521-525
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 521ถึง525
เจ็ดสิบล้านล้านปี!
แปดสิบล้านล้านปี!
การสาปแช่งช่างผลาญอายุขัยเกินไปแล้วจริงๆ ใช้ระบบวิวัฒนาการก็ยังเสียอายุขัยไม่ถึงหลักล้านล้านปีเลย
การสังหารศัตรูกับการสืบข่าวเป็นคนละเรื่องกันเลยจริงๆ!
หานเจวี๋ยกัดฟันยืนหยัดไว้
รออายุขัยถึงหนึ่งร้อยล้านล้านปีค่อยหยุดแล้วกัน เจ้าพวกสุนัขเหล่านี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เก้าสิบล้านล้านปี!
เก้าสิบห้าล้านล้านปี!
[อริยะจินอันศัตรูคู่อาฆาตของท่าน อริยะจิตเกิดการแตกร้าวเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน ตกต่ำกลายเป็นอริยะคลั่ง]
หานเจวี๋ยหยุดมือทันที หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ตึงเครียดเหลือเกิน!
โชคดีที่ทำสำเร็จ!
หานเจวี๋ยบ่นในใจ ครั้งนี้สิ้นเปลืองมากเกินไปแล้ว
ครั้งหน้าไม่อาจสาปแช่งได้อีก มิสู้ลงมือโดยตรงเสียเลยดีกว่า!
หานเจวี๋ยนึกถึงข้อมูลของอริยะจินอันที่ตนเคยคัดลอกไว้ เขาเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ท้าสู้กับอริยะจินอัน
ผ่านไปไม่นานนัก หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง
อริยะจินอันนับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง!
เหนือกว่าฝูซีเทียน เกือบจะไล่ตามหลี่มู่อีทันแล้ว
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบต่อไป หาวิธีสังหารอริยะจินอันให้ได้ในเสี้ยววินาที
ผ่านไปหลายเดือน จนกระทั่งหลี่เต้าคงมาขอพบหานเจวี๋ย ความเร็วสูงสุดที่หานเจวี๋ยสังหารอริยะจินอันได้คือสามลมหายใจ
ไม่พอ!
ยังไม่เพียงพอ!
หากสังหารศัตรูในเสี้ยววินาทีไม่ได้ จะถูกศัตรูสังหารเอาได้ง่ายๆ!
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง จากนั้นก็ให้หลี่เต้าคงเข้ามาในอารามเต๋า
“เจ้าสำนัก ระยะนี้พลังมรรคของข้าเพิ่มพูนขึ้นอีกครั้ง รู้สึกว่าในระดับครึ่งอริยะ ไม่มีผู้ใดสามารถทำอันใดข้าได้ ข้าสามารถเป็นตัวแทนของสำนักซ่อนเร้นออกไปท้าชิงตำแหน่งอริยะได้ ท่านคิดเห็นประการใดขอรับ” หลี่เต้าคงเอ่ยถาม
เขามีสีหน้าท่าทางจริงจัง จ้องมองหานเจวี๋ยดวงตาเป็นประกาย
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าต้องการปราณม่วงอนธการหรือ”
หลี่เต้าคงพยักหน้า
หานเจวี๋ยชูมือขวาขึ้นมา ปราณม่วงอนธการสายหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ เขากล่าวว่า “ข้ามี เจ้าไม่จำเป็นต้องออกไป อย่างไรก็ตามหากเจ้าพึ่งพาปราณม่วงอนธการพิสูจน์มรรคในยามนี้ วันหน้าจะไม่มีทางได้เป็นยอดฝีมือในหมู่อริยะ”
หลี่เต้าคงเบิกตากว้าง มองมือขวาของหานเจวี๋ยอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เขาเผยท่าทางเช่นนี้ออกมาน้อยครั้งยิ่ง
ครั้งนี้เขาตื่นตะลึงแล้วจริงๆ
เหตุใดหานเจวี๋ยถึงมีปราณม่วงอนธการได้
หรือว่าที่สำนักเต๋ามาล้อมโจมตีหานเจวี๋ยครั้งก่อน จะมิใช่การใส่ไคล้
หานเจวี๋ยเองก็มิได้ปิดบังอำพราง เล่าเรื่องที่หลี่มู่อีช่วยเหลือเซวียนฉิงจวินให้ฟัง
หลี่เต้าคงรู้สึกทอดถอนใจอย่างยิ่ง เขาเคยเคารพหลี่มู่อีที่สุด แต่ยามนี้พอมองดูหลี่มู่อีอีกครั้ง เขาพลันรู้สึกว่าอาจารย์ของตนช่างต่ำช้าโดยแท้ ไม่ได้ผ่าเผยชอบธรรมอย่างที่เห็นในฉากหน้า
“ฝึกบำเพ็ญให้ดี รอจนเจ้าบรรลุระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์แล้ว จะยกปราณม่วงอนธการสายนี้ให้แก่เจ้า กลับกัน หากศิษย์คนอื่นตัดหน้า ชิงบรรลุถึงก่อน เจ้าก็อย่าหวังจะได้ไป” หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างสงบ
เขาคาดหวังในตัวหลี่เต้าคงที่สุด แต่ไม่อาจแสดงออกอย่างชัดเจนเกินไปได้
หลี่เต้าคงสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ค้อมกายคารวะ จากนั้นจึงจากไป
หานเจวี๋ยนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีปราณม่วงมหามรรคสายหนึ่งอยู่ในมือ
ตอนนี้เขายังไม่ได้ตัดสินใจจะยกให้ใคร รอดูท่าทีของเหล่าศิษย์ไปก่อน
จากนั้น หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
หลังจากสำเร็จเป็นอริยะ หานเจวี๋ยยังไม่ได้ฝึกบำเพ็ญเลย
การบำเพ็ญของอริยะมิใช่การดูดซับอีกต่อไป แต่เป็นการตระหนักมหามรรค ทำความเข้าใจและควบคุมมหามรรคให้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ให้พลังมรรคเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยครอบครองมหามรรคต้นกำเนิด เพียงพอที่จะให้ใช้ฝึกบำเพ็ญไปได้ตลอด
ระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้ามิใช่ขีดจำกัดของเขา!
ตอนที่เขาเริ่มฝึกบำเพ็ญ โลกอนธการที่อยู่ในส่วนลึกของวิญญาณเขา ปราณฟ้าบุพกาลและปราณอนธการเริ่มปั่นป่วนขึ้นมา
โลกดาราของเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโลกอนธการแล้ว ปราณแห่งเทพมารยังคงอยู่ในระหว่างหล่อเลี้ยง ความเร็วในการผลิตปราณฟ้าบุพกาลของปฐมศิลาฟ้าบุพกาลก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ
โลกเขย่าพิภพดูเล็กจ้อยอย่างเห็นได้ชัด ไล่ตามการพัฒนาของโลกอนธการไม่ทันอย่างสมบูรณ์
หากมิใช่เพราะมีพลังเวทของหานเจวี๋ยกางกั้นไว้ เกรงว่าโลกเขย่าพิภพคงถูกปราณอนธการของกายดาราอนธการขยี้จนแหลกเป็นผุยผง
หานเจวี๋ยต้องคิดหาทางทำให้โลกเขย่าพิภพเข้ากับโลกอนธการอย่างสมบูรณ์ให้ได้
ต้องทำอย่างไรถึงจะใช้ได้กันนะ nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
หานเจวี๋ยนึกถึงพุทธะอาภรณ์ขาว
ตอนนี้พุทธะอาภรณ์ขาวครอบครองดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพ สองฝ่ายคงอยู่ร่วมกัน หากพุทธะอาภรณ์ขาวผสานเข้ากับโลกอนธการได้ โลกเขย่าพิภพย่อมทำได้เช่นกันหรือไม่
ควรผสานรวมเช่นใดเล่า
หานเจวี๋ยนึกถึงซูฉีอีกครั้ง ไยไม่ลองให้พุทธะอาภรณ์ขาวเอาอย่างซูฉีดูเล่า
‘สังเกตการณ์ไปอีกสักพักก่อนแล้วกัน’
หานเจวี๋ยหลับตาลง ไม่คิดมากต่อไปอีก
….
เพียงพริบตาเดียว ผ่านไปห้าร้อยปี
หลังจากหานเจวี๋ยพิสูจน์มรรคสำเร็จ เหล่าอริยะล้วนไม่มาหาเรื่องเขาอีก ฉิวซีไหลถึงขั้นที่ไม่มาขอเข้าฝันเลยด้วยซ้ำ เขตเซียนร้อยคีรีได้เผชิญกับช่วงเวลาอันสงบสุขอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเองก็ฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด
เผ่าเอกามีผู้บรรลุระดับเทพห้าพันคนแล้ว พื้นฐานคุณสมบัติของเผ่าเอกาเลิศล้ำอยู่แล้ว เพื่อที่จะรักษาความสามารถของพวกเขาเอาไว้ จักรพรรดินีผืนพิภพถึงขั้นที่ยอมสละความสามารถในการสืบพันธุ์ของพวกเขา ปัจจุบันนี้ไอเซียนในอาณาเขตเต๋าเข้มข้นที่สุดในมรรคาสวรรค์แล้ว ประกอบกับหานเจวี๋ยคอยแสดงธรรมอยู่เป็นระยะๆ ตบะของพวกเขาย่อมเปรียบดั่งน้ำขึ้นเรือลอยสูง แทบไม่เผชิญกับปัญหาติดขัดใดเลย
หลังจากพิสูจน์มรรค หานเจวี๋ยไม่เห็นระดับเทพอยู่ในสายตาอีก ตอนนี้มาตรฐานความต้องการที่เขามีต่อเหล่าศิษย์คือต้าหลัว
ในวันนี้
สิงหงเสวียนมาหาหานเจวี๋ย
เค้าคลอกันอยู่ครึ่งปี สิงหงเสวียนสวมเสื้อผ้าให้ดี จากนั้นก็นั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ยและถามว่า “ท่านพี่ เหตุใดถึงรู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปกันนะ”
นางรู้สึกว่าหานเจวี๋ยมิได้เย็นชาเช่นในอดีตแล้ว บนตัวมีความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
แน่นอน นางไม่อาจพูดออกมาตรงๆ ได้
หานเจวี๋ยคิดๆ ดู จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวที่ตนไปหาประสบการณ์ในโลกมนุษย์ก่อนหน้านี้ออกมา
หลังจากสิงหงเสวียนได้ฟังก็มิได้รู้สึกขุ่นเคืองเลย หานเจวี๋ยมิได้มีนางเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียว หากนับดูแล้ว เทียบกับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน หานเจวี๋ยนับว่ามีสตรีน้อยมากแล้ว
สิงหงเสวียนเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “ชิงหลวนเอ๋อร์ผู้นั้นดีร้ายอย่างไรก็มีวาสนากับท่าน ท่านไม่ประคับประคองตบะของนางหน่อยหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “ไม่จำเป็น นางคิดว่าข้าเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง แต่ข้าได้เก็บวิญญาณของนางไว้แล้ว วันหน้าค่อยวางแผนกันอีกที”
เดิมทีหานเจวี๋ยคิดจะให้ชิงหลวนเอ๋อร์กลับชาติไปเกิดใหม่ตรงๆ แต่พอนางจะสิ้นใจลงเขากลับใจอ่อน
เขานึกถึงหานทั่ว
อย่างน้อยหากหานทั่วหลงเหลือญาติใกล้ชิดสักคนก็คงดี
อืม ข้าคิดว่าเช่นนี้
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
“เช่นนั้นบุตรชายของท่านเล่า ไม่รับกลับมาที่สำนักซ่อนเร้นด้วยหรือ ท่านพี่ เหตุใดท่านไม่มีลูกกับข้าบ้างล่ะ ไม่ได้นะ ข้าก็อยากมีเหมือนกัน!”
สิงหงเสวียนถามขึ้น ถามไปถามมาก็เริ่มหิวกระหาย ยื่นมือไปถอดเสื้อผ้าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยถลึงตาใส่นางแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยความฉุนเฉียว “ตบะเจ้าเพิ่งระดับใดกัน ยังไม่ยอมฝึกบำเพ็ญให้ดี หากมีลูก เจ้ายังจะยอมฝึกบำเพ็ญดีๆ หรือ”
สิงหงเสวียนเบะปาก เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นข้าต้องมีตบะระดับใดถึงจะให้กำเนิดลูกของพวกเราได้”
หานเจวี๋ยเอ่ย “ความหมายของทายาทคือการสืบเชื้อสาย พวกเรายังใช้ชีวิตต่อไปได้เรื่อยๆ เรื่องทายาทไม่สำคัญ หากเจ้าอยากมีจริงๆ รอจนเจ้าบรรลุต้าหลัวแล้ว ข้าจะมอบลูกชายให้เจ้าสักคน”
“จริงหรือ”
“แน่นอน!”
เมื่อได้รับคำมั่นจากหานเจวี๋ย สิงหงเสวียนแย้มยิ้มไปถึงดวงตา
จิตใจของนางเกิดความเปลี่ยนแปลง รู้สึกว่าต้าหลัวก็มิได้ไกลเกินเอื้อมนัก
สิงหงเสวียนถามต่อว่า “แล้วหานทั่วเล่า ท่านจะเลี้ยงเขาไว้ด้านนอกจริงๆ หรือ หากพากลับมาไม่ได้จริงๆ ข้าช่วยท่านดูแลได้นะ ไม่ว่าพูดกันอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายของท่าน”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าเอ่ยว่า “ผ่านมาเนิ่นนานปานนี้ เขาเติบใหญ่นานแล้ว ไม่จำเป็นต้องดูแลเขาอีก สักวันหนึ่ง ยามที่เขาต้องการข้า ข้าจะให้ความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม”
หานทั่วสืบทอดสายเลือดจากเขา มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นเทพมารอนธการตนที่สอง
เมื่อว่างเว้นจากการบำเพ็ญ หานเจวี๋ยยังคงใส่ใจสอดส่องหานทั่วอยู่
ระยะก่อนเด็กคนนี้เพิ่งจะพบพานประสบการณ์รัก น่าเสียดายที่จบลงไม่สวยนัก เพราะมีพลังไม่เพียงพอ ปกป้องภรรยาของตนไว้ไม่ได้ เขาจึงเริ่มมานะบำเพ็ญ นับว่าเป็นเรื่องดีเช่นกัน
หานเจวี๋ยหวังว่าหลังจากหานทั่วได้พบเห็นโลกกว้างแล้ว จะยังคงมีจิตใจมานะบำเพ็ญอันผ่องแผ้วเช่นเดียวกับเขา
หลังจากสิงหงเสวียนจากไป หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อพลางตรวจดูจดหมาย
ในระยะนี้ แวดวงสหายกลับเงียบสงบยิ่ง ไม่มีเหตุการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นเลย
ยอดเยี่ยมนัก ขอให้สงบสุขไปอีกหมื่นปีเถอะ
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาสอดส่องหานทั่วอีกครั้ง ด้วยตบะของเขาในตอนนี้ ทั่วทั้งแดนเซียนล้วนอยู่ในสายตาเขา ถึงขั้นที่เขาไม่จำเป็นต้องสำแดงพลังวิเศษเลย มองแวบเดียวก็สามารถหาหานทั่วพบแล้ว
ช่วงนี้เด็กคนนี้มีข้อพิพาทกับนิกายเจี๋ย ได้รับความทรมานไม่น้อยเลย
แน่นอนว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เป็นแค่พวกระดับล่างในนิกายเจี๋ยเท่านั้น แต่ก็เพียงพอจะสร้างความสิ้นหวังให้แก่เขาได้
หานเจวี๋ยสีหน้าเรียบเฉย โบกมือขวานิดๆ
พลังศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งร่อนลงบนร่างของหานทั่ว คลายผนึกที่ควบคุมสายเลือดของหานทั่วอีกครั้ง ทำให้คุณสมบัติของเขาปรากฏความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ห่างไกลจากคุณสมบัติทางสายเลือดที่แท้จริงของเขาอยู่ดี
‘มนุษย์ในโลกา โอกาสวาสนามักมากับผู้ทรงสิทธิ์ ผู้ทรงสิทธิ์ของข้าคือระบบ ส่วนผู้ทรงสิทธิ์ของเจ้าคือข้า’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เขาตั้งตารอคอยฉากอนาคตหลังจากหานทั่วผงาดเกรียงไกรขึ้นมายิ่งนัก
….
ชั้นฟ้าที่สิบสาม ในตำหนักหลังหนึ่ง
จี้เซียนเสินนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ทอดสายตามองคนผู้หนึ่งในห้องโถง
เป็นจิ่งเทียนกงแห่งนิกายเจี๋ย!
จี้เซียนเสินเอ่ยขึ้น “ผู้อาวุโสมาหาข้าด้วยเรื่องใด”
เขาไม่มีความประทับใจต่อจิ่งเทียนกงเลย เหตุผลเพียงเพราะจิ่งเทียนกงมาจากนิกายเจี๋ย ถึงแม้เขาจะลงจากตำแหน่งเจ้านิกายเจี๋ยแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังคงเกี่ยวข้องกับนิกายเจี๋ยอยู่ดี
จิ่งเทียนกงยกมือขึ้น ป้ายคำสั่งสีทองอันหนึ่งปรากฏออกมา ลอยอยู่กลางอากาศ เปล่งแสงเจิดจ้า ส่องสว่างไปทั่วตำหนัก
จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว
จิ่งเทียนกงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลูกไม้เล็กน้อย ป้องกันการสอดแนมของอริยะ”
จี้เซียนเสินหรี่ตาพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนผู้อาวุโสคิดจะละทิ้งนิกายเจี๋ยแล้วกระมัง”
จิ่งเทียนกงตอบกลับ “ข้าขอบอกกับท่านตามตรง ข้าศรัทธาในเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มิใช่นิกายเจี๋ย หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง ท่านเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย แต่เขาเคยบอกเอาไว้ว่ายามสรวงสวรรค์ตกอยู่ในความมืดมิดอันธการ เขาจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง”
“บรรพชนสวรรค์ สถานการณ์อันยากลำบากของท่านข้าเข้าใจดี ท่านหาที่พึ่งอยู่มิใช่หรือ เข้าร่วมกลุ่มอิทธิพลของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเถอะ”
“เผ่าสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมาได้ หากสืบสาวกันไปถึงต้นตอ ก็เป็นเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสอดมือเข้าแทรกแซงมหาเคราะห์ ทำให้อริยชนอับจนหนทาง”
เมื่อจิ่งเทียนกงเอ่ยถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
ราวกับตัวเขาเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเสียเอง!
จี้เซียนเสินถามด้วยความสงบนิ่ง “ข้าไม่ทราบเลยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือผู้ใด อีกอย่างในมหาเคราะห์ครั้งก่อน เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็มิได้ชัย ติดตามเขาจะมีอนาคตอย่างไร”
จิ่งเทียนกงยิ้มตาหยีและถามว่า “ไม่ประสบชัยจริงๆ น่ะหรือ มหาเคราะห์เดิมทีสมควรดำเนินต่อไปอีกนานหลายปี เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์จากสำนักนิกายแห่งอริยะผงาดขึ้นมา แต่เป็นเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสอดมือแทรกแซง มหาเคราะห์ถึงดำเนินอยู่เพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น ท่านลองนึกถึงรูปการณ์ในตอนนี้อีกครั้งสิ ไม่มีสำนักนิกายแห่งอริยะแห่งไหนเลยที่ได้เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว”
“นี่คือความร้ายกาจของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เขาไม่ได้คิดจะแย่งชิงสิ่งใด เพียงอยากปรับสมดุลแดนเซียนเท่านั้น”
พอจี้เซียนเสินได้ฟังก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
มิน่าเล่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงเอาแต่สาปแช่งผู้คน ไม่ได้ประกาศว่าจะช่วงชิงสิ่งใดเลย
จี้เซียนเสินเริ่มใคร่ครวญแล้วว่าจะเข้าร่วมกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการดีหรือไม่
มองจากปัจจุบันนี้ เหล่าอริยชนไม่มีทางยอมให้เขาเข้าพวกอีก เพราะเขาคือบรรพชนสวรรค์ เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมรรคาสวรรค์ หากรับตัวเขาไว้ เช่นนั้นจะส่งผลกระทบให้ทั้งสำนักต้องเผชิญหน้ากับมรรคาสวรรค์ไปด้วย
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลุ่มอิทธิพลที่รุ่งโรจน์โดดเด่นที่สุดในช่วงที่ดวงชะตามรรคาสวรรค์สงบสุขมักต้องกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลบาปหนาถูกถล่มจนราบคาบในมหาเคราะห์ครั้งต่อไปเสมอ!
จิ่งเทียนกงกล่าวว่า “หากเข้าร่วมกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ท่านจำเป็นต้องสงบใจอดทนรอคอย ข้าก็จะผลักดันกองกำลังของข้าด้วยเช่นกัน เพื่อปูทางให้ท่าน ช่วยดึงกลุ่มอิทธิพลเข้ามาให้ท่าน”
จี้เซียนเสินเเอ่ยถาม “กองกำลังของท่านหมายถึงนิกายเจี๋ยหรือ”
จิ่งเทียนกงส่ายหน้า
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “ทางนิกายเจี๋ย ข้ายกตำแหน่งเจ้านิกายให้ไอ้โง่คนหนึ่งไปแล้ว ข้าอยากทำให้นิกายเจี๋ยล่มสลายย่อยยับ ในช่วงมหาเคราะห์ ข้าขับไล่ศิษย์นิกายเจี๋ยออกจากสำนักไปไม่น้อย ความจริงคนที่ถูกขับไล่ออกไปล้วนเป็นคนสนิทของข้าทั้งสิ้น”
จี้เซียนเสินซักถามต่อ “ท่านมาจากนิกายเจี๋ย เหตุใดจึงชิงชังนิกายเจี๋ยเล่า”
จิ่งเทียนกงตอบเพียงว่า “เรื่องนี้ไม่สะดวกจะบอกกล่าวต่อท่าน ที่ท่านผงาดขึ้นมาได้ ความจริงแล้วเกี่ยวข้องกับคนผู้หนึ่งที่นามว่าหานเจวี๋ยกระมัง จักรพรรดิสวรรค์ต้องตาหานเจวี๋ย จึงเผื่อแผ่น้ำใจเกื้อหนุนท่าน ส่วนฟางเหลียงที่มีสัมพันธไมตรีกับท่านก็เป็นศิษย์หลานของหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยดูเหมือนจะเป็นคนของสำนักซ่อนเร้น เหล่าอริยชนพุ่งเป้าไปที่สำนักซ่อนเร้น ท่านก็โดนหางเลขไปด้วย ท่านทำได้เพียงเลือกพึ่งพาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเท่านั้น มิเช่นนั้นหลังจากนี้ไปท่านจะต้องลำบากเป็นแน่ ถึงขั้นที่อาจกลายเป็นตัวตลกของแดนเซียนเสียด้วยซ้ำ”
จี้เซียนเสินพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า เขาทราบดีว่าสิ่งที่จิ่งเทียนกงพูดมานั้นเป็นความจริงโนlวลกูดอทคoม
การมีอยู่ของหานเจวี๋ยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เหล่าอริยชนไม่ต้อนรับเขา
แต่เขาไม่มีทางกล่าวโทษหานเจวี๋ย หากไม่มีหานเจวี๋ย เขาไหนเลยจะมีวันนี้ได้
จี้เซียนตกอยู่ในภวังค์ความคิด
จิ่งเทียนกงก็ไม่รีบร้อน อดทนรอคอย
….
เวลาผ่านไปอีกห้าสิบปี
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นช้ายิ่ง อยู่ห่างจากระดับเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลางอีกไกลโข ถึงอย่างไรเสียนี่ก็คือระดับอริยะ!
หลายปีมานี้ ศิษย์สำนักซ่อนเร้นล้วนมีความก้าวหน้าต่างกันไป ศิษย์สืบทอดก็ทยอยเข้าสู่ระดับเทพแล้ว แม้แต่เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็เช่นเดียวกัน
บรรลุระดับเทพได้ในเวลาไม่ถึงสี่หมื่นปี ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นอัจฉริยะ
หลักๆ แล้วต้องยกความดีความชอบให้อาณาเขตเต๋าและการแสดงธรรมของหานเจวี๋ย!
หานเจวี๋ยให้ความสนใจกับการบำเพ็ญของหานทั่วด้วยเช่นกัน เด็กคนนี้เข้าสู่ระดับเซียนแล้ว ไม่นับว่าเร็ว แต่ก็ไม่ถือว่าช้า
ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็พอ
ในวันนี้เอง
“ข้า สือตู๋เต้า จะก่อตั้งวิถีไร้พ่าย ผู้ใดก็ตามที่สามารถสังหารศัตรูในระดับเหนือกว่าได้ต่างสามารถเข้าร่วมวิถีไร้พ่ายได้ ขับเคลื่อนแดนเซียน ช่วงชิงดวงชะตากับอริยะ ต่อสู้กับชะตาฟ้าลิขิต!”
น้ำเสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งดังกระหึ่มไปทั่วแดนเซียน
หานเจวี๋ยได้ฟังก็อดลืมตาขึ้นมาไม่ได้
วิถีไร้พ่ายหรือ
เหตุใดจึงฟังดูเฉิ่มถึงเพียงนั้น…
แต่จำต้องกล่าวเลยว่า คำขวัญปลุกใจของสือตู๋เต้านั้นโดดเด่นมาก
ช่วงชิงดวงชะตากับอริยะ ต่อสู้กับชะตาฟ้าลิขิต!
หานเจวี๋ยสนใจในตัวสือตู๋เต้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็ใช้สือตู๋เต้าเป็นต้นแบบคัดลอกองครักษ์อาณาเขตเต๋าขึ้นมาหลายคน
ดูจากท่าทีแล้ว สือตู๋เต้าต้องการท้าทายมรรควิถีแห่งอริยะ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นไม่อาจรู้
[คัดลอกองครักษ์อาณาเขตเต๋าสำเร็จ โปรดตั้งชื่อ]
ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย รูปลักษณ์เหมือนหลี่มู่อี
สมกับองครักษ์ระดับอริยะ ใช้เวลาคัดลอกนานถึงเพียงนี้!
หานเจวี๋ยจ้องมองหลี่มู่อี ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เรียกว่าอะไรดีนะ
ถ้าตั้งชื่อจากสามก๊กอีก ก็จะดูเหมือนหลี่มู่อีอยู่ในระดับเดียวกับองครักษ์รายอื่นๆ
ช่างเถอะ ตั้งชื่อจากสามก๊กเหมือนเดิมแล้วกัน ไม่ควรเปลี่ยนแปลงธรรมเนียม
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย เอ่ยว่า “เรียกจางเจี่ยวแล้วกัน!”
องครักษ์อาณาเขตเต๋าคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ตอบรับ “ขอบพระคุณนายท่านที่มอบนาม!”
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบา “ออกไปบำเพ็ญอยู่นอกอารามเต๋าของข้าเถอะ”
จางเจี่ยวรับคำ ลุกขึ้นเดินออกไป
เขาก้าวออกจากอารามเต๋า นั่งสมาธิอยู่หน้าประตูใหญ่ ราวกับเทพทวารบาล
จิ้งจอกชาดที่อยู่ห่างไปไม่ไกลตะลึงงัน คนผู้นี้เป็นใคร
มันไม่เคยพบหลี่มู่อีมาก่อน เมื่อเห็นหลี่มู่อีออกมาจากอารามเต๋า จึงแปลกใจอย่างยิ่ง
มันเข้าไปเลียบๆ เคียงๆ อย่างระมัดระวัง ผลคือจางเจี่ยวไม่สนใจมันเลย
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
หลี่มู่อีที่นั่งสมาธิตระหนักมรรคอยู่พลันลืมตาขึ้น เขาขมวดคิ้วแน่น ท่าทางแปลกพิกล
“เหตุใดจู่ๆ ข้าถึงว้าวุ่นใจขึ้นมากันนะ”
หลี่มู่อีพึมพำกับตัวเอง เขานับนิ้วทำนายดู จะอย่างไรก็ทำนายไม่ได้
ทำนายไม่ได้อีกแล้ว!
หลังจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการและหานเจวี๋ยผงาดขึ้นมา เขาก็พบเรื่องที่ไม่อาจทำนายได้อยู่บ่อยครั้ง!
ไม่สมเหตุสมผล!
ไม่สมเหตุสมผลเลย!
หรือว่านี่ก็คือมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ที่บรรพชนเต๋ากล่าวไว้
เคราะห์แห่งอริยะ
หานเจวี๋ยไม่รับรู้ถึงความกระสับกระส่ายของหลี่มู่อีเลย หรือต่อให้รู้ เขาก็ไม่เก็บมาใส่ใจ
ตอนนี้เขาไม่หวั่นเกรงที่จะล่วงเกินอริยะ ต่อให้อริยะมรรคาสวรรค์บุกมาสังหารพร้อมกัน ก็ไม่มีทางทำลายอาณาเขตเต๋าของเขาได้
แต่เขารังเกียจความยุ่งยาก ถึงได้เก็บตัวมาโดยตลอด
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะไม่เกรงกลัวอริยะมรรคาสวรรค์ แต่เบื้องบนของแดนเซียนยังมีปรมาจารย์ลัญจกรสรวงอยู่
แม้ว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงจะมีความประทับใจต่อหานเจวี๋ย แต่ค่าความประทับใจไม่สูงเลย หากจู่ๆ ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเกิดกลับลำขึ้นมา ต้องการกำจัดเขาเล่า
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น หานเจวี๋ยจำเป็นต้องพยายามรักษาความมานะอุตสาหะในการบำเพ็ญเอาไว้
ที่เขามาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะเขาอาศัยแนวคิดพากเพียรบำเพ็ญทั้งนั้น
สามารถผ่อนคลายได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่อาจผ่อนคลายไปตลอดได้
สามสิบปีต่อมา
หลี่เสวียนเอ้ามาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
ทันทีที่เขามองเห็นจางเจี่ยว ตัวคนก็นิ่งทื่อไปหมด
รอจนเขาได้สติกลับมาอีกครั้ง ก็สังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
อริยะจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ซ้ำยังมาเฝ้าประตูให้หานเจวี๋ยอีก
สำหรับความเป็นไปได้ที่ว่าหานเจวี๋ยจะถูกหลี่มู่อีสังหารไปแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่หลี่เสวียนเอ้ารู้สึกว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งกว่าหลี่มู่อี
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วลอยมา “มีเรื่องใด”
หลี่เสวียนเอ้าได้สติกลับมา อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เจ้าสำนัก อาจารย์ข้า…อริยะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรหรือขอรับ”
จางเจี่ยวลืมตาขึ้น มองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็หลับตาลงอย่างรวดเร็ว
“เป็นเพียงพลังวิเศษของข้าเท่านั้น เขาแค่มีรูปลักษณ์ภายนอกและตบะเช่นเดียวกับอาจารย์เจ้า แต่หาใช่อาจารย์เจ้าไม่ เขาชื่อจางเจี่ยว”
หลี่เสวียนเอ้าได้ฟังคำตอบของหานเจวี๋ยก็เบิกตากว้าง
แค่มีรูปลักษณ์ภายนอกและตบะเช่นเดียวกันหรือ
นี่มันพลังวิเศษอันใดกัน
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!
หลี่เสวียนเอ้ายังคงรู้สึกว่าตนประเมินหานเจวี๋ยต่ำเกินไปอยู่ดี แม้แต่ตบะของอริยะก็ยังคัดลอกมาได้…
“หากไม่มีธุระก็ไปเสียเถอะ”
คำพูดของหานเจวี๋ยขัดจังหวะความคิดของหลี่เสวียนเอ้า หลี่เสวียนเอ้ารีบเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสำนัก ตอนนี้วานรแขนยักษ์ความสามารถแก่กล้าแล้ว ข้าคิดว่าสามารถปล่อยเขาออกไปชี้นำสอนสั่งเผ่าวานรแขนยักษ์ได้แล้วขอรับ เพื่อขยายกำลังหน่วยสอดแนมของสำนักซ่อนเร้น”
เรื่องโอกาสนี้ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเอ่ยถึงแล้ว หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย จากนั้นจึงตอบไปว่า “ได้ ข้าจะส่งเขาออกไป”
“ขอบพระคุณเจ้าสำนัก เขาเตรียมตัวพร้อมแล้วขอรับ”
“อืม”
หานเจวี๋ยส่งตัววานรแขนยักษ์ออกไปนอกเขตเซียนร้อยคีรี
หลังจากร่อนลงบนพื้น วานรแขนยักษ์มิได้แตกตื่นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่หักใจไม่ลงอยู่บ้าง
เขาชอบชีวิตในเขตเซียนร้อยคีรีมากจริงๆ แต่ในเมื่อหลี่เสวียนเอ้ามีคำสั่งมา เขาก็จำเป็นต้องทำตาม
“หากวันหน้าบังเอิญพบคนผู้นี้ จงยกย่องเขาเป็นเจ้านาย”
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วเข้าสู่หูวานรแขนยักษ์ จากนั้นใบหน้าของหานทั่วพลันปรากฏขึ้นมาในสมองเขา
วานรแขนยักษ์ตะลึงงัน เขาคุ้นเคยกับเสียงของหานเจวี๋ยอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่เขาเลย ทั้งสำนักซ่อนเร้นต่างเป็นเช่นนี้ เพราะมีเสียงนี้คอยเทศนาธรรมอยู่เป็นประจำ ตบะของเขาถึงได้รุดหน้าไปอย่างราบรื่นดุจทะลวงลำไผ่
วานรแขนยักษ์อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เขาคือ…”
“ไม่ต้องถามมาก ภารกิจนี้คือภารกิจที่ข้ามอบหมายให้เจ้าเป็นการส่วนตัว หากทำสำเร็จวันหน้าเจ้าย่อมไม่เสียเปรียบ และไม่จำเป็นต้องบอกให้ผู้พิทักษ์รองทราบ”
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงกร้าว ทำเอาวานรแขนยักษ์ตกใจจนขวัญกระเจิง
วานรแขนยักษ์ไม่กล้าถามมากอีก ได้แต่พยักหน้ารับด้วยความยำเกรง
“เจ้าไปได้แล้ว ข้าจะจับตามองเจ้า”
วานรแขนยักษ์สูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ปรับสภาพอารมณ์ จากนั้นก็เหาะมุ่งไปยังทิศทางที่ห่างออกไป
ในวันเดียวกันนั้น
หลี่เต้าคงมาที่หน้าอารามเต๋าของหานเจวี๋ย เขามองสำรวจจางเจี่ยวด้วยความตกตะลึง เงียบงันไม่พูดจา
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้รบกวนหานเจวี๋ยเลย จากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ไม่มีผู้ใดทราบว่าการปรากฏตัวขึ้นของจางเจี่ยวสร้างผลกระทบต่อจิตใจของหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าขนาดไหน
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นการมาเยือนของหลี่เต้าคง เขาอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มตรวจดูจดหมาย
[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านยึดร่างสำเร็จ กลายเป็นบรรพชนพุทธแห่งสำนักพุทธ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านจิตมารแผลงฤทธิ์ มรรคจิตเกิดความเปลี่ยนแปลง]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หานทั่วบุตรชายของท่านได้รับยอดสมบัติบรรพกาล ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสหายของท่านถกมรรคกับผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[เจ้าแม่หนี่ว์วาสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสิ่งอัปมงคล]
[หยางเทียนตงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารสวรรค์] x1092
….
หานเจวี๋ยมองมารสวรรค์เบิกฟ้า อดที่จะตกตะลึงไม่ได้
ในที่สุดเจ้าหมอนี่ก็เคลื่อนไหวแล้ว!
ถึงแม้รูปประจำตัวจะคงอยู่มาตลอด แต่หานเจวี๋ยแทบไม่เห็นความเคลื่อนไหวของเขาเลยโuเวลกูดoทคoม
[มารสวรรค์เบิกฟ้า: ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะต้น มาจากเขตหวงห้ามฟ้าบุพกาล เผ่ามารจากยุคบรรพกาล เนื่องจากปราชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เผ่ามารจึงถูกขับไล่ออกจากมรรคาสวรรค์ ต่อมาถูกสำนักพุทธอัญเชิญออกมาในช่วงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตคราหนึ่ง มารสวรรค์เบิกฟ้าเชื่อมโยงกับจิตมารของพุทธะอาภรณ์ขาว หลังจากแยกกับพุทธะอาภรณ์ขาว มารสวรรค์เบิกฟ้าได้กลับไปแฝงตัวในสำนักพุทธตามคำสั่งของท่าน ระลึกถึงท่านมาโดยตลอด ค่าความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]
มารสวรรค์เบิกฟ้ากลายเป็นบรรพชนพุทธได้สำเร็จ หรือจะเกี่ยวข้องกับการบุกรุกของมารสวรรค์
ในเมื่อค่าความประทับใจของมารสวรรค์เบิกฟ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่ต้องกังวล
พอดีเลย ต่อไปจะได้สอดแนมสำนักพุทธของฉิวซีไหลผ่านทางมารสวรรค์เบิกฟ้า
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นอีกด้วยว่ามรรคจิตของจี้เซียนเสินเกิดความเปลี่ยนแปลง คนผู้นี้จะเข้ารีตมารหรือ
ยังมีปรมาจารย์ลัญจกรสวรรค์อีก กำลังถกมรรคกับผู้ใด
อยู่ที่ไหนกัน
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม หรือว่าแดนเทพหวนปัจฉิม
เจ้าแม่หนี่ว์วาก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ไปแล้ว ยังถูกสิ่งอัปมงคลโจมตีได้อีกหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าได้เปิดโลกผ่านมุมมองของเหล่าสหายมากมายนัก
หลังจากอ่านจดหมายเสร็จ หานเจวี๋ยก็เข้าฝันจี้เซียนเสิน
สำหรับจี้เซียนเสิน หานเจวี๋ยยังคงมีความประทับใจให้ ทั้งสองมาจากโลกมนุษย์แห่งเดียวกัน เคยต่อต้านเทพเซียนด้วยกัน ถึงแม้จี้เซียนเสินจะดูเป็นตัวถ่วงมากก็ตาม
หานเจวี๋ยไม่อยากให้เขาหลงเดินทางผิด
แดนความฝันคือป่าเล็กนอกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว
เมื่อจี้เซียนเสินมองเห็นหานเจวี๋ย ก็อดตะลึงไม่ได้
หานเจวี๋ยถูกแสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราปกคลุมกายไว้ แต่แค่จี้เซียนเสินเห็นโครงร่าง ก็จดจำเขาได้ทันที
“เจ้ามาแล้ว” จี้เซียนเสินเอ่ยด้วยสีหน้าอารมณ์ซับซ้อน
เขาอยากเหนือกว่าหานเจวี๋ยมาโดยตลอด แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะไม่ได้พบกันมานานยิ่ง แต่พลังที่สำนักซ่อนเร้นแสดงออกมาก่อนหน้านี้ทำให้เขาไม่กล้าดูแคลนหานเจวี๋ย
คนผู้นี้เกรงว่าคงเป็นครึ่งอริยะแล้ว!
หานเจวี๋ยถาม “ระยะนี้รู้สึกอย่างไร มีส่วนใดที่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่”
จี้เซียนเสินตะลึงงัน ถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดต้องให้เจ้าช่วยเหลือด้วยเล่า”
“ไม่มีหรือ”
จี้เซียนเสินเงียบงัน
หานเจวี๋ยก็ไม่รีบร้อน
ผ่านไปพักใหญ่
จี้เซียนเสินสูดหายใจลึก เอ่ยว่า “ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าว “ว่ามาตามตรงเถอะ”
จี้เวียนเสินจึงเอ่ยว่า “กล่าวกันอย่างมิปิดบัง ที่ผ่านมาข้าต้องการแข็งแกร่งขึ้น จึงผสานรวมกับเศษชิ้นส่วนร่างของครึ่งอริยะจากมหาเคราะห์ ถึงแม้ตบะจะเพิ่มขึ้นฉับพลัน แต่จิตมารถือกำเนิด ตอนนี้ส่งผลให้ข้าไม่อาจสงบใจบำเพ็ญได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่าจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ ถึงขั้นที่อาจกลายเป็นใครอื่นไป”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยต่อว่า “ข้าสงสัยว่าข้าจะถูกอริยะเล่นงานเข้าแล้ว เหตุผลที่ข้าผสานรวมกับเศษชิ้นส่วนครึ่งอริยะ เพราะเคล็ดวิชาที่อริยะมอบให้ ตอนนั้นอริยะรับประกันว่าจะไม่เกิดเรื่องขึ้นกับข้า…”
ว่ามาถึงตรงนี้ จี้เซียนเสินก็พลันรู้สึกโมโหและโศกเศร้า
“ในสมองข้ามีเสียงหนึ่งแว่วอยู่ตลอด เขากำลังเรียกขานนามหนึ่ง…เทพมารอนธการ!”
—
เทพมารอนธการ?
หานเจวี๋ยมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยขึ้นว่า “ข้ามีทางช่วยเหลือเจ้า เจ้ามาเขตเซียนร้อยคีรีสักคราเถอะ”
ไม่มีข้อบกพร่องใดที่ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์จัดการไม่ได้!
จี้เซียนเสินถามด้วยความสงสัย “ตอนนี้ตบะเจ้าอยู่ระดับใดแล้ว”
“มีตบะพอช่วยเหลือเจ้าได้เท่านั้น”
“หากเจ้าช่วยข้า เกรงว่าคงล่วงเกินอริยชน”
“ไร้สาระ เจ้าอยากได้ความช่วยเหลือหรือไม่เล่า”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความหงุดหงิด เหตุใดคนผู้นี้ถึงทำตัวเหมือนยายแก่ๆ ไปได้
จี้เซียนเสินเม้มปาก รู้สึกคับข้องหมองใจ ความรู้สึกไม่เหมือนในปีนั้นอีกแล้ว
เขารีบตอบ “ข้าอยากได้! ให้เวลาข้าหน่อย หากข้าจัดการธุระในมือเรียบร้อยแล้วจะไปหาเจ้า!”
หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ สลายแดนความฝันทันที
จากนั้น หานเจวี๋ยก็ไปเข้าฝันต่อ ครั้งนี้เขามาเข้าฝันมารสวรรค์เบิกฟ้า
ไม่ได้ติดต่อกันสามหมื่นปี ถึงแม้ค่าความประทับจะไม่ลดลง แต่หานเจวี๋ยกลับรู้สึกไม่มั่นใจ ครานั้นเพื่อเอาชีวิตรอด คนผู้นี้สะกดจิตตัวเองเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นค่าความประทับใจหกดาวที่มีต่อหานเจวี๋ยนั้น ช่างเลื่อนลอยยิ่งนัก
แดนความฝันก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในอาณาเขตฟ้าบุพกาล หานเจวี๋ยมองเห็นมารสวรรค์เบิกฟ้า เขายังคงครอบครองสังขารของมนุษย์อยู่ เป็นพุทธองค์หล่อเหลางามสง่ารูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวร เปิดเปลือยแขนขวา ลายเส้นกล้ามเนื้อเด่นชัด แผ่รัศมีขึงขังทรงอำนาจอย่างหนึ่งออกมา
เมื่อมารสวรรค์เบิกฟ้าเห็นหานเจวี๋ย ก็พลันตื่นตัวขึ้นมา แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังใบหน้าหานเจวี๋ย ทำให้มารสวรรค์เบิกฟ้าจำเขาไม่ได้
“ความฝันหรือ”
มารสวรรค์เบิกฟ้าขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาอยากทำลายแดนความฝัน ทว่าไม่สามารถทำได้
ตบะของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขานัก!
ครึ่งอริยะ!
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นว่า “จำข้าไม่ได้หรือ”
เมื่อวาจานี้ถูกเปล่งออกมา สีหน้าของมารสวรรค์เบิกฟ้าก็พลันแปรเปลี่ยน เขาไม่เคยลืมเสียงของหานเจวี๋ยเลย
เขาถามด้วยความระมัดระวัง “นายท่านหรือขอรับ”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ยินดีด้วยที่เจ้ากลายเป็นบรรพชนพุทธ เพียงแต่มิทราบแล้วว่าใจของเจ้านั้นภักดีต่อข้า หรือว่าสำนักพุทธ”
มารสวรรค์เบิกฟ้ารีบตอบ “ย่อมอยู่กับท่านแน่นอน ข้าเฝ้ารอโอกาสอยู่นอกสวรรค์มาโดยตลอด ยามนี้กลายเป็นบรรพชนพุทธแล้ว ท่านมีคำสั่งใดหรือไม่ขอรับ”
“คำสั่งน่ะไม่มีหรอก เพียงมาเยี่ยมเจ้าเท่านั้น”
“ขอบพระคุณสำหรับความห่วงใยจากนายท่าน”
มารสวรรค์เบิกฟ้ารู้สึกประหม่ายิ่ง เขาไม่เคยลืมทัณฑ์ทรมานในครั้งนั้น
ในยามที่หลับใหล เขามักจะฝันถึงอดีตเสมอ
หานเจวี๋ยถาม “ยามนี้ใครคือผู้ดูแลสำนักพุทธ”
มารสวรรค์เบิกฟ้ากล่าว “บรรพชนพุทธเทวัญขอรับ เขาอยู่ระดับครึ่งอริยะแล้ว”
บรรพชนพุทธเทวัญ…
คนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!
หานเจวี๋ยหลงนึกว่าบรรพชนพุทธเทวัญดับสูญไปยามสำนักพุทธล่มสลายแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังมีชีวิตอยู่
เห็นทีว่าการล่มสลายของสำนักพุทธจะเป็นแค่การจัดฉากเล่นละครกันทั้งนั้น ฉิวซีไหลยังคิดจะหลอกเขาไปที่สำนักพุทธอีก
โชคดีที่ไม่หลงกลเข้าจริงๆ!
หากว่าไปก่อนที่จะพิสูจน์มรรค เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีก
หานเจวี๋ยซักถามอีกฝ่ายหลายคำถาม มารสวรรค์เบิกฟ้าล้วนตอบไปตามจริง
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ความฝันถึงได้สิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วนิดๆ
ถึงแม้ท่าทางของมารสวรรค์เบิกฟ้าจะสงบยิ่ง ค่าความประทับใจก็ไม่ได้ลดลง แต่เขามักจะรู้สึกว่าเชื่อถือไม่ได้อยู่เสมอ
‘ข้าอยากรู้ว่ามารสวรรค์เบิกฟ้าภักดีต่อข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ยังภักดีอยู่ ขอเพียงท่านไม่ตาย เขาก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญความทุกข์ยากในชีวิตเพราะมีท่านอยู่]
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย
คนผู้นี้ก็นับว่ามีความสามารถเช่นกัน
มีความสามารถในการจัดการความรู้สึกภักดีที่มีต่อตน!
สำหรับมารสวรรค์เบิกฟ้ายังคงไว้ใจอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ ไม่แน่ว่าสักวันคนผู้นี้อาจจะทรยศเปลี่ยนฝ่าย
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นเริ่มฝึกบำเพ็ญ
….
ด้วยการเปลี่ยนผันของวันเวลา แดนเซียนมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ หมื่นเผ่าพันธุ์ตั้งรกราก สำนักนิกายแห่งดวงชะตาตระเวนแสดงธรรมไปทั่วหล้า เรียกได้ว่าประชันขันแข่งกันปานมวลบุปผาเบ่งบาน
เผ่ามนุษย์ค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหลือรอดจากมหาเคราะห์ครั้งก่อน ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์ มนุษย์ปุถุชนมีเกิดมีดับ แต่เผ่าพันธุ์อื่นกลับต่างกันออกไป อายุขัยยืนนาน ส่วนใหญ่ตายในการต่อสู้แทบทั้งสิ้น
แปดร้อยปีต่อมา
แดนเซียนปรากฏเทพแห่งโรคระบาดขึ้นรายหนึ่ง ไปถึงที่ใด โรคระบาดล้วนกล้ำกรายที่นั่น เกิดเสียงร่ำไห้โหยหวนดังระงมไปทั่ว
แดนเซียนเกิดคลื่นลมปั่นป่วนขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
แต่เขตเซียนร้อยคีรีไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด
ภายในดงไผ่ หานปาและหานตั้วเทียนร่ำสุรากันอยู่
หานตั้วเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร สุราที่พวกลูกน้องของข้ากลั่นไม่เลวเลยกระมัง”
หานปาพยักหน้านิดๆ เขามีตบะระดับเทพแล้ว แลดูเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่หนุ่มน้อยขี้ขลาดเช่นในวันวานอีกต่อไป
แปดพี่น้องน้ำเต้าหานมีสถานะพิเศษในสำนักซ่อนเร้น เทียบกับศิษย์รุ่นที่สองแล้ว ถึงขั้นที่มีฐานะสูงกว่าอยู่รางๆ เนื่องจากพวกเขาทั้งแปดแซ่หาน ซ้ำหานเจวี๋ยยังตั้งชื่อให้ด้วยตัวเอง
พรสวรรค์ของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน แปดพี่น้องล้วนเป็นตัวตนระดับเทพแล้ว หานปาพรสวรรค์เลิศล้ำที่สุด มีพัฒนาการเป็นที่หนึ่งเสมอมาโนlวลกูดอทคoม
หานปาถาม “มาหาข้าด้วยเรื่องใด ข้ายังต้องฝึกบำเพ็ญต่อ ในงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษครั้งก่อนข้าพ่ายแพ้ต่อโจวฝาน ยอมไม่ได้”
หานตั้วเทียนเอ่ยยิ้มๆ “เรื่องเป็นเช่นนี้ ข้าอยากขอให้พวกเจ้าพี่น้องรับศิษย์ ไม่จำเป็นต้องแสดงธรรมเช่นเดียวกับอาจารย์เทียด แค่ถ่ายทอดพลังวิเศษสำหรับต่อสู้ให้บ้างเป็นครั้งคราว สิ่งมีชีวิตตนหนึ่งในสังกัดข้า สองเนตรทรงอิทธิฤทธิ์ตั้งแต่เกิด ส่องทะลวงเก้าชั้นฟ้าได้ เขาเห็นกลุ่มอิทธิพลของแดนสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วันหน้าจะต้องเกิดการปะทะต่อสู้กันขึ้นแน่ พวกเราจะเอาแต่พึ่งพาอาจารย์ปู่เทียดให้คอยปกป้องไปตลอดไม่ได้”
หานปาได้ฟังก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ปฏิเสธ เขาก็อยากเป็นกำลังให้หานเจวี๋ยเช่นกัน
เหล่าศิษย์อย่างพวกเขาเพียรฝึกบำเพ็ญมาตลอด ยังมิเคยตอบแทนหานเจวี๋ยเลย ตามถ้อยคำบอกเล่าของหลี่เสวียนเอ้า ในสำนักนิกายแห่งอริยะเรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลย หานเจวี๋ยช่างการุณย์เหลือเกิน
“ก็ได้ ข้าจะกลับไปหารือกับพวกพี่ๆ ดู” หานปาตอบ
หานตั้วเทียนสีหน้าเบิกบานขึ้นมาในทันใด
ในเวลาเดียวกันนี้
หานเจวี๋ยพลันลืมตา เขาขมวดคิ้วแน่น แหงนหน้ามองไปทางขอบฟ้า
ห้วงอากาศเหนือเขตเซียนร้อยคีรีไม่ทราบว่ามีเมฆาทะมึนแปลกประหลาดกวาดม้วนก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีเสียงฟ้าร้อง เงียบสงัดนัก
สายตาหานเจวี๋ยมองทะลุผ่านชั้นเมฆ มองเห็นเงาร่างทะมึนสูงหมื่นจั้งตนหนึ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆครึ้ม
เขาสวมเกราะสีดำดูดุดัน รูปร่างคล้ายมนุษย์ มีแปดแขน ด้านหลังมีปีกหนึ่งคู่ ขยับกระพือนิดๆ ใบหน้าเขาดำทะมึน ทว่าดวงตากลับส่องประกายเจิดจ้ายิ่งนัก ทั้งยังซุกซ่อนเจตนาสังหารเอาไว้
ครึ่งอริยะ!
คนผู้นี้จับตามองเขตเซียนร้อยคีรีอยู่!
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบ
[มารพันคลั่ง: ครึ่งอริยะระยะกลาง สืบทอดสายเลือดเผ่ามาร มารสวรรค์ฟ้าบุพกาล มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
มีศักดิ์ฉายามากกว่าหนึ่ง
หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ดูน่าตื่นตระหนกก็จริงอยู่ทว่ากลับไร้พิษภัย สังหารได้ในเสี้ยววินาที
อ่อนแอเกินไปแล้ว
ปัจจุบันนี้เขาเผชิญหน้ากับครึ่งอริยะ เพียงกระดิกนิ้วแค่นิ้วเดียวก็สามารถสังหารครึ่งอริยะได้
หานเจวี๋ยไม่รีบร้อนลงมือ เขาอยากดูสักหน่อยว่าคนผู้นี้คิดจะทำอะไร
ในหมู่เมฆ มารพันคลั่งขมวดคิ้ว
“ไม่ธรรมดาจริงๆ โชคดีที่ข้าไม่ได้รีบร้อนลงมือ”
มารพันคลั่งพึมพำกับตัวเอง ในชั่วขณะเมื่อครู่นี้ เขาสัมผัสถึงกลิ่นอายอันตรายสุดขีดประการหนึ่ง ทำให้เขามีความรู้สึกเสมือนเผชิญหน้ากับบรรพชนมาร
ดูเหมือนความคิดที่จะสยบเขตเซียนร้อยคีรี แทบไม่มีความเป็นไปได้เลย
มารพันคลั่งหันหลังกลับ เตรียมล่าถอย
“เจ้าคิดหนีหรือ เจ้ากลัวสินะ”
เสียงหนึ่งแว่วเข้าหูของมารพันคลั่ง มารพันคลั่งไม่ชะงักเลยแม้แต่น้อย ยังคงล่าถอยพลางตอบกลับไปด้วย “กลัวจริงๆ นั่นแหละ ภายในเขตเซียนร้อยคีรีมีอริยะที่น่าพรั่นพรึง แม้จะไม่ทราบว่าเหตุใดอริยะถึงปรากฏตัวในแดนเซียนได้ แต่สัญชาตญาณของข้าไม่มีทางพลาด”
เสียงนั้นยังแว่วตามมา “ขอเพียงเจ้าลงมือ ข้าจะถ่ายทอดพลังอริยะของข้าให้เจ้า ขอแค่เจ้าทำลายค่ายกลของเขตเซียนร้อยคีรีได้ มรรคาสวรรค์จะขับไล่อริยะที่อยู่ด้านในออกไปทันที รอจนเขาไปจากแดนเซียน เหล่าอริยะจะจัดการเขา หลังจากจบเรื่อง เจ้าจะได้รับปราณม่วงอนธการหนึ่งสาย”
“ฮึ ปราณม่วงอนธการ อริยะอย่างพวกเจ้ามีปราณม่วงอนธการอยู่เท่าไรกันแน่ ข้ามาเพียงเพื่อชดใช้เวรกรรมคืนให้เผ่ามาร มิได้ต้องการปราณม่วงอนธการจากเจ้า เรื่องนี้หยุดไว้เท่านี้เถอะ”
มารพันคลั่งส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
อริยะได้ฟังดังนั้นก็เงียบไป ไม่พูดมากอีก
หลังมารพันคลั่งจากไป เมฆดำทะมึนที่ครอบคลุมอยู่เหนือเขตเซียนร้อยคีรีพลันสลายตัวไป
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นเขาจากไป จึงไม่ได้ลงมือ
ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ความ เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ
หานเจวี๋ยไม่กลัวเลยว่าอีกฝ่ายจะลงมือ ค่ายกลของอาณาเขตเต๋ายกระดับถึงขั้นอริยะแล้ว ต้องกลัวผู้ใดอีก
‘หลังจากบรรพจารย์ซานชิงพ่ายแพ้ไป ยังจะมีผู้ใดมากล้ามาโจมตีอีก อีกฝ่ายเป็นครึ่งอริยะ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีผู้ใดรู้จัก จะต้องมีคนวางแผนอยู่เบื้องหลังแน่ โดยนำบางสิ่งที่ทำให้พวกเขายินดีจะเสี่ยงภัยมาหลอกล่อ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
มีเพียงปราณม่วงอนธการที่ทำให้ครึ่งอริยะหวั่นไหวได้
หรือว่าอริยะจะตลบตะแลงหลอกลวงอีกแล้ว
ต้องทำนายดูสักรอบ!
หานเจวี๋ยใช้ระบบทำนายดูทันที ‘ข้าอยากรู้ผู้ใดใช้มารพันคลั่งมา’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
ในสมองของหานเจวี๋ยปรากฏเงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมา
เป็นเขา!
ฉิวซีไหล!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ฉากหน้าเขามีไมตรีต่อฉิวซีไหล เหตุใดฉิวซีไหลจึงอดไม่รนทนไม่ไหวมาวางแผนปองร้ายเขาเช่นนี้
ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อฉิวซีไหล ฉิวซีไหลไม่เคยแสดงออกอย่างมุทะลุเช่นนั้น
‘ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดฉิวซีไหลต้องเรียกมารพันคลั่งมาสร้างความเดือดร้อนให้กับข้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หมื่นล้านปี!
นี้มิใช่ค่าตัวของอริยะมรรคาสวรรค์แล้วหรอกหรือ!
หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที หรือว่าจะมีศัตรูใหม่
เขาเลือกดำเนินการต่อ!
เขาเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
ที่นี่คืออาณาเขตเต๋าของฉิวซีไหล ฉิวซีไหลในรูปลักษณ์พุทธรูปทองแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ราวกับรูปปั้น
หานเจวี๋ยร่อนลงบริเวณห้องโถง เขามองไปที่ฉิวซีไหล
ต้องกล่าวเลยว่า ภาพลักษณ์นี้ของฉิวซีไหลดูศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ทำให้คนเห็นแวบแรกยากจะเชื่อว่าเขาเป็นตัวตนที่ชั่วร้าย ดูราวกับตัวแทนของความยุติธรรมและเมตตา
ฉิวซีไหลลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน
เขาเปิดปากถาม “ผู้ใด”
หานเจวี๋ยมองไปรอบๆ เขาไม่เห็นใครอื่นเลยจึงอดไม่ได้ที่จะตกใจ หรือว่าฉิวซีไหลจะคุยกับเขา
แบบนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง!
ฉิวซีไหลขมวดคิ้วเอ่ยว่า “กลิ่นอายอันผันผวนนี้…ไม่ถูกสิ มิใช่กลิ่นอาย แต่เป็นดวงชะตามรรคาสวรรค์”
สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนในทันใด ถามด้วยความตื่นตะลึง “มรรคาสวรรค์ บรรพชนเต๋าหรือ”
น้ำเสียงเย็นชาสายหนึ่งแว่วขึ้น “มรรคาสวรรค์เกิดตัวตนพิสดาร หวังว่าอริยะจะให้ความช่วยเหลือมรรคาสวรรค์ได้”
หานเจวี๋ยตะลึงงัน ล้อเล่นอะไรอยู่
มรรคาสวรรค์
ฉิวซีไหลขมวดคิ้ว ถามขึ้น “ที่แท้แล้วเจ้าคือมรรคาสวรรค์ หรืออริยะ”
“สรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณ เหตุใดมรรคาสวรรค์จะมีไม่ได้เล่า บรรพชนเต๋าจากไปนานแล้ว มรรคาสวรรค์ก็คือมรรคาสวรรค์”
น้ำเสียงเย็นชาแว่วขึ้นอีกครั้ง ฉิวซีไหลฟังแล้วพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า
หานเจวี๋ยเองก็ตกใจเช่นกัน
มรรคาสวรรค์มีจิตวิญญาณ เช่นนั้นจะใช้ได้หรือ
แล้วมรรคาสวรรค์จะยุติธรรมได้อย่างไร
มิใช่ว่ามรรคาสวรรค์ไร้ปรานี มิฝักใฝ่ฝ่ายใดหรอกหรือ
ยามนี้มรรคาสวรรค์มีจิตวิญญาณของตนแล้วมิใช่จะบังเกิดวิจารณญาณและความรู้สึกของตนขึ้นง่ายๆ หรือ
อย่าว่าแต่หานเจวี๋ยเลย ฉิวซีไหลก็ขนลุกชันเช่นกัน
เหตุผลที่อริยะอย่างพวกเขาสูงส่งเหนือปวงชน ก็เพราะมรรคาสวรรค์เสมือนสิ่งสมมุติ ไม่อาจควบคุมบงการพวกเขาได้
แต่ตอนนี้…
ฉิวซีไหลเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่น่ามอง “เจ้าคิดจะทำอะไร”
มรรคาสวรรค์ตอบ “กำจัดตัวตนพิสดาร ฟื้นฟูระเบียบกฎเกณฑ์”
“ผู้ใดคือตัวตนพิสดาร”
“ว่าที่อริยะรายใหม่ หานเจวี๋ย”
“บรรพชนเต๋ากล่าวว่าเขาคือตัวแปร…”
“ตัวแปรก็คือตัวตนพิสดาร เพราะเขา มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งก่อนจึงสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว”
สีหน้าฉิวซีไหลเขียวครึ้ม
ฉากสถานการณ์พังทลายลงตรงนี้
จิตสำนึกของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาพลันว้าวุ่นใจ
‘ข้าอยากรู้ว่ามรรคาสวรรค์ก่อเกิดจิตวิญญาณใช่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ใช่]
หัวใจหานเจวี๋ยหนาวยะเยือกไปครึ่งซีก
‘มรรคาสวรรค์จะสังหารข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้มรรคาสวรรค์ไม่มีความสามารถพอที่จะลงมาโจมตีด้วยตัวเองได้ มันทำได้เพียงสื่อสารผ่านสิ่งมีชีวิต]
ที่แท้เป็นเช่นนี้ ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
ไม่แปลกเลยที่มันไปหาฉิวซีไหล
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
‘ฉิวซีไหลคิดว่าข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ใช่]
มารดามันเถอะ!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขามีจิตคิดสังหารฉิวซีไหลขึ้นมาในทันใด
แต่พอใคร่ครวญดูอีกครั้ง ฉิวซีไหลเชื่อเช่นนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าอริยะรายอื่นจะเชื่อเช่นเดียวกัน
ต่อให้เหล่าอริยะเชื่อกันหมด แล้วจะทำอันใดหานเจวี๋ยได้
ขอเพียงหานเจวี๋ยไม่ออกจากอาณาเขตเต๋า อริยะและมรรคาสวรรค์ก็ทำอันตรายเขาไม่ได้!
“น่าหงุดหงิดจริงๆ ข้าไม่หาเรื่องผู้อื่น กลับมีผู้อื่นมาหาเรื่องข้าอยู่ร่ำไป”
หานเจวี๋ยทอดถอนใจด้วยความจนปัญญา
ต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ให้ได้ในเร็ววัน เมื่อถึงเวลานั้นจะจับมรรคาสวรรค์มาเป็นสัตว์เลี้ยง!
….
ยมโลก เมืองนรก
หยางเทียนตงนั่งอยู่ในท้องพระโรง เขาหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
เจ้าหน้าที่ผีสองฝั่งแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ยมทูตขาวดำคุมตัววิญญาณที่ก่อกรรมทำเข็ญดวงหนึ่งเข้ามา
เมื่อหยางเทียนตงมองเห็นวิญญาณในท้องพระโรง ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไป
ดวงวิญญาณที่ยมทูตขาวดำคุมตัวเข้ามาคือบุตรชายของหานเจวี๋ย หานทั่ว
หยางเทียนตงคือคนส่วนน้อยที่เคยเห็นใบหน้าจริงของหานเจวี๋ย เมื่อเห็นดวงหน้าหล่อเหลาของหานทั่ว ชั่วขณะนั้น ราวกับเขามองเห็นหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยมีรูปโฉมระดับใดกันเล่า บนโลกนี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง
หยางเทียนตงขมวดคิ้วเอ่ยถาม “เจ้าชื่ออะไร แจ้งชาติกำเนิดของเจ้ามา”
หานทั่วสีหน้าบูดบึ้ง เอ่ยเสียงขรึม “ข้าชื่อหานทั่ว กำเนิดในเผ่ามนุษย์ ข้ายังมิสิ้นอายุขัย แต่ถูกคนใช้วิชาเวทดึงวิญญาณออกจากร่าง โยนลงสู่ยมโลก”
หยางเทียนตงถามต่อ “บิดามารดาเจ้าชื่อเรียงเสียงใด”
หานทั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “บิดาข้ามีนามว่าหานเจวี๋ย มารดาข้ามีนามว่าชิงหลวนเอ๋อร์ ท่านพญายม ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ อายุขัยของข้ายังไม่หมด ข้าเคยรู้มาว่า ด้วยสถานการณ์อย่างข้า ยมโลกคงไม่อาจยอมรับได้!”
เวลาล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ บิดามารดาเขาล่วงลับไปแล้ว พูดไปก็คงไม่เป็นไร
ยมทูตขาวตวาดใส่ “โอหัง เจ้ากล้าสั่งการท่านพญายมหรือ”
“หุบปาก!”
หยางเทียนตงตบโต๊ะลุกขึ้นมา ตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว ยมทูตขาวดำตกตะลึง หานทั่วตัวสั่น
“บิดาเจ้ามีนามว่าหานเจวี๋ย…เป็นไปได้อย่างไร!”
สีหน้าหยางเทียนตงเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ ท่าทางราวกับไม่อยากจะเชื่อ
บังเอิญเกินไปแล้ว!
เด็กคนนี้หน้าตาคล้ายหานเจวี๋ยอย่างยิ่ง ซ้ำยังแจ้งนามถูก…
หยางเทียนตงเอ่ยเสียงขรึม “ยมทูตขาวดำจงออกไป!”
ยมทูตขาวดำได้ฟังพลันสบตากันแวบหนึ่ง รีบลอยออกไปทันที
หานทั่วพลันรู้สึกกระวนกระวาย เขาขมวดคิ้วแน่น ไม่ทราบว่าเหตุใดหยางเทียนตงจึงเสียอาการเช่นนี้
หยางเทียนตงเอ่ย “เจ้าเล่าเรื่องบิดามารดาของเจ้าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
หานทั่วเงียบไป
เขารับรู้ได้ตั้งแต่เยาว์วัยว่าบิดามารดาของตนมีความพิเศษ โดยเฉพาะท่านแม่ นางถ่ายทอดวิชาหลอมกายอันเลิศล้ำให้เขา จวบจนปัจจุบันนี้เขายอมรับเลยว่าที่เขามีวันนี้ได้ ทั้งหมดล้วนมาจากวิชาหลอมกาย
ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ หานทั่วได้แต่บอกกล่าวไปตามความจริง มิเช่นนั้นหากเขาต้องไปเกิดใหม่ ทุกสิ่งล้วนจะสลายไปดั่งเมฆหมอก
เขายังมีแค้นที่ต้องชำระ!
จะมาจบลงตรงนี้ไม่ได้!
ด้วยเหตุนี้ หานทั่วจึงเล่าเรื่องราวนับตั้งแต่ช่วงที่ตนเยาว์วัย
ยิ่งฟังหยางเทียนตงก็ยิ่งตื่นตะลึง
อุปนิสัยของหานทั่วคนนี้คล้ายกับท่านอาจารย์ของเขาเหลือเกิน
เก็บเนื้อเก็บตัวเหมือนกัน…
ตื่นตัวระมัดระวังเหมือนกัน!
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ