536-540

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 536ถึง540
เดือนปีเคลื่อนคล้อย ผ่านพ้นไปอีกสองร้อยปี
ภายในอารามเต๋า
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกกระวนกระวาย
เขาลืมตาขึ้น เงยหน้ามองขึ้นไป สายตาส่องผ่านไปถึงชั้นฟ้าที่สามสิบสาม มองเห็นสงครามใหญ่ฉากหนึ่ง
เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ฉิวซีไหล ฝูซีเทียน มหาจักรพรรดิเซียนต่างลงมือกับหลุมดำแห่งหนึ่งพร้อมกัน ส่งพลังวิเศษเข้าไปไม่ขาดสาย ใช้อาวุธวิเศษแสนทรงพลัง
“หืม?”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เลื่อนสายตาไปที่หลุมดำ
สิ่งที่ให้เขากระวนกระวายมิใช่การต่อสู้ของอริยะ แต่เป็นตัวตนลึกลับที่อยู่ในหลุมมืดมิดนั้น
ความรู้สึกนี้…
หานเจวี๋ยนึกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ตนเผชิญหน้ากับสิ่งอัปมงคล
หรือว่าสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับแดนต้องห้ามอันธการ
หานเจวี๋ยเรียกดวงจิตประหลาดออกมา ถ่ายทอดฉากสถานการณ์ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามให้แก่ดวงจิตประหลาด ดวงจิตประหลาดตกใจตัวสั่นเทา
มันโบกไม้โบกมือไม่หยุด ดูกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
หานเจวี๋ยเข้าใจความหมายที่มันสื่อจากการรับรู้ผ่านจิตวิญญาณ
อันตราย!
อันตรายมาก!
อันตรายอย่างยิ่ง!
ปฏิกิริยาแรกอันรุนแรงของดวงจิตประหลาดคือหนี!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ส่งดวงจิตประหลาดที่เสียการควบคุมไปแล้วเข้าสู่บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
‘ข้าอยากรู้ว่าข้าสามารถเอาชนะสิ่งที่เหล่าอริยะกำลังเผชิญหน้าอยู่ได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[มีความเป็นไปได้]
มีความเป็นไปได้หรือ
หานเจวี๋ยแทบขนลุกแล้ว นั่นหมายความว่าอาจจะแพ้ก็ได้!
อย่าว่าแต่อาจจะแพ้เลย สิ่งที่หานเจวี๋ยแสวงหาคือการสังหารศัตรูในเสี้ยววินาที
ไม่ได้การแล้ว!
หานเจวี๋ยวิวัฒนาการต่อ ‘ข้าอยากรู้ตัวตนของเขา!’
ครั้งนี้ไม่ถูกหักอายุขัย
[มารมรรคาสวรรค์: ไม่ทราบตบะ แปรผันจากแรงกรรม สุดยอดความชั่วร้าย]
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที เริ่มสาปแช่งมารมรรคาสวรรค์
ห้าวันต่อมา อายุขัยของเขาเริ่มลดลง
เขาสาปแช่งพร้อมกับสังเกตการต่อสู้ ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามไปด้วย มารมรรคาสวรรค์คล้ายจะไม่ได้ผลกระทบจากการสาปแช่งเลย โจมตีใส่อริยะ พลังไม่ลดทอนลงเลย
หานเจวี๋ยรีบหยุดมือทันที สาปแช่งศัตรูเสียอายุขัยมากเกินไป ไม่สู้วิวัฒนาการดูตรงๆ สักหน่อยดีกว่า
อายุขัยที่ใช้สาปแช่งอริยะมิ่งจีจนเป็นบ้า เพียงพอให้หานเจวี๋ยใช้วิวัฒนาการปัญหาเกี่ยวกับอริยะได้หลายร้อยรอบเลยทีเดียว
‘ข้าอยากรู้ว่าคำสาปแช่งของข้ามีผลต่อมารมรรคาสวรรค์หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่มี ตัวเขาเดิมทีก็ประกอบขึ้นจากพลังคำสาปแช่งอยู่แล้ว]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เจ้าสิ่งนี้เข้าใจยากอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน เปิดใช้งานยอดสมบัติทั่วร่าง แสงเทพพร่างพราว ส่องสะท้อนไปทั้งกาย
เขากระโดดพรวดเดียว ก็มาโผล่ยังชั้นฟ้าที่สามสิบสามเหนือศีรษะเหล่าอริยะแล้ว
การปรากฏตัวของเขาทำให้เหล่าอริยะปรีดา
“หานเจวี๋ย รีบลงมือเข้า กำจัดมารตนนี้!” ฉิวซีไหลตะโกน
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบคัดลอกมารมรรคาสวรรค์ทันที จากนั้นก็หายตัวไปจากจุดเดิม
เหล่าอริยะตะลึงงัน จากนั้นก็เข้าโจมตีต่อ
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยได้รับแจ้งเตือนค่าความเกลียดชังเพิ่มขึ้นหลายข้อความเลยทีเดียว
เขาไม่ใส่ใจ เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
มารมรรคาสวรรค์ยอดเยี่ยมนัก!
แข็งแกร่งมากจริงๆ!
หานเจวี๋ยต้องสำแดงวัชระเทพมารทั้งหมดออกมา ถึงจะสังหารอีกฝ่ายได้
ก่อนหน้านี้ เขาเกือบพลาดท่าถูกมารมรรคาสวรรค์ฆ่าตายอยู่หลายครั้ง
ศัตรูทรงพลัง!
นี่คือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หานเจวี๋ยเคยพบพานมาแน่นอน
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบต่อ หาวิธีสังหารมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาที
ทดลองไปเช่นนี้
สองปีผ่านไป
หานเจวี๋ยไม่พบวิธีสังหารมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาทีเลย โชคดีที่เขาสำเร็จเป็นอริยะแล้ว มิเช่นนั้นผมดำทั้งหัวคงขาวหงอกไปหมดแล้ว
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
คนบ้าผู้นี้เริ่มรัวคำขอมาอีกแล้ว
หานเจวี๋ยนึกถึงมารมรรคาสวรรค์ จึงยอมรับคำขอเข้าฝัน
ภายในความฝัน
ฉิวซีไหลยังคงองอาจทรงบารมี เขาหลุบตามองหานเจวี๋ย เอ่ยเสียงเข้มว่า “มารสวรรค์โจมตี เหตุใดเจ้ามองแวบเดียวก็หนีเสียแล้ว”
หานเจวี๋ยโมโหอยู่ในใจ เพื่อหาทางจัดการมารมรรคาสวรรค์ เขาต่อสู้มาถึงสองปี ไม่มีความดีความชอบก็เห็นแก่ความลำบากบ้างเถอะ
เขาโต้กลับไป “อริยะจัดการมารสวรรค์ไม่ได้หรืออย่างไร”
“มิผิด พวกเราเผชิญกับผลสะท้อนกลับ ไม่ช้าก็เร็วมารสวรรค์จะบุกเข้ามาในชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เมื่อถึงเวลาพวกเราจะตายกันหมด แม้กระทั่งมรรคาสวรรค์รวมถึงสรรพสิ่งต่างก็จะถูกกลืนกิน เขตเซียนร้อยคีรีของเจ้าก็อย่าหวังจะหนีรอด”
น้ำเสียงฉิวซีไหลเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
หานเจวี๋ยเงียบไป
ฉิวซีไหลถอนหายใจ “วิกฤตการณ์แห่งมรรคาสวรรค์มาถึงแล้ว ครั้งหน้าที่มารสวรรค์โจมตี หวังว่าเจ้าจะยอมลงมือ ต่อสู้ร่วมกับพวกเรา มิเช่นนั้นมรรคาสวรรค์จะตกอยู่ในอันตราย”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าจะพิจารณาดู”
“ไม่ต้องพิจารณาแล้ว จงมาให้ได้!”
“เพราะเหตุใด ข้าติดค้างมรรคาสวรรค์หรือไร”
หานเจวี๋ยเห็นฉิวซีไหลก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
คนผู้นี้กับมรรคาสวรรค์รวมหัวกันปองร้ายเขาลับหลัง อย่าคิดว่าเขาไม่รู้
อย่างไรก็ตามในมหาเคราะห์ครั้งก่อนฉิวซีไหลเคยช่วยเหลือเขา ด้วยเหตุนี้หานเจวี๋ยจึงไม่ลงมือกับฉิวซีไหลตรงๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ยที่หัวแข็งเช่นนี้ ฉิวซีไหลก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน เอ่ยถาม “หากว่ามรรคาสวรรค์ล่มสลาย เจ้าจะไปอยู่ที่ใดได้เล่า”
“ก็ตามนั้นเถอะ!”
หานเจวี๋ยโบกมือขวาคราหนึ่ง บังคับทำลายความฝันของฉิวซีไหล
ภานในอาณาเขตเต๋า
ฉิวซีไหลลืมตาขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด
“เด็กคนนี้แข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน”
จิตใจฉิวซีไหลว้าวุ่นปรวนแปร ถึงแม้หานเจวี๋ยจะสำเร็จเป็นอริยะ แต่เขาคิดมาตลอดว่าหานเจวี๋ยสู้ตนไม่ได้ ถึงอย่างไรทั้งสองก็ไม่เคยประมือกันมาก่อน
แต่เมื่อครู่นี้…
….
การปรากฏตัวขึ้นของมารมรรคาสวรรค์สร้างความหวั่นวิตกให้แก่หานเจวี๋ย เขาเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญ ทำความเข้าใจมหามรรคต้นกำเนิดทุกวัน
สรรพสิ่งในแดนเซียนต่างไม่รับรู้เลยว่ามหันตภัยใหญ่มาเยือน บ้างฝึกบำเพ็ญ บ้างตามหาของวิเศษ บ้างเผยแพร่มรรค บ้างสังหารฆ่าฟัน
สรรพสิ่งดำเนินชีวิตต่างกันไป เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักร ต่างมีวิถีทางของตนเอง
ภายในถ้ำบนเขาแห่งหนึ่ง
หลี่เต้าคงกำลังนั่งสมาธิรักษาตัว กระบี่เล่มหนึ่งลอยอยู่ด้านหลังเขา แผ่อำนาจดุจโอรสสวรรค์
เขาลืมตาขึ้นช้าๆ เอ่ยพึมพำ “หมื่นกระบี่ก่อกำเนิดแม้จะแข็งแกร่ง แต่พลังเวทของข้าสู้สือตู๋เต้าไม่ได้ ยังคงต้องเพิ่มพูนตบะก่อน แต่การฝึกบำเพ็ญช้าเกินไป เห็นทีว่าคงทำได้เพียงเสาะหายอดสมบัติมาช่วยเหลือ”
หลี่เต้าคงใจร้อนอยากเอาชนะสือตู๋เต้าให้ได้ หากไม่สามารถเอาชนะสือตู๋เต้าได้ เรื่องนี้คงกลายเป็นจิตมารของเขา
เวลานี้เอง พลันมีเสียงแว่วมาจากเชิงเขาด้านนอกถ้ำ
“ขอบังอาจถามว่าผู้อาวุโสใช่หลี่เต้าคงแห่งสำนักซ่อนเร้นหรือไม่”
หลี่เต้าคงไม่สนใจ หลับตาลงอีกครั้ง
เสียงนั้นแว่วขึ้นอีกครั้ง “ศิษย์จากสำนักซ่อนเร้นของพวกท่านเผชิญอันตราย หากท่านไม่ช่วย เขาต้องตายอย่างแน่นอน”
หลี่เต้าคงได้ยินก็ลืมตาขึ้น เคลื่อนย้ายคนผู้นั้นเข้ามาในถ้ำ
คนผู้นี้สวมเสื้อผ้าหรูหรา ใบหน้าหล่อเหลา งามสง่าดั่งเซียน
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานหมัดกล่าว “ข้าน้อยคือหานมิ่ง เด็กคนนี้ถูกนิกายเจี๋ยจับตัวไป”
เขาโบกมือคราหนึ่ง เงาแสงร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้าง เป็นหานทั่ว
เมื่อหลี่เต้าคงเห็นหน้าหานทั่ว ก็พลันเหม่ยลอยไป
เหมือนเหลือเกิน!
หน้าตาประหนึ่งแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกับหานเจวี๋ย
หลี่เต้าคงนับนิ้วทำนาย พบว่าบ่วงกรรมของหานทั่วเลือนรางอย่างยิ่ง
หรือว่า…
….
หนึ่งร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ยังอยู่ห่างไกลจากระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลางมากนัก ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างยิ่ง
ไม่ได้ทะลวงขั้นมานาน ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชินเป็นอย่างมาก
มารมรรคาสวรรค์อาจบุกมาโจมตีได้ทุกเมื่อ ก่อนที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นหานเจวี๋ยหวังว่าตนจะมีพลังเพียงพอที่จะสังหารมารมรรคาสวรรค์ได้ในเสี้ยววินาที
เขาจำเป็นต้องตรวจดูจดหมาย เพื่อสงบจิตใจ
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ จิตศักดิ์สิทธิ์ได้รับความเสียหาย]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หยางเทียนตงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์] x19230
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านกับเผชิญคำสาปแช่งลึกลับ บังเกิดจิตมาร]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[ผานซินสหายของท่านเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการ]
[มหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ จิตศักดิ์สิทธิ์ได้รับความเสียหาย]
ฉิวซีไหลและมหาจักรพรรดิเซียวล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว มารมรรคาสวรรค์ตนนี้แข็งแกร่งนัก
เขาเงยหน้ามองขึ้นไป ชั้นฟ้าที่สามสิบสามเงียบสงัดวังเวง หลุมดำที่ซ่อนเร้นมารมรรคาสวรรค์ไว้ยังอยู่ อัสนีม่วงพัวพัน ท่ามกลางความเงียบแฝงความกดดันเอาไว้
หานเจวี๋ยรับรู้ถึงกลิ่นอายของมารมรรคาสวรรค์ได้ เจ้าตัวนี้หนีออกมาไม่ได้ เช่นนั้นเขาทำร้ายเหล่าอริยะได้อย่างไร
โจมตีด้วยพลังจิตหรือ
หานเจวี๋ยคิดไม่ออกเลย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มารมรรคาสวรรค์ยังไม่เข้าสู่มรรคาสวรรค์ เช่นนั้นเขาก็ยังมีเวลา
ฉวยโอกาสจากช่วงเวลานี้ หานเจวี๋ยต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ พยายามสังหารมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาทีให้ได้ในเร็ววัน
หลังจากหานเจวี๋ยอ่านจดหมายเสร็จ ก็หลับตาลง เริ่มฝึกบำเพ็ญ
เนื่องจากการปรากฏขึ้นของมารมรรคาสวรรค์ทำให้ชั้นฟ้าที่สามสิบสามแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดวังเวง เหล่าอริยะไม่แสดงธรรมอีก ไม่มีผู้บำเพ็ญมาคารวะเยี่ยมเยือน
บรรยากาศอันน่าหวั่นเกรงนี้คืบคลานไปทั่วแดนเซียนอย่างรวดเร็ว ศิษย์ในสำนักนิกายแห่งอริยะเริ่มแพร่ข่าวลือออกไป กล่าวว่าวิกฤตการณ์มรรคาสวรรค์มาเยือนแล้ว!
สามร้อยปีต่อมา
เสียงอริยะก้องไปทั่วแดนเซียน
“ข้า เทพสูงสุดหนานจี๋ขอน้อมนำนิกายฉ่านเข้าสู่สำนักเต๋า ยกย่องอริยะฉิวซีไหลเป็นเจ้ามรรคา!”
“ข้า เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขอน้อมนำนิกายเจี๋ยเข้าสู่สำนักเต๋า ยกย่องอริยะฉิวซีไหลเป็นเจ้ามรรคา!”
“ข้า ฝูซีเทียนขอน้อมนำเผ่ามนุษย์ให้ความศรัทธาต่อสำนักเต๋า ยกย่องอริยะฉิวซีไหลเป็นเจ้ามรรคา!”
“ข้า มหาจักรพรรดิเซียวขอน้อมนำเผ่ามารและผู้บำเพ็ญมารในปวงสวรรค์เข้าสู่สำนักเต๋า ยกย่องอริยะฉิวซีไหลเป็นเจ้ามรรคา!”
“ข้า ฉิวซีไหลขอน้อมนำสำนักพุทธเข้าสู่สำนักเต๋า นับจากนี้เป็นต้นไป อริยะต่างอยู่ภายใต้สำนักเต๋า ดวงชะตามรรคาสวรรค์หวนสู่สำนักเต๋า สรรพสิ่งเป็นพยาน!”
ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าท่าทางแปลกพิกล
อริยะผนึกกำลังกันหรือ
แถมยังให้ฉิวซีไหลเป็นผู้นำด้วย
ช้าก่อน!
หรือว่าพวกเขาคิดจะนำดวงชะตามรรคาสวรรค์ทั้งหมดถ่ายทอดสู่ร่างฉิวซีไหล แล้วให้ฉิวซีไหลไปจัดการมารมรรคาสวรรค์
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
เขาเงยหน้ามองขึ้นไป อาณาเขตเต๋าของฉิวซีไหลถูกลำแสงขนาดมหึมาสายหนึ่งครอบคลุมไว้ ดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่
หานเจวี๋ยถามเงียบๆ ‘หลังจากฉิวซีไหลผสานรวมกับดวงชะตามรรคาสวรรค์ของเหล่าอริยะแล้ว จะสามารถสังหารข้าในเสี้ยววินาทีได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[มีความเป็นไปได้แน่นอน]
หนังตาหานเจวี๋ยกระตุกไม่หยุด ดูท่าว่าต่อจากนี้คงออกจากอาณาเขตเต๋าไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นเรือจะพลิกคว่ำในร่องน้ำได้ง่ายๆ
หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์ ฝึกบำเพ็ญต่อ ส่วนมารมรรคาสวรรค์ เขาไม่สนใจแล้ว
อยู่เหนือฉิวซีไหลให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!
….
ณ ห้วงนภาเหนือทะเลไร้ขอบเขต หลี่เต้าคงและสือตู๋เต้ายืนประจันหน้ากันอยู่บนยอดเมฆ
สือตู๋เต้าขมวดคิ้วกล่าว “อริยะร่วมมือกัน หรือว่าในหลุมดำนั้นจะมีตัวตนอันน่าหวาดหวั่นอันใดซ่อนอยู่”
หลี่เต้าคงเอ่ยเสียงเย็น “สือตู๋เต้า ตั้งใจตัดสินแพ้ชนะกับข้าหน่อย”
สือตู๋เต้าได้ยินก็เผยสีหน้าหงุดหงิดออกมาอย่างหมดความอดทน เอ่ยว่า “เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของข้าเลย เหตุใดเอาแต่ตามตอแยข้าอยู่นั่น เจ้าแพ้ไม่เป็นหรืออย่างไร”
“ฮึ่ม เจ้ายังไม่ได้เอาชนะข้าอย่างแท้จริง”
“ต้องทำอย่างไรถึงจะนับว่าเอาชนะอย่างแท้จริง สังหารเจ้าหรืออย่างไร”
“ข้ารู้จักคนผู้หนึ่ง ความแข็งแกร่งของเขาทำให้ข้ายอมรับทั้งกายใจ ส่วนเจ้าแม้จะแข็งแกร่ง ทว่ายังไม่แกร่งจนทำให้ข้ารู้สึกสิ้นหวังได้”
“ฮ่าๆ”
เจตนาสังหารวาบผ่านดวงตาของสือตู๋เต้า
มวลเมฆล่องลอยพลันหยุดนิ่ง แม้แต่คลื่นทะเลก็สงบลง
ไกลออกไป
บนหาดทราย หานมิ่งและหานทั่วรับชมศึกอยู่ไกลๆ
ยามนี้หานทั่วเติบโตอย่างสมบูรณ์แล้ว หน้าตาหล่อเหลาองอาจ แต่แววตากลับแฝงความกร้านโลกไว้ อาภรณ์ขาวโบกสะบัดตามลม บุคลิกข่มขวัญผู้คน
ส่วนหานมิ่งแม้จะหล่อเหลา แต่เมื่อเทียบกับหานทั่วแล้ว ยังด้อยกว่ามากนัก
“คู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสหลี่เป็นใครหรือ” หานทั่วถาม
หานมิ่งตอบเรียบๆ “เป็นตัวตนที่เจ้าและข้าเอื้อมไม่ถึง อย่าถามมากเลย ผู้อาวุโสหลี่ยังมิได้ยอมรับพวกเราเป็นศิษย์”
หานทั่วขมวดคิ้วถามต่อ “ผู้อาวุโสหลี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ เอ่ยประโยคเดียวก็ทำให้นิกายเจี๋ยปล่อยตัวข้าได้ ท่านเกลี้ยกล่อมอย่างไรเขาถึงได้มาช่วยข้า ยังมีนิกายเจี๋ยอีก หลังจากพวกเขาจับข้าไป ข้าได้พบผู้บำเพ็ญแซ่หวงคนหนึ่ง หลังจากนั้น พวกเขาก็นำอาหารเลิศรสมาปรนเปรอข้า มันเรื่องอะไรกันแน่”
“พี่ใหญ่หาน ท่านและข้าต่างแซ่หาน ท่านมีความเกี่ยวข้องกับท่านพ่อข้าใช่หรือไม่ ท่านพ่อข้าเป็นผู้ใดกันแน่”
หานทั่วมิได้โง่ หลังจากร่อนเร่ไปทั่วมาหลายปี เขาพบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขาผงาดขึ้นมามิใช่วิชาหลอมกายาของท่านแม่ แต่เป็นคุณสมบัติร่างกายของเขาเอง
เหตุผลที่ปีนั้นท่านเซียนตรวจสอบไม่พบรากวิญญาณของเขา เป็นเพราะคุณสมบัติของเขาแกร่งกล้าเกินไป ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปมองไม่ออก
เขาเคยกลับไปหาท่านพ่อท่านแม่ที่เมืองป้องบูรพา แต่พบเพียงหลุมศพของท่านแม่ ส่วนท่านพ่อของเขาหายสาบสูญไปนานแล้ว เขาไปหาผู้บำเพ็ญให้ทำนายทายผลกรรมดู พบว่าท่านพ่อก็ตายไปนานแล้วเช่นกัน
หากท่านพ่อเขามีภูมิหลังยิ่งใหญ่ ก็คงไม่ถึงกับสิ้นชีพ บางทีอาจจะถูกคนทำร้ายจนตายก็เป็นได้
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ เพลิงโทสะพลันลุกโชนอยู่ในใจของหานทั่ว
พอคิดว่าท่านพ่ออาจถูกศัตรูคู่แค้นสังหาร พลังลึกลับบ้าคลั่งสายนั้นที่อยู่ร่างเขาจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาเคารพยำเกรงท่านพ่อของตนที่สุด หากมิใช่เพราะคำชี้แนะจากท่านพ่อ เขาคงตายไปนับร้อยปีแล้ว
หานมิ่งเหม่อมองออกไปไกล กล่าวว่า “พวกเราเพียงบังเอิญแซ่เดียวกัน ข้าไม่รู้จักบิดาเจ้า เจ้าอย่าคิดมากเกินไปเลย ครั้งแรกที่พบเจ้า มิใช่เจ้ายังลงมือกับข้าอยู่เลยหรือ ข้าถึงขั้นที่คิดจะสังหารเจ้าด้วยซ้ำ ส่วนผู้อาวุโสหลี่ ข้ากับเขามีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง”
หานทั่วขมวดคิ้วถามขึ้นว่า “เช่นนั้นนิกายเจี๋ยเล่า”
หานมิ่งกลอกตา เอ่ยว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พวกเขาอาจจะอยากให้เจ้าได้สบายก่อนตายก็ได้ ถึงอย่างไรก็เป็นนิกายแห่งอริยะ ข่มเหงรังแกเจ้า หากข่าวแพร่ออกไปคงไม่น่าฟัง ถ้าพวกเขามีเจตนาดีต่อเจ้าจริงๆ ไหนเลยจะขังเจ้าไว้ที่นิกายเจี๋ย”
หานทั่วได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
เขาอดไม่ได้ที่จะเยาะหยันตัวเอง
บางครั้งตนก็คิดเพ้อเจ้อไปจริงๆ หรือจะเป็นเพราะได้พบพานบุตรแห่งสวรรค์มากมายเกินไป จึงคาดหวังอยู่เสมอว่าบรรพบุรุษของตนจะเป็นผู้ทรงพลัง
ฝันเฟื่องไปแล้ว
ตูม…
ลมแรงน่าพรั่นพรึงซัดโถมกวาดม้วนผิวทะเลขึ้นมา สีหน้าของพวกหานทั่วพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ต่างหยิบสมบัติวิเศษออกมาป้องกันคลื่นพายุ
แต่พวกเขาจะสามารถสกัดกั้นแรงกดดันจากครึ่งอริยะได้อย่างไร
ทั้งสองตอบสนองไม่ทัน ถูกซัดปลิวจนเลือนหายไปจากขอบฟ้าราวเม็ดทรายที่ปลิวว่อนฟ้า
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าสำนักพุทธ
ภายในโถงตำหนักเหลืองอร่ามแวววาว เหล่าอริยะรวมตัวกัน
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยถามขึ้น “ฉิวซีไหล รู้สึกอย่างไรบ้าง”
อริยะที่เหลือต่างมองไปที่ฉิวซีไหล
ฉิวซีไหลมิได้คงร่างจริงสูงหมื่นจั้งไว้ แต่ใช้ร่างเยี่ยงมนุษย์ปกติทั่วไป เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางตอบว่า “ยอดเยี่ยมนัก แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก ถึงขั้นที่สามารถขับเคลื่อนพลังแห่งมรรคาสวรรค์ได้”
ฝูซีเทียนซักถาม “สามารถเอาชนะมารมรรคาสวรรค์ได้หรือไม่”
แววตาฉิวซีไหลฉายแววซับซ้อน เอ่ยว่า “อาจจะไม่ได้ ยังด้อยไปเล็กน้อย พลังแห่งโชคร้ายของมารมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งเกินไป ยังไม่อาจสังหารได้ พลังของเขาอยู่ในระดับขั้นที่สูงกว่า หากข้าอยากสังหารเขาให้ได้ ก็ต้องผสานรวมกับดวงชะตามรรคาสวรรค์และจิตศักดิ์สิทธิ์อีก…”
เมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกมา สีหน้าเหล่าอริยะพลันแปรเปลี่ยน
เหตุผลที่ผนวกรวมเป็นสำนักเต๋า เพียงเพื่อจัดการมารมรรคาสวรรค์เท่านั้น
แต่จากคำพูดของฉิวซีไหล เมื่อผสานรวมแล้ว เช่นนั้นวันหน้าฉิวซีไหลจะกลายเป็นอริยะที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อให้พวกเขาแบ่งแยกดวงชะตาออกไป ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อพลังมรรคของฉิวซีไหล
และสิ่งสำคัญที่สุดคือคนผู้นี้ถือครองพลังวิเศษทำลายมรรคา!
ภายในโถงตำหนักเงียบสงัด บรรยากาศแปลกประหลาด
ฉิวซีไหลสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “สหายเต๋าทุกท่าน พวกเราก็นับว่าอยู่ร่วมกันมาสี่มหาเคราะห์ เคยต่อสู้กันเองบ้าง แต่ในจุดสูงสุดแห่งมรรคาสวรรค์นี้เหลือแค่พวกเราแล้ว พวกเราจะสู้กันเป็นการภายในไปอีกทำไม ยามนี้มารมรรคาสวรรค์รุกคืบเข้ามา หากปล่อยให้เขากลืนกินมรรคาสวรรค์ พวกเราจะตายกันหมด!”
“ศึกนี้ สหายเต๋าทุกท่านทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวข้าเท่านั้น ข้าจะไม่มีทางทำให้สหายเต๋าทุกท่านผิดหวัง!”
สำหรับคำพูดของฉิวซีไหล เหล่าอริยะต่างเงียบงัน ไร้วาจาจะกล่าว
เบื้องหน้าพวกเขาเหลือเพียงวิธีนี้เท่านั้น
พวกเขาต่างก็รู้สึกหมองเศร้าอยู่ในใจ หากรอดพ้นมหันตภัยนี้ไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ
ต่อไปมิใช่ต้องก้มหัวยอมสยบต่อฉิวซีไหลหรอกหรือ
มหาจักรพรรดิเซียวเปิดปากเอ่ย “ผ่านมหันตภัยนี้ไปให้ได้แล้วค่อยว่ากันเถิด ฉิวซีไหลเข้าปะทะมารมรรคาสวรรค์ด้วยตัวเอง มีความกดดันกว่าพวกเรามากนัก ตอนนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน”
คำพูดของเขาได้รับความเห็นชอบจากอริยะรายอื่น
เรื่องนี้จึงตัดสินกันตามนี้
….
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งร้อยปี
ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นไม่น้อย มีทั้งผู้ทรงพลังบุกเบิกสร้างโลกมนุษย์ และมีเผ่าพันธุ์ใหม่ก่อตั้งขึ้น มุ่งหมายแย่งชิงดวงชะตา
อีกาทองภายในดวงอาทิตย์ถือกำเนิดสู่โลกา เริ่มก่อตั้งเผ่าปีศาจขึ้น
เผ่าปีศาจที่กระจายตัวอยู่ทั่วสรวงสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง!
แนวคิดภาพรวมของเผ่าปีศาจนั้นคลุมเครือนัก นอกเหนือจากเผ่าพันธุ์แห่งมรรคาสวรรค์แล้ว ที่เหลือล้วนสามารถเป็นเผ่าปีศาจได้ และด้วยคำขวัญนี้ กลุ่มอิทธิพลของอีกาทองจึงขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตำนานแห่งเขตเซียนร้อยคีรีซาลงอีกครั้ง ไม่ถูกสรรพสิ่งเอ่ยถึงอีก
จักรพรรดิเซียนหนึ่งพันคนที่สำนักซ่อนเร้นส่งตัวออกไปก็ได้ตั้งรกรากบนดินแดนใหม่แห่งนั้นแล้ว โลกนี้ยังมิถูกรวมเป็นปึกแผ่น ยังอยู่ในยุคโกลาหลวุ่นวาย
สำหรับศิษย์ในนามหนึ่งพันคนนี้หานเจวี๋ยไม่ได้ให้ความสนใจเลย หากเผชิญปัญหายุ่งยากเข้าจริงๆ อย่างมากก็ใช้วิถีอัญเชิญเทพเรียกตัวกลับมาทั้งหมด
ระยะนี้หานเจวี๋ยทุ่มเทความคิดและจิตใจไปกับการทำความเข้าใจมหามรรคต้นกำเนิด พลังศักดิ์สิทธิ์เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไล่ไขว่คว้าระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลางอย่างบ้าคลั่ง
มีแต่การบรรลุถึงระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลางเท่านั้นถึงจะทำให้พลังของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถสังหารฉิวซีไหลและมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาทีได้
จนปัญญาที่การฝึกบำเพ็ญของระดับอริยะจำเป็นต้องค่อยๆ สั่งสมไปตามกาลเวลาจริงๆ
ในวันนี้
ชั้นฟ้าที่สามสิบสามเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดอีกครั้ง หานเจวี๋ยสามารถรับรู้ได้ เขาเงยหน้ามองขึ้นไป ฉิวซีไหลปรากฏตัวหน้าหลุมดำ รอบกายมียอดสมบัติสามชิ้นที่ลักษณะแตกต่างกันไปลอยวนอยู่ เปล่งแสงเทพสามสีออกมา
ไกลออกไป เหล่าอริยะที่เหลือเฝ้ามองอยู่ไกลๆ
ทันใดนั้นฉิวซีไหลพุ่งเข้าไปในหลุมดำ
วินาทีนั้น สายฟ้าสีม่วงส่องวูบวาบ เลื้อยพัวพันปานมังกร หดตัวเข้าหากันอีกครั้งอย่างรวดเร็วยิ่ง จากนั้นก็หายลับไป
เหล่าอริยะต่างตกตะลึง
เทพสูงสุดหนานจี๋ขมวดคิ้วพลางถาม “เกิดอะไรขึ้น สัมผัสถึงกลิ่นอายของพวกเขาไม่ได้อย่างสิ้นเชิงเลย”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “พวกเราทำได้แค่รอเท่านั้น รอดูต่อไปเถอะ”
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยที่ได้เห็นฉากนี้ อดตรวจดูจดหมายไม่ได้
[ฉิวซีไหลสหายของท่านผสานรวมกับดวงชะตามรรคาสวรรค์ ก้าวเข้าสู่ดินแดนมรรคาสวรรค์]
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ]
….
ต่อจากนั้น ฉิวซีไหลเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์อยู่เรื่อยๆ ดูเหมือนในหลุมดำจะไม่ได้มีแค่มารมรรคาสวรรค์เพียงตนเดียวแล้ว
หานเจวี๋ยเปิดกล่องจดหมายค้างไว้ตรงหน้า ฝึกบำเพ็ญไปพลาง จับตามองสถานการณ์ของฉิวซีไหลไปพลาง
สามร้อยปีต่อจากนั้น ฉิวซีไหลเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับเกินกว่าล้านครั้ง
มารมรรคาสวรรค์ยังคงแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้ว่าจะผสานรวมกับดวงชะตามรรคาสวรรค์ ฉิวซีไหลก็ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้
มองจากจุดนี้ แปลว่าฉิวซีไหลก็ไม่ได้แข็งแกร่งนัก
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะไม่สามารถสังหารมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาทีได้ แต่ยังคงสังหารมารมรรคาสวรรค์ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งก้านธูป
จุดที่เขากังวลคือสังหารในเสี้ยววินาทีไม่ได้ มิใช่ว่าเอาชนะไม่ได้
ในวันนี้เอง
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
ฉิวซีไหลยังคงพ่ายแพ้อยู่ดี!
หานเจวี๋ยส่ายหน้า
ดูเหมือนพลังของฉิวซีไหลจะไล่เลี่ยกับมารมรรคาสวรรค์ เพียงแต่พลังความอึดของมารมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งกว่า
อริยะมรรคาสวรรค์ก็คืออริยะมรรคาสวรรค์ ไม่ได้เรื่อง!
หานเจวี๋ยลอบเหยียดหยาม
ในเวลาเดียวกันนี้
ท้องนภาพลันเต็มไปด้วยเมฆแดงฉาน ทั่วทั้งแดนเซียนต่างเป็นเช่นนี้ บรรยากาศกดดันเหลือคณาปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
ทันใดนั้น ท้องนภาพลันปรากฏหลุมดำใหญ่น้อยแตกต่างกันไปขึ้นทีละหลุม นภาราวกับเต็มไปด้วยรูพรุน น่าสะพรึงอย่างยิ่ง
ฉากนี้ทำให้สรรพสิ่งทั่วโลกหวาดผวา
ใต้หล้าพลันโกลาหล!
มารสวรรค์ดุร้ายเหาะออกมาจากหลุมดำแน่นขนัดทีละตน มารสวรรค์เหล่านี้รูปลักษณ์แตกต่างกันไป มีไอดำพัวพันอยู่ทั่วร่าง ขนาดก็แตกต่างกันไปเช่นกัน จุดที่เหมือนกันคือหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว สองเนตรแดงฉาน
มารสวรรค์ที่ใหญ่โตมโหฬารสูงถึงล้านจั้ง มารสวรรค์ที่ตัวเล็กที่สุดมีขนาดเท่ามนุษย์ธรรมดา
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ทันทีว่ามารสวรรค์หลายตนเทียบชั้นได้กับระดับครึ่งอริยะ
ฉิวซีไหลพ่ายแพ้แล้วจริงๆ!
[ตรวจสอบพบการโจมตีจากมารสวรรค์ มหันตภัยแห่งมรรคาสวรรค์มาเยือน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที ทำลายล้างมารสวรรค์ทั้งหมด จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น โอกาสเปิดใช้ความสามารถใหม่ของระบบหนึ่งครั้ง]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่ต่อสู้กับมารสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
หานเจวี๋ยมองข้อความสามแถวนี้ ไม่ได้ตัดสินใจเลือกในทันที
หากเป็นเมื่อก่อน เขาต้องเลือกตัวเลือกที่สองอย่างแน่นอน
แต่ความสามารถใหม่ของระบบดึงดูดเขาเอาไว้ได้
ทำลายล้างมารสวรรค์ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงสังหารมารมรรคาสวรรค์ได้ก็ง่ายแล้ว
หานเจวี๋ยตัดสินใจค้างตัวเลือกไว้เช่นนี้ก่อน ผ่านไปอีกสักพักค่อยเลือก
ตัวเลือกจากระบบไม่จำเป็นต้องเลือกทันที เว้นแต่เขาต้องการของรางวัลอย่างเร่งด่วน
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป
ความวุ่นวายในแดนเซียนจะได้รับการแก้ไขโดยแดนเซียน เขาต้องรีบใช้เวลาเพิ่มความแข็งแกร่ง สังหารมารมรรคาสวรรค์ในเสี้ยววินาทีให้ได้ในเร็ววันโuเวลกูดoทคoม
และในหนึ่งปีนี้ แดนเซียนก็โกลาหลยิ่งนัก ตกอยู่ในการฆ่าล้างสังหาร
การเพิ่มขึ้นของมารสวรรค์ทำให้สรรพสิ่งรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน สมานฉันท์ร่วมกันกำจัดผู้รุกราน
อย่างไรก็ตาม มหันตภัยครั้งนี้ไม่สามารถสิ้นสุดลงในระยะเวลาสั้นๆ ได้
พลังชีวิตของมารสวรรค์แกร่งกล้านัก ต่อให้ร่างแหลกเป็นหมื่นชิ้น ก็สามารถฟื้นฟูรวมร่างได้ จะต้องเผาให้วอดวาย สังขารวิญญาณมอดไหม้ถึงจะนับว่าสิ้นชีพอย่างแท้จริง
ต่อให้อยู่ในระดับเดียวกัน สิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของมารสวรรค์อย่างสิ้นเชิง โชคดีที่สิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ได้เปรียบด้านจำนวน ศึกนี้ดำเนินอยู่หลายสิบปีก็ตกอยู่ในสภาวะคงตัว
….
วสันตฤดูผันผ่านสารทฤดูมาเยือน นับตั้งแต่มารสวรรค์บุกโจมตีก็ผ่านมาสองร้อยปีแล้ว
รอบเขตเซียนร้อยคีรีมีมารสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นไม่น้อยเช่นกัน แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายค่ายกลอาณาเขตเต๋าได้ จึงจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อว่างจากการฝึกบำเพ็ญเหล่าศิษย์ต่างพูดคุยถึงเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีคำสั่งจากหานเจวี๋ย พวกเขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามผลีผลาม
หานเจวี๋ยยังคงฝึกบำเพ็ญอยู่ ไม่ได้ตระหนกลนลาน
ถึงอย่างไรเขาก็มีประสบการณ์จากการเริ่มต้นใหม่ของมรรคาสวรรค์แล้ว ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
จากแจ้งเตือนทางจดหมาย เขาเห็นว่าฉิวซีไหลยังต่อสู้กับมารมรรคาสวรรค์อยู่ เขาอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ คาดว่าฉิวซีไหลคงถูกทุบตีอย่างน่าอนาถ ซ้ำยังไม่อาจหลบหนีกลับมาได้ น่าเวทนาโดยแท้
หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมายต่อไป
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสือตู๋เต้าสหายของท่าน]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x412930
[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x93022
[หานทั่วบุตรชายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x453
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านกลืนกินสิ่งอัปมงคล พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ สังขารแตกสลาย]
[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสหายของท่านถกมรรคกับผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โจวฝานศิษย์ของท่านได้รับการเข้าฝันจากอริยะเจ็ดวิถีสหายของท่าน ตระหนักรู้พลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
….
ดุเดือด!
เร้าใจ!
หานเจวี๋ยแทบจะคึกคักดั่งได้ย้อนวันวาน
สิ่งที่ดึงดูดเขาได้มากที่สุดคือจักรพรรดิผืนพิภพได้รับบาดเจ็บสาหัส
จักรพรรดิผืนพิภพมิใช่อริยะ แต่ก็มิใช่ตัวตนที่ครึ่งอริยะทั่วๆ ไปจะเทียบเคียงได้
มารสวรรค์ไปเยือนเมืองนรกในยมโลกแล้ว ไม่ทราบเช่นกันว่าสถานการณ์ของโลกอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
….
แจ้งเตือนนี้เริ่มโผล่ขึ้นมารัวๆ ขัดขวางการอ่านจดหมายของหานเจวี๋ย
เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ สอบถามด้วยความระแวง ‘ถ้ายอมรับการเข้าฝันของเขา จะมีภัยถึงชีวิตหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ไม่มี]
หานเจวี๋ยโล่งอก จากนั้นก็ตัดสินใจยอมรับคำขอเข้าฝัน
เขาเข้าสู่แดนความฝันในชั่วพริบตา
เขาอยู่ในห้วงอากาศมืดสนิท ด้านหน้ามีแสงทองวูบไหว เสียงคำรามดังต่อเนื่อง สั่นสะเทือนแก้วหู
หานเจวี๋ยเพ่งมอง ฉิวซีไหลในรูปลักษณ์พุทธรูปทองกำลังต่อสู้อยู่ มารสวรรค์นับไม่ถ้วนล้อมโจมตีเขา ราวกับฝูงมดรุมแทะช้าง เป็นฉากที่ตระการตายิ่ง
แสงธรรมบนร่างฉิวซีไหลเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง สายตาเขาจับจ้องมารสวรรค์ที่ร่างกายสูงใหญ่กำยำอยู่ตลอด
มารตนนี้มีเพลิงทมิฬลุกท่วมร่าง สามเศียรแปดกร หน้าตาโหดเหี้ยมชั่วร้าย ผมยาวปลิวชี้ขึ้น เหมือนอสูรในเทวตำนาน ร่างกายสีดำสนิท มัดกล้ามบนร่างปูดหนาเหมือนเกราะเหล็ก เปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างทางสายตา
มองจากที่ไกลๆ การต่อสู้ระหว่างฉิวซีไหลและมารมรรคาสวรรค์ราวกับศึกเทพมารในตำนานบรรพกาล ส่วนมารสวรรค์ที่อยู่รอบข้าง เป็นเพียงภูตมารวิญญาณร้าย ที่รุมล้อมคอยกัดกินร่าง
“หานเจวี๋ย ข้ามิใช่คู่ต่อสู้ของมารมรรคาสวรรค์ อริยะรายอื่นเนื่องจากยอมสละดวงชะตามรรคาสวรรค์ จึงไม่อาจให้ความช่วยเหลือได้ เจ้ารีบมาเถิด! หากข้าสิ้นชีพ มรรคาสวรรค์จะตกอยู่ในอันตราย!”
เสียงของฉิวซีไหลดังก้องอยู่ในหูหานเจวี๋ย น้ำเสียงร้อนรน
หานเจวี๋ยตอบอย่างสงบนิ่ง “ข้าทราบแล้ว รอข้าเตรียมการเรียบร้อยแล้วจะไป”
“เตรียมการอันใด”
“เตรียมวิธีสังหารมารมรรคาสวรรค์”
“เป็นไปไม่ได้ แม้แต่ข้ายังสังหารเขาไม่ได้ เจ้าทำได้แค่ร่วมมือกับข้าโจมตีเขาให้ล่าถอยไปเท่านั้น!”
“นั่นน่ะเจ้า แต่ข้าคิดว่าข้าทำได้”
“เจ้า…”
“เอาเช่นนี้เถิด หากเจ้าตาย ข้าจะเกื้อกูลสำนักพุทธ ลงมือช่วยเมื่อสำนักพุทธพบอันตราย ถือเสียว่าทดแทนบุญคุณในอดีตให้เจ้า เจ้าดูแลศิษย์ของข้า ข้าดูแลศิษย์ของเจ้า”
กล่าวจบ หานเจวี๋ยก็สลายแดนความฝันทันที จิตรับรู้กลับสู่ความเป็นจริง
เขาฝึกบำเพ็ญต่อ
ช่วยฉิวซีไหลเช่นนั้นหรือ
ยังไม่ใช่ตอนนี้!
หากว่าถึงเวลาฉิวซีไหลลอบโจมตีเขาเล่า
แม้ว่าจะแค่มีความเป็นไปได้ หานเจวี๋ยก็ไม่ยอมเสี่ยงอยู่ดี
เขาเชื่อว่าฉิวซีไหลจะเอาตัวรอดได้ มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้มิใช่หรือ
คนชั่วมักอยู่ก่อกรรมได้นับพันปี
….
ณ ทะเลทรายกว้างไกลไร้ขอบเขต พายุทรายปลิวท่วมฟ้า เสียงเข่นฆ่าร้องคำรามแว่วดังไม่ขาดหู
มองเห็นหานมิ่งและหานทั่วถูกมารสวรรค์หลายพันตนรุมล้อม ต่อสู้จนโลหิตไหลนอง
หานทั่วมีบาดแผลทั่วร่าง กระบี่ในมือเต็มไปด้วยรอยบิ่นเว้า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเขาจะสิ้นชีพด้วยน้ำมือของมารสวรรค์
“เจ้าหนีไปก่อน ข้าจะรั้งพวกเขาไว้!”
ทันใดนั้นหานมิ่งก็ตะโกนขึ้นมา สองแขนอ้ากางออก พลังเวทก่อตัวเป็นสายฟ้าขึ้นมาทีละเส้นๆ เข้าพัวพันมารสวรรค์เหล่านั้น คล้ายตรวนสายฟ้าที่ก่อตัวเป็นใยแมงมุม
หานทั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ข้าทิ้งท่านไปไม่ได้!”
“รีบไปซะ! ถ้าเจ้าไป ข้าถึงจะมีทางเอาตัวรอด ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ตัวถ่วงข้า!”
หานมิ่งเอ่ยอย่างหมดความอดทน มารสวรรค์หลายพันตนดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามก้องฟ้าสะเทือนปฐพี ทำให้คนใจสั่น
หานทั่วกัดฟัน หันหลังจากไป
มองเห็นแผ่นหลังของเขาห่างออกไป หานมิ่งก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
รอจนกระทั่งหานทั่วหายลับขอบฟ้าไป ตัวเขาถึงได้ผ่อนคลาย มารสวรรค์แต่ละตนดิ้นรนหลุดพ้นจากตรวนสายฟ้า พุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง
หานมิ่งเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อย เอ่ยพึมพำ “ข้าได้ชดใช้หนี้ชีวิตที่ติดค้างท่านแล้ว”
วินาทีต่อมา แววตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย
“ข้าหานมิ่งมีชีวิตอยู่มาสองชาติ ไหนเลยจะยอมตายอยู่ที่นี่”
“ถ้าต้องตาย ข้าก็จะตายอย่างยิ่งใหญ่สะท้านสะเทือน!”
ตูม!
เขากระตุ้นมรรคผล ระเบิดพลังเวท รัศมีเรืองรองดั่งสายรุ้ง
ปราณกระบี่แต่ละสายพุ่งออกมารวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นเงากระบี่นับหมื่นนับพันเล่ม กวาดผ่านไปทั่วสารทิศ
มารสวรรค์ทั้งหมดหลุดจากตรวนสายฟ้า มุ่งเข้าสังหารหานมิ่ง แทบจะท่วมทับเขาแล้ว
หานมิ่งใช้มือต่างกระบี่ พยายามทุ่มพลังฟาดฟันสังหาร
มารสวรรค์สี่ปีกหัวพยัคฆ์ร่างมนุษย์ตนหนึ่งถูกหานมิ่งผ่าเป็นสองซีก แต่ในไม่ช้า ร่างกายก็สมานรวมตัวกันอีกครั้ง แผลหายเป็นปลิดทิ้ง
สถานการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง หานมิ่งขมวดคิ้วแน่น จนถึงตอนนี้มารสวรรค์กลุ่มนี้ยังไม่มีตนไหนตายอย่างแท้จริงเลย
ความรู้สึกสิ้นหวังคืบคลานเข้าสู่หัวใจของหานมิ่ง
ครั้งนี้คงต้องตายจริงๆ แล้ว!
“โฮก….”
เสียงคำรามน่าหวาดผวาดังกึกก้องขึ้น น่ากลัวกว่ามารสวรรค์ทั้งหมดที่อยู่ในละแวกนี้
เหล่ามารสวรรค์พบพานกับศัตรูตัวฉกาจ ต่างหันหน้าไปมอง หานมิ่งเองก็ทอดสายตามองออกไปเช่นกัน
มองเห็นเงาดำสูงหมื่นจั้งน่าพรั่นพรึงร่างหนึ่ง รูปลักษณ์คล้ายมารสวรรค์ยิ่ง แผ่รัศมีอำนาจแกร่งกล้า มันกำลังพุ่งตรงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ถ้ามองให้ดี ใต้ร่างเงาดำสูงหมื่นจั้งตนนี้มีเงาร่างมนุษย์เล็กจ้อยอยู่ร่างหนึ่ง เป็นหานทั่ว
เงาดำสูงหมื่นจั้งผุดขึ้นเหนือศีรษะของหานทั่ว หานทั่วพุ่งดิ่งเข้าหามารสวรรค์ ผมดำสยายยุ่งเหยิง ราวกับถูกมารร้ายยึดร่าง
“เด็กคนนี้…”
หานมิ่งตกตะลึงจนหน้าถอดสี ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
พลังอำนาจนี้ช่างแข็งแกร่งนัก!
แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันปานนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นได้ตามสัญชาตญาณ
“หรือจะเป็นพลังที่เขามอบให้”
หานมิ่งแสดงสีหน้าซับซ้อน
หากเป็นเขา เช่นนั้นทุกสิ่งอย่างก็อธิบายได้อย่างกระจ่างแล้ว
สุดท้ายก็ยังติดหนี้ชีวิตท่านอยู่ดี
เฮ้อ nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
….
นับตั้งแต่ฉิวซีไหลมาเข้าฝัน ผ่านมาเก้าปีแล้ว
นอกเขตเซียนร้อยคีรีมีมารสวรรค์เพ่นพ่านอยู่ไม่น้อยเลย มารสวรรค์ล้วนมีสติปัญญา เพียงแต่วิธีสื่อสารแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์เท่านั้น เมื่อไม่อาจบุกทลายเขตเซียนร้อยคีรีได้ พวกมันจึงตระหนักได้ว่าที่นี่อาจจะมีสมบัติวิเศษหรือผู้ทรงพลังแห่งแดนเซียนอยู่
ทัพมารสวรรค์มาเยือนแดนเซียน มีภารกิจคือทำลายล้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิด!
จากนั้นมารสวรรค์ก็เริ่มประจำการอยู่ที่เขตเซียนร้อยคีรี บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นเองก็เริ่มหวั่นวิตกขึ้นมา
มหันตภัยครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด สำนักซ่อนเร้นจะยังป้องกันตัวได้หรือไม่
“ที่ก่อนหน้านี้อริยะรวมตัวสู่สำนักเต๋า ต้องเกี่ยวกับเรื่องมารสวรรค์แน่”
“ข้าเคยได้ยินสิ่งมีชีวิตที่ผ่านทางมาบอกว่าสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนถูกทำลายล้างแล้ว”
“ได้ยินว่ามารสวรรค์เกิดจากความโกลาหลวุ่นวาย เป็นอมตะฆ่าไม่ตาย”
“เจ้าสำนักยังไม่พูดอะไรเลย พวกเราก็สงบใจฝึกบำเพ็ญกันเถอะ”
“กลัวก็แต่ว่าหากมารสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีปริมาณมหาศาลอาจเพียงพอจะทำลายค่ายกลอาณาเขตเต๋าของพวกเราได้น่ะสิ”
“กลัวอะไรกัน รีบใช้เวลาฝึกบำเพ็ญเข้าเถอะ อย่าเอาแต่หวังพึ่งการคุ้มครองจากเหล่าศิษย์สืบทอดและท่านเจ้าสำนักเลย พวกเราก็ต้องพยายามกันบ้าง!”
….
ขณะที่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นกำลังถกเถียงพูดคุยกันอยู่นั้น ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยก็กำลังตรวจดูจดหมายอยู่
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x1244
[หานทั่วบุตรชายของท่านเนื่องจากถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยทางอารมณ์ สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x493
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ มรรคจิตได้รับความเสียหาย กายพุทธะแตกสลาย]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x879210
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์ลึกลับ] x903277
….
ฉิวซีไหลน่าสังเวชจริงๆ!
หานเจวี๋ยแสดงความเห็นใจอยู่ในใจ แต่เขาจำเป็นต้องมั่นคงเข้าไว้
อีกทั้งฉิวซีไหลไม่เคยให้ความช่วยเหลือเขา แค่เคยช่วยสหายรักของเขาเท่านั้น ตอนนี้ยังคิดปองร้ายหานเจวี๋ยอีก
การตอบแทนยิ่งใหญ่ที่สุดที่หานเจวี๋ยให้ได้ก็คือในอนาคตจะช่วยเหลือสำนักพุทธสักครั้ง แต่จะให้ไปช่วยฉิวซีไหลตอนนี้ นั่นเป็นเรื่องที่มีทางเกิดขึ้นแน่
ต้องกล่าวเลยว่า การโจมตีจากมารสวรรค์ครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง มีเค้าของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมากยิ่งนัก
เมื่อไล่อ่านลงไป เหล่าสหายล้วนต่อสู้กับมารสวรรค์
ความฮึกเหิมของหานเจวี๋ยถูกปลุกเร้าขึ้นมา
ออกไปต่อสู้หาความบันเทิงดีหรือไม่นะ
ไม่ได้!
ต้อง…มั่นคงไว้!
สังหารมารมรรคาสวรรค์ให้ได้ในเสี้ยววินาทีก่อนค่อยว่ากัน มิเช่นนั้นหากตบะที่บำเพ็ญมาสี่หมื่นปี สูญเปล่าไปในเวลาอันสั้น เช่นนั้นก็น่าอับอายเกินไปแล้ว
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ สงบสติอารมณ์
เขาพลันบังเกิดความสงสัยอย่างหนึ่งขึ้น
เบื้องหลังมารสวรรค์ในครั้งนี้จะมีแผนร้ายอันยิ่งใหญ่อยู่หรือไม่
จักรพรรดิสวรรค์อยู่ที่แดนเทพหวนปัจฉิมก็เผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์เช่นกัน…
หรือว่ามหันตภัยครั้งนี้จะมิใช่เพียงหายนะของแดนเซียนเท่านั้น
‘ข้าอยากรู้ว่าเบื้องหลังของมารมรรคาสวรรค์มีแผนร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่าซ่อนอยู่หรือไม่’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจ แดนเทพหวนปัจฉิมแข็งแกร่งกว่าแดนเซียนมาก มารสวรรค์กล้ารุกรานแดนเทพหวนปัจฉิม แล้วมารมรรคาสวรรค์ยังจำเป็นต้องมาที่แดนเซียนด้วยหรือ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว รู้สึกโล่งอกอยู่ในใจ
ไม่มีก็ดี!
ดูเหมือนบางครั้งตนก็คิดมากเกินไปจริงๆ
หรือว่าจักรพรรดิสวรรค์จะไม่ได้อยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิม แต่ผจญภัยอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ
แล้วไปเถอะ!
ไม่มีแผนร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ดีแล้ว!
หานเจวี๋ยหลับตาลง ทำความเข้าใจมหามรรคต้นกำเนิดต่อ
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า มารสวรรค์รอบเขตเซียนร้อยคีรีก็เพิ่มมากขึ้นตามการไหลผ่านของกาลเวลา
หนึ่งร้อยปีต่อมา จำนวนมารสวรรค์ในละแวกเขตเซียนร้อยคีรีก็เพิ่มขึ้นทะลุหลักล้าน
หลี่เสวียนเอ้ามุ่งหน้ามาขอพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในอารามเต๋า
“เจ้าสำนัก มารสวรรค์ทำให้บรรดาศิษย์ในสำนักอกสั่นขวัญแขวน ต้องการจัดแจงศิษย์ของพวกเราออกไปทำลายล้างมารสวรรค์หรือไม่ขอรับ”
หลังหลี่เสวียนเอ้าทำความเคารพเสร็จ ก็เอ่ยถามอย่างนอบน้อม
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง “มารสวรรค์ไม่มีทางบุกเข้ามาในอาณาเขตเต๋าได้ ไม่ควรค่าให้หวั่นเกรง”
หลี่เสวียนเอ้าได้ฟังก็อึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไร
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “อยากถามอะไร พูดมาตามตรงเถอะ”
หลี่เสวียนเอ้าสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เอ่ยว่า “ท่านมิได้แสดงธรรมมานานมากแล้ว คาดว่าเป็นเพราะมารสวรรค์ หลายปีก่อนที่ร่วมมือกับอริยชน น่าจะเพื่อกำจัดมารสวรรค์ แต่ยามนี้มารสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อริยะไม่มีความเคลื่อนไหว เกรงว่าอริยชน…”
วาจาส่วนหลังเขาไม่ได้กล่าวออกไป
หานเจวี๋ยถาม “เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่”
หลี่เสวียนเอ้าจึงเอ่ยว่า “สถานการณ์เช่นนี้เป็นช่วงเวลาสร้างชื่อให้สำนักซ่อนเร้นของพวกเราได้พอดี หากสำนักซ่อนเร้นสามารถทำลายล้างมารสวรรค์ได้ สรรพสิ่งล้วนจะติดค้างหนี้กรรมอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเรา ข้าคิดว่าท่านน่าจะเป็นอริยะที่แข็งแกร่งที่สุด มิเช่นนั้นอริยะเหล่านั้นคงมาหาเรื่องแต่แรกแล้ว ไยท่านจึงไม่ลงมือขจัดมหันตภัยนี้ให้สิ้นสุดลงเล่าขอรับ”
หานเจวี๋ยไม่ได้เปล่งวาจา เพียงมองหลี่เสวียนเอ้าเงียบๆ
หลี่เสวียนเอ้าพลันรู้สึกกระวนกระวาย ก้มหน้าลงต่ำ
หานเจวี๋ยค่อยๆ ลุกขึ้นมา
“เตรียมพร้อมสดับธรรม”
วาจานี้ดังก้องไปทั่วสำนักซ่อนเร้น
เหล่าศิษย์นับล้านต่างตื่นเต้นขึ้นมา พากันมุ่งหน้าไปยังสถานที่แสดงธรรม
เป็นเช่นเดียวกับที่ผ่านมา การแสดงธรรมยาวนานถึงหนึ่งร้อยปี
ในอดีตที่ผ่านมาหลังจากหานเจวี๋ยแสดงธรรมเสร็จสิ้นล้วนจากไปทันที แต่ครั้งนี้มิใช่เช่นนั้น
เขานั่งสมาธิอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองเหล่าศิษย์นับล้านที่อยู่ในสภาวะตระหนักมรรค ต่างดูราวกับลุ่มหลงมัวเมา
เขาเริ่มสอดส่องไปทั่วแดนเซียน
ทุกแห่งที่สายตากวาดผ่าน ซากศพกองเกลื่อนพื้น โลหิตนองเป็นทะเล
มารสวรรค์กระจายตัวไปทั่วร้อยเมืองในแดนเซียน ถึงขั้นที่เริ่มขยายไปตามโลกมนุษย์ต่างๆ แล้ว
สิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ตกอยู่ในอันตราย
อริยะสู้มารมรรคาสวรรค์ไม่ไหว สรรพสิ่งในมรรคาสวรรค์ก็ต้านมารสวรรค์หลายร้อยล้านไม่ได้
หานเจวี๋ยเงียบงัน
ผ่านไปเนิ่นนานนัก
“พวกเจ้า”
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เปิดปากเอ่ย ทำให้เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหมดที่ตระหนักมรรคอยู่ฟื้นตื่นขึ้นมา
เหล่าศิษย์พากันเงยหน้าขึ้น มองเจ้าสำนักซ่อนเร้นผู้สูงส่งซึ่งแผ่แสงเทพนับหมื่นจั้งออกมา ทั้งหมดต่างก็แสดงสีหน้าเลื่อมใสบูชา
รอจนศิษย์ทั้งหมดได้สติกลับมา หานเจวี๋ยจึงค่อยๆ เอ่ยว่า “มหันตภัยมารสวรรค์มีต้นตอมาจากชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อริยชนร่วมมือกัน ถ่ายทอดดวงชะตามรรคาสวรรค์เข้าสู่ร่างฉิวซีไหล ฉิวซีไหลต่อสู้กับผู้นำของเหล่ามารสวรรค์อยู่นอกเขตฟ้าบุพกาลมาสักระยะหนึ่งแล้ว”
“พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไรกับมหันตภัยครานี้”
พอกล่าวจบ เหล่าศิษย์ต่างมองหน้ากัน
เหล่าศิษย์ในนามไม่กล้าเปิดปากพูด บรรดาศิษย์สืบทอดก็ไม่ได้ให้คำตอบในทันที
เวลานี้ ศิษย์คนหนึ่งเหาะขึ้นมา คุกเข่ากลางอากาศ คารวะหานเจวี๋ย
ฉู่ซื่อเหริน!
“อาจารย์ปู่ ศิษย์คิดว่าสำนักซ่อนเร้นไม่อาจหลบเร้นได้อีกต่อไป สมควรลงมือได้แล้ว ก่อนหน้านี้คือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต สามารถหลีกเลี่ยงได้ มรรคาสวรรค์สามารถเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้ แต่มารสวรรค์ออกมานอกเขตฟ้าบุพกาล อริยชนล้วนตกอยู่ในสภาวะวิกฤต หากมารสวรรค์ทำลายล้างโลกได้สำเร็จ พวกเราจะไปอาศัยอยู่ที่ใดอีกเล่าขอรับ”
ฉู่ซื่อเหรินประสานหมัดกล่าววาจา เสียงดังฟังชัด หนักแน่นอย่างยิ่ง
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา ภายในเขตเซียนร้อยคีรีก็มีเสียงพ้องรับทยอยดังก้องขึ้นมา
“ใช่แล้ว มารสวรรค์ชั่วช้า ข้าเห็นพวกเขาฉีกทึ้งสิ่งมีชีวิตทั้งเป็นมากับตา โหดเหี้ยมเป็นที่สุด”
“มารสวรรค์เหล่านี้มองก็รู้ว่าชั่วร้ายยิ่ง เป็นอมตะฆ่าไม่ตาย”
“หากว่าแดนเซียนล่มสลาย มรรคาสวรรค์สูญสิ้น สำนักซ่อนเร้นก็ต้องเผชิญหน้ากับมารสวรรค์อยู่ดีมิใช่หรือ”
“ใช่แล้ว เป้าหมายในการบำเพ็ญของพวกเราก็เพื่อให้มีชีวิตรอด หากแดนเซียนย่อยยับ พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเล่า”
“ผู้อาวุโสฉู่พูดถูก สมควรทำลายล้างมารสวรรค์!!”
“ใช่แล้วๆ!”
….
เมื่อได้ยินวาจาที่เปี่ยมความคับข้องต่อความอยุติธรรมของเหล่าศิษย์ หานเจวี๋ยก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
ตอนแรกเขาคิดจะทะลวงขั้นให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปสังหารมารมรรคาสวรรค์ แต่กว่าเขาจะฝ่าทะลวงได้ก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
หากรอคอยต่อไป เกรงว่าแดนเซียนคงถูกย้อมด้วยเลือดเข้าจริงๆ
หานเจวี๋ยค่อยๆ ลุกขึ้น เมื่อเห็นเขาลุกขึ้นมา ศิษย์ทั้งหมดก็พากันเงียบเสียงลง ไม่กล้าพูดต่ออีก
มองเห็นหานเจวี๋ยชูมือขวาขึ้นมาช้าๆ นิ้วชี้ออกไปยังท้องฟ้า
หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราลอยวนอยู่ด้านหลังของเขา แสงเทพสาดส่องไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ตัวเขาในเวลานี้ดูสูงส่งและยิ่งใหญ่นักโนlวลกูดอทคoม
“หมื่นสรรพสิ่งในโลกา จงเป็นกระบี่ให้ข้า”
เสียงของหานเจวี๋ยดังกังวานไปทั่ว ครานี้มิใช่เพียงในเขตเซียนร้อยคีรีเท่านั้น ปวงสวรรค์หมื่นโลกาต่างได้ยินกันถ้วนทั่ว
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นกลั้นหายใจจดจ่อ ล้วนไม่กล้าหายใจแรง จ้องไปที่หานเจวี๋ยเขม็ง
วินาทีนั้น ฟ้าดินพลันไหวสะเทือน!
มวลเมฆบนท้องนภาก่อตัวเป็นกระบี่ยักษ์สีขาวขึ้นมาทีละเล่มๆ บรรพตสูงบนพื้นดินล้วนควบรวมเป็นกระบี่ศิลาคมปลาบพุ่งสู่ฟากฟ้า สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนล้วนตกอยู่ในความตกตะลึง มารสวรรค์หลายล้านตนพลันกระวนกระวายขึ้นมา
เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นทั่วทุกมุมในแดนเซียนและโลกมนุษย์!
บรรพตสูงกลายเป็นกระบี่!
ธารโลหิตกลายเป็นกระบี่!
พฤกษากลายเป็นกระบี่!
บุปผากลายเป็นกระบี่!
ฝุ่นธุลีกลายเป็นกระบี่!
ใบไม้โรยรากลายเป็นกระบี่!
นอกจากฟ้าดินแล้ว ทุกสิ่งที่ไร้สติปัญญาต่างกลายเป็นกระบี่ทั้งสิ้น!
ฉากที่ราวกับเล่นมายากลเช่นนี้ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกตื่นตะลึง
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นในเขตเซียนร้อยคีรีก็มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกอาณาเขตเต๋าเช่นกัน แต่ละคนอ้าปากค้าง เบิกตากว้างด้วยความตะลึง
พวกเขาล้วนได้ยินเสียงของหานเจวี๋ย กล่าวอีกนัยคือที่ฟ้าดินเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้เป็นไปตามประสงค์ของหานเจวี๋ย
เจ้าสำนักกำลังจะล้างบางมารสวรรค์!
เต้าจื้อจุน ลี่เหยา จ้าวเซวียนหยวนและพวกโจวฝานมองด้วยความตื่นเต้นเกินต้านทาน โลหิตพลุ่งพล่านไปหมด
ช่างเป็นพลังวิเศษที่ทรงอิทธิฤทธิ์นัก!
….
หานทั่วที่ผมเผ้ากระเซิง หานมิ่งที่โลหิตอาบร่างต่างเงยหน้ามองกระบี่ยักษ์แต่ละเล่มที่อยู่รอบข้าง ต่างเผยสีหน้าราวกับไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ผลคือขุนเขาพนาไพรรอบข้างล้วนกลายเป็นกระบี่ทั้งสิ้น
“นี่…”
หานทั่วยากจะเข้าใจได้ เขารู้สึกว่าเสียงเมื่อครู่คุ้นหูอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าคุ้นอย่างไร
สิ่งที่หานเจวี๋ยใช้คือเสียงศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลังเปี่ยมอานุภาพ ประกอบกับหานทั่วไม่ได้พบบิดามาเนิ่นนานยิ่งนักแล้ว ในเวลาหลายพันปีพบพานสิ่งมีชีวิตมานับไม่ถ้วน ไหนเลยจะยังจดจำเสียงของบิดาตนได้ ต่อให้จำได้ ก็มีความแตกต่างกับเสียงศักดิ์สิทธิ์ของหานเจวี๋ยมากนัก
ทว่าหานมิ่งกลับจดจำได้ชัดเจน
“เขาลงมือแล้ว…เขามาแล้ว…”
แววตาหานมิ่งซับซ้อน หัวใจสั่นสะท้าน
ภายใต้สายตาจับจ้องของคนทั้งสองกระบี่น้อยใหญ่ทุกเล่มที่อยู่รอบๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา มุ่งเข่นฆ่าไปตามทิศทางต่างๆ
มารสวรรค์แต่ละตนถูกกระบี่ที่จำแลงมาจากสรรพสิ่งในโลกาเข่นฆ่าทำลายล้าง ทำให้มารสวรรค์ที่เหลือหลบหนีไปด้วยความตื่นตระหนก
หลังจากร่างกายของพวกเขาแหลกละเอียด ก็กลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิวไปทันที ไม่มีโอกาสให้ฟื้นคืนชีพได้อีก!
วินาทีนี้ บนผืนปฐพีแห่งปวงสวรรค์หมื่นโลกา เงากระบี่นับไม่ถ้วนบุกตะลุยไปทั่ว โลหิตมารสวรรค์สาดกระจายกลางอากาศ กลายเป็นหมอกโลหิต แผ่ขยายไปทั่วนภา
พื้นดินโล่งเตียน เหล่าสิ่งมีชีวิตแหงนหน้ามองเหตุการณ์ที่ราวกับปาฏิหาริย์นี้ ความตื่นตะลึง ความปรีดา และความโศกเศร้าจากการรอดชีวิตจากมหันตภัยล้นทะลักอยู่ในหัวใจของพวกเขา
สิ่งมีชีวิตพากันคุกเข่าลงมากขึ้นเรื่อยๆ กราบไหว้ท้องนภา บ้างก็เริ่มสะอื้นไห้เสียงดัง
ในที่สุดก็มีผู้ทรงพลังช่วยกอบกู้โลกแล้ว!
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ