526-530
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 526ถึง530
เมื่อหานทั่วเล่าจบ หยางเทียนตงก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เด็กคนนี้เกี่ยวข้องกับอาจารย์ของเขาจริงๆ
แต่เขาไม่อาจชี้ชัดได้ หากว่าอาจารย์มีแผนการเป็นของตนเล่า
บางทีนี่อาจเป็นแผนการที่อริยะจงใจนำมาใช้เล่นงานอาจารย์เขากระมัง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องคุ้มครองเด็กคนนี้ไว้ก่อน แต่จะบอกต้นสายปลายเหตุอย่างชัดเจนไม่ได้
“นับจากวันนี้ไป ข้าจะมอบป้ายคำสั่งหยินหยางให้เจ้า เจ้าจะได้รับตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าหน้าที่ผี แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ รีบกลับไปเถอะ”
หยางเทียนตงกล่าวจบก็โบกมือคราหนึ่ง แสงสีดำสายหนึ่งลอยไปหาหานทั่ว ร่อนลงบนมือเขา
หานทั่วตะลึงงัน ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเช่นนี้ ทำให้เขามึนงงไปชั่วขณะ
หรือความเป็นมาของบิดามารดาเขาจะยิ่งใหญ่
เขากำลังจะอ้าปากถาม
หยางเทียนตงกลับเอ่ยเรียบๆ ว่า “มิใช่ว่าเจ้ายังมีแค้นต้องชำระหรือ ยังไม่รีบไปอีก หากยังชักช้า สังขารเจ้าถูกทำลาย เจ้าคงต้องไปเกิดใหม่จริงๆ”
หานทั่วได้ฟังก็รีบผุดลุกขึ้นมา ก่อนจากไปเขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง “ขอบพระคุณท่านพญายม หานทั่วจดจำน้ำใจนี้ไว้ วันหน้าต้องตอบแทนแน่นอน!”
หยางเทียนตงมองแผ่นหลังของหานทั่วที่จากไป ถอนทอดใจรำพัน “เหมือนอาจารย์จริงๆ”
เขาตัดสินใจว่าจะไปแดนเซียนด้วยตัวเอง สอบถามอาจารย์ดู
“ไม่ต้องมาถามหรอก เจ้ารู้ก็ดีแล้ว ยามปกติช่วยดูแลได้ก็ดูแลไป ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเป็นพิเศษ และไม่ต้องบอกความจริงกับเขา”
เสียงของหานเจวี๋ยพลันแว่วดังขึ้นข้างหูหยางเทียนตง หยางเทียนตงสะดุ้งลุกขึ้นทันที เตรียมจะคารวะ
“อย่าได้ตื่นตระหนกนักเลย ตอนนี้เจ้าเป็นพญายม ต้องมีคนจับตามองเจ้าอยู่แน่”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเคร่งขรึม หยางเทียนตงกระดากอาย รีบกลับสู่สภาวะปกติ
หยางเทียนตงถามในใจ ‘อาจารย์ เขาคือบุตรชายของท่านหรือขอรับ’
“อืม”
‘เหตุใดไม่อยู่สำนักซ่อนเร้นเล่า’
“ฝึกฝนประสบการณ์”
‘คุณสมบัติของเขาดูเหมือนจะ…’
“อย่าสนใจมากปานนั้นเลย ว่ากันตามนี้!”
‘ศิษย์เสียมารยาทแล้ว…’
….
ณ เขตเซียนร้อยคีรี
หลังจากทราบว่ามรรคาสวรรค์มีวิญญาณเวลาก็ผ่านไปแล้วสองร้อยปี
สำหรับสิ่งที่หานทั่วพบพาน ล้วนอยู่ในสายตาของหานเจวี๋ยมาตลอด แต่มิได้ใส่ใจมากนัก
ประสบกับความเป็นความตาย ก็เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกบำเพ็ญ
คุณสมบัติของหานทั่วค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมาเรื่อยๆ นี่เป็นเจตนาของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยบรรลุตบะระดับนี้ สามารถควบคุมสายเลือดของทายาทได้ แต่ควบคุมได้ไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหานเจวี๋ยเลือกหานทั่วแล้ว ก็ไม่สามารถเลือกทายาทคนอื่นๆ มาสืบทอดสายเลือดของตนได้อีก หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา นี่จึงทำให้ในหมู่ทายาทของผู้ทรงพลังเหล่านั้นมักจะมีคนโดดเด่นเพียงคนเดียว หรือถึงขั้นที่ไม่มีเลยสักคน
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์ควบคุมการสืบทอดทางสายเลือด ทำให้สายเลือดด้อยลงในแต่ละรุ่น
หากว่าทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ มรรคาสวรรค์คงถูกโค่นล้มไปนานแล้ว
เหตุผลที่หานเจวี๋ยเลี้ยงดูบ่มเพาะหานทั่ว เพราะอยากลองดูว่าจะชุบเลี้ยงหานทั่วให้กลายเป็นเทพมารอนธการได้หรือไม่
ว่ากันตามเหตุผล เขาคือเทพมารอนธการ อยู่เหนือการควบคุมของมรรคาสวรรค์ น่าจะมีความเป็นไปได้
“ข้าต้าซั่นเทียน จะสร้างโลกมนุษย์แห่งแรกของมรรคาสวรรค์ขึ้นมา นั่นคือโลกแยกนภา ตั้งอยู่ด้านล่างของแดนเซียน สรรพสิ่งล้วนสามารถโยกย้ายมาได้ ที่นี่ไร้สงคราม ไร้การเข่นฆ่า ไร้การแย่งชิงดวงชะตา!”
เสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วฟ้าดิน สามารถทำให้เสียงดังกังวานไปทั่วแดนเซียนได้ อย่างน้อยๆ คงมีตบะระดับต้าหลัว
หานเจวี๋ยมองเห็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ร่วงลงสู่ปลายขอบฟ้า
นั่นคือแรงกุศลมรรคาสวรรค์!
หานเจวี๋ยรู้ดี ยุคแห่งสรวงสวรรค์ได้มาถึงแล้ว
เมื่อมีโลกแรก ก็ต้องมีโลกที่สอง!
หานเจวี๋ยหลับตาลง ไม่คิดมากอีก
ไม่เกี่ยวกับเขา!
….
เจ็ดสิบปีต่อมา
โจวฝานสำเร็จเป็นต้าหลัว อำนาจสั่นคลอนเขตเซียนร้อยคีรี
การฝ่าทะลวงของเขาไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็ทำให้เขตเซียนร้อยคีรีคึกคักไปชั่วระยะหนึ่ง
ไม่ถึงสามสิบปีต่อมา ลี่เหยาก็บรรลุระดับต้าหลัวได้สำเร็จเช่นกัน!
ตอนนี้สำนักซ่อนเร้นมีต้าหลัวทั้งหมดห้าราย ได้แก่ หลี่เสวียนเอ้า เต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน โจวฝาน ลี่เหยา นี่ยังไม่นับรวมองครักษ์ด้วย
หลังจากหานเจวี๋ยพิสูจน์มรรค ความเร็วในการทำความเข้าใจของผู้คนที่ฝึกบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดก็ล้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ทั้งสำนักซ่อนเร้นเสมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ยิ่งหานเจวี๋ยทะยานสูงขึ้นไปเท่าไร คนที่เหลือก็พลอยถูกกระตุ้นไปด้วย
หลี่เสวียนเอ้า เต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน โจวฝานทั้งสี่คนประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกันอยู่บ่อยครั้ง ลี่เหยายังคงรักษาทัศนคติปิดด่านฝึกบำเพ็ญเช่นเดิม
ผู้ที่ได้รับแรงกระตุ้นที่สุดคือเจียงอี้ เขารู้สึกว่าตนล้าหลังแล้ว
แม้คุณสมบัติทางกายภาพของเขาจะแข็งแกร่ง แต่ความเข้าใจกลับสู้พวกเต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน โจวฝานและลี่เหยาไม่ได้
วันนี้
เจียงอี้มาขอพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “จุดประสงค์ในการมาของเจ้าข้าทราบดี อันที่จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องร้อนใจเลย ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของเจ้าเร็วพอแล้ว ถึงขั้นที่พัฒนากว่าแต่ก่อนมาก บางทีหากเจ้าทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อาจจะไล่ตามพวกเขาทัน คนที่ข้าเห็นแววที่สุดก็คือเจ้า”
เจียงอี้รู้สึกตื้นตันอย่างยิ่ง
มิตรภาพนิทานเมื่อครานั้นยังคงอยู่!
หลังจากกล่อมเจียงอี้จากไป ความสนใจของหานเจวี๋ยก็หันไปยังผู้ที่เขาให้ความสำคัญที่สุดตัวจริง
หลี่เต้าคง!
หลังจากบรรลุระดับครึ่งอริยะ หลี่เต้าคงฝึกบำเพ็ญอย่างมานะบากบั่น ต้องกล่าวเลยว่าทักษะความเข้าใจของเขาเป็นอันดับหนึ่งในสำนักซ่อนเร้น
ไม่แปลกใจเลยที่ถูกเลือกให้เป็นศิษย์เอกของนิกายเหริน
‘หวังว่าจะพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้ก่อนถึงมหาเคราะห์ครั้งถัดไปนะ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ผ่านพ้นไประยะหนึ่ง มีผู้ทรงพลังก่อตั้งโลกมนุษย์ขึ้นมาเรื่อยๆ
ห้าร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยคำนวณดูเล็กน้อย จำนวนโลกมนุษย์มีเกินร้อยแล้ว ยุคแห่งสรวงสวรรค์ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้วโนiวลกูดอทคอม
อย่างไรก็ตามโลกมนุษย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาวะรกร้างกันดาร ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
เมื่อว่างจากการฝึกบำเพ็ญ หานเจวี๋ยจึงตรวจดูจดหมาย
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสิ่งอัปมงคล]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x18292
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเนื่องจากสาปแช่งมากเกินไป แรงกรรมพัวพันกาย บังเกิดจิตมาร]
[จั้งกูซิงสหายของท่านรับหานทั่วบุตรชายของท่านเป็นศิษย์]
[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ด้วยความบังเอิญ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
….
วุ่นวาย!
วุ่นวายอีกแล้ว!
สหายหน้าเก่าๆ พากันกลับมาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยมิได้หวาดหวั่น กลับรู้สึกยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น
หวงจุนเทียนคนผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าจะเอายอดสมบัติมรรคาสวรรค์มาได้
หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามิใช่ความบังเอิญ จะต้องมีแผนการซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่ ขึ้นอยู่กับหวงจุนเทียนแล้วว่าจะมองออกหรือไม่
“เฮ้อ หลังจากสำเร็จเป็นอริยะแล้วความเร็วในการฝึกฝนช่างเชื่องช้านัก”
หานเจวี๋ยอ่านจดหมาย อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ถึงแม้เขาจะรับรู้ได้ว่ามหามรรคต้นกำเนิดของตนกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง แต่เขายังอยู่ห่างไกลจากระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลางยิ่งนัก คาดว่าคงไม่อาจทะลวงขั้นได้ภายในหมื่นปี
“สหายเต๋าหานเจวี๋ย สะดวกมาสนทนากัน ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสามหรือไม่”
เสียงหนึ่งแว่วเข้าสู่หูของหานเจวี๋ย
เป็นมหาจักรพรรดิเซียวอริยะแห่งเผ่ามาร
หานเจวี๋ยรีบตอบกลับว่า “ขอบคุณสำหรับความหวังดี แต่ระยะนี้ข้ากำลังทำความเข้าใจพลังวิเศษอยู่ ตอนนี้ไม่มีเวลาว่าง หวังว่าอริยท่านจะไม่ถือสา”
“อืม หยั่งรู้มรรคสำคัญกว่า รอเจ้ามีเวลาว่างค่อยมาก็ได้ ข้ามีโอกาสวาสนาประการหนึ่งจะแบ่งปันกับเจ้า”
“ขอบคุณมาก คอยข้าก่อนเถิด”
“อืม”
โอกาสวาสนากับแม่เจ้าสิ!
คิดจะหลอกข้าหรือ
หานเจวี๋ยลอบดูแคลน ไม่มีทางออกไปแน่นอน
หลังจากทราบว่ามรรคาสวรรค์มีวิญญาณ หานเจวี๋ยก็ตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปไหนส่งเดช
ในเวลาเดียวกัน
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
มหาจักรพรรดิเซียวนั่งสมาธิ สีหน้าเคร่งเครียด
เงาดำร่างหนึ่งลอยอยู่เบื้องหน้าเขา แลดูมืดมนลึกลับ
“เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่มา ที่เขาสามารถพิสูจน์มรรคอย่างเงียบเชียบได้ใช่ว่าจะไร้สาเหตุ” เงาดำเอ่ยเสียงเบา
มหาจักรพรรดิเซียวขมวดคิ้วถามขึ้น “หากเขาไม่มา พวกเราควรทำอย่างไร”
เงาดำตอบ “ระยะนี้เหล่าอริยะผิดปกติไป คงหาทางดึงตัวหานเจวี๋ยเข้าพวกเป็นแน่ หากเขาไม่มา เจ้าก็ส่งร่างแยกของเจ้าไป อาศัยสิ่งนี้แสดงความจริงใจ ข้ากังวลว่าอริยะจะลงดาบกับเผ่ามารอีกครั้ง”
คิ้วของมหาจักรพรรดิเซียวขมวดแน่นกว่าเดิม สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจ
“ช่างเถอะ เช่นนั้นข้าจะไปหาด้วยตัวเอง”
….
ในปีเดียวกัน
จี้เซียนเสินบรรพชนสวรรค์แห่งเผ่าสวรรค์ได้มาเยี่ยมเยือนเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายเขาเข้ามา ในเวลาเดียวกันก็ให้หลี่เสวียนเอ้าพาเขาไปเดินเล่นรอบๆ
จี้เซียนเสินตกตะลึง
“เหตุใดปราณฟ้าประทานของที่นี่ถึงหนาแน่นเพียงนี้ เป็นไปไม่ได้ หนาแน่นกว่าอาณาเขตเต๋าของอริยะเสียอีก!”
จี้เซียนเสินกรีดร้องอยู่ในใจ ในที่สุดเขาก็ทราบแล้วว่าเหตุใดสำนักซ่อนเร้นถึงได้มีจักรพรรดิเซียนหลายร้อยคน
ได้อยู่ในอาณาเขตเต๋าเช่นนี้ แม้แต่หมูก็กลายเป็นจักรพรรดิเซียนได้!
ยามที่เดินผ่านเขตของเผ่าเอกา จี้เซียนเสินก็ตะลึงงัน
ไม่ถูกแล้ว!
มิใช่จักรพรรดิเซียน!
เหตุใดคนกลุ่มนี้ล้วนบรรลุระดับเทพแล้วเล่า
ระดับเทพหลายพันคนหรือ
ตอนนี้จี้เซียนเสินเสียอาการไปอย่างสิ้นเชิง
หลี่เสวียนเอ้าสังเกตเห็นว่าท่าทีของเขาเปลี่ยนไป ก็รู้สึกภูมิใจยิ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เลิศเอกาแห่งสำนักซ่อนเร้น คุณสมบัติไม่เลวเลย”
จี้เซียนเสินอดใจไม่ไหวจึงถามออกมา “เผ่าเอกามีระดับเทพมากแค่ไหน”
หลี่เสวียนเอ้าหัวเราะเหอะๆ “เรื่องนี้บอกไม่ได้”
จี้เซียนเสินเห็นรอยยิ้มของเขา นึกอยากตีเขายิ่งนัก
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าสำนักซ่อนเร้นจะแข็งแกร่งเช่นนี้ เกรงว่ากลุ่มอิทธิพลทั้งหมดในแดนเซียนผนวกกันแล้วก็ยังสู้สำนักซ่อนเร้นไม่ได้ หากสำนักซ่อนเร้นมีอริยะ มิใช่จะครองแดนเซียนได้เลยหรือ”
จี้เซียนเสินหัวใจเต้นแรง
เขาไม่เคยได้ยินว่ามีกลุ่มอิทธิพลใดที่มีระดับเทพจำนวนหลายพันคนเลย ตอนแรกเขาถึงขั้นที่สงสัยว่าระดับเทพในแดนเซียนคงมีไม่ถึงหลักพัน
ทันใดนั้น จี้เซียนเสินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทรงพลังอย่างยิ่งหลายสาย
เซียนทองต้าหลัว!
ไม่น่าเชื่อว่าสำนักซ่อนเร้นยังมีเซียนทองต้าหลัวอีกหลายคนด้วย!
เมื่อเขามาถึงหน้าอารามเต๋าของหานเจวี๋ย เขาแทบจะตกใจตายแล้ว
“อริ…อริยะหรือ”
จี้เซียนเสินเอ่ยเสียงสั่น มองดูจางเจี่ยวราวกับเห็นผี
จางเจี่ยวนิ่งเงียบ นั่งสมาธิต่อไป
หลี่เสวียนเอ้าเปิดปากรายงาน “เจ้าสำนัก เขามาแล้วขอรับ”
“อืม เจ้าไปเถอะ จี้เซียนเสิน เข้ามาสิ”
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วออกมา
จี้เซียนเสินเดินเข้าไปตามจิตใต้สำนึก
ยามที่เดินผ่านจางเจี่ยว เขารู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้ามองจางเจี่ยวแม้แต่น้อย
‘เหตุใดอริยะแห่งนิกายเหรินถึงมาอยู่ที่นี่’
ตอนนี้จี้เซียนเสินคิดอันใดไม่ออกเลย
หรือว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังหานเจวี๋ยคือหลี่มู่อี
มีความเป็นไปได้สูง!
มิน่าเล่าหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าถึงเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น!
จี้เซียนเสินเสมือนรู้แจ้งในทันใด ข้อสงสัยทั้งหมดล้วนกระจ่างคลี่คลาย
หลังจากเข้ามาในอารามเต๋า เขาถูกแสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราทำให้ตาพร่าเลยทีเดียว
หานเจวี๋ยรับรองแขกตามพิธี พลางเปิดใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ไปด้วย
พูดคุยกันอยู่หลายวัน การชำระล้างสมบูรณ์ถึงสิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “โรคภัยที่แฝงอยู่ของเจ้าถูกกำจัดแล้ว ควรกลับเสียที”
จี้เซียนเสินตะลึงงัน จากนั้นก็ถามด้วยความแปลกใจ “หายแล้วหรือ”
เขาสำรวจร่างกายตนอย่างละเอียด พบว่าจิตมารของตนหายไป แขนขาเขาก็ไม่ได้ต่อต้านเช่นก่อนหน้านี้อีก
หรือว่า…
จี้เซียนเสินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
เขากัดฟันกล่าวออกไป “หานเจวี๋ย ข้าหวังว่าสำนักซ่อนเร้นจะให้การสนับสนุนข้า ข้ายินดีเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ได้หรือไม่”
จี้เซียนเสินก้มหน้าลง
ในใจเขาคิดเปรียบเทียบกับหานเจวี๋ยมาโดยตลอด เขาทราบดีว่าหากกล่าวประโยคนี้ออกไป ในอนาคตเขาจะเชิดหน้าต่อหน้าหานเจวี๋ยไม่ได้อีก
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางสู้หานเจวี๋ยได้
หานเจวี๋ยถาม “ถ้าให้การสนับสนุนเจ้า ข้าจะได้อะไร สำนักซ่อนเร้นจะได้อะไร”
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วพลางตอบ “ดวงชะตา อำนาจ เจ้าต้องการสิ่งใด ขอเพียงข้ายังควบคุมเผ่าสวรรค์ เผ่าสวรรค์ล้วนจะทุ่มเทรับใช้เจ้า”
หานเจวี๋ยเงียบไป
จิตใต้สำนึกของเขาต้องการปฏิเสธ
แต่พอใคร่ครวญดู เขาเป็นถึงอริยะแล้ว ยังต้องกลัวอันใดอีก
หากเผ่าสวรรค์สามารถช่วงชิงดวงชะตาได้ ทำให้ดวงชะตามรรควิถีของอริยะรายอื่นอ่อนแอลง ตบะของเหล่าอริยะต้องถดถอยแน่
อริยะมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นได้ยากนัก เพราะถูกมรรคาสวรรค์ผูกมัดไว้ ความแข็งแกร่งอ่อนแอของพวกเขาไม่เท่ากัน หลักๆ จะขึ้นอยู่กับดวงชะตามรรควิถี นี่คือสาเหตุว่าเหตุใดมหาเคราะห์สิ้นสุดลงกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์สลับผลัดเปลี่ยนกันไป มีเพียงมรรควิถีแห่งอริยะเท่านั้นที่คงอยู่เสมอมา
เหตุใดอริยะถึงใช้มหาเคราะห์เป็นกระดานหมากน่ะหรือ
แค่หาเหตุผลในการแย่งชิงดวงชะตาอย่างชอบธรรมอย่างไรเล่า!
ไม่ใช่ทุกคนที่มีความห้าวหาญเช่นหลี่มู่อี กล้าที่จะสร้างมรรคาสวรรค์แห่งตนขึ้น
ยามนี้มรรคาสวรรค์มีวิญญาณ ซ้ำยังคิดจะจัดการหานเจวี๋ย นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
‘ข้าอยากรู้ว่าถ้าหากข้าควบคุมดวงชะตาทั้งหมดในแดนเซียนได้ มรรคาสวรรค์จะรับใช้ข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ! пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
[ขอเพียงควบคุมดวงชะตามรรคาสวรรค์ได้มากกว่าครึ่ง มรรคาสวรรค์จะให้ความเคารพต่อท่าน]
หานเจวี๋ยพลันกระจ่างแจ้ง
มิน่าเล่าบรรพชนเต๋าถึงสามารถก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ได้ ปีนั้นยามที่ก่อตั้งสำนักเต๋าขึ้น เรียกได้ว่าใช้มือเดียวบดบังฟ้า อริยะทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์ของบรรพชนเต๋า
หานเจวี๋ยบังเกิดความคิด กล่าวไปว่า “ข้าจะรับเจ้าไว้ก็ได้ และจะสนับสนุนเจ้า แต่กองกำลังของสำนักซ่อนเร้นจะไม่เผยตัวต่อหน้าผู้คน เข้าใจหรือไม่”
จี้เซียนเสินพลันปรีดา คุกเข่าคารวะหานเจวี๋ยทันที กล่าวว่า “ศิษย์จี้เซียนเสิน คารวะอาจารย์!”
หานเจวี๋ยไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งสองมีไมตรีลึกล้ำ สามารถเป็นศิษย์อาจารย์ได้
“นับจากวันนี้ไป เจ้าคือศิษย์ลำดับที่เก้าของข้า เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะส่งกำลังคนไปช่วยสนับสนุนเจ้าทีหลัง แน่นอน หากว่าเผชิญปัญหายุ่งยาก ก็มาที่เขตเซียนร้อยคีรีได้ทุกเมื่อ” จี้เซียนเสินจ้องมองหานเจวี๋ย เอ่ยเสียงเบา
“ศิษย์ลำดับที่เก้าหรือ?”
จี้เซียนเสินแอบตกใจ ผู้ที่มาก่อนเขาเป็นมารปีศาจเช่นไรกัน
เขาถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ นอกประตู…”
“เขาชื่อจางเจี่ยว เพียงมีรูปร่างหน้าตาและตบะของหลี่มู่อีเท่านั้น”
“จางเจี่ยว…”
จี้เซียนเสินตาค้าง เพียงมีตบะระดับอริยะอย่างนั้นหรือ
นี่หมายความว่าอย่างไร!
ช้าก่อน!
สามารถคัดลอกตบะระดับอริยะได้…
หานเจวี๋ยไหนเลยจะมิใช่…
เมื่อได้รับสายตาจากจี้เซียนเสิน หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ปิดบังอำพราง ป้องกันไม่ให้จี้เซียนเสินถูกอริยะรายอื่นหลอกล่อ
“อืม ข้าสำเร็จเป็นอริยะแล้ว เรื่องนี้มีเพียงอริยะที่ทราบ เจ้าอย่าได้แพร่งพรายต่อผู้อื่น”
“อาจารย์…”
….
จี้เซียนเสินร่อนลงบนพื้นนอกเขตเซียนร้อยคีรี ตัวคนตกอยู่ในความเลื่อนลอย
เขาสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง กระตุ้นตนเอง
มุมปากเขายกเชิดขึ้น เอ่ยพึมพำ “ที่แท้ผู้ชี้ทางของข้าก็ปรากฏตัวขึ้นนานแล้ว”
ตอนนี้คิดๆ ดูแล้วก็ใช่ ครานั้นหากไม่มีหานเจวี๋ย เกรงว่าเขาคงสิ้นชีพด้วยน้ำมือของทหารสวรรค์แห่งวังสวรรค์ หากไม่มีหานเจวี๋ย เขาคงไม่ถูกจักรพรรดิสวรรค์เลื่อนขั้นให้เป็นพิเศษ
หากไม่มีหานเจวี๋ย ฟางเหลียงคงไม่ให้ความสำคัญกับเขา และยิ่งไม่ได้กลายเป็นบรรพชนสวรรค์แห่งเผ่าสวรรค์
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มาจากหานเจวี๋ย
อาจารย์ของเขา
หลังจี้เซียนเสินจากไป หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
เรื่องให้การสนับสนุนวังสวรรค์ เขายังไม่จัดการในทันที ยังมีเวลาอีกมาก
เจตจำนงแห่งสำนักซ่อนเร้นไม่มีทางแปรผัน หากไม่บรรลุครึ่งอริยะ ห้ามออกจากเขาเด็ดขาด
ตอนนี้มีแค่หลี่เต้าคงที่เป็นตัวแทนสำนักซ่อนเร้นออกไปเยือนโลกภายนอกได้ แต่หานเจวี๋ยเกรงว่าเขาจะถูกปิดล้อมโจมตี ยังต้องไปฝึกบำเพ็ญไปอีกสักระยะ
เพียงพริบตาเดียว
ผ่านไปอีกสองร้อยปีแล้ว
ในวันนี้ ขณะที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่หานเจวี๋ยพลันลืมตาขึ้น ใบหน้าเขาเผยความยินดีออกมา
ภายในโลกอนธการเทพมารตนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ซูฉีฟื้นคืนสติ
ซูฉี!
เทพมารมรณะ!
ท่ามกลางปราณเทพมาร ซูฉีขดตัวเป็นก้อน รูปลักษณ์ของเขาก่อตัวขึ้นตามหน้าตาในชาติก่อน ร่างกายเปลือยเปล่า
เขาลืมตาขึ้นช้าๆ มองไปรอบๆ ด้วยความมึนงง
ความทรงจำในชาติก่อนไหลทะลักปานธารน้ำพุ แววตาของเขาค่อยๆ แจ่มใสขึ้น
“อริยะมิ่งจี…พลังวิเศษทำลายมรรคา…”
“เหตุใดข้ายังมีชีวิตอยู่”
ซูฉีมองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง มองเห็นข้างกายมีปราณดำเป็นกลุ่มก้อน ทำให้เขาบังเกิดความรู้สึกต่อต้านตามสัญชาตญาณ ถึงขั้นเกิดจิตคิดสังหาร
เขาอยากกำจัดปราณดำเหล่านี้!
จิตสังหารนี้ทำให้เขารู้สึกตกใจ
“ข้าเป็นอะไรไป”
ซูฉีไม่เข้าใจจิตใจของตน เขารู้สึกเสมอว่าตนคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไป เขามองดูร่างกายตนเอง ดูเหมือนจะเป็นกายจิต ทว่าให้ความรู้สึกว่ามีโลหิตไหลเวียนอยู่
“อย่าได้กังวล ฝึกบำเพ็ญให้ดี มีอาจารย์อยู่ทั้งคน”
น้ำเสียงอันคุ้ยเคยสายหนึ่งดังขึ้น ซูฉีได้ฟังก็อยากหลั่งน้ำตา
เป็นอาจารย์จริงๆ!
ซูฉีคิดว่าใต้หล้านี้หากจะมีใครให้ความช่วยเหลือเขาได้ ก็คงมีเพียงอาจารย์ของเขา
ซูฉีรีบถาม “อาจารย์ ข้าอยู่ที่ไหนขอรับ รอบข้างคือสิ่งใด”
หานเจวี๋ยก็มิได้ปิดบัง บอกเล่าแผนการที่ตนเตรียมจะสร้างเทพมารฟ้าบุพกาลออกมา รวมถึงเรื่องที่ซูฉีกลายเป็นเทพมารมรณะด้วย
พอเขาเล่าจบ ซูฉีก็ตกอยู่ในความตื่นตะลึง
เทพมารฟ้าบุพกาล!
เขาเคยได้ยินเรื่องเทพมารฟ้าบุพกาล นั่นคือตัวตนยุคก่อนเบิกฟ้า เมื่อนึกถึงเทพมารฟ้าบุพกาล มักจะถูกนำไปเทียบเคียงกับเทพบรรพกาลผานกู่ผู้เบิกฟ้าแยกปฐพี
อาจารย์เป็นตัวตนเช่นใดกันแน่
หรือว่าเขาสิ้นชีพไปนานจนไม่อาจนับปีได้ กระทั่งอาจารย์บรรลุมรรคา ถึงขั้นที่ก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ไปได้แล้ว
จิตใจซูฉีตื่นเต้นฮึกเหิม พอนึกถึงว่าตนกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล เขาก็อดไม่ได้ที่จะวาดฝันถึงอนาคต
ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากชะตากรรมดาวตัวซวยของตนได้!
“อาจารย์ ข้าคือเทพมารใดหรือขอรับ”
“เทพมารมรณะ”
“อ่า…”
ซูฉีทึ่มทื่อไปเสียแล้ว
เทพแห่งความโชคร้ายกับเทพมารมรณะ ต่างกันตรงไหน
เขายังคงหนีไม่พ้นชะตากรรมของตนอยู่ดี!
“วางใจเถอะ เจ้าไม่ถูกผูกมัดด้วยมรรคาสวรรค์อีกต่อไป หากควบคุมพลังของเจ้าให้ดี เจ้าไม่มีทางเป็นเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้”
หานเจวี๋ยเอ่ยปลอบ ซูฉีได้ยินดังนั้นสีหน้าหม่นหมองก็พลันผ่องใส หากเป็นหานเจวี๋ยพูด เขาย่อมเชื่อแน่นอน
สองศิษย์อาจารย์พูดคุยกันอยู่นาน
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง
ซูฉีฟื้นตื่น นับว่าเขาได้โล่งใจเสียที ก่อนหน้านี้กังวลมาโดยตลอดว่าจะทำให้ซูฉีตาย
โชคดีที่สถานการณ์น่าตระหนกทว่าไร้อันตราย นับจากนี้ไป ซูฉีนับว่าถอดร่างผลัดกระดูก มีฐานะเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล คุณสมบัติของเขาแกร่งกล้ายิ่งกว่าหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเสียอีก!
หานเจวี๋ยแย้มยิ้ม จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
เรื่องของซูฉี หานเจวี๋ยวางแผนที่จะปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน รอให้ซูฉีพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์มีจำกัด แต่หานเจวี๋ยเลือกเส้นทางพิสูจน์มรรคโดยไม่ข้องเกี่ยวกับมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์ก็เข้ามายุ่งไม่ได้
เวลาดำเนินต่อไป
หกสิบปีต่อมา
นอกเขตเซียนร้อยคีรีมีผู้มาเยือนอีกแล้ว
“หานเจวี๋ย ข้าคือร่างแยกของมหาจักรพรรดิเซียว มาเยี่ยมเยือนโดยเฉพาะ”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้น
คนผู้นี้มาได้อย่างไร
หรือว่าจะเกิดเรื่อง
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบดูก่อน
[มหาจักรพรรดิเฉิน: ครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ ร่างจำลองอริยะ จักรพรรดิมนุษย์แห่งเผ่ามนุษย์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
หืม?
อริยะเผ่ามารจะแทรกซึมอยู่ในเผ่ามนุษย์ด้วยฐานะจักรพรรดิมนุษย์ผู้หนึ่งหรือ
หานเจวี๋ยไม่มีสิทธิ์ค่อนขอด ต่อมาจึงเปิดใช้แบบจำลองการทดสอบ
สังหารได้ในเสี้ยววินาที!
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย เคลื่อนย้ายมหาจักรพรรดิเฉินเข้ามาในอารามเต๋าโดยตรง ไม่ให้โอกาสมหาจักรพรรดิเฉินได้วิ่งพล่านไปทั่ว ภายในอารามเต๋ามีเขตอาคมระบบอยู่ จิตรับรู้ของมหาจักรพรรดิเฉินไม่อาจเล็ดรอดออกไปได้
หลังจากมหาจักรพรรดิเฉินร่อนลงสู่พื้นก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้
เขาแผ่จิตรับรู้ออกไปตามสัญชาตญาณ ผลคือจิตรับรู้ถูกสกัดขวางไว้ด้วยอำนาจลึกลับ
เขาพลันกระจ่างใจในทันใด เห็นทีว่าหานเจวี๋ยจะไม่ต้องการให้เขาเห็นอาณาเขตเต๋า
“อริยท่านมาเยือน มีธุระใดหรือ” หานเจวี๋ยถาม
มหาจักรพรรดิเฉินนั่งลง กล่าวว่า “อยากเชิญเจ้าไปที่อาณาเขตเต๋า แต่เจ้าขี้ระแวงเกินไป ข้าจึงได้แต่เป็นฝ่ายมาหาเอง”
หานเจวี๋ยไม่ปริปากเอ่ยคำ รอให้เขาเป็นฝ่ายพูดต่อไป
มหาจักรพรรดิเฉินเอ่ยว่า “ขอกล่าวอย่างมิปิดบัง ข้าคืออริยะแห่งเผ่ามาร เมื่อนานแสนนานมาแล้ว บรรพชนเต๋าเหยียบย่ำเผ่ามารเพื่อพิสูจน์มรรค แต่เขามิได้เข่นฆ่าล้างบาง ยังมอบหนทางรอดเสี้ยวหนึ่งไว้ให้เผ่ามาร แม้จะเป็นเช่นนี้ เผ่ามารก็ถูกกดขี่มาโดยตลอด ความผิดบาปในโลกส่วนใหญ่ล้วนตกใส่หัวเผ่ามาร สรรพสิ่งคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิดบาปแค่ไหนขอเพียงเผ่ามารเป็นผู้กระทำ ก็เป็นเรื่องชอบธรรมตามสมควรแล้ว”
“หลังจากบรรพชนเต๋าจากไป สถานการณ์ของเผ่ามารยากลำบากกว่าเดิม ยามนี้สี่อริยะแห่งสำนักเต๋าไม่ทราบว่าวางแผนอันใดอยู่ ฉิวซีไหลรับตัวอริยะมิ่งจีที่เป็นบ้าไปแล้วเอาไว้ ฝูซีเทียนก็ไปมาหาสู่กับฉิวซีไหลอย่างสนิทสนม ระหว่างอริยะเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง หากเจ้าและข้าไม่ร่วมมือกัน เกรงว่าต้องถูกเพ่งเล็งแน่”
หานเจวี๋ยเงียบงัน ไม่ได้ให้คำตอบในทันที
อริยะแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถึงอย่างไรก็ต้องต่อสู้ช่วงชิงดวงชะตา
หานเจวี๋ยอาจจะแย่งชิงดวงชะตาได้ หรืออาจจะแย่งชิงไม่ได้
อย่างไรก็ตามเหล่าอริยะต่างวางแผนปองร้ายเขา เขาจึงรังเกียจอริยะอยู่บ้างอย่างไม่อาจเลี่ยง
ก่อนหน้านี้เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเคยสั่งการให้สรรพสิ่งมาล้อมโจมตีเขตเซียนร้อยคีรี ยังมีผู้ทรงพลังอย่างบรรพจารย์ซานชิงและมารพันคลั่งบุกมาโจมตีด้วย
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “หากร่วมมือกับท่าน ข้าต้องแลกด้วยสิ่งใด แล้วแผนการของท่านคืออะไร”
หานเจวี๋ยทำงานคนเดียวได้ หากว่าร่วมมือกับมหาจักรพรรดิเซียว เขากลัวว่าจะถูกมหาจักรพรรดิเซียวทำให้เดือดร้อน
ถึงอย่างไรก็เป็นเผ่ามาร!
หานเจวี๋ยยอมรับว่าตนมีอคติต่อเผ่ามารจริงๆ
มหาจักรพรรดิเฉินเอ่ยว่า “ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องทำอะไร หากตัวข้าต้องการแสวงหาประโยชน์ ข้าจะลงมือด้วยตัวเอง หากดำเนินไปถึงจุดที่ต้องแบ่งฝ่ายต่อสู้กัน ข้าถึงจะขอให้เจ้าลงมือ แน่นอน หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วย พูดมาได้เลย ข้าจะลงมือตามดุลยพินิจ”
หานเจวี๋ยปรับมุมมองที่มีต่อมหาจักรพรรดิเซียว อย่างน้อยมหาจักรพรรดิเซียวก็ดูไม่ละโมบโลภมาก
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของมหาจักรพรรดิเซียวยังมีปรมาจารย์ลึกลับอยู่ หานเจวี๋ยไม่กล้าบุ่มบ่ามตอบตกลง
“เอาเช่นนี้เถอะ ข้าขอพิจารณาดูสักหน่อย หากต้องร่วมมือกับอริยะ จะเลือกท่านอย่างแน่นอน พูดกันตามตรง อริยะรายอื่นเคยวางแผนต่อข้า ข้าทราบทั้งสิ้น ข้าไม่มีทางร่วมมือกับอริยะรายอื่น ข้อนี้ท่านวางใจได้” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยความจริงจังโuเวลกูดoทคoม
มหาจักรพรรดิเฉินขมวดคิ้ว ทว่าก็ไม่ได้พูดมากอีก
ทั้งสองสนทนากันสั้นยิ่งนัก
เวลาผ่านไปครึ่งถ้วยชา หานเจวี๋ยส่งตัวมหาจักรพรรดิเฉินออกไป
เมื่อมหาจักรพรรดิเฉินจากไป หานเจวี๋ยพลันบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้น
‘ข้าอยากรู้ว่าก่อนมหาเคราะห์ครั้งต่อไปจะเปิดฉาก ดวงชะตามรรคาสวรรค์ของผู้ใดแข็งแกร่งที่สุด’
หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สี่พันล้านปีเท่านั้น!
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ย
ฉิวซีไหล!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เป็นเขาไปได้อย่างไร
หรือเป็นเพราะมรรคาสวรรค์ให้การสนับสนุนเขา
‘ข้าอยากช่วงชิงดวงชะตาทั้งหมดมา เหตุใดถึงมิใช่ข้า’ หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
‘ข้าอยากรู้ว่ายามที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปเปิดฉากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างข้าและฉิวซีไหลเป็นอย่างไร’
[ท่านสำเร็จเป็นอริยะแล้ว ไม่สามารถทำนายเกี่ยวกับตัวเองได้อีก มิเช่นนั้นผลกรรมจะคลาดเคลื่อน มหามรรคจะขับไล่]
ยังทำนายไม่ได้อีกหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกหดหู่
‘เช่นนั้นข้าอยากรู้ว่าก่อนมหาเคราะห์ครั้งต่อไปเปิดฉากขึ้น สำนักซ่อนเร้นของข้าเป็นอย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาอยู่ภายในเขตเซียนร้อยคีรี
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขตเซียนร้อยคีรีพังราบเป็นหน้ากลอง รกร้างไปหมด แม้แต่ต้นฝูซังก็ไม่อยู่แล้ว
‘หรือตัวข้าในอนาคตโยกย้ายอาณาเขตเต๋าจากไป’
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง
เวลานี้เอง เขามองเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่บนพื้นที่รกร้าง
เขาเพ่งสายตามอง พบว่าเป็นหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงถือกระบี่ไว้ในมือข้างหนี่ง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เงยหน้ามองฟากฟ้า
ท้องนภาสีแดงฉาน ราวกันยามสนธยามาเยือน บนหมู่เมฆซ้อนเป็นชั้นมีเงาร่างหกร่าง ยิ่งใหญ่ทรงบารมี
เป็นเทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะจินอัน ฉิวซีไหล ฝูซีเทียนและอริยะมิ่งจี
เทพสูงสุดหนานจี๋ตวาดกร้าว “สำนักซ่อนเร้นไม่มีอยู่แล้ว เจ้าสำนักของพวกเจ้าถูกมรรคาสวรรค์ตัดขาด หลี่เต้าคง ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้าอีกครั้ง คุกเข่าลง!”
เผชิญหน้ากับหกอริยะสูงส่งเหนือปวงชน หลี่เต้าคงกลับไม่หวั่นเกรง ท่าทางสงบนิ่ง แววตาเยือกเย็น
“คุกเข่าหรือ น่าขัน!”
ใบหน้าหลี่เต้าคงปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน เอ่ยว่า “หากมอบเวลาให้ข้าอีกหนึ่งมหาเคราะห์ ข้าสามารถปลิดชีพพวกเจ้าได้ในกระบี่เดียว!
อริยะหรือ อริยะที่แท้จริงสูญสิ้นไปนานแล้ว อริยะอย่างพวกเจ้าเพียงสวมหัวโขนอริยะไว้ ทำทุกวิถีทางเพื่อสนองต่อความต้องการของตน
สำนักซ่อนเร้นของข้ามิได้พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือพวกเจ้า เพียงยากจะต้านศัตรูมหาศาลได้เท่านั้น!
ข้า หลี่เต้าคง ก็ไม่ยอมสิ้นชีพด้วยน้ำมือพวกเจ้าเช่นกัน พวกเจ้าไม่คู่ควร!”
เมื่อหลี่เต้าคงกล่าวจบ แสงเจิดจ้าพลันระเบิดออกมาจากร่าง
ฉากสถานการณ์สลายลงตรงนี้
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง คิ้วของเขาขมวดแน่น
น่าอนาถปานนี้เชียวหรือ
มรรคาสวรรค์จ้องเล่นงานสำนักซ่อนเร้นใช่หรือไม่
ดูจากคำพูดของหลี่เต้าคง น่าจะเป็นเช่นนี้ ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยก็ทำนายพบว่ามรรคาสวรรค์หลอกใช้ฉิวซีไหลมาเล่นงานตน
หานเจวี๋ยถามในใจเงียบๆ ‘หากข้าสาปแช่งมรรคาสวรรค์โดยตรง จะเป็นอย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[เสี่ยงเผชิญการสะท้อนกลับของมรรคาสวรรค์ได้ง่ายๆ หากสาปแช่งสำเร็จ ทุกสิ่งภายใต้มรรคาสวรรค์จะล่มสลายทั้งหมด]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ทำลายล้างทุกอย่างในมรรคาสวรรค์ นั่นออกจะเกินไปหน่อย หากไม่บีบคั้นจวนตัว ก็ช่างเถอะ
‘เห็นทีว่าจำเป็นต้องแย่งชิงดวงชะตา ควบคุมมรรคาสวรรค์เสียแล้ว’
หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้ว ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
‘ยังเหลือเวลาอีกเท่าไรกว่าจะถึงช่วงเวลาที่วิวัฒนาการได้เมื่อครู่’ หานเจวี๋ยถาม
[อีกสามพันล้านปีให้หลัง]
ครั้งนี้ระบบไม่ได้หักอายุขัย
เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกนานหานเจวี๋ยก็พลันโล่งใจ
ยังไม่สาย!
ในเมื่อทราบผลลัพธ์แล้ว เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้!
หนักแน่นไว้ก่อน!
รอให้สำนักซ่อนเร้นมีครึ่งอริยะคนอื่นปรากฏขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ส่งหลี่เต้าคงไปช่วยเหลือทางเผ่าสวรรค์แค่คนเดียว หานเจวี๋ยรู้สึกไม่วางใจ
ต่อให้หลี่เต้าคงแข็งแกร่งแค่ไหน ก็มิใช่อริยะ หากเผชิญกับการปิดล้อมโจมตีจากครึ่งอริยะ อาจจะเสียเปรียบบ้างไม่มากก็น้อย
หานเจวี๋ยหลับตา ฝึกบำเพ็ญต่อ
….
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม ขณะที่มหาจักรพรรดิเฉินกำลังจะเหินสู่ด้านบนต่อ เงาร่างหนึ่งพลันบึ่งทะยานเข้ามาหา
มหาจักรพรรดิเฉินเหลือบมอง ขมวดคิ้วนิดๆ
ผู้มาคือสือตู๋เต้าผู้มีรูปร่างหน้าตาเช่นเดียวกับจ้าวอวิ๋น เตี่ยนเหวยและซือหม่าอี้
สือตู๋เต้าสวมชุดดำปักลายมังกร บุคลิกองอาจ แววตาคมกริบ
เขาหยุดลงตรงหน้ามหาจักรพรรดิเฉิน “พิจารณาดูแล้วหรือยัง”
มหาจักรพรรดิเฉินกล่าวอย่างสงบ “วิถีไร้พ่ายของเจ้ามีผู้ติดตามมากน้อยเพียงใด”
สือตู๋เต้าตอบ “สามพันคนแล้ว ต่างคนต่างมีพลังวิเศษ เพียงพอจะถล่มสำนักดวงชะตาใดๆ สักแห่งในโลกได้”
“กล่าวอีกอย่างคือ สู้สำนักดวงชะตาที่ร่วมมือกันตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปไม่ได้กระมัง”
การย้อนถามของมหาจักรพรรดิเฉิน เมื่อสือตู๋เต้าได้ฟังก็ขมวดคิ้ว
สือตู๋เต้าจ้องมองมหาจักรพรรดิเฉิน เอ่ยว่า “แม้เจ้าจะเป็นจักรพรรดิมนุษย์แห่งเผ่ามนุษย์ แต่เผ่ามนุษย์ลืมเจ้าไปนานแล้ว มิสู้มาติดตามข้า หากใช้มือเดียวบังฟ้าได้ เผ่ามนุษย์ต้องหวนคืนฐานะเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์แน่นอน”
มหาจักรพรรดิเฉินส่ายหน้า กล่าวว่า “แดนเซียนมีอาณาจักรนับร้อย มรรคาสวรรค์มีโลกานับหมื่น ตัวเจ้าสือตู๋เต้ามิใช่อันดับหนึ่งในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าอริยะ คิดจะดึงตัวข้าเข้าพวก เจ้าต้องประกาศศักดาให้ได้เสียก่อน เมื่อเจ้ากลายเป็นอันดับหนึ่งในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าอริยะ เกรงว่านอกจากข้าแล้ว เหล่าผู้ทรงพลังในโลกมนุษย์ล้วนแต่จะบ่ายหน้ามาหาเจ้าแน่”
คิ้วของสือตู๋เต้าขมวดแน่นกว่าเดิม
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ หันหลังจากไป หายลับไปจากขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
มหาจักรพรรดิเฉินส่ายหน้า หายไปจากชั้นฟ้าที่สิบสาม
….
สามร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยแสดงธรรมเสร็จสิ้น เขตเซียนร้อยคีรีเงียบสงัดไปหมด ศิษย์นับล้านยังคงอยู่ในสภาวะตระหนักมรรค
หานเจวี๋ยเดินมาหยุดหน้าต้นฝูซัง สังเกตการเติบโตของต้นฝูซัง มิใช่แค่ต้นฝูซัง ใต้ต้นยังมีของล้ำค่าฟ้าดินอีกมากมาย ล้วนเติบโตขึ้นเป็นอย่างดี
เจ้าใหญ่ เจ้ารองและไก่คุกรัตติกาลหมอบอยู่บนกิ่งไม้ ร่างกายล้วนใหญ่โตยิ่งนัก
เมื่อไก่คุกรัตติกาลไม่อ้าปากพูด ช่างดูน่าเกรงขามจริงๆ ให้ความรู้สึกข่มขวัญยิ่ง ราศีไม่ด้อยไปกว่าอีกาทองอีกสองตัวเลย
ช่วงนี้หานเจวี๋ยพบว่าไอเซียนและปราณฟ้าประทานภายในอาณาเขตเต๋าใกล้จะตอบสนองต่อทุกคนไม่ทันแล้ว
ถึงแม้ไอเซียนของอาณาเขตเต๋าจะหนาแน่นกว่าพื้นที่ใดๆ ในมรรคาสวรรค์ แต่ขนาดของอาณาเขตเต๋าไม่อาจเทียบเคียงกับมรรคาสวรรค์ได้
ระดับเทพหลายพันคน ต้าหลัวหลายคน ยังมีผู้บำเพ็ญอีกนับล้าน อาณาเขตเต๋าค่อนข้างตามไม่ทันจริงๆ
‘นอกจากค่ายกลของอาณาเขตเต๋า ข้ายังต้องพิจารณาถึงระดับพลังวิญญาณด้วย’
หานเจวี๋ยถอนหายใจอยู่ภายในใจ nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
หากในอาณาเขตเต๋ามีคนเพียงจำนวนหนึ่ง ไม่มีทางต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ แต่เขาชุบเลี้ยงสิ่งมีชีวิตนับล้าน มีได้ก็ต้องมีเสีย
แต่ตอนนี้ยังพอใช้ได้ ขอเพียงจำนวนสิ่งมีชีวิตไม่เพิ่มขึ้นอีก ความเร็วในการทะลวงระดับของเหล่าศิษย์ไม่ได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น น่าจะไม่ต้องกังวลถึงปัญหาด้านพลังวิญญาณ
‘เหตุใดข้าถึงคิดเช่นนี้เล่า นี่มิใช่สิ่งที่ข้าต้องการหรอกหรือ’
หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดขำออกมา
อีกไม่กี่ร้อยปี เขาก็จะอายุครบสี่หมื่นปีแล้ว
ยามที่อายุสี่หมื่นล้านปีน่าจะได้ของดีบ้าง ไม่เรียกร้องถึงการยกระดับระบบก็ได้ แต่ยกระดับอาณาเขตเต๋าสักครั้งน่าจะไม่เกินไปกระมัง
หานเจวี๋ยคุยกับระบบอยู่ในใจ
ระบบไม่ได้ตอบกลับ เป็นปกติยิ่ง เจ้าระบบนี้ไม่ได้มีสติปัญญามากนัก เวลาทั่วไปไม่ได้สื่อสารพูดคุยกับหานเจวี๋ยเลย
ถ้ามันสื่อสารกับหานเจวี๋ยบ่อยๆ จริง เขาคงตระหนกกระสับกระส่าย ราวกับมีใครอีกคนอาศัยอยู่ในร่างเขา
จากนั้น หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า ฝึกบำเพ็ญไปพลาง ตรวจดูจดหมายไปพลาง
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ไท่กู่หยวนเฟิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับการเข้าฝันจากบรรพชนเต๋า พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามาร] x13920
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมหาจักรพรรดิเซียวสหายของท่าน]
[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
….
เมื่อไล่อ่านลงไป บาดเจ็บสาหัสกันมากมายนัก!
เขานึกว่ามหาเคราะห์เปิดฉากขึ้นเสียแล้ว
สหายที่หายหน้าไปนานบางส่วนต่างเริ่มโผล่มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดและไท่กู่หยวนเฟิ่ง
ยังมีหานมิ่งด้วย…
สำหรับหานมิ่งน้องชายราคาถูกคนนี้ หานเจวี๋ยแทบจะลืมไปแล้ว ถึงอย่างไรสายสัมพันธ์ทางสายเลือดก็ตัดขาดไปนานแล้ว
หานมิ่งก็รู้ความยิ่ง ไม่เคยกลับมาหาหานเจวี๋ย สร้างความยุ่งยากให้เขาเลย
เสมือนทั้งสองไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ต่างคนต่างอยู่
สิ่งที่ควรค่าพอให้กล่าวถึงคือ ค่าความประทับใจที่หานมิ่งมีต่อหานเจวี๋ยยังคงเป็นหกดาว กล่าวให้ชัดคือไม่เคยลืมหานเจวี๋ยหรือเกลียดชังเขาเลย
หากคุณสมบัติหานมิ่งไม่ย่ำแย่ ก็พอรับไว้ได้
น่าเสียดาย
หานเจวี๋ยเพียงคิดไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดปล่อยให้หานมิ่งกลายเป็นจุดอ่อนของตน
อย่าว่าแต่หานมิ่งเลย หากหานเจวี๋ยต้องเผชิญสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ หากไม่มีวิธีอื่น เขาจะเลือกเพียงตัวเองเสมอ
ชีวิตชาตินี้ของเขา เพียรพยายามเพื่อชีวิตยืนยาวอมตะเท่านั้น ทุกอย่างที่ได้รับมาระหว่างทางล้วนเป็นกำไร ไม่อาจหลงลืมเจตจำนงได้
ในไม่ช้า ความสนใจของหานเจวี๋ยก็ย้ายไปอยู่ที่บุคคลอื่น
เพราะเวรกรรม จึงมีการต่อสู้กันไม่สิ้นสุด
หากมีปราณม่วงอนธการสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาจริงๆ จะไม่วุ่นวายกว่าเดิมหรือ
หานเจวี๋ยค่อนข้างตั้งตารออย่างน่าประหลาด
“ข้า เทพสูงสุดหนานจี๋ อีกร้อยปีให้หลัง จะแสดงธรรม ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม สรรพสิ่งมาสดับฟังได้ทั้งสิ้น ในการสดับครั้งนี้จะเป็นการกำหนดตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์!”
เสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วฟ้าดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดของสำนักซ่อนเร้นสะดุ้งตื่นขึ้นมา
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วแวบหนึ่ง
เริ่มขุดหลุมพรางดักคนอีกแล้ว!
นี่คงต้องการหลอกล่อสรรพสิ่งกระมัง
หานเจวี๋ยลังเล ฉวยโอกาสสาปแช่งเทพสูงสุดหนานจี๋ตอนแสดงธรรมสักหน่อยดีหรือไม่
ช่างเถอะ หากเทพสูงสุดหนานจี๋เป็นบ้าไป ผู้สดับฟังมรรคจะมีอันตราย ก่อบาปมหันต์เกินไป
[เจ้าแม่หนี่ว์วาต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
ข้อความแถวหนึ่งพลันเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
เจ้าแม่หนี่ว์วาหรือ
หานเจวี๋ยตะลึง บังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ
เทพสูงสุดหนานจี๋เพิ่งประกาศว่าจะคัดเลือกผู้รับตำแหน่งอริยะ เจ้าแม่หนี่ว์วาก็ส่งคำขอเข้าฝันหานเจวี๋ยตามมาติดๆ
หรือว่าเจ้าแม่หนี่ว์วาจะจับตามองมรรคาสวรรค์อยู่ตลอด
หานเจวี๋ยลอบหวาดระแวง คงมิใช่ว่าเจ้าแม่หนี่ว์วาจะใช้เขาต่างหัวหอกกระมัง
‘หากข้าตอบรับการเข้าฝันของเจ้าแม่หนี่ว์วา มีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
จุ๊ๆ ค่าตัวแพงกว่ามรรคาสวรรค์เสียอีก
ดำเนินการต่อ!
[มี]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เช่นนั้นไม่ตอบรับน่าจะดีกว่า
เขาทำนายด้วยตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงเอง
‘ข้าอยากรู้ว่าเจ้าแม่หนี่ว์วามาหาข้าด้วยเหตุใด’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ทำไมเพิ่มเป็นเท่าตัวเลยล่ะ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วขณะเลือกดำเนินการต่อ
จากนั้น เขาก็เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
ที่นี่คือทะเลดวงดาวกว้างใหญ่ไพศาล ดาราพร่างพราว ทางช้างเผือกพาดผ่าน เป็นภาพที่งดงามและลึกลับ
เจ้าแม่หนี่ว์วายืนอยู่ท่ามกลางแสงรุ้งพรายเจ็ดสี เหนือศีรษะนางมีดวงตาคู่หนึ่ง ใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง เสมือนดวงตาข้างเดียวก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวาล
“มรรคาสวรรค์บังเกิดสติปัญญา แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากความละโมบของเหล่าอริยชน สรรพสิ่งเผชิญภัยพิบัติ มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่อาจจุดประกายขึ้นจากเหตุนี้”
น้ำเสียงเฉยเมยแว่วดังขึ้นมา ก้องไปทั่วจักรวาล
เจ้าแม่หนี่ว์วาขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ข้าก้าวข้ามมรรคาสวรรค์แล้ว ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องมรรคาสวรรค์อีก”
อีกฝ่ายกล่าวต่อ “แต่รากเหง้าเจ้าอยู่ที่มรรคาสวรรค์ แม้นเจ้าจะเทียบเทียมมหามรรค แต่หากสิ้นมรรคาสวรรค์ วันหน้าหากเจ้าเผชิญอันตราย ต่อให้อยากถือกำเนิดใหม่ ก็อย่าได้หมายเลย”
คิ้วของเจ้าแม่หนี่ว์วาขมวดแน่นกว่าเดิม
หานเจวี๋ยอยากรู้ว่าคู่สนทนาของเจ้าแม่หนี่ว์วาคือใคร ฟังดูคล้ายจะวางท่ายิ่งนัก
เจ้าแม่หนี่ว์วาถอนหายใจ ถามขึ้นว่า “ข้าควรทำอย่างไร”
“เจ้าต้องคิดหาทางเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง แต่ไหนแต่ไรมาอริยะอย่างพวกเจ้าก็ทำกันเช่นนี้”
“ได้”
หานเจวี๋ยฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ อีกฝ่ายเอ่ยเสียดสีอยู่ชัดๆ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าแม่หนี่ว์วาจะไม่โกรธ นี่หมายความว่าอีกฝ่ายเหนือกว่าเจ้าแม่หนี่ว์วานัก เป็นใครกันแน่
ในเวลานี้เอง ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลงตรงนี้
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ที่คุยกับเจ้าแม่หนี่ว์วาในฉากวิวัฒนาการเป็นใคร’
[ไม่สามารถวิวัฒนาการถึงร่างจริงของตัวตนนี้ได้ ระบบต้องทำการยกระดับอีกครั้ง]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เลิศล้ำปานนี้เชียวหรือ
คงมิใช่ว่าเป็นบรรพชนเต๋าจริงๆ กระมัง!
ที่ผ่านมา หานเจวี๋ยไม่สามารถวิวัฒนาการถึงบรรพชนเต๋าได้ อย่างมากที่สุดก็ทำนายถึงร่างแยกหรือร่างจำลองของบรรพชนเต๋าได้เท่านั้น
มีจุดหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ บรรพชนเต๋ายังไม่ตายแน่นอน!
‘พอดีนัก เจ้าแม่หนี่ว์วาต้องการใช้ประโยชน์ข้าไปเล่นงานอริยะ เช่นนั้นความฝันนี้จะตอบรับหรือไม่ตอบรับก็ได้ทั้งนั้น ถึงอย่างไรนางก็มองออก’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
….
หนึ่งร้อยปีผ่านไปเร็วยิ่ง
ในวันนี้ หานเจวี๋ยเงยหน้ามองออกไป เห็นเงาร่างมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ตำหนักอาณาเขตเต๋าหลังหนึ่ง ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
เทพสูงสุดหนานจี๋กำลังจะแสดงธรรม
หานเจวี๋ยตบตีกับตัวเองอยู่พักหนึ่ง ยังคงตัดสินใจเล่นงานเทพสูงสุดหนานจี๋สักระลอกหนึ่ง
อย่างน้อยก็ไม่อาจปล่อยให้เทพสูงสุดหนานจี๋ต้มตุ๋นหลอกลวงอย่างราบรื่นถึงเพียงนั้นได้
เขาไม่ได้สาปแช่งทันที แต่รอไปก่อน
ห้าวันผ่านไป
เขาเริ่มทุ่มกำลังสาปแช่งเทพสูงสุดหนานจี๋!
ในเวลาเดียวกันนี้
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ตำหนักเทพสูงสุด
เทพสูงสุดหนานจี๋นั่งสมาธิอยู่บนแท่นดอกบัว จู่ๆ เขาพลันลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น
ในห้องโถงมีผู้สดับธรรมหลายพันคน ตบะต่ำสุดคือจักรพรรดิเซียน ทั้งหมดล้วนจมจ่อมอยู่ในสภาวะตระหนักมรรค
‘สมควรตาย สาปแช่งข้าเอาตอนนี้เสียได้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!’
เทพสูงสุดหนานจี๋ก่นด่าอยู่ในใจ เขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มใคร่ครวญว่าผู้ใดถึงจะใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ตอนนี้ในหมู่อริยะล้วนกล่าวกันว่าหานเจวี๋ยคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่เขาไม่คิดเช่นนี้
ถึงอย่างไรในฉากหน้าหานเจวี๋ยก็ไม่เคยปะทะกับพวกเขาเลย สำนักซ่อนเร้นก็หลบซ่อนอยู่กับที่มาโดยตลอด ดังนั้นเขายังคงสงสัยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเป็นอริยะรายอื่นโนlวลกูดอทคoม
เนื่องจากหานเจวี๋ยไม่ได้อยู่บนชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เจ้าแดนต้องห้ามอันธการตัวจริงจึงโยนความผิดให้เขาได้ตามสบาย
ถึงแม้เทพสูงสุดหนานจี๋จะไม่ชอบหานเจวี๋ย แต่เขาชิงชังฉิวซีไหลมากกว่า
เทพสูงสุดหนานจี๋จำเป็นต้องโคจรพลังเวทต่อต้านพลังคำสาปแช่ง
ผ่านไประยะหนึ่ง
เทพสูงสุดหนานจี๋กัดฟัน ถ่ายทอดเสียงหาหลี่มู่อีและเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย
ในไม่ช้า สองอริยะก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเทพสูงสุดหนานจี๋
หลี่มู่อีสะบัดแขนเสื้อ ก่อเขตอาคม ผู้สดับธรรมจะมองไม่เห็นการมีอยู่ของพวกเขา
สองอริยะยกมือขึ้น ใช้พลังเวทของตนช่วยสนับสนุนเทพสูงสุดหนานจี๋
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขมวดคิ้ว ถ่ายทอดเสียงสนทนากัน “ต้องกำจัดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการให้ได้ จะลงมือกับสำนักซ่อนเร้นเมื่อไร”
หลี่มู่อีไม่ได้ตอบ ลังเลอยู่เช่นกัน
เทพสูงสุดหนานจี๋กล่าวว่า “หากว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมิใช่สำนักซ่อนเร้น พวกเราทำเช่นนี้มิเป็นการผลักหานเจวี๋ยไปหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยหรี่ตาพลางกล่าวว่า “จะว่าไป ก่อนมหาเคราะห์สิ้นสุดลง ฉิวซีไหลก็เคยคิดจะดึงตัวหานเจวี๋ยเข้าพวก ปกป้องทุกคนที่มีกรรมเชื่อมโยงกับหานเจวี๋ย หรือว่า…”
แววตาหลี่มู่อีวาวโรจน์
ความจริงเขาก็สงสัยแบบนี้อยู่เช่นกัน แต่เขากลัวจะเป็นเช่นนี้จริงๆ
หากฉิวซีไหลคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
อริยะมิ่งจีกลายเป็นบ้า ฉิวซีไหลคืออริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ครอบครองพลังวิเศษทำลายมรรคา!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำจัดอริยะมิ่งจีก่อน ผู้ได้ประโยชน์คือฉิวซีไหล!
“เอาให้พ้นอุปสรรคในขณะนี้ไปก่อน” หลี่มู่อีเอ่ยเสียงขรึม
พวกเขาล้วนรับรู้ได้ว่าพลังคำสาปแช่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก ความทรงพลังระดับนี้คล้ายตอนสาปแช่งอริยะจินอันในครานั้น
….
หลังจากผลาญอายุขัยไปหนึ่งล้านล้านปี หานเจวี๋ยถึงหยุดสาปแช่ง
เขาช้อนตามองขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เหล่าผู้สดับธรรมยังไม่ออกมาจากอาณาเขตเต๋า เห็นทีว่าการแสดงธรรมยังคงดำเนินอยู่
ผ่านไปสักระยะค่อยสาปแช่งอีกแล้วกัน
หานเจวี๋ยนึกถึงความทุกข์ทรมานของเทพสูงสุดหนานจี๋ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเบิกบาน
หลายเดือนผ่านไป
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะสาปแช่งเทพสูงสุดหนานจี๋ เสียงตะคอกที่ฟังดูเผด็จการสายหนึ่งพลันแว่วเข้ามา
“ข้าคือสือตู๋เต้า วันนี้มาท้ารบเจ้าสำนักซ่อนเร้น เพียงรู้ผลแพ้ชนะ ไม่ผูกแค้นอาฆาต!”
เสียงนี้ดังรบกวนศิษย์ทุกคนในสำนักซ่อนเร้น
หานเจวี๋ยมีท่าทางประหลาดอยู่บ้าง
เนื่องจากเขาคัดลอกสือตู๋เต้าไว้ ดังนั้นพอสือตู๋เต้ามาด้วยตัวเอง เขาจึงรู้สึกเหมือนกำแพงมิติคู่ขนานพังทลายลงแล้ว
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย ถ่ายทอดเสียงหาหลี่เต้าคง กล่าวว่า “คนผู้นี้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าอริยะ เจ้าอยากสู้กับเขาดูหรือไม่”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
หลี่เต้าคงตอบทันควัน
จากนั้น หานเจวี๋ยก็เคลื่อนย้ายหลี่เต้าคงออกไป
ห้วงอากาศเหนือขุนเขา สือตู๋เต้าสวมชุดทะมัดทะแมง รัศมีดังสายรุ้ง ยามที่เขาเห็นหลี่เต้าคงปรากฏตัวขึ้น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“เหตุใดถึงเป็นเจ้า” สือตู๋เต้าถามด้วยความไม่พอใจ
หลี่เต้าคงตอบอย่างสงบ “ผู้อาวุโส ยามนี้ข้าคือผู้พิทักษ์สำนักซ่อนเร้น หากต้องการท้าประลองกับเจ้าสำนักของพวกเรา ต้องเอาชนะข้าให้ได้ก่อน!”
ชิ้ง…
เขาชักกระบี่ออกมาจากช่วงเอว กระบี่ของเขามิใช่กระบี่ธรรมดา เป็นสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ เคยเป็นกระบี่คู่ใจของอริยะท่านหนึ่งแห่งนิกายเหริน
สือตู๋เต้าส่ายหน้าพล่างเอ่ยว่า “เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
หลี่เต้าคงปล่อยกระบวนท่าพิฆาตใส่สือตู๋เต้า ว่องไวสุดขีด พริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าสือตู๋เต้า กระบี่วาดลงมา
ตูม!
คลื่นปราณน่าหวาดหวั่นสั่นคลอนฟ้าดิน ก่อร่างเป็นมังกรตัวยาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าขึ้นมาทีละตัวๆ บิดส่ายไปมาด้วยความโอหัง
มองเห็นสือตู๋เต้าใช้นิ้วชี้ปัดกระบี่ของหลี่เต้าคงออกอย่างสบายๆ
สือตู๋เต้าสีหน้าเยียบเย็น เอ่ยอย่างดูหมิ่น “ในเมื่อเจ้าอยากสู้ เช่นนั้นก็มาสู้กัน!”
“ครึ่งอริยะก็กล้ามาท้าทายข้าแล้วหรือ ยามที่ข้าบรรลุครึ่งอริยะ ตัวเจ้าหลี่เต้าคงยังไม่ถือกำเนิดด้วยซ้ำ!”
พอกล่าวจบ สองเนตรของสือตู๋เต้าสาดแสงมืดดำ หลี่เต้าคงตกใจกระโจนหลบทันที
แสงมืดดำส่องวูบไหว ท้องนภาถูกทะลวงพรุนไปทั่ว กระแสมิติเวลาร้อยเรียงผสานอยู่ในโพรงมืดดำทั่วนภา
—
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ