501-505

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 501ถึง505

“เทพเจ้าที่ เผ่าสวรรค์เช่นนั้นหรือ”

หานตั้วเทียนขมวดคิ้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนไปนิดขณะพึมพำกับตัวเอง

ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มิผิด เป็นเทพเจ้าที่ที่เผ่าสวรรค์ส่งมาวันนี้ ข้ามายังเขตเซียนร้อยคีรี นับเป็นมงคลของพวกเจ้า”

มงคล?

หานตั้วเทียนพลันเดือดดาล ร้องด่า “แม่เจ้าสิ เจ้าคู่ควรอย่างนั้นหรือ”

ความทรงจำด้านภาษาของเขามาจากหานเจวี๋ย คำพูดคำจาก็เหมือนหานเจวี๋ย ด่าแม่แทนด่าว่ามารดา

สาเหตุที่เมื่อครู่เขามีความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า เป็นเพราะเขาไม่เคยได้ยินเรื่องเผ่าสวรรค์มาก่อน

สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ล้วนไม่รู้จักเผ่าสวรรค์อันยิ่งใหญ่ ส่วนศิษย์ในสำนักซ่อนเร้นที่รู้จักเผ่าสวรรค์ก็มีลำดับอาวุโสสูงกว่าหานตั้วเทียนมากนัก ต่างคร้านจะสนใจเขา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการเล่าเรื่องแดนเซียนในปัจจุบันให้เขาฟังเลย

เทพเจ้าที่ตะลึงงัน ไม่คิดว่าจู่ๆ หานตั้วเทียนจะฉีกหน้ากัน

จากนั้น ใบหน้าชราของเขาพลันแดงก่ำ ชี้หน้าหานตั้วเทียน เอ่ยเสียงสั่นว่า “เจ้า…จองหอง!”

หานเจวี๋ยร้องด่า “รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ! เจ้ามีคุณสมบัติพอจะเสริมมงคลให้สำนักซ่อนเร้นของพวกเราหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้าเรียกคนอื่นมาได้”

เทพเจ้าที่โมโหจนตัวสั่นไปหมด แต่เขากลัวหานตั้วเทียนจะเรียกคนอื่นมาจริงๆ ชื่อเสียงด้านความดุร้ายของสำนักซ่อนเร้นแพร่ไปทั่ว หากไม่ได้รับคำสั่งจากเผ่าสวรรค์ เขาคงไม่กล้ามา

เขากระทืบเท้า มุดลงดินหายลับไป

หานตั้วเทียนแค่นเสียงหยัน ไม่แยแสแม้แต่น้อย

….

เรื่องเทพเจ้าที่ หานตั้วเทียนไม่ได้แพร่งพรายต่อภายในสำนักซ่อนเร้นเลย เหล่าศิษย์ล้วนไม่ทราบเรื่องนี้

หานเจวี๋ยยังอยู่ระหว่างปิดด่านบำเพ็ญอย่างไม่มีกำหนด

นับตั้งแต่บรรลุระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ หานเจวี๋ยก็มีความกระตือรือร้นต่อการบำเพ็ญอย่างเต็มเปี่ยม

เขาต้องการบรรลุเป็นอริยะให้ได้ในเร็ววัน!

วันเวลาเคลื่อนคล้อย ชีวิตผกผัน มองย้อนกลับไป ทุกสิ่งเสมือนชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

หนึ่งพันห้าร้อยปีผ่านไป

หานเจวี๋ยยังคงอยู่ห่างไกลจากการพิสูจน์มรรค แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นมากนัก

ในวันนี้ หานเจวี๋ยได้เผยแพร่มหามรรคต่อสำนักซ่อนเร้นเสร็จสิ้นไปอีกครั้ง

ผ่านการสดับฟังธรรมมามากมายหลายครั้งขนาดนี้ ในสภาวะที่สำนักซ่อนเร้นมิได้มีการขยายตัวขึ้น ศิษย์ทั้งหมดล้วนก้าวเดินบนเส้นทางแห่งมหามรรคต้นกำเนิดแล้ว

มหามรรคต้นกำเนิดรวบรวมพลังอันยิ่งใหญ่ไว้ แม้แต่หลี่เต้าคงที่เป็นครึ่งอริยะแล้วก็เข้าถึงมรรคอย่างง่ายดายเช่นกัน เมื่อมรรคผลผ่านการฝึกบำเพ็ญเป็นระยะเวลาหลายปีเช่นนี้ ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นมรรคผลแห่งมหามรรคต้นกำเนิดแล้ว

ศิษย์ที่หานเจวี๋ยคาดหวังที่สุดในตอนนี้ก็คือหลี่เต้าคง ความคาดหวังที่มีต่อเขามากกว่าที่มีต่อเต้าจื้อจุน ลี่เหยาและพวกจ้าวเซวียนหยวน

แน่นอน ความคิดนี้ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของเขาเท่านั้น ไม่อาจพูดออกไปได้

ท่าทีของเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับศิษย์ทุกคน!

ขณะที่หานเจวี๋ยเตรียมจะกลับไปยังอารามเต๋า พลันสัมผัสถึงบางสิ่งได้ ตวัดมือคราหนึ่ง คว้าจับดวงจิตประหลาดที่อยู่นอกอาณาเขตเต๋าผ่านทางอากาศ

ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ ดวงจิตประหลาดดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยจริงๆ

หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าพลังที่สถิตในตัวมันเพียงพอจะทำลายล้างครึ่งอริยะธรรมดาทั่วไปได้

เจ้าสิ่งนี้ทำอะไรมากันแน่

เมื่อดวงจิตประหลาดได้พบหานเจวี๋ยอีกครั้งก็ดูตื่นเต้นลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด เกาะติดอยู่บนร่างเขา กระเด้งไปมาไม่หยุด

หานเจวี๋ยเล่นเป็นเพื่อนมันอยู่สักพัก ถึงได้ปล่อยให้มันไปตามทางของตัวเอง

ตอนนี้ดวงจิตประหลาดควบคุมพลังในร่างได้แล้ว ไม่มีทางส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในสำนักซ่อนเร้นอีก

เพิ่งกลับถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยยังไม่ทันนั่งสมาธิ ก็ได้รับแจ้งเตือนขอเข้าฝันจากอริยะ

[เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ไม่สน!

ข้าจะรอดูสิว่าเจ้าจะร้อนรนเท่ามหาจักรพรรดิเซียวกับฉิวซีไหลหรือไม่

หานเจวี๋ยคิดในใจ จากนั้นก็นั่งสมาธิ เริ่มฝึกบำเพ็ญ

เป็นไปตามคาด อริยะทั้งหมดมิได้หน้าหนาเช่นเดียวกับฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขอเข้าฝันเพียงครั้งเดียวก็เลิกราไป

หลายเดือนต่อมา

[ฟางเหลียงต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ฟางเหลียงหรือ

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ท่าทางแปลกใจ

ก่อนหน้านี้ล้วนมีแต่อริยะมาเข้าฝันเขา ฟางเหลียงเรียนรู้ทักษะนี้ตั้งแต่เมื่อไร

คิดไปคิดมา หานเจวี๋ยก็เลือกยอมรับ

เมื่อเข้าสู่แดนความฝัน หานเจวี๋ยสัมผัสถึงโครงสร้างของฉากฝันได้อย่างชัดเจน เปราะบางอย่างยิ่ง เพียงเขาคิดก็สามารถทำลายความฝันได้แล้ว

ฟางเหลียงยังคงอ่อนแอนัก

ฉากความฝันคือพระราชวังเทียมเมฆา เมื่อฟางเหลียงเห็นหานเจวี๋ยก็เดินเข้ามาคารวะทันที

หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราที่อยู่ด้านหลังหานเจวี๋ยแผ่แสงเทพออกมา ทำให้ฟางเหลียงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา

ฟางเหลียงเอ่ยขึ้นว่า “เหตุผลที่มารบกวนอาจารย์ปู่ในครั้งนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญบางประการ”

หานเจวี๋ยตอบรับ “โอ้”

“จี้เซียนเสินถูกลอยแพ ยามนี้เผ่าสวรรค์เปลี่ยนผู้นำคนใหม่อย่างลับๆ แล้ว เมื่อพันกว่าปีก่อน เผ่าสวรรค์ส่งเทพเจ้าที่มายังเขตเซียนร้อยคีรี ผลคือถูกทำให้อับอาย ระยะนี้เผ่าสวรรค์เตรียมจัดการกับเขตเซียนร้อยคีรีอยู่ จี้เซียนเสินให้ข้านำเรื่องนี้มาแจ้งต่อท่านขอรับ”

“เท่านี้หรือ”

หานเจวี๋ยไม่แยแส

เขานับอริยะเป็นศัตรูของเขาได้แล้ว ไยพวกหมาแมวยังกล้ามาหาเรื่องเขาอีก

มิใช่ว่าหานเจวี๋ยหลงลำพองตน เพียงแต่เขามีพลังระดับนี้จริงๆ!

ฟางเหลียงเอ่ยว่า “อาจารย์ปู่ อย่าประมาทเล่า เผ่าสวรรค์มัจฉามังกรปะปนกัน เชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลมากมายเหลือเกิน มิใช่เพียงเท่านี้ ระยะนี้เผ่ามนุษย์ก็มีคนคอยโหมกระพือข่าวลือของสำนักซ่อนเร้นอยู่ บอกว่าสำนักซ่อนเร้นเคยทำร้ายเผ่ามนุษย์ ดูเหมือนต้องการจะป้ายสีสำนักซ่อนเร้นให้กลายเป็นเผ่ามาร”

หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าวตอบ “เจ้าไม่ต้องห่วงสำนักซ่อนเร้นหรอก เจ้าจากไปนานเกินไป ไม่ทราบถึงสถานการณ์ในสำนักซ่อนเร้น”

ฟางเหลียงได้ฟังจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ขอบังอาจถามว่าสำนักซ่อนเร้นมีระดับเทพอยู่กี่ท่าน”

ปัจจุบันนี้ฟางเหลียงเป็นตัวตนระดับเทพแล้ว หากมิใช่เพราะวังสวรรค์ปราชัยในมหาเคราะห์ ตบะของเขาคงไม่หยุดนิ่งโuเวลกูดoทคoม

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตอบเพียงว่า “มากกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้”

ดีร้ายอย่างไรฟางเหลียงก็มาจากสำนักซ่อนเร้น ก่อนหน้านี้ก็เคยให้ความช่วยเหลือศิษย์สำนักซ่อนเร้นที่วังสวรรค์อยู่หลายครั้ง หานเจวี๋ยยังคงหวังให้เขากลับตัวเปลี่ยนหนทาง กลับมาบำเพ็ญที่สำนักซ่อนเร้น

แม้ฟางเหลียงจะเป็นผู้สืบทอดของบรรพชนเต๋า แต่โจวฝานก็มีร่างจำลองของอริยะเจ็ดวิถีเช่นกัน หานเจวี๋ยไม่กริ่งเกรงที่จะรับผู้มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่เข้าสู่สำนักซ่อนเร้น

ขอเพียงมิใช่อริยะมาด้วยตัวเองก็พอ!

ฟางเหลียงเงียบไป

จิตใจเขาเศร้าหมอง สองมือกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ

เขาอยากขอกลับสู่สำนักซ่อนเร้นยิ่งนัก แต่คำพูดนี้เสมือนติดอยู่ในลำคอ ยากจะเอื้อนเอ่ยออกไป

หานเจวี๋ยไม่ทราบว่าเขากังวลสิ่งใดอยู่ เอ่ยวาจาแฝงความนัยว่า “ขอเพียงเจ้าอยากกลับมา ก็กลับมาได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงปัญหาใดๆ แต่อย่าได้รอจนถึงวันที่เจ้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสำนักซ่อนเร้นแล้วถึงคิดจะกลับมา เมื่อถึงเวลานั้น อย่ากล่าวโทษว่าอาจารย์ปู่ใจดำเลย”

ฟางเหลียงสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เขารู้ดีว่าหานเจวี๋ยไม่ได้ล้อเล่น

หานเจวี๋ยดีต่อเขายิ่งนัก แต่หานเจวี๋ยไม่เคยใจอ่อนเหลือเยื่อใย

นึกถึงหนหลังครั้งอยู่ในโลกมนุษย์ หานเจวี๋ยเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดากลับหาญกล้าท้าทายวังสวรรค์

หานเจวี๋ยในปัจจุบันย่อมไม่กริ่งเกรงต่ออริยะ!

ฟางเหลียงตกอยู่ในการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และสวรรค์

หานเจวี๋ยพลันโบกมือ สลายฉากความฝัน ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว

“ถ้ายังไม่กลับอีก จะไม่มีผู้ใดในสำนักซ่อนเร้นจดจำเจ้าแล้ว”

….

จิตรับรู้กลับสู่อารามเต๋า หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อ

ฟางเหลียงจะกลับมาหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา

สิ่งที่ทำได้หานเจวี๋ยก็ทำไปแล้ว เขาไม่มีทางบังคับให้ฟางเหลียงกลับมา หากทำเช่นนั้น สรุปแล้วเขาเป็นอาจารย์ปู่หรือเป็นบิดากันแน่เล่า

ในวันเดียวกัน

หลี่เสวียนเอ้ามาขอเข้าพบหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในอารามเต๋า

หลี่เสวียนเอ้าก้าวมาหยุดตรงหน้าหานเจวี๋ย ค้อมกายคารวะ เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก ข้าอยากรับศิษย์สักคน เป็นวานรแขนยักษ์หนึ่งในสี่วานรวิปโยค พรสวรรค์เลิศล้ำ ข้ามั่นใจว่าจะสั่งสอนมันให้สำเร็จเป็นต้าหลัวได้ ถึงขั้นที่อาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น”

“ใช่แล้ว เจ้าสำนัก เบื้องหลังของวารนรแขนยักษ์อาจยังมีกลุ่มเผ่าพันธุ์วานรแขนยักษ์ทั้งฝูงอยู่ ข้ามีความคิดอาจหาญอย่างหนึ่งขอรับ”

วานรแขนยักษ์หรือ

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตำนานไซอิ๋ว ไม่ใช่แค่ตำนานไซอิ๋ว ในเรื่องห้องสินก็มีวานรแขนยักษ์อยู่ด้วยเช่นกัน

เผ่าพันธุ์วานรแขนยักษ์!

ตำนานที่เล่าขานถึงสี่วานรวิปโยคมีมากมายจริงๆ หานเจวี๋ยไม่นึกคลางแคลงในคุณสมบัติของสี่วานรวิปโยค แต่เขาไม่คิดเลยว่าวานรแขนยักษ์จะมีฝูงด้วย

หานเจวี๋ยหรี่ตาถาม “เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร”

หลี่เสวียนเอ้าปรับอารมณ์ กล่าวอธิบาย “รับวานรแขนยักษ์เข้าสำนักซ่อนเร้นโดยตรง ไม่มีเหตุผลอันใดมากนัก พวกเราจำเป็นต้องมีกองกำลังลับๆ อยู่ด้านนอกบ้าง นิกายเหรินเองก็เป็นเช่นนี้ ล้วนมีเขี้ยวเล็บของตนแฝงอยู่ในแทบทุกเผ่าพันธุ์ ฉากหน้ามีเพียงข้าและศิษย์พี่ เมื่อมหาเคราะห์เปิดฉากขึ้น แม้ข้ากับศิษย์พี่จะเข้าสู่เคราะห์ สรรพสิ่งล้วนไม่คิดว่านิกายเหรินจะคุกคามกลุ่มมหาอิทธิพลมรรคาสวรรค์ได้ แต่ความจริงแล้วในเผ่าสวรรค์มีผู้บำเพ็ญนิกายเหรินอยู่มากที่สุด ในหมู่อริยะ นิกายเหรินนับว่ามีชัยสูงสุด”

หานเจวี๋ยเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นเลย แต่หากเหล่าศิษย์อยากหาอะไรทำบ้างก็ย่อมได้

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย เอ่ยไปว่า “เลือกรับวานรแขนยักษ์สักตัวเข้าสำนักเถอะ จากนั้นเจ้าจะหว่านล้อมเขาอย่างไรก็ตามแต่เจ้าเถอะ”

หลี่เสวียนเอ้าปรีดายิ่ง รีบคารวะแล้วหันหลังจากไป

หานเจวี๋ยไม่ห่วงว่าเขาจะเล่นเล่ห์แม้แต่น้อย ถึงอย่างไรก็มีค่าความประทับใจถึงหกดาว อีกอย่างเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดแล้ว ถูกผูกมัดไว้บนเรือลำเดียวกับหานเจวี๋ย

….

เจ็ดสิบสี่ปีต่อมา

ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่

“ข้าคือเทพสงครามแห่งเผ่าสวรรค์ แม่ทัพเทพสวรรค์ ขอเชิญชวนสรรพสิ่งในแดนเซียนมาสมัครเทพเซียนแห่งเผ่าสวรรค์ บุกเบิกปวงสวรรค์หมื่นโลกา ผู้ใดก็ตามที่บรรลุถึงระดับเซียนทองไท่อี่ ให้มาพบข้า ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม เพื่อรับตำแหน่งเซียน!”

เสียงนี้ดังกระหึ่มไปทั่วแดน เสียงดังดุจเสียงฟ้าร้อง

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ท่าทางแปลกใจนัก

เผ่าสวรรค์รับสมัครเทพเซียน!

นี่ถือเป็นการบีบคั้นวังสวรรค์ไปสู่ความตาย!

หลังจากนี้เป็นต้นไป สรรพสิ่งต่างจะคิดว่าเผ่าสวรรค์คือตัวแทนของเทพเซียน เช่นนั้นวังสวรรค์จะมีประโยชน์ใดเล่า

รอจนกระทั่งเทพเซียนของวังสวรรค์ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เหลือเพียงฟางเหลียงหัวเดียวกระเทียมลีบ เกรงว่ายามนั้นคงเป็นวันตายของฟางเหลียง

หานเจวี๋ยอดนึกถึงจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้

จักรพรรดิสวรรค์เคยฝากฝังเขาไว้ ให้เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อวังสวรรค์เผชิญความลำบาก

แต่ตอนนี้วังสวรรค์ยังมิใช่ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของวังสวรรค์ และหานเจวี๋ยก็ไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายก่อนที่จะพิสูจน์มรรคสำเร็จ

“พวกเจ้าเล่นละครกันต่อไปเถอะ รอจนผู้เฒ่าพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ จะคิดบัญชีทั้งหมดในคราวเดียว!”

หานเจวี๋ยบ่นฮึดฮัด เผ่าสวรรค์คิดจะเล่นงานเขา ยามนี้ยังวางแผนเล่นงานวังสวรรค์อีก วันหน้าต้องจัดการให้สาสม

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงเซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรคนแรกของตนขึ้นมา นางก็อยู่ในเผ่าสวรรค์เช่นกัน

เขาพลันเกิดความคิดหนึ่ง จึงสำแดงความฝันอันธการไปเข้าฝันเซวียนฉิงจวิน

ทั้งสองคนเข้าสู่แดนความฝันทันที

เขาเขียวธารใส นภาครามเมฆขาว กลางป่าเขาสายลมบริสุทธิ์พัดโชย ปลอบประโลมจิตใจคน

หานเจวี๋ยได้พบเซวียนฉิงจวินอีกครั้ง เทียบกับเมื่อสองหมื่นปีก่อน นางเปลี่ยนไปมากนัก สวมชุดกระโปรงสีม่วง บุคลิกงามสง่า ใบหน้าเฉิดฉันดูเยือกเย็นยิ่ง แววตาหยิ่งผยอง

หวนนึกถึงตอนพบกันครั้งแรก เซวียนฉิงจวินปลอมตัวอยู่ในรูปโฉมธรรมดาสามัญ

เมื่อเซวียนฉิงจวินเห็นหานเจวี๋ย อดไม่ได้ที่จะนึกระแวง แสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราบดบังหน้าตาของหานเจวี๋ยไว้ ทำให้นางไม่อาจมองให้ชัดได้

นางกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ จู่ๆ ก็ถูกดึงเข้าสู่แดนความฝัน ทำให้นางตื่นตัวตามสัญชาตญาณ

จากนั้นคล้ายนางจะนึกอะไรได้ เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “หานเจวี๋ยหรือ”

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้สบายดีหรือไม่”

ครั้งก่อนที่พบหน้ากันในแดนความฝัน ก็ผ่านมานับหมื่นปีแล้วเช่นกัน

พออายุมากขึ้น เมื่อได้พบคนคุ้นเคย มักจะรู้สึกปลงอนิจจังอย่างไม่อาจเลี่ยง

เหตุผลหลักเป็นเพราะชีวิตนี้หานเจวี๋ยมีคนรู้จักไม่มากนัก หากตายไปหนึ่งคนก็ลดน้อยลงหนึ่งคน

เซวียนฉิงจวินยิ้มออกมา พินิจดูหานเจวี๋ยกล่าวว่า “ข้าสบายดี ดูเหมือนเจ้าก็สบายดีเช่นกัน สำนักซ่อนเร้นคงเป็นสำนักที่เจ้าก่อตั้งขึ้นกระมัง”

หานเจวี๋ยก็ไม่รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ฐานะของเขาปกปิดไว้ไม่อยู่มานานแล้ว โดยเฉพาะกับคนที่รู้จักเขาดี

“ถูกต้อง ยามนี้ความเป็นอยู่ของเจ้าในเผ่าสวรรค์เป็นอย่างไรบ้าง”

หานเจวี๋ยสอบถาม เมื่อครั้งอดีตเซวียนฉิงจวินเคยมอบทรัพยากรในการบำเพ็ญให้เขา เรื่องนี้เขาจดจำไว้เสมอมา

เซวียนฉิงจวินตอบ “มีตำแหน่งเป็นเทพ แต่ก็เป็นเพียงกลยุทธ์กวนน้ำจับปลาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ใช่แล้ว ระยะนี้เผ่าสวรรค์กำลังจะพุ่งเป้าไปที่เขตเซียนร้อยคีรี เจ้าระวังตัวด้วย”

หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “ข้าทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้มาพบเจ้านานยิ่ง หากเจ้าอยู่ที่เผ่าสวรรค์แล้วไม่มีความสุข ก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ส่วนแผนการของเผ่าสวรรค์ แม้กระทั่งครึ่งอริยะเผ่ามนุษย์ยังบุกเข้ามาในเขตของข้าไม่ได้ เผ่าสวรรค์ก็ไม่มีทางทำได้เช่นกัน”

เซวียนฉิงจวินตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ ข้ายินดีเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น”

ง่ายๆ เช่นนี้เลยหรือ

หานเจวี๋ยตะลึงไปเล็กน้อย

เซวียนฉิงจวินเอ่ยว่า “ข้าชอบบรรยากาศของสำนักซ่อนเร้น ที่แต่ก่อนไม่เห็นด้วย สาเหตุหลักเป็นเพราะต้องการแย่งชิงดวงชะตา ยามนี้ดวงชะตาก็ได้มาแล้ว เจ้าให้ข้าเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ข้าย่อมยินดี แต่ก่อนจะไปข้าอยากนำสิ่งหนึ่งมาให้เจ้า”

“สิ่งใดกัน”

“เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง เจ้าต้องประหลาดใจแน่นอน”

“ได้”

หานเจวี๋ยยิ้มรับ ทว่าในใจมิได้นำพาเลย

อะไรกัน

เจ้าจะเอาปราณม่วงอนธการมาให้ข้าหรือไร

หานเจวี๋ยเริ่มรำลึกความหลังกับเซวียนฉิงจวิน ฟังเซวียนฉิงจวินเล่าเรื่องที่ประสบพบพานในหลายปีมานี้โนlวลกูดอทคoม

เซวียนฉิงจวินกล่าวว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากหานเจวี๋ย นางจึงชอบเก็บตัวบำเพ็ญเช่นกัน หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง นางออกไปข้างนอกน้อยนัก เพียงแต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากการออกไปเพียงไม่กี่ครั้งกลับโชกโชนยิ่ง เขียนเป็นเรื่องเล่าการผจญภัยได้เลย หานเจวี๋ยก็ฟังอย่างได้อรรถรสเช่นกัน

ทั้งสองคุยกันอยู่เนิ่นนาน

ในที่สุดการเข้าฝันก็สิ้นสุดลง

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง

จากการพูดคุยกับกับเซวียนฉิงจวิน เขาฟังออกว่าเซวียนฉิงจวินรู้สึกไม่พอใจเผ่าสวรรค์ยิ่งนัก ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น ภายในเผ่าสวรรค์เองก็มีเสียงคัดค้านต่อต้านมากมาย

สาเหตุหลักมาจากเผ่าสวรรค์วุ่นวายเกินไป มีการแก่งแย่งชิงดีกันภายในมากเกินไป

คงต้องบรรยายด้วยวลีที่ว่า บัลลังก์ผลัดกันครอง

จี้เซียนเสินกลายเป็นหุ่นเชิดไปอย่างสมบูรณ์ อำนาจผลัดเปลี่ยนมืออยู่ตลอด ทำให้เซียนอิสระในเผ่าสวรรค์รู้สึกไม่ดีกันทั้งสิ้น

หากเป็นเช่นนี้นานเข้า เผ่าสวรรค์ต้องล่มสลายแน่

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เซวียนฉิงจวินจะอยากออกมาก็ถือเป็นเรื่องปกติ

หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ ‘ทำให้เผ่าสวรรค์ตีกันเองดีหรือไม่’

ฟังจากที่เซวียนฉิงจวินเล่า ระยะนี้อำนาจอยู่ในมือของผู้หนึ่งที่มีฉายาทางธรรมว่าโจวเฉวียน ประวัติความเป็นมาลึกลับ ไม่รู้ว่ามาจากสำนักเต๋านิกายใด เส้นสายกว้างขวาง

จัดการเลยแล้วกัน!

หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าจะสาปแช่งโจวเฉวียนสักหน่อย กระตุ้นให้เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในเผ่าสวรรค์ ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเอาแต่จับตามองเขตเซียนร้อยคีรี

แต่ยังสาปแช่งตอนนี้ไม่ได้

รอไปก่อน!

….

ห้าสิบปีต่อมา

เมื่อหานเจวี๋ยสาปแช่งอริยะมิ่งจีเสร็จ จึงเริ่มสาปแช่งโจวเฉวียนแห่งเผ่าสวรรค์

เขาระมัดระวังยิ่ง กลัวว่าจะเผลอแช่งโจวเฉวียนจนตาย

เขาสาปแช่งเพียงหนึ่งวันก็หยุดมือ

เขารู้สึกว่าเพียงพอแล้ว

โจวเฉวียนต้องสะดุ้งแทบตายแน่

หานเจวี๋ยจิตใจเบิกบาน เก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายและฝึกบำเพ็ญต่อ

เป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ เผ่าสวรรค์โกลาหลยิ่ง!

ด้วยข่าวสารทางจดหมาย หานเจวี๋ยจึงทราบว่ายอดแม่ทัพเทพและจี้เซียนเสินเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ช่างน่าเวทนาโดยแท้

ครึ่งเดือนต่อมา

หลี่เสวียนเอ้ามาหา บอกว่าวานรแขนยักษ์ที่เขาเลือกรออยู่ด้านนอกเขตเซียนร้อยคีรีแล้ว

หานเจวี๋ยดึงตัวเข้ามาในอาณาเขตเต๋าทันที ให้หลี่เสวียนเอ้าไปจัดการเอาเอง

ถึงขั้นที่หานเจวี๋ยไม่มีความคิดจะไปพบวานรแขนยักษ์ในตอนนี้เลย

ตอนนี้ตบะและฐานะเขาไม่เหมือนเดิมแล้ว จะไปพบผู้อื่นส่งเดชได้อย่างไร

บนภูเขา หลี่เสวียนเอ้าและวานรแขนยักษ์เหยียบเมฆเหาะฉิว วานรแขนยักษ์เป็นลิงขนยาวรูปร่างเหมือนมนุษย์ ร่างบึกบึนกำยำนัก แคะหูเกาแก้ม เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอด เปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อเขตเซียนร้อยคีรี

หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยเตือน “อยู่ในเขตเซียนร้อยคีรี อย่าได้ขัดแย้งกับผู้ใด มิเช่นนั้นข้าก็ปกป้องเจ้าไม่ได้”

วานรแขนยักษ์ถามด้วยความอยากรู้ “ในเขตเซียนร้อยคีรีมีเซียนมนุษย์ที่แข็งแกร่งกว่าท่านอยู่มากแค่ไหน”


“ไม่จำเป็นต้องสนใจปัญหาข้อนี้ เจ้ารู้ไว้เพียงว่าเจ้าสำนักซ่อนเร้นเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุด ห้ามก่อเรื่องเด็ดขาด ผู้อาวุโสอย่างเขาจับตามองเจ้าอยู่แน่นอน”

หลี่เสวียนเอ้ากำชับ สี่วานรวิปโยค อันคำว่าวิปโยคก็คือชอบก่อเรื่อง

วานรแขนยักษ์เป็นราชาปกครองเขาลูกหนึ่งมาก่อน ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ หลี่เสวียนเอ้ากังวลว่าอีกฝ่ายจะคุมพฤติกรรมไม่อยู่

วานรแขนยักษ์ได้ฟังก็พยักหน้ารับสุดชีวิต เขามิได้โง่เง่า ก่อนจะรู้จักหลี่เสวียนเอ้า เขาเคยได้ยินชื่อเขตเซียนร้อยคีรีมาก่อน พอได้เข้าสำนักซ่อนเร้น เขารู้สึกดีใจยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้ หลี่เสวียนเอ้าจึงรับวานรแขนยักษ์เป็นศิษย์คนใหม่ เขาพาวานรแขนยักษ์ไปเดินชมเขตเซียนร้อยคีรี ให้ศิษย์ทั้งหมดในสำนักซ่อนเร้นได้รู้จัก

ศิษย์ในสำนักซ่อนเร้นไม่มีความประทับใจต่อวานรแขนยักษ์เลย เพียงเพราะเจ้าตัวนี้หน้าตาไม่น่ามอง แถมพวกเขายังยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ ไม่ว่างมาสานสัมพันธ์ด้วย

การเข้าร่วมของวานรแขนยักษ์ไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเก็บตัวฝึกบำเพ็ญของสำนักซ่อนเร้นเลย

เขตเซียนร้อยคีรียังคงเงียบสงบเช่นเดิม

เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีก

ผ่านไปสี่ร้อยปีแล้ว

หานเจวี๋ยสาปแช่งโจวเฉวียนเป็นเวลาหนึ่งวันอีกครั้ง

จู่ๆ หลิวเป้ยก็พากิเลนตัวหนึ่งมาคารวะ เป็นสวีหลินตัวนั้นที่มีสายเลือดราชวงศ์เผ่ากิเลน

สวีหลินบรรลุตบะระดับเซียนทองไท่อี่แล้ว

หนึ่งคนหนึ่งกิเลนคุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย

สวีหลินยังไม่ผ่านการแปลงกาย รูปร่างคล้ายเสือ ดูตัวเล็กลงกว่าครั้งก่อนที่พบกัน คาดว่าคงควบคุมร่างกายตนไว้

หานเจวี๋ยจ้องมองสวีหลิน สายตาที่มองสวีหลินแฝงอำนาจกดดันมหาศาล ทำให้เขาไม่กล้าเงยหน้ามา

หลินเป้ยเอ่ยขึ้นมาก่อน “นายท่าน ท่านวางแผนอย่างไรต่อ”

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะดูแลสั่งสอนเขาไปสักระยะ”

หลิวเป้ยพยักหน้ารับ จากไปทันที

สวีหลินตัวสั่นเทา ไม่ทราบว่าคิดอะไรอยู่

หานเจวี๋ยจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องกังวล จากนี้เจ้าก็ฝึกบำเพ็ญอยู่ข้างกายข้าเถอะ เจ้าฝึกบำเพ็ญตามแนวทางที่เคยฝึกมาไปก่อน นี่มิใช่การทดสอบอันใด”

เขาโบกมือคราหนึ่ง เบาะอันหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้าง

จากนั้นหานเจวี๋ยชี้นิ้วไปที่สวีหลิน แปลงกายเขาให้กลายเป็นมนุษย์ทันที

สวีหลินอยู่ในร่างชายหนุ่มคนหนึ่ง รูปโฉมสามัญ ร่างกายปกติธรรมดา ท่าทางตะลึงพรึงเพริด

เมื่อเห็นหานเจวี๋ยหลับตาลง แม้ในใจเขาจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ทำได้เพียงสะกดเอาไว้ เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเช่นกัน

ช่วงแรก สวีหลินรู้สึกประหม่าอย่างยิ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความประหม่าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป

….

ผ่านไปหนึ่งร้อยปีเต็ม

สวีหลินเดินออกมาจากอารามเต๋า แสงแดดส่องกระทบร่างเขา ทำให้เขารู้สึกราวกับได้เปิดโลก

เขาสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง สองมือกำแน่น

แววตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นมีความมั่นใจยิ่งนัก เอวก็ค่อยๆ เหยียดตรงขึ้นมาเช่นกัน

“สมกับที่เป็นเจ้าสำนักซ่อนเร้น นี่น่ะหรือมหามรรค”

สวีหลินตื่นเต้นฮึกเหิม เขาเร่งฝีเท้า เตรียมกลับไปพากเพียรบำเพ็ญต่อ

เขาจากไปได้ไม่นาน หลี่เสวียนเอ้าก็มาที่หน้าอารามเต๋า ขอเข้าพบหานเจวี๋ย

“มีเรื่องใด”

หานเจวี๋ยไม่ได้ให้เขาเข้ามาในอาราม สอบถามไปตรงๆ

หลี่เสวียนเอ้าจึงกล่าวว่า “เจ้าสำนัก เรื่องวานรแขนยักษ์…”

“เจ้ารับหน้าที่สั่งสอน ก็ถ่ายทอดมหามรรคไปด้วยเลย”

เสียงของหานเจวี๋ยแว่วออกมา หลี่เสวียนเอ้าได้ฟังก็ปลาบปลื้มยินดี

เขาอยากถ่ายทอดมหามรรคให้วานรแขนยักษ์ จึงคิดจะมาขอความเห็นชอบจากหานเจวี๋ยก่อน

หลี่เสวียนเอ้าขอตัวอำลาไปแล้ว

หานเจวี๋ยแผ่จิตครอบคลุมอาณาเขตเต๋า สอดส่องเผ่าเอกา

ชาวเผ่าเอกาคือธรณีประตูของสำนักซ่อนเร้น คุณสมบัติของพวกเขาสูงส่ง แต่ก็ไม่นับว่าเลิศล้ำ

ยามนี้ ชาวเผ่าเอกาหนึ่งหมื่นคนเริ่มทะลวงสู่ระดับเทพแล้ว

รอจนเผ่าเอกาก้าวสู่ระดับเทพ พลังอำนาจของสำนักซ่อนเร้นจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจกับศิษย์รุ่นที่สอง เขาจึงเรียกสวินฉางอันมาหา

สวินฉางอันเป็นศิษย์ลำดับที่สามของเขา ทว่าตบะยังสู้ศิษย์รุ่นที่สามไม่ได้เลย แต่เมื่ออยู่ในกระแสการพัฒนาความแข็งแกร่งของสำนักซ่อนเร้น ก็นับว่าพอจะฝืนติดสอยห้อยตามขบวนใหญ่ไปได้

อย่างไรก็ตามเขาเพิ่งบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนสี่วัฏเท่านั้น นับว่าล้าหลังอยู่บ้าง

สวินฉางอันคุกเข่าคารวะตรงหน้าหานเจวี๋ย เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย เขากลับไม่ประหม่าเลย ถึงอย่างไรก็อยู่ด้วยกันมากว่าสองหมื่นปี

หานเจวี๋ยซักถาม “เจ้าพอใจกับตบะของเจ้าหรือไม่”

สวินฉางอันขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงตอบว่า “จะบอกว่าพอใจ อันที่จริงก็ไม่ได้พอใจ แต่จะบอกว่าไม่พอใจก็ไม่ได้ไม่พอใจมากขนาดนั้น”

หานเจวี๋ยสบถในใจ

พระอัปลักษณ์พูดจาบ้าบออะไรกัน!

ถึงแม้สวินฉางอันจะมิได้อัปลักษณ์แล้ว ถึงขั้นที่รูปงามด้วย แต่ฉายาของเขายังคงเป็นพระอัปลักษณ์เช่นเดิม

หานเจวี๋ยตะคอกใส่ “พูดภาษาคน!”

สวินฉางอันตัวสั่นเล็กน้อย กล่าวว่า “ความหมายคือข้าจะแข็งแกร่งขึ้นก็ได้ ไม่แข็งแกร่งขึ้นก็ได้ ถึงอย่างไรข้าก็อยู่ในสำนักซ่อนเร้นตลอด ไม่มีศัตรูคู่แค้น มีท่านคอยคุ้มครอง”

“เช่นนั้นเจ้าไม่คิดจะเป็นฝ่ายปกป้องข้าผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าบ้างหรือ”

“อาจารย์ล้อกันเล่นแล้ว ท่านแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ข้าจะตามทันได้อย่างไร ต่อให้เป็นหลี่เต้าคงมาเอง เขาจะมีความมั่นใจหรือ”

สวินฉางอันไร้ซึ่งความผิด แถมยังได้รับความอยุติธรรมยิ่ง

หานเจวี๋ยเงียบไป

คำพูดนี้ก็มีเหตุผลเช่นกันโน!วลกูดoทคอม

หานเจวี๋ยไม่ต้องการให้มีวันที่ตนจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากลูกศิษย์

แต่เขาก็ไม่ยอมให้เหล่าศิษย์กลายเป็นปลาซิวปลาสร้อยเช่นกัน!

“อาจารย์จะแสดงธรรมให้เจ้าเป็นการส่วนตัว ให้เวลาห้าพันปี เจ้าต้องบรรลุจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏให้ได้” หานเจวี๋ยขู่เข็ญ

สวินฉางอันหน้าเหวอ ข้ามห้าขั้นภายในห้าพันปีเช่นนั้นหรือ

จะเป็นไปได้อย่างไร!

เขาอยู่ในระดับจักรพรรดิมาเกินหมื่นปีแล้ว เพิ่งจะบรรลุจักรพรรดิเซียนสี่วัฏเท่านั้น

หานเจวี๋ยไม่สนใจสวินฉางอัน เริ่มแสดงธรรม

….

ภายในป่า ณ หอคอยศิลาหลังหนึ่ง

ภายในหอคอย สามเซียนยอดลำนำกำลังนอนงีบอยู่ เอื่อยเฉื่อยเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง

เซียนหัวงูเหี่ยวเฉาซึมเซา เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ พวกเราต้องรออีกนานแค่ไหน วานรแขนยักษ์ตัวนั้นมาทีหลัง แต่กราบเข้าสำนักซ่อนเร้นแล้ว พวกเราต้องรออีกนานแค่ไหน”

เอ่ยประโยคเดิมซ้ำถึงสองครั้ง สื่อให้เห็นถึงความสับสนในจิตใจเขา

เซียนหน้าเหยี่ยวแค่นเสียง “รอต่อไป! ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น นี่เป็นคำพูดที่ผู้ทรงพลังท่านหนึ่งเคยชี้แนะข้าไว้”

เซียนคนที่สามไม่ได้พูดอะไร ทำตัวเหมือนน้ำเต้าไม่มีปาก

ในเวลานี้เอง

มีเสียงหนึ่งแว่วมา “สามเซียนยอดลำนำสินะ”

สามเซียนได้ฟังก็ผุดนั่งทันที มองเห็นเทพเจ้าที่ผู้เคยปะทะกับหานตั้วเทียนมาเยือน

เขายืดอกชูคอ พูดจาโอหัง “ข้าคือเทพเจ้าที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากเผ่าสวรรค์ มาเพื่อแต่งตั้งพวกเจ้าทั้งสามเป็นเทพเจ้าที่แห่งเซียนร้อยคีรี ยังไม่รีบคุกเข่าน้อมรับอีก”

สามเซียนยอดลำนำตะลึงงัน มองหน้ากันเหลอหลา

เซียนหน้าเหยี่ยวได้สติกลับมาก่อนใครเพื่อน ร้องด่า “ไสหัวไป!”

เซียนอีกสองตนก็เผยสีหน้าท่าทางดุดันโหดเหี้ยมเช่นกัน

เทพเจ้าที่ตกตะลึง เอ่ยว่า “ยกเขตเซียนร้อยคีรีให้พวกเจ้าไม่ดีอย่างนั้นหรือ พวกเจ้าเป็นกังวลกับสำนักซ่อนเร้นที่อยู่ในเขตเซียนร้อยคีรีกระมัง วางใจเถิด เผ่าสวรรค์จะขับไล่สำนักซ่อนเร้นไปในไม่ช้านี้ เมื่อถึงเวลา…”

เซียนหน้าเหยี่ยวลงมือทันที มือขวากลายเป็นกรงเล็บเหยี่ยว งอกยาวอย่างรวดเร็ว จู่โจมเข้าใส่ลำคอของเทพเจ้าที่

เทพเจ้าที่ตกใจจนหน้าถอดสี มุดหนีทันที

เพียงพริบตาเดียว เขาอยู่ห่างออกไปหลายพันลี้

เขาโผล่ออกมาจากใต้ดิน สบถด้วยความโกรธ “ไอ้โง่เง่าทั้งสาม! มอบโอกาสให้พวกเจ้า พวกเจ้ากลับไม่คว้าไว้”

เวลานี้เอง ลมกระโชกหอบหนึ่งพลันโหมเข้ามา

“จะหนีไปไหน!”

“ถ้าฆ่าเขาได้ ต้องนับว่าเป็นการทำคุณประโยชน์ให้เขตเซียนร้อยคีรีแน่!”

“ฮ่าๆๆ นี่เป็นโอกาสดีที่ยากจะพานพบในรอบพันปี!”

เสียงของสามเซียนยอดลำนำแว่วมา น้ำเสียงดูตื่นเต้นยิ่ง

เทพเจ้าที่ฟังแล้วแทบกระอักเลือด เขาไม่เข้าใจเลย เจ้าสุนัขสามตัวนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากเขตเซียนร้อยคีรี เหตุใดยังจงรักภักดีต่อสำนักซ่อนเร้นขนาดนี้

เขาไม่มีเวลาคิดให้มากความอีก ดำดินหนีต่อไป

‘ข้าเป็นถึงเทพเจ้าที่ อาศัยเพียงตัวสุนัขอย่างพวกเจ้าทั้งสามไหนเลยจะจับข้าได้’

ลึกลงไปใต้ดิน เทพเจ้าที่มุดหนีอย่างรวดเร็วพลางคิดด้วยความเหยียดหยาม

….

หลายวันผ่านไป

สามเซียนยอดทำนองปราฏตัวขึ้นในละแวกเขตเซียนร้อยคีรี เซียนหน้าเหยี่ยวสะบัดแขนเสื้อ เทพเจ้าที่ผู้โดนมัดด้วยเชือกทองถูกโยนลงบนพื้น ใบหน้าเขามอมแมม ผมเผ้ากระเซิง ท่าทางจนตรอกอย่างยิ่ง

เซียนหน้าเหยี่ยวตะโกนเสียงดัง “คณะผู้อาวุโสแห่งสำนักซ่อนเร้นขอรับ พวกเราจับตัวสายลับที่เผ่าสวรรค์ส่งมาได้! เขาคิดร้ายต่อสำนักซ่อนเร้น!”


สามเซียนยอดลำนำตะโกนเรียกอยู่นาน ในที่สุดศิษย์ในนามของสำนักซ่อนเร้นคนหนึ่งก็เหาะมา เป็นบุรุษชุดขาวที่เคยเอ่ยเตือนพวกเขาก่อนหน้านี้ เป็นสิ่งมีชีวิตแปลงกายในสังกัดของหานตั้วเทียน ตบะระดับเซียนทองไท่อี่

บุรุษชุดขาวเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “คนผู้นี้หรือ เขาน่ะหรือจะคุกคามสำนักซ่อนเร้น”

หากมิใช่เพราะความตั้งใจจริงของสามเซียนยอดลำนำ บุรุษชุดขาวก็คร้านจะออกมา

เซียนหน้าเหยี่ยวทำหน้าหนาเอ่ยว่า “เขาคือเทพจากเผ่าสวรรค์ ต้องการแต่งตั้งพวกเราเป็นเทพเจ้าที่ บอกว่าต่อไปเผ่าสวรรค์จะกวาดล้างสำนักซ่อนเร้น ให้พวกเราเป็นเทพเจ้าที่”

เทพเจ้าที่คิดจะเอ่ยบางอย่าง แต่อ้าปากแล้วกลับไม่อาจเปล่งเสียงได้

บุรุษชุดขาวขมวดคิ้วกล่าวว่า “พวกเจ้าคอยก่อน”

เขาหันหลังพุ่งออกไป

ในไม่ช้า

หานตั้วเทียนและหลี่เสวียนเอ้าก็มาถึง

หลี่เสวียนเอ้าพิจารณาเทพเจ้าที่ เอ่ยขึ้นว่า “เป็นเทพจากเผ่าสวรรค์จริงๆ”

เขาไม่รู้จักเทพเจ้าที่ แต่เขาก็เคยเป็นเผ่าสวรรค์เช่นกัน สามารถแยกแยะกลิ่นอายและดวงชะตาได้

หานตั้วเทียนมองสามเซียนยอดลำนำ เอ่ยว่า “ข้ารู้จักพวกเจ้า พวกเจ้ามีความจริงใจมากจริงๆ วางใจเถอะ ข้าจะรายงานเรื่องของพวกเจ้าต่ออาจารย์ปู่เทียด”

สามเซียนยอดลำนำได้ฟังก็ปรีดายิ่ง รีบคำนับขอบคุณ

หานตั้วเทียนมองหลี่เสวียนเอ้า ถามว่า “จะจัดการเทพเจ้าที่ตนนี้อย่างไร”

หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยอย่างสงบ “ฆ่าเสีย พวกเจ้าทั้งสามลงมือเสีย เดี๋ยวนี้เลย”

เทพเจ้าที่ได้ฟังพลันหน้าถอดสี

เซียนหน้าเหยี่ยวไม่พูดพร่ำทำเพลง ซัดฝ่ามือใส่กระหม่อมของเทพเจ้าที่ กระชากวิญญาณออกมา ส่วนเซียนหัวงูเขมือบร่างของเทพเจ้าที่เข้าไปในคำเดียว

เซียนหน้าเหยี่ยวโยนวิญญาณเทพเจ้าที่ให้น้องสามของตน เซียนเทียมฟ้า

ลำแสงประหลาดพุ่งออกมาจากสองเนตรของเซียนเทียมฟ้า เผาทำลายวิญญาณเทพเจ้าที่

หลี่เสวียนเอ้าเลิกคิ้ว รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

ไม่นึกเลยว่าสามเซียนยอดลำนำต่างมีความสามารถเฉพาะตัว!

เหตุผลที่เขาให้สังหารเทพเจ้าที่ทันที ด้วยอยากทดสอบสามเซียนยอดลำนำ ความเด็ดขาดของสามเซียนยอดลำนำพิสูจน์ได้แล้วว่าพวกเขาอยากเข้าสำนักซ่อนเร้นจริงๆ

หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มพอใจ “พวกเจ้าตามีแววนัก คอยก่อนเถอะ”

สามเซียนยอดลำนำรีบคำนับขอบคุณ

หลี่เสวียนเอ้าและหานตั้วเทียนจากไป

สูงขึ้นไปในอากาศ

หลี่เสวียนเอ้ากล่าวว่า “เจ้าสามตัวนี้ไม่เลวเลย หากรับเข้ามาได้ วันหน้าต้องดูแลให้มากหน่อย พวกเขาสามารถเป็นผู้ช่วยของเจ้าได้”

หานตั้วเทียนพยักหน้ารับ

ในวันนั้น หลี่เสวียนเอ้าไปขอพบหานเจวี๋ย เอ่ยถึงเรื่องนี้

หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย เคลื่อนย้ายสามเซียนยอดลำนำเข้ามาในอาณาเขตเต๋า ให้หลี่เสวียนเอ้าไปรับตัว

หลังจากหลี่เสวียนเอ้าจากไป ท่าทางของหานเจวี๋ยก็แปลกไปเล็กน้อย

เจ้าหมอนี้กลายเป็นผู้มีความสามารถในการดูแลกิจการภายในไปได้อย่างไร

เขาคิดมาตลอดว่าหลี่เสวียนเอ้าเป็นคนมุทะลุ ไม่นึกเลยว่าหลังจากเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น จะมีความกระตือรือร้นในการวางแผนและวางกลยุทธ์สารพัดอย่าง

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา ถึงอย่างไรหลี่เสวียนเอ้าก็มีค่าความประทับใจต่อเขาถึงหกดาว ไม่จำเป็นต้องกังวล

หากค่าความประทับใจลดลง ต่อให้แม้เพียงครึ่งดาว หานเจวี๋ยจะจัดการทันที

….

แดนเซียนไร้กาลเวลา นอกจากคนส่วนน้อยแล้ว สิ่งมีชีวิตต่างคำนวณเวลาไม่เป็น ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยพลังวิญญาณอบอวล ขอเพียงไม่ไปหาเรื่องสร้างศัตรู ล้วนมีชีวิตยืนยาวนัก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาไม่สลักสำคัญ

หานเจวี๋ยคือคนส่วนน้อยที่ให้ความสนใจกับเวลา ถึงอย่างไรเขาก็มีระบบอยู่ เคยชินกับการตรวจดูอายุขัยไปเสียแล้ว

เวลาผ่านไปทีละปีๆ แดนเซียนค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

จำนวนสิ่งมีชีวิตก่อนฟ้ากำเนิดเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเป็นครั้งแรก หลังจากตบะก้าวหน้าขึ้น เหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนฟ้ากำเนิดก็เริ่มพิจารณาถึงการสืบเผ่าพันธุ์สร้างทายาทรุ่นหลัง

ปัจจุบัน แดนเซียนมีนิกายเจี๋ย นิกายฉ่าน นิกายเหริน สำนักพุทธ เผ่าสวรรค์ เผ่าบรรพกาลและสำนักซ่อนเร้นเป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ที่ชื่อเสียงขจรทั่วหล้า แม้ว่ากู่จั๋วอินจะดับสูญไปแล้ว แต่เผ่าบรรพกาลยังคงรอดชีวิตมาได้อย่างทนทายาด ถึงขั้นที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เสียอีกด้วย เนื่องจากเผ่าบรรพกาลเป็นกลุ่มอิทธิพลที่เกิดจากการรวมตัวของสิ่งมีชีวิตก่อนฟ้ากำเนิดยุคแรก สิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลต่างยอมรับนับถือเผ่าบรรพกาลเป็นเผ่าพันธุ์ของตน

เป็นเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยไปหนึ่งพันสองร้อยปี

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่

[ตรวจสอบพบว่าปราณม่วงอนธการจุติมายังแดนเซียนแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที แย่งชิงปราณม่วงอนธการ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[สอง ฝึกบำเพ็ญต่อไป หลีกเลี่ยงข้อพิพาท จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

ปราณม่วงอนธการหรือ

หานเจวี๋ยตะลึงงัน เจ้าแม่หนี่ว์วาบอกว่าจะเก็บไว้ให้เขามิใช่หรือ

หรือเป็นปราณม่วงอนธการสายอื่น

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบเชียบ

[ท่านเลือกฝึกบำเพ็ญต่อไป ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วยท่านได้รับสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์…กำไลปฐมนภา]

[กำไลปฐมนภา: สมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ แกร่งกล้าไร้เทียมทาน พิชิตเทพเซียนผีสาง ปิดล้อมโลกา]

สมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ ไม่เลวเลย!

หานเจวี๋ยหยิบกำไลปฐมนภาออกมาอย่างเงียบเชียบ เริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ

สมบัติวิเศษยิ่งมากก็ยิ่งดี ถึงแม้ตอนนี้จะไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตาม

ก็เหมือนซานชิงในพงศาวดารห้องสิน เอะอะก็มอบสมบัติวิเศษให้ศิษย์ ให้พวกเขานำไปต่อสู้ ดูทรงภูมิอย่างยิ่งโนเวลกูดอทคอม

อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยไม่มีทางส่งมอบสมบัติวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกไปแน่ มีเพียงสมบัติที่เขาไม่ต้องตาเท่านั้นถึงจะยกให้ลูกศิษย์

หลายวันต่อมา สมบัติวิเศษจดจำเจ้าของเรียบร้อย หานเจวี๋ยสวมไว้บนข้อมือข้างขวาของตน

เขาฝึกบำเพ็ญต่อ ถือโอกาสตรวจดูจดหมายเล็กน้อย

[จี้เซียนเสินสหายของท่านผสานรวมกับท่อนขาครึ่งอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเหริน] x392

[เซวียนฉิงจวินสหายของท่านได้รับปราณม่วงอนธการ ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านบุกเบิกเมืองนรก]

[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านกลายเป็นครึ่งอริยะ]

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านกลายเป็นพญายม]

….

ดูเหมือนจะไม่ใช่ครั้งแรกที่จี้เซียนเสินผสานรวมกับท่อนขา เขากำลังทำอะไรอยู่

ท่าทางเช่นนี้ อย่าได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นจอมวายร้ายแห่งมรรคาสวรรค์เลย!

หานเจวี๋ยพบว่าเซวียนฉิงจวินได้รับปราณม่วงอนธการ ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง ที่แท้ปราณม่วงอนธการจุติยังแดนเซียนก็เพราะนาง

นางทำได้อย่างไร

จักรพรรดิสวรรค์กลายเป็นครึ่งอริยะแล้ว!

หานเจวี๋ยเพียงรู้สึกสะท้อนใจ ทว่าไม่ตกตะลึง นับตั้งแต่ไปที่แดนเทพหวนปัจฉิม จักรพรรดิสวรรค์ก็ได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่อง เดิมทีเขาก็เป็นต้าหลัวอยู่แล้ว กลายเป็นครึ่งอริยะก็ไม่นับว่าน่าแปลกใจ

หยางเทียนตงกลายเป็นพญายม…

สมเป็นจักรพรรดินีผืนพิภพ เพื่อผูกมัดหานเจวี๋ยไว้ ทุ่มเทมากจริงๆ

ในฉากหน้า จักรพรรดินีผืนพิภพแสดงเจตนาดีต่อหานเจวี๋ย เขาจึงพูดอะไรไม่ได้

หยางเทียนตงสิ้นชีพในมหาเคราะห์ ถูกฉิวซีไหลปกป้องไว้ วิญญาณเขาอยู่ในยมโลกมาโดยตลอด แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจักรพรรดินีผืนพิภพจะผลักดันหยางเทียนตงให้กลายเป็นพญายม

เมื่อเอ่ยถึงศิษย์เอกคนนี้ของตน หานเจวี๋ยรู้สึกทอดถอนใจยิ่งนัก

น่าเสียดาย

หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางหลุดยิ้มออกมา

เขาเชื่อว่าสักวันจักรพรรดินีผืนพิภพจะส่งให้หยางเทียนตงมาหาเขา เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับหยางเทียนตงซะ!

เมื่อนึกถึงความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ หานเจวี๋ยก็ลุกขึ้น เตรียมจะทำการชำระล้างสมบูรณ์ให้แก่ศิษย์ใหม่ทั้งหมดที่เข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

รวมถึงหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าก็ต้องได้รับการชำระล้างเช่นกัน!

ด้วยเหตุนี้ หานเจวี๋ยจึงเดินเตร่ไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ก่อให้เกิดความฮือฮาไปทั่วสำนักซ่อนเร้น เหล่าศิษย์อยากพบเขา แต่ก็หวาดกลัวที่จะพบเขาเช่นกัน

หานเจวี๋ยชวนคุยเล่นพลางทำการชำระล้างสมบูรณ์ให้ทีละคน

อายุขัยที่ใช้ไปไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงเลย ไม่พอใช้สาปแช่งอริยะให้เป็นบ้าเสียด้วยซ้ำ

หกสิบปีผ่านไป

ศิษย์ทุกคนล้วนได้พบหานเจวี๋ยแล้ว ความเคารพยำเกรงที่มีต่อหานเจวี๋ยไม่เพียงแต่ไม่ลดน้อยลงเท่านั้น ยังเพิ่มขึ้นมหาศาลอีกด้วย

อำนาจของหานเจวี๋ยแกร่งกล้าเหลือเกิน ผนวกกับมีหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทรา ต่อให้ได้พูดคุยกัน พวกเขาก็ไม่มีทางรู้รูปโฉมที่แท้จริงของหานเจวี๋ยอยู่ดี

ลึกลับ

ทรงพลัง

นี่คือภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยในใจบรรดาศิษย์ในนาม


[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุสามหมื่นปีบริบูรณ์แล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ออกจากปิดด่านทันที เผยแพร่มรรคสู่สรวงสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ปราณม่วงมหามรรคหนึ่งสาย]

[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ รักษาเจตจำนงเดิม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ปราณม่วงมหามรรคหนึ่งสาย]

ตัวเลือกนี้โผล่ขึ้นมาตอนหานเจวี๋ยชำระล้างศิษย์สำนักซ่อนเร้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เลือกทันที รอคอยหลังจากชำระล้างศิษย์ทั้งหมดเสร็จสิ้นถึงได้กลับอารามเต๋า มาเลือกอีกครั้ง

ตอนนี้ เขาอายุสามหมื่นสี่สิบสี่ปีแล้ว

เหตุผลที่ไม่เลือกในทันที เพราะหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ก้อนนั้นมีแรงดึงดูดมากเกินไป

หากยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้ายอีกขั้นจะกลายเป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์

ต่อให้เขาออกไปตอนนี้ ขอเพียงไม่ออกนอกขอบเขตมรรคาสวรรค์ อริยะก็ทำอะไรเขาไม่ได้

แต่พอใจเย็นลง หานเจวี๋ยรู้สึกว่าไม่จำเป็นเลย

ท้ายที่สุดแดนเซียนก็มิใช่อาณาเขตเต๋า หากอริยะมีวิธีการอย่างอื่นเล่า

หานเจวี๋ยสงบจิตใจ เลือกตัวเลือกที่สอง

[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ปราณม่วงมหามรรคหนึ่งสาย]

[ปราณม่วงมหามรรค: หลังจากหลอมรวมแล้ว จะได้รับคุณสมบัติในการสำเร็จเป็นอริยะมหามรรค]

หือ?

อริยะมหามรรค!

มุมปากหานเจวี๋ยยกโค้งขึ้น

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้

ปราณม่วงอนธการทำให้กลายเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ ปราณม่วงมหามรรคก็ทำให้กลายเป็นอริยะมหามรรค

แต่ก็แค่มีคุณสมบัติ มิใช่ได้เป็นอย่างแน่นอน

หานเจวี๋ยนำปราณม่วงมหามรรคออกมา มันเป็นสีเทาขมุกขมัว คล้ายควันกลุ่มหนึ่ง มองไม่เห็นผลดีอันใด

เขาไม่ต้องการที่จะหลอมรวมตอนนี้ จึงเก็บปราณม่วงมหามรรคไว้ภายในโลกดารา

เก็บไว้ว่ากันวันหลัง

ตอนนี้หานเจวี๋ยสามารถพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้ด้วยตัวเอง ยังไม่จำเป็นต้องใช้ปราณม่วงมหามรรคชั่วคราว

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ มุมานะเพื่อการพิสูจน์มรรคของตน

เขามีตบะระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่ยังอยู่ห่างไกลจากการพิสูจน์มรรคยิ่งนัก ยังคงต้องพากเพียรบำเพ็ญ

การผสานรวมกับมหามรรค ขั้นตอนนี้ซับซ้อนเหลือเกิน ถึงจะมีคุณสมบัติเลิศล้ำ ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน

ครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์อายุสามหมื่นปี หานเจวี๋ยนับว่าเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

หวนนึกถึงยุคบุกเบิกฟ้าดิน บรรพชนเต๋าพิสูจน์ต้าหลัวยังใช้เวลาหลายพันล้านปี ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงตำนานเล่าขาน เท่านั้น ความจริงอาจจะยาวนานกว่านั้นก็ได้

….

เก้าสิบปีต่อมา

เมื่อเซวียนฉิงจวินมาถึงเขตเซียนร้อยคีรีก็ตะโกนเรียกชื่อหานเจวี๋ย พอหานเจวี๋ยได้ยิน เขาเลือกสละอายุห้าพันล้านปีเพื่อทำนายดูก่อนรอบหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตราย หานเจวี๋ยจึงเคลื่อนย้ายนางเข้ามาในอารามเต๋า

ทั้งสองพบกันอีกครั้ง มิได้มีฉากโอบกอดหลั่งน้ำตา กลับดูปกติทั่วไปยิ่งนัก

เซวียนฉิงจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ากลับมาแล้ว เจ้ายังนับข้าเป็นคู่บำเพ็ญเพียรอยู่หรือไม่”

หานเจวี๋ยแย้มยิ้มกล่าว “แน่นอน เจ้าก็ไม่เคยหักหลังทอดทิ้งข้านี่”

เรื่องราวของเซวียนฉิงจวิน หานเจวี๋ยเคยเอ่ยกับสิงหงเสวียนไว้นานแล้ว สิงหงเสวียนก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ ในแดนเซียนการมีสามภรรยาสี่อนุเป็นเรื่องปกติยิ่ง จักรพรรดิมนุษย์ยังมีฝ่ายวังหลังสามพันนางเลย

รอยยิ้มของเซวียนฉิงจวินกดลึกกว่าเดิม นางชูมือเรียวงามขึ้น ปราณม่วงสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ บิดส่ายไปมาดั่งงูน้อย

“นี่คือปราณม่วงอนธการ สำหรับพิสูจน์เป็นอริยะมรรคาสวรรค์ ข้านำมาเป็นของกำนัลให้เจ้าโดยเฉพาะ”

เซวียนฉิงจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงฟังดูภูมิใจอยู่บ้าง

นี่เป็นยอดสมบัติที่ทำให้ผู้ทรงพลังทั้งหลายบ้าคลั่งได้เชียวนะ!

หานเจวี๋ยกลับสงบนิ่งยิ่งนัก ถามว่า “เป็นของอริยะท่านไหน”

เซวียนฉิงจวินตอบ “ปราณม่วงอนธการนิกายฉ่าน เดิมทีประสงค์มอบให้เผ่าสวรรค์”

มิใช่ของเจ้าแม่หนี่ว์หวาหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาพลันนึกถึงเรื่องบางอย่าง

แรกเริ่มมีอริยะมรรคาสวรรค์เก้าท่าน ที่ปรากฏตัวออกมามีเพียงหนี่ว์วา ฝูซีเทียน เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะมิ่งจี อริยะจินอัน มหาจักรพรรดิเซียว ส่วนอริยะอีกท่านหนึ่งไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนเลย

‘หรือว่าอริยะท่านนั้นจะดับขันธ์ไปนานแล้ว’

หานเจวี๋ยสอบถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ดับขันธ์ไปแล้ว ตอนนี้เหลืออริยะมรรคาสวรรค์เพียงเจ็ดท่าน]

หานเจวี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด

เหลืออริยะมรรคาสวรรค์แค่เจ็ดคน แต่อริยะไม่ได้มีเท่านี้ เหมือนหลี่มู่อีและปรมาจารย์ลัญจกรสรวง

เซวียนฉิงจวินถาม “เป็นอะไรไป”

หานเจวี๋ยยิ้มตอบ “เจ้ายินดีมอบให้ข้าจริงๆ หรือ”

เซวียนฉิงจวินพยักหน้า แววตาสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยความจริงใจ

หานเจวี๋ยรับปราณม่วงอนธการไป จากนั้นก็ซักถามถึงขั้นตอนดำเนินการ

เซวียนฉิงจวินก็มิได้ปกปิดแต่อย่างใด ในเผ่าสวรรค์ นางเข้าร่วมกองกำลังนิกายฉ่าน ก่อนหานเจวี๋ยจะไปเข้าฝัน นางได้ทราบว่านิกายฉ่านมีปราณม่วงอนธการ ต่อมาหลี่มู่อีอริยะแห่งนิกายเหรินถ่ายทอดเสียงหานาง บอกว่าสามารถช่วยนางช่วงชิงปราณม่วงอนธการได้โuเวลกูดoทคอม

เซวียนฉิงจวินรู้สึกคลางแคลงใจยิ่งนัก ไม่ทราบว่าเหตุใดตนถึงถูกอริยะต้องตาได้ หลี่มู่อีกล่าวว่ามีปัญหาติดขัดภายในสำนักเต๋า เขาคัดเลือกคนไว้สองสามราย ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะสามารถทำได้ ต่อมาด้วยความช่วยเหลือของหลี่มู่อี นางจึงนำปราณม่วงอนธการมาได้สำเร็จ จากนั้นจึงหนีกลับมายังแดนเซียน

หานเจวี๋ยฟังมาถึงตรงนี้ก็พลันกระจ่าง อริยะคิดวางกับดักเช่นนั้นหรือ

เขาใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับเซวียนฉิงจวินอย่างเงียบเชียบ เสียอายุขัยไปอีกห้าพันล้านปี

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยออกไปส่งนางด้วยตัวเอง สร้างอารามเต๋าหลังหนึ่งไว้ใกล้ๆ กัน

หลังจากหานเจวี๋ยกลับไป เซวียนฉิงจวินรู้สึกอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป

หลังจากได้พบหานเจวี๋ย นางรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด ราวกับปลดเปลื้องภาระมากมายออกไปจากร่าง

เมื่อกลับถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยเริ่มใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับปราณม่วงอนธการ ใช้อายุขัยไปอีกสี่พันล้านปี

….

ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

อาณาเขตเต๋านิกายเหริน

หลี่มู่อีลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น

“เป็นไปได้อย่างไร จิตศักดิ์สิทธิ์ของข้าขาดหายไปได้อย่างไร”

หลี่มู่อีนับนิ้วทำนาย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป

“ฝีมือสูงส่งนัก!”

ดวงตาหลี่มู่อีวาวโรจน์ เอ่ยพึมพำ “หานเจวี๋ยเอ๋ยหานเจวี๋ย เจ้าเป็นใครกันแน่ เป็นผู้ใดคอยเกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังเจ้า”

เขาทำนายได้ว่าหานเจวี๋ยอายุเพียงสามหมื่นปี และไม่มีภูมิหลังอดีตชาติ

กล่าวอีกนัยคือ เบื้องหลังหานเจวี๋ยต้องมีผู้ทรงพลังลึกลับคอยเกื้อกูลอยู่แน่นอน

สายตาของเขามองทะลุสามสิบสามชั้นฟ้า จ้องมองเขตเซียนร้อยคีรี เขตเซียนร้อยคีรีเสมือนหมอกสลัวกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นอริยะเช่นเขาก็มองทะลุไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

เสียปราณม่วงอนธการสายหนึ่งไปโดยเปล่าประโยชน์…

ไม่ได้!

ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้!

หลี่มู่อีลุกขึ้นยืน ออกจากอาณาเขตเต๋าไป

….

ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญ

[ความเกลียดชังที่หลี่มู่อีมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

[เทพสูงสุดหนานจี๋เกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

[เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

[อริยะจินอันเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วทันที

ทำไมจู่ๆ ถึงมีแจ้งเตือนความเกลียดขังมากขนาดนี้

หรือจะเกี่ยวข้องกับปราณม่วงอนธการ

ต้องใช่แน่!

แต่พวกเจ้าเป็นฝ่ายส่งมาให้ถึงประตูเองนะ!

หานเจวี๋ยไม่เชื่อว่าหลี่มู่อีไปหาเซวียนฉิงจวินด้วยความบังเอิญ ปราณม่วงอนธการสายนี้ต้องมีแผนการซุกซ่อนอยู่แน่ แต่เมื่อถูกชำระล้างอย่างสมบูรณ์ จึงทำให้เหล่าอริยะไม่สามารถวางแผนเล่นงานเขาต่อได้ ดังนั้นจึงเกิดความอับอายจนพาลโกรธ

เป็นเช่นนี้หานเจวี๋ยยิ่งไม่มีทางออกจากอาณาเขตเต๋า

‘เกลียดข้าไปเถอะ ชังข้าไปเถอะ รอจนผู้เฒ่าพิสูจน์มรรคสำเร็จ จะสังหารพวกเจ้าให้หมด!’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ หลักการที่เขายึดมั่นเสมอมาคือผู้อื่นไม่ระรานข้า ข้าก็ไม่ระรานผู้อื่น แต่หากผู้อื่นระรานข้า ข้าก็จำต้องระรานผู้อื่นเช่นกัน!

จะยอมให้พวกเจ้าลงมือไปก่อนชั่วคราว!

หานเจวี๋ยปรับอารมณ์ ฝึกบำเพ็ญต่อ

ในขณะนั้นเอง

“ข้าคือเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยอริยะมรรคาสวรรค์ สำนักซ่อนเร้นขโมยปราณม่วงอนธการ ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ อภัยให้ไม่ได้ สรรพสิ่งจงฟัง หากกวาดล้างสำนักซ่อนเร้น จะได้รับแรงกุศลมรรคาสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทน!”

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ