหวนปัจฉิม!
ไม่ง่ายเลยกว่าผู้เฒ่าจะถึงขอบเขตไร้พ่ายในแดนเซียนได้ ทำไมต้องย้ายไปพื้นที่ระดับสูงกว่าให้โดนไล่ทุบอีกเล่า
‘ดูเหมือนฐานะเทพมารอนธการจะเปิดเผยไม่ได้ หาไม่แล้วจะอันตรายเกินไป’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขาถึงขั้นที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะไม่ออกนอกเขตมรรคาสวรรค์
ด้านนอกอันตรายเหลือเกิน!
ยังคงเป็นมรรคาสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม เขาต้องรีบทะลวงระดับแล้ว
รอจนเขาได้ครอบครองดวงชะตามรรคาสวรรค์ ครอบครองมรรคาสวรรค์ เช่นนั้นเขาก็สามารถทำตามใจได้แล้ว!
‘เทพมารอนธการ รวมเทพมารฟ้าบุพกาลให้เป็นหนึ่ง มิใช่ข้าหรอกหรือ’
หานเจวี๋ยรู้จักตัวเองดียิ่ง ตนน่ะหรือจะชักนำให้เกิดมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่
ไม่ถูกแล้ว!
หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดบรรพชนเต๋าจึงเชื่อว่าข้าเป็นตัวแปรเล่า
‘ข้าอยากรู้ว่าบรรพชนเต๋าคิดว่าข้าคือเทพมารอนธการหรือไม่’
[เกี่ยวข้องกับตัวตนที่อยู่เหนือกว่าขีดจำกัดของระบบ ไม่สามารถทำนายได้]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ระดับของบรรพชนเต๋าลึกล้ำเกินหยั่งจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขานึกว่าขีดจำกัดของบรรพชนเต๋าคือมรรคาสวรรค์ แต่ฟังจากถ้อยคำของตี้จวินแล้วน่าจะอยู่เหนือไปกว่านั้น
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิด ถามว่า ‘มีผู้ใดคิดว่าข้าคือเทพมารอนธการหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มีจริงๆ หรือ?
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อทันทีโuเวลกูดoทคอม
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นในสมองของเขา เบื้องหน้าปรากฏข้อความแถวหนึ่ง
[อริยะเจ็ดวิถี]
คนผู้นี้…
หานเจวี๋ยพลันหวั่นวิตกขึ้นมา ในอาณาเขตเต๋ามีร่างแยกร่างจำลองของอริยะเจ็ดวิถีอยู่ ก็คือโจวฝาน
หรือว่าอริยะเจ็ดวิถีสอดส่องเขาอยู่
หานเจวี๋ยถามต่อทันที
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ไม่มี]
‘เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงคิดว่าข้าคือเทพมารอนธการ’
[คาดเดา]
ครั้งนี้ไม่โดนหักอายุขัย
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ถามต่อว่า ‘อริยะเจ็ดวิถีมีจิตคิดร้ายกับข้าหรือไม่’
[ขณะนี้ไม่มี]
หานเจวี๋ยโล่งอกในที่สุด
ถามรวดเดียวสี่คำถาม ถึงแม้จะมีสองข้อที่ไม่โดนหักอายุขัย แต่นับรวมแล้วเขาก็ถูกหักไปไม่น้อยอยู่ดี
ต้องกล่าวเลยว่า เมื่อครู่หานเจวี๋ยตระหนกเกินไป เขาสามารถใช้คำถามที่ครอบคลุมสมบูรณ์กว่านี้เพื่อวิวัฒนาการได้
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงหาโจวฝานทันที
ในไม่ช้า โจวฝานก็มาขอเข้าพบ
โจวฝานถามด้วยความตื่นเต้น “อาจารย์ จะถ่ายทอดพลังวิเศษให้ข้าหรือขอรับ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “เจ้าเป็นต้าหลัวแล้ว อยากออกไปหาประสบการณ์สักเที่ยวหรือไม่”
โจวฝานตะลึงงัน ถามด้วยความแปลกใจ “มิใช่ต้องบรรลุครึ่งอริยะถึงจะออกไปได้หรอกหรือ”
“มหันตภัยมารสวรรค์ถูกกำจัดแล้ว อริยชนในชั้นฟ้าที่สามสิบสามจะก่อตั้งเมืองฟ้าบุพกาล ศิษย์ของสำนักต่างๆ ล้วนไปเข้าร่วม ข้าอยากให้เจ้าเป็นตัวแทนของสำนักซ่อนเร้น”
“เมืองฟ้าบุพกาลหรือ ได้ขอรับ! ข้าไป!”
ดวงตาโจวฝานส่องประกาย ตอบรับทันที
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม นั่นคือพื้นที่ของอริยะ
อีกอย่างเรื่องนี้ก็ได้เป็นตัวแทนของสำนักซ่อนเร้นด้วย เขาได้สร้างผลงานพอดี!
“อืม เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเถอะ”
“ไม่ต้องหรอกขอรับ ข้าพร้อมไปได้ทันที”
หานเจวี๋ยพลันโบกแขนเสื้อ ส่งตัวเขาออกไปทันใด
หลังโจวฝานจากไป หานเจวี๋ยเข้าฝันฉิวซีไหล เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ฝูซีเทียนและมหาจักรพรรดิเซียวตามลำดับ แจ้งให้ทราบว่าโจวฝานจะเป็นตัวแทนของสำนักซ่อนเร้นไปเข้าร่วมเมืองฟ้าบุพกาล
เหตุผลที่แจ้งให้อริยะทั้งหมดทราบ เพราะหานเจวี๋ยกลัวว่าในหมู่อริยะจะมีคนขัดขาและปองร้ายโจวฝาน แน่นอนว่าต่อให้ปองร้าย ก็เล่นงานอริยะเจ็ดวิถีไม่ได้อยู่ดี
การจากไปของโจวฝานไม่ได้ก่อระลอกคลื่นมากนัก ช่วงเวลาส่วนใหญ่ศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างก็ฝึกบำเพ็ญไปตามวิถีของตน นอกจากศิษย์ส่วนน้อยแล้ว คนที่เหลือต่างไปมาหาสู่กันน้อยยิ่ง
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ มุ่งสู่ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลาง
อีกด้านหนึ่ง
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ชายขอบเขตฟ้าบุพกาล เมืองแห่งหนึ่งตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืดมิด รอบข้างรายล้อมด้วยไอหมอกลอยม้วนอ้อยอิ่ง
เมืองฟ้าบุพกาล
ในเมืองมีหอคอยสูงหลังหนึ่ง ชั้นบนสุดของหอคอยมีตำหนักหลังหนึ่ง เหล่าอริยชนมารวมตัวกัน
“หานเจวี๋ยส่งศิษย์ระดับต้าหลัวมาร่วมหนึ่งคน” ฉิวซีไหลเอ่ย
อริยะที่เหลือต่างพยักหน้ารับ
เทพสูงสุดหนานจี๋เดาะลิ้นเอ่ยชมเชย “สำนักซ่อนเร้นส่งต้าหลัวคนหนึ่งมาอย่างง่ายดาย หลี่เต้าคงก็มีพลังพอจะปะทะกับยอดผู้แข็งแกร่งแห่งแดนเซียนแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วสำนักซ่อนเร้นจะเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวแล้วไม่ดีหรือ เช่นนี้พวกเราถึงจะละวางอำนาจลาภยศ สงบใจฝึกบำเพ็ญได้ ค้ำจุนสำนักซ่อนเร้นในมหาเคราะห์ครั้งต่อไปได้พอดี วันหน้าหากมรรคาสวรรค์ตกอยู่ในอันตรายอีก ก็ให้หานเจวี๋ยออกหน้าโดยตรงได้
ฝูซีเทียนและมหาจักรพรรดิเซียวพยักหน้ารับ
มหันตภัยมารสวรรค์ ทำให้ตบะของพวกเขาลดฮวบลง จำเป็นต้องบำเพ็ญฟื้นฟูเป็นระยะเวลานาน
ฉิวซีไหลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ อย่างน้อยพวกเราก็ได้ละวางความบาดหมาง ศิษย์สำนักซ่อนเร้นคนนั้นพวกเราช่วยดูแลให้มากหน่อยเถิด ถือว่าแสดงเจตนาดี เรื่องมารสวรรค์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหานเจวี๋ยมิใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ด้วยพลังของเขา รอให้มารมรรคาสวรรค์สังหารพวกเราทิ้งแล้วค่อยลงมือก็ได้ มารมรรคาสวรรค์มิใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย”
อริยะสี่รายที่เหลือ ยามนี้พอนึกย้อนกลับไป พวกเขาต่างก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย มารมรรคาสวรรค์สู้ไม่ได้เลย
แววตาของเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยวูบไหว เอ่ยว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เหลือแค่หลี่มู่อี”
เทพสูงสุดหนานจี๋แค่นเสียง “ใช่น่ะสิ เขาเรียกใช้บรรพจารย์ซานชิงโดยไม่เคยถามพวกเราสองคนเลย สามนิกายสำนักเต๋าอันใดกัน ผายลมทั้งเพ อีกอย่าง หากมรรคาสวรรค์สูญสิ้น โลกพันอนันต์ของเขาจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด มรรคาสวรรค์น้อยจะกลายเป็นมรรคาสวรรค์เพียงหนึ่งเดียว”
เมื่อเอ่ยถึงหลี่มู่อี เหล่าอริยะต่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
จักรพรรดิเซียวกล่าวว่า “อย่างเพิ่งคุยเรื่องหลี่มู่อีเลย ว่าเรื่องเมืองฟ้าบุพกาลก่อนเถอะ หลังจากมารสวรรค์ถูกกวาดล้าง ฟ้าบุพกาลปรากฏรอยแยกมิติมากมาย ข้ากังวลว่าจะมีสิ่งอัปมงคลฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามา”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “อริยะจินอันมีพลังวิเศษอย่างหนึ่ง ใช้สอดส่องสิ่งอัปมงคลได้ จนปัญญาที่เขาวิกลจริตไปเสียแล้ว”
ฉิวซีไหลขมวดคิ้วแน่น
เขาสังหรณ์อยู่เสมอว่ามีมือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งคอยผลักดันทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง
ยามที่พวกเขาต้องการจะทำอะไรขึ้นมา ถึงพบว่าตกอยู่ในแผนการของบุคคลลึกลับมานานแล้ว
เชื่อมโยงร้อยเรียงกันไปเรื่อย!
ฉิวซีไหลไม่เคยไร้กำลังถึงขนาดนี้มาก่อน รู้สึกว่าศัตรูวางหลุมพรางไว้หลุมแล้วหลุมเล่ารอให้เขากระโดดลงไป
“พวกเราต้องยกระดับพลังของแดนเซียน ไม่อาจปล่อยให้พึ่งพาแค่พวกเราได้” เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยเสนอขึ้น
ฉิวซีไหลหรี่ตาเอ่ยว่า “เผยแพร่มรรคกันเถอะ มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราไม่อาจเฝ้ารอความสำเร็จได้อีกต่อไป”
“ได้!”
“ตกลง!”
เหล่าอริยะต่างตกปากรับคำ
….
ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยได้รับแจ้งเตือนค่าความประทับใจติดกันสี่ข้อความ ตอนนี้เหล่าอริยะที่เหลือรอดอยู่ล้วนกลายเป็นสหายของเขา
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามคาด สามารถกลายเป็นอริยะได้ ย่อมมิใช่คนโง่เป็นอันขาด มีหลักการอย่างสู้ไม่ได้ก็ยังลอบปองร้ายต่อไปอยู่เสียที่ไหนกัน
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้รังเกียจความเสแสร้งของเหล่าอริยะ พอดีเลย ปัญหายุ่งยากของเขาจะได้น้อยลง สงบใจฝึกบำเพ็ญได้
ตัวตนของอริยะยังคงจำเป็นต้องมีอยู่ ถึงแม้พวกเขาจะต่อสู้กันในทางลับและทางแจ้ง แต่ก็สามารถคงไว้ซึ่งระเบียบมรรคาสวรรค์ได้จริงๆ ถึงขั้นที่ดูแลปกป้องแดนเซียนด้วย
วันเวลาไร้สำเนียง
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
สามร้อยปีผ่านไป
เมื่อว่างเว้นจากการฝึกบำเพ็ญ หานเจวี๋ยเริ่มสอดส่องซูฉีที่อยู่ในโลกอนธการ
สังขารของซูฉีควบรวมขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่เขายังคงขดตัวอยู่ในปราณเทพมาร ดูดซับปราณฟ้าบุพกาลและปราณอนธการที่อยู่รอบข้าง
ปราณฟ้าบุพกาลก่อเกิดจากปฐมศิลาฟ้าบุพกาล ส่วนปราณอนธการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากคุณสมบัติกายเทพมารอนธการของหานเจวี๋ย
นอกจากซูฉีแล้ว ปราณเทพมารที่เหลือยังไม่สามารถควบรวมก่อร่างขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้ซูฉีมีพัฒนาการเติบโตอย่างแข็งแรง น่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาอีก
หานเจวี๋ยมองโลกเขย่าพิภพ
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะสรรค์สร้างโลกเขย่าพิภพให้กลายเป็นดินแดนแห่งแรกของโลกอนธการ ทว่าด้วยแรงกดดันของปราณอนธการ โลกเขย่าพิภพยากจะทนรับไหวอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยตัดสินใจปล่อยโลกเขย่าพิภพออกไป ให้กลายเป็นดินแดนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งด้านล่างแดนเซียน
คิดดังนั้น หานเจวี๋ยก็เรียกโลกเขย่าพิภพออกมา ลอยอยู่ในฝ่ามือ
เขากระโจนออกจากแดนเซียน มาโผล่ด้านล่างแดนเซียน
กวาดจิตศักดิ์สิทธิ์ออกไป โลกเล็กโลกน้อยที่อยู่ด้านล่างแดนเซียนมีจำนวนเกินห้าพันโลกแล้ว
หานเจวี๋ยปล่อยโลกเขย่าพิภพลง ดึงแรงกุศลมรรคาสวรรค์ส่วนหนึ่งออกมาจากโลกอนธการถ่ายทอดให้แก่โลกเขย่าพิภพ ทำให้ผสานรวมกับดวงชะตามรรคาสวรรค์
โลกเขย่าพิภพเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงแจ้งเรื่องนี้ต่อพุทธะอาภรณ์ขาว ให้พุทธะอาภรณ์ขาวเตรียมการให้ดี
พุทธะอาภรณ์ขาวถามด้วยความกระวนกระวาย “เช่นนั้นต่อไปพวกเราจะยังนับเป็นส่วนหนึ่งของสำนักซ่อนเร้นหรือไม่ขอรับ”
“นับ โลกเขย่าพิภพจะเป็นดินแดนแห่งแรกของสำนักซ่อนเร้น”
“ขอรับ!” novelgu.com
พุทธะอาภรณ์ขาวโล่งอก เขายังอยากกอดต้นขาหานเจวี๋ยต่อ
เหตุผลที่ปล่อยโลกเขย่าพิภพออกมา ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง หานเจวี๋ยอยากใช้โลกเขย่าพิภพแย่งชิงดวงชะตา
เมื่อถึงเวลาเผ่าสวรรค์ครองแดนเซียน โลกขย่าพิภพครองแดนมนุษย์ เช่นนั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์จะตกอยู่ในกำมือหานเจวี๋ย มรรคาสวรรค์ก็อย่าหมายจะปองร้ายเขาได้อีก
หลังจากโลกขย่าพิภพผสานรวมกับแรงกุศลมรรคาสวรรค์อย่างสมบูรณ์ ดวงชะตาควบรวมกับมรรคาสวรรค์อีกครั้ง หานเจวี๋ยก็กลับคืนสู่เขตเซียนร้อยคีรี
เขาถ่ายทอดเสียงหาบรรพจารย์ซานชิง ให้บรรพจารย์ซานชิงแทรกซึมเข้าสู่โลกเขย่าพิภพ ปกป้องโลกเขย่าพิภพ ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็อยู่ว่างไม่มีอะไรทำ
บรรพจารย์ซานชิงมุ่งหน้าสู่โลกเขย่าพิภพทันที
เมื่อจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยก็ผ่อนคลายขึ้นมาก
เขาเริ่มตั้งตารอชมความรุ่งโรจน์เจิดจรัสของโลกเขย่าพิภพในภายภาคหน้า
ต้องกล่าวเลยว่า ความรู้สึกที่ได้จัดวางหมากค่อนข้างชื่นมื่นอยู่บ้าง
นี่คือสาเหตุที่ทำให้เหล่าอริยะกระทำเรื่องเช่นนี้ได้โดยมิเบื่อหน่ายสินะ
จากนั้น หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
….
แปดร้อยปีผ่านไปว่องไวยิ่ง
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงขั้น!
ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลาง!
พลังเวทเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน!
หานเจวี๋ยทำให้ตบะเสถียรพลางเรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจสอบ
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 43,914/390,490,009,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลาง (อริยะสมบูรณ์แบบ)]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด
….
อายุขัยเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่า ไม่เลวเลย!
จากนั้นหานเจวี๋ยใช้เวลาอีกเจ็ดสิบปี ถึงทำให้ตบะมั่นคงได้
ความเข้าใจที่เขามีต่อมหามรรคต้นกำเนิดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่รู้สึกได้ว่าสามารถสร้างพลังวิเศษจากมหามรรคต้นกำเนิดได้
หานเจวี๋ยใช้เวลาครึ่งปียกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ทั้งหมดจนถึงขีดจำกัด ขณะที่เขากำลังจะฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาต่อ น้ำเสียงดังกังวานและเคร่งขรึมเสียงหนึ่งแว่วก้องไปทั่วฟ้าดิน
“พวกเราเหล่าอริยะตัดสินใจแล้วว่าจะคัดเลือกอริยะรายใหม่ภายในหนึ่งหมื่นปี ตำแหน่งอริยะนี้จะต้องมีแรงกุศลมรรคาสวรรค์มหาศาล ตบะสูง ไม่ว่าจะเป็นสำนักนิกายไหน เผ่าพันธุ์ใด ทั้งหมดต่างสามารถแข่งขันแย่งชิงได้!”
เป็นเสียงของฝูซีเทียน
จะเลือกอริยะรายใหม่เร็วขนาดนี้เชียวหรือ
หานเจวี๋ยไม่สนใจเลย ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นอริยะรายใหม่ก็สู้เขาไม่ได้ทั้งนั้น!
ช้าก่อน!
แล้วปราณม่วงอนธการสายนี้จะมาจากผู้ใด
หานเจวี๋ยตรวจดูกล่องจดหมาย เป็นอย่างที่คิด มองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[อริยะมิ่งจีศัตรูคู่อาฆาตของท่านถูกเหล่าอริยะสะบั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์ ตัวตายมรรคผลสลาย]
รูปประจำตัวของอริยะมิ่งจีหายไปแล้ว
การดับสูญของอริยะมิ่งจีทำให้หานเจวี๋ยปลงอนิจจังยิ่ง
ในอดีตอริยะมิ่งจีก็นับว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ของเหล่าอริยะ น่าเสียดาย เขาดันมาล่วงเกินหานเจวี๋ย
หากอริยะมิ่งจีไม่ล่อลวงซูฉี ซูฉีจะก้าวเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามนั่นทำให้หานเจวี๋ยผูกกรรมต่ออริยะมิ่งจี อริยะมิ่งจีถูกเขาสาปแช่งจนเป็นบ้า ทว่ากลับถูกอริยะรายอื่นๆ สังหาร
หานเจวี๋ยรู้จักเหล่าอริยะเป็นอย่างดี
อริยะเหล่านี้เปลี่ยนสีหน้าว่องไวยิ่ง พร้อมจะดีกับเจ้าตลอดเวลา และพร้อมจะทำร้ายเจ้าได้ตลอดเวลาเช่นกัน
หานเจวี๋ยไม่อาจไว้ใจเหล่าอริยะได้
เขาส่ายหน้า ไม่คิดมากอีกต่อไป เริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาต่อไป
เวลาผ่านไปสี่สิบแปดปีเต็ม
หานเจวี๋ยได้ครอบครองร่างจำลองเทพมารเพิ่มทั้งหมดห้าสิบตน ไม่อาจเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารตนใหม่ได้อีก
ร่างจำลองเทพมารที่เขาได้ครอบครองแบ่งออกเป็นเทพมารดาราเดียวดาย เทพมารรังวัด เทพมารชังหิรัญ เทพมารมหามรรคหลบเร้น เทพมารไร้อาวรณ์ เทพมารจำแลง เทพมารยอดหยิน เทพมารชื่นประชา เทพมารนภาคราม เทพมารทะเลกาฬ เทพมารยอดอัคคี เทพมารมหาอาเพศ เทพมารประสงค์ร้าย เทพมารพันโอฬาร เทพมารเมล็ดพันธุ์ เทพมารมารสวรรค์ เทพมารไร้สิ้นสุด เทพมารหนึ่งความคิด เทพมารสิบแปดตะวันจันทรา เทพมารมายา เทพมารเทวา เทพมารปราณวิญญาณ เทพมารกำเนิดทราย เทพมารอนิจจัง เทพมารดวงชะตา เทพมารปราบปฐม เทพมารเสี้ยวอณู เทพมารขุนพลนรก เทพมารชื่นชีวา เทพมารสยบกฎเกณฑ์ เทพมารมหาจักรพรรดิ เทพมารต้องสาป เทพมารพันธนาการ เทพมารปฐมปีศาจ เทพมารเทาเที่ย เทพมารมหาเวท เทพมารหมื่นสมบัติ เทพมารเท็จจริง เทพมารสี่ฤดู เทพมารคลุ้มคลั่ง เทพมารชั่วร้าย เทพมารเสียงพิณ เทพมารอมตะ เทพมารยืนยง เทพมารพิทักษ์ เทพมารกีดกัน เทพมารจักรวาล เทพมารโอฬาร เทพมารทะลุฟ้า เทพมารสัพพัญญู
รวมร่างจำลองเทพมารทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ตน!
หานเจวี๋ยเข้าใจเทพมารฟ้าบุพกาลของตนเป็นอย่างดี เขารู้สึกว่าต้นกำเนิดของสารพัดสรรพสิ่งอาจจะมาจากเทพมารฟ้าบุพกาล หรือไม่ก็รับสืบทอดมา
แม้ว่าเทพมารฟ้าบุพกาลจะเป็นตำนานเล่าขาน แต่ทุกสิ่งบนโลกยังคงแฝงเงาของพวกเขาเอาไว้
จากนั้น หานเจวี๋ยก็เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ
เขานำมาทดลองกับมารมรรคาสวรรค์ก่อน
ความเข้าใจที่เขามีต่อมหามรรคต้นกำเนิดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าสามารถผสานรวมกับร่างจำลองเสรีสุญญตาได้บ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกออกมาสู้เป็นโขยงอีก
หากหลอมรวมพลังของเทพมารทั้งหมด พิฆาตศัตรูได้ในกระบวนท่าเดียว เช่นนั้นก็ยิ่งดี!
หานเจวี๋ยอัญเชิญร่างจำลองเทพมารทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ตนออกมาก่อน ทำลายล้างมารมรรคาสวรรค์ด้วยท่วงท่าทรงพลังเลิศล้ำ มารมรรคาสวรรค์สามารถต้านรับไว้ได้เพียงสิบลมหายใจ
จากนั้นหานเจวี๋ยก็เริ่มทดลองผสานพลังของเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ตนเข้าด้วยกันในระหว่างการต่อสู้ กระบวนการนี้ยากลำบากยิ่ง เนื่องจากพลังระดับมหามรรคทรงฤทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ต่างไม่ยอมรับกันและกัน
ด้วยเหตุนี้ หานเจวี๋ยจึงหมกตัวอยู่แต่ในแบบจำลองการทดสอบ
หลังจากเคี่ยวกรำมารมรรคาสวรรค์อยู่ครึ่งปีเต็ม หานเจวี๋ยก็สามารถสังหารมารมรรคาสวรรค์ภายในเสี้ยววินาทีได้แล้ว
เขาเริ่มท้าสู้กับตี้จวิน
จากนั้น…ก็ถูกทุบตียับเยิน
เขาไม่ถอดใจ ท้าสู้ตี้จวินต่อไป
ท้าสู้อยู่หลายร้อยครั้ง จนสติหานเจวี๋ยแทบจะรวนไปหมดแล้ว
เขาจึงไปท้าสู้อีกคนแทน ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
คราวนี้สติรวนไปอย่างสมบูรณ์
สองคนนี้เก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ
หานเจวี๋ยเริ่มตั้งค่าแบบจำลองการทดสอบ ตั้งค่าท้าสู้ฉิวซีไหล เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะจินอัน ฝูซีเทียน มหาจักรพรรดิเซียวและอริยะมิ่งจีพร้อมกัน
หนึ่งต่อแปด!
สุ่มเสี่ยงนัก!
ทว่ากลับสยบได้สบายๆ!
แปดอริยะร่วมมือกันโจมตีประสานกันอย่างดียิ่ง แต่จนปัญญาที่ร่างจำลองเทพมารของหานเจวี๋ยมีมากกว่า ไม่ถึงสิบลมหายใจ ทั้งหมดก็ถูกทำลายล้าง
ร่างจำลองเทพมารของหานเจวี๋ยตัดสะบั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้แล้ว!
นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นของร่างจำลองเทพมารแล้ว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับตบะของเขาด้วย แม้จะเป็นเพียงการทะลวงระดับขั้นเล็กๆ ทว่าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงราวฟ้ากับเหว
ในระดับอริยะ ระดับขั้นเล็กๆ ทุกขั้นเพียงพอจะชี้วัดความแข็งแกร่งได้!
หานเจวี๋ยผ่านการต่อสู้ในแบบจำลองการทดสอบเกือบร้อยครั้ง ในที่สุดก็พบวิธีสังหารแปดอริยะในเสี้ยววินาทีแล้ว
ยอดเยี่ยม!
ตอนนี้ ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มองเหยียดหยามเหล่าอริยชนได้แล้ว
หากวันหน้าอริยะหน้าไหนกล้าพูดจาเสียงดัง ทำสีหน้าเย็นชาใส่เขา เช่นนั้นคือรนหาที่!
หานเจวี๋ยอารมณ์ดี
เขาตัดสินใจจะออกไปรับลมสักหน่อย
ตอนนี้ภายในมรรคาสวรรค์ เขาไร้พ่ายแล้ว สามารถดื่มด่ำผ่อนคลายได้เล็กน้อย
หานเจวี๋ยตัดสินใจจะไปเยี่ยมลูกชายตัวเองสักหน่อย
แรงกุศลมรรคาสวรรค์ที่เก็บซ่อนไว้ในโลกอนธการ ขอเพียงนำมาห่อหุ้มตัวไว้ก็สามารถสกัดขวางการต่อต้านจากมรรคาสวรรค์ได้ แน่นอน หากว่าเขาสำแดงพลังในระดับอริยะออกมา มรรคาสวรรค์ก็ยังสามารถขับไล่เขาออกไปได้อยู่ดี
ส่วนอริยะมรรคาสวรรค์รายอื่นต่อให้มีแรงกุศลมรรคาสวรรค์ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากตัวพวกเขายังคงต้องพึ่งพาดวงชะตามรรคาสวรรค์อยู่ หากฝ่าฝืนเข้าสู่แดนเซียน จะเผชิญกับการต่อต้านจากทั้งด้านนอกและภายในมรรคาสวรรค์ ทรมานยิ่งขึ้นไปอีก
….
แดนทักษิณพิสุทธิ์ ณ เผ่ามนุษย์ เมืองฤทัยมาส
หานทั่วกำลังชมการต่อสู้อยู่ด้านล่างเวทีประลองแห่งหนึ่งโนlวลกูดอทคoม
เมืองฤทัยมาสมีอาณาเขตหลายพันลี้ นับว่าเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเผ่ามนุษย์ มีบรรยากาศของการฝึกบำเพ็ญเข้มข้นยิ่ง มีเวทีประลองเช่นนี้อยู่มากกว่าหนึ่งแห่ง
ผู้บำเพ็ญทั้งสองคนที่อยู่บนเวทีประลองต่างมีตบะระดับเซียนพิภพไท่อี่ ถึงแม้จะลงผนึกปิดกั้นพลังเวทของพวกเขาไว้ แต่ประชาชนและผู้บำเพ็ญที่รับชมอยู่ก็ยังร้องอุทานออกมาไม่ขาดสาย
“การประลองของพวกเขายังน่าสนใจสำหรับผู้มีตบะระดับเจ้าอยู่หรือ”
เสียงหนึ่งพลันแว่วขึ้นข้างกาย หานทั่วหันไปมอง เห็นสมณะที่อัปลักษณ์ยิ่งนักรูปหนึ่งแย้มยิ้มมองเขาอยู่
เป็นหานเจวี๋ยนั่นเอง เขาหยิบยืมหน้าตาของสวินฉางอันในสมัยที่ยังอัปลักษณ์อยู่มาพบบุตรชาย
หานทั่วเลิกคิ้วเอ่ยถาม “ท่านคือผู้ใด”
เขาเพิ่งพิสูจน์จักรพรรดิเซียนได้ไม่นาน ทั่วเมืองฤทัยมาสไม่มีตัวตนใดที่เทียบชั้นกับเขาได้ แต่เขากลับมองตบะของสมณะอัปลักษณ์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ออก
หานมิ่งเคยบอกเขาไว้ ต้องระวังผู้บำเพ็ญพุทธเป็นพิเศษ
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นว่าดวงชะตาเจ้าไม่ธรรมดา จึงอยากทำความรู้จักเจ้า ข้าพเจ้าคือวั่วหลง ผู้คนเรียกขานว่าเฟิ่งฉู เจ้าจะเรียกข้าว่าวั่วหลงเฟิ่งฉูก็ได้ แล้วเจ้าล่ะสหายน้อย”
วั่วหลงเฟิ่งฉูหรือ
หานทั่วขมวดคิ้ว ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
อย่างไรก็ตามในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย เขาก็ไม่จำเป็นต้องหักหน้าผู้อื่น
“ข้าพเจ้าคือหานทั่ว”
“สหายน้อยมีตบะระดับนี้อยู่สังกัดสำนักใดเล่า”
“ไร้สังกัดไร้สำนัก เป็นเพียงเศษธุลีในแดนเซียน”
“โอ้ ต้องการให้ข้าแนะนำเจ้าเข้าร่วมกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่สักแห่งหรือไม่”
“ใหญ่แค่ไหน”
“เจ้าอยากได้ใหญ่แค่ไหนเล่า”
“เจ้าเคยได้ยินนามหลี่เต้าคงหรือไม่”
หานเจวี๋ยกะพริบตาปริบๆ พลางตอบ “รู้สิ เจ้าอยากเข้านิกายเหรินหรือ”
หานทั่วส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าอยากเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น กราบอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศลเป็นอาจารย์ หรือจะเป็นปรมาจารย์ท่านอื่นก็ได้ทั้งสิ้น แต่น่าเสียดาย ตบะข้าอ่อนด้อยเกินไป ได้ยินว่าในสำนักซ่อนเร้นมีจักรพรรดิเซียนอยู่นับไม่ถ้วน”
สตรีนางหนึ่งที่อยู่ด้านข้างมองพวกหานเจวี๋ยสองพ่อลูกด้วยความแปลกใจ
ช่างคุยโม้กันเหลือเกิน!
พูดถึงจักรพรรดิเซียนอยู่ไม่ขาดปาก
ซ้ำยังลามไปถึงอริยะสวรรค์เกรียงไกรเปี่ยมกุศลอีก
ดวงตาของนางฉายแววเหยียดหยามดูแคลน
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “สำนักซ่อนเร้นยากเกินไป ข้าจัดการให้ไม่ได้จริงๆ เอาเผ่าสวรรค์เป็นอย่างไร”
หานทั่วรู้สึกประหลาดใจ สมณะอัปลักษณ์รูปนี้มีลู่ทางจริงๆ น่ะหรือ
ทว่าเขากลับส่ายหน้า ตอบว่า “เผ่าสวรรค์ต้องเป็นเทพเซียน ข้าไม่อยากเข้าร่วม”
หานเจวี๋ยนึกสนใจขึ้นมาแล้ว ลูกคนนี้ชิงชังเทพเซียนมากหรือ
ขณะที่เขากำลังจะซักถามต่อ พลันมีข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา
[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
ไม่เห็นแจ้งเตือนประเภทนี้มานานยิ่งนัก นับตั้งแต่พิสูจน์มรรคสำเร็จ ต่อให้เป็นอริยะกลับชาติมาเกิด ก็ยังไม่แน่ว่าจะเข้าตาระบบ
เขาเลือกตรวจสอบทันที
[เจี่ยอวี้: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะต้น หนึ่งในร่างแยกของอวี้ผูถี นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น]
ร่างแยกของอวี้ผูถี?
เปลือกตาหานเจวี๋ยกระตุก นี่คือร่างแยก ไม่ใช่ร่างจำลองและไม่ใช่การกลับชาติมาเกิด
กล่าวอีกนัยคือ อวี้ผูถีตัวจริงกำลังจับตามองเขาผ่านเจี่ยอวี้อย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมา ค้นหาอวี้ผูถี
[อวี้ผูถี: ไม่ทราบตบะ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น ต้นโพธิ์ต้นแรกแห่งมรรคาสวรรค์ที่ฝึกบำเพ็ญสำเร็จมรรค ปฐมปรมาจารย์แห่งสำนักพุทธ พำนักอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ เกิดความประทับใจในตัวท่าน เนื่องจากท่านได้รับคำชมเชยจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
ตั้งแต่สดับมรรคที่ตำหนักเอกอนันต์ในครั้งนั้น ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ตี้จวิน อริยะเจ็ดวิถี และอวี้ผูถีล้วนเกิดความประทับใจในตัวเขา เขาหลงนึกว่าทั้งสี่คนนี้ตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกัน
อวี้ผูถีมีฐานะเป็นนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น ย่อมไม่อ่อนด้อยไปกว่าอริยะมหามรรคแน่
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจจับตัวตนของเจี่ยอวี้ แต่สายตาเขาไม่ได้วอกแวกหันเหไปเลย
เจี่ยอวี้เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวเกศาดำ ยืนอยู่ในฝูงชนแล้วไม่นับว่าโดดเด่นนัก
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา แย้มยิ้มถามหานทั่วต่อว่า “เจ้าแค้นเคืองเทพเซียนหรือ”
หานทั่วตอบว่า “ไม่นับว่าแค้นเคือง แค่รู้สึกว่าเผ่ามนุษย์อย่างข้าไม่จำเป็นต้องศรัทธาในเทพเซียน เผ่ามนุษย์ประสบภัย เทพเซียนไม่เคยช่วยเหลือ เมื่อเผ่ามนุษย์แข็งแกร่งขึ้น เทพเซียนก็ยังต้องการให้เผ่ามนุษย์เลื่อมใสศรัทธาพวกเขาอยู่ดี ข้าจึงไม่ชอบเทพเซียน”
หานเจวี๋ยลอบถอนหายใจกับตัวเอง
เด็กคนนี้ยังเหมือนเขาไม่มากพอ พูดจาเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องดีเลย
ถึงแม้หลายปีมานี้หานทั่วจะไม่เคยพึ่งพาหานเจวี๋ยเลย แต่ยังคงได้รับกำลังสนับสนุนจากหานเจวี๋ยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย นี่นับเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ในโลกหล้า ไหนเลยจะสามารถพึ่งพาตัวเองทุกเรื่องได้
“พวกเราเสาะหาสถานที่สำหรับพูดคุยกันหน่อยดีหรือไม่” หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม
หานทั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังพยักหน้ารับ
อีกฝ่ายมีความเป็นมาลึกลับ อีกทั้งไม่มีเจตนาร้าย คบค้าด้วยก็ไม่ถือเป็นเรื่องเลวร้าย
สองพ่อลูกพากันจากไป
หานเจวี๋ยทิ้งกระแสจิตไว้ พบว่าเจี่ยอวี้ไม่ได้ตามมา
สองพ่อลูกมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง พูดคุยสัพเพเหระ พูดเรื่องฟ้าว่าเรื่องดิน สนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆ
ช่างบังเอิญนัก ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เจี่ยอวี้ก็มาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เช่นกัน ซ้ำยังเลือกโต๊ะข้างๆ คนทั้งสองอีกด้วย
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นไม่สนใจ
สองพ่อลูกพูดคุยกันต่อไป
จู่ๆ หานทั่วก็ถามด้วยความอยากรู้ “วั่วหลง ท่านมีตบะระดับใด”
หานทั่วบำเพ็ญมาเก้าพันปีถึงสำเร็จเป็นจักรพรรดิเซียน ความรู้นับว่ากว้างขวาง สมณะที่อยู่เบื้องหน้ารูปนี้ทำให้เขารู้สึกว่าลึกล้ำเกินหยั่งวัด ตบะต้องสูงกว่าเขาหลายระดับอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ระดับตบะของข้าไม่สำคัญ ครั้งนี้ได้ผูกไมตรีกันเพียงเพราะวาสนา หากวันหน้าเจ้าไม่มีที่ไป จงไปกราบเข้าร่วมวังสวรรค์หรือไม่ก็เผ่าสวรรค์เถิด พวกเขาล้วนจะรับตัวเจ้าไว้”
กล่าวจบ หานเจวี๋ยก็ลุกขึ้น เตรียมตัวจากไป
หานทั่วรีบลุกขึ้นมา เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเป็นเทพเซียนหรือ”
หานเจวี๋ยพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วหายตัวไป “มิใช่เทพหาใช่เซียน เป็นเพียงผู้เฝ้ามองที่อยู่นอกเหนือโลกธุลีแดง”
ผู้เฝ้ามองหรือ
หานทั่วไม่เข้าใจเลย
เวลานี้เอง เจี่ยอวี้พลันลุกขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “น้องชาย ข้าขอร่วมโต๊ะกับเจ้าได้หรือไม่”
หานทั่วมองเขาพลางขมวดคิ้ว
เหตุใดเพิ่งจากไปคนหนึ่ง ก็มีมาอีกคนหนึ่งเลยเล่า
….
หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า สอบถามเงียบๆ ในใจทันที ‘เหตุใดอวี้ผูถีต้องส่งเจี่ยอวี้มาตีสนิทกับบุตรชายข้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
จากนั้นหานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เขามาโผล่ในพระราชวังงามโอ่อ่าสว่างไสวแห่งหนึ่ง ภายในวังมีเมฆหมอกลอยอวล แสงสีทองส่องวิบวับ เขากวาดสายตามองไป เห็นพระพุทธองค์มากมายนับไม่ถ้วน บ้างก็อยู่ในปางไสยาสน์บนแท่นดอกบัว บ้างก็ทรงสัตว์ปีศาจดุร้าย บ้างก็กำลังหลับตาสวดมนต์ ซ้ำยังมีองค์ที่หลั่งน้ำตาไม่หยุด ท่าทางและอิริยาบถแตกต่างกันออกไป
สายตาของหานเจวี๋ยมองไปที่อวี้ผูถี
อวี้ผูถีเป็นนักพรตเต๋าหนึ่งเดียวในที่แห่งนี้ นั่งอยู่บนแท่นบัวขาวเจ็ดสิบสองชั้น ท่าทางราวกับผู้ที่หลุดพ้น
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ที่นี่คือที่ไหน
สำนักพุทธหรือ
เป็นสำนักพุทธที่ระดับสูงกว่าในแดนเซียนเช่นนั้นหรือ
ด้านข้างของอวี้ผูถีมีเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งอยู่ มีแสงเจิดจ้าส่องออกมาจากทั่วร่าง มองเห็นเพียงเค้าโครงร่างเท่านั้น เห็นได้ว่าเป็นพุทธองค์ร่างยักษ์ที่ค่อนข้างผ่ายผอมรูปหนึ่ง
พุทธองค์ยักษ์ร่างผอมเปิดปากเอ่ยว่า “ช่วงนี้ดวงชะตามรรคาสวรรค์ลดฮวบลง มารสวรรค์อาละวาด แม้วิกฤตจะคลี่คลายลง แต่เค้าลางแห่งมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นแล้ว พวกเจ้าคิดเห็นกันเช่นไร”
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา เหล่าพุทธองค์จึงเริ่มตอบ
“ไยต้องใส่ใจมรรคาสวรรค์ด้วยเล่า ล้วนเป็นสิ่งอนิจจังเลื่อนลอยทั้งสิ้น”
“มรรคาสวรรค์หาได้มีเพียงหนึ่งเดียวไม่ พวกเราไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นยึดติดเลย”
“มรรคาสวรรค์เป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง เป็นรากฐานแห่งมหามรรค พวกเราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัด”
“สิ่งที่เรียกว่าเทพมารอนธการ มีตัวตนอยู่จริงๆ น่ะหรือ”
“ระยะนี้มีเทพมารฟ้าบุพกาลปรากฏตัวในแดนบรรพกาลหลายตน สงครามโลกใกล้จะอุบัติขึ้นแล้ว หากพวกเราใส่ใจมรรคาสวรรค์ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องดีเลย”
….
เหล่าพุทธองค์ต่างยืนกรานในความคิดตน ถึงแม้จะต่างคนต่างพูด แต่ก็ไม่เกิดเหตุการณ์เอะอะโวยวายขึ้นเลย ทำให้คนรู้สึกสงบใจอย่างน่าประหลาด เสมือนกำลังถกมรรคกันอยู่
อวี้ผูถีค่อยๆ เปิดปากกล่าวว่า “เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
เหล่าพุทธองค์จึงพากันสงบลง ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
ฉากสถานการณ์พังทลายลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
แดนบรรพกาลก็ตั้งอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิม กล่าวอีกนัยคือพุทธองค์กลุ่มนั้นมาจากแดนเทพหวนปัจฉิม
สาเหตุที่ส่งเจี่ยอวี้มา เพื่อตรวจสอบมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่หรือ
‘โชคดีที่ข้าผนึกสายเลือดของหานทั่วไว้ ไม่ได้ปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาเริ่มสอดส่องดูหานทั่วและเจี่ยอวี้
ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะและเริ่มสนทนากัน
ผ่านไปสักพักหนึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มสนิทสนมขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่นัดหมายว่าจะบุกเข้าสู่แดนเซียนด้วยกัน
หานเจวี๋ยก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเคลื่อนไหวเช่นกัน ได้แต่มองอยู่เงียบๆ
สามปีต่อมา
เจี่ยอวี้แยกกับหานทั่ว ทั้งสองเป็นสหายผู้รู้ใจกันแล้ว เพียงแต่เจี่ยอวี้มีธุระต่อ จึงกล่าวอำลาหานทั่ว
หานเจวี๋ยถามในใจ ‘เจี่ยอวี้ทราบหรือไม่ว่าหานทั่วคือเทพมารอนธการ’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ตอนนี้ไม่ทราบ]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เช่นนั้นก็ดีแล้ว ขอเพียงไม่นึกสงสัยหานทั่วก็พอ
ส่วนหานเจวี๋ย เขาเก็บตัวอยู่ในอาณาเขตเต๋าย่อมไม่นึกหวั่นเกรง
หานเจวี๋ยปรับอารมณ์ ฝึกบำเพ็ญต่อ
ถึงอย่างไรมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ก็ยังอยู่อีกไกลนัก
….
หลังจากเหล่าอริยชนประกาศว่าจะคัดเลือกอริยะรายใหม่ ทั่วทั้งแดนเซียนก็ตกอยู่ในบรรยากาศบ้าคลั่ง
เพื่อแรงกุศลมรรคาสวรรค์อันมหาศาล เหล่าผู้ทรงพลังแทบทั้งหมดล้วนออกมาก่อตั้งสำนัก เผยแพร่มรรค ตรากฎระเบียบและสรรค์สร้างพลังวิเศษกันสารพัด ผุดขึ้นมาทั่วแดนเซียน ส่งเสริมพัฒนาการแห่งมรรคาสวรรค์อย่างมหาศาลยิ่ง
เขตเซียนร้อยคีรียังคงสงบสุขดี พวกเขาไม่สนใจตำแหน่งอริยะเลย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ออกไปไม่ได้อยู่แล้ว
พริบตาเดียวก็ผ่านไปร้อยปีแล้ว
เสียงดังสนั่นแว่วมาจากฟากฟ้า สั่นสะเทือนแก้วหู
หานเจวี๋ยลืมตามองออกไป เห็นอีกาทองสามขาขนาดมหึมาตัวหนึ่งนำทัพทหารปีศาจนับไม่ถ้วนเข้าโจมตีชั้นฟ้าที่สิบสาม
เผ่าปีศาจรบเผ่าสวรรค์!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว อีกาทองสามขาตัวนี้โง่งมหรือไร
ท้ารบเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ตรงๆ เลยหรือ!
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย ท่าทางดูแปลกพิกลขึ้นมา
จี้เซียนเสินและไพร่พลบางส่วนไม่ได้อยู่ในเผ่าสวรรค์ เทพเซียนที่เฝ้าคุ้มกันเผ่าสวรรค์อยู่ล้วนมาจากสำนักดวงชะตาอื่นๆ
หรือว่าจี้เซียนเสินจะสมคบกับเผ่าปีศาจ ยืมดาบสังหารคน
น่าสนใจอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยพบว่าเผ่าปีศาจก่อตัวเป็นเครือข่ายแล้ว ทหารปีศาจมีจำนวนเกินหลักล้าน ถึงแม้ส่วนใหญ่จะมีตบะอ่อนแอ แต่อย่างน้อยภาพรวมก็นับว่าน่าดูชมนัก
ศึกนี้ดำเนินอยู่หลายสิบปี สุดท้ายเผ่าปีศาจและเผ่าสวรรค์ก็เสียหายหนักทั้งสองฝ่าย
ชื่อเสียงของเผ่าปีศาจพลันดังกระฉ่อนไปชั่วขณะ!
ในสายตาของสรรพสิ่ง เผ่าสวรรค์เป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุด!
หานเจวี๋ยกลับมองออกว่าคลื่นน้ำในเผ่าสวรรค์สะสมจนกลายเป็นมหาสมุทรแล้ว หลังจากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น ตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าระดับเทพต่างก็ลดจำนวนลงทั้งสิ้น
เมื่อสงครามระหว่างเผ่าปีศาจและเผ่าสวรรค์สิ้นสุดลง ชื่อเสียงของเผ่าปีศาจก็เลื่องลือขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยเหตุนี้สรรพสิ่งจึงได้ทราบว่าเผ่าสวรรค์ใช่ว่าจะคงกระพันรบไร้พ่าย ใช่ว่าจะไม่อาจท้าทายได้
วัฏจักรเริ่มต้นขึ้น เผ่าปีศาจผงาดขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อจากเผ่ามาร ความจริงแล้วเป็นเผ่าจอมเวท ก่อนที่มรรคาสวรรค์จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เผ่าปีศาจก็ถูกจัดให้อยู่ต่อจากเผ่ามารเช่นกัน คงไม่บังเอิญถึงเพียงนั้น ต้องเป็นลิขิตสวรรค์แน่นอน
ถึงแม้จะมีสงคราม แต่พัฒนาการของแดนเซียนกลับยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ อย่างแท้จริง กระแสการบำเพ็ญแผ่ซ่านไปทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกา นอกเหนือไปจากเผ่าบรรพกาล เผ่าปีศาจและเผ่าสวรรค์แล้ว ยังมีเผ่าพันธุ์อีกมากมายที่ผงาดขึ้นมา ทั้งมีแนวโน้มว่าจะผุดขึ้นมาเรียงรายราวดอกเห็ด
มิใช่เพียงเท่านี้ หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นด้วยว่าแดนเซียนขยายใหญ่ขึ้น!
แปดทิศทั่วแดนแผ่ขยายรุกคืบเข้าไปในแดนต้องห้ามอันธการอย่างต่อเนื่อง ผืนดินขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยสังเกตดูอย่างละเอียด พบว่าทั่วสารทิศในแดนเซียนมีกลิ่นอายแห่งอริยะ ที่แท้ก็เป็นฝีมือของอริยะ
หานเจวี๋ยเฝ้ามองอยู่สักพัก จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
อวี้ผูถีและอริยะเจ็ดวิถีสร้างแรงกดดันให้แก่หานเจวี๋ย แม้จะผ่อนคลายได้เป็นครั้งคราว แต่เป้าหมายหลักของชีวิตย่อมเป็นการฝึกบำเพ็ญ
แม้จะมีคุณสมบัติไม่เป็นสองรองใคร แต่ถ้าคิดจะไปให้ถึงระดับมหามรรค ก็ยังต้องใช้เวลาอีกนาน
แล้วอย่างตี้จวินล่ะ ผ่านการบำเพ็ญมากี่มหาเคราะห์กัน
จินตนาการไม่ออก!
คำนวณไม่ได้เลย!
เป้าหมายในตอนนี้ของหานเจวี๋ยก็คืออริยะเสรี!
ถึงแม้จะบรรลุระยะกลางแล้ว แต่ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี!
….
สองร้อยสามสิบปีต่อมา
ลี่เหยามาขัดจังหวะในขณะที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญอยู่ นางมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้นางเข้ามาในอาราม
ลี่เหยาก้าวมาหยุดตรงหน้าหานเจวี๋ยแล้วค้อมกายคำนับ เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก หลังจากบรรลุถึงระดับต้าหลัว ตบะของข้าก้าวหน้าขึ้นช้ายิ่ง ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่ายังขาดอะไรบางอย่างไป”
หานเจวี๋ยตอบ “ขาดประสบการณ์กระมัง”
นิสัยของลี่เหยาเหมือนเขาไม่มีผิด ตั้งแต่มาถึงสำนักซ่อนเร้นก็ไม่ออกไปไหนอีกเลย แต่สิ่งที่ต่างไปจากเขาคือลี่เหยาไม่มีระบบ
ต้าหลัวเป็นขีดจำกัดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตแล้ว หากไร้ซึ่งโชควาสนา ก็ก้าวหน้าต่อไปได้ยากนัก
ส่วนครึ่งอริยะ มีผู้ใดบ้างเล่าไม่ใช่บุตรแห่งสวรรค์หรือยอดฝีมือไร้เทียมทานที่น่าตื่นตะลึงแห่งยุค
ลี่เหยาขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ข้าไม่อยากออกไปหาประสบการณ์ โอกาสวาสนาอันยิ่งใหญ่ในโลกนี้ไหนเลยจะสู้ท่านได้”
หานเจวี๋ยถาม “เช่นนั้นเจ้ารู้สึกว่าขาดสิ่งใดไปเล่า”
ลี่เหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวว่า “ข้าเคยฝึกประสบการณ์มาก่อนจะเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นแล้ว ตลอดการเดินทางในแดนเซียนเผชิญกับการสังหารฆ่าฟันมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ขาดไปน่าจะเป็นคู่ครอง”
คู่ครอง?
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เขาฟังความหมายแฝงออก
เขาพิจารณาดูลี่เหยา ต้องกล่าวเลยว่าในด้านของรูปโฉม ในบรรดาสตรีที่เขาเคยรู้จักมาลี่เหยานับว่าเป็นหญิงงามอันดับต้นๆ คนหนึ่ง ด้านนิสัยใจคอก็ทำให้เขาชื่นชมยิ่ง
ลี่เหยาอยู่ในสำนักซ่อนเร้นโดยไม่มีสถานะชัดเจนมาตลอด มิใช่ศิษย์ของหานเจวี๋ย เพียงมีศักดิ์เสมอศิษย์รุ่นที่สองเท่านั้น
หานเจวี๋ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด
ลี่เหยาปลุกความกล้าขึ้นมา จ้องมองหานเจวี๋ย
คำพูดเหล่านี้นางสะกดกลั้นเอาไว้มานานมากแล้ว
นับตั้งแต่หานเจวี๋ยช่วยเหลือนางไว้ ชี้นำนางมายังสำนักซ่อนเร้น ความรักก็หยั่งรากมานานแล้ว
ผ่านไปพักใหญ่
ลี่เหยาลุกขึ้นมา เดินเข้าไปหาหานเจวี๋ย
ใต้ต้นฝูซัง
ไก่คุกรัตติกาลมองไปทางอารามเต๋าของหานเจวี๋ย เอ่ยพึมพำ “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าสตรีนางนั้นอยากกินไก่กันนะ”
ถูหลิงเอ๋อร์ได้ยินแล้วพลันลืมตาขึ้น ลอบโมโหอยู่ในใจ
บัดซบ!
ช้าไปก้าวหนึ่ง!
แต่นางไม่มีความกล้าเช่นนั้น ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์ของหานเจวี๋ย สถานะศิษย์อาจารย์ดุจขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งที่กดทับไว้ ทำให้นางไม่กล้าล้ำเส้น
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความฉงน “กินไก่ นางอยากกินเจ้าหรือ”
ไก่คุกรัตติกาลกลอกตาใส่นางแวบหนึ่ง พูดว่า “เจ้าไม่เข้าใจหรอก โง่งม รู้จักแต่ฝึกบำเพ็ญ เจ้าน่ะเดิมทีสมควรเป็นศาลาใกล้น้ำได้ชมจันทร์ก่อนด้วยซ้ำ น่าเสียดาย เจ้าทึ่มเกินไป”
น้ำเสียงของมันคับแค้นใจที่ไม่อาจเปลี่ยนเหล็กให้เป็นเหล็กกล้าได้ อู้เต้าเจี้ยนได้ฟังก็ลุกขึ้นชักกระบี่ทันที
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเข้ามาไกล่เกลี่ย ผลคือบังเอิญถูกลูกหลงเข้า
ชั่วขณะนั้น ใต้ต้นฝูซังเกิดความชุลมุนไก่เหินสุนัขกระโจน ไม่ได้ครึกครื้นเช่นนี้กันมานานแล้วโน!วลกูดoทคอม
….
เจ็ดปีต่อมา
ภายในอารามเต๋า ลี่เหยานั่งสมาธิอยู่ข้างกายหานเจวี๋ย อาภรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ใบหน้ากลับแดงเรื่อนิดๆ
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบา “นับว่าไม่เลวเลย ประสานพลังเวทกันแล้ว เจ้าน่าจะทะลวงระดับได้”
ลี่เหยาพยักหน้ารับ เอ่ยว่า “ขอบคุณเจ้าสำนักมาก พลังเวทของท่านชี้นำข้าได้มากนัก ยอดเยี่ยมยิ่งกว่ามานะบำเพ็ญนับหมื่นปี”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่ถึงขนาดนั้น”
“อืม”
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ลี่เหยาลุกขึ้น หลังจากค้อมคำนับหานเจวี๋ยเสร็จก็หันหลังเดินออกไป
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เรียกนางไว้ กล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้านับว่าเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของข้า เช่นเดียวกับสิงหงเสวียนและเซวียนฉิงจวิน จำเอาไว้ว่าสิงหงเสวียนมีฐานะเป็นเอก อย่าได้วิวาทขัดแย้งกัน”
ลี่เหยาได้ยินก็มีสีหน้าปรีดา รีบหันหลับไปตอบรับทันที
หลายวันผ่านไป
สิงหงเสวียนมาขอเข้าพบ นางไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพียงมาเคล้าคลอหานเจวี๋ย ผ่านไปหนึ่งปีเต็มถึงได้ยอมจากไป
หานเจวี๋ยอดสอดส่องดูสตรีคนอื่นๆ ไม่ได้ เซวียนฉิงจวิน เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ล้วนยังคงฝึกบำเพ็ญอยู่
ปกติแล้วสตรีทั้งสามล้วนเก็บตัวยิ่ง สาเหตุหลักเป็นเพราะคุณสมบัติไม่ได้เรื่อง จำเป็นต้องใช้เวลา
บางทีอาจเป็นเพราะตบะห่างชั้นกันมากโข พวกนางจึงระมัดระวังกริยายามอยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็ไม่ได้บังคับฝืนใจให้พวกนางไปทำอันใด ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ
ในเรื่องสตรี หานเจวี๋ยไม่มีความปรารถนามากนัก เขาเป็นอริยะแล้ว ไม่มีทางเป็นฝ่ายเริ่มลดตัวลงไปหาก่อน
แน่นอน ศิษย์ที่เหลือล้วนเฉียบแหลมกันทั้งสิ้น เมื่อพบเจอสตรีทั้งสามล้วนไม่กล้าเย้าแหย่
‘อันที่จริงได้เสพสมผสานหยินหยางบ้าง ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นจึงฝึกบำเพ็ญต่อ
หนึ่งร้อยปีต่อมา ลี่เหยาทะลวงถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลางแล้ว ในงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษก็ต่อสู้ฟาดฟันจนเข้าสู่สามลำดับแรกได้อีกครั้ง ผลงานเช่นนี้ทำให้เหล่าศิษย์ตื่นตะลึงกันยิ่งนัก ไม่ทราบว่าหานเจวี๋ยถ่ายทอดอะไรให้แก่นางกันแน่
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของหานเจวี๋ย เกณฑ์การคัดเลือกกลับสูงเหลือเกิน แค่เพศสภาพก็ทำให้บรรดาศิษย์ที่เหลือถอดใจแล้ว
ชั่วพริบตาเดียว เวลาล่วงเลยไปอีกหกร้อยปี
จักรพรรดิเซียนในเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เผ่าเอกาทั้งหมดล้วนบรรลุระดับเทพแล้ว ยังคงห่างไกลจากระดับต้าหลัว แต่ระดับหนึ่งหมื่นคนก็เพียงพอจะโค่นล้มทุกกลุ่มอิทธิพลในโลกได้แล้ว
ในวันนี้
หลี่เต้าคงกลับมา หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายเขามาที่อารามเต๋า
หลายปีมานี้ หลี่เต้าคงมักจะไปหาสือตู๋เต้าอยู่เนืองๆ แต่ไม่เห็นจดหมายแจ้งเตือนอาการบาดเจ็บแล้ว
“เจ้าสำนัก ข้าบังเอิญพบจี้เซียนเสินผู้นำเผ่าสวรรค์ เขาตกอยู่ในสภาวะวิกฤต หวังว่าสำนักซ่อนเร้นจะยอมให้ความช่วยเหลือ มิใช่เขาเท่านั้น ฟางเหลียงก็ถูกขังไว้เช่นกัน” หลี่เต้าคงเปิดปากเอ่ย
หานเจวี๋ยถาม “ถูกผู้ใดกักขัง”
“ต้าซั่นเทียน คนผู้นี้ก่อตั้งโลกมนุษย์แห่งแรกขึ้น มีเซียนทองไท่อี่ใต้บัญชากว่าพันคน พื้นฐานตบะก็อยู่ในระดับครึ่งอริยะระยะปลาย พลังวิเศษกล้าแกร่ง” หลี่เต้าคงเอ่ยตอบ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยเสริมว่า “เบื้องหลังต้าซั่นเทียนคือนิกายฉ่าน เหล่าอริยชนแสดงความเป็นมิตรต่อท่าน ส่วนจี้เซียนเสินและฟางเหลียงข้าไม่รู้ว่ายามนี้นับว่าเป็นศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ได้ลงมือช่วยเหลือ”
หานเจวี๋ยไม่ได้ขุ่นเคืองในเรื่องนี้ ตรงกันข้าม เขาพอใจยิ่งนัก
หลี่เต้าคงไม่ได้หุนหันพลันแล่นอย่างที่เขาคาดไว้ รู้จักไตร่ตรองให้ถ้วนถี่
หานเจวี๋ยจึงเอ่ยว่า “เจ้าจงไปหาหานโยว นำกำลังเลิศเอกาหนึ่งพันคนมุ่งไปช่วยเหลือจี้เซียนเสินและฟางเหลียง พาพวกเขากลับไปส่งบนสวรรค์อย่างปลอดภัย”
ควรช่วงชิงดวงชะตามรรคาสวรรค์ด้วย!
อยู่ในแดนเซียน หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง
หลี่เต้าคงลอบตกตะลึงอยู่ในใจ ลงมือใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เขาถามด้วยความระแวดระวัง “เช่นนั้นเหล่าอริยะล่ะขอรับ”
“ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
“ทราบแล้วขอรับ”
หลี่เต้าคงรีบไปจัดการทันที
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายหลี่เต้าคงและเลิศเอกาหนึ่งพันคนออกจากอาณาเขตเต๋า
หานเจวี๋ยหลับตาฝึกบำเพ็ญต่อ เขาไม่นึกกังวลเลยว่าอริยะนิกายฉ่านจะคิดเห็นเช่นไร
ใครหมัดหนักกว่าคนนั้นสิถึงจะแน่จริง!
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ