506-510
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 506ถึง510
หานเจวี๋ยได้ยินเสียงเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยแล้ว แทบอยากจะหัวเราะออกมา
ขอเพียงข้าไม่ออกไป ต่อให้สรรพสิ่งแห่แหนกันมาก็เปล่าประโยชน์!
ดียิ่งนัก!
ในเมื่อเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยกล้าฉีกหน้ากัน เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!
หานเจวี๋ยลอบคิดกับตัวเอง ตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายลงโทษเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย
ไม่ถึงขั้นสาปให้ตาย แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นบ้า!
ในเวลาเดียวกันนี้
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่ พวกเขาไม่ตื่นตระหนกเลย เพียงสงสัยกันว่าเหตุใดเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยต้องใส่ไคล้กันด้วย
หานเจวี๋ยพากเพียรบำเพ็ญอยู่ทุกวัน จะไปขโมยปราณม่วงอนธการมาได้อย่างไร
พวกเขาล้วนคิดว่าอริยะจงใจสร้างปัญหาให้แก่สำนักซ่อนเร้น
สดับฟังธรรมมานานหลายปี เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างเชื่อมั่นในตัวหานเจวี๋ยอย่างเต็มเปี่ยม ถึงฟ้าจะถล่มลงมา แต่หากหานเจวี๋ยไม่ตระหนก พวกเขาก็ไม่ตระหนกเช่นกัน
หานเจวี๋ยไม่ออกมาพูด เหล่าศิษย์ก็ไม่ผลีผลามไปหาเขาเช่นกัน
กลับเป็นเซวียนฉิงจวินที่มาหาหานเจวี๋ย นางมิใช่คนโง่ ทราบดีว่าตนถูกอริยะหลอกใช้
หานเจวี๋ยปลอบใจนางไปสองสามประโยค หลังจากรับประกันว่าไม่มีทางเกิดเรื่องกับเขตเซียนร้อยคีรี นางจึงสงบใจลงได้
….
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งพันปี
ช่วงนี้มีสิ่งมีชีวิตแปลงกายมาป้วนเปี้ยนในละแวกเขตเซียนร้อยคีรีบ่อยๆ แต่ในหนึ่งพันปีนี้ไม่มีผู้ใดกล้าบุกโจมตีเขตเซียนร้อยคีรีเลย
ความร้ายกาจของสำนักซ่อนเร้นเป็นที่เลื่องลือ ผนวกกับความแข็งแกร่งของหลี่เต้าคง ต่อให้เป็นคำสั่งจากอริยะ สรรพสิ่งก็ไม่กล้าฝืนกำลังไปหาเรื่องสำนักซ่อนเร้น
ส่วนเรื่องปราณม่วงอนธการ สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงแล้ว นับว่ายังอยู่ห่างไกลเกินไปจริงๆ ห่างไกลจนพวกเขาล้วนไม่แน่ใจว่าปราณม่วงอนธการมีจริงหรือไม่
ในช่วงหนึ่งพันปีนี้ ผู้คนในสำนักซ่อนเร้นทยอยกันบรรลุระดับเทพ รวมถึงมู่หรงฉี่ ฉู่ซื่อเหรินและเผ่าเอกาด้วย
หานโยวเป็นหัวหน้าเผ่าเอกา คุณสมบัติของเขาย่อมแข็งแกร่งที่สุด
ตัวตนระดับเทพหมื่นคน นับแต่โบราณมา ต่อให้เป็นนิกายเจี๋ยในยุคที่เคยมีหมู่เซียนนับหมื่นก็ยังไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งปานนี้
หานเจวี๋ยพึงพอใจเผ่าเอกายิ่งขึ้น การรับเผ่าเอกามาเมื่อครานั้นเป็นความคิดที่ชาญฉลาดจริงๆ
ตูม! ครืน…
ภูเขาภายในเขตเซียนร้อยคีรีสั่นสะเทือน พลังอันน่าหวาดหวั่นระลอกหนึ่งระเบิดออก ปกคลุมฟ้าดิน
เหล่าศิษย์ไม่ได้ตื่นตระหนก เนื่องจากทราบว่าเป็นการทะลวงระดับของศิษย์สำนักซ่อนเร้น
จ้าวเซวียนหยวน!
พิสูจน์ต้าหลัว!
สำนักซ่อนเร้นจะมีต้าหลัวเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว!
ผ่านไปครู่หนึ่ง ภายในเขตเซียนร้อยคีรีมีเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่ขาด ต้าหลัวเพิ่มขึ้นหนึ่งคน ยิ่งสำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น ศิษย์ทุกคนล้วนมีความสุขยิ่ง
โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ในนาม สำนักซ่อนเร้นมีศิษย์ในนามจำนวนหลายแสน มีน้อยนิดยิ่งที่ถูกศิษย์อย่างเป็นทางการของสำนักซ่อนเร้นรับเป็นศิษย์ ถึงแม้ต่างอาศัยอยู่ในเขตเซียนร้อยคีรี แต่ในความเป็นจริงกลับอยู่ห่างกันคนละโลก ศิษย์ในนามล้วนมุ่งหวังจะได้กลายเป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้นอย่างแท้จริง
หลังจากจ้าวเซวียนหยวนสำเร็จเป็นเซียนทองต้าหลัว ก็ได้เริ่มท้าสู้หลี่เสวียนเอ้าและเต้าจื้อจุนในแบบจำลองการทดสอบอย่างบ้าคลั่ง
ในงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษครั้งก่อน เขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของสองคนนี้แทบตาย ส่วนหลี่เต้าคง ตบะระดับครึ่งอริยะ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษ
ขณะที่ภายในสำนักซ่อนเร้นมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้ากันอยู่นั้น เหล่าอริยะกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าอริยะ
หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋ อริยะจินอันและเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่นี่
“สิ่งมีชีวิตสามัญต่างกริ่งเกรงสำนักซ่อนเร้น เช่นนี้จะทำอย่างไรดี” เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยด้วยความกังวล
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขมวดคิ้ว คำสั่งกวาดล้างสำนักซ่อนเร้นเป็นตัวเขาที่ประกาศออกไป ยามนี้สรรพสิ่งไม่เชื่อฟัง ทำให้เขาเสียหน้าเป็นที่สุด
อริยะจินอันส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าว่านะ เหตุใดพวกเจ้าต้องไปหาเรื่องเขาด้วย เด็กคนนี้นิสัยขี้ขลาด ซ่อนตัวหลบมุมไม่ออกไปไหน ยามนี้แดนเซียนคือแหล่งพึ่งพิงที่ดีที่สุดของเขา หากเขาไม่ออกจากแดนเซียน พวกเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ศิษย์ของพวกเราก็ไม่สามารถบุกทำลายค่ายกลอาณาเขตเต๋าของเขาได้ กล่าวได้ว่าพวกเรายกหินทับเท้าตนเองเสียแล้ว”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยแค่นเสียงเย็นชา อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยเสียดสี “เช่นนั้นไยเจ้าไม่พูดแต่แรกเล่า”
อริยะจินอันกลอกตาพลางกล่าว “ข้ากล่อมพวกเจ้าได้ด้วยหรือ”
หลี่มู่อีเปิดปากเอ่ย “เอาล่ะ เรื่องเกิดขึ้นแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นข้าจะส่งบรรพจารย์ซานชิงไปทำลายค่ายกลสำนักซ่อนเร้น พวกเจ้าระดมเหล่าศิษย์ไปคอยอยู่ที่เขตเซียนร้อยคีรีเถิด”
เมื่ออริยะทั้งสามได้ฟังพลันตาลุกวาว
พวกเขาต่อปากรับคำกันก็เพราะรอประโยคนี้อยู่!
อริยะจินอันพูดด้วยรอยยิ้ม “บรรพจารย์ซานชิงสลัดพ้นการพัวพันของสือตู๋เต้าแล้วหรือ”
หลี่มู่อีตอบ “สือตู๋เต้าไหนเลยจะใช่คู่ต่อสู้ของบรรพจารย์ซานชิง”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ว่ากันตามนี้ หวังว่าศิษย์พี่จะไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง”
ในน้ำเสียงของเขาเจือเจตนาเสียดสี
พูดกันอย่างถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นก็เพราะหลี่มู่อี!
หากเขาไม่วางแผนต่อหานเจวี๋ย ปราณม่วงอนธการจะหลุดลอยไปได้หรือ
พูดไปก็น่าประหลาด
อริยะวางแผนเล่นงานหานเจวี๋ย ทว่าหานเจวี๋ยหาทางทำลายได้เสมอ พวกเขาเพิ่งเคยประสบสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก
มนุษย์ธรรมดาเปรียบเสมือนมดในกระบะทราย อริยะทอดสายตามองมด มองเห็นเส้นทางการเดินของมดจากมุมสูง จะใช้สิ่งใดก็สามารถขวางเส้นทางของมดได้ทั้งสิ้น มดน้อยกระจ้อยร่อย ซ้ำยังอยู่ในกระบะทราย จากมุมมองของมด นั้นมองไม่เห็นคนที่ยืนอยู่นอกกระบะทราย ทุกครั้งที่เผชิญอุปสรรคขวางทาง ก็ทำได้เพียงเดินอ้อมไปอีกทาง ยามนี้อริยะกำลังขุดหลุมพรางไว้หลังเนินเขาเล็กๆ เบื้องหน้ามดตัวนี้ หากว่ากันตามเหตุผล มดตัวนี้ไม่มีทางมองเห็น แต่ผลสุดท้ายคือมดตัวนี้ยังไม่ทันขึ้นเนินก็วนอ้อมไปเสียก่อนแล้ว ทำให้คนรู้สึกประหลาดใจนักโนเวลกูดอทคoม
หานเจวี๋ยก็คือมดตัวนั้น!
ตอนนี้อริยะต่างเต็มด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนดักหานเจวี๋ยอย่างไร หานเจวี๋ยก็มักจะหลบหลีกได้เสมอ ถึงขั้นที่ทำให้พวกเขาพลาดท่าจนพูดไม่ออกอีกด้วย
ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
….
ผ่านพ้นไปอีกเจ็ดร้อยปี
ศิษย์ในนามภายในเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มิใช่เพราะหานเจวี๋ยรับเพิ่ม แต่เป็นศิษย์ในนามเหล่านั้นเริ่มสืบพันธุ์กำเนิดทายาท
เรื่องนี้อยู่ในการดูแลของหานตั้วเทียน นับตั้งแต่ถูกเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยคุกคาม เขาก็สังหรณ์ใจว่าการรับศิษย์มาจากด้านนอกมีความเสี่ยง มิสู้ชุบเลี้ยงขึ้นมาเองเสีย ถึงอย่างไรเขตเซียนร้อยคีรีก็กว้างใหญ่ รองรับสิ่งมีชีวิตได้มากมายมหาศาล
สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างไป
สำนักซ่อนเร้นต้องมีระบบพัฒนาการในแบบของตัวเอง จากรุ่นสู่รุ่น ไม่อาจขาดหายได้
อยู่มาวันหนึ่ง หลี่เต้าคงมาขอเข้าพบหานเจวี๋ยอย่างกะทันหัน
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในอารามเต๋า
“เจ้าสำนัก ระยะนี้ดวงชะตามรรคาสวรรค์เกิดความเปลี่ยนแปลง เกรงว่าจะไม่ดีแล้ว” หลี่เต้าคงเอ่ยเสียงขรึม
หานเจวี๋ยจำได้ว่าในอดีตเขาเคยกระโจนเข้ามรรคาสวรรค์ไปตรงๆ อาจจะมีวิธีสอดส่องดวงชะตามรรคาสวรรค์จริงๆ
“ไม่ดีอย่างไร”
“ข้าสงสัยว่าจะมีอริยะคิดตบตากลไกสวรรค์ ซื้อเวลาให้ตนเข้าสู่โลกีย์วิสัยได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ สำหรับอริยะ ต่อให้ระยะเวลาสั้นแค่ไหน ก็เพียงพอให้สังหารศัตรูที่เขาอยากให้ตายได้”
สีหน้าของหลี่เต้าคงไม่น่ามองยิ่งนัก ความหมายในวาจาคือ อริยะจะมาจัดการสำนักซ่อนเร้นด้วยตัวเอง
หานเจวี๋ยตกใจ เขาสอบถามในใจด้วยความหวาดระแวง ‘อริยะมรรคาสวรรค์ในปัจจุบันสามารถพังค่ายกลอาณาเขตเต๋าเข้ามาได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ไม่สามารถทำได้]
‘เช่นนั้นหากอริยะทั้งหมดลงมือพร้อมกันเล่า’
[ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา แดนเซียนทนรับพลังเวทของอริยะตั้งแต่สี่คนขึ้นไปไม่ไหว]
กล่าวอีกอย่างคือ หานเจวี๋ยยังปลอดภัยอยู่
หานเจวี๋ยสบถในใจ อริยะกลุ่มนี้บ้าไปแล้วหรือ
หลี่เต้าคงถาม “เจ้าสำนัก พวกเราควรทำอย่างไรดี”
หานเจวี๋ยตอบอย่างสงบ “สงบใจบำเพ็ญเถอะ เรื่องอริยะให้เป็นหน้าที่ของข้า”
หลี่เต้าคงฟังแล้วเหม่อลอยทันที
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งกว่าอริยะมรรคาสวรรค์ แต่น้ำเสียงอันหนักแน่นของหานเจวี๋ยทำให้เขาเกิดความเลื่อมใส
ตัวตนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้กลับไม่แก่งแย่งชิงดี เช่นนี้ต้องมีความองอาจและมีเจตจำนงระดับใดกัน
—
หลังจากกล่อมหลี่เต้าคงไป หานเจวี๋ยถามในใจ ‘อริยะคิดจะเข้าสู่โลกเพื่อสังหารข้าใช่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ใช่]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เป็นอย่างที่หลี่เต้าคงคาดไว้จริงๆ
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา ตัดสินใจว่าจะสร้างปัญหาให้กับอริยะ
ไม่อาจสาปแช่งหลี่มู่อีหรืออริยะนิกายฉ่านตรงๆ ได้ ต้องหาทางขับเสือไปกินหมาป่า[1]
ได้การแล้ว!
หานเจวี๋ยตัดสินใจสาปแช่งฉิวซีไหล ไม่จำเป็นต้องลงแรงมาก แค่ขู่ให้ตกใจก็พอ
ในฉากหน้า เขาและฉิวซีไหลยังมีสัมพันธไมตรีต่อกัน ฉิวซีไหลไม่มีทางนึกสงสัยในตัวเขา มีแต่จะสงสัยอริยะรายอื่น
อริยะฝ่ายหลี่มู่อีก็ไม่มีทางสงสัยหานเจวี๋ยเช่นกัน พวกเขาคิดจะจัดการหานเจวี๋ยอยู่ หากเวลานี้หานเจวี๋ยไปหาเรื่องอริยะรายอื่นอีก ดูไม่เข้าท่าเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยจึงเริ่มสาปแช่งฉิวซีไหล
ห้าวันต่อมา อายุขัยของเขาเริ่มลดลง
สาปแช่งแค่ห้าวัน เล่นงานน้อยเกินไปก็ไม่มีความหมาย
อย่างน้อยๆ ถ้าจะสาปแช่งให้อีกฝ่ายรู้สึกหงุดหงิดใจ คงต้องใช้อายุขัยประมาณหนึ่งล้านล้านปีถึงสิบล้านล้านปี
หานเจวี๋ยคิดว่าตนใช้อายุขัยสามล้านล้านปีก็น่าจะพอประมาณแล้ว
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม มหาตำหนักตะวันตก
ฉิวซีไหลขมวดคิ้วแน่น
เขาถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหมายหัวอีกแล้ว!
ครั้งนี้ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทรงพลังกว่าก่อนหน้านี้มาก
เขานึกถึงสภาพน่าอนาถของอริยะมิ่งจี อดใจสั่นขึ้นมาไม่ได้
‘เป็นใครกันแน่’
แววตาฉิวซีไหลวูบไหว เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องเป็นหนึ่งในอริยะมรรคาสวรรค์แน่ นี่คือข้อเท็จจริงที่ประจักษ์กันในหมู่อริยะแล้ว นอกจากพวกเขา ก็เหลือแค่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง แต่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงไม่มีทางกระทำเรื่องเช่นนี้
ฉิวซีไหลเริ่มย้อนทบทวนเรื่องราวในระยะนี้ รู้สึกว่าหลี่มู่อีมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ก่อนหน้านี้หลี่มู่อีให้เขาไปควบคุมหานเจวี๋ย แต่ถูกเขาปฏิเสธ
แต่เหตุผลนี้เด่นชัดเกิดไป ถ้าเขาเป็นหลี่มู่อี ไม่มีทางสาปแช่งตนตรงๆ แน่
ในหมู่อริยะ หลี่มู่อีขึ้นชื่อลือชาเรื่องความมากเล่ห์เจ้าแผนการ
ถึงมิใช่หลี่มู่อี แต่ก็เป็นไปได้ว่าหลี่มู่อีอาจเป็นผู้บงการ
ฉิวซีไหลนึกสงสัยสามนิกายสำนักเต๋ามาโดยตลอด สำนักเต๋าเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ คิดจะกำจัดอริยะ ก็ได้แต่ลงมือสาปแช่งเช่นนี้
หรือจะเป็นเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย
ไม่ถูกสิ!
เทพสูงสุดหนานจี๋!
คนผู้นี้เขม่นเขาเป็นที่สุด
อริยะจินอันก็มีความเป็นไปได้ คนผู้นี้สงบนิ่งไม่เผยท่าที คาดเดาได้ยาก
ฉิวซีไหลถึงขั้นที่หวาดกลัวอริยะจินอันยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเขาไม่รู้จุดอ่อนของอริยะจินอันเลย หลี่มู่อีแม้จะแข็งแกร่ง แต่ห่วงหน้าตาเกินไป จัดการได้ง่ายยิ่ง
พลังคำสาปแช่งยังคงทวีคูณขึ้น ยิ่งคิดฉิวซีไหลก็ยิ่งรู้สึกโมโห ความเป็นปรปักษ์เพิ่มพูน
…..
หลังจากเสียอายุขัยไปสามล้านล้านปี หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง รู้สึกพอใจยิ่งนัก
เขาคิดไปคิดมา เริ่มสาปแช่งมหาจักรพรรดิเซียวต่อ
นอกจากสามนิกายสำนักเต๋าแล้ว ที่เหลือล้วนโดนสาปแช่งคนละนิดละหน่อย เช่นนี้สิถึงจะชักภัยสู่บูรพา[2]ได้ ให้ทุกคนสงสัยสำนักเต๋า
เขาเสียอายุขัยไปอีกสามล้านล้านปี
เช่นนี้คงสมดุลแล้วกระมัง
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นจึงเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยก็อดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกไม่ได้
ดีจริงๆ
หวังว่าพวกเจ้าจะสู้กันในเร็ววัน!
หานเจวี๋ยยิ้มออกมา จากนั้นฝึกบำเพ็ญต่อไป
ฉิวซีไหลและมหาจักรพรรดิเซียวล้วนไม่ใช่คนที่ตอแยได้ง่ายๆ พวกเขาจะต้องไปสร้างปัญหาให้อริยะรายอื่นแน่ เมื่อทั้งสองร่วมมือวางแผน ในไม่ช้าต้องนึกสงสัยอริยะจากสามนิกายแน่
เวลาไหลไปอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
สำนักซ่อนเร้นมีคนฝ่าทะลวงระดับอยู่ทุกปี จำนวนศิษย์ในนามก็เกินล้านแล้ว ซ้ำยังเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย
กล่าวได้ว่า ความสามารถในการสืบทายาทของศิษย์ในนามเหล่านี้แกร่งกล้ายิ่งนัก ใกล้จะเทียบเท่าเผ่ามนุษย์แล้ว หานตั้วเทียนตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ จึงรีบระงับยับยั้ง
สามร้อยปีผ่านไป
สำนักซ่อนเร้นปรากฏบุคคลโดดเด่นรายหนึ่ง วานรแขนยักษ์!
ในงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษเขาผงาดขึ้นมารวดเร็วยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์ของหลี่เสวียนเอ้า มีคุณสมบัติเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ ตัวตนของเขาก็ได้รับการยอมรับจากศิษย์คนอื่นๆ แล้ว ทุกคนคุ้นเคยกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของเหล่าศิษย์ในนาม เขาเปรียบเสมือนดวงดาวรุ่งโรจน์ เหล่าศิษย์ในนามส่วนใหญ่ล้วนนับถือเขายิ่งนักโนiวลกูดอทคอม
หานเจวี๋ยทราบถึงเรื่องนี้ เดาได้ว่าหลี่เสวียนเอ้าต้องคอยผลักดันวานรแขนยักษ์อยู่เบื้องหลังแน่ แต่เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ยิ่งวานรแขนยักษ์เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ หน้าไพ่ของสำนักซ่อนเร้นก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะให้มีคนเก่งกาจอยู่แค่ไม่กี่คนไปตลอดคงไม่ได้
หานเจวี๋ยถึงขั้นที่ให้การสนับสนุนต่อแนวทางเช่นนี้ยิ่งนัก หวังว่าเหล่าศิษย์รุ่นที่สองจะสามารถบ่มเพาะศิษย์ที่ทำให้คนเคารพนับถือออกมาได้
ในวันนี้
ขณะที่หานเจวี๋ยลุกขึ้นเตรียมออกไปแสดงธรรม พลันรับรู้ถึงกลิ่นอายประการหนึ่งที่กำลังมุ่งเข้าโจมตีเขตเซียนร้อยคีรีอย่างรวดเร็ว
แข็งแกร่งยิ่ง!
แข็งแกร่งกว่าครึ่งอริยะทั้งหมดที่เขาเคยพบพาน!
เขาเพ่งสายตามองออกไป เห็นเงาร่างนักพรตเต๋าใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่งทะยานขึ้นมาจากขอบฟ้า เมื่อพินิจให้ละเอียด มิใช่ว่าทะยานขึ้นมา แต่อีกฝ่ายกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่เบื้องหน้านักพรตเต๋าคนนี้ ทุกสิ่งในโลกาล้วนเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยๆ เขาคงสูงถึงล้านจั้ง ถึงขั้นที่อาจจะมากกว่านั้น
เส้นผมเขาสีขาวโพลน สวมชุดนักพรตเต๋าสีน้ำเงิน แววตาคมกล้า ราวกับสามารถมองทะลุสรรพสิ่งในโลกได้ สายตาเขามองมาที่เขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยมองออกไป รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนอยู่
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบทันที
[บรรพจารย์ซานชิง: ครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ ยอดผู้แข็งแกร่งแห่งแดนเซียน]
ตูม!
บรรพจารย์ซานชิงฟาดฝ่ามือลงบนห้วงอากาศเหนือเขตเซียนร้อยคีรี ห้วงอากาศพลันบิดเบี้ยว เกิดเป็นรอยบุ๋มโปร่งใสที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นฉากที่น่าตะลึง ราวกับฟ้าจะถล่ม
บรรพตเคลื่อนปฐพีคลอนทำให้ศิษย์ทั้งหมดต้องออกมา พากันเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นบรรพจารย์ซานชิงหลุบตามองเขตเซียนร้อยคีรีอยู่ พวกเขาต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น
“นี่คือผู้ใด”
“ไม่เคยเห็นมาก่อน! อาจจะเป็นอริยะ”
“อริยะ หรือจะเป็นเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย”
“ทำอย่างไรดี”
“อย่าตระหนกไป ค่ายกลอาคมยังไม่พัง!”
เหล่าศิษย์ร้องอุทานไม่ขาดสาย ความหวาดหวั่นเริ่มแผ่ขยายออกไป
บรรพจารย์ซานชิงซัดฝ่ามือลงมาอีกครั้ง เขาฟาดใส่เขตเซียนร้อยคีรี ทว่ากลับถูกอาณาเขตเต๋าสกัดขวาง ไม่อาจสร้างความเสียหายภายในเขตเซียนร้อยคีรีได้เลยแม้แต่น้อย
หนนี้บรรพจารย์ซานชิงขมวดคิ้ว
‘เป็นไปได้อย่างไร’
บรรพจารย์ซานชิงรู้สึกแปลกใจ ตนใช้พลังทั้งหมดแล้ว เหตุใดยังทำลายไม่ได้อีก
เขาล้วงบรรทัดทองเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ไม้บรรทัดฟาดลงมา ดูราวกับนทีทองสายหนึ่งที่ทอดยาวลงมาจากฟ้า ถูกสกัดไว้กลางอากาศสูง
หานเจวี๋ยออกจากอาณาเขตเต๋า แสงเทพที่เปล่งออกมาจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังเรือนร่างของเขา
บรรพจารย์ซานชิงกวาดสายตามองแวบเดียวก็เห็นหานเจวี๋ยในทันที
สัญชาตญาณของเขาร้องบอกเขาว่า คนผู้นี้อันตรายยิ่ง
หานเจวี๋ยสำแดงร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ออกมาทันที ร่างนั้นยืดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในระดับเดียวกันกับบรรพจารย์ซานชิง
เทพมารขุนพลสวรรค์ไม่พูดพร่ำทำเพลง ต่อยออกไปโดยพลัน พลานุภาพน่าหวาดหวั่นจนทำให้ทุกคนในอาณาเขตเต๋าหายใจไม่ออก
“มาแล้ว!”
ดวงตาหลี่เต้าคงพลันส่องประกาย จ้องมองเทพมารขุนพลสวรรค์ด้วยสายตาเร่าร้อน
ในแบบจำลองการทดสอบเขาถูกเทพมารขุนพลสวรรค์ถล่มอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ไม่อาจลืมร่างจำลองอันน่าหวาดหวั่นนี้ได้ลง
สรรพสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของบรรพจารย์ซานชิงและเทพมารขุนพลสวรรค์ต่างก็ดูเล็กจ้อยดั่งกรวดทราย
ตูม!
หมัดของเทพมารขุนพลสวรรค์กระแทกใส่บรรพจารย์ซานชิง ทำให้บรรพจารย์ซานชิงเซถอยไป บรรทัดทองในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง
บรรพชนซานชิงแสดงสีหน้าตื่นตะลึง
ช่างเป็นพลังที่อหังการนัก!
เผ่าจอมเวทในอดีตกาลก็ยังไม่ทรงพลังถึงขั้นนี้!
เทพมารขุนพลสวรรค์ออกหมัดอย่างต่อเนื่อง ร่างจำลองเทพมารเหาะออกไปนอกอารามเต๋า กระโจนขึ้นสูง ซัดหมัดโจมตีบรรพจารย์ซานชิงในยามที่ดิ่งลงมา กระแสลมรุนแรงน่าหวาดกลัวบดขยี้จนธรณีแตกเป็นเสี่ยง ขุนเขาธาราย่อยยับ
บรรพจารย์ซานชิงยกไม้บรรทัดฟาดออกไป บงกชทองเก้าดอกพลันปรากฏขึ้นด้านหลัง พราวพร่างจนตาพร่า ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลในยุคสร้างโลก ทำให้คนมึนเมาและนับถือบูชา
………………………………………………………………
[1] ขับเสือไปกินหมาป่า เป็นอุบายกระตุ้นให้ผู้มีอำนาจหักหาญปะทะกันเอง คล้ายสำนวนไทยที่ว่าเสี้ยมเขาควายชนกัน
[2] ชักภัยสู่บูรพา หมายถึง ใช้กลอุบายชักนำความเดือดร้อนไปให้ผู้อื่น ทำให้ตนอยู่รอดปลอดภัย
—
เมื่อเผชิญหน้ากับเทพมารขุนพลสวรรค์ที่ทรงฤทธิ์น่าพรั่นพรึง แม้ว่าบรรพจารย์ซานชิงจะเรียกใช้พลังวิเศษแล้ว ก็ยังต้านไว้ไม่อยู่
ตูม!
เกิดเสียงดังกึกก้องฟ้าดิน บรรทัดทองในมือบรรพจารย์ซานชิงถูกทำลายจนป่นปี้ ร่างจำลองเก้าบงกชด้านหลังก็ย่อยยับตามไปด้วย
สีหน้าบรรพจารย์ซานชิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาล่าถอยไปอีกครั้ง
เทพมารขุนพลสวรรค์ไม่ได้ตามโจมตีต่อ เพียงมองเขาอย่างเยียบเย็น ก่อนร่างสลายไปดุจกลุ่มควัน
หมู่เมฆสลายตัว สายลมกวาดม้วนเมฆา ขุนเขาลำธารย่อยยับ ฝุ่นดินปลิวว่อน ในฉากที่ราวกับวันโลกาวินาศเช่นนี้ บรรพจารย์ซานชิงยืนอยู่บนโลกด้วยสีหน้าซีดเผือด
มือขวาของเขาสั่นระริก บรรทัดทองที่ป่นปี้ไปก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่เขากลับไม่โจมตีเขตเซียนร้อยคีรีต่อแล้ว
พลังของเทพมารขุนพลสวรรค์แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ!
แกร่งจนทำให้เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามเคลื่อนไหว
‘เขาเป็นใครกันแน่’
บรรพจารย์ซานชิงคิดอย่างกระวนกระวายใจ แดนเซียนมียอดคนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยก็รู้สึกฉงนเช่นกัน
เหตุใดคนผู้นี้ราวกับอริยะมรรคาสวรรค์เลยเล่า สังหารไม่ตายจริงๆ
ในเมื่อสังหารไม่ตาย หานเจวี๋ยจึงจงใจขับให้ล่าถอยไป สร้างภาพลักษณ์ข่มขวัญ
และได้ผลจริงๆ สิ่งมีชีวิตนับล้านในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนตื่นเต้นขึ้นมา
บรรพจารย์ซานชิงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ยังถูกโจมตีจนล่าถอยไปในสองหมัด เทพมารขุนพลสวรรค์ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน
“คนเมื่อครู่คือผู้ใด”
“ไม่รู้ หรือจะเป็นเจ้าสำนัก”
“ไม่ใช่ หน้าตาของเจ้าสำนักมิใช่เช่นนี้ น่าจะเป็นผู้ทรงพลังแห่งสำนักซ่อนเร้น”
“ศิษย์ผู้สืบทอดเหล่านั้นล้วนแข็งแกร่งมากจริงๆ”
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ผู้พิทักษ์หลักก็เคยตะเพิดศัตรูทั้งหมดในละแวกเขตเซียนร้อยคีรีไปเช่นกัน”
“แม้แต่อริยะก็ไม่อาจบุกเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรีได้หรือ สำนักซ่อนเร้นของพวกเราแข็งแกร่งเกินไปแล้วจริงๆ!”
….
บนเนินเขา สามเซียนยอดลำนำรับชมอย่างมีความสุขยิ่ง
เซียนเทียมฟ้ากล่าวด้วยความตื่นเต้น “พี่ใหญ่ สายตาท่านยอดเยี่ยมจริงๆ สำนักซ่อนเร้นของพวกเราคือกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนอย่างแน่นอน!”
เซียนหน้าเหยี่ยวก็รู้สึกตื่นเต้นมากเช่นกัน แต่ยังนับว่าควบคุมได้ แค่นเสียงเอ่ย “พี่ใหญ่เคยมองพลาดเสียที่ไหน พวกเราต้องรับใช้สำนักซ่อนเร้นให้ดี ในอนาคตอาจจะบรรลุตบะระดับเดียวกับศิษย์ผู้สืบทอดคนเมื่อครู่ก็เป็นได้!”
ศิษย์ในนามแทบทั้งหมดล้วนคิดว่าเทพมารขุนพลสวรรค์คือศิษย์ผู้สืบทอดของหานเจวี๋ย
แต่เหล่าศิษย์ผู้สืบทอดล้วนทราบดีว่านั่นเป็นเพียงร่างจำลองแขนงหนึ่งของท่านเจวี๋ย
ทว่าท้ายที่สุดแล้วหานเจวี๋ยมีร่างจำลองอยู่กี่แขนงนั้น ไม่มีผู้ใดทราบเลย
หลี่เต้าคงเคยเผชิญหน้ากับร่างจำลองทั้งเก้าตนของหานเจวี๋ยในแบบจำลองการทดสอบ ทั้งเก้านั้นมีพลังวิเศษต่างกันออกไป สร้างความประทับใจล้ำลึกแก่เขา
สุดท้าย บรรพจารย์ซานชิงก็จากไป
สำนักซ่อนเร้นรอดพ้นวิกฤตที่ไม่นับว่าเป็นวิกฤตไปได้อีกครั้ง
หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า นั่งสมาธิบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เขาถามในใจว่า ‘ต้องทำอย่างไรถึงจะสังหารบรรพจารย์ซานชิงได้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ต่อสู้นอกขอบเขตมรรคาสวรรค์ หรือไม่ก็ตัดสะบั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์]
หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ถาม แต่เขาคิดอยู่เสมอว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างไรก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ซ้ำช่วงนี้ดวงชะตามรรคาสวรรค์ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย
จับบรรพจารย์ซานชิงมัดแล้วพาออกไปเลยดีหรือไม่นะ
แต่ถ้าออกไปก็ต้องเผชิญหน้ากับบทลงทัณฑ์จากเหล่าอริยะ
ส่วนเรื่องตัดสะบั้นดวงชะตามรรคาสวรรค์ ตอนนี้หานเจวี๋ยยังไม่เป็นศาสตร์วิชาแขนงนี้
ช่างเถอะ
ปล่อยเขาไปก่อน
พิสูจน์มรรคให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!
หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อ
หลังผ่านการโจมตีจากบรรพจารย์ซานชิง คาดว่าเหล่าอริยะคงไม่มาหาเรื่องเขาอีกภายในระยะเวลาอันสั้นนี้
….
ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อาณาเขตเต๋าอริยะ
หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยและอริยะจินอันล้วนตกอยู่ในความเงียบ ท่าทางแตกต่างกันออกไป
ผ่านไปพักใหญ่
อริยะจินอันทนไม่ไหวถามขึ้นมาก่อน “นั่นคือร่างจำลองของอริยะหรือ”
ความแข็งแกร่งของเทพมารขุนพลสวรรค์แม้แต่อริยะก็ยังตกตะลึง!
หลี่มู่อีแววตาวูบไหว เอ่ยว่า “มิใช่ร่างจำลองของอริยะ แต่ดูคล้าย…”
อริยะทั้งสามมองไปที่เขา รอให้เขากล่าวประโยคต่อไป
หลี่มู่อีสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าเคยฟังมาจากอาจารย์ ยุคก่อนเบิกฟ้าเคยมีเทพมารฟ้าบุพกาล เทพมารฟ้าบุพกาลที่เหลือรอดมาได้บ้างเบิกฟ้าแยกปฐพี บ้างก็กลายเป็นดวงจิตมหามรรค ผู้ที่คุ้มครองสำนักซ่อนเร้นอยู่อาจเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่ง”
เทพมารฟ้าบุพกาล?
เทพสูงสุดหนานจี๋ถามด้วยความแปลกใจ “เทพมารฟ้าบุพกาลจะหลบซ่อนในแดนเซียน โดยที่ผู้อาวุโสอย่างบรรพชนเต๋าไม่รับรู้ได้อย่างไร หรือมีดวงจิตมหามรรคต้องการเข้าสู่แดนเซียน”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยและอริยะจินอันเปลือกตากระตุกไม่หยุด
ยิ่งยืนอยู่สูงเท่าไร ก็ยิ่งรู้มากเท่านั้น
ภายใต้มรรคาสวรรค์พวกเขาคือตัวตนไร้พ่าย แต่ในฟากฟ้าบุพกาลอันกว้างไกลไพศาลมิได้มีเพียงมรรคาสวรรค์ ยังมีดวงจิตมหามรรคที่เก่าแก่ลึกลับส่วนหนึ่งอยู่ หลังจากอริยะรุ่นก่อนข้ามผ่านไปอีกขั้นก็มุ่งหน้าไปยังแดนต้องห้ามอันธการอันไม่เป็นที่รู้จัก ไปแล้วไม่หวนคืน บ้างก็ไปที่แดนเทพหวนปัจฉิม บ้างก็ไปยังอาณาเขตฟ้าบุพกาลโuเวลกูดoทคoม
หากว่าผู้ที่ปกป้องสำนักซ่อนเร้นคือเทพมารฟ้าบุพกาลจริง เช่นนั้นก็วุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว
“ช้าก่อน! จะใช่มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ที่บรรพชนเต๋าเคยกล่าวไว้หรือไม่…” จู่ๆ อริยะจินอันคล้ายจะนึกอะไรได้ เอ่ยขึ้นมาด้วยความตกใจ
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา อริยะอีกสามรายล้วนแสดงออกให้เห็นถึงความตกใจ รวมไปถึงหลี่มู่อีด้วย
หลี่มู่อีลุกขึ้นทันที กล่าวว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องไปถามปรมาจารย์”
อริยะที่เหลือก็ลุกขึ้นเช่นกัน
ในเวลานี้เอง
ฉิวซีไหลและมหาจักรพรรดิเซียวพลันปรากฏกายขึ้นภายในตำหนัก
สีหน้ามหาจักรพรรดิเซียวไม่น่ามองอย่างยิ่ง เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “พวกเจ้ามีผู้ใดถูกสาปแช่งหรือไม่”
อริยะจินอันตอบ “ข้าเอง อะไรกัน พวกเจ้าก็ถูกสาปแช่งหรือ”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยพยักหน้าด้วย “ข้าก็เช่นกัน”
เทพสูงสุดหนานจี๋แค่นเสียง มองมหาจักรพรรดิเซียวและฉิวซีไหลที่ยืนอยู่ด้วยกัน รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
หลี่มู่อีขมวดคิ้ว มองอริยะจินอันและเจ้านิกายเทียนเจวี๋ย ไม่ทราบว่าคิดอะไรอยู่
ฉิวซีไหลแค่นเสียงกล่าว “ระยะนี้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งพวกเราอีกแล้ว เรื่องนี้ต้องสืบสาวให้กระจ่าง มิเช่นนั้นปัญหาจะตามมาไม่รู้จบ!”
มหาจักรพรรดิเซียวกวาดตามองสี่อริยะแห่งสำนักเต๋า เอ่ยขึ้นว่า “ทุกท่านกำลังวางแผนใดอยู่ที่นี่กันหรือ พวกเจ้าประเดี๋ยวก็จะดึงตัวแปรเข้าพวก ประเดี๋ยวก็พุ่งเป้าไปที่ตัวแปร พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
มหาจักรพรรดิเซียวก็รู้สึกว่าสี่อริยะแห่งสำนักเต๋านั้นน่าสงสัยมาก!
ฉิวซีไหลหรี่ตามอง เห็นได้ชัดว่าอยากถามเช่นกัน
หลี่มู่อีเห็นผู้มาเยือนไม่มีเจตนาดี จึงเอ่ยว่า “พักเรื่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไว้ชั่วคราว มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่เผยเค้าลางแล้ว พวกเราต้องไปพบปรมาจารย์ลัญจกรสรวงก่อน”
“เฮอะ อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! จะบีบให้พวกเราสำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคาจริงๆ ใช่หรือไม่”
ฉิวซีไหลเอ่ยด้วยความโกรธ ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน สำนักพุทธเสียหายอย่างหนัก เขาข่มกลั้นโทสะเอาไว้เสมอมา
หลี่มู่อีก็มิใช่คนที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆ เช่นกัน เอ่ยเสียงเย็น “ฉิวซีไหล เจ้ากำลังสงสัยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการซุกซ่อนอยู่ในหมู่พวกเราเช่นนั้นหรือ ช่างน่าขันเสียจริง พวกเราเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ ไหนเลยจะใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้”
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในตำหนักใหญ่พลันตึงเครียดขึ้นเป็นอย่างมาก
….
นับตั้งแต่บรรพจารย์ซานชิงมาโจมตี เวลาก็ผ่านไปอีกสามร้อยปี
หานเจวี๋ยยังคงฝึกบำเพ็ญต่อ มุ่งสู่การพิสูจน์มรรค
ทันใดนั้นเขารับรู้ถึงบางสิ่งได้ ส่งพลังจิตเข้าไปในโลกดาราที่อยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ สีหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยน
ปราณม่วงมหามรรคที่ใส่ไว้ในโลกดาราก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าเคลื่อนตัวเข้าหาปราณเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งสี่สิบเก้าตนตั้งแต่ตอนไหน ปราณม่วงมหามรรคแตกออกแบ่งตัวเป็นหลายเส้นหลายสายเชื่อมต่อกับปราณแห่งเทพมาร
มีปราณม่วงอนธการคอยช่วยเหลือ ความเร็วในการทำให้ปราณแห่งเทพมารเสถียรคล้ายกำลังเพิ่มพูนขึ้น
ช้าก่อน!
หรือว่าปราณม่วงอนธการสามารถช่วยเขาก่อกำเนิดเทพมารฟ้าบุพกาลได้
หานเจวี๋ยใจเต้นแรง รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาประทับตราประทับหกวิถีเข้าไปในปราณแห่งเทพมาร ป้องกันเอาไว้ก่อน
ตราประทับหกวิถีเป็นสิ่งที่จักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดสร้างขึ้น พลังวิเศษนี้ละเอียดอ่อนยิ่ง ประกอบกับผู้ใช้คือหานเจวี๋ย ขอเพียงตบะไม่สูงไปกว่าหานเจวี๋ย ย่อมไม่มีทางหลุดพ้นจากการควบคุมของเขาได้
หานเจวี๋ยจับสังเกตปราณเทพมาร ราวกับเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตใหม่สี่สิบเก้าตนถือกำเนิดขึ้น
สำหรับปราณเทพมารเหล่านี้ หานเจวี๋ยมีความหวังอย่างยิ่ง ถึงขั้นให้ความสำคัญกว่าเผ่าเอกาเสียอีก
หากว่าสามารถสร้างเทพมารฟ้าบุพกาลได้จริงๆ เช่นนั้นย่อมไร้เทียมทาน!
ช้าก่อน!
หานเจวี๋ยพลันบังเกิดความคิดอาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง
วิญญาณของซูฉียังอยู่กับเขา หลับใหลมาโดยตลอด หากว่าซูฉีถือกำเนิดใหม่ในร่างเทพมารฟ้าบุพกาลได้…
ทันทีที่ความคิดนี้บังเกิดขึ้น ก็ได้หยั่งรากฝังลึกลงในสมองหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว ไม่อาจเก็บกลับคืนได้
ต้องลองดูสักหน่อย!
หากทำสำเร็จ หานเจวี๋ยจะได้ครองโอกาสใหญ่ที่ทำให้สรรพสิ่งคุ้มคลั่งได้!
‘ศิษย์คนดี อาจารย์จะลองทดสอบกับเจ้า หากรอดไปได้ย่อมจะรุ่งโรจน์เทียมฟ้า หากล้มเหลว เช่นนั้นก็อย่ากล่าวโทษอาจารย์เลย!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ สายตาเขาจ้องอยู่ที่ร่างของเทพมารมรณะ
ซูฉีเป็นเทพแห่งความโชคร้าย ผู้ใดพบเขาผู้นั้นต้องตาย เหมาะสมกับตัวตนแห่งความตายยิ่ง
คิดได้ดังนั้นหานเจวี๋ยก็ผสานวิญญาณของซูฉีเข้ากับปราณเทพมารของเทพมารมรณะ
เขารู้สึกกังวลยิ่งนักว่าซูฉีจะถูกมหามรรคของเทพมารมรณะบีบคั้นจนสิ้นชีพ เลยใช้พลังเวทของตนคุ้มกันดวงวิญญาณของอีกฝ่าย จากนั้นจึงค่อยๆ ผสานเข้าไป
เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีก
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า
แม้หานเจวี๋ยจะบรรลุระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์แล้วยังอดรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้ แม้ว่าเทพมารฟ้าบุพกาลจะเป็นเพียงร่างจำลอง แต่ก็มีพลังแข็งแกร่งยิ่งนัก อาจฉีกทึ้งซูฉีเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
เวลาผ่านไปสามสิบปีเต็ม หานเจวี๋ยรอจนกระทั่งซูฉีผสานรวมกับเทพมารมรณะ แต่ขั้นตอนการผสานรวมกลับเชื่องช้ายิ่งนัก ให้ความรู้สึกน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องแบ่งสมาธิทำสองอย่างพร้อมกัน กำกับควบคุมการผสานรวมของซูฉีไปด้วย ฝึกบำเพ็ญไปด้วย
ถึงอย่างไรก็ตึงเครียดมาสามสิบปี ตอนหลังหานเจวี๋ยถึงได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เขตเซียนร้อยคีรีค่อยๆ พัฒนาไป ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยเงาร่างสิ่งมีชีวิตที่ฝึกบำเพ็ญ มีเสียงต่อสู้กันแว่วอยู่ในอากาศเป็นครั้งคราว
มิใช่ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนสามารถเข้าใช้แบบจำลองการทดสอบได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงฝึกวิชาต่อสู้กันในโลกแห่งความจริง เผื่อศิษย์สืบทอดได้เห็น แล้วรับตนไปเป็นศิษย์
บางครั้งหากลงมือกันหนักเกินไป หานตั้วเทียนจะลงโทษอย่างหนักภายใต้การชี้แนะของหลี่เสวียนเอ้า ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในภายหน้าอีก
ลี่เหยามาขอเข้าพบหานเจวี๋ยอย่างกะทันหัน หานเจวี๋ยอนุญาตให้เข้ามาในอารามเต๋า
สาวน้อยคนนี้กำลังจะพิสูจน์ต้าหลัว!
รวดเร็วกว่าโจวฝานและเจียงอี้เสียอีก
นับว่าควรค่ากับการพากเพียรบำเพ็ญของนางแล้ว คนอื่นๆ รวมถึงโจวฝานและจ้าวเซวียนหยวน มักจะเข้าไปในแบบจำลองการทดสอบเป็นระยะๆ ทว่าลี่เหยาเก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ถึงขั้นที่ไม่เข้าร่วมงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษ มุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับมหามรรคต้นกำเนิด
“ข้าอยากสร้างมหามรรคแห่งกระบี่ของตนขึ้นจากมหามรรคต้นกำเนิด ท่านคิดเห็นเช่นใด” ลี่เหยาถาม
หานเจวี๋ยย้อนถาม “เจ้าชมชอบกระบี่จริงๆ น่ะหรือ”
พลังวิเศษที่หลี่เหยาฝึกฝนส่วนใหญ่เป็นพลังวิเศษมรรคกระบี่ แต่หานเจวี๋ยกลับรู้สึกว่านางมิได้ชมชอบวิถีกระบี่อย่างแท้จริง แต่ได้รับอิทธิพลมาจากการตระหนักรู้มรรคกระบี่เสียมากกว่า
เมื่อตระหนักรู้มรรคกระบี่ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ขนานแท้ ในจุดนี้แม้แต่หลี่เต้าคงก็เทียบไม่ติด หลี่เต้าคงถึงแม้จะเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนเซียน แต่ยังคงเจือปนวิถีทางอื่นด้วย ค่อนข้างซับซ้อน เพียงแต่วิถีกระบี่โดดเด่นมากกว่าเท่านั้น
ลี่เหยาเอ่ยว่า “ความชอบไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือข้ามีความมั่นใจ ข้าอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมรรคกระบี่”
แววตานางจริงจัง น้ำเสียงราบเรียบ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
เขาก็มิได้ชมชอบมรรคกระบี่อย่างแท้จริงเช่นกัน แต่สถานะหลักคือผู้บำเพ็ญกระบี่เท่านั้น
คนที่บำเพ็ญมรรควิถี ไม่สมควรใส่ใจกับความชอบจริงๆ ตราบใดที่มีประโยชน์ต่อตน ล้วนฝึกฝนได้ทั้งสิ้น
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าอยากรู้ว่ามรรคกระบี่ของเจ้าเป็นอย่างไร”
ลี่เหยาขมวดคิ้ว “พูดกันตามจริง ข้าไม่เคยใคร่ครวญดูเลย แต่ข้าอยากเป็นเช่นเดียวกับท่าน ปลิดชีพศัตรูได้ในดาบเดียว สำหรับข้า ผู้บำเพ็ญกระบี่ที่จำเป็นต้องสำแดงกระบวนท่าที่สองออกมา ล้วนไม่นับเป็นอันใดได้เลย”
“หนึ่งกระบี่พิฆาตศัตรู หนึ่งกระบี่เบิกฟ้า หนึ่งกระบี่สะบั้นมรรคา จัดการทุกคนที่ขวางข้าได้ภายในดาบเดียว”
ลี่เหยาเอ่ยด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา นางกล่าวต่อว่า “ข้าคิดว่าข้าค้นพบแล้ว นี่คือมรรคกระบี่ของข้า ท่านชี้แนะข้าได้หรือไม่”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างมีนัยยะ “เช่นนั้นสิ่งที่เจ้าควรแสวงหาคือพลังเวทของตน พลังวิเศษต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ยังต้องอาศัยพลังเวทมหาศาล ข้าจะแสดงธรรมแก่เจ้า เป็นแรงเกื้อหนุนให้เจ้า ส่วนจะบรรลุถึงระดับต้าหลัวเมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า”
ต้องกล่าวเลยว่า พรสวรรค์ด้านความเข้าใจของลี่เหยาแกร่งกล้าเหลือเกิน เพิ่งอายุสามหมื่นกว่าปีก็จะพิสูจน์ต้าหลัวแล้ว ช่างอาจหาญยิ่งนักโนlวลกูดอทคoม
คงมิใช่ว่ามีสูตรโกงอยู่กระมัง
หานเจวี๋ยนึกถึงดวงชะตาแต่กำเนิดของโจวฝานและฟางเหลียงที่แปรผันไป เช่นนั้นแล้วลี่เหยาจะแปรผันไปด้วยหรือไม่?
‘ข้าอยากทราบพื้นฐานรากเหง้าของลี่เหยา’ หานเจวี๋ยนึกเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ลี่เหยา: ระดับปฐมเทพขั้นหก บุตรแห่งฟ้าดิน ทายาทรุ่นหลังของอริยะ ถือกำเนิดพร้อมหงสาสวรรค์ แสวงโชคไปตามโลกมนุษย์ ฝึกบำเพ็ญเจ็ดร้อยปี สำเร็จเป็นมหายาน มีนิสัยระมัดระวังโดยกำเนิด รังเกียจการต่อสู้แย่งชิง ชมชอบการฝึกบำเพ็ญ]
หานเจวี๋ยหรี่ตาลง ก่อนหน้านี้ลี่เหยาเป็นทายาทรุ่นหลังของจักรพรรดิเซียน เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็นทายาทรุ่นหลังของอริยะได้เล่า
หรือว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จักรพรรดิเซียนผู้เป็นบรรพบุรุษของลี่เหยาจะพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เช่นนั้นมิใช่ว่าร้ายกาจกว่าหานเจวี๋ยอีกหรอกหรือ
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ข้าอยากรู้ว่าบรรพบุรุษของนางพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้อย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
ร่างชายชุดขาวผู้หนึ่งผุดขึ้นในหัวของหานเจวี๋ย รูปโฉมหล่อเหลาเปี่ยมบารมี ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด แทบจะเทียบเคียงกับหานเจวี๋ยได้เลย
[ลี่จื้อไจ้: อริยะเสรี มีร่างแยกต้นกำเนิดนับหมื่นนับพันท่องไปตามมรรคาสวรรค์ต่างๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากหมื่นโลกธุลีแดง ร่างจริงบ่มเพาะมรรคผลต้าหลัวเบิกฟ้า สำเร็จเป็นอริยะเสรี ตั้งอาณาเขตเต๋าอยู่ที่แดนเทพหวนปัจฉิม]
อริยะเสรี!
ฟังดูยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ช้าก่อน คนผู้นี้มีร่างแยกนับหมื่นนับพัน เช่นนั้นทายาทคงไม่ได้มีแค่ลี่เหยากระมัง
แล้วลี่เหยาอาศัยสิ่งใดถึงเลิศล้ำได้ขนาดนี้
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หัวคิ้วที่ขมวดแน่นคลายตัวออกอีกครั้ง
ก็ถูกแล้ว เพราะมีแค่ลี่เหยาที่ได้พบกับเขา ส่วนทายาทคนอื่นๆ ล้วนตายในมหาเคราะห์ครั้งก่อน
หานเจวี๋ยอดสะท้อนใจไม่ได้ นี่มันอะไรกัน
หนึ่งคนบรรลุธรรม สุนัขไก่พลอยโบยบินขึ้นฟ้าไปด้วย!
“เจ้าสำนัก”
เสียงของลี่เหยาขัดจังหวะความคิดของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างสงบว่า “ข้ากำลังทำนายชะตาให้เจ้า ดูว่ากระบี่เช่นไรที่เหมาะสมกับเจ้า”
ลี่เหยาพลันเกิดความนับถือ หานเจวี๋ยทำนายได้ขนาดนี้ ตบะคงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
หานเจวี๋ยแสดงธรรม เสียงธรรมทำให้ลี่เหยาจมจ่อมอยู่ในภวังค์
….
ฤดูใบไม้ผลิใบไม้ร่วงหมุนเวียนเปลี่ยนผัน วันเวลาเคลื่อนคล้อย
หนึ่งพันปีผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็จับแนวทางการพิสูจน์มรรคได้ พลังเวทเพิ่มพูนไปถึงจุดที่ไม่อาจเพิ่มไปมากกว่านี้ได้แล้ว แรงกรรมในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรยังคงล้นหลามยิ่ง ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น
ในระยะเวลาหนึ่งพันปี ซูฉีและเทพมารมรณะผสานรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ ไม่ต่อต้านกันอีก แต่เขายังคงอยู่ในสภาวะหลับใหล ไม่ฟื้นขึ้นมา คาดว่าคงเป็นเพราะเทพมารมรณะ ยังต้องใช้เวลาฟูมฟักต่ออีกสักระยะ
“ศิษย์หยางเทียนตง มาเยี่ยมคารวะอาจารย์ หวังว่าอาจารย์จะตอบรับ”
เสียงหนึ่งแว่วดังก้องฟ้าดิน ทันทีที่เหล่าศิษย์สืบทอดสำนักซ่อนเร้นได้ยินต่างก็ตะลึงงันไป
หยางเทียนตง
เขาตายไปแล้วมิใช่หรือ
หานเจวี๋ยลืมตา ใช้แบบจำลองการทดสอบสำรวจพื้นที่โดยรอบ ในไม่ช้าก็ระบุตัวหยางเทียนตง
[หยางเทียนตง: จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ พญายมแห่งเมืองนรก สายเลือดบรรพชนจอมเวท]
หืม?
สายเลือดบรรพชนจอมเวทเช่นนั้นหรือ
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว จักรพรรดินีผืนพิภพช่างลงทุนนัก ก่อนหน้านี้ถูหลิงเอ๋อร์ก็ได้รับสายเลือดบรรพชนจอมเวทไปแล้ว หยางเทียนตงจะได้รับอีกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่ยามนี้หยางเทียนตงกลับมาด้วยเรื่องใดกัน
หานเจวี๋ยใช้ระบบวิวัฒนาการดูเสียเลย
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ เขาก็เริ่มเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
ยมโลก ริมแม่น้ำปรโลก
จักรพรรดินีผืนพิภพยืนอยู่ริมแม่น้ำ โดยมีหยางเทียนตงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง
ที่นี่อีกแล้ว
หานเจวี๋ยพูดไม่ออก เหตุใดจักรพรรดินีผืนพิภพถึงเอาแต่เลือกแม่น้ำปรโลกเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรื่องราว วางแผนลับกันอย่างประเจิดประเจ้อเช่นนี้
ขอฟังดูหน่อยเถอะว่าพวกเขาจะพูดอะไร!
หยางเทียนตงเป็นฝ่ายเอ่ยปากคนแรก “ไม่ทราบว่าองค์จักรพรรดินีเรียกข้ามา มีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
จักรพรรดินีผืนพิภพกล่าวว่า “ช่วงนี้สำนักซ่อนเร้นเผชิญวิกฤต เจ้าจงเป็นตัวแทนเมืองนรกไปแสดงความห่วงใยสักหน่อย ไม่ต้องกลัวว่ากลุ่มอิทธิพลอื่นจะคิดเช่นไร”
ฟังจบ หยางเทียนตงก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก “ขอบพระคุณมากๆ ขอรับองค์จักรพรรดินี!”
แม้ว่าจะกลับชาติมาเกิดหลายครั้ง แต่เขาก็ยังจดจำได้เสมอว่าตนคือศิษย์เอกสำนักซ่อนเร้น
“การไปเยือนสำนักซ่อนเร้นครั้งนี้สำคัญมาก อย่าได้ทำตัวเสียมารยาท อาจารย์ของเจ้าคอยปกป้องข้ามาตลอด แม้จะถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เมืองนรกก็ต้องแสดงความจริงใจต่อสำนักซ่อนเร้นในยามที่ถูกอริยชนปองร้าย เท่านี้ก็สามารถอธิบายได้หมดทุกอย่างแล้ว เจ้าจะบอกกับอาจารย์ของเจ้าด้วยก็ได้ว่า การต่อสู้กับสำนักอริยะเพียงลำพัง ไม่ใช่เรื่องที่ดี” จักรพรรดินีผืนพิภพพูดเสียงแผ่ว
นางยกมือขวาขึ้น ในมือมีต้นไม้ขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะมีตำลึงทองงอกอยู่เต็มต้น สีทองอร่ามสุกสกาว
หยางเทียนตงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “สิ่งนี้คือ…”
“นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฟ้าประทาน สามารถให้กำเนิดปราณฟ้าประทานได้ มอบให้เป็นของกำนัล”
“ขอบพระคุณขอรับองค์จักรพรรดินี”
สีหน้าของหยางเทียนตงเป็นสุขยิ่ง แบบนี้เขาจะได้สู้หน้าหานเจวี๋ยที่ไม่ได้พบกันนานได้อย่างภาคภูมิยิ่งขึ้น
ภาพลวงตาวิวัฒนาการสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาคลายคิ้วออก
บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง
หานเจวี๋ยนเคลื่อนย้ายตัวหยางเทียนตงเข้ามาในอาณาเขตเต๋า มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของอารามเต๋า
หยางเทียนตงรู้สึกว่าเพียงชั่วพริบตาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อทอดสายตาไปยังต้นฝูซังที่อยู่ไม่ไกล เขาก็อดรู้สึกงุนงงไม่ได้
“สูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร…”
ความทรงจำที่ผ่านมาพุ่งเข้ามาเหมือนน้ำพุที่ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า ทำให้เขารู้สึกอาวรณ์เหลือแสน
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ประตูของอารามเต๋า เขาคุกเข่าลงกับพื้นและเอ่ยขึ้น “ศิษย์ไม่รักดีมาขอคารวะท่านอาจารย์ หวังว่าอาจารย์จะจดจำศิษย์คนนี้ได้”
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบกลับ
ในตอนนี้เอง หลี่เต้าคง เต้าจื้อจุน สวินฉางอัน มู่หรงฉี่ และศิษย์สำนักซ่อนเร้นคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามารุมล้อม
พวกเขามองไปที่หยางเทียนตงด้วยสายตาที่ต่างกันไป
หยางเทียนตงเปลี่ยนไปจากอดีตลิบลับ แม้ว่าใบหน้าจะยังมีเค้าโครงคล้ายกับชาติก่อน ทว่าลักษณะท่าทาง รัศมีกลับเหมือนพญายม ไว้เครายาว สวมเสื้อคลุมยาวปักลายอักขระ ทั่วทั้งตัวแผ่รังสีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
“เจ้ากลายเป็นพญายมไปแล้วหรือ” ฉู่ซื่อเหรินถามด้วยความประหลาดใจ
พญายม!
เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างมองหน้ากันไปมา
หลี่เต้าคงหรี่ตาพร้อมกล่าว “ไม่ใช่แค่พญายมเท่านั้น เขายังซุกซ่อนพลังอันแข็งแกร่งคล้ายกับเผ่าจอมเวทไว้ในกายเนื้อด้วย”
คนอื่นๆ เริ่มมองสำรวจหยางเทียนตงตามคำพูดของหลี่เต้าคง
หยางเทียนตงรู้สึกอึดอัดและตกใจเป็นอย่างมาก
เมื่อกวาดตามองออกไป เขาก็รู้สึกว่าทุกคนล้วนแข็งแกร่งกว่าเขากันหมด มีหลายคนที่เขาไม่รู้จักรวมอยู่ด้วย
เขาเป็นถึงจักรพรรดิเซียนเชียวนะ!
หรือว่าเขาจะมาผิดที่กัน?
หยางเทียนตงหันไปเห็นสวินฉางอันและไก่คุกรัตติกาล ก็พลันรู้ทันทีว่าตนไม่ได้มาผิดที่
อาจจะกล่าวได้ว่า ภายในระยะเวลาสามหมื่นปีที่ผ่านมา สำนักซ่อนเร้นเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ในขณะนี้เอง เสียงของหานเจวี๋ยก็ลอยออกมา
“ที่มาในวันนี้ เจ้าคิดจะกลับมาอยู่ในสำนักซ่อนเร้น หรือมีใครสั่งให้เจ้ามา”
เมื่อได้ยินเสียง หยางเทียนตงก็พลันรู้สึกตื้นตัน ได้ฟังเสียงของหานเจวี๋ยอีกครั้งทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากจนน้ำตาคลอเบ้า
วัฏจักรมีขึ้นมีลง โลกมนุษย์ผันผวนวกวน สิ่งที่เขาคิดถึงที่สุดก็คือหานเจวี๋ย คือสำนักซ่อนเร้น คือเขาเพียรบำเพ็ญเซียนโน!วลกูดoทคอม
หยางเทียนตงตอบกลับทันควัน “แน่นอนว่าต้องกลับมาอยู่ที่สำนักซ่อนเร้นสิขอรับ!”
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นหลุดปากออกไป เขาก็รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
ความจริงแล้ว เขาได้รับมอบหมายมาจากผู้อื่น และเขายังต้องกลับไปยังยมโลกหลังจากนี้ด้วย
หยางเทียนตงเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “อาจารย์ ข้าขอพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
ไก่คุกรัตติกาลตะโกนลั่น “ตามลำพังหรือ เจ้าคิดจะหักหลังและสังหารนายท่านทิ้งหรือ”
สายตาของคนอื่นๆ ที่มองมายังหยางเทียนตงไม่เป็นมิตรอีกต่อไป
แม้แต่ศิษย์รุ่นเก่าที่รู้จักหยางเทียนตง ยังอดคิดไม่ได้ว่าหยางเทียนตงกำลังทำตัวผิดปกติ
เหตุผลหลักคือเกิดความเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
หานเจวี๋ยนำตัวหยางเทียนตงเข้ามาในอารามเต๋าทันที ขณะเดียวกันก็เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้ายังไม่รีบไปฝึกบำเพ็ญอีก!”
เหล่าศิษย์ตกใจจนต้องแยกย้ายกันไปในทันที
ไม่กี่วันต่อมา
หยางเทียนตงปรากฏตัวนอกเขตเซียนร้อยคีรี เขาลอยคว้างอยู่กลางอากาศด้วยความงุนงง
เขานึกย้อนถึงบทสนทนาที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ตลอด
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของหานเจวี๋ยเลย
เรื่องที่จักรพรรดินีผืนพิภพมอบหมายมา เขาก็พูดออกไปทั้งหมดแล้ว หานเจวี๋ยเองก็รับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนราบรื่นดี
เพียงแต่ในตอนที่หยางเทียนตงนึกย้อนกลับไป เขตเซียนร้อยคีรีช่างดูลึกลับ ห่างไกล ราวกับว่าจะไม่มีวันเข้าถึงได้
หัวใจของหยางเทียนตงเต็มไปด้วยความเสียใจ
บางที…
เขาไม่ควรเลือกที่จะเป็นพญายม…
แต่ในตอนนั้นเขาทำได้เพียงเลือกทางสายนี้
หยางเทียนตงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตัดสินใจว่าจากนี้ไปเขาจะคอยดูแลศิษย์สำนักซ่อนเร้นจากยมโลกให้ดียิ่งขึ้น เพื่อแลกกับความไว้วางใจของหานเจวี๋ย
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาปลูกไว้ใต้ต้นฝูซัง ผลของเจ้าสิ่งนี้ช่วยยืดอายุขัยให้ยืนยาวได้ ถือเป็นสมบัติชั้นดีชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากมอบหมายให้ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น เจ้าใหญ่ เจ้ารองช่วยกันดูแล เขาก็กลับไปยังอารามเต๋าอีกครั้ง
สำหรับหยางเทียนตงนั้น ใช่ว่าหานเจวี๋ยจะไม่ไว้ใจเขาเลย ตรงกันข้าม เขาสนับสนุนที่หยางเทียนตงได้เป็นพญายม ซึ่งจะมีตำแหน่งเทียบเท่ากับดวงตาข้างหนึ่งของยมโลกในอนาคต
มุมมองของหานเจวี๋ยที่มีต่อจักรพรรดินีผืนพิภพเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากภาพลวงตาวิวัฒนาการ
จักรพรรดินีผืนพิภพอาจจะมีแผนการที่วางไว้สำหรับเผ่าเอกา แต่นั่นก็เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ทั่วไป ลองมาคิดดูดีๆ แล้ว จักรพรรดินีผืนพิภพไม่เคยทำให้หานเจวี๋ยต้องเจ็บช้ำน้ำใจเลย
บางครั้งการมองทะลุจิตใจของผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะทำให้คิดมากได้ง่าย
หานเจวี๋ยเลิกฟุ้งซ่าน แล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
…
สองร้อยปีต่อมา
นิมิตประหลาดปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือเขตเซียนร้อยคีรี ฝนสีทองตกลงมายังโลกมนุษย์ ปักษาเซียนโผบินขึ้นไปยังท้องนภา ไอเซียนลอยล่องขึ้นสูงราวกับเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้า
นิมิตประหลาดดังกล่าวนำมาสู่การถกเถียงกันภายในสำนักซ่อนเร้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้วนี่”
“ท่าทางอริยะตั้งใจจะล่อลวงพวกเราให้ออกไป”
“ไร้สาระ ฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ”
“อริยะเคยกล่าวว่าจะทำลายล้างสำนักซ่อนเร้นของเราไม่ใช่หรือ”
“ฮ่าๆๆ ใครมันจะบุกเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรีได้”
เมื่อมองขึ้นไปเห็นนิมิตประหลาดบนฟากฟ้า ศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็พากันพูดคุยขำขันกันยกใหญ่ รวมถึงศิษย์ในนามด้วย
นับตั้งแต่เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยประกาศว่าจะทำลายล้างสำนักซ่อนเร้น แต่สุดท้ายสำนักซ่อนเร้นก็ยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ถือเป็นการตบหน้าอริยะอย่างแรงแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ความสมัครสามัคคีภายในสำนักซ่อนเร้นเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ศิษย์ในนามเองก็ยังคิดว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งยิ่งกว่าอริยะ
หานเจวี๋ยสังเกตนิมิตบนท้องฟ้า อดที่จะนับนิ้วทำนายดูไม่ได้
ตัวเขาเองเป็นครึ่งอริยะ มีความหยั่งรู้ในผลกรรมระดับหนึ่ง ทว่าเขายังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง จึงไม่อาจเข้าใจทุกอย่างได้อย่างถ่องแท้เท่ากับระบบ
แต่ครั้งนี้หานเจวี๋ยตั้งใจว่าจะคำนวณให้รู้แจ้งด้วยตนเอง
บนชั้นฟ้าที่สิบสาม มีนางสวรรค์กลุ่มหนึ่งถือตะกร้าไว้ในมือ ประพรมน้ำสีทอง ตกลงมาเป็นสายฝน ชโลมโลกมนุษย์
หานเจวี๋ยนึกสงสัยว่านางสวรรค์เหล่านี้คิดจะทำอะไร
เขาหรี่ตาลง เพ่งมองทะลุชั้นฟ้าที่สิบสามขึ้นไป
ทันใดนั้นเอง!
หานเจวี๋ยพลันพบว่านางสวรรค์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปีศาจและภูติผีในผิวหนังมนุษย์ แต่ละตนน่าเกลียดน่ากลัว อยู่ในอิริยาบถที่แตกต่างกันออกไป
นี่มันอะไรกันเนี่ย
[ตรวจสอบพบว่ามารสวรรค์รุกราน กระแสแรงกุศลมรรคาสวรรค์ครั้งแรกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที ทำลายมารสวรรค์ ช่วงชิงแรงกุศลมรรคาสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม ไม่เข้าร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงมรรคาสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ