516-520

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 516ถึง520
“ขอบพระทัยองค์จักรพรรดินี ข้าจะไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน” หานเจวี๋ยพยักหน้า จดจำเรื่องนี้เอาไว้จนขึ้นใจ
ในเมื่อจักรพรรดินีผืนพิภพเต็มใจสนับสนุนสำนักซ่อนเร้นขนาดนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงจนเกินไป
เมื่อใดที่เขาได้เป็นอริยะ ในแดนเซียนแห่งนี้ใครหนอจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เขาได้
จักรพรรดินีผืนพิภพและหานเจวี๋ยพูดคุยกันต่ออีกสองสามคำ ไม่มีสาระสำคัญอันใด เพียงแต่ถามไถ่ตามมารยาท
จากนั้นแดนความฝันก็สิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น และพบว่าชิงหลวนเอ๋อร์มาอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ชิงหลวนเอ๋อร์เคยชินกับอาการเหม่อลอยอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของหานเจวี๋ยแล้ว นางซบลงบนไหล่ของหานเจวี๋ย และถาม พลางถอนหายใจแผ่วเบา “ท่านพี่ ท่านคิดว่าทั่วเอ๋อร์จะกลับมาอย่างปลอดภัยหรือไม่”
หานเจวี๋ยลอบยิ้ม มีวิชายุทธ์ของเจ้าทั้งที คิดว่าจะไม่รอดเลยหรือ
ชิงหลวนเอ๋อร์ไม่ใช่คนธรรมดา นางมีสายเลือดพิเศษ ทว่าสายเลือดไม่ได้ถ่ายทอดไปสู่หานทั่ว สายเลือดของนางเปรียบกับสายเลือดของหานเจวี๋ยได้เสียที่ไหน
แม้จะมีที่มาไม่ธรรมดา แต่ชิงหลวนเอ๋อร์ก็ไร้ซึ่งตบะอยู่ดี ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยทำนายดู พบว่าในตอนที่นางยังเป็นเด็กเคยเผชิญกับคำสาปแช่ง ตบะของอีกฝ่ายคือเซียนแท้ไท่อี่ ทว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่นาง แต่เป็นมารดาของนาง
หากไม่ได้หานเจวี๋ยช่วยเอาไว้ ป่านนี้ชิงหลวนเอ๋อร์คงต้องตายกลางกองหิมะไปนานแล้ว
หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่เป็นไรหรอก หากตายไปคลอดใหม่อีกคนก็ได้”
ชิงหลวนเอ๋อร์จ้องมองหานเจวี๋ยตาเขม็ง และเอ่ยด้วยความโกรธ “ท่านพูดอะไรของท่าน!”
“ข้าหยอกเจ้าเล่นเท่านั้น วางใจเถิด เด็กคนนั้นเป็นคนมีวาสนา สวรรค์คอยคุ้มครอง ข้าเองก็คอยอวยพรให้กับเขาอยู่”
“เฮ้อ น่าสงสารนักที่เขาไม่มีรากวิญญาณ เป็นความผิดของข้าเอง…”
ชิงหลวนเอ๋อร์เอาแต่โทษตัวเอง หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ถามว่าเพราะเหตุใด เรื่องพวกนั้นของชิงหลวนเอ๋อร์ เขาลองทำนายดูสักครั้งก็รู้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถวิวัฒนาการเสียด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยเงยหน้ามองหิมะที่ลอยคว้างกลางอากาศด้านนอกเมือง
มีคนผู้หนึ่งกำลังใกล้มาถึงเมืองป้องบูรพา
คราวหายนะของเมืองป้องบูรพากำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้
ตู้ม!
ก้อนหินขนาดใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า ปะทะเข้ากับกำแพงเมืองป้องบูรพา กำแพงเมืองสั่นสะเทือน เศษหินแตกกระจายไปทั่ว ทหารหลายสิบนายถูกเศษหินกระเด็นใส่จนได้รับบาดเจ็บ ทหารสี่คนในนั้นร่างแหลกเหลวกลายเป็นเศษเนื้อทันที
หานทั่วที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเฝ้าดูด้วยใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้าน
เขามีใบหน้าอันหล่อเหลาถอดแบบมาจากหานเจวี๋ย ทำให้โดดเด่นจากเหล่าทหารที่รายล้อม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย เขาก็ตื่นตระหนกไม่ต่างจากผู้อื่น
แม้ว่าเขาจะฝึกฝนร่างกายในยามปกติเป็นประจำ แต่เขาก็ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้ต่อสู้สักเท่าไรนัก
เขาหันหน้าไปมอง ท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมทั่วผืนฟ้า เงาร่างขนาดมหึมากำลังใกล้เข้ามา เงาอันขุ่นมัวราวกับมาจากปรโลกเก้าขุม ชวนให้ขวัญผวาและสิ้นหวัง
“สัตว์อสูรระดับเซียนพิภพ! ทุกคนจงระวังไว้ ไฟของมันสามารถเผาผลาญดวงวิญญาณได้!”
ปรมาจารย์เซียนที่ยืนอยู่บนหอคอยสูงที่อยู่ไกลออกไปตะโกนลั่น น้ำเสียงหวาดผวา
คำพูดของเขาทำให้ทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองพลันตื่นตระหนก ส่วนผู้บำเพ็ญที่อยู่กลางเวหารีบหลบหนีกันจ้าละหวั่น ด้วยกลัวว่าจะตกเป็นเป้าหมาย
นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่พุ่งโจมตีด้านล่างของกำแพงเมืองไม่หยุด สัตว์อสูรเหล่านี้มีขนาดตัวไม่ใหญ่มากนัก
เป็นเวลาเกือบสามหมื่นปีแล้วนับตั้งแต่การย้อนกลับของมรรคาสวรรค์ สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าและสัตว์อสูรรุ่นแรกได้ให้กำเนิดทายาทรุ่นถัดมา ซึ่งทายาทรุ่นที่สองนี้มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่ารุ่นแรก คุณสมบัติทางสายเลือดขัดแย้งกัน ทำให้คุณสมบัติด้อยลงไปทุกรุ่น จนกระทั่งเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะธรรมดาสามัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เพียงเพราะเผ่ามนุษย์นั้นแสนจะอ่อนแอ ผู้แข็งแกร่งส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมารุกรานเผ่ามนุษย์ หรือไม่ก็รู้ว่าเผ่ามนุษย์มีผู้อยู่เบื้องหลัง พวกที่มักจะคุกคามเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีแต่สัตว์อสูรชั้นต่ำในแดนเซียน หรือเผ่าพันธุ์ก่อนกำเนิดฟ้าทั้งหลายเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เผ่ามนุษย์จึงไม่อาจขยับขยายได้
โศกนาฏกรรมที่เกิดกับเมืองป้องบูรพาเช่นนี้ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่
หานทั่วมองภาพการเข่นฆ่าเบื้องหน้า กระชับหอกเหล็กในมือแน่น และจ้วงแทงสัตว์อสูรที่ปีนป่ายกำแพงเมืองขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ขณะที่การสู้รบยังดำเนินต่อไป หานทั่วก็ค่อยๆ รู้สึกตัวชา
ไม่รู้ว่าสงครามครั้งนี้กินเวลาไปนานเท่าไร แต่เมื่อใดที่เขารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย การบุกโจมตีของสัตว์อสูรก็จะล้มเหลวไปโดยบังเอิญเสียทุกครั้ง
หานทั่วรู้สึกว่าตนเองอยู่ในอาการสติหลุด การศึกที่ยาวนานทำให้เขารู้สึกทรมานเหลือจะเปรียบ บางทีในใจลึกๆ ของเขาอาจจะถวิลหาความตายอยู่ก็เป็นได้
จนกระทั่งการรบสิ้นสุดลง เจ้าเมืองก็ประกาศให้ทหารแนวหน้าสามารถกลับบ้านไปพักผ่อนได้
หานทั่วหอบร่างกายที่บาดเจ็บสะบักสะบอมกลับจวน ยามที่บ่าวรับใช้ทักทาย เขาทำได้เพียงพยักหน้าตอบกลับอย่างมึนงงเท่านั้น
เขาเดินมาถึงลานบ้านโดยไม่รู้ตัว และพบว่าบิดาของตนยังคงเหม่อมองท้องฟ้าดังเคย ราวกับรูปปั้นหิน
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ตน ก็ก้มศีรษะชำเลืองมองเขาหนึ่งครั้ง ก่อนจะส่งยิ้มน้อยๆ ให้
หานทั่วตกอยู่ในความงุนงงชั่วขณะ ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
ทำไมเขาต้องออกไปรบ
ก็เพื่อปกป้องครอบครัวนี้อย่างไรเล่า!
หานทั่วเดินเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าของหานเจวี๋ย ประสานหมัดขึ้นพลางกล่าว “ท่านพ่อ! ข้ามีชีวิตกลับมาแล้วขอรับ!”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ซาบซึ้งของเขา หานเจวี๋ยก็คลี่ยิ้มออกมา และยื่นมือไปลูบศีรษะของเขา
“ลำบากเจ้าแล้ว” หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หานทั่วที่สะกดกั้นความทุกข์ตรมเอาไว้ไม่อยู่ ร่ำไห้ออกมาในทันที
อย่างไรเสียเขาก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี
หานเจวี๋ยกอดเขาไว้ในอ้อมแขน ไม่ได้ปลอบประโลมลูกชาย แต่อยู่เคียงข้างอย่างเงียบเชียบ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานโนเวลกูดอทคoม
หานทั่วเงยหน้าขึ้นถามว่า “ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงดูเหมือนไม่เกรงกลัวหายนะแห่งเมืองป้องบูรพาเลย”
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยเห็นบิดาของตนตื่นตระหนกสักครั้ง ทั้งที่เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีรากวิญญาณแท้ๆ เหตุใดถึงได้สงบเยือกเย็นถึงเพียงนี้
เขาถึงกับรู้สึกว่าหานเจวี๋ยนั้นดูสุขุมยิ่งกว่าปรมาจารย์เซียนที่เขาเคยพบเจอมาเสียอีก
หานเจวี๋ยตอบว่า “กลัวแล้วจะมีประโยชน์อันใด พ่อจะสามารถกวาดล้างสัตว์อสูรแทนเผ่ามนุษย์ได้หรือไม่เล่า”
หานทั่วอดมองว่าหานเจวี๋ยเป็นพวกที่ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ได้
“เจ้าอยากฝึกตนเป็นเซียนไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไปเข้ากองทัพล่ะ” จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ถามขึ้นมา
หานทั่วนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ข้าอยากฝึกตนเป็นเซียนก็จริง แต่เมืองป้องบูรพาถูกโจมตี ข้าก็ต้องเข้าร่วมกองทัพสิขอรับ!”
หานเจวี๋ยเค้นถามต่อ “ในเมื่ออยากฝึกตนเป็นเซียนแล้ว เหตุใดยังต้องออกรบเพื่อเมืองนี้อีกล่ะ การฝึกบำเพ็ญคือหนทางสู่ชีวิตอมตะ เจ้าจะต้องพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกมากมาย หากเจ้าเที่ยวช่วยเหลือคนไปทั่ว สุดท้ายแล้วเจ้าจะรักษาชีวิตของตนไปจนถึงปลายทางได้หรือ”
หานทั่วต้องตกตะลึงอีกครั้ง เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
“แต่เผ่ามนุษย์ช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ด้วยกัน ก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือขอรับ” หานทั่วถามด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมถึงควรเป็นเช่นนั้นล่ะ”
“ข้า…”
“เจ้าอาจจะคิดว่าเจ้าเกิดมาในเผ่ามนุษย์ จึงต้องช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ เช่นนั้นหากแผ่นดินที่เมืองป้องบูรพาตั้งอยู่เดือดร้อนขึ้นมา เจ้าก็ต้องช่วยเหลือแผ่นดินนั้นหรือ? หากในอนาคตแดนเซียนประสบภัย เจ้าก็ต้องช่วยเหลือแดนเซียนหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นหากมรรคาสวรรค์เผชิญหายนะ เจ้าก็ต้องออกไปสู้รบเพื่อมรรคาสวรรค์ด้วยหรือ?”
หานเจวี๋ยยิงคำพูดรัวเหมือนกระสุนปืนใหญ่ ทำเอาหานทั่วพูดไม่ออก
ฟังดูแล้วมันก็สมเหตุสมผลจริงๆ หานทั่วลองคิดตามสิ่งที่หานเจวี๋ยพูด ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ
เหนื่อยเกินไปแล้ว!
แม้ว่าหานทั่วจะมีจิตใจดีงาม แต่เขาไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นนั้น
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง “หากเจ้ามีจิตมุ่งสู่มรรค ก็รีบจากไปโดยเร็วเถิด หายนะของเมืองป้องบูรพายังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ ตอนนี้เจ้ายังไม่มีความสำคัญขนาดนั้น สู้ออกไปฝึกฝนให้แข็งแกร่งเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาปกป้องเมืองป้องบูรพาก็ยังดีเสียกว่า”
พูดจบ หานเจวี๋ยก็หลับตา และตระหนักรู้ฟ้าดินต่อ
สิ่งที่เรียกว่าการตระหนักรู้ฟ้าดินนั้น แท้จริงแล้วก็คือการสอดแนมเรื่องราวบนโลกมนุษย์
หานทั่วยืนนิ่งกับที่อยู่นาน ก่อนจะจากไปในที่สุด
ห้าปีต่อมา
หานเจวี๋ยกำลังดื่มสุราอยู่ในจวน ทันใดนั้นก็มองเห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งเหาะอยู่กลางอากาศ
หนึ่งในนั้นคือจี้เซียนเสิน
พวกเขาลอยสูงเหนือมวลเมฆ ไม่มีใครเห็น นอกจากหานเจวี๋ย
เซียนเฒ่าที่อยู่ข้างกายของจี้เซียนเสินกล่าวว่า “เมืองนี้มีสายเลือดของตระกูลชิงหลวนอยู่ แม้ว่าจะอ่อนแอสักหน่อย แต่ก็สามารถดึงมาเป็นพวกได้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขากำลังทนทุกข์ทรมานจากเพลิงสงครามมานานหลายปี เป็นที่น่าเวทนานัก หากบรรพชนสวรรค์ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ พวกเขาต้องซาบซึ้งในบุญคุณอย่างแน่นอน”
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วกล่าวว่า “คนในเมืองนี้มีคุณสมบัติต่ำต้อยเกินไป ข้าไม่ออกหน้าเองก็แล้วกัน พวกเจ้าส่งคนไปเผยแพร่คำสอนสักคนก็พอ ที่เหลือตามข้าไปยังเมืองถัดไป”
บทสนทนาของพวกจี้เซียนเสินถูกหานเจวี๋ยได้ยินเข้า เขาคลี่ยิ้มและปล่อยผ่านไป
ดูท่าทางจะเกิดความวุ่นวายในเผ่าสวรรค์ขึ้นแล้วจริงๆ จี้เซียนเสินถึงกับต้องเริ่มเสาะแสวงหากำลังพลของตนเองที่เผ่ามนุษย์
น่าเสียดายที่เจ้ามองข้ามไป
พรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกถูกซ่อนอยู่ที่นี่!
หานเจวี๋ยไม่ค่อยสนใจหานทั่วนัก แต่เมื่อได้ยินจี้เซียนเสินพูดจาดูถูกดูแคลนเช่นนี้ เขาก็นึกอยากผลักดันหานทั่วขึ้นมา
ไม่ว่าอย่างไร หานทั่วก็เป็นลูกชายของเขา หากวันหน้าเขามีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแดนเซียน หานเจวี๋ยก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
หานเจวี๋ยสอดส่ายสายตามองหาหานทั่ว
เด็กผู้นี้ไปฝึกบำเพ็ญอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ในเมือง ไม่เคยลงสนามรบเลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักเป็นเพราะช่วงนี้เมืองป้องบูรพาไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรง อสูรกายที่บุกมาหลายครั้งก็เป็นอสูรกายชั้นต่ำสุด
วิชาหลอมกายาที่ชิงหลวนเอ๋อร์ถ่ายทอดให้นั้นก็ถือว่าไม่เลว อย่างน้อยคนรุ่นราวคราวเดียวกันในเมืองป้องบูรพา รวมไปถึงผู้บำเพ็ญ ต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหานทั่ว
หานเจวี๋ยสะบัดมือหนึ่งครั้ง พลังเวทไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งก็ลอยเข้าไปในร่างของหานทั่ว
พลังเวทกลุ่มนี้คลายผนึกสายเลือดในกายของหานทั่ว ประมาณหนึ่งในหมื่นส่วน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้หานทั่วเหาะเหินบนท้องฟ้าได้
เหตุที่ไม่ปลดผนึกทั้งหมด เป็นเพราะว่าสายเลือดเทพมารอนธการแข็งแกร่งเกินไป เขากลัวว่าหานทั่วจะหลงทาง หรือไม่ก็ไปสะดุดตาอริยะเข้า
วันนั้น จู่ๆ หานทั่วก็รู้สึกถึงความผ่อนคลายไปทั่วทั้งร่างกาย พลังเต็มเปี่ยม การฝึกบำเพ็ญเป็นไปอย่างราบรื่น
ในปีนี้ เมืองป้องบูรพามีบุตรแห่งสวรรค์ที่ฝึกฝนด้วยตนเองปรากฏตัวขึ้นคนหนึ่ง มีนามว่าหานทั่ว อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่สามารถเคลื่อนย้ายหินยักษ์หนักล้านจินได้แล้ว ทำให้ปรมาจารย์เซียนทุกคนในเมืองต่างก็ตกตะลึง
สิบปีต่อมา
หานทั่วอาศัยเพียงเรี่ยวแรงของตนเอง กวาดล้างถ้ำที่อยู่ของอสูรกายรอบเมืองป้องบูรพาได้จนหมด ชื่อเสียงของเขาระบือไกลไปถึงเมืองเผ่ามนุษย์ข้างเคียง
ในคืนหนึ่ง
ขณะที่หานเจวี๋ย ชิงหลวนเอ๋อร์ และหานทั่วกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่นั้น จู่ๆ หานทั่วก็วางตะเกียบลง สูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็หันไปพูดกับหานเจวี๋ยว่า “ท่านพ่อ ข้าตัดสินใจจะเชื่อฟังคำของท่าน ข้าจะไปจากเมืองป้องบูรพา เพื่อตามหามรรคเซียนขอรับ”
มือที่ประคองถ้วยข้าวของชิงหลวนเอ๋อร์สั่นไหวเล็กน้อย นางกล่าวพร้อมกับฝืนยิ้ม “ทั่วเอ๋อร์ เจ้าคิดดีแล้วหรือ ไปจากบ้าน เจ้าต้องอยู่ตัวคนเดียวนะ”
นางเข้าใจดีว่าการฝึกมรรคหมายถึงอะไร
หานทั่วจากไปครั้งนี้ กลับมาอีกที นางและหานเจวี๋ยคงจะถูกดินกลบหน้าไปหมดแล้ว
หานทั่วสูดหายใจลึก และพยักหน้าอย่างจริงจัง
สายตาของเขาจ้องมองที่หานเจวี๋ย
แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์เผ่ามนุษย์ แต่ความเคารพในตัวบิดาของเขาก็ไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าบิดาของเขาไม่ใช่คนธรรมดา ต้องเป็นคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อาหารมื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายของครอบครัวเรา มาดื่มกินกันให้สำราญเถิด จากนี้ออกไปแสวงมรรค ในฐานะพ่อ ข้ามีคำชี้แนะจะมอบให้กับเจ้าเพียงสองประการ”
“ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง”
“เราไม่ใช่นักโทษ อย่าให้ใครมาข่มเหงเราได้”
ความรู้สึกเศร้าสร้อยเกาะกินหัวใจของหานทั่ว ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขาเข้าใจดีว่าการจากไปครั้งนี้ กว่าจะหวนกลับมาผืนทะเลคงจะกลายเป็นทุ่งนาไปเสียแล้ว
ทว่าจิตใจที่มุ่งสู่ทางมรรคของเขานั้นไม่อาจหักห้ามได้
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยท่าทีขึงขัง “อย่าทำตัวเป็นเด็ก จำไว้ น้ำตาเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด หากเจ้าหลั่งน้ำตาให้ใครเห็น เขาจะคิดว่าเจ้าอ่อนแอ สมควรถูกรังแก”
หานทั่วได้แต่กลั้นน้ำตาเอาไว้
คืนนี้ แสงโคมไฟในจวนสกุลหานถูกจุดสว่างไสวไปตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น
หานเจวี๋ยและชิงหลวนเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ส่งหานทั่วจากไปจนลับตา
หานทั่วเดินไปสามก้าวก็หันกลับมามอง จนในที่สุดก็หายลับไปที่หัวมุมถนน
หานเจวี๋ยรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างเล็กน้อย เขาเฝ้าดูหานทั่วเติบโตขึ้นมา จนลูกชายกลายเป็นผู้ใหญ่ ออกไปตามหาชีวิตของตนเองในวันนี้ ความรู้สึกอาวรณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนที่หยางเทียนตงและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นจากไปเมื่อครานั้น ยังไม่เคยทำให้เขารู้สึกเช่นนี้เลย
นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
กับลูกในไส้ย่อมรู้สึกต่างกัน
ในที่สุดชิงหลวนเอ๋อร์ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่หยุด นางซบลงกับอ้อมอกของหานเจวี๋ย
เวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ
ปีแล้วปีเล่า ชิงหลวนเอ๋อร์ค่อยๆ แก่ตัวลง
หานเจวี๋ยก็แก่ตัวไปพร้อมกับนาง
เหมือนคู่รักมนุษย์ทั่วไป
ห้าสิบปีต่อมา
ชิงหลวนเอ๋อร์ผู้แก่ชรานอนอยู่บนเตียง จ้องมองหานเจวี๋ยที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง
นางยกมือขวาที่สั่นไหวขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงผะแผ่ว “ท่าน…ท่านพี่…”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “มีสิ่งใดจะขออีกหรือ”
“ชีวิตนี้ข้าไม่เคยเสียดาย…เพียงแต่ก่อนตาย…ไม่เคยรับรู้ความเป็นอยู่ของทั่วเอ๋อร์เลย…”
“ไม่ต้องกังวล เขาจะฝึกฝนสำเร็จแน่ หากเราสองได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง ในวัฏจักรนี้ เขาต้องมาหาเราอีกแน่”
“อืม…”
ชิงหลวนเอ๋อร์ค่อยๆ หลับตาลง ใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนโยน เปี่ยมความหวัง และจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม
สีหน้าของหานเจวี๋ยราบเรียบ ไม่เสียใจ ไม่โล่งใจ
ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปตามกระแส nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
วันรุ่งขึ้นหานเจวี๋ยละทิ้งคนในจวน จากเมืองป้องบูรพาไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากออกไปจากเมืองป้องบูรพาแล้ว เขาเดินทางเข้าไปในป่าบนภูเขาลูกหนึ่ง จากนั้นก็นำร่างของชิงหลวนเอ๋อร์ฝังเอาไว้ พร้อมกับตั้งป้ายจารึก
หานเจวี๋ยผู้มีเรือนผมหงอกขาวยืนอยู่เบื้องหน้าแผ่นป้ายหลุมศพที่สลักเอาไว้ว่า ‘หลุมศพของชิงหลวนเอ๋อร์ ภรรยาของข้า’
หากวันใดวันหนึ่งหานทั่วกลับมาและเห็นป้ายหลุมศพนี้ คงจะคลายความกังวลใจไปได้บ้าง
ในตอนนี้เอง เจ้าสุนัขจิ้งจอกสีแดงก็เดินมาหยุดที่ด้านหลังของหานเจวี๋ย พร้อมทั้งจ้องมองเขาอย่างเชื่องๆ
แม้ว่าจะผ่านไปร้อยปี แต่สำหรับเจ้าสุนัขจิ้งจอกขนแดง เป็นเพียงการหลับใหลไปตื่นหนึ่งเท่านั้น
หานเจวี๋ยดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นถึงการมาเยือนของมัน เขายืนระลึกถึงชีวิตครั้งนี้หน้าหลุมศพตามลำพัง
คงต้องกล่าวว่าแม้ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น มีทั้งสุขและเศร้าปะปนกันไป ทว่าก็ไม่ได้ไร้ซึ่งความหมายเสียทีเดียว
เพียงแต่สำหรับหานเจวี๋ย ความหมายที่แท้จริงคือชีวิตอันเป็นอมตะ
ความรักที่เขามีต่อชิงหลวนเอ๋อร์นั้นเป็นไปเพื่อการหยั่งรู้เท่านั้น ไม่ได้ลึกซึ้ง แม้ว่าชิงหลวนเอ๋อร์จะตายจากไปแล้ว ชีวิตนี้ของเขาก็ยังถือว่าเป็นสุขอยู่ดี
ผลกรรมครั้งนี้จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้
“ในวัฏจักรนี้ หวังว่าเจ้าจะได้…”
หานเจวี๋ยเอ่ยพึมพำกับตนเอง ยังไม่ทันจบประโยค เขาก็เงียบไป
“ช่างเถอะ”
หานเจวี๋ยขยับมือขวาใต้แขนเสื้อเบาๆ จากนั้นหันหลังไปพบเข้ากับสุนัขจิ้งจอกขนแดง ก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เจ้ายังจำข้าได้หรือ”
สุนัขจิ้งจอกสีแดงตอบว่า “จำได้”
ผมสีขาวของหานเจวี๋ยหลุดร่วงราวกับขนนกปลิดปลิว ผิวหนังเต่งตึงอย่างรวดเร็ว แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ไร้ที่ติอีกครั้ง เส้นผมดกดำยาวสยาย ชุดคลุมเต๋าสีขาวปลิวไสวไปตามลม หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราสาดส่องจากด้านหลังของเขา เปล่งรัศมีเรืองรอง ราวกับเทพเซียนที่ถูกขับลงมาบนโลกมนุษย์
สุนัขจิ้งจอกขนแดงได้แต่มองตาค้าง
หานเจวี๋ยมองไปยังหลุมศพของชิงหลวนเอ๋อร์ โค้งตัวคำนับหนึ่งครั้ง ดั่งสามีภรรยาที่โค้งคำนับกันในวันแต่งงาน กลางโถงใหญ่ เมื่อหลายสิบปีก่อน
“ไปกันเถิด”
หานเจวี๋ยหันหลังเดินจากไป เหยียบย่างขึ้นไปบนท้องฟ้าทีละขั้น ราวกับว่ามีบันไดที่มองไม่เห็นรองอยู่ใต้เท้า ส่วนสุนัขจิ้งจอกขนแดงก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามเขาไปติดๆ
เขตเซียนร้อยคีรี
หานเจวี๋ยกับสุนัขจิ้งจอกขนแดงค่อยๆ ย่องเข้าไปจนมาถึงเบื้องหน้าอารามเต๋า ผ่านหุ่นเชิดสวรรค์ไป เขารู้ดีว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาสำนักซ่อนเร้นยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีศิษย์มาพบเขา
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ต่อจากนี้ไป เจ้าจงฝึกบำเพ็ญอยู่ที่หน้าอารามเต๋าแห่งนี้ อย่าได้ออกไปเพ่นพ่านที่ใด”
สุนัขจิ้งจอกขนแดงยังอยู่ในอาการตะลึงพรึงเพริด
ไอเซียนของที่แห่งนี้…
มันรู้สึกว่าเพียงสูดหายใจเข้าไปครั้งเดียว ตบะก็เพิ่มพูนขึ้นทันที!
แดนเซียน!
ที่นี่ต้องเป็นแดนเซียนอย่างแน่นอน!
มันพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และกล่าวขอบคุณหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยกลับเข้าไปในอารามเต๋า นั่งอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
เขาสูดหายใจเข้าออกยาวๆ
หนึ่งร้อยปีมานี้ ทำให้เขารู้สึกยาวนานยิ่งกว่าหนึ่งหมื่นปี แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด
หานเจวี๋ยเปิดจดหมายขึ้นมาอ่าน พิสูจน์ว่าประสบการณ์ในโลกมนุษย์หนึ่งร้อยปีนี้คือเรื่องจริง
[หานทั่วบุตรชายของท่านบรรลุพลังวิเศษมรรคกระบี่ ก้าวเข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่]
แววตาของหานเจวี๋ยเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ เขากล่าวพึมพำกับตนเอง “อริยมรรค ข้ามาแล้ว อริยะทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าเตรียมตัวรับมือกับอริยะอย่างข้าแล้วหรือยัง”
หลอมจิตหนึ่งร้อยปี อริยะจิตถูกสร้างขึ้นแล้ว!
พิสูจน์มรรควันนี้ ข้าหมายปองปรารถนา!
ก่อนที่จะมาถึงเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยก็อยู่ในขั้นตอนที่สามารถพิสูจน์มรรคได้แล้ว ความรู้สึกนี้ช่างยอดเยี่ยม เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น หานเจวี๋ยเหมือนได้เห็นประตูสู่แดนอริยะลอยอยู่ตรงหน้ารำไร
เขาเริ่มปิดด่านฝึกฝนเพื่อทะลวงระดับ
ทะลวงระดับอย่างไรน่ะหรือ
ก็ต้องหยั่งรู้มหามรรคต้นกำเนิดน่ะสิ!
มรรคจิตเปลี่ยนเป็นอริยะจิต ดวงวิญญาณเปลี่ยนเป็นวิญญาณอริยะ!
ห้าสิบปีต่อมา
เขตเซียนร้อยคีรีถูกปกคลุมด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ศิษย์จำนวนมากตื่นตกใจจนต้องออกมาจากถ้ำเทวาของตน
“พลังระดับนี้…”
“พลังของอริยะ! ข้าเคยไปฟังอริยะเทศนามาก่อน ความรู้สึกยิ่งใหญ่องอาจเช่นนี้ยากจะลืมเลือน!”
“อริยะบุกโจมตีหรือ”
“ไม่ใช่! เป็นเจ้าสำนักกำลังทะลวงระดับใช่หรือไม่”
“เจ้าสำนักเป็นอริยะจริงๆ ด้วย”
เหล่าศิษย์ต่างพูดคุยกันไปต่างๆ นานา ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วสำนักซ่อนเร้น
ตราบใดที่รังสีน่าเกรงขามนี้ไม่ได้มาจากศัตรู เหล่าศิษย์ทั้งหลายก็รู้สึกวางใจ
สำหรับการทะลวงระดับของหานเจวี๋ย ศิษย์ส่วนใหญ่นั้นเห็นบ่อยจนเป็นเรื่องชินตา รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติเสียด้วยซ้ำ
ความเร็วในการทะลวงระดับของหานเจวี๋ยนั้นว่องไวมาโดยตลอด!
เหล่าศิษย์ต่างก็ได้รับการกระตุ้นและทุ่มเทฝึกบำเพ็ญกันหนักขึ้น
ในขณะเดียวกัน
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยก็เข้าสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่
มันคือโลกดาราที่อยู่ภายในส่วนลึกของวิญญาณเขา
ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มถือกำเนิดขึ้น ส่วนดวงดาวที่มีอยู่ก็ระเบิดแสงเจิดจ้าออกมา ทำให้โลกดาราทั้งหมดสว่างไสว
เหนือสิ่งอื่นใด บนดวงดาวล้วนมีปราณอนธการจำนวนนับไม่ถ้วนพลุ่งพล่านอยู่ จากนั้นก็หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเวลาผ่านไป พระราชวังแห่งหนึ่งก็ก่อตัวและถือกำเนิดขึ้นมา
รูปปั้นหินของเทพมารสี่สิบเก้าตนก่อตัวเรียงรายรอบพระราชวัง ท่าทางดุร้ายน่าสะพรึงกลัว ทั้งหมดอยู่ในอิริยาบถต่างๆ ห้องหับภายในพระราชวังถูกแบ่งออกอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งมีหน้าที่ใช้สอยแตกต่างกัน
วังอริยะ!
นี่คือมรรคผลของหานเจวี๋ย!
หลังจากที่ปราณอนธการหลั่งไหลเข้าไปในวังอริยะ ก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังเวทระดับที่สูงขึ้น เหนือกว่าที่เคยเป็นมาลิบลับ!
ภาพเสมือนของหานเจวี๋ยปรากฏขึ้นเหนือวังอริยะ ซึ่งเป็นภาพแสดงดวงวิญญาณ พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เอ่อล้นออกมาจากวังอริยะแทรกซึมเข้าไปในภาพเสมือนดวงวิญญาณ และช่วยให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลง ตัววิญญาณนั้นปะทุออกเป็นลำแสงเจ็ดสี สาดส่องให้โลกดาราพร่างพราว
หานเจวี๋ยราวกับตระหนักได้อย่างชัดเจน เสียงของเขาดังก้องไปทั่วโลกดารา
“โลกใบนี้ มีนามว่าอนธการ!”
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในโลกเขย่าพิภพ เมื่อได้ยินเสียงของหานเจวี๋ยต่างก็ตกอยู่ในความโกลาหล ไม่ทราบว่าเป็นเสียงของผู้ใด
ภายในพระราชวังแห่งหนึ่ง
พุทธะอาภรณ์ขาวที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่พลันลืมตาขึ้น การแสดงออกของเขาดูผิดแปลกไป สีหน้าและแววตาฉายแววตกตะลึงออกมา
“อนธการ…บุพกาล…ตกลงเขาคือตัวตนอะไรกันแน่”
พุทธะอาภรณ์ขาวนั้นสงสัยในรากเหง้าของหานเจวี๋ยมาโดยตลอด เขารู้สึกว่าความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยนั้นรวดเร็วมากเสียจนไม่สมเหตุสมผล มีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะเป็นผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิดใหม่ วันนี้หานเจวี๋ยสร้างอนธการขึ้นมาโดยไม่เกรงกลัวต่อผลกรรม ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หานเจวี๋ยไม่สนใจพุทธะอาภรณ์ขาว แต่กลับมุ่งสมาธิไปสู่การทะลวงระดับ
ในขณะเดียวกัน
บนชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อริยะที่อยู่ในอาณาเขตเต๋าต่างๆ ล้วนแต่ลืมตาขึ้น ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงก็เช่นกัน
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงนับนิ้วทำนายหนึ่งครั้ง คิ้วพลันขมวดมุ่น
เขาทำนายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
“ผู้ใดกำลังพิสูจน์มรรคอยู่”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงพึมพำกับตนเอง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน
อีกด้านหนึ่ง
สี่อริยะสำนักเต๋าต่างมารวมตัวกัน
“มีคนกำลังพิสูจน์มรรค!” เทพสูงสุดหนานจี๋กล่าวเสียงต่ำ สีหน้าถมึงทึง
ยังมีคนระดับสูงที่สามารถก้าวสู่การพิสูจน์มรรคได้ อยู่ใต้จมูกของพวกเขานี่เอง!
ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่สามารถทำนายได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน
ดวงตาของหลี่มู่อีวาววับ เขากล่าวว่า “หรือว่าจะเป็นเจ้าสำนักซ่อนเร้น”
อริยะจินอันกล่าวว่า “แม้จะไม่ใช่เขา แต่ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักซ่อนเร้น อริยะอย่างพวกเราเข้าไปในแดนเซียนไม่ได้ ศิษย์ในสำนักก็ไม่อาจบุกฝ่าเข้าไปในเขตเซียนร้อยคีรี ทำได้เพียงเฝ้ามองเขาพิสูจน์มรรคต่อไป หลังจากนี้ค่อยพิจารณาเปลี่ยนท่าทีของพวกเราต่อสำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยถอนหายใจ
สี่อริยะต่างตกอยู่ในความเงียบ
นอกจากสี่อริยะแห่งสำนักเต๋าแล้ว อริยะคนอื่นต่างก็ตกใจเช่นกัน
ฉิวซีไหลถึงขั้นส่งคำขอเข้าฝันหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเมินเฉยไปเสียอย่างนั้น
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ฉิวซีไหลก็เริ่มส่งคำขอเข้าฝันมาอย่างถี่รัวอีกครั้ง
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[ตรวจสอบพบว่าท่านกำลังพิสูจน์มรรคทะลวงระดับ อยู่ในขั้นตอนสำคัญ ระบบทำการเปิดกลไกป้องกันอิสระ ปิดกั้นการเข้าฝันชั่วคราว]
หานเจวี๋ยเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เมื่อเห็นระบบปิดกั้นหน้าจอไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกโนiวลกูดอทคอม
ก่อนหน้านั้นเขายังคิดว่าฉิวซีไหลเป็นคนมีเหตุผล แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าฉิวซีไหลช่างทำตัวน่ารังเกียจนัก!
รอให้ข้าพิสูจน์มรรคสำเร็จก่อนเถิด เจ้าต้องได้ชดใช้กรรมแน่!
หานเจวี๋ยสงบสติอารมณ์ และพิสูจน์มรรคต่อ
เมื่อใดที่วังอริยะของเขารวมตัวสำเร็จ ดวงวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณอริยะ เมื่อนั้นเขาก็บรรลุตำแหน่งอริยะ!
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปี
หานเจวี๋ยพิสูจน์มรรคได้อย่างราบรื่น!
พลังเวทแปรเปลี่ยนเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์โดยสมบูรณ์ ไร้ที่สิ้นสุด!
วิญญาณอริยะบังเกิด!
หานเจวี๋ยรู้สึกดีมากจนอยากจะตะโกนออกมา แต่เขาก็อดกลั้นเอาไว้
เขาเปิดหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาดู
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 35,810/120,990,009,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: เตรียมเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะต้น (อริยะขั้นสมบูรณ์)]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]
เตรียมเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า!
อายุขัยเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งเป็นสองเท่า!
หนึ่งแสนสองหมื่นกว่าล้านล้านล้านปี!
แต่ถึงกระนั้นหานเจวี๋ยก็ยังรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
มีชีวิตเป็นอมตะเลยไม่ได้หรือ
หากลองคิดในมุมกลับ อันที่จริงตัวเขาก็แทบจะมีชีวิตอมตะอยู่แล้ว ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวเช่นนี้ ประกอบกับถ้าเขาทะลวงระดับต่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทะลวงระดับอายุขัยก็จะฟื้นฟูกลับคืนมาอีก
บางทีนี่อาจเป็นความอมตะของเทพมารอนธการก็เป็นได้!
หานเจวี๋ยเลิกคิดมาก และเริ่มทำให้ตบะเสถียรต่อไป
ในขณะเดียวกัน
ทั้งสำนักซ่อนเร้น ผู้ที่บำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดทั้งหมด ดวงชะตาล้วนถูกยกระดับ พลังมรรคก็เพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน
ความรู้สึกดังกล่าวชัดเจนมากจนทำให้พวกเขารู้สึกตกใจ
พวกศิษย์สายตรงต่างรู้ดีว่าเป็นเพราะหานเจวี๋ยกำลังทะลวงระดับ
ศิษย์ในนามกลับคิดว่าเป็นเพราะหานเจวี๋ยสำแดงพลังวิเศษอยู่
แดนเซียน ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
หานทั่วที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ในค่ายกล จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น เขามองไปที่มือของตนเองด้วยความประหลาดใจ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดความเร็วในการบำเพ็ญถึงได้เพิ่มขึ้นพรวดพราดเช่นนี้”
หานทั่วพึมพำกับตนเอง ความรู้สึกยินดีพลันปรากฏขึ้นทั้งบนสีหน้าและแววตา
เขายังจำความรู้สึกนี้ได้
ในตอนที่เขายังเยาว์วัย อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จู่ๆ คุณสมบัติของเขาก็เปิดออก
หรือว่าเขาจะทะลวงขีดจำกัดได้อีกแล้ว
หานทั่วรู้สึกตื่นเต้นมาก
“พวกเจ้าคอยดูเถิด หากข้าทะลวงระดับสำเร็จเมื่อใด ข้าจะสังหารพวกเจ้าให้สิ้นซาก!”
หานทั่วกล่าวเสียงฮึมฮัมในลำคอ จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
ห้าสิบปีต่อมาตบะของหานเจวี๋ยก็เสถียรโดยสมบูรณ์
เขากลายเป็นอริยะอย่างแท้จริง!
[ตรวจสอบพบว่าท่านทุ่มเทพิสูจน์มรรค กลายเป็นอริยะโดยสมบูรณ์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากด่านฝึกบำเพ็ญทันที พิชิตปวงสวรรค์ กลายเป็นอริยะที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับอริยะหนึ่งนาย]
หานเจวี๋ยอ่านตัวเลือกที่ปรากฏเบื้องหน้า และเลือกข้อสองโดยไม่ลังเล
องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับอริยะ!
จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
[ท่านเลือกที่จะฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น องครักษ์อาณาเขตเต๋าระดับอริยะหนึ่งนาย]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับชุดคลุมมรรคนภาวิสุทธิ์]
[ชุดคลุมมรรคนภาวิสุทธิ์: ยอดสมบัติต้านทานมรรคาสวรรค์ สามารถป้องกันพลังวิเศษแห่งกรรม สามารถต้านทานการโจมตีเต็มกำลังของอริยะทั่วไปได้]
 สิบสองล้านล้านล้านล้านปี!->หนึ่งแสนสองหมื่นกว่าล้านล้านล้านปี! (เว็บนอกก็เขียน 120 sextillion years=120พันล้านล้านล้านปี แบบบทที่ 469), หนึ่งชิ้น->หนึ่งก้อน
ยอดสมบัติต้านทานมรรคาสวรรค์!
เยี่ยมมาก!
ข้าชอบ!
หานเจวี๋ยหยิบยอดสมบัติชิ้นนี้ออกมา และเริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
สะสมชิ้นส่วนมหามรรคจนถึงหกชิ้นแล้ว หินวิญญาณมรรคาสวรรค์ชิ้นใหม่ต้องมอบให้กับหนังสือแห่งความโชคร้ายอย่างแน่นอน
หลังจากทำให้มันจดจำเจ้าของสำเร็จแล้ว เขาก็ถอดอาภรณ์มหามรรคบัญชาสวรรค์ออก และเปลี่ยนไปสวมชุดคลุมมรรคนภาวิสุทธิ์แทน
ส่วนอาภรณ์มหามรรคบัญชาสวรรค์ เขาก็ยกให้กับสิงหงเสวียนไป
หานเจวี๋ยไม่รีบเร่งยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย แต่เริ่มคัดลอกองครักษ์ระดับอริยะก่อน
องครักษ์อาณาเขตเต๋าสามารถเลือกได้จากแบบจำลองการทดสอบเท่านั้น ไม่สามารถเลือกตัวของหานเจวี๋ยเองได้
หานเจวี๋ยเลือกปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเป็นคนแรก
[การดำรงอยู่เกินกว่าระดับอริยะทั่วไป]
หานเจวี๋ยอดที่จะบ่นอุบอิบไม่ได้ อริยะที่ไม่ใช่ระดับทั่วไป แล้วไม่ใช่อริยะหรืออย่างไร
ดูเหมือนว่าอริยะในที่นี้จะหมายถึงอริยะมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยถามในใจเงียบๆ ‘อริยะผู้ใดที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับองครักษ์ระดับอริยะ และแข็งแกร่งที่สุดในมรรคาสวรรค์ตอนนี้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
หน้าตาของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในหัวของหานเจวี๋ย
เป็นหลี่มู่อี!
หลี่มู่อีไม่ใช่อริยะมรรคาสวรรค์ แต่ก็นับว่าเป็นอริยะทั่วไป ซึ่งออกจะแปลกอยู่บ้าง
แต่ไม่ว่าอย่างไร หานเจวี๋ยจะคอยจับตาดูหลี่มู่อีอย่างแน่นอน
ติดตรงที่ว่าในแบบจำลองการทดสอบไม่มีข้อมูลร่างต้นแบบของหลี่มู่อี เห็นทีเขาคงต้องไปเยือนชั้นฟ้าที่สามสิบสามเสียแล้ว
แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ก่อนก็แล้วกัน!
ไม่กี่เดือนต่อมา พลังวิเศษมรรคกระบี่ของหานเจวี๋ยก็ยกระดับขึ้นจนถึงระดับอริยะ เขาเริ่มบำเพ็ญร่างจำลองเสรีสุญญตาต่อทันที
ครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นห้าสิบปี
หานเจวี๋ยฝึกฝนร่างจำลองเทพมารอีกยี่สิบห้าตน รวมทั้งสิ้นเจ็ดสิบสี่ตน
ร่างจำลองเทพมารที่เขาฝึกฝนมาทั้งหมดได้แก่ เทพมารสยบศักดา เทพมารนาวาสวรรค์ เทพมารฌานวิบัติ เทพมารสิ้นหวัง เทพมารกลืนกิน เทพมารนพจิต เทพมารจองจำ เทพมารอุปจาร เทพมารธารดารา เทพมารเขาแหลม เทพมารเกศาศักดิ์สิทธิ์ เทพมารโลภะ เทพมารสะเทือนโทสะ เทพมารมรรคสุบิน เทพมารจินตนาการ เทพมารทรราช เทพมารพันร่าง เทพมารเจ็ดกายา เทพมารเดือนดับ เทพมารลวงตา เทพมารขมขื่น เทพมารหมื่นโลกา เทพมารเพลิงวิญญาณ เทพมารมรรคาสวรรค์ เทพมารวัฏจักร
หานเจวี๋ยงุนงงกับเทพมารมรรคาสวรรค์และเทพมารวัฏจักรเป็นอย่างมาก พวกเขายังอยู่ในเทพมารสามพันตนอยู่อีกหรือ
มรรคาสวรรค์ถูกผานกู่เปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่ใช่หรือไร
วัฏจักรก็ถูกจักรพรรดินีผืนพิภพเปลี่ยนแปลงไปแล้วนี่
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ถ้าเป็นเช่นนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ที่มรรคาสวรรค์ในปัจจุบันจะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมา และกลายเป็นเทพมารในภายหลัง
แค่คิดหานเจวี๋ยก็รู้สึกถึงอันตรายแล้ว
แต่เขาพิสูจน์มรรคเป็นอริยะสำเร็จแล้ว มีพลังพอที่จะปกป้องตนเองได้
เขาเริ่มทำแบบจำลองการทดสอบ
ฝูซีเทียน สะกดโจมตี สามารถสังหารได้ภายในครึ่งชั่วยาม!
ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ดวงชะตามรรคาสวรรค์ ร่างจำลองเทพมารของหานเจวี๋ยสามารถกัดกินดวงชะตามรรคาสวรรค์ในตัวของฝูซีเทียนได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา หากปราศจากดวงชะตามรรคาสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยก็สามารถสังหารฝูซีเทียนได้ภายในพริบตา
หานเจวี๋ยตัดสินใจโจมตีจนสุดกำลัง
เขาท้าประลองอีกครั้ง โดยอัญเชิญร่างจำลองเทพมารทั้งหมดเจ็ดสิบสี่ตนออกมา สำแดงสารพัดพลังมหามรรครวมทั้งสิ้นเจ็ดสิบสี่ชนิด บุกเข้าสังหารอีกฝ่ายพร้อมกัน
ในที่สุดก็สังหารได้ในเสี้ยววินาที!
เยี่ยมยอด!
หานเจวี๋ยเริ่มท้าประลองปรมาจารย์ลัญจกรสรวงต่อ
ผลคือถูกสังหารอย่างอเนจอนาถภายในเสี้ยววินาที ไม่ได้ถูกสังหารภายในหนึ่งลมหายใจ แต่เป็นหนึ่งฝ่ามือ
เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ลัญจกรสรวง พลังเวทของเขาก็ถูกทำลายไปในทันที ช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นกว้างเกินไป
หานเจวี๋ยไม่เชื่อว่าธรรมะจะชนะอธรรมได้ ท้าทายปรมาจารย์ลัญจกรสรวงอย่างบ้าคลั่ง
ไม่กี่วันต่อมาเขาก็ยอมแพ้
สถิติที่ดีที่สุดคืออยู่ได้นานถึงสิบลมหายใจ แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาเอาแต่หลบซ่อนนั่นเอง
อริยะเป็นอมตะ ประโยคนี้หมายถึงเป็นอมตะเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า ก็ยังสามารถถูกโจมตีจนย่อยยับได้เช่นกัน
หานเจวี๋ยถอนหายใจ และถามอย่างเงียบๆ ว่า ‘หากข้าไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม จะตายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[หากท่านไม่ได้ล่วงเกินปรมาจารย์ลัญจกรสรวง เหล่าอริยะก็ไม่สามารถทำอะไรท่านได้]
หานเจวี๋ยครุ่นคิด
ก็ยังเสี่ยงอยู่ดี
หากปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเกิดอยากพุ่งเป้ามาที่ตนเล่า
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ตอนนี้ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมีแผนจะสังหารข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งแสนล้านปี…
ก็สมแล้วที่เป็นเจ้า!
ดำเนินการ!
หานเจวี๋ยกัดฟันเลือก пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
[เบื้องต้นยังไม่มี]
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาลุกขึ้นยืนและหายตัวไปโผล่ที่ชั้นฟ้าที่สามสิบสามทันที
หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราส่องแสงเรืองรอง สาดทับไปทั่วร่างของเขา ชุดคลุมมรรคนภาวิสุทธิ์โบกสะบัด
หานเจวี๋ยมองไปยังความโกลาหลโดยรอบ ในใจก็นึกหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ท่านอย่าเพิ่งวู่วามคิดจะฆ่าแกงกันตอนนี้เลยนะ!
ทันใดนั้นเอง เงาร่างแต่ละสายก็พลันปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหานเจวี๋ย
หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋ อริยะจินอัน เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย มหาจักรพรรดิเซียว ฉิวซีไหล ฝูซีเทียน จักรพรรดินีผืนพิภพ
นอกจากอริยะมิ่งจีแล้ว อริยะที่ควรจะมา ก็มาถึงพร้อมกันหมดแล้ว
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบทันที บันทึกข้อมูลของพวกเขาทั้งหมดลงไป
หลี่มู่อีเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “สหายน้อย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นอริยะได้ คงจะอาศัยปราณม่วงอนธการจากสำนักเต๋าของข้าสินะ”
เขาเป็นคนสั่งการให้เซวียนฉิงจวินไปขโมยปราณม่วงอนธการมา เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะสูญเสียการควบคุมปราณม่วงอนธการในภายหลัง ทำให้ตอนนี้เขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “พิสูจน์มรรคต้องใช้ปราณม่วงอนธการด้วยหรือ”
คำพูดดังกล่าวทำให้เหล่าอริยะนิ่งเงียบไป
จักรพรรดินีผืนพิภพมองประเมินหานเจวี๋ยด้วยดวงตาคู่งามสง่า
นางเดิมพันสำเร็จ!
นางรู้ว่าคุณสมบัติของหานเจวี๋ยนั้นแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะสามารถพิสูจน์มรรคเป็นอริยะได้จริงๆ ความเร็วในการพิสูจน์มรรคของเขาช่างรวดเร็วเสียจนน่าเหลือเชื่อ
หานเจวี๋ยกล่าวเสริม “ข้าไม่มีเจตนาจะต่อสู้กับเหล่าอริยะทุกท่านเพื่อแย่งชิงดวงชะตา หวังว่าทุกท่านจะหยุดวางแผนเล่นงานข้า มิฉะนั้นอย่าโทษว่าข้าเสียมารยาท”
พูดจบ หานเจวี๋ยก็หายตัวไปทันที
อริยชนได้แต่มองหน้ากัน
หานเจวี๋ยกลับมาที่อารามเต๋า
เขาไม่อาจสัญจรไปมาในแดนเซียนได้แล้ว เขารู้สึกได้ถึงพลังต่อต้านอันทรงพลัง ราวกับจะฉีกทึ้งเขาเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
พลังแห่งมรรคาสวรรค์!
หลังจากกลายเป็นอริยะแล้ว หานเจวี๋ยจึงรู้แจ้งว่ามรรคาสวรรค์นั้นอันตรายเพียงใด!
ไม่แปลกใจเลยที่บรรดาอริยะต้องทำตามกฎมรรคาสวรรค์ ไม่กล้าทำอะไรล้ำเส้น
หานเจวี๋ยเริ่มเลือกองครักษ์อาณาเขตเต๋า
เขาเลือกหลี่มู่อีทันทีโดยไม่ลังเล!
การคัดลอกนั้นต้องใช้เวลา แต่หานเจวี๋ยรอได้
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้าย และหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา เริ่มต้นการยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย
สิบปีต่อมา หนังสือแห่งความโชคร้ายก็ยกระดับสำเร็จ
[หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับสำเร็จ กลายเป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์]
หานเจวี๋ยยิ้มจนดวงตาเป็นเส้นโค้ง
ตบะอริยะ ทั้งยังมียอดสมบัติมรรคาสวรรค์ในมือ เขารู้สึกว่าตนสามารถสังหารอริยะได้แล้ว!
ความรู้สึกทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้เขาถึงขั้นนึกดูแคลนอริยะ
สุดยอด!
หานเจวี๋ยตัดสินใจยังไม่สาปแช่งใคร อริยะมิ่งจีเป็นบ้าไปแล้ว อยู่ก็เหมือนตาย ไม่เป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด
ส่วนอริยะคนอื่น รอดูปฏิกิริยาไปก่อน
หานเจวี๋ยยืนขึ้น เตรียมตัวไปแสดงธรรมให้แก่สำนักซ่อนเร้น
ในเวลานี้เอง
[ความเกลียดชังที่อริยะจินอันมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยตกตะลึง
เจ้าหมอนี่…
รนหาที่ตายเสียแล้ว!
หานเจวี๋ยไม่ได้ลงมือสาปแช่งทันทีเพราะจะถูกเปิดเผยตัวตนได้ง่าย ออกไปแสดงธรรมเสียก่อน รอให้เวลาผ่านไปสักระยะแล้วค่อยสาปแช่ง
“เราจะแสดงธรรม ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหลายจงมาสดับมรรค!”
เสียงของหานเจวี๋ยดังกึกก้องทั่วเขตเซียนร้อยคีรี
เหล่าศิษย์ทุกคนตื่นเต้นกันยกใหญ่ และในที่สุดการแสดงธรรมที่รอคอยก็มาถึง!
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ภายในพระราชวังอันมืดมิด มีกระจกบานหนึ่งแขวนอยู่เบื้องหน้าของอริยะจินอัน ในกระจกมีเงาของคนผู้หนึ่ง ใบหน้านั้นเลือนราง
“อริยะคนใหม่นี้ช่างน่าสงสัยนัก อีกทั้งยังเป็นตัวแปรที่บรรพชนเต๋าแต่งตั้งมา จะต้องขัดขวางภารกิจใหญ่ของเราเป็นแน่ ต้องคิดหาทางขับไล่เขาออกไปจากมรรคาสวรรค์โดยเร็ว หากจะให้ดีต้องส่งตัวเขาไปยังแดนเทพหวนปัจฉิมให้ได้”
เสียงแหบพร่าเล็กน้อยแว่วออกมาจากกระจก
“ขับไล่เขาออกจากมรรคาสวรรค์หรือ คงเป็นไปได้ยาก”
อริยะจินอันขมวดคิ้วพลางกล่าว สีหน้าเปลี่ยนเป็นอึมครึม
เขาเองก็อยากจะกำจัดหานเจวี๋ยเช่นกัน ทว่าสัญชาตญาณบอกเขาว่า การจัดการหานเจวี๋ยนั้นไม่ง่ายเลย!
บางทีอาจจะยากกว่าการจัดการหลี่มู่อีเสียด้วยซ้ำ!
เงาในกระจกกล่าวว่า “แม้จะยากเย็นก็ต้องทำ มิฉะนั้นเจ้าก็อย่าได้หวังจะก้าวข้ามมรรคาสวรรค์ จงเป็นหุ่นเชิดของมรรคาสวรรค์ต่อไปตลอดกาลเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของอริยะจินอันก็พลันบิดเบี้ยว
เขาทำได้เพียงกัดฟันยอมรับ
หลังจากสิ้นสุดการแสดงธรรมหนึ่งร้อยปี หานเจวี๋ยก็ลุกขึ้นและจากไปอย่างเงียบเชียบ
ธรรมของอริยะ ให้ผลลัพธ์เหนือกว่าที่ผ่านมา ศิษย์ส่วนใหญ่ต่างทะลวงระดับได้ในขณะสดับมรรค
หานเจวี๋ยนั่งอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งฉิวซีไหล
เจ้าหมอนี่บังอาจขัดขวางการพิสูจน์มรรคของข้า ต้องสั่งสอนสักหน่อย!
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปพลาง อ่านจดหมายไปพลาง
[จี้เซียนเสินสหายของท่านก้าวสู่แม่น้ำโชคชะตา]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านวิญญาณข้ามสู่บรรพกาล ถูกเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณกำราบ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x7829
[หานทั่วบุตรชายของท่านได้รับคำชี้แนะจากจั้งกูซิงสหายของท่าน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านบรรลุพลังวิเศษขณะสดับมรรค พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[อริยะเจ็ดวิถีเข้าฝันโจวฝานลูกศิษย์ของท่าน ความสามารถในการเข้าใจเพิ่มพูน]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านก้าวสู่ระดับครึ่งอริยะ]
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายด้วยความเพลิดเพลิน ฟางเหลียงเทียวไปเทียวมาที่กาลบรรพกาล สุดท้ายก็ถูกลงโทษจนได้ ทว่าขอแค่ไม่ตายก็พอแล้ว
เจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณที่ว่านี้เป็นใครกันแน่
หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าหลังสาปแช่งเสร็จจะลองคำนวณดูสักครั้ง
หานทั่วได้พบกับจั้งกูซิง เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง
เขาพลันนึกถึงอดีตขึ้นมา
คิดไม่ถึงว่าพ่อลูกจะมีชะตากรรมเดียวกัน
หานเจวี๋ยไม่กังวลว่าจะเกิดเรื่องกับหานทั่ว ต่อให้มีเรื่องจริงๆ เขาก็สามารถคำนวณได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด เขาก็ยื่นมือเข้าไปช่วยได้เสมอ
ตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณ ต่อให้ตัวตาย หานเจวี๋ยก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
อยากเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงก็ต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น!
หานเจวี๋ยไม่อยากให้หานทั่วเอาแต่คิดถึงเขาในยามที่เจอกับปัญหา
หานเจวี๋ยชื่นชอบหานทั่วมากทีเดียว หวังว่าเขาจะเติบโตขึ้นอย่างดี หากวันหน้าสามารถกลายเป็นผู้สืบทอดสำนักซ่อนเร้นได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าอริยะเจ็ดวิถีมาเข้าฝันโจวฝาน เรื่องนี้คงต้องจับตามองกันสักหน่อย
อริยะเจ็ดวิถีอยู่ในระดับเดียวกันกับปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ไม่อาจประมาทได้
ห้าวันต่อมา หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง
เขาคำนวณหาตัวตนของเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สี่พันล้านปี?
นี่มันค่าตัวของหลี่มู่อีเลยนี่นา!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว และเลือกดำเนินการต่ออย่างเงียบๆ
ในสมองของเขาปรากฏเงาร่างสายหนึ่งขึ้นมา พร้อมกับคำบรรยายหนึ่งแถว
[จิ้นเสิน: ครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ เจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ ครอบครองดวงชะตามรรคาสวรรค์ มีหน้าที่เปิดฉากมหาเคราะห์ ตบะของเขาเกินระดับครึ่งอริยะ แต่เนื่องจากตำแหน่งของอริยะมรรคาสวรรค์เต็มแล้ว จึงไม่อาจพิสูจน์มรรคเป็นอริยะได้ หลบซ่อนตัวอยู่แดนต้องห้ามอนธการมานานแรมปี เฝ้าสอดแนมแดนเซียน]
จิ้นเสิน?
เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
ที่แท้ก็เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เปิดฉากมหาเคราะห์นี่เอง เก่งกาจไม่ใช่ย่อยเลย
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยก็เริ่มคำนวณถึงอริยะเจ็ดวิถี
‘เหตุใดอริยะเจ็ดวิถีถึงมุ่งเป้าไปที่โจวฝาน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สูงขนาดนั้นเชียว!
หนังตาของหานเจวี๋ยกระตุกอย่างบ้าคลั่ง ทำได้เพียงเลือกดำเนินการต่อ
[อริยะเจ็ดวิถีกำลังเตรียมตัวฝ่าด่านเคราะห์ ไม่เพียงแต่มุ่งเป้าไปที่โจวฝาน เขายังไม่มีแผนการร้ายต่อท่านในขณะนี้]
ฝ่าด่านเคราะห์?
คนระดับนั้นยังต้องฝ่าเคราะห์อันใดอีก?
ในใจของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยความสงสัย ทว่าอริยะเจ็ดวิถีไม่มีความคิดจะทำร้ายเขา เช่นนั้นก็เลิกสนใจดีกว่า
หลังจากพักผ่อนไปหลายวัน หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาอีกครั้ง จากนั้นเริ่มสาปแช่งอริยะจินอัน
ความเกลียดชังของอริยะจินอันที่มีต่อเขาอยู่ในระดับห้าดาว แทบจะเรียกได้ว่าไม่ตายไม่เลิกรา
หานเจวี๋ยคร้านจะคำนวณหาถึงสาเหตุ อย่างไรเสียเจ้าหมอนี่ก็ไม่สามารถใช้พลังวิเศษทำลายมรรคาได้อยู่แล้ว รีบชิงฆ่าเขาก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหวดีกว่า!
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดฮวบ
อริยะจินอันที่อยู่ในอาณาเขตเต๋าที่ห่างไกลออกไปขมวดคิ้วแน่น
เขาเคยสงสัยว่าหานเจวี๋ยน่าจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่เขาไม่เคยทำร้ายหานเจวี๋ย เช่นนั้นแล้วหานเจวี๋ยจะทำร้ายเขาไปเพื่ออะไร
ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน หานเจวี๋ยดูหวาดกลัวต่อผลกรรม หวาดกลัวต่อความยุ่งยากยิ่งนัก
เช่นนั้นแล้วเจ้าแดนต้องห้ามอันธการน่าจะอยู่ในหมู่อริยะด้วยกันโuเวลกูดoทคoม
ครั้งนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคุกคามเขาอย่างบ้าคลั่ง พลังคำสาปแช่งรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้อริยะจินอันก็เคยถูกสาปแช่งมาก่อน แต่ผลกระทบไม่หนักหนานัก จนเขาไม่กล้ายืนยันว่าเป็นคำสาปแช่งจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ตอนนี้เขาลงทำนายดู ก็พบเพียงหนังสือเล่มหนึ่ง
“มีข่าวลือเล่ากันในแดนเซียนว่า เจ้าแดนต้องห้ามอันธการตัวจริงจะใช้หนังสือเล่มหนึ่ง หากทำนายไม่พบหนังสือเล่มนี้ เช่นนั้นก็แสดงว่าถูกคนอื่นสวมรอยสาปแช่ง ก่อนหน้านี้ที่เราถูกสาปแช่งก็ทำนายไม่พบหนังสือเล่มนี้ เช่นนั้นก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ดูท่าทางไม่ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเป็นใคร ในหมู่อริยะก็มีใครบางคนวางแผนชั่วร้ายอยู่ในเงามืดเป็นแน่”
อริยะจินอันดวงตาลุกโชน ในใจบังเกิดจิตสังหารขึ้น
เขาคิดว่าตนเองไม่เคยล่วงเกินใคร จนถึงกับต้องถูกอริยะสาปแช่ง เรียกได้ว่าถูกทำร้ายโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เขารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็พยายามอย่างหนักเพื่อเคลื่อนย้ายลมปราณต้านทานพลังคำสาปแช่ง
พลังคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการช่างน่าสะพรึงกลัว ทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นไม่หยุด
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง อริยะจินอันก็ทนไม่ไหว เขาลุกพรวดขึ้นมา จากนั้นก็หายตัวไปจากพระราชวังทันที
เขาไปหาหลี่มู่อี
“ศิษย์พี่! มีคนสาปแช่งข้า!”
อริยะจินอันมาปรากฏตัวเบื้องหน้าของหลี่มู่อี กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิ พยายามเคลื่อนย้ายลมปราณต้านทานพลังคำสาปแช่งต่อ
หลี่มู่อีขมวดคิ้ว รีบเรียกเทพสูงสุดหนานจี๋ และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมาทันที
เมื่อสองอริยะมาถึง ทั้งสองต่างก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อได้เห็นสภาพของอริยะจินอัน
หลี่มู่อียืดตัวขึ้น พร้อมกับใช้พลังเวทของตนช่วยเหลืออริยะจินอัน
เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ตอนนี้สามารถกล่าวได้แล้วว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ใช่หนึ่งในพวกเราอย่างแน่นอน พวกเราต้องละทิ้งความเคลือบแคลงใจในตัวของกันและกันไปเสีย”
เทพสูงสุดหนานจี๋ และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมีสีหน้าบิดเบี้ยว ตกลงแล้วเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใครกันแน่
หากหลี่มู่อีไม่เรียกพวกเขามา ภายหน้าพวกเขาต้องระแวงสงสัยกันเองเป็นแน่
จิตใจช่างโหดเหี้ยม!
อันตรายเกินไปแล้ว!
“แย่แล้ว พวกเจ้ารีบมาเร็วเข้า!”
สีหน้าของหลี่มู่อีเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
เห็นเพียงใบหน้าของอริยะจินอันเปลี่ยนเป็นสีดำ ร่างกายสั่นสะท้าน สามารถมองเห็นไอสีดำที่ลอยคละคลุ้งอยู่รอบกายของเขาด้วยตาเปล่า
เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยรีบเข้าไปช่วย สามอริยะร่วมมือกันช่วยอริยะจินอันต้านทานพลังคำสาปแช่ง
ภายในอารามเต๋า
ใบหน้าของหานเจวี๋ยบิดเบี้ยว
อายุขัยของเขาถูกผลาญไปแล้วกว่าสี่สิบล้านล้านปี!
ใกล้จะถึงระดับที่สามารถทำให้อริยะมิ่งจีเป็นบ้าแล้ว!
ประเด็นที่สำคัญคือวันนี้ตบะเพิ่มพูนขึ้นแล้ว หนังสือแห่งความโชคร้ายก็ถูกยกระดับขึ้นแล้ว แต่ก็ยังผลาญอายุขัยไปจำนวนมหาศาลอยู่ดี
หรือว่าอริยะจินอันจะแข็งแกร่งว่าอริยะมิ่งจี
ไม่ใช่!
ต้องมีอริยะคนอื่นคอยช่วยเหลืออยู่เป็นแน่
“ข้าไม่เชื่อในปีศาจ ครั้งนี้ต่อให้มรรคาสวรรค์ลงมาช่วย ข้าก็จะสาปแช่งให้เจ้าพิการไปครึ่งหนึ่งให้ได้!”
ดวงตาของหานเจวี๋ยแข็งกร้าว เขากลายเป็นอริยะแล้ว แต่อริยะจินอันก็ยังกล้าที่จะเกลียดชังเขา ความเกลียดชังระดับห้าดาวนั้นเป็นภัยคุกคามร้ายแรง หากให้โอกาสอริยะจินอัน เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
สี่สิบห้าล้านล้านปี!
ห้าสิบล้านล้านปี!
หกสิบล้านล้านปี!
[อริยะจินอันศัตรูคู่อาฆาตของท่าน อริยะจิตเกิดการแตกร้าวเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน เคราะห์ดีที่หลี่มู่อีศัตรูคู่อาฆาตของท่านให้การช่วยเหลือ]
[อริยะจินอันศัตรูคู่อาฆาตของท่าน อริยะจิตเกิดการแตกร้าวเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน เคราะห์ดีที่เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยศัตรูคู่อาฆาตของท่านให้การช่วยเหลือ]
[อริยะจินอันศัตรูคู่อาฆาตของท่าน อริยะจิตเกิดการแตกร้าวเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน เคราะห์ดีที่เทพสูงสุดหนานจี๋ศัตรูคู่อาฆาตของท่านให้การช่วยเหลือ]
แม้เห็นจดหมายสามฉบับข้างต้น หานเจวี๋ยก็ยังคงไม่หยุด
สาปแช่งต่อไป!

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ