511-515

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 511ถึง515

ยังต้องพูดอีกหรือ!
เลือกตัวเลือกที่สองไปเลย!
หานเจวี๋ยขี้คร้านเกินกว่าจะครุ่นคิดว่ามารสวรรค์คืออะไร เขาเลือกตัวเลือกที่สองทันที
การยกระดับอาณาเขตเต๋านั้นสำคัญอย่างยิ่ง!
[ท่านเลือกที่จะฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยมต่อไป ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
[เริ่มการยกระดับอาณาเขตเต๋า]
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็รู้สึกโล่งใจ
จะมารสวรรค์หรืออริยะรุกราน ข้าก็จะอยู่แต่ในอาณาเขตเต๋าแห่งนี้ มาดูกันว่าในหมู่พวกเจ้าใครจะสังหารข้าได้
หานเจวี๋ยนึกถึงทางเลือกเมื่อครู่
กระบวนการเปลี่ยนแปลงมรรคาสวรรค์?
เขานึกย้อนกลับไปอย่างถี่ถ้วน ในตำนานปรัมปราเล่าว่ามหาเคราะห์ครั้งแรกคือศึกแห่งวิถีมาร หรือว่านี่จะเป็นชะตากรรมของมรรคาสวรรค์
ไม่ว่าจะเป็นชะตากรรมหรือไม่ หานเจวี๋ยก็ไม่คิดจะสนใจ
‘ยกระดับอาณาเขตเต๋าครั้งนี้ จะช่วยป้องกันการโจมตีระดับมหามรรคได้หรือไม่นะ’
หานเจวี๋ยแอบคาดหวังอยู่ในใจ ดวงตาเป็นประกาย
การยกระดับอาณาเขตเต๋าจำต้องใช้เวลา
ในขณะเดียวกัน
ฝนสีทองไร้ซึ่งขอบเขตตกลงมา และถูกอาณาเขตเต๋าแบ่งกั้นเอาไว้จนเกิดเป็นโดมสีทองสูงเสียดฟ้า ราวกับภาพที่ถูกฉาย ดั่งปาฏิหาริย์ที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นสังเกตได้ถึงความผิดปกติ ฝนสีทองสามารถสัมผัสค่ายกลได้ แสดงให้เห็นว่าฝนสีทองนี้ไม่เหมือนกับฝนสีทองปกติ เป็นไปได้อย่างมากว่าจะเป็นอันตราย
“นึกแล้วว่าจะต้องเป็นภัยแน่!”
“ใครคิดจะทำร้ายพวกเราอีกแล้วเล่า”
“น่าแปลกใจจริงๆ พวกเราสำนักซ่อนเร้นก็ซ่อนอยู่ในเขตเซียนร้อยคีรีมาโดยตลอด เจ้าสำนักเองก็ปิดด่านฝึกฝน แล้วเหตุใดถึงได้มีกลุ่มอิทธิพลคอยหาเรื่องพวกเราอยู่ตลอด”
“ข้าก็ไม่รู้ ข้าว่าเป็นเพราะสำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งเกินไปกระมัง”
“ตั้งใจฝึกบำเพ็ญกันเถิด จะได้กลายเป็นศิษย์คนโปรดโดยเร็ววัน ภายภาคหน้าจะได้เป็นกำลังให้กับสำนักซ่อนเร้นได้”
เสียงหารือดังขรมไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ศิษย์ในนามส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเซียนร้อยคีรีก่อนที่จะแปลงกายได้ ที่นี่จึงเป็นบ้านหลังแรกของพวกเขา ยิ่งบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาในเขตเซียนร้อยคีรี ยิ่งล้วนแต่รู้สึกภักดีต่อสำนักซ่อนเร้น
ด้วยการโน้มน้าวใจของหลี่เสวียนเอ้า นอกจากหานเจวี๋ยแล้ว เหล่าศิษย์คนสนิทเองก็เริ่มแสดงธรรมให้แก่ศิษย์ในนาม และเริ่มคัดเลือกศิษย์ที่พวกเขาถูกใจทีละคน
พลังแห่งความสามัคคีของชาวสำนักซ่อนเร้นนั้นแข็งแกร่งมาก ราวกับแผ่นเหล็กกล้า ตอนนี้ต่อให้อริยะจะส่งศิษย์มุ่งหน้ามาปลุกระดมคน ก็เปล่าประโยชน์
เมื่อมีการคุ้มครองจากค่ายกลอาณาเขตเต๋า ฝนสีทองของมารสวรรค์ที่ตกลงมานั้นก็ไม่มีผลอันใด หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ฝนสีทองก็หายไป เขตเซียนร้อยคีรีกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
เวลาเคลื่อนคล้อย
ผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปีเต็มๆ
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับอริยะ ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้น]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นห้าเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับมหามรรคได้]
ตัวอักษรสามบรรทัดเด้งขึ้นมาตรงหน้าของหานเจวี๋ย
พลังวิญญาณทั่วเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มพูน ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่ศิษย์ทั้งหมด
เจ้าสำนักใช้พลังวิเศษอีกแล้ว!
ระดับอริยะเสรีหรือ?
ที่แท้อริยะเสรีก็แข็งแกร่งกว่าอริยะมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยอดนึกถึงลี่จื้อไจ้ไม่ได้ คนผู้นี้ก้าวหน้าไปได้ไกลขนาดนั้นในระยะเวลาไม่กี่หมื่นปีได้อย่างไร
หรือเดิมทีลี่จื้อไจ้นั้นเป็นอริยะอยู่แล้ว เพียงแต่ปรมาจารย์ตระกูลลี่ หนึ่งในร่างจำลองของเขา ฝึกตบะเป็นจักรพรรดิเซียน หลังจากหลอมรวมร่างจำลองจำนวนมหาศาลเข้าด้วยกันแล้ว สถานะของปรมาจารย์ตระกูลลี่จึงเปลี่ยนเป็นร่างต้นแบบ?
หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นก็ไม่อาจอธิบายได้
‘ตอนนี้อริยะมรรคาสวรรค์กำลังปิดล้อมอาณาเขตเต๋า พวกเขาจะบุกเข้ามาได้หรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[ไม่ได้]
ครั้งนี้ระบบไม่ได้หักอายุขัย เดาว่าคงเกี่ยวข้องกับการวิวัฒนาการก่อนหน้านี้ ระบบได้บันทึกตบะของเหล่าอริยะเอาไว้แล้ว
เมื่อเห็นคำว่า ‘ไม่ได้’ หานเจวี๋ยก็ถอนหายใจยาวๆ อย่างรู้สึกโล่งใจ
มาดูกันซิว่าตอนนี้พวกเจ้าจะโจมตีข้าอย่างไร!
หานเจวี๋ยถึงขั้นอยากจะกระโจนออกไปยั่วโมโหเหล่าอริยะด้วยตนเอง
แต่เขาต้องข่มใจเอาไว้
ชักจะลำพองใจเกินไปแล้ว
หานเจวี๋ยแอบด่าตัวเอง มรรคจิตยังไม่นิ่ง จะมาลำพองใจเพราะอาณาเขตเต๋าได้อย่างไร
อาณาเขตเต๋าแข็งแกร่งเท่าไร ก็ไม่แข็งแกร่งเท่าตัวเขา
ตบะของตนเองนี่แหละที่สำคัญที่สุด!
หานเจวี๋ยปรับอารมณ์ความคิดของตน และเริ่มฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง พลางอ่านจดหมายในช่วงนี้ไปด้วย
[เจียงตู๋กูสหายของท่านกลายเป็นครึ่งอริยะ พลังมรรคเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านก้าวสู่ระดับต้าหลัว มรรคจิตปั่นป่วน เนื่องจากภายในกายเนื้อมีเจตจำนงอันแรงกล้าหลากหลายซุกซ่อนอยู่]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านก้าวสู่ระดับเทพ]
[ซูฉีลูกศิษย์ของท่านกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาล กำลังรวบรวมมหามรรค]
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสำนักพุทธ] x7392
[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านกลายเป็นเจ้านิกายเจี๋ย ดวงชะตาเพิ่มพูน]
แดนเซียนก่อตัวขึ้นอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นจดหมายแจ้งว่าจี้เซียนเสินก้าวเข้าสู่ระดับต้าหลัว ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กๆ เจ้าคนผู้นี้คิดจะเดินบนเส้นทางวายร้ายจริงๆ มรรคจิตจึงปั่นป่วน สามารถคลุ้มคลั่งได้ตลอดเวลา
และยังมีหวงจี๋เฮ่าอีกคน คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะที่หานเจวี๋ยรู้จักบนโลกมนุษย์ มีจิตกระบี่ฟ้าประทาน ภายหลังฝากตัวเป็นศิษย์ของหลี่เสวียนเอ้า ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยก็เคยถามหลี่เสวียนเอ้าเกี่ยวกับหวงจี๋เฮ่า หลี่เสวียนเอ้าบอกว่าดูท่าจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
หานเจวี๋ยรู้ว่าหวงจี๋เฮ่ายังมีชีวิตอยู่ ภาพประจำตัวยังอยู่ดี แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
ไม่คาดคิดเลย!
ว่าหลังจากที่หวงจี๋เฮ่ารอดชีวิตมาจากมหาเคราะห์แล้ว จะก้าวสู่ระดับเทพได้เพียงคนเดียว
เป็นไปตามที่คาด คนที่รอดพ้นจากมหาเคราะห์ได้ล้วนเป็นบุตรแห่งโชคชะตาทั้งสิ้น
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นว่าซูฉีเองก็ได้เป็นเทพมารฟ้าบุพกาล เป็นที่ประจักษ์ว่าเขาประสบความสำเร็จแล้วโนเวลกูดอทคอม
สามารถใช้วิธีการนี้ทำให้บรรดาศิษย์เปลี่ยนเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลได้จริงๆ เสียด้วย!
สุดยอดไปเลย!
แต่หานเจวี๋ยไม่คิดจะเปลี่ยนบรรดาศิษย์ของเขาให้กลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลจริงๆ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้พลังงานมหาศาล มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนอยู่มากเกินไป บางทีอาจมีศิษย์ที่หลงระเริง และเปลี่ยนใจไปเป็นศัตรูได้
หานเจวี๋ยไล่สายตาลงมาเรื่อยๆ เห็นว่าฉิวซีไหลและจักรพรรดินีผืนพิภพถูกสาปแช่ง หานเจวี๋ยจึงขมวดคิ้วแน่น
อริยะบางคนเริ่มเลียนแบบเขาแล้ว!
เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นในมหาเคราะห์ก่อนหน้านี้ หานเจวี๋ยไม่แปลกใจ เพียงแต่รู้สึกไม่พอใจเท่านั้น
อริยะยังใช้วิธีนี้อยู่อีกหรือ?
หานเจวี๋ยเป็นคนสองมาตรฐาน ตัวเองรู้สึกหรรษาเมื่อใช้เล่ห์กลเช่นนี้ แต่พอเห็นคนอื่นใช้เล่ห์กลแบบเดียวกันนี้บ้าง เขากลับทนมองไม่ได้
เขาไล่อ่านลงมาเรื่อยๆ ช่วงนี้แดนเซียนเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาแล้ว
แต่ความมีชีวิตชีวาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหานเจวี๋ย และสำนักซ่อนเร้น
ไม่นาน หานเจวี๋ยก็เข้าสู่ภาวะบำเพ็ญอีกครั้ง
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ตำหนักเอกอนันต์
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงจ้องมองเหล่าอริยชนด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
หลี่มู่อี อริยะจินอัน เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล มหาจักรพรรดิเซียวล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
อริยะจินอันกล่าวว่า “ท่านปรมาจารย์ ดวงตาของท่านต้องมองทะลุเจ้าตัวแปรได้อย่างปรุโปร่งแน่นอน แท้จริงแล้วเขาเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลจริงหรือไม่”
อริยะคนอื่นต่างก็จ้องมองปรมาจารย์ลัญจกรสรวงด้วยสายตาคาดหวัง
หากหานเจวี๋ยเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลจริงๆ เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็คือเขานั่นเอง
สาเหตุที่ไม่เคยสงสัยหานเจวี๋ยมาก่อน เป็นเพราะคิดว่าหานเจวี๋ยอ่อนแอเท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้แม้แต่บรรพจารย์ซานชิงยังพ่ายแพ้ยับเยิน เหล่าอริยะจึงจำต้องประเมินตบะของหานเจวี๋ยใหม่
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวอย่างใจเย็น “ในมรรคาสวรรค์แห่งนี้ไม่มีเทพมารฟ้าบุพกาล พวกเจ้าวางใจได้”
“ส่วนตัวแปร อย่างไรเสียก็เป็นตัวแปร ข้าไม่อาจทำลายเขาลงได้อย่างง่ายดาย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าอริยะก็ขมวดคิ้ว
มหาจักรพรรดิเซียวอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ท่านปรมาจารย์ นี่ท่านเข้าข้างตัวแปรเช่นนั้นหรือ หรือว่าเขาเป็นศิษย์ของท่านกันแน่?”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเหลือบมองเขาก่อนจะกล่าวว่า “ตัวแปรผู้นี้ไม่เป็นภัยต่อแดนเซียน ผลกรรมของเขาน้อยนิดเสียด้วยซ้ำไป พวกเจ้าต่างหากที่หาเรื่องเล่นงานเขา หากข้าสนับสนุนพวกเจ้า ก็เท่ากับเป็นการพุ่งเป้าหมายหัวเขา”
เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว เหล่าอริยะก็พลันรู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก หลี่มู่อีที่หน้าบางไม่อาจควบคุมสีหน้าของตนเองได้ หันไปจ้องเทพสูงสุดหนานจี๋ตาเขม็ง
ในบรรดาสี่อริยะแห่งสำนักเต๋า เทพสูงสุดหนานจี๋คืออริยะที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเล่นงานหานเจวี๋ย
“ท่านปรมาจารย์ เมื่อไม่นานมานี้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งอริยะ พวกเราสงสัยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมาจากสำนักซ่อนเร้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วมรรคาสวรรค์จะต้องตกอยู่ในความโกลาหลเป็นแน่”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
หลี่มู่อีเลิกสนใจหน้าตาตนเอง แล้วกล่าว “ถูกต้องขอรับ อริยะมิ่งจีกลายเป็นอริยะคลั่งไปแล้ว หากมีคนต่อไป สถานการณ์จะควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น วันหนึ่งอริยะคลั่งอาจจะลุกขึ้นมาทำลายมรรคาสวรรค์ก็เป็นได้ ท่านคงไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นใช่หรือไม่ขอรับ”
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “แล้วมันเกี่ยวข้องอันใดกับข้า”
บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นมาทันที
เหล่าอริยะต่างรู้สึกร้อนรุ่มใจขึ้นมา ด้วยกลัวว่าจะไปล่วงเกินปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเข้า
พวกเขาต่างรู้ดีว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเป็นบุคคลระดับเหนือมรรคาสวรรค์ และยังเป็นเทพคุ้มครองของพวกเขาด้วย เพราะการมีตัวตนอยู่ของท่าน ทำให้พวกเขาสามารถทำศึกได้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง นำปวงสวรรค์ทั้งหมดมาวางเป็นกระดานหมากได้
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “มรรคาสวรรค์ทอดทิ้งผู้ใด ก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม ต่อให้เป็นบรรพชนเต๋าก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อมรรคาสวรรค์ได้เช่นกัน มรรคาสวรรค์นั้นพิเศษอย่างยิ่ง วันหน้าใช่ว่าจะไม่มีโอกาสก้าวข้ามมหามรรคเสียทีเดียว หากพวกเจ้าร่วมมือกัน ต่อไปต้องได้รับโอกาสวาสนาครั้งใหญ่ เลิกพุ่งเป้าไปที่ตัวแปรได้แล้ว ข้าเคยทำนายแล้ว เขาไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับมรรคาสวรรค์ทั้งสิ้น”
เหล่าอริยะแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
พวกเขาทั้งหมดตระหนักได้ถึงสิ่งหนึ่ง ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมรรคาสวรรค์
เพียงแต่เรื่องของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังคงเป็นหนามตำใจของพวกเขาอยู่ หากไม่ถอนออก คงไม่มีใครเป็นสุขได้
หกร้อยปีให้หลัง
ภายในเขตเซียนร้อยคีรี
หานเจวี๋ยเพิ่งแสดงธรรมให้แก่สำนักซ่อนเร้นจบไป การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลาไปหนึ่งร้อยปี เขาตั้งใจเจาะจงกล่าวถึงการมีอยู่ของมารสวรรค์เป็นพิเศษ เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับนิมิตประหลาดอย่างฝนสีทอง
อย่างไรก็ตามเหล่าศิษย์ยังคงอยู่ในสภาวะตระหนักรู้ พวกเขาจึงยังไม่ได้หารือกันเกี่ยวกับเรื่องมารสวรรค์
หานเจวี๋ยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของต้นฝูซัง และสังเกตดูต้นฝูซัง
ผ่านมาเนิ่นนานแรมปี ต้นฝูซังยังคงเป็นของล้ำค่าในฟ้าดินที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา พูดให้ถูกคือเป็นดั่งศิษย์ของเขา
“เจ้าสำนัก เมื่อใดข้าจะแปลงกายได้เสียที”
ต้นฝูซังถาม น้ำเสียงนั้นไพเราะขึ้นเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกถูหลิงเอ๋อร์และอู้เต้าเจี้ยนทำให้เสียนิสัยหรือไม่ ดูท่าทางยิ่งเติบโตยิ่งเหมือนอิสตรี
ต้นไม้ไม่อาจแบ่งแยกเพศชายหญิงได้
หานเจวี๋ยถาม “เหตุใดเจ้าถึงอยากแปลงกายได้”
ต้นฝูซังกล่าวด้วยความเศร้าสร้อย “ก็ข้าอยากเคลื่อนไหวได้นี่”
“วางใจเถิด อีกไม่ช้าเจ้าก็จะแปลงกายได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะรู้สึกซาบซึ้งในวันคืนที่ไม่อาจขยับเขยื้อนได้”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะไม่อาจขยับได้ เจ้าจึงมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญ ทันทีที่เจ้าเคลื่อนไหวได้ สารพัดมารในใจจะเข้ามาเยือน เจ้าลองถามสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นดูก็ได้”
“เรื่องพวกนี้ข้าฟังจนเบื่อแล้ว แต่…”
“เจ้ารอไปก่อนเถิด หากยังไม่ถึงระดับครึ่งอริยะก็ออกไปไม่ได้ ศิษย์คนอื่นก็เหมือนขยับเขยื้อนไม่ได้เช่นกัน”
“ก็ได้”
ต้นฝูซังหน้าสลด
หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะหันหลังจากไป
ใช่ว่าหานเจวี๋ยไม่ยอมช่วยต้นฝูซัง แต่เขาไม่อาจทำได้จริงๆ
ต้นฝูซังเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มรรคาสวรรค์ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มรรคาสวรรค์ไม่มีทางปล่อยให้มันแปลงกายได้ง่ายๆ หานเจวี๋ยพยายามช่วยให้มันแปลงกาย แต่กลับรู้สึกถึงแรงต้านทานจากมรรคาสวรรค์
การดำรงอยู่ของมรรคาสวรรค์เป็นสิ่งที่สุดจะพรรณนา ครึ่งอริยะก็ไม่อาจเข้าใจมันได้ แต่ยามที่สัมผัสถึงกฎมรรคาสวรรค์ ปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับมาช่างรุนแรงอย่างยิ่ง
เมื่อกลับไปยังอารามเต๋า หานเจวี๋ยไม่ได้ฝึกบำเพ็ญต่อทันที แต่เปิดอ่านจดหมายเสียก่อน
ไม่นานมานี้แดนเซียนเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้น ในยามที่ไม่มีอะไรทำก็มักจะเปิดจดหมายขึ้นมาอ่าน
ความรู้สึกนี้มัน…
ท่องโลกอินเทอร์เน็ต!
หลังจากผ่านมาสองหมื่นกว่าปี ในที่สุดแดนเซียนก็กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทำให้หานเจวี๋ยไม่ต้องจับเจ่าอีกต่อไป
หานเจวี๋ยเห็นจดหมายสองฉบับ
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการสะท้อนกลับจากตัวตนลึกลับ พลังมรรคลดฮวบตกลงไปอยู่ระดับระดับต้าหลัว]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านกลายเป็นครึ่งอริยะ]
มีจดหมายหลายสิบฉบับคั้นกลางระหว่างสองฉบับนี้
เกิดอะไรขึ้นกับเจียงตู๋กู
เหตุใดถึงกระโดดกลับไปกลับมาระหว่างต้าหลัวและครึ่งอริยะ สองระดับนี้กัน
ตัวตนลึกลับคืออะไรกันแน่?
หานเจวี๋ยรู้สึกสงสัยอย่างมาก แต่ก็ไม่อยากสละอายุขัยให้กับเจียงตู๋กู
ช่างเถอะ เก็บไว้ไขข้อข้องใจทีหลัง คิดเสียว่าเป็นความอาลัย อย่างไรเสียเจียงตู๋กูก็คุกคามเขาไม่ได้อยู่แล้ว
เจ็ดปีต่อมา
หานโยวผู้นำเผ่าเอกามาขอพบหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยจึงอนุญาตให้เขาเข้ามา
ครั้งนี้ที่หานโยวมาพบก็เพื่อรายงานพัฒนาการของเผ่าเอกา
ตอนนี้ภายในเผ่าเอกามีคนประมาณหนึ่งพันคนที่ก้าวสู่ระดับเทพแล้ว และจำนวนคนก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อันที่จริงเรื่องพวกนี้หานเจวี๋ยรู้อยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามหานโยวแต่อย่างใด
หานโยวจงใจกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ เห็นได้ชัดเจนว่ามีเจตนาแอบแฝง
หานเจวี๋ยเห็นถึงความตั้งใจของเขา จึงกล่าวว่า “เผ่าเอกามีพัฒนาการไม่เลว วันหน้าข้าจะไปแสดงธรรม ถ่ายทอดพลังวิเศษให้กับเผ่าเอกาเป็นการส่วนตัว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หานโยวก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ
จุดที่ด้อยที่สุดของเผ่าเอกาก็คือพลังวิเศษโuเวลกูดoทคอม
ภายในเขตเซียนร้อยคีรีแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนในสิ่งใดเลย ยามที่หานเจวี๋ยแสดงธรรมก็ไม่เคยกีดกันพวกเขา เพียงแต่พวกเขาไม่มีอาจารย์ ด้านพลังวิเศษจึงอ่อนด้อยกว่าเหล่าศิษย์ทั้งหลายอยู่ไม่น้อย
พวกเขาเองก็อยากเข้าร่วมงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษบ้าง
สำหรับการแข่งขันนี้ หานเจวี๋ยก็อนุญาตเช่นกัน
การหลีกหนีจากทางโลกไม่ใช่จะหลบหนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น ไขว่คว้าพลังที่ทำให้ไม่ต้องหลีกหนีจากโลกอีก
หานเจวี๋ยหลีกหนีทางโลก เพียงเพื่อในภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องหลีกหนีจากทางโลกอีกต่อไป!
หลังจากหานโยวจากไปแล้ว หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
เขาเข้าใกล้การพิสูจน์มรรคมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ยังไม่อาจคาดคะเนช่วงเวลาที่แน่นอนได้
บางทีสักวันหนึ่งเขาอาจจะพิสูจน์มรรคสำเร็จ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม
ขอเพียงเขามุ่งมั่นทำความเข้าใจในมหามรรคต้นกำเนิดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
วันเวลาเคลื่อนคล้อยไป
เจ็ดสิบปีต่อมา
ศิษย์ทุกคนต่างตื่นขึ้นจากสภาวะตระหนักรู้ พวกเขาเริ่มถกประเด็นเรื่องมารสวรรค์ที่หานเจวี๋ยเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้
พวกเขาเพียงแค่อยากรู้อยากเห็น ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด
พลังที่มารสวรรค์สำแดงในวันนั้นไม่อาจทำลายค่ายกลได้ นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าค่ายกลของเขตเซียนร้อยคีรีนั้นแข็งแกร่งเพียงพอ
อยู่มาวันหนึ่ง
มีมนุษย์เซียนผู้หนึ่งมาเยือนเขตเซียนร้อยคีรี เรือนผมสีขาว สวมชุดคลุมเต๋า มีกระบี่หยกคาดไว้ที่เอว เท้าเหยียบอยู่บนหลังนกกระเรียน ท่าทางดั่งผู้วิเศษ
มนุษย์เซียนผู้นี้ก็คือหวงจี๋เฮ่านั่นเอง
เมื่อทอดสายตาไปยังเขตเซียนร้อยคีรี หวงจี๋เฮ่าก็พลันมีสีหน้าแปลกไปจากปกติ นกกระเรียนของเขาชนเข้ากับปราการที่มองไม่เห็น และหยุดชะงักไป
หวงจี๋เฮ่าเอ่ยขึ้น “ข้าน้อยหวงจี๋เฮ่า ไม่ทราบว่าหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าอยู่ที่นี่หรือไม่”
เขตเซียนร้อยคีรีเงียบสงัด ไม่มีใครตอบรับ
หวงจี๋เฮ่าขมวดคิ้ว
ในตอนนี้เอง เสียงของหลี่เสวียนเอ้าก็ลอยออกมา “หืม? เหตุใดเจ้ายังมีชีวิตอยู่อีก”
หวงจี๋เฮ่ารู้สึกสลดไปครู่หนึ่ง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “อาจารย์ ดูท่าทางท่านจะลืมข้าไปแล้วจริงๆ ข้าควรจะคารวะท่านเป็นอาจารย์ต่อไปอีกหรือไม่”
“มีเรื่องอะไร”
“ข้าถูกเผ่าสวรรค์ไล่ล่า”
“เหตุใดถึงตามล่าเจ้ากัน”
“ข้าสังหารคนของพวกเขา”
“สังหารทำไม”
“ข้า…ท่านหมายความว่าอย่างไร”
หวงจี๋เฮ่าเกือบจะบันดาลโทสะ เขาอุตส่าห์มาหาด้วยความดีใจ แต่กลับถูกต้อนรับเช่นนี้ เขาเองก็เป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี จะยอมทนได้เช่นไร
หลี่เสวียนเอ้ากล่าว “คิดจะเข้ามาในสำนักซ่อนเร้นมันไม่ง่ายถึงเพียงนั้นหรอกนะ ข้าที่เป็นอาจารย์ของเจ้าก็ยังไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ข้าจะช่วยถามให้ก็แล้วกัน”
“ขอบพระคุณอาจารย์ยิ่งนัก”
หวงจี๋เฮ่าตอบรับ ในใจพลันรู้สึกโล่งอก
เขาสงสัยใคร่รู้ในสำนักซ่อนเร้นอย่างมาก เขารู้จักสำนักซ่อนเร้น และรู้ว่าเจ้าสำนักซ่อนเร้นคือหานเจวี๋ย
ทว่าหลังจากมหาเคราะห์ผ่านพ้นไป เขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อของหานเจวี๋ยอีกเลย สำนักซ่อนเร้นในทุกวันนี้มีชื่อเสียงที่โหดเหี้ยมสำหรับคนภายนอก เขาจึงสงสัยว่าสำนักซ่อนเร้นเปลี่ยนเจ้าสำนักแล้วหรือ
มิฉะนั้นคนหยิ่งยโสอย่างหลี่เต้าคงจะมาเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นได้อย่างไร
เมื่อนึกถึงหานเจวี๋ย หวงจี๋เฮ่าก็รู้สึกทอดถอนใจ
คิดไม่ถึงเลยว่าบุคคลผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าในโลกเมฆาแดงเมื่อตอนนั้น จะเป็นผู้ที่ระดับดวงชะตาสูงส่งอันดับต้นๆ ในโลกมนุษย์
ในขณะที่หวงจี๋เฮ่ากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เพียงลืมตาขึ้นมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของหลี่เสวียนเอ้าแล้ว
หลี่เสวียนเอ้ามองสำรวจหวงจี๋เฮ่า ก่อนจะพึมพำด้วยความประหลาดใจ “ปฐมเทพขั้นสอง ไม่เลวนี่ แต่ถ้าเทียบกับวานรแขนยักษ์แล้ว คุณสมบัติยังอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย”
วานรแขนยักษ์?
หวงจี๋เฮ่าขมวดคิ้ว เขาเคยได้ยินชื่อดังกล่าว แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจมากมายนัก
หรือว่าในสำนักซ่อนเร้นจะมีวานรแขนยักษ์ซ่อนตัวอยู่?
หลี่เสวียนเอ้ากล่าว “เมื่อมาถึงสำนักซ่อนเร้นแล้ว ก็อย่าได้คิดก่อเรื่องสร้างปัญหา ในยามปกติก็จงตั้งใจฝึกบำเพ็ญไว้ เจ้าน่าจะรู้สึกได้ว่าไอเซียนของที่นี่เข้มข้นกว่าไอเซียนในแดนเซียน ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบที่สุด”
หวงจี๋เฮ่าลองสัมผัสอย่างถ้วนถี่ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ช่างเป็นไอเซียนและปราณฟ้าประทานที่เข้มข้นยิ่งนัก!
ที่นี่น่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าสวรรค์ หรืออาณาเขตเต๋าของอริยะเสียอีก!
หากได้ฝึกบำเพ็ญที่นี่ละก็…
หัวใจของหวงจี๋เฮ่าเต้นระรัว รู้สึกดีใจที่ตนเองมาถึงที่นี่ได้
เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อาจารย์ เจ้าสำนักซ่อนเร้นคือ…”
หลี่เสวียนเอ้าจ้องหน้าเขา และกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เรื่องอะไรที่ไม่ควรถาม ก็อย่าถาม!”
หานเจวี๋ยมักจะใช้หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราตลอดเวลา ทำให้ศิษย์ในนามส่วนมากล้วนแต่ไม่เคยมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา หลี่เสวียนเอ้าเดาออกว่าหานเจวี๋ยต้องการจะปิดบังตัวตน จึงไม่สามารถบอกกับหวงจี๋เฮ่าได้
หลังจากที่หวงจี๋เฮ่าถูกข่มขู่ เขาก็ยิ่งสงสัยกว่าเดิม
ใครกันแน่ที่มาแทนที่หานเจวี๋ย
การเข้าร่วมของหวงจี๋เฮ่าไม่ได้เป็นที่ฮือฮาในสำนักซ่อนเร้นแต่อย่างใด อย่าว่าแต่ศิษย์รุ่นใหม่เลย แม้แต่ศิษย์รุ่นเก่าต่างก็ลืมเลือนเขาไปแล้ว
บุญคุณความแค้นเมื่อสามหมื่นกว่าปีก่อน ใครจะไปจำได้อย่างชัดเจน
ที่หานเจวี๋ยจดจำหวงจี๋เฮ่าได้ ก็เป็นเพราะหวงจี๋เฮ่ามีความเคลื่อนไหวในจดหมายบ่อยๆ
หลายปีผ่านไป
หลังจากที่หานเจวี๋ยตั้งใจพิสูจน์มรรคแล้ว เวลาก็เริ่มดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วพริบตา
ก็ผ่านไปอีกแปดร้อยปี
หานเจวี๋ยเดินออกมาจากอารามเต๋า ไปเดินเล่นในเขตเซียนร้อยคีรี
เขามีความเข้าใจในมหามรรคต้นกำเนิดอย่างลึกซึ้ง ตบะไม่มีทางเติบโตขึ้นได้อีกแล้ว ทว่าเส้นทางสู่การพิสูจน์มรรคยังเหลืออีกเพียงแค่ก้าวเดียว
แล้วก้าวที่ว่าคือก้าวไหนกันแน่
หานเจวี๋ยคิดไม่ตก
เขารู้สึกว่าการหยุดการฝึกบำเพ็ญและปล่อยวางตนเองเป็นสิ่งจำเป็น
แสงศักดิ์สิทธิ์จากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังใบหน้าของหานเจวี๋ย ศิษย์ทั้งหลายที่พบกับหานเจวี๋ยระหว่างทาง ต่างคุกเข่าลงทำความเคารพ หานเจวี๋ยไม่ได้หยุดพูดคุยกับพวกเขา แต่กลับเดินไปเรื่อยๆ ตามทางของตนเอง
เมื่อมองดูเบื้องหลังของเขา เหล่าศิษย์ในนามทุกคนต่างเผยสีหน้าที่แสดงถึงความเคารพบูชา และห่วงหาออกมา
เพราะหานเจวี๋ย พวกเขาจึงมีสถานที่ที่พวกเขาสามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสงบ แม้แต่เหล่าอริยะก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้
หลังจากเดินรอบเขตเซียนร้อยคีรีหนึ่งรอบ หานเจวี๋ยก็ราวกับจะเกิดการตระหนักรู้
ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
อริยะคืออะไร
เป็นเพียงคนที่มีพลังเวทสูงส่งเท่านั้นหรือ
ไม่ใช่เพียงเท่านั้น
นอกจากตบะจะอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว สภาพจิตใจยังต้องเพียบพร้อม
หานเจวี๋ยมีประสบการณ์ในชีวิตนี้น้อยเกินไป น้อยจนถึงขั้นที่อาจจะสู้มนุษย์ปุถุชนไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
‘บางทีเราควรจะออกไปข้างนอกสักครั้ง’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ สายตาพลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ขึ้นมา
‘หากข้าจะออกจากอาณาเขตเต๋า ไปท่องแดนเซียนในตอนนี้ จะมีอันตรายหรือไม่’
หานเจวี๋ยถามอย่างระมัดระวัง
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะกลับเข้าไปในอารามเต๋า และเริ่มต้นสร้างหุ่นเชิดสวรรค์ขึ้น
เขาต้องทิ้งร่างแยกไว้ในอารามเต๋าสักร่าง ถึงจะออกไปเผชิญโลกกว้างได้อย่างสบายใจ
ไม่กี่วันต่อมา หานเจวี๋ยก็จากไปอย่างเงียบเชียบ ไม่บอกใครทั้งสิ้น
เขาปกปิดตบะของตนเองไปสู่ระดับสุญตา ยอดสมบัติทั้งตัวก็ใช้พลังเวทซ่อนเอาไว้ แสดงตัวเป็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวธรรมดา ทว่าใบหน้ายังคงเป็นใบหน้าที่แท้จริงซึ่งงดงามเป็นหนึ่งไม่มีสองของตน
ผ่านมาสามหมื่นกว่าปีแล้ว หานเจวี๋ยเพิ่งจะเคยออกไปผจญแดนเซียนเป็นครั้งแรก แม้จะรู้ดีว่าไม่มีอันตรายใด แต่ก็ยังอดรู้สึกกังวลไม่ได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ใจเย็นลงอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เหาะเหินเดินอากาศ แต่กลับย่างก้าวผ่านโลกาสวรรค์ไปอย่างเชื่องช้า อาศัยสองเท้าของตนก้าวผ่านเขาสูงแสนอันตราย มองดูทะเลสาบสีมรกตที่งดงามไร้ขอบเขต ฟังเสียงลมดังหวีดหวิวดั่งเสียงมังกรคำราม และอาบน้ำฝนชโลมไอเซียน
ยิ่งเขาได้ประสบพบเห็นสิ่งต่างๆ มากขึ้น ความเข้าใจในมหามรรคต้นกำเนิดของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเช่นกัน
มหามรรคต้นกำเนิด สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งปวงล้วนกลายเป็นมหามรรคได้
เวลาผ่านไปอีกราวแปดสิบปี
ขณะที่ม่านราตรีเริ่มปกคลุมท้องฟ้า
หานเจวี๋ยหยุดอยู่ริมทะเลสาบ และเริ่มนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญ นึกทบทวนความรู้สึกตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา
เขาไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลกรรมร่วมกับสิ่งมีชีวิตใด มักจะเดินทางตามลำพังอยู่เสมอ
แสงจันทร์นวลเย็นดั่งสายน้ำ ผิวทะเลสาบเป็นประกายระยิบระยับ แมกไม้รอบข้างเอนไหวเล็กน้อยไปตามสายลม เสียงลมรำเพยดุจเสียงดนตรีขับกล่อม พัดผ่านเรือนผมดำขลับให้ปลิวไสวไป
กรอบแกรบ
มีเสียงดังมาจากพุ่มไม้ที่อยู่เบื้องหลังของเขา สุนัขจิ้งจอกขนแดงตัวหนึ่งกระโจนออกมา ขนาดตัวมันพอๆ กับแมวเลี้ยงของมนุษย์
มันกะพริบตากลมโต และมองไปยังหานเจวี๋ย
มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ย่องมาอยู่ข้างกายหานเจวี๋ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ และคุกเข่าลง ก้มหัวแตะพื้นหญ้า ท่าทางเหมือนมนุษย์
หานเจวี๋ยหลับตาลง ราวกับไม่สังเกตเห็นถึงการมาเยือนของมัน
มันเห่าร้องออกมาครั้งหนึ่ง แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้สนใจ
สุนัขจิ้งจอกรู้สึกร้อนใจเล็กน้อย แต่ก็ยังเลือกที่จะคุกเข่าต่อไป
ทินกรลาลับ รัตติกาลเคลื่อนคล้อย วันคืนสลับสับเปลี่ยน
สิบวันต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเจ้าสุนัขจิ้งจอกขนแดงยังอยู่ เขาก็เอ่ยขึ้น “เจ้าคารวะข้าทำไม”
เจ้าสุนัขจิ้งจอกขนแดงตอบว่า “ข้าอยากฝึกบำเพ็ญกับท่าน”
“ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีพลังมรรคอันใด”
“ข้าเกิดมาพร้อมกับดวงเนตรพิเศษ สามารถมองทะลุวิญญาณได้ ทว่าข้ากลับสอดแนมดวงวิญญาณของท่านไม่ได้”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าและค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น
เขาไม่สนใจสุนัขจิ้งจอกขนแดงแม้แต่น้อย แม้แต่มาตรฐานของผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดของระบบก็ยังไปไม่ถึง คุณสมบัติก็ยังธรรมดา
หานเจวี๋ยเดินจากไป สุนัขจิ้งจอกขนแดงก็เดินตาม
หนึ่งคนกับหนึ่งสุนัขจิ้งจอกท่องโลกต่อไป
หานเจวี๋ยไม่ได้ไล่สุนัขจิ้งจอกขนแดงไป เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าเด็กนี่ตั้งใจจะทำอะไร
หลายปีต่อมา พวกเขาได้เผชิญกับภยันตรายต่างๆ นานา ได้เห็นสิ่งอัศจรรย์อันงดงามหลากหลาย บางครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานจากสิ่งมีชีวิตแปลงกาย
หานเจวี๋ยไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุสิ่งมีชีวิตอื่นก่อน ดังนั้นจึงไม่ค่อยเผชิญกับเหตุการณ์ถูกปล้นสักเท่าไร
ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนคนที่มียอดสมบัติติดตัว
สองร้อยปีต่อมา
หานเจวี๋ยมาถึงเมืองของเผ่ามนุษย์เมืองหนึ่ง เมื่อมองจากระยะไกล เห็นเพียงพายุทรายคละคลุ้มเต็มท้องฟ้า แทบจะกลืนกินเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้ไปทั้งเมือง
เขาหันหน้าไปมองสุนัขจิ้งจอกขนแดงที่ตามมาข้างหลัง และกล่าวว่า “แยกกันตรงนี้เถิด”
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็เดินหน้าต่อ และหายเข้าไปท่ามกลางพายุทราย
สุนัขจิ้งจอกขนแดงนิ่งเงียบ มันไม่ได้ตามไป เพราะหากตามไปต้องตายอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่จากไปไหนเช่นกัน เพียงเดินไปมาบนเนินทราย จ้องมองเมืองขนาดยักษ์ที่อยู่ไกลออกไปด้วยสายตาว่างเปล่า
หานเจวี๋ยมาถึงประตูเมือง ที่มีทหารคอยอารักขา ต้องจ่ายหินวิญญาณเป็นค่าเข้าเมือง เขายื่นมือออกไป ส่งหินวิญญาณให้ และเข้าเมืองไปอย่างราบรื่น
เมื่อเข้ามาในเมืองแล้ว ใบหน้าของหานเจวี๋ยก็ดึงดูดความสนใจจากหลายๆ คน
หานเจวี๋ยไม่ได้จงใจซ่อนรูปร่างหน้าตาของเขาเพราะไม่มีความจำเป็น อีกทั้งเขาเองก็ไม่กลัวปัญหาที่จะตามมา
เขาพ่นลมหายใจเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้เมืองทั้งเมืองสลายกลายเป็นฝุ่นผงได้
เมืองนี้ไม่ได้รกร้างอย่างที่เห็นจากภายนอก บรรยากาศดั่งฤดูใบไม้ผลิ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา สามารถมองเห็นต้นไม้ทั้งสองข้างทางเป็นครั้งคราว เป็นทัศนียภาพอันงดงามของตอนใต้
หานเจวี๋ยมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง และขึ้นไปหาที่นั่งที่มุมหนึ่งบนชั้นสอง
หลังจากสั่งอาหารและสุรากับเสี่ยวเอ้อร์แล้ว เขาก็หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง เฝ้ามองผู้คนที่ขวักไขว่ไปมา ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เขาก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้
“ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องว้าวุ่นใจนะ”
เสียงหัวเราะลอยมา เห็นเพียงนักพรตเฒ่าผู้หนึ่ง
หานเจวี๋ยชำเลืองมองเขา
หืม?
เซียนทองไท่อี่!
นักพรตเฒ่านั่งฝั่งตรงข้ามกับหานเจวี๋ย ขณะเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “โชคชะตานำพาให้พานพบ หากเจ้ามีเรื่องว้าวุ่นใจ สามารถคุยกับข้าได้ บางทีคนที่รับฟังอาจจะมอบคำตอบให้แก่เจ้าได้ง่ายกว่า”
หานเจวี๋ยจ้องมองนักพรตเฒ่า ถามด้วยรอยยิ้มเรียบๆ ว่า “เจ้าเป็นใคร หากแก้ไขความสับสนของข้าได้ เจ้าจะได้อะไร”
นักพรตเฒ่ายิ้มและกล่าวว่า “หากสหายน้อยจะเลี้ยงข้าวอาตมาสักมื้อ ก็คงจะดีไม่น้อย อาตมาท่องไปทั่วหล้า จิตอุทิศต่อสังคม ไขข้อข้องใจให้แก่ผู้คนมากมาย แม้แต่ราชาแห่งมวลมนุษย์ก็เช่นกัน”
เผ่ามนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก มหาเคราะห์เพิ่งสิ้นสุดได้ไม่ถึงสามหมื่นปี เผ่ามนุษย์ก็สามารถสืบทอดการปกครองในยุครุ่งเรืองของเผ่ามนุษย์ก่อนมหาเคราะห์ได้แล้ว แม้แต่ราชาแห่งมวลมนุษย์ก็ยังได้รับการสถาปนาขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นภาพความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองแห่งนี้ หานเจวี๋ยก็คิดว่าตนเองเดินทางข้ามเวลา ไม่ใช่ยุคดึกดำบรรพ์ของมรรคาสวรรค์ที่เริ่มต้นใหม่อีก
หานเจวี๋ยยิ้มถามว่า “เช่นนั้นเจ้าอ่านความคิดของข้าได้หรือไม่”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้าและกล่าวว่า “เราจะอ่านจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร แม้แต่เทพเซียนยังหวาดเกรงจิตใจของมนุษย์เลย”
หานเจวี๋ยที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่าย พลันรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้น เจ้าเป็นมนุษย์เซียนหรือไม่”
“ข้าเป็นคนผู้บำเพ็ญอิสระขั้นหนึ่ง เป็นผู้สมถะติดดิน”
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวตนที่สูงกว่ามนุษย์เซียนคืออะไร”
“แน่นอนว่าต้องเป็นอริยะและเทวดา”
หานเจวี๋ยเริ่มสนทนากับนักพรตเฒ่า ไม่นานอาหารสุราก็มาถึง นักพรตเฒ่าเริ่มสวาปามอาหาร ราวกับทั้งชีวิตไม่เคยกินอะไรมาก่อน
ระดับเซียนทองไท่อี่หิวโหยขนาดนี้ ดูก็รู้ว่าแสร้งทำ
เดาว่าคนผู้นี้คงอยากให้หานเจวี๋ยนึกดูถูกตนเอง จากนั้นค่อยสั่งสอนเขา
แบบนี้เขาเรียกว่าอันใดกันนะ
แสร้งเป็นหมู เพื่อหลอกกินเสือ?
หานเจวี๋ยรู้สึกขบขันอยู่ในใจ แต่ก็ไม่คิดจะทำลายแผนการของอีกฝ่ายแต่อย่างใด
เขาต้องการพิสูจน์มรรค ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ระดับเซียนทองไท่อี่จะให้คำแนะนำได้ เป็นเพียงการแสดงคั่นฉากเท่านั้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
นักพรตเฒ่าหยัดกายลุกขึ้น และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สหายน้อยหน้าตาช่างหล่อเหลา ไม่รู้ว่ามีสาวน้อยมอบดวงใจให้เจ้าแล้วกี่มากน้อย หากเจ้ากำลังว้าวุ่นใจเพราะความรัก จงทุ่มเทเพื่อนาง จะได้ไม่เสียใจภายหลัง สักวันนางจะเปิดใจให้เจ้าเอง”
หานเจวี๋ยมองตามไปจนอีกฝ่ายหายลับไปจากบริเวณบันได แล้วก็ส่ายหัวพร้อมคลี่ยิ้ม
ผู้วิเศษกำมะลอเอ๊ย!
หานเจวี๋ยระบายยิ้ม จากนั้นก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองออกไปนอกหน้าต่างและครุ่นคิดต่อไป
บางทีสิ่งที่เขาขาดคือประสบการณ์
“บางทีข้าอาจจะปักหลักอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์คนหนึ่ง”
หานเจวี๋ยคิดในใจเงียบๆ
เมื่อคิดตกแล้ว หานเจวี๋ยก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที
ขั้นแรกเขาเข้าไปหาซื้อบ้านในเมือง จากนั้นก็ขนย้ายเครื่องเรือน คนรับใช้เข้ามา และอาศัยอยู่ในเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยใช้ชื่อเดิมว่าหานเจวี๋ย
ในโลกนี้มีคนชื่อหานเจวี๋ยไม่ถึงแปดแสนคน แต่อย่างน้อยก็ต้องถึงแปดร้อยคน
นามของหานเจวี๋ยยังไม่สะเทือนแดนเซียน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหาตามมา
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
หานเจวี๋ยอาศัยอยู่ในเมืองนี้เป็นเวลาสิบปี
เมืองนี้มีชื่อเรียกว่าเมืองป้องบูรพา เป็นหนึ่งในเมืองชายแดนของเผ่ามนุษย์ มักจะถูกรุกรานจากเผ่าบรรพกาล หรืออสูรกายอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นค่ายกลจึงค่อนข้างจะมีมาตรฐานสูง
หานเจวี๋ยเองก็ปรับตัวเข้ากับเมืองป้องบูรพาได้เป็นอย่างดี และเริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนบ้านทั้งหลายมากขึ้น
อยู่มาวันหนึ่ง
หิมะตกหนักในเมืองป้องบูรพา เมืองทั้งเมืองถูกย้อมเป็นสีขาว
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังนั่งเพลิดเพลินกับหิมะภายในลานบ้าน เขาก็หยั่งรู้ถึงสัจธรรมแห่งโลกาสวรรค์
สาวใช้ชราที่กวาดหิมะอยู่ใกล้ๆ ส่ายหน้า พร้อมกล่าวอย่างทอดอนใจ “นายท่านใจลอยอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่”
หานเจวี๋ยนั้นปฏิบัติต่อผู้น้อยอย่างดียิ่ง ในสายตาของบ่าวรับใช้ทั้งหลาย เห็นว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของหานเจวี๋ยคือชอบเหม่อลอย เขาเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ในจวนได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ขยับเขยื้อน เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
ในตอนนี้เอง สาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา และกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “นายท่าน มีคนนอนอยู่หน้าประตูใหญ่ ดูท่าทางเหมือนจะตายแล้วเจ้าค่ะ!”
กฎหมายของเมืองป้องบูรพานั้นเข้มงวดมาก หากฆ่าคนมีโทษถึงประหารชีวิต หากพวกเขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนฆ่าขึ้นมา จะเป็นปัญหาอย่างใหญ่หลวง
หานเจวี๋ยเดินไปยังประตูใหญ่ทันที เขาแกล้งทำตัวเป็นมนุษย์อยู่ จึงไม่ได้หายตัวไปโผล่ที่หน้าประตู
เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ เขาก็เห็นหญิงสาวท่าทางสกปรกมอมแมมนอนแน่นิ่งจมกองหิมะ รอบข้างมีผู้คนมุงดูอยู่ไม่น้อย
หานเจวี๋ยเดินจ้ำเข้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งลมหายใจเฮือกหนึ่งให้กับหญิงสาวผ่านมือขวาของเขา ดึงเอาวิญญาณที่หลุดลอยออกไปจากร่างกลับมา
หญิงสาวคนนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น แม้ใบหน้าจะดูมอมแมมสกปรก แต่ดวงตากลับใสแจ๋ว
เมื่อเห็นนางฟื้นขึ้นมา คนรอบข้างที่มุงดูอยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หานเจวี๋ยแจกจ่ายข้าวปลาอาหารให้กับชาวบ้านเป็นประจำทุกปี ในสายตาของชาวเมืองเขาเป็นคนที่ดีมากคนหนึ่ง จึงไม่อยากให้เขาต้องมาเผชิญกับเรื่องเช่นนี้
“แม่นาง รีบกลับเรือนโดยเร็วเถิด หิมะตกหนัก ระวังจะหลงทางด้วย”
หานเจวี๋ยส่งยิ้มบางๆ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านดังเดิม
เพียงลมหายใจหนึ่งของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถึงห้าสิบปี ไม่ต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป
ยามเย็น
หานเจวี๋ยนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เตรียมจะรับประทานอาหารเย็น สาวใช้ที่นั่งอยู่ด้านหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน ขอทานหญิงผู้นั้นยังอยู่ที่หน้าประตูอยู่เลยเจ้าค่ะ นางบอกว่าท่านช่วยชีวิตนาง นางจะขอตอบแทนรับใช้ท่านเจ้าค่ะ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างใจเย็น “ให้นางเข้ามาเถิด มอบหมายงานให้นางทำสักอย่างก็ได้”
หญิงรับใช้จากไปทันที
ห้าปีต่อมา
เมืองป้องบูรพาประสบกับการโจมตีของเหล่าอสูรกาย ทั้งเมืองตกอยู่ภาวะตื่นตัว หานเจวี๋ยยืนมองสัญญาณควันออกรบที่พวยพุ่งจากรอบทิศทาง เขาเหม่อลอยอย่างเงียบๆ
หญิงสาวในชุดสีเขียวโน้มตัวเข้ามาอย่างกะทันหัน ใบหน้าของนางจัดว่าสวย แม้จะไม่งดงามจับใจ แต่ก็มีเสน่ห์ที่แตกต่าง ชวนมองโuเวลกูดoทคอม
“นายท่าน ท่านกลัวว่าเมืองจะถูกทำลายหรือเจ้าคะ” หญิงสาวในชุดสีเขียวถามยิ้มๆ ไม่มีแววกังวลแม้แต่น้อย
นางก็คือขอทานหญิงผู้นั้น มีนามว่าชิงหลวนเอ๋อร์ ตอนนั้นนางอายุเพียงสิบเจ็ดปี หลังจากที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลหานแล้ว นางก็ไม่ทำตัวให้สมเป็นสาวใช้ เอาแต่ก่อกวนหานเจวี๋ยอยู่ตลอดเวลา ทว่านางเป็นคนมีความสามารถ งานใช้กำลังใดๆ ภายในจวนล้วนทำได้ทั้งหมด มิหนำซ้ำยังแข็งแกร่งว่าบุรุษเสียอีก
หานเจวี๋ยยิ้มและกล่าวว่า “น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ชิงหลวนเอ๋อร์บุ้ยปาก “ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่สิเจ้าคะ ท่านชอบพูดจาคลุมเครือ คนอื่นเขาเดาไม่ออกว่าท่านคิดอะไร”
หานเจวี๋ยยิ้ม ไม่สนใจนางอีก
หลังจากผ่านไปหลายเดือน เมืองป้องบูรพายังคงอยู่รอดปลอดภัยมาได้ ทว่าเหล่าพลทหารต่างบาดเจ็บล้มตายกันระนาว ราชาแห่งมวลมนุษย์จึงจำใจต้องส่งผู้บำเพ็ญไปรบด้วย
การมาถึงของผู้บำเพ็ญทำให้เกิดกระแสของการฝึกบำเพ็ญขึ้นในเมืองป้องบูรพา
อย่างไรก็ตามเผ่ามนุษย์นี้ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า สายเลือดของพวกเขาถูกถ่ายทอดจากเผ่ามนุษย์จากมหาเคราะห์ครั้งก่อน คุณสมบัติจึงดีบ้างเลวบ้างปะปนกันไป
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นคนที่ไม่ได้บำเพ็ญรากวิญญาณ และใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ธรรมดาต่อไป
อีกสิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยแต่งงานแล้ว
เขาแต่งกับชิงหลวนเอ๋อร์ นอกจากนางจะมีใจให้กับเขาแล้ว คนรอบข้างอย่างบ่าวรับใช้ เพื่อนบ้าน สหายคนสนิททั้งหลายก็มีส่วนยุยงด้วยเช่นกัน ในสายตาของคนธรรมดาทั่วไป เขาควรจะแต่งงานลงหลักปักฐาน มีลูกเพื่อสืบสายสกุลต่อไป
หนึ่งปีต่อมา ชิงหลวนเอ๋อร์ก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง มีนามว่าหานทั่ว
นี่เป็นเพราะแรงปรารถนาที่ควบคุมหานเจวี๋ย มิฉะนั้นเขาไม่มีวันมีทายาทสืบสกุลต่อไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์
เขาสะกดคุณสมบัติรากวิญญาณของหานทั่วเอาไว้ ทำให้หานทั่วดูไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป นอกเสียจากว่าเขาจะพบกับครึ่งอริยะ จึงจะสามารถปลดผนึกสายเลือดออกมาได้
แผนการของหานเจวี๋ยคือตั้งใจจะดูแลเขาตลอดทั้งชีวิต รอจนกระทั่งเขากลับชาติมาเกิดใหม่ ค่อยนำกายเนื้อของเขากลับคืนมา
หลังจากแต่งงานมีลูกแล้ว ความตระหนักรู้ของหานเจวี๋ยก็ยิ่งล้ำลึก ความเข้าใจต่อมรรคก็ยิ่งลึกซึ้ง
มหามรรคสามพัน ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
กิจการของมนุษย์ ปฐพี หรือสวรรค์ก็ดี ล้วนแฝงด้วยกฎแห่งมรรค
หลังจากนั้น หานทั่วที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นมนุษย์เซียนที่โผบินอยู่บนท้องฟ้าได้ตั้งแต่เด็ก ก็ร่ำไห้ขอให้ชิงหลวนเอ๋อร์ช่วยหาปรมาจารย์เซียนให้กับเขา ชิงหลวนเอ๋อร์จึงมาอ้อนวอนกับหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยจึงจำใจใช้เส้นสายหามาให้
แต่ในท้ายที่สุด หานทั่วที่ถูกตีตราว่าไม่มีคุณสมบัติรากวิญญาณ ก็จิตใจกระทบกระเทือนอย่างหนัก
ไม่กี่วันให้หลัง เขาก็กลับมาแข็งแรงมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ทุกวันเอาแต่ทำตัวลับๆ ล่อๆ
หานเจวี๋ยพบเจ้าเด็กน้อยคนนี้ดูเหมือนว่ากำลังฝึกฝนวรยุทธ์อยู่
พูดให้เจาะจงคือกำลังฝึกฝนร่างกาย!
ชิงหลวนเอ๋อร์เป็นคนสั่งสอนเขาเอง
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจ เอาแต่ฝึกเต๋า
เนินเขาในเมือง
สองแม่ลูกพากันเข้าไปในป่า
ชิงหลวนเอ๋อร์ที่แต่งกายทะมัดทะแมงจ้องมองหานทั่ว แล้วเอ่ยเป็นเชิงตักเตือนว่า “ทั่วเอ๋อร์ วิชานี้เจ้าอย่าได้เอาไปแพร่งพรายที่ไหนเชียว และอย่าให้พ่อของเจ้าล่วงรู้เป็นอันขาด มิฉะนั้นเขาจะตกใจเอาได้”
หานทั่วพยักหน้า พลางร่ายรำออกหมัด
เขาที่มีอายุเพียงเก้าขวบ เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเฉียบคม
ชิงหลวนเอ๋อร์ใบหน้าเจ็บปวดรวดร้าว คิดในใจว่า ‘หากลูกข้ามีรากวิญญาณละก็ ด้วยเจตจำนงขั้นนี้ วันข้างหน้าเขาต้องเป็นเซียนได้อย่างแน่นอน อนิจจา’
ปีนี้หานทั่วอายุสิบสามปีแล้ว
ภายในโถงใหญ่ หานเจวี๋ย หานทั่ว และชิงหลวนเอ๋อร์กำลังกินข้าวด้วยกัน เพื่อฉลองวันเกิดให้กับหานทั่ว
หานทั่วมีความสุขมาก แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะวันเกิด หรือเพราะสิ่งอื่นใด ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อด้วยความปรีดา
ชิงหลวนเอ๋อร์คีบอาหารให้หานเจวี๋ย หานเจวี๋ยถือจอกเหล้า พลางไต่ถามเรื่องการเรียนในช่วงนี้ของหานทั่ว
มนุษย์ในปัจจุบันมีการวางโครงสร้างทางการศึกษาแล้ว อ่านตำราศึกษาปรัชญา เพื่อไปสอบเป็นขุนนาง
หานทั่วตอบไปตามความจริง หานเจวี๋ยสังเกตได้ว่าเขาไม่ได้สนใจในเรื่องนี้สักเท่าไร
“ท่านพ่อ วันเกิดของท่านคือวันใดหรือขอรับ” หานทั่วเปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน
หานเจวี๋ยตอบ “ข้าจำไม่ได้มานานแล้ว”
“เหตุใดถึงจำไม่ได้ล่ะขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ของท่านล่ะ หมายถึงท่านปู่ ท่านย่าของข้าน่ะขอรับ”
“ข้าไม่มีพ่อไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วละ”
“หา?”
หานทั่วตกตะลึง จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตนแทบไม่ได้สนใจบิดาของตนเลย คิดแต่จะฝึกเป็นเซียนอย่างเดียว
ชิงหลวนเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เจ้าจงจำให้ดี พ่อของเจ้าลำบากตรากตรำมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย วันหน้าเมื่อเจ้าเติบใหญ่ก็จงกตัญญูต่อท่านพ่อไว้ให้มากล่ะ”
หานทั่วพยักหน้า และกล่าวอย่างภาคภูมิ “วันหน้าข้าจะฝึกตนจนกลายเป็นเซียน มีชีวิตเป็นอมตะ และจะทำให้พวกท่านได้อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน ไม่แก่ไม่เฒ่าเลย!”
“ทั่วเอ๋อร์ช่างมีจิตใจทะเยอทะยานจริงๆ”
ชิงหลวนเอ๋อร์ลูบศีรษะของชิงหลวนเอ๋อร์ด้วยความรักใคร่
หานเจวี๋ยจิบสุราเล็กน้อย พลางมองสองแม่ลุกด้วยรอยยิ้ม
หลังจากเพียรบำเพ็ญมานานกว่าสามหมื่นปี ได้สัมผัสชีวิตมนุษย์เช่นนี้บ้างก็ไม่เลวเหมือนกัน แต่อย่าได้สร้างความรู้สึกอันใดให้ติดค้างในใจจะดีกว่า
เพราะชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอน ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญ ที่สามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้
สามปีต่อมา หานทั่วอายุสิบหกปี
เมืองป้องบูรพาเผชิญกับวิกฤตอีกครั้ง คลื่นอสูรกายที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนบุกเข้ารุกราน เมืองรอบข้างต่างถูกทำลายย่อยยับ ข่าวลือแพร่กระจายมาสู่เมืองป้องบูรพา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว
เจ้าเมืองเมืองป้องบูรพาเริ่มบังคับเกณฑ์ไพร่พลไปร่วมกองทัพ ชายหนุ่มอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปล้วนแต่ถูกเกณฑ์ไปรบ หานทั่วเองก็เช่นกัน
หิมะตกหนักอีกครั้ง บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ เมืองทั้งเมืองราวกับถูกห่มทับด้วยอาภรณ์สีขาว
หานเจวี๋ยมาเที่ยวโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมแรกที่เขามาเยือนเมื่อครั้งเพิ่งมาถึงเมืองป้องบูรพาใหม่ๆ ในวันธรรมดาเขาชอบมาที่นี่
และยังมานั่งเล่นในที่ประจำข้างหน้าต่างชั้นสอง คอยเฝ้ามองผู้คนเดินผ่านไปมา
เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ผู้คนที่สัญจรในเมืองดูบางตาลงไปมาก ส่วนใหญ่ต่างสัญจรไปมาอย่างรีบร้อน
“สหายน้อย ไม่ได้เจอกันนาน ผมเจ้าหงอกขาวไปเสียแล้ว กาลเวลาช่างไม่ปรานีใครจริงๆ”
เสียงหัวเราะลอยมา เห็นเพียงนักพรตเฒ่าที่หานเจวี๋ยเคยเจอในตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองป้องบูรพาครั้งแรกผู้นั้น ยังคงเสียมารยาทเชิญตัวเองนั่งลงเบื้องหน้าของหานเจวี๋ยเช่นเดิม
หลังจากหลายปีผ่านไป หานเจวี๋ยก็จงใจปล่อยให้เส้นผมบนศีรษะเปลี่ยนเป็นผมหงอกขาวบางเส้น แม้หน้าตาจะยังหล่อเหลา แต่ก็ไม่อ่อนเยาว์อีกต่อไป
หานเจวี๋ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสต่างหากที่เรือนผมยังขาวโพลน ไม่ลดน้อยลงจากตอนนั้นเลย”
นักพรตเฒ่ายิ้มและกล่าวว่า “เหมือนเดิม?”
หานเจวี๋ยพยักหน้าน้อยๆ
นักพรตเฒ่ารินเหล้าให้ตนเอง จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าทางสหายน้อยคงจะไม่ใช่คนธรรมดา เมืองป้องบูรพากำลังจะถูกทำลาย เจ้าก็ยังคงเฉยเมยได้อยู่ หรือว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อให้หลุดพ้นจากโลกีย์กันหนอ”
หานเจวี๋ยย้อนถาม “แล้วเจ้าเล่า”
“ข้าเองก็แปลงกายลงมาเป็นมนุษย์ เที่ยวจาริกไปทั่วโลกมนุษย์ เพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง”
“เจ้าฝ่าด่านระดับใดอยู่”
“ระดับฝ่าเทพ สหายน้อยคงจะอยู่ในระดับฝ่าเซียนสินะ เจ้ากับข้ามีชะตาต้องกัน วันหน้าเจ้าไปแสวงหามหามรรคที่สำนักอิงสวรรค์ของข้าได้”
นักพรตเฒ่าลูบเคราของตนเองพลางกล่าวไปด้วย สีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยกล่าวขอบคุณ ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือเมินเฉยเสียทีเดียว
ทั้งสองเริ่มสนทนากัน
ในที่กำลังพูดคุยกันนั้น ก็มีเสียงของอสูรกายดังขึ้นมาจากภายนอก เสียงสะเทือนเลื่อนลั่น
ชาวเมืองที่สัญจรไปมาอยู่เบื้องล่างต่างรีบหนีด้วยความตื่นตระหนก ทว่าหานเจวี๋ยและนักพรตเฒ่ายังคงร่ำสุราอย่างสนุกสนาน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์การไปเยี่ยมเยือนสถานที่อันห่างไกลสุดขอบโลก
[เฉินหยาจื่อเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจการแจ้งเตือนดังกล่าว
เวลาผ่านไปนาน
เฉินหยาจื่อลุกขึ้นจากไป ทิ้งท้ายเอาไว้หนึ่งประโยค “คนเรามีแต่บ่วงพันธนาการ หากต้องการจะหลุดพ้นจากพันธนาการนั้น ก็ต้องไร้ซึ่งความปรารถนาทั้งปวง”
คำพูดของเขาสะกิดใจหานเจวี๋ยเล็กน้อย
ไร้ซึ่งความปรารถนาทั้งปวง!
นี่เป็นขอบเขตพลังที่มนุษย์เซียนทั่วไปล้วนปรารถนาจะไปถึง เพื่อหลุดพ้นจากผลกรรม
หานเจวี๋ยเพียงแต่รู้สึกถูกดลใจ ไม่ถึงขั้นซาบซึ้งแต่อย่างใด
มรรคของเขาไม่ใช่รูปแบบไร้ซึ่งความปรารถนา ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยความปรารถนา!
เขาปรารถนาที่จะมีชีวิตยืนยาว เขาไขว่คว้าชีวิตที่เป็นอมตะ!
เพื่อไล่ตามสิ่งที่เขาปรารถนา เขาจึงมีแรงจูงใจอันยิ่งใหญ่ในการบำเพ็ญ
นี่คือสิ่งที่มนุษย์หลายคนทำมาตลอดชีวิต
ใช่ว่าจะไม่ดีเสียทีเดียว
“ข้าหลีกหนีทางโลกมานานขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อแข็งแกร่งถึงที่สุดแล้วก็ทำอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนาหรอกหรือ”
หานเจวี๋ยจ้องมองผู้คนที่ตกอยู่ในความโกลาหลเบื้องล่างอีกครั้ง ความเข้าใจในมรรคของเขาก็ลึกซึ้ง มั่นคงยิ่งขึ้น
ตลอดหลายปีที่อยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้ เขาได้เห็นทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์ปุถุชนควรประสบทั้งหมดแล้ว ทั้งเกิดแก่เจ็บตาย รักโลภโกรธหลง พบพานลาจาก
มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาจะควบคุมชีวิตของตนเอง
หานเจวี๋ยเป็นถึงครึ่งอริยะแล้ว แต่ก็ยังไล่ตามมรรคจิตดังกล่าวอยู่
เมื่อใดที่เขากลายเป็นอริยะ เขาจะทำทุกสิ่งที่ใจต้องการ!
สายตาของหานเจวี๋ยเริ่มเปลี่ยนเป็นแน่วแน่
อริยมรรคของข้า ความหมายปองปรารถนาของข้า!
หานเจวี๋ยเข้าสู่สมาธิ และเริ่มทำความเข้าใจในมหามรรคต้นกำเนิด
เขาไม่กลัวว่าจะถูกใครรบกวน อย่าว่าแต่มนุษย์รอบข้างเลย ต่อให้อสูรกายบุกเข้ามา ก็ทำร้ายเขาไม่ได้
วิบากกรรมของเมืองป้องบูรพายาวนานกว่าที่ผ่านมา สงคราม การรบราฆ่าฟันยังคงดำเนินต่อไป
สองปีต่อมา
หานเจวี๋ยยืนอยู่กลางลานบ้าน ร่างกายเปียกปอนด้วยหิมะที่ลอยละล่องไปทั่วผืนฟ้า
มรรคผลของเขาเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนแปลงไปสู่มรรคผลอริยะ!
อาจเป็นเพราะพลังเวทของหานเจวี๋ยซึ่งไม่ได้เพิ่มพูนขึ้นเป็นเวลานาน เริ่มเติบโตขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มรรคจิตของเขาเริ่มมั่นคง
การทะลวงระดับใกล้เข้ามาเต็มที!
หานเจวี๋ยเริ่มลังเลใจว่าจะกลับไปดีหรือไม่
เขามีลางสังหรณ์ว่า อย่างมากที่สุดอีกหนึ่งร้อยปีเขาก็จะทะลวงระดับได้แล้ว
แต่เมื่อนึกถึงชิงหลวนเอ๋อร์และหานทั่ว หานเจวี๋ยก็ใจอ่อน ตัดสินใจกลับไปอยู่กับพวกเขาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเปลี่ยนความคิดสำหรับหานทั่วแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดที่จะสะกดสายเลือดของหานทั่ว เพราะเกรงว่าหานทั่วจะสร้างความเดือดร้อนให้กับเขา และจะสร้างผลกรรมตามมามากมาย
แต่ตอนนี้หานเจวี๋ยรู้แล้ว
ถ้าคอยดูแลประคบประหงมมาไป สุดท้ายก็จะกลายเป็นบ่วงพันธนาการ และกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้น!
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างสบายใจ
[จักรพรรดินีผืนพิภพต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
ตัวอักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของหานเจวี๋ย เขาถามในใจเงียบๆ ‘หากยอมรับ จะเป็นอันตรายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยตัดสินใจยอมรับทันที
หมายปองปรารถนา ไม่ได้แปลว่าจะต้องทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
รู้จักระแวดระวังตัวไว้บ้างจะดีที่สุด โดยเฉพาะในยามที่อีกฝ่ายอาจจะคุกคามชีวิตของตนได้
ในแดนความฝัน ริมแม่น้ำปรโลก
หานเจวี๋ยประสานหมัดแสดงการคารวะต่อจักรพรรดินีผืนพิภพ
จักรพรรดินีผืนพิภพกล่าวว่า “มารสวรรค์กำลังเหิมเกริม ผู้ที่สังหารมารสวรรค์ได้ จะได้รับแรงกุศล หากสำนักซ่อนเร้นต้องการเป็นสำนักดวงชะตา ก็ไม่ควรพลาดโอกาสนี้”
หานเจวี๋ยยิ้มและกล่าวว่า “ขอบพระทัยองค์จักรพรรดินีที่ตักเตือน เมืองนรกคงเตรียมตัวล้อมจับมารสวรรค์แล้วสินะขอรับ”
“อืม จับมารสวรรค์มาเป็นภูติผี มารสวรรค์เหล่านี้แม้ว่าจะโหดเหี้ยม แต่ความคิดอ่านไม่หนักแน่น เมื่อมองในอีกแง่หนึ่ง ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร”
“มารสวรรค์มาจากไหนหรือขอรับ”
“เป็นการกระทำของอริยะเผ่ามาร หรือจะเรียกว่าเป็นการร่วมมือกันตบตามรรคาสวรรค์ก็ว่าได้ ผู้มีดวงชะตาอันยิ่งใหญ่จะปรากฏตัวขึ้น ผ่านเคราะห์ของมารสวรรค์ เดาว่าในอนาคตคงจะมีการแย่งชิงตำแหน่งอริยะขึ้น”
สีหน้าของจักรพรรดินีผืนพิภพเผยถึงความกังวลใจ นางพูดต่อ “เมืองนรกไร้ผู้ที่มีคุณสมบัติในการแย่งชิงตำแหน่งอริยะ ข้าหวังว่าเจ้าจะชิงตำแหน่งมาได้ หากเจ้ากลัวว่าจะเดือดร้อน อย่างน้อยก็ให้สำนักซ่อนเร้นช่วงชิงมาก็ยังดี ตำแหน่งอริยะนี้ไม่ว่าสำนักเต๋า หรืออริยะคนอื่นได้ไป ล้วนแต่จะทำลายสมดุลที่ดำรงอยู่มาช้านาน”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น
ในมือของเขามีเพียงปราณม่วงมหามรรค แล้วปราณม่วงอนธการสามารถบ่มเพาะอริยะได้เพียงสองคนเท่านั้น
หากออกไปสู้
ในสำนักซ่อนเร้นนอกจากเขาแล้ว ยังต้องการอริยะถึงสามคนไม่ใช่หรือ
หากข้าไม่สู้ แล้วพวกเจ้าจะเอามาประเคนให้ถึงประตูบ้านหรือไม่เล่า
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ