531-535

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 531ถึง535
ศึกใหญ่ระหว่างหลี่เต้าคงและสือตู่เต้าสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ทั้งสองต่างเป็นครึ่งอริยะ พลังวิเศษเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะทำลายล้างฟ้าดินได้ ศิษย์ทั้งหมดในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนพากันออกจากที่พักมาชมศึก
แม้จะมีค่ายกลอาณาเขตเต๋ากั้นอยู่ ทว่าพลังกดดันอันน่าหวาดหวั่นนั้นพวกเขาก็ยังคงรับรู้ได้อยู่ดี
“ผู้พิทักษ์หลักแข็งแกร่งนัก!”
“ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ”
“เร็วเกินไป เห็นไม่ชัด!”
“พวกเขาเป็นระดับใดกัน ต้าหลัวหรือ”
“น่ากลัวว่าจะมิใช่แค่นั้น ก่อนหน้านี้ท่านเจ้าสำนักเคยบอกไว้มิใช่หรือว่ายังมีระดับที่อยู่กึ่งกลางระหว่างต้าหลัวและอริยะน่ะ!”
“สือตู๋เต้าแข็งแกร่งนัก ผู้พิทักษ์หลักไม่สามารถเผด็จศึกอย่างรวดเร็วได้ ยังคงเป็นเจ้าสำนักที่ร้ายกาจกว่า ศัตรูล้วนพ่ายแพ้ในการโจมตีเดียว!”
“อย่าพูดเหลวไหล ผู้พิทักษ์หลักก็แข็งแกร่งมาก สือตู๋เต้าคนนี้มิใช่ผู้ทรงพลังที่ก่อตั้งวิถีไร้พ่ายขึ้นในช่วงหลายปีมานี้หรอกหรือ กล้าขนานนามว่าไร้พ่าย ต้องแข็งแกร่งยิ่งแน่นอน”
เหล่าศิษย์พากันวิจารณ์ เนื่องจากที่ผ่านมาในอาณาเขตเต๋าล้วนเป็นหานเจวี๋ยที่ลงมือ ศัตรูยื้อได้ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจเลย ตอนนี้เมื่อเห็นหลี่เต้าคงต่อสู้กับสือตู๋เต้าอย่างยืดเยื้อ ในใจเหล่าศิษย์จึงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่าสือตู๋เต้าแข็งแกร่งมากเท่าไร
เหล่าศิษย์สืบทอดที่อยู่ใต้ต้นฝูซังกลับชมอย่างมีวิสัยทัศน์ยิ่ง
“สือตู๋เต้าหน้าตาเหมือนสามผู้อาวุโสในอาณาเขตเต๋าของพวกเขาทุกประการ ผู้อาวุโสจางเจี่ยวเป็นร่างที่นายท่านคัดลอกขึ้นจากอริยะ เช่นนั้นผู้อาวุโสทั้งสามก็เป็นร่างคัดลอกของสือตู๋เต้าหรือ” ไก่คุกรัตติกาลส่งเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความฉงน
เจ้าใหญ่กล่าวด้วยความหงุดหงิด “ต้องให้เจ้าชี้แจงอีกหรือ”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “แกร่งมากจริงๆ หากไม่มีค่ายกลอาณาเขตเต๋า เกรงว่าพวกเราคงถูกลูกหลงจากการต่อสู้บดขยี้จนมอดไหม้แหลกลาญไปแล้ว”
คนอื่นๆ ต่างก็สะท้อนใจเช่นกัน ถึงแม้จะมีแบบจำลองการทดสอบ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่เต้าคง ล้วนไม่สามารถบีบให้หลี่เต้าคงเผยพลังที่แท้จริงออกมาได้ ดังนั้นเมื่อได้ชมการต่อสู้ระหว่างหลี่เต้าคงและสือตู๋เต้าต่างก็รู้สึกครั่นคร้ามกันถ้วนหน้า
อีกด้านหนึ่ง
ในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เผยสีหน้าไม่พอใจ
เขาคาดหวังในตัวหลี่เต้าคงอย่างเต็มที่ ผลคือหลี่เต้าคงต่อสู้กับสือตู๋เต้าอย่างค่อนข้างกินแรง
ถึงแม้หลี่เต้าคงจะเป็นครึ่งอริยะระยะต้น ส่วนสือตู๋เต้าเป็นครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ แต่เขาก็ยังคงคาดหวังในตัวหลี่เต้าคงอยู่
‘หากไม่สามารถเอาชนะระดับที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อยได้ จะเป็นด่านหน้าให้สำนักซ่อนเร้นของข้าได้อย่างไร’
หานเจวี๋ยรู้สึกไม่พอใจ หลังจบศึกครั้งนี้ ต้องสร้างแรงกดดันให้หลี่เต้าคงกันสักหน่อย
อาจเป็นเพราะพลังในการปกป้องของเขาแข็งแกร่งเกินไป หลี่เต้าคงถึงได้หย่อนยานอยู่บ้าง
การต่อสู้ดำเนินต่อไป
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเต็ม ทั้งสองยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่หานเจวี๋ยมองเห็นชัดเจน หลี่เต้าคงถูกสะกดไว้อย่างสมบูรณ์
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ชูมือขวาขึ้น วาดนิ้วชี้ออกไป ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ
สือตู๋เต้ากำลังสำแดงพลังวิเศษอยู่ไม่ทันระวัง ถูกปราณกระบี่ที่พุ่งมาจากด้านข้างแทงทะลุร่าง โลหิตพุ่งกระฉูด
การสำแดงพลังขาดช่วงไป!
สือตู๋เต้าเบิกตากว้าง เผยสีหน้าตื่นตระหนก
หลี่เต้าคงชะงักทันที ไม่ได้ฉวยโอกาสเข้าซ้ำเติม
สีหน้าเขามืดครึ้ม ทราบดีว่าหานเจวี๋ยลงมือ ปราณกระบี่เมื่อครู่นั้นทำให้หัวใจเขาเต้นแรง
เร็วเหลือเกิน!
“ยุติเท่านี้เถิด”
เสียงของหานเจวี๋ยดังก้องทั่วฟ้าดิน สั่นสะเทือนแก้วหู
สือตู๋เต้ามองไปทางเขตเซียนร้อยคีรีด้วยความตื่นตระหนก กัดฟันเอ่ย “อริยะ!”
ปราณกระบี่ขจัดพลังเวทมหาศาลในร่างเขาได้ มิใช่อริยะแล้วจะเป็นสิ่งใด
ในอดีตกาล สือตู๋เต้าก็เคยไม่เจียมกำลังตนไปท้ารบกับอริยะมาก่อน ความรู้สึกน่าหวาดกลัวเช่นนี้ยากจะลืมลง
ทันใดนั้นหลี่เต้าคงก็หายตัวไปจากกลางอากาศ
สือตู๋เต้ากัดฟัน ดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็เลือกจากไป
ช่วยไม่ได้ พลังห่างชั้นกันอย่างยิ่ง ถ้าอยู่ต่อไป ก็ขายขี้หน้าตัวเองเปล่าๆ
วินาทีหันหลังกลับ สือตู๋เต้าพลันนึกถึงคำพูดของมหาจักรพรรดิเฉิน
เขาไม่มีคุณสมบัติจะขนานนามตนว่าไร้พ่ายจริงๆ
น่าชังนัก!
หากข้าสามารถสำเร็จเป็นอริยะได้…
สือตู๋เต้าเดือดดาลอยู่ในใจ เขาบรรลุถึงขีดกำจัดของครึ่งอริยะแล้ว ไม่สามารถแข็งแกร่งไปมากกว่านี้ได้ ระดับต่ำกว่าอริยะลงมา เขาได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้อย่างแท้จริงแล้ว
….
ภายในอารามเต๋า
หลี่เต้าคงยืนอยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย ก้มหน้าคอตก ราวกับเด็กน้อยที่กระทำความผิด
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้าผิดหวังนัก”
หลี่เต้าคงก้มหน้าต่ำกว่าเดิม สองมือในแขนเสื้อกำแน่นจนกลายเป็นหมัด
หานเจวี๋ยพลันมีความสุขขึ้นมา
กังวลอยู่พอดีว่าจะไม่มีโอกาสได้กดดันหลี่เต้าคง
นับตั้งแต่เข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น แม้หลี่เต้าคงจะให้ความเคารพเขา แต่กลับไม่เคยละวางท่าทีลงเลย หากคนทั่วไปมาพบเห็น คงนึกว่าพวกเขามีศักดิ์เสมอกัน
ตรงกันข้าม หลี่เสวียนเอ้ากลับเสาะหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับตนพบอย่างรวดเร็ว ทำให้หานเจวี๋ยมองเขาแล้วไม่ขัดตา
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเฉยเมย “ตอนข้าเพิ่งบรรลุครึ่งอริยะระยะต้นก็สามารถสยบครึ่งอริยะได้แล้ว รวมถึงสือตู๋เต้าด้วย เจ้าเชื่อหรือไม่”
หลี่เต้าคงสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนตอบ “เชื่อ!”
“เจ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะแบกรับตำแหน่งอริยะแห่งสำนักซ่อนเร้นไว้ได้อย่างไร”
“ข้า…ไม่คู่ควรจริงๆ…”
หลี่เต้าคงไม่ขุ่นเคือง มีเพียงสีหน้าที่สลดลง ละอายใจอย่างที่สุด
หานเจวี๋ยเริ่มพูดจาถากถางเยาะหยันอย่างเต็มที่ หลี่เต้าคงได้แต่ทนรับไว้
ผ่านไปพักใหญ่ ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
หานเจวี๋ยแค่นเสียง “ฝึกบำเพ็ญให้ดี รอจนเจ้าทะลวงขั้นได้ ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษให้เจ้า เจ้าค่อยไปท้าสู้สือตู๋เต้าอีกครั้ง ต้องเอาชนะให้ได้ คนตั้งความหวังกับเจ้าไว้มากที่สุด อย่าทำให้ข้าผิดหวัง!”
“ทราบแล้วขอรับ!”
หลี่เต้าคงตอบรับเสียงขรึม
หานเจวี๋ยโบกมือไล่ หลี่เต้าคงคารวะและจากไป
ยามที่ออกจากอารามเต๋า หลี่เต้าคงเหลือบมองจางเจี่ยวแวบหนึ่ง ความขุ่นข้องในใจพลันสลายหายไปดั่งหมอกควัน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนหยิ่งทระนงผู้หนึ่ง ถูกหานเจวี๋ยเหยียดหยามเช่นนี้ จะไม่มีความรู้สึกเลยได้หรือ
แต่ทันทีที่เห็นจางเจี่ยว ในใจเขาก็เหลือเพียงความขมขื่นเท่านั้น
หานเจวี๋ยมีคุณสมบัติที่จะถากถางเขาจริงๆ!
ระหว่างทางกลับ หลี่เสวียนเอ้ามารอรับหลี่เต้าคง สอบถามว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
หลี่เต้าคงก็ไม่ปิดบัง พอเล่าจบก็ถอนหายใจเดินจากไป เตรียมทุ่มเทฝึกบำเพ็ญ
หลี่เสวียนเอ้าตะลึงอยู่ที่เดิม ตาค้างอ้าปากหวอ
“สือตู๋เต้า นั่นคือตัวตนที่เกือบจะแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าระดับอริยะเชียวนะ ทำไมถูกพวกท่านพูดถึงเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนเล่า คนหนึ่งกล้าพูด อีกคนหนึ่งก็ยังกล้าเชื่ออีกหรือ”
หลี่เสวียนเอ้าพึมพำกับตัวเอง ไม่เข้าใจเลยสักนิด
….
ข่าวที่สือตู๋เต้ากลับมาจากเขตเซียนร้อยคีรีอย่างไม่เป็นท่าแพร่ไปทั่วแดนเซียนอย่างรวดเร็ว
หลายปีมานี้ สือตู๋เต้าท้ารบไปทั่วทิศ สำนักดวงชะตามากมายล้วนเคยถูกเขาหาเรื่อง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพลาดท่า
ละแวกเขตเซียนร้อยคีรีมีสิ่งชีวิตอยู่ไม่น้อยเลย ซ้ำยังมีผู้บำเพ็ญแวะเวียนผ่านมาเป็นครั้งคราวด้วย บังเอิญพบเห็นศึกนี้เข้า ต่างก็ถอนหายใจด้วยความตื่นตะลึง
ภายในชั่วขณะนั้น ชื่อเสียงของเขตเซียนร้อยคีรีถูกกล่าวขวัญไปทั่วอีกครั้ง
ยิ่งลึกลับเท่าไร ก็ยิ่งง่ายต่อการถูกสิ่งชีวิตเพิ่มเสริมเติมแต่ง
สามร้อยปีต่อมา เขตเซียนร้อยคีรีกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสรรพสิ่งเล่าขานกันอย่างปากต่อปาก
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม
ภายในตำหนักหลังหนึ่งของเผ่าสวรรค์ จี้เซียนเสินรวมตัวกับฟางเหลียง
“จุ๊ๆ ช่วงนี้สำนักซ่อนเร้นของอาจารย์ปู่เจ้าเลื่องชื่อขึ้นมาอีกแล้วนะ” จี้เซียนเสินเอ่ยยิ้มๆ
ฟางเหลียงยิ้มบางๆ กล่าวว่า “พอสมควรเท่านั้น อาจารย์ปู่ไม่คาดหวังให้เป็นเช่นนี้แน่”
ไปเสแสร้งกับบิดาเจ้าเถอะ!
ตอนนี้ข้าเป็นอาจารย์อาของเจ้าด้วยซ้ำ!
จี้เซียนเสินผยองอยู่ในใจ เขาไม่ได้แพร่งพรายเรื่องที่ฝากตัวเข้าสำนักซ่อนเร้นแล้วออกไป แม้แต่ฟางเหลียงก็ไม่ทราบ
สำนักซ่อนเร้นคือที่พึ่งสุดท้ายของเขา ถ้าไม่ถึงคราวคับขันจะไม่เปิดเผยออกมา
แม้ฟางเหลียงจะมาจากสำนักซ่อนเร้น แต่ไม่ได้กลับไปเยือนสำนักซ่อนเร้นนานมากแล้ว เขาอาจจะไม่คิดว่าตนเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นแล้วก็เป็นได้
จี้เซียนเสินถามขึ้น “วังสวรรค์ใคร่ครวญว่าอย่างไรเล่า”
ฟางเหลียงตอบ “เราไม่มีความเห็นอื่น ยามนี้วังสวรรค์ตกอับ อริยะไม่เหลียวแลมานานแล้ว เพียงแต่คิดจะสยบเผ่ามังกร อาศัยเพียงเรากับเจ้า เกรงว่าจะไม่พอ เผ่ามังกรปรากฏบรรพชนทรงพลังท่านหนึ่ง อาศัยโชคชะตามหาเคราะห์สำเร็จเป็นครึ่งอริยะ พลังแก่กล้าอย่างยิ่ง”
เมื่อเอ่ยถึงผู้ทรงพลังเผ่ามังกรท่านนั้น ฟางเหลียงพลันเผยสีหน้าตึงเครียด
จี้เซียนเสินเอ่ยเรียบๆ ว่า “ไม่เป็นไร ข้าก็เป็นครึ่งอริยะแล้วเช่นกัน ข้าจะจัดการเขา ส่วนเผ่ามังกรก็ยกให้ทางวังสวรรค์ อำนาจในมือข้ามีน้อยเกินไป ครั้งนี้ไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างกระโตกกระตากได้”
ครึ่งอริยะ?
ฟางเหลียงพินิจดูจี้เซียนเสิน พลันสัมผัสได้ว่าจี้เซียนเสินมีบางอย่างแปลกไป
เขาถามด้วยความระมัดระวัง “เป็นเพราะขาท่อนนั้นหรือ”
จี้เซียนเสินเคยเล่าวิธีที่อริยะถ่ายทอดให้ ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือ แต่ไม่คิดเลยว่าจี้เซียนเสินจะทำสำเร็จจริงๆ
จี้เซียนเสินเอ่ยว่า “เอาล่ะ อย่าคุยเรื่องพวกนี้เลย มาคุยกันต่อดีกว่าว่าจะโจมตีเผ่ามังกรอย่างไร เผ่ามังกรซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลบูรพาของแดนเซียน ผนึกและค่ายกลนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะค่ายกลมังกรสี่สมุทร สามารถเรียกวิญญาณมังกรบรรพกาลได้ พวกเราจะต้อง…”
ทั้งสองเริ่มหารือรายละเอียดในการต่อสู้กับเผ่ามังกร
….
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไปแทนที่ด้วยฤดูใบไม้ร่วง ผ่านพ้นไปอีกสามร้อยปี
อายุของหานเจวี๋ยเข้าใกล้สี่หมื่นปีเข้าไปเรื่อยๆ
ช่วงนี้แดนเซียนครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเวลาที่ผันผ่านไปอย่างรวดเร็วเริ่มชะลอตัวลง
หานเจวี๋ยตรวจสอบจดหมายทุกสิบปี ก็เหมือนการท่องอินเทอร์เน็ต เพิ่มความสำราญให้ช่วงเวลาฝึกบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่าย
ในวันนี้
อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดอกไม้ใบหญ้าบนเขาสูงเหี่ยวเฉาลงในระดับความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า จากนั้นก็สลายเป็นเถ้า
หานเจวี๋ยสัมผัสถึงบางสิ่งได้ เงยหน้ามองขึ้นไป ห้วงอวกาศเหนือชั้นฟ้าที่สิบปรากฏพระอาทิตย์ดวงใหญ่มหึมาขึ้นดวงหนึ่ง
ตะวันจันทราคงอยู่ ณ ชั้นฟ้าที่สิบ มิใช่ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามคือความโกลาหล จุดสูงสุดแห่งมรรคาสวรรค์
พระอาทิตย์มิใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่พระอาทิตย์ดวงนี้ทรงพลังลุกโชน ซ้ำยังทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ มีทีท่าคล้ายจะแผดเผาแดนเซียนให้มอดไหม้
หานเจวี๋ยมองเห็นอีกาทองสามขาใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งขดตัวอยู่ภายในดวงตะวัน หากตัวมันอยู่ในแดนเซียนต้องกลายเป็นสัตว์ร้ายที่น่าหวาดหวั่นอันดับต้นๆ แน่นอน
เซียนทองต้าหลัว!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว เผ่าเทพอีกาทองจะอุบัติขึ้นบนโลกอีกครั้งหรือ
น่าสนใจ!
ดูเหมือนต่อให้มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ ตัวละครบางส่วนก็ยังคงปรากฏขึ้นอยู่ดี
เป็นการจัดแจงของโชคชะตาหรือ
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่นาน หานเจวี๋ยก็มองเห็นเผ่าสวรรค์ลงมือแล้ว ผนึกพระอาทิตย์ดวงนั้นไว้ ส่วนสรรพสิ่งในแดนเซียน ล้วนแต่นึกว่าเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง
หลายวันต่อมา เจียงอี้มาหาหานเจวี๋ย
“เจ้าสำนัก เผ่าเทพอีกาทองกำลังเรียกหาข้า”
“เจ้าบรรลุระดับครึ่งอริยะแล้วหรือ”
“ยัง แต่เผ่าเทพอีกาทองกำลังประสบอันตราย…”
“เจ้าบรรลุระดับครึ่งอริยะแล้วหรือ”
“เจ้าสำนัก คงมิใช่ว่า…”
“เจ้าบรรลุระดับครึ่งอริยะแล้วหรือ”
เจียงอี้แทบทรุดแล้ว ต่อให้คุณสมบัติเขายอดเยี่ยมแค่ไหน หากต้องการบรรลุระดับครึ่งอริยะก็ต้องใช้เวลาอีกนานโข!
ทั่วทั้งสำนักซ่อนเร้นนอกจากหานเจวี๋ยและหลี่เต้าคง ยังมีผู้ใดสามารถบรรลุครึ่งอริยะได้อีก
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “กลับไปฝึกบำเพ็ญเถอะ ต่อให้เจ้าคิดหนี ก็อย่าหมายจะหนีออกไปได้ เชื่อข้า เผ่าเทพอีกาทองไม่มีทางเกิดเรื่อง หรือต่อให้เกิดเรื่อง เจ้าก็สามารถก่อตั้งเผ่าเทพอีกาทองขึ้นใหม่ได้ เจ้าจะกลัวอะไร”
เจียงอี้พูดไม่ออกเลย
สุดท้าย เขาไม่สามารถโน้มน้าวหานเจวี๋ยได้ ได้แต่จากไปด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
ในเมื่อหานเจวี๋ยตั้งกฎไว้แล้ว จะทำลายลงง่ายๆ ไม่ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเช่นในมหาเคราะห์ครั้งก่อน
เขาพบว่าบรรดาศิษย์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้อำนาจเข้าสยบ มิเช่นนั้นมักจะมีคนที่ควบคุมจิตใจตนไม่อยู่เสมอ
เวลาดำเนินต่อไป
หลายสิบปีต่อมา
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบสี่หมื่นปีแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที แย่งชิงดวงชะตามรรคาสวรรค์ ครอบครองแดนเซียน จะได้รับโอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่ฝักใฝ่เรื่องทางโลก รักษาปณิธานเดิม จะได้รับโอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
ยกระดับอาณาเขตเต๋า!
หานเจวี๋ยอารมณ์เบิกบาน ระบบไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ
เขาเลือกตัวเลือกที่สองทันทีโน!วลกูดoทคอม
ตอนนี้หินวิญญาณมรรคาสวรรค์มีประโยชน์ไม่มาก และเขาไม่สามารถสาปแช่งอริยะให้ตายไปตรงๆ ได้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจมัน
[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับโอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[เริ่มยกระดับอาณาเขตเต๋า]
[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษ…วิถีอัญเชิญเทพ]
[วิถีอัญเชิญเทพ: เป็นรูปแบบสูงสุดของวิชาอัญเชิญเทพ เจ้าวิถีแห่งวิชาวิถีอัญเชิญเทพสามารถบังคับเรียกตัวผู้ติดตามทั้งหมดที่ครอบครองวิชาอัญเชิญเทพอย่างมิอาจปฏิเสธได้]
หานเจวี๋ยมองข้อความแต่ละแถวที่อยู่ตรงหน้า อารมณ์เบิกบานยิ่งกว่าเดิม
วิถีอัญเชิญเทพใช้ได้เลย ทักษะเรียกรวมกลุ่ม แถมยังเป็นแบบบังคับด้วย
มีประโยชน์มากนัก เมื่อเผชิญศัตรู ก็สามารถย้ายหนียกบ้านได้
ชิ้นส่วนมหามรรคเขารวบรวมได้เจ็ดชิ้นแล้ว ขาดแค่สองชิ้นก็สามารถตระหนักมหามรรคต่อได้
เมื่อตบะของเขาแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ โอกาสเลือกของระบบก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน แต่ตอนนี้ทันทีที่ปราฏขึ้น จะต้องมีของดีอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยเริ่มสืบทอดพลังวิเศษวิถีอัญเชิญเทพ
การยกระดับอาณาเขตเต๋าต้องใช้เวลา
ผ่านไปห้าสิบปีเต็ม ถึงได้ยกระดับเสร็จสิ้น
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับอริยะมหามรรค ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้น]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นสิบเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากตัวตนที่เหนือกว่ามหามรรคขึ้นไปได้]
ระดับอริยะมหามรรค!
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง
แต่ตัวตนที่เหนือกว่ามหามรรค นั่นหมายถึงระดับไหนกัน
‘ข้าอยากรู้ว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงอยู่ระดับใดกัน’ หานเจวี๋ยถามในใจเงียบๆ
เขาสังหรณ์มาตลอดว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมิใช่แค่อริยะมหามรรค
เจ้าแม่หนี่ว์วาบรรลุถึงระดับอริยะมหามรรคได้ ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงก็น่าจะแข็งแกร่งกว่านั้น
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนหกหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[อริยะมหามรรค]
หานเจวี๋ยอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ดูเหมือนตนจะประเมินปรมาจารย์ลัญจกรสรวงไว้สูงไป
กล่าวก็คือ ตอนนี้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงก็โจมตีอาณาเขตเต๋าไม่ได้แล้วสินะ
หานเจวี๋ยสุดแสนปรีดา
ต่อจากนี้ ไม่มีผู้ใดในแดนเซียนสามารถสังหารเขาได้ นอกจากเขาจะวิ่งออกไปรนหาที่ตายเอง!
เยี่ยม!
นี่สิการบำเพ็ญ
หานเจวี๋ยอารมณ์เบิกบาน ดังนั้นจึงใช้แบบจำลองการทดสอบ ท้าสู้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
ในเวลาเดียวกัน ศิษย์ทั้งหมดในสำนักซ่อนเร้นล้วนสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในอาณาเขตเต๋าเริ่มเพิ่มขึ้น เสียงโห่ร้องยินดีแว่วดังจากทั่วทุกมุมในเขตเซียนร้อยคีรี
“เจ้าสำนักสำแดงพลังวิเศษอีกแล้ว!”
“พลังวิญญาณยังเพิ่มขึ้นได้อีกหรือ”
“เช่นนี้แปลว่าเจ้าสำนักแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ได้อยู่ในสำนักซ่อนเร้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แค่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญไปก็พอ”
“เจ้าสำนักต่างหากที่เป็นอริยะตัวจริง ข้าได้ยินสิ่งมีชีวิตนอกเขตเซียนร้อยคีรีกล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญในสังกัดของอริยะรายอื่น ยังต้องออกไปทำภารกิจเป็นครั้งคราวด้วย ไม่มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ฝึกบำเพ็ญอย่างปลอดโปร่งเช่นสำนักซ่อนเร้น”
“ตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี วันหน้าจะได้แทนคุณเจ้าสำนัก”
“เจ้าสำนักกล่าวไว้แล้ว ต้องบรรลุครึ่งอริยะถึงจะออกไปได้ ข้าเกรงว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้แทนคุณเสียแล้ว”
….
ณ มุมหนึ่งของเขตเซียนร้อยคีรี
หานตั้วเทียน วานรแขนยักษ์ สามเซียนยอดลำนำจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน
เซียนหน้าเหยี่ยวเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “พลังวิเศษของสำนักซ่อนเร้นช่างเหนือจินตนาการโดยแท้ หากพวกเราสามารถกลายเป็นศิษย์สืบทอดได้ จะดีแค่ไหนกัน”
หานตั้วเทียนชูจอกสุรา เอ่ยยิ้มๆ “อยากกลายเป็นศิษย์สายในหรือ นอกจากพรสวรรค์แล้ว พวกเจ้ายังต้องมีคุณงามความดีอีกด้วย”
เซียนหัวงูถามด้วยความแปลกใจ “จะสร้างผลงานได้อย่างไร ในเมื่ออกไปไหนไม่ได้”
หานตั้วเทียนยิ้มอย่างมีเลศนัย “ขอแค่พวกเจ้าเตรียมตัวไว้ให้ดี ในอนาคตข้าจำเป็นต้องมีพวกเจ้า อีกไม่กี่ปีข้าจะไปแจ้งอาจารย์ปู่เทียด”
เจ็ดปีต่อมา หานตั้วเทียนมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่อยากพบ แต่หานตั้วเทียนบอกว่ามีเรื่องใหญ่
หลังจากเข้ามาในอารามเต๋า หานตั้วเทียนก็คุกเข่าคารวะ
หานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
หานตั้วเทียนเงยหน้าขึ้นพลางกล่าวว่า “อาจารย์ปู่เทียดขอรับ ระยะนี้ช่วงที่ข้าคอยดูแลของล้ำค่าฟ้าดินใต้ต้นฝูซัง ต้นฝูซังบอกข้าว่ามันเชื่อมต่อกับโลกมิติอื่นได้หลายร้อยมิติ มีแม้กระทั่งโลกที่ยังไร้มรรคาสวรรค์ควบคุม ข้ารู้สึกว่าสำนักซ่อนเร้นสามารถไปพัฒนาล่วงหน้าได้”
“มีสิ่งมีชีวิตมากมายในสำนักซ่อนเร้นที่คุณสมบัติบรรลุถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่อาจก้าวหน้าในเส้นทางบำเพ็ญได้อีก ให้พวกเขาอยู่ที่สำนักซ่อนเร้นไปก็ไม่มีประโยชน์”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ภายใต้แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทรา หานตั้วเทียนมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
หานเจวี๋ยคิดจะกล่าวแย้งตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อคำพูดจ่อมาถึงปากก็ต้องหยุดไป
ต้องกล่าวเลยว่า วาจาของหานตั้วเทียนนั้นมีเหตุผลจริงๆ
แม้จะมีหานเจวี๋ยคอยแสดงธรรม มีอาณาเขตเต๋าคอยเสริมส่ง ก็ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนสามารถฝึกบำเพ็ญไปเรื่อยๆ อย่างไร้ขีดจำกัดได้ สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติดาษดื่นอย่างมากก็บำเพ็ญได้ถึงระดับจักรพรรดิเซียนเท่านั้น
กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว จักรพรรดิเซียนเคยเป็นระดับที่หานเจวี๋ยเอื้อมไม่ถึง
ในเมื่อเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำตามที่หานตั้วเทียนว่าก็นับว่ามีประโยชน์
ภายในขอบเขตมรรคาสวรรค์ ไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่นอกขอบเขตมรรคาสวรรค์ยังสามารถทำได้ อย่างน้อยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก ก็ถือเป็นเรื่องดีเสมอ
หากว่าศิษย์เหล่านี้พบพานศัตรูแข็งแกร่งที่แม้แต่หานเจวี๋ยก็มีกำลังไม่พอ จะไม่ช่วยก็ได้
หานเจวี๋ยถาม “เจ้าก็ไม่ก้าวหน้าในการบำเพ็ญเช่นกันหรือ”
หานตั้วเทียนรีบเอ่ย “ข้าทำได้ขอรับ ข้ามิได้จะไปด้วยตัวเอง ข้าเพียงอยากเสนอความเห็นประการหนึ่ง มีศิษย์มากมายที่อยากสร้างคุณูปการต่อสำนักซ่อนเร้น แต่ไม่มีโอกาส ยกตัวอย่างเช่นวานรแขนยักษ์ที่เพิ่งกลับมาไม่นานนี้”
วานรแขนยักษ์ออกไปหาประสบการณ์อยู่หลายปี หลังจากถ่ายทอดพลังวิเศษของตนให้เผ่าพันธุ์วานรแขนยักษ์ก็กลับมาที่สำนักซ่อนเร้น
ส่วนภารกิจลับที่หานเจวี๋ยมอบหมายให้เขา เขาไม่ได้พบหานทั่ว จึงต้องยอมแพ้ไป
เหตุผลที่กลับมา สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาแพ้การต่อสู้อย่างน่าอนาถ พ่ายแพ้ให้แก่ผู้บำเพ็ญพุทธแห่งสำนักพุทธ ดังนั้นจึงอยากกลับมาฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าไปสรุปยอดมาก่อน หลังจากการแสดงธรรมครั้งต่อไปจบลง ค่อยจัดการ”
หานตั้วเทียนได้ฟังก็ปรีดา รีบพยักหน้ารับ
หานตั้วเทียนไม่ได้รบกวนเขาต่ออีก จากไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อ
ขยายอิทธิพลนอกขอบเขตมรรคาสวรรค์ สำหรับหานเจวี๋ย มิได้จำเป็นเลย แต่จะมีก็ได้
….
ห้าสิบปีต่อมา
เมื่อว่างจากฝึกฝนหานเจวี๋ยจึงตรวจดูจดหมาย ตอนนี้พออ่านจดหมาย เขารู้สึกเหมือนเปิดกล่องสุ่ม
ไม่ทราบเลยว่าสหายคนไหนจะเคราะห์ร้ายเกิดเรื่องขึ้น
เสพสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นอยู่ตลอด
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x123021
[ฉิวซีไหลสหายของท่านหลอมรวมกับพลังแห่งมรรคาสวรรค์ เผชิญกับการสะท้อนลับ มรรคจิตได้รับความเสียหาย]
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x763
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านก่อตั้งวังสวรรค์หวนปัจฉิม ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหานทั่วบุตรชายของท่าน]
….
จี้เซียนเสินมิใช่ครึ่งอริยะหรอกหรือ
ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้อีกหรือ
ไม่ได้เรื่องอยู่บ้าง!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เพิ่งอ่านจดหมายก็รู้สึกโมโหเสียแล้ว
แต่เมื่อเห็นฉิวซีไหลหลอมรวมกับพลังแห่งมรรคาสวรรค์ไม่สำเร็จ เขาก็มีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งที่น่ากลัวคือสหายร่วมกลุ่มทำตัวเป็นหมูอยู่ตลอด แต่ศัตรูกลับห้าวหาญเสมอมา
เมื่อไล่อ่านลงไป เป็นข่าวสำคัญยิ่งนัก
จักรพรรดิสวรรค์ก่อตั้งวังสวรรค์ กลับมาทำงานเดิมอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเป็นห่วงจักรพรรดิสวรรค์ยิ่งนัก ได้แต่ภาวนาให้แดนเทพหวนปัจฉิมมีหานเจวี๋ยอีกสักคนที่คอยขจัดขวากหนามให้จักรพรรดิสวรรค์
ยามที่หานเจวี๋ยพบว่าหานทั่วโจมตีหานมิ่ง ก็มีความรู้สึกพิลึกพิลั่น
ระยะนี้ละเลยหานทั่วไปบ้างจริงๆ สองคนนี้เดินทางด้วยกัน คงไม่เกิดเรื่องกระมัง
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย
ไม่น่าเชื่อเลยว่าหานทั่วยังอยู่กับหานมิ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองคล้ายดียิ่งนักด้วย กำลังผจญภัยอยู่ในแดนต้องห้ามแห่งหนึ่ง
ตบะของทั้งสองอ่อนด้อยเกินไป รอบกายพวกเขา มีจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏรายหนึ่งแอบจับจ้องพวกเขาอยู่ในมุมมืด มีจุดประสงค์ร้าย
‘เอ๋ เจ้าลูกคนนี้ไม่น่าเชื่อว่าควบคุมร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลได้แล้วหรือ’
หานเจวี๋ยตะลึงอยู่บ้าง пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
ไม่คิดเลยว่าร่างจำลองเสรีสุญญตาจะถ่ายทอดไปตามสายเลือดของเขาด้วย ถึงแม้ในส่วนลึกของวิญญาณหานทั่วจะมีร่างจำลองเทพมารเพียงตนเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว
เด็กคนนี้ก็นับว่าครอบครองคุณสมบัติพิฆาตศัตรูต่างระดับอยู่เช่นกัน
อืม
นิ้วทองคำ!
หานเจวี๋ยนับว่าพอใจกับพัฒนาการของหานทั่วในตอนนี้ แต่ภายในสถานการณ์ที่ไม่มีข้อบังคับทางสายเลือดและไม่มีที่พึ่งคอยช่วยเหลือ บำเพ็ญมาถึงขั้นนี้ได้ ไม่เลวยิ่งนักแล้ว
‘รอจนเด็กคนนี้สิ้นอายุขัยแล้ว ค่อยรับกลับมาฝึกบำเพ็ญที่สำนักซ่อนเร้น’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ส่วนหานมิ่ง เมื่อเทียบกับหานทั่วแล้ว ธรรมดาเหลือเกิน ชาตินี้ทั้งชาติคงพอจะฝืนบรรลุถึงระดับเทพเท่านั้น
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
แจ้งเตือนแถวหนึ่งเด้งขึ้นมากะทันหัน ขัดจังหวะความคิดหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยมองข้ามไปเลย
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
….
หลี่มู่อีเริ่มรัวคำขอเข้าฝันมาอย่างบ้าคลั่ง
หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง หลี่มู่อีไม่คล้ายจะเป็นคนมีนิสัยใจร้อนเช่นนี้
หรือจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
‘หากข้าตอบรับคำขอเข้าฝันของหลี่มู่อี จะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยผ่อนคลายลงทันที ยอมรับการเข้าฝันของหลี่มู่อี
เขาอยากเห็นว่าไอ้เฒ่าคนนี้จะพูดอะไร
แดนความฝันเริ่มต้นขึ้น
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น พบว่าตนอยู่ในศาลาเล็กหลังหนึ่ง ด้านนอกมีภูเขาพาดสลับเป็นทิวแถว เขาเขียวธารใส ทำให้จิตใจคนแจ่มใส
หลี่มู่อีนั่งตรงข้ามหานเจวี๋ย บนโต๊ะศิลาที่คั่นอยู่ระหว่างทั้งสองวางกระดานหมากไว้
หลี่มู่อีสีหน้าไร้อารมณ์ ถามขึ้น “เล่นเป็นใช่หรือไม่”
หานเจวี๋ยเหลือบมองแวบหนึ่ง หมากขาวดำสองสี เอ่ยไปว่า “เจ้าคิดจะดวลหมากห้าแต้มกับข้าหรือ”
“หมากห้าแต้มเป็นอย่างไร”
“ก็คือดูว่าผู้ใดจะเดินหมากเชื่อมเป็นเส้นตรงได้ก่อน”
“เกมเด็กเล่น ไร้วิถี ช่างเถิด พวกเราเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
หลี่มู่อีส่ายหน้า โบกมือขวาคราหนึ่ง กระดานหมากหายไป
หานเจวี๋ยด่าในใจ บังอาจดูหมิ่นข้า!
แต่แบบนี้ก็ดี ถึงหานเจวี๋ยจะเล่นหมากล้อมเป็น แต่ทักษะเดินหมากธรรมดาทั่วไป คาดว่าคงสู้หลี่มู่อีไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องให้ตัวเองเสียเปรียบ
หลี่มู่อีกล่าวว่า “เจ้ามิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ แต่พิสูจน์มรรคด้วยพลังตน ดูเหมือนเจ้าจะขัดต่อมรรคาสวรรค์ยิ่งนักหากเจ้าต้องการก้าวข้ามไปอีกขั้น จำเป็นต้องสร้างมรรคาสวรรค์ของตนขึ้น ข้าก่อมรรคาสวรรค์เล็กๆ ขึ้นมาแล้ว เทียบกับแดนเซียนในยามนี้ ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย แต่พื้นฐานดวงชะตาไม่เพียงพอ ข้าอยากเชิญเจ้ามาสร้างมรรคาสวรรค์วิถีใหม่”
หานเจวี๋ยถาม “หมายความว่าอย่างไร ให้ข้าร่วมสร้างมรรคาสวรรค์กับเจ้าหรือ”
หลี่มู่อีส่ายหน้า ตอบว่า “ข้าให้เจ้าสร้างมรรคาสวรรค์ของเจ้าเอง เพียงก่อขึ้นใกล้ๆ มรรคาสวรรค์แห่งข้าเท่านั้น วันหน้าจะได้ต้านรับมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ไปด้วยกัน ช่วงหลายหมื่นปีมานี้ มีตัวตนลึกลับควบคุมสิ่งอัปมงคลในแดนต้องห้ามอันธการ เกรงว่านี่จะเป็นเค้าลางแห่งมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
หลี่มู่อีคิดจะทำอะไร
ก่อนหน้านี้ยังวางแผนเล่นงานเขาอยู่เลย ตอนนี้มาชักจูงเขาเข้าพวกหรือ
ร้อนรนขนาดนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไปพิจารณาดู” หานเจวี๋ยเปิดปากเอ่ย
หลี่มู่อีถอนหายใจ กล่าวว่า “ยังมีอีกเรื่อง ข้าอยากรบกวนเจ้า ระยะนี้มรรคาสวรรค์ของข้าถูกเพ่งเล็ง อีกฝ่ายคืออริยะเสรี เดินบนเส้นทางอาศัยพลังพิสูจน์มรรคเช่นกัน ข้ามิใช่คู่ต่อสู้ของเขา อริยะมรรคาสวรรค์รายอื่นหากออกจากมรรคาสวรรค์ ตบะจะเทียบเท่าครึ่งอริยะ ข้าได้แต่มาขอพึ่งเจ้าแล้ว”
ข้ามีนามว่าหานทั่ว ถือกำเนิด ณ เมืองป้องบูรพาเขตชายแดนเผ่ามนุษย์
บิดานามว่าหานเจวี๋ย เป็นคหบดีผู้หนึ่ง มั่งคั่งร่ำรวย แต่ข้าไม่รู้ว่ารายได้ของเขามาจากที่ใด
มารดานามว่าชิงหลวนเอ๋อร์ ดูเหมือนจะบอบบาง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ตั้งแต่เล็กข้าถูกวินิจฉัยว่าไม่มีคุณสมบัติรากวิญญาณ ไม่อาจฝึกบำเพ็ญได้ โชคดีที่ท่านแม่ถ่ายทอดวิชาหลอมกายาให้ข้า ทำให้ข้ามีคุณสมบัติที่จะผงาดขึ้นมา
ยามเยาว์วัยเคยมีประสบการณ์ถูกสัตว์ร้ายล้อมโจมตี ทำให้ข้ากระหายในพลังมากยิ่งขึ้น
หลังเติบใหญ่ ด้วยคำชี้แนะจากท่านพ่อ ข้าตัดสินใจออกจากเมืองป้องบูรพา มุ่งแสวงหามรรค
….
ฟ้าไกลปฐพีกว้าง ขุนเขาเรียงสลับ เสมือนมังกรหมอบเรียงรายบนพื้นดิน
หานทั่วในชุดสีดำมุ่งหน้าไปพร้อมฝึกฝนกระบวนท่าไปด้วย หมัดมือพลิกสลับ เกิดกระแสลมรุนแรง
‘วิชาหลอมกายาชุดนี้ของท่านแม่แข็งแกร่งจริงๆ กระตุ้นเปิดศักยภาพแฝงของข้า พละกำลังกายของข้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งสัตว์ร้ายบรรพกาล’
มุมปากหานทั่วยกโค้งขึ้น คิดอย่างร่าเริง
ก่อนหน้านี้เขาได้พบผู้อาวุโสท่านหนึ่ง อีกฝ่ายเคยบอกไว้ว่ามหามรรคสามพันวิถี มิใช่เพียงฝึกบำเพ็ญวิชาเวท ยังมีหลอมกายาด้วย ผู้ทรงพลังอันดับต้นๆ ในโลกก็มีผู้อาวุโสที่มีร่างกายแกร่งกล้าทรงพลังอยู่
เขาต้องการกลายเป็นตัวตนเช่นนั้น!
หานทั่วคิดพลางเดินมุ่งหน้าต่อไป
ในเวลานี้เอง
จู่ๆ เขามองเห็นเมฆาแดงสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากซอกเขาด้านหน้า น่าตื่นตาอย่างยิ่ง
เขาเลิกคิ้วแวบหนึ่ง นึกสนใจขึ้นมา มุ่งเข้าไปหาทันที
ผ่านไปไม่นาน เขามาถึงด้านหลังภูเขา ยืดหัวมองอย่างระมัดระวัง มองเห็นว่าใต้เมฆาแดงคือหุบเขาแห่งหนึ่ง สัตว์ร้ายสีแดงฉานขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังต่อสู้กับสตรีนางหนึ่งอยู่
สัตว์ร้ายสีแดงตัวนี้ไม่มีขนยาว ร่างกายเรียบลื่นเสมือนเปลือกหุ้ม มีหกขา โครงร่างเหมือนแมงมุมทว่าครึ่งท่อนบนคล้ายมนุษย์ ใบหน้าดุร้าย สองมือปล่อยหมอกพิษออกมาไม่หยุด
คู่ต่อสู้คือสตรีชุดเหลืองนางหนึ่ง รูปโฉมนางงดงามอ่อนวัย เดินเหินดุจโบยบิน สองมือสำแดงวิชาเวทอย่างต่อเนื่อง กระบี่บินเจ็ดเล่มดุจมีสติปัญญา ล้อมโจมตีสัตว์ร้ายสีแดง
‘ร้ายกาจนัก!’
หานทั่วแววตาเป็นประกาย เฝ้าชมด้วยความหลงใหล
ผู้บำเพ็ญเซียนที่เขาเคยพบมีน้อยเหลือเกิน เพิ่งเคยเห็นวิชาเวทที่ควบคุมกระบี่อย่างงดงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก
นี่สินะผู้บำเพ็ญเซียน!
หานทั่วรับชมอยู่เงียบๆ
สัตว์ร้ายสีแดงมิใช่คู่ต่อสู้ของสตรีชุดเหลืองอย่างสิ้นเชิง ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็พลาดท่าพ่ายแพ้ หกขาถูกตัดขาด ร่างกายมหึมาล้มกองอยู่บนพื้น
หานทั่วกำลังจะจากไป
ฟิ้ว!
กระบี่บินเล่มหนึ่งพลันพุ่งเข้ามา เฉียดผ่านใบหูหานทั่วไป เกือบทำร้ายเขา
หานทั่วเบิกตากว้าง รีบตะโกน “แม่นาง! อย่าวุ่นวายเลย! ข้ามิมีเจตนาร้าย!”
เสียงของสตรีชุดเหลืองแว่วมา “หึ ข้ารู้ แต่มาแอบมองการต่อสู้ของผู้อื่นอยู่ด้านข้าง เป็นพฤติกรรมที่ไร้มารยาทยิ่ง หากเป็นผู้อื่น เจ้าอาจตายไปแล้ว ”
หานทั่วรู้สึกละอายใจ ลุกขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ขออภัย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
พอพูดจบ เขาก็หันหลังจากไปทันที
พลังของสตรีชุดเหลืองแข็งแกร่งเกินไปทำให้เขาสัมผัสได้ว่าอันตรายอย่างยิ่ง จำเป็นต้องหลีกให้ห่าง
หานทั่ววิ่งหนีสุดกำลัง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาถึงได้หยุดลงริมแม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง หอบหายใจ
‘น่าจะพ้นแล้ว ท่านพ่อเคยบอกไว้ หากพบผู้ที่มีพลังต่างชั้นกับตัวเองเกินไป ต้องพยายามหลีกหนีให้ได้’
หานทั่วคิดเงียบๆ ขณะที่เขากำลังโน้มตัวลงดื่มน้ำ จู่ๆ ก็พบว่าสตรีชุดเหลืองจ้องมองตนด้วยรอยยิ้มอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เขาสะดุ้งรีบถอยหนี
สตรีชุดเหลืองป้องปากกล่าวยิ้มๆ “เจ้าไม่มีคลื่นพลังวิญญาณเลย น่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เจ้าสามารถมาถึงที่นี่ได้ หรือว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกกาย”
หานทั่วเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวง “แม่นาง ข้าขอโทษไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังตามมาอีก”
สตรีชุดเหลืองมองพินิจหานทั่ว พึมพำกับตัวเอง “เลือดลมไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อครู่ฝีเท้าก็ว่องไวยิ่ง”
หานทั่วได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย
หรือว่านี่คือปีศาจที่ท่านพ่อเคยเอ่ยถึง
จำแลงเป็นหญิงงามเพื่อเข้าใกล้เหยื่อ
สตรีชุดเหลืองเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่าได้กังวลไป ข้ากำลังตามหาของล้ำค่าฟ้าดินสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะ เจ้าอยากช่วยข้าหรือไม่ หลังเสร็จงาน ข้าจะแบ่งยาให้เจ้าหนึ่งเม็ด”
ยาอายุวัฒนะหรือ
หานทั่วตาเป็นประกาย ถามขึ้นว่า “จริงหรือ”
“ไร้สาระ!”
“เหตุใดเจ้าถึงไว้ใจข้า”
“ไม่ได้ไว้ใจ แต่ข้ามีเวลาไม่มาก ต้องการผู้ฝึกกายสักคนช่วยดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายให้ข้า เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่มีทางส่งเจ้าไปตาย แค่ช่วยล่อสัตว์ร้ายไปจากข้าก็พอ”
“แค่เม็ดเดียวหรือ”
หานทั่วขมวดคิ้วพลางถาม พอได้ยินเรื่องยาอายุวัฒนะ คนแรกที่เขานึกถึงไม่ใช่เก็บไว้ใช้เอง แต่เป็นบิดามารดา
สตรีชุดเหลืองแค่นเสียง “เมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องดูว่าจะหลอมออกมาได้กี่เม็ด ถึงอย่างไรข้าก็ต้องการเพื่อช่วยชีวิตเม็ดเดียวเท่านั้น ตกลงหรือไม่ ไวหน่อย ข้ารีบอยู่”
หานทั่วพิจารณาสตรีชุดเหลืองอย่างละเอียด รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูไม่เหมือนคนโกหก
“ได้!”
“เช่นนั้นตามข้ามา!”
สตรีชุดเหลืองหันหลังจากไป หานทั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขย่งเท้ากระโดด เหยียบผิวน้ำข้ามฝั่ง ไล่ตามสตรีชุดเหลืองไป
….
เมฆอัสนีกลิ้งตลบ สายฟ้านับไม่ถ้วนเกี่ยวกระหวัดผสานปานอาชาขาว ภายในป่าเขาสัตว์ร้ายรูปร่างคล้ายหมีตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่
ด้านหน้านั้น หานทั่ววิ่งห้ออย่างรวดเร็ว เหลียวมองเป็นระยะๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
“สมควรตาย! สัตว์ร้ายตัวใหญ่ขนาดนี้เพียงพอจะพังเมืองให้ราบด้วยซ้ำ! สตรีนางนั้นหลอกข้า!”
เขาได้แต่กัดฟัน วิ่งหนีสุดชีวิต!
“โฮก….”
เสียงคำรามจากด้านหลังสั่นสะเทือนแก้วหู เพิ่มความน่าหวาดกลัวให้กับราตรีนี้
ตูม!
หานทั่วสัมผัสถึงสายลมกระโชกที่โจมตีเข้ามาพร้อมแรงกดดันมหาศาลยิ่ง เขาเพิ่งเหลียวไปมอง ก็ถูกต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นหนึ่งฟาดปลิวออกไป
โลหิตสาดกระจาย หานทั่วกระแทกเข้ากับผาหินด้านข้างอย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าอวัยวะภายในของตนล้วนพังไปหมดแล้ว
หานทั่วล้มอยู่บนพื้น เพิ่งเงยหน้าขึ้นก็พบว่าสัตว์ร้ายร่างหมีมาถึงตรงหน้าตนแล้ว แสงจันทร์ถูกร่างบึกบึนของมันบดบัง เขาสบเข้ากับดวงตาแดงฉานและดุร้ายคู่นั้นของมัน
สัตว์ร้ายร่างหมีก้มหน้าลงมา คำรามใส่หานทั่ว กระแสลมปนกลิ่นคาวเลือดพัดเข้าใส่จนหานทั่วแทบเป็นลม
ในเวลาเดียวกันนี้
ห่างออกไปหลายสิบลี้
สตรีชุดเหลืองเด็ดบุปผาสีม่วงที่มีใบหน้าเหมือนมนุษย์ดอกหนึ่ง นางหันกลับไปมอง เห็นเงาร่างมหึมาของสัตว์ร้ายตัวนั้นรางๆ นางขมวดคิ้ว
มันไม่ขยับ นี่หมายความว่า…
สตรีชุดเหลืองถอนหายใจ รีบเก็บของล้ำค่าให้ดี จากนั้นเหยียบกระบี่เหาะไปทางฝั่งของหานทั่ว
ต่อให้สิ้นชีพไป นางก็ต้องทำศพให้หานทั่ว
มิเช่นนั้นนางคงรู้สึกละอายใจ
กระบี่เหินกลางอากาศ สตรีชุดเหลืองเข้าใกล้สัตว์ร้ายร่างหมีอย่างรวดเร็ว นางสัมผัสถึงความผิดปกติได้ เหตุใดเดรัจฉานตัวนี้ถึงไม่ขยับเล่า
นางเดินอ้อมร่างใหญ่โตของสัตว์ร้าย ทันใดนั้นนางก็เบิกตากว้าง มือขวายกขึ้นอุดปากตามสัญชาตญาณ
มองเห็นหานทั่วคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างชุ่มไปด้วยเลือด เงาดำน่าหวาดกลัวร่างหนึ่งควบรวมออกมาจากร่างเขา เงาดำนั้นดุจมนุษย์ดั่งมาร ถือหัวหมีไว้ด้วยมือเดียว หัวหมีถูกบีบขยี้จนเละ เลือดสดๆ ไหลรินดั่งตาน้ำพุ
สตรีชุดเหลืองตื่นตระหนก “นั่นคือสิ่งใด”
สายตาของนางมองไปที่ร่างหานทั่ว
เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่
….
นภาครามเมฆาขาว ท่ามกลางขุนเขาโนเวลกูดอทคอม
หานทั่วกระโดดขึ้นไปบนเนินเขาสูงชันอย่างรวดเร็ว ตะขาบหน้าคนตัวหนึ่งที่ดูราวกับแม่น้ำสีดำคดเคี้ยวไล่ตามหลังมา
สตรีชุดเหลืองพลันพุ่งออกมาจากป่าตรงตีนเขา ในมือถือวัตถุสีดำเหนียวหนืดเหมือนโคลนก้อนหนึ่ง
หานทั่วเห็นนางเหาะออกมา ก็ร้องด่า “เจ้าหลอกข้าอีกแล้ว! เจ้าสิ่งนี้เร็วเกินไปแล้ว!”
สตรีชุดเหลืองยิ้มหวานพลางเอ่ย “นี่ก็ถือเป็นประสบการณ์ อย่าตระหนกเลย ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า”
เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่มีความทรงจำอย่างสิ้นเชิงเลยหรือ
ในใจของสตรีชุดเหลืองเต็มไปด้วยความสงสัย
คืนนั้น หานทั่วสังหารสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งยิ่งนัก แต่ตัวเขากลับไม่มีความทรงจำเหลืออยู่ นึกว่าสตรีชุดเหลืองเป็นผู้สังหารสัตว์ร้ายร่างหมี
ประวัติความเป็นมาของเจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา!
สตรีชุดเหลืองเหยียบกระบี่เหาะตามไปหาหานทั่ว ดึงตัวเขาขึ้นมาซ้อนด้านหลัง ทั้งสองเหยียบกระบี่เหาะออกไปไกล ทิ้งห่างจากตะขาบหน้าคนอย่างรวดเร็ว
หานทั่วเกาะเอวสตรีชุดเหลือง หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่
ตั้งแต่เล็กจนโต เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใกล้ชิดกับสตรีถึงเพียงนี้
‘หรือนี่จะเป็นบุพเพที่ท่านแม่เคยบอก’
หานทั่วคิดเงียบๆ มุมปากยกโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ต่อจากนั้นหลายปี หานทั่วติดตามสตรีชุดเหลืองท่องไปทั่วสารทิศ ร่วมเป็นร่วมตายกันอยู่หลายครั้ง
เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าวัตถุดิบปรุงยาอายุวัฒนะช่างหายากจริงๆ
….
ม่านรัตติกาลปกคลุม
หานทั่วและสตรีชุดเหลืองนั่งใต้ต้นไม้ แสงสว่างจากกองไฟส่องกระทบใบหน้าคนทั้งสอง บรรยากาศอบอุ่นนัก
“พรุ่งนี้จะเป็นวัตถุดิบสุดท้ายแล้ว เจ้าหลอมโอสถเองหรือ” หานทั่วถาม
สตรีชุดเหลืองลืมตาขึ้น ส่ายหน้าพลางกล่าว “ข้าพบเซียนท่านหนึ่ง มาจากนิกายเจี๋ย เขาจะช่วยหลอมโอสถให้ข้า”
หานทั่วถามด้วยความอยากรู้ “นิกายเจี๋ยคืออะไร”
สตรีชุดเหลืองกลอกตาใส่เขาคราหนึ่ง เอ่ยด้วยความหงุดหงิด “นิกายเจี๋ยเป็นสำนักบำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นโดยอริยะ เพียงสุ่มเลือกศิษย์นิกายเจี๋ยมาสักคน ก็ล้วนแต่มีพลังเพียงพอที่จะทำลายล้างเผ่ามนุษย์ได้ทั้งสิ้น นิกายเจี๋ยคงอยู่มาไม่รู้กี่หมื่นต่อกี่หมื่นปีแล้ว อธิบายเช่นนี้ เจ้าน่าจะเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของนิกายเจี๋ยแล้วกระมัง”
หานทั่วนึกเลื่อมใสขึ้นมา นั่นมิใช่เทพเซียนหรอกหรือ
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
มีประโยคที่หานทั่วอยากจะถาม แต่เมื่อเห็นสตรีชุดเหลืองตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามอีก
วันต่อมา
ทั้งสองทำภารกิจต่อ น่าตระหนกทว่าไม่มีอันตราย สังหารสัตว์ เก็บเกี่ยววัตถุดิบสุดท้ายของยาอายุวัฒนะได้สำเร็จ
สตรีชุดเหลืองดีใจยิ่ง กอดหานทั่วด้วยความตื่นเต้น
หานทั่วที่ใบหน้าเปื้อนเลือดตะลึงงัน รู้สึกไม่คาดฝันอยู่บ้าง สองมือของเขาโอบเอวสตรีชุดเหลืองไว้ตามสัญชาตญาณ
“ไม่เลว ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำได้จริงๆ”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังก้องไปทั่วฟ้าดิน สตรีชุดเหลืองและหานทั่วเงยหน้ามองด้วยความตกใจ
มองเห็นคนผู้หนึ่งที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นในอากาศตั้งแต่เมื่อไร เท้าเหยียบอยู่บนขลุ่ยหยกเลาหนึ่ง ศีรษะสวมกวานหยก เอวห้อยกระบี่
สตรีชุดเหลืองเอ่ยด้วยความปรีดา “ท่านเซียน ข้ารวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดครบแล้ว หลอมยาอายุวัฒนาได้แล้วกระมัง”
นักพรตเต๋าหลุบตามองพวกเขา กล่าวว่า “บนโลกนี้เดิมทีก็ไม่มียาอายุวัฒนะอยู่แล้ว อันที่จริงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนมีอายุขัยยืนยาว แต่เหตุใดเผ่ามนุษย์ถึงแตกต่างเล่า นั่นเป็นเพราะเผ่ามนุษย์ถูกมรรคาสวรรค์ทอดทิ้ง เหตุผลที่ข้าหลอกเจ้า เพียงเพราะสัตว์ร้ายส่วนใหญ่ที่พวกเจ้าจัดการล้วนเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ เลี้ยงไว้ ข้าล่อพวกเขาออกไป ให้พวกเจ้าลงมือ พวกเจ้ามิใช่ศิษย์นิกายเจี๋ย พวกเขาจึงไม่มีทางนึกสงสัยในตัวข้า”
เมื่อหานทั่วได้ฟังก็สังหรณ์ใจว่าผิดปกติแล้ว
สตรีชุดเหลืองก็มิใช่คนโง่ เอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้า…ตอนนี้เจ้าคิดฆ่าปิดปากพวกเรากระมัง”
นักพรตเต๋ายกมือขึ้น ทางฝั่งตะวันออกขุนเขาใหญ่สูงพันจั้งลูกหนึ่งลอยขึ้นมาเสียงดังสะท้านสะเทือน พุ่งสู่นภาสูง เคลื่อนที่มาทางพวกเขาทั้งสอง
หานทั่วและสตรีชุดเหลืองล้วนตกใจจนโง่งมไป นี่มันพลังระดับไหนกัน
เคลื่อนขุนเขาเขย่าสมุทรเช่นนั้นหรือ
หานทั่วไม่เคยพบพานคู่ต่อสู้เช่นนี้มาก่อน ความสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าครอบงำหัวใจเขา เขาสูงพันจั้งบดบังตะวัน นำพาความมืดมัวมาสู่พวกเขา
สตรีชุดเหลืองทรุดนั่งกองกับพื้น ปากพึมพำกับตัวเอง “เพราะเหตุใด…เพราะเหตุใด…”
นักพรตเต๋าไม่พูดไร้สาระอีก โบกมือขวา เขาสูงพันจั้งดิ่งลงมา ดั่งเขาไท่ซานสะกดเหนือเศียร สายลมกระโชกน่าหวาดผวากดทับหานทั่ว สตรีทรุดเหลืองนางกองอยู่บนพื้น พื้นดินรอบข้างพังทลาย
วินาทีนี้
หานทั่วรู้สึกว่ากาลเวลาหยุดนิ่งลง
เขาต้องตายหรือ
แต่ว่า…
เขาไม่ยินยอม!
หานทั่วนึกถึงพ่อแม่ของตน เขาเคยรับปากท่านพ่อท่านแม่ไว้ จะใช้ชีวิตให้ดี แสวงหามรรคเซียน ตอนนี้ต้องมาจบลงตรงนี้ เขาไม่ยินยอมจริงๆ!
ท่ามกลางความมืด จิตรับรู้หานทั่วเลือนราง มองเห็นเงาร่างหนึ่ง เขาอยู่ท่ามกลางแสงเจิดจ้า มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง เขาเปรียบเสมือนเทพเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพยำเกรง
“น่าเสียดายมดปลวกที่มีประโยชน์สองตัว”
ท่ามกลางความเลือนราง หานทั่วได้ยินเสียงพึมพำของนักพรตเต๋า อยู่ไกลออกไปอย่างเห็นได้ชัด
หานทั่วรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันใด สองเนตรแดงฉานในชั่วพริบตา
“ฮึ่ม…”
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวแว่วออกมาจากส่วนลึกในวิญญาณของหานทั่ว สั่นสะเทือนแก้วหู
เขาไม่ใช่มดปลวก!
หานเจวี๋ยเงียบไป
เมื่อฟังหลี่มู่อีจบ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือตาเฒ่าคนนี้เป็นอะไรไป
อาศัยอะไรมาคิดว่าหานเจวี๋ยจะช่วยเขา
หลี่มู่อีคล้ายจะมองความคิดของหานเจวี๋ยออก กล่าวว่า “หากเจ้าช่วยข้า นับจากนี้ไป หากอริยะวางแผนปองร้ายเจ้า ข้าจะยืนหยัดเกื้อหนุนเจ้า และจะแนะนำเจ้าต่ออดีตบรรพชนแห่งนิกายเหริน วันหน้าหากมีโอกาสสามารถไปสดับธรรมได้”
เจ้าแม่หนี่ว์วาก้าวข้ามรรคาสวรรค์ไปได้ ตอนแรกหานเจวี๋ยยังสงสัยอยู่ว่าอริยะในอดีตเหล่านั้นบรรลุระดับที่สูงขึ้นไปแล้ว นิกายเหรินในฐานะสำนักดวงชะตาแห่งแรก รากฐานภูมิหลังย่อมลึกล้ำเกินหยั่งแน่นอน
เพียงแต่เท่านี้ไม่เพียงพอจะทำให้หานเจวี๋ยหวั่นไหวได้
อย่างไรก็เสี่ยงภัยอยู่ดี!
หานเจวี๋ยกล่าวสั้นๆ “ข้าจะพิจารณาดู”
หลี่มู่อีขมวดคิ้ว ตามความเข้าใจที่เขามีต่อเจ้าหนุ่มคนนี้ พิจารณาแปลว่าปฏิเสธ
เขาซักถามต่อ “เจ้าต้องการสิ่งใด พูดมาได้เลย”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “มิใช่ว่าต้องการสิ่งใด ข้าเพิ่งพิสูจน์มรรคได้ไม่นาน จะให้ไปจัดการศัตรูที่แม้แต่เจ้าก็สู้ไม่ได้ ซ้ำข้ายังต้องป้องกันบรรดาศิษย์น้องของเจ้าที่อาจมาโจมตีอาณาเขตเต๋าของข้าได้ทุกเมื่ออีก เป็นการฝืนสร้างความลำบากใจให้ผู้อื่น”
หลี่มู่อีได้ฟังประโยคนี้ก็รู้สึกละอาย
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นเงียบวังเวง
หลี่มู่อีมีคำพูดนับพันอยู่ในใจ ทว่าพูดไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ให้ข้าคิดดูหน่อยเถอะ เรื่องนี้สำคัญมาก หากเปลี่ยนเป็นเจ้า ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบรับทันทีกระมัง”
“ตกลง”
หลี่มู่อีเอ่ยอย่างหมดหนทาง
แดนความฝันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
จิตรับรู้หานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาเริ่มวิวัฒนาการดู ‘ข้าอยากรู้ว่าศัตรูที่หลี่มู่อีพูดถึงคือผู้ใด’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย คนผู้นี้สวมชุดนักพรตเต๋าสีดำ แขนเสื้อกว้างปลิวไสว ผมยาวดั่งม่านน้ำตก มีดวงตาข้างหนึ่งตั้งเป็นแนวดิ่งอยู่กลางหว่างคิ้ว
[จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการ: ไม่ทราบตบะ เทพมารฟ้าบุพกาล]
เทพมารฟ้าบุพกาล!
เชื่อเขาเลย!
หาเรื่องไม่ได้!
ไม่ทราบตบะ แปลว่าอย่างน้อยๆ ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยอาจจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่อีกฝ่ายก็อาจฆ่าเขาได้เช่นกัน
ถ้าไม่สามารถสังหารในเสี้ยววินาทีได้ ก็ห้ามตั้งตัวเป็นศัตรู
หานเจวี๋ยปล่อยเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวก่อน
‘วันหน้าหากส่งเหล่าศิษย์ออกไป ต้องไม่ส่งไปที่โลกพันอนันต์ของหลี่มู่อีเด็ดขาด’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ หากต่อไปหลี่มู่อีมาขอเข้าฝันอีก เขาจะทำเมินไปเสีย
เขาไม่กลัวที่จะล่วงเกินหลี่มู่อี หากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันธการประสบความสำเร็จ มรรควิถีของหลี่มู่อีต้องลดฮวบเป็นแน่ ถึงขั้นที่อาจได้รับความเสียหายอย่างหนัก หรืออาจกลายเป็นอริยะที่อ่อนแอที่สุดไปเลย
อริยะที่พึ่งพาดวงชะตามรรคาสวรรค์เหล่านี้ รากฐานไม่มั่นคงเลย
ไม่ควรค่าให้กริ่งเกรง!
….
วันเวลาผันผ่าน
จู่ๆ มีข่าวหนึ่งแพร่ไปทั่วแดนเซียน สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
วังสวรรค์มีชัยเหนือเผ่ามังกร นับจากนี้เผ่ามังกรจะตกเป็นบริวารของวังสวรรค์ เผ่ามังกรในที่นี้ได้รวมเผ่ามังกรแท้รวมถึงเผ่าพันธุ์มังกรอื่นๆ ไว้ด้วย
หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นใหม่ เผ่ามังกรเผยตัวผงาดขึ้นมา อาศัยว่ามีคุณสมบัติด้านกายภาพแกร่งกล้าทำตัวเกะกะระราน วางอำนาจอย่างยิ่ง
การก้มหัวศิโรราบของเผ่ามังกรทำให้สรรพสิ่งจับตามองวังสวรรค์ เทพเซียนแต่ดั้งเดิม!
ขณะที่สรรพสิ่งตื่นตะลึงกับการลงมือครั้งใหญ่ของวังสวรรค์ ทางเขตเซียนร้อยคีรีที่ตัดขาดกับโลกภายนอกกลับไร้ซึ่งคลื่นลม เงียบสงบเสมอมา
พริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกห้าร้อยปี
หานเจวี๋ยเพิ่งสิ้นสุดการแสดงธรรม เขาถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้สิ่งมีชีวิตนับล้านในสำนักซ่อนเร้น ประกาศว่าพลังวิเศษนี้เป็นวิชาลับ ห้ามใช้ส่งเดช หากสถานการณ์ปกติแล้วใช้มั่วซั่ว จะเผชิญผลสะท้อนกลับ
สำหรับคำพูดของหานเจวี๋ย ศิษย์ทั้งหมดต่างเชื่อถืออย่างไม่มีข้อแม้
ในหมู่ศิษย์สืบทอดก็มีศิษย์น้อยคนนักที่เคยใช้วิชาอัญเชิญเทพ ดังนั้นศิษย์ส่วนใหญ่จึงมีความยำเกรงต่อวิชาอัญเชิญเทพ
หานเจวี๋ยเดินมาหยุดหน้าต้นฝูซัง ให้ต้นฝูซังเปิดวังวนมิตินับร้อย
เขาใช้จิตรับรู้กวาดผ่าน ห้วงมิติเหล่านี้อ่อนแอยิ่ง ส่วนที่อ่อนแอที่สุดคือโลกพันอนันต์ของหลี่มู่อี
ในบรรดานั้นมีโลกหกแห่งที่ไม่มีดวงชะตามรรคาสวรรค์ อยู่เหนือการควบคุมของมรรคาสวรรค์
หลังจากสำรวจเสร็จ หานเจวี๋ยก็ตัดสินใจได้
เขากลับไปที่อารามเต๋า ฝึกบำเพ็ญต่อ
สิบปีต่อมา novelgu.com
หานตั้วเทียนพาศิษย์ในนามหนึ่งพันรายมาใต้ต้นฝูซัง ศิษย์ในนามเหล่านี้บรรลุระดับจักรพรรดิเซียน ตบะไม่สามารถเพิ่มไปมากกว่านี้ได้อีก
ต้นฝูซังเปิดวังวนมิติแห่งหนึ่งออก เอ่ยว่า “มาเข้าตรงนี้”
วังวนมิตินี้เป็นมิติที่หานเจวี๋ยเลือกไว้ก่อนหน้านี้ ไม่แข็งแกร่งนัก แต่ก็ไม่นับว่าอ่อนแอเกินไป ส่งจักรพรรดิเซียนพันรายเข้าไป อย่างน้อยคงสามารถเป็นใหญ่ได้สักทาง
หานตั้วเทียนหันกลับไปมองศิษย์ในนามหนึ่งพันราย เอ่ยว่า “หลังจากไปถึงแล้ว ให้เสาะหาสถานที่ตั้งรกราก ทำความเข้าใจสถานการณ์ของโลกก่อน แล้วค่อยวางแผนต่อ”
เหล่าศิษย์พากันพยักหน้ารับ จากนั้นกระโดดเข้าไปในวังวนมิติของต้นฝูซังทีละราย ภายใต้การชี้นำของหานตั้วเทียน
ศิษย์กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มระดับแนวหน้าของเหล่าศิษย์ในนาม การออกไปของพวกเขาก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหตุให้ศิษย์ที่เหลืออยู่พากันพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์
ส่วนความจริงที่ว่าพวกเขามุ่งหน้าสู่โลกภายนอกมรรคาสวรรค์นั้น หานเจวี๋ยก็มิได้ปิดบัง ถือเป็นโอกาสกระตุ้นสำนักซ่อนเร้นได้พอดี ให้พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น
หลายเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยได้รับแจ้งเตือนคำขอเข้าฝันจากหลี่มู่อีอีกครั้ง ครั้งนี้เขาทำเมินไปเสีย
หลี่มู่อีเริ่มส่งคำขอเข้าฝันรัวมาอย่างบ้าคลั่ง หานเจวี๋ยไม่ได้อยู่ในสภาวะฝ่าระดับ ระบบจึงไม่ช่วยปิดแจ้งเตือนให้เขา
ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหนึ่งเดือน หลี่มู่อีถึงยอมแพ้ ไม่ส่งคำขอเข้าฝันมาอีก
[ความเกลียดชังที่หลี่มู่อีมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
หานเจวี๋ยไม่ใส่ใจเลย
ถึงอย่างไรหลี่มู่อีก็ยากจะปกป้องตัวเองได้ ไม่มีเวลามาเอาคืนเขาหรอก
ผ่านไปอีกหลายเดือน
หลี่เต้าคงมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
“เจ้าสำนัก ข้าอยากออกไปหาประสบการณ์ เอาอย่างสือตู๋เต้า ท้าสู่กับผู้ทรงพลังในสรวงสวรรค์!” หลี่เต้าคงกล่าวด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าไม่กลัวอริยะหรือ”
“ขอเพียงไม่ออกนอกเขตมรรคาสวรรค์ อริยะไม่อาจลงมือต่อข้าด้วยตัวเองได้ ข้าอยากเป็นครึ่งอริยะที่แข็งแกร่งที่สุด สามารถใช้อริยะเป็นแรงกดดันให้ข้าได้พอดี บีบคั้นให้ข้าก้าวหน้าเติบโต”
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่”
หานเจวี๋ยถามอย่างจริงจัง หลี่เต้าคงเป็นครึ่งอริยะแล้ว มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะออกไป
หลี่เต้าคงพยักหน้า
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษอย่างหนึ่งให้เจ้า ช่วยให้เจ้าเป็นครึ่งอริยะผู้ไร้พ่าย!”
เขายื่นนิ้วชี้ออกไป ถ่ายทอดความทรงจำเข้าสู่สมองของหลี่เต้าคงโดยตรง
พลังวิเศษมหามรรค หมื่นกระบี่ก่อกำเนิด!
แปลงสรรพสิ่งในโลกให้กลายเป็นกระบี่!
วิชานี้เป็นพลังวิเศษมรรคกระบี่ที่แกร่งกล้าที่สุดของหานเจวี๋ย
หลายวันผ่านไป
หลี่เต้าคงลืมตาขึ้น อุทานออกมา “พลังวิเศษนี้…”
หานเจวี๋ยเอ่ยเรียบๆ “ข้าคิดค้นขึ้นมา เจ้าเป็นคนที่สองที่ได้ครอบครองมัน”
สีหน้าหลี่เต้าคงแปรเปลี่ยน คุกเข่าลงทันที โขกศีรษะคารวะ
“บุญคุณเจ้าสำนักมากล้น เต้าคงจะไม่ลืมเลือนไปชั่วชีวิต ชาตินี้ต่อให้ร่างสิ้นจิตสลาย ก็จะต่อสู้เพื่อสำนักซ่อนเร้น!”
[ความประทับใจที่หลี่เต้าคงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]
หมื่นกระบี่ก่อกำเนิดแข็งแกร่งเหลือเกิน เขาไม่เคยฝึกฝนพลังวิเศษเช่นนี้มาก่อน ถึงขั้นที่ไม่เคยพบพานเสียด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยถ่ายทอดพลังวิเศษนี้ให้เขา ไม่ต่างไปจากการรับเขาเป็นศิษย์สายตรงเลย
เวลานี้ จิตใจที่หลี่เต้าคงมีต่อหานเจวี๋ยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว กลายเป็นเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์สืบทอด
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เต้าคง อย่าทำให้ข้าผิดหวัง ข้าคาดหวังในตัวเจ้าที่สุด หากจะมีอริยะรายที่สองบังเกิดขึ้นในสำนักซ่อนเร้น ข้าคิดว่าเป็นเจ้า และคาดหวังให้เป็นเจ้า”
“ข้าน้อยจะไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักต้องผิดหวังขอรับ!”
“ไปเถอะ ออกไปสร้างสมญาไร้พ่ายให้ได้ค่อยกลับมา”
“ขอรับ!”
สิ้นเสียง หลี่เต้าคงก็ถูกหานเจวี๋ยส่งตัวออกไปจากเขตเซียนร้อยคีรี
เขาลอยอยู่บนนภาสูง แสงอาทิตย์ส่องกระทบ อาภรณ์ขาวโบกสะบัดไปตามลม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปรากฏสีหน้าหยิ่งทระนงขึ้นมาอีกครั้ง
“มีพลังวิเศษนี้อยู่ ข้าไร้พ่ายในแดนเซียนได้แน่!
สือตู๋เต้า เจ้าเตรียมตัวไว้ดีหรือยัง”
การจากไปของหลี่เต้าคงไม่ได้สร้างระลอกคลื่นในสำนักซ่อนเร้นแต่อย่างใด นอกจากหานเจวี๋ย ศิษย์สืบทอดคนอื่นๆ ต่างนึกว่าเขาปิดด่านบำเพ็ญ
จนกระทั่งอีกหลายปีให้หลัง หลี่เสวียนเอ้าไปเยี่ยมหลี่เต้าคง จึงพบจดหมายที่หลี่เต้าคงทิ้งไว้
เขายืนอยู่ในอารามเต๋าของหลี่เต้าคง นิ่งเงียบเนิ่นนาน ความรู้สึกอันหลากหลายถ่ายทอดมาเป็นเสียงถอนหายใจ
ศิษย์พี่ของเขา เขารู้จักดีที่สุด
แสวงหาความแข็งแกร่ง ออกไปครานี้บอกว่าเพื่อสมญาไร้พ่าย ความจริงคือไปท้าสู้ให้ชนะสือตู๋เต้า กู้หน้าคืน
ทว่าหลี่เสวียนเอ้าก็มิได้เป็นกังวลจนเกินไป เขาเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่ของเขา
ตอนนี้หลี่เต้าคงอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสือตู๋เต้า แต่ขอเพียงให้เวลาเขา ไม่ช้าก็เร็วจะต้องก้าวข้ามสือตู๋เต้าได้แน่
หลี่เสวียนเอ้าไม่คิดมากอีก หันหลังจากไป
หากอยากช่วยแบ่งเบาภาระของศิษย์พี่ เขาก็ต้องฝึกฝนบำเพ็ญ
….
หนึ่งร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู
เขาอดทนมาหนึ่งร้อยปี ก็เพื่อจะดูว่าหลี่เต้าคงสร้างผลงานอะไรบ้าง
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[มหาจักรพรรดิเฉินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
….
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
สือตู๋เต้าไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อเขา ทำให้เขาตรวจสอบสถานการณ์ระหว่างหลี่เต้าคงและสือตู๋เต้าไม่ได้
ทำได้แค่ไปเข้าฝันแล้ว!
หานเจวี๋ยสำแดงความฝันอันธการ ไปพบสือตู๋เต้าด้วยรูปลักษณ์ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ฉากความฝันเป็นพื้นที่ภูเขาไฟ ลาวานองไปทั่วแผ่นดิน คืบคลานไปราวกับใยแมงมุม ฟากฟ้ามีเมฆทะมึนรวมตัวกัน ทำให้โลกดูน่าหดหู่อย่างยิ่ง
สือตู๋เต้าลืมตาขึ้น มองเห็นหานเจวี๋ยที่ดูคล้ายเงามืด เขาขมวดคิ้วพลางถามขึ้น “เจ้าเป็นใคร”
เขาตระหนกอยู่ในใจ
อีกฝ่ายฉุดลากเขาเข้าสู่ความฝันได้ตรงๆ เขาไม่สามารถต่อต้านได้ นี่แปลว่าตบะของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันยิ่งนัก
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ คุณสมบัติของเจ้าไม่เลวเลย ข้าเลือกเจ้า”
สือตู๋เต้าขมวดคิ้ว “เลือกข้าไปทำอันใด”
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
มือมืดอันน่าหวาดกลัวที่สุดในมหาเคราะห์ครั้งก่อน!
ถึงแม้สือตู๋เต้าจะไม่เข้าสู่เคราะห์ แต่มักจะได้ยินศิษย์ของอริยะท่านอื่นพูดคุยกันเรื่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการในอาณาเขตเต๋าเสมอ หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงขั้นที่พุ่งเป้าไปยังอริยะอีกด้วย
ร่ำลือกันว่า เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นฐานะแฝงของอริยะท่านใดท่านหนึ่ง
ไม่ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเป็นใคร สือตู๋เต้าทราบดีว่าตนสู้ไม่ได้เลย
“จงเชื่อมั่นและติดตามข้า ข้าจะพาเจ้าข้ามสู่มหามรรค” หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“มหามรรคหรือ มหามรรคอันใด ที่อยู่เหนือมรรคาสวรรค์น่ะหรือ”
“อืม”
“ข้าต้องทำสิ่งใดให้เจ้า”
“ไม่ต้องทำสิ่งใดทั้งสิ้น รอจนถึงวันที่ความมืดมิดมาเยือน เจ้าก็จะได้รู้ว่าตนควรทำสิ่งใด”
“ฮ่าๆ”
สือตู๋เต้าหัวเราะออกมา
หานเจวี๋ยด่าในใจ เจ้ากล้าขำข้าหรือ
สือตู๋เต้าเบี่ยงหัวข้อไป ถามว่า “เจ้าทำให้ข้าพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้หรือไม่”
หานเจวี๋ยตอบ “ย่อมได้ วิถีอาศัยพลังพิสูจน์มรรคข้ามี ปราณม่วงอนธการข้าก็มี ข้ามีแม้กระทั่งปราณพิสูจน์มรรคที่แข็งแกร่งยิ่งนั้นด้วย”
สือตู๋เต้ารู้สึกหวั่นไหวแล้ว
การพิสูจน์มรรคกลายเป็นจิตมารของเขา เหล่าอริยะล้วนไม่ยอมเกื้อหนุนให้เขาพิสูจน์มรรค เพียงเพราะเขามิได้ศิโรราบต่ออริยะท่านใดทั้งสิ้น
สือตู๋เต้าทราบดี ต่อให้ตนกราบอริยะเป็นอาจารย์ ก็ยังไม่แน่ว่าอริยะจะให้เขาได้พิสูจน์มรรค มองย้อนกลับไปในอดีต อริยะทุกท่านล้วนเป็นทายาทหรือศิษย์สืบทอดของอริยะรุ่นก่อนๆ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หากเขากราบเข้าสู่สังกัดอริยะด้วยฐานะครึ่งอริยะ ก็ยากที่จะพิสูจน์ตัวได้
“ตกลง!”
สือตู๋เต้ากัดฟันเอ่ย แววตาเด็ดเดี่ยว
[สือตู๋เต๋าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับในใจขณะนี้คือ 1 ดาว]
1 ดาวก็เพียงพอแล้ว!
หานเจวี๋ยไม่ได้ต้องการรับตัวเขาไว้จริงๆ
หานเจวี๋ยชูมือขวาขึ้น ลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่หน้าผากสือตู๋เต้า รวดเร็วยิ่ง สือตู๋เต้าตอบสนองไม่ทันเลย
ยามที่สือตู๋เต้าได้สติอีกครั้ง ความฝันสิ้นสุดลงแล้ว ในสมองเขามีพลังวิเศษอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมาโuเวลกูดoทคอม
หัตถาสวรรค์มหาวิมุต!
พลังวิเศษห้วงมิติ สยบฟ้าในหัตถ์เดียว!
สยบมรรคาสวรรค์ได้!
สือตู๋เต้าตื่นตะลึง พลังวิเศษเช่นนี้…
อีกด้านหนึ่ง
[ความประทับใจที่สือตู๋เต้ามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับในใจขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยมิได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด พลังวิเศษของเขาแกร่งกล้ามาก ถึงอย่างไรก็เป็นของดีจากระบบ
เขาตรวจดูจดหมายอีกครั้ง เป็นไปตามคาด ผู้ทรงพลังลึกลับเปลี่ยนไปแล้ว
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสือตู๋เต้าสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[สือตู๋เต้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
ใช่จริงๆ ด้วย
ตอนนี้หลี่เต้าคงยังมิใช่คู่ต่อสู้ของสือตู๋เต้า
หลี่เต้าคงเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่ยากจะพบได้ในรอบหมื่นปี แต่ตัวเขาสือตู๋เต้าก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์เช่นกัน เป็นผู้สืบทอดมหามรรค ตบะบรรลุขีดสูงสุดในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าอริยะ หลี่เต้าคงเพิ่งเริ่มฝึกหมื่นกระบี่ก่อกำเนิด เอาชนะสือตู๋เต้าได้ยากจริงๆ
หานเจวี๋ยพลันเริ่มตั้งตารอ
สุดท้ายแล้วพลังวิเศษมหามรรคหมื่นกระบี่ก่อกำเนิดจะแข็งแกร่งกว่า หรือว่าหัตถาสวรรค์มหาวิมุตจะแข็งแกร่งกว่ากันแน่
….
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ท่ามกลางความโกลาหล
หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ฝูซีเทียน มหาจักรพรรดิเซียว และฉิวซีไหลต่างยืนเรียงกัน
สีหน้าของพวกเขาไม่น่ามองยิ่ง เมื่อมองตามสายตาของพวกเขาไป ท่ามกลางความมืดมิดมีโพรงดำมืดใหญ่ยักษ์โพรงหนึ่ง มีสายฟ้าสีม่วงส่องแปลบปลาบอยู่รางๆ เสียงลมหายใจทุ้มแผ่วและอ่อนแรงแว่วออกมาจากด้านใน
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ยถามเสียงขรึม “เป็นสิ่งใดกันแน่ จิตศักดิ์สิทธิ์ของข้าไม่สามารถแทรกผ่านเข้าไปได้ แต่ข้าสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของมันแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว”
เหล่าอริยะมองไปที่หลี่มู่อีก มรรควิถีของเขาสูงส่งที่สุด
“มารสวรรค์ เทพมารฟ้าบุพกาล มารตนนี้สั่งสมแรงกรรมมหาเคราะห์ไว้ ไม่อ่อนด้อยไปกว่าอริยะเลย” หลี่มู่อีกล่าวด้วยสีหน้ายับยุ่ง
เหล่าอริยะอดมองไปที่มหาจักรพรรดิเซียวไม่ได้
มหาจักรพรรดิเซียวแค่นเสียง “มารสวรรค์มิใช่เผ่ามาร เผ่ามารของข้ายังซ่อนตัวอยู่ในความมืดของชั้นฟ้าที่สามสิบสอง ทนทรมานจากการเคี่ยวกรำของมรรคาสวรรค์ ยังต้องขอบคุณอริยชนทุกท่านนักที่ให้เกียรติกันถึงขนาดนี้”
เมื่อเผชิญกับการเอ่ยเสียดสีเย้ยหยันจากเขา เหล่าอริยะต่างก็ไร้ซึ่งความละอายใดๆ มองไปที่หลี่หมู่อีอีกครั้ง
หลี่มู่อีถอนหายใจ เอ่ยว่า “ช่วงนี้ข้าจะออกจากมรรคาสวรรค์ไปสักระยะ โลกพันอนันต์ของข้าเผชิญปัญหายุ่งยาก เรื่องนี้มอบให้พวกเจ้าจัดการ หากว่าไม่สามารถจัดการสิ่งนี้ได้ แดนเซียนจะเผชิญอันตราย เป้าหมายของมันคือแดนเซียน ข้าสัมผัสถึงความกระหายเลือดของมันได้ มันหิวโหยและโกรธแค้นยิ่งนัก”
สีหน้าของเหล่าอริยะแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากไม่มีหลี่มู่อี พวกเขาก็ขาดแกนนำ
ฉิวซีไหลกล่าวว่า “พวกเราล้วนมองมันไม่ออก แล้วจะจัดการได้อย่างไร มิสู้ไปหาปรมาจารย์เถอะ”
ฝูซีเทียนส่ายหน้าพลางเอ่ยวาจา “ปรมาจารย์จากไปตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว ยังมิกลับมา”
ทันใดนั้นสีหน้าหลี่มู่อีแปรเปลี่ยน หายตัวไปจากจุดเดิมทันที
สำหรับเรื่องนี้ เหล่าอริยะไม่ตระหนกเลย ความลำบากของหลี่มู่อี พวกเขาเข้าใจมานานแล้ว
เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือจัดการมารสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวและไม่เป็นที่รู้จักตนนี้
“กลิ่นอายของอริยชน…พวกเจ้าคอยข้าก่อนเถิด…”
เวลานี้ น้ำเสียงน่าพรั่นพรึงแว่วออกมาจากโพรงมืดดำ ทำให้เหล่าอริยะหนังศีรษะชาหนึบ
“มรรคาสวรรค์…เจ้าซ่อนตัวให้ดี อย่าให้ข้าหาพบ ไม่เช่นนั้นข้าจะกินเจ้าซะ”
อริยะมองหน้ากัน ต่างก็ตัดสินใจแล้ว แต่ละคนสละสมบัติวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดของตน เตรียมร่วมมือกันลงผนึกสะกดไว้
เสียงหัวเราะอย่าบ้าคลั่งดังสนั่นออกมาจากโพรงมืดดำ “พวกหุ่นเชิด หลงงมงายอยู่ในมายาของมรรคาสวรรค์ พวกเจ้าจะลงมือกับข้า ช่างไม่ประเมินกำลังตัวเองเลย!”
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ