496-500
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 496ถึง500
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
เวลาผ่านไปเจ็ดร้อยปี
เจ็ดร้อยปีในแดนเซียนมิได้มีความเปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลา ตัวอย่างเช่นเขตเซียนร้อยคีรีที่ยังคงเป็นเช่นเดิม
เนื่องจากเผ่ามนุษย์ได้ครอบครองพื้นที่หุบเขาใกล้กับเขตเซียนร้อยคีรี ทำให้สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่มาชุมนุมกันลดน้อยลงเรื่อยๆ
หลังจากเผ่ามนุษย์สดับฟังธรรมแห่งตันหลง ก็มีผู้บำเพ็ญที่ทรงพลังปรากฏตัวขึ้นมากมาย อำนาจที่เพิ่มขึ้นทำให้เผ่ามนุษย์บังเกิดความทะเยอทะยาน พวกเขาเริ่มออกล่าสัตว์ร้ายและสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่ยังแปลงกายไม่ได้
ในมุมมองของเผ่ามนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีรูปลักษณ์มนุษย์ก็ไม่แตกต่างไปจากสัตว์ร้าย
มนุษย์คือจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่ง รูปลักษณ์ของเผ่ามนุษย์ก็เป็นเรื่องที่น่าพิศวงเช่นกัน ตอนที่เผ่ามนุษย์ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น หลังจากสรรพสิ่งแปลงกายได้ก็ล้วนมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงไปในทางเดียวกัน เจ้าแม่หนี่ว์วาจึงปั้นแต่งเผ่ามนุษย์ขึ้นมาโดยอ้างอิงจากรูปลักษณ์ของสรรพสิ่งหลังจากแปลงกายแล้ว เมื่อได้รับการยอมรับจากมรรคาสวรรค์ เผ่ามนุษย์จึงกลายเป็นเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์เผ่าแรก
เผ่าสวรรค์ในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์เช่นกัน
การสังหารฆ่าฟันกันระหว่างเผ่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในบริเวณรอบข้าง ตกอยู่ในสายตาของสำนักซ่อนเร้น
หานตั้วเทียนและสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าจำนวนหนึ่งที่นับว่าเป็นศิษย์ในนามของสำนักซ่อนเร้นต่างรู้สึกเศร้าหมองยิ่งนัก
ฝึกบำเพ็ญให้ดี ไม่รบกวนซึ่งกันและกันไม่ได้หรือ
แต่เนื่องจากมีอาณาเขตเต๋าขวางกั้นอยู่ พวกเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันทน
ทานเจวี๋ยไม่รับรู้เรื่องนี้เลย ปิดด่านบำเพ็ญอยู่ตลอด
เขายังอยู่ห่างจากระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์อีกไกลนัก แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
ในวันนี้ หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งอริยะมิ่งจี พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากครึ่งอริยะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านพลัดหลงเข้าสู่ดินแดนลึกลับเผ่าหงส์เพลิงบรรพกาล]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านตระหนักรู้พลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โม่จู๋สหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
หืม?
คำสาปแช่งลึกลับปรากฏขึ้นอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ดูเหมือนสาวกของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะยังมีอยู่ไม่น้อยเลย
เมื่อไล่อ่านลงไปเรื่อยๆ หานเจวี๋ยก็สังเกตเห็นโม่จู๋
โม่จู๋ยังอยู่ในการปกครองของหลี่มู่อี ตอนแรกหลี่มู่อีต้องการสานสัมพันธ์กับเขา จึงรับโม่จู๋เข้าสู่สำนัก ยามนี้เขาเกิดความบาดหมางกับหลี่มู่อี มายามนี้โม่จู๋ได้รับการชี้แนะจากอริยะอีกครั้ง เขาชักจะได้กลิ่นแผนการร้ายเสียแล้ว
แต่เขาก็ไม่ใส่ใจเลย คิดจะใช้โม่จู๋มาข่มขู่เขาอย่างนั้นหรือ
ไม่มีทาง!
จิตใจหานเจวี๋ยหนักแน่นดั่งหินผา ไม่มีทางได้รับผลกระทบง่ายๆ
จดหมายที่อยู่ถัดลงไปไม่มีค่าพอให้หานเจวี๋ยสนใจอีก แดนเซียนในยามนี้ยังคงสงบสุขดี ไร้คลื่นมรสุมชั่วคราว
ห้าวันต่อมา หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
เวลาผ่านไปอีกยี่สิบปี
ถัดไปจากเขตเซียนร้อยคีรี ภิกษุรูปหนึ่งมาเยือนเมืองของเผ่ามนุษย์
ภิกษุรูปนี้ดูเหมือนจะอยู่ในช่วงอายุสี่สิบต้นๆ ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มือถือไม้ขักขระ[1] เมื่อเปรียบเทียบกับเผ่ามนุษย์ที่นุ่งห่มหนังสัตว์แล้วดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
เมื่อเขาเข้าไปในเมืองก็ดึงดูดสายตาอยากรู้อยากเห็นจากปุถุชนเผ่ามนุษย์ พากันชี้ไม้ชี้มือมา
“อมิตาภพุทธ”
ภิกษุรำพึง เริ่มธุดงค์ไปทั่วเมือง
หลายวันต่อมา ตำนานต่างๆ ของสำนักพุทธแพร่กระจายไปทั่วเมือง ชาวมนุษย์ฟังแล้วได้แต่ร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ
จุดที่ต่างกันคือตันหลงแสดงธรรมออกมาตรงๆ ทว่าภิกษุรูปนี้มิได้เทศนาธรรมออกมาโดยตรง แต่หยิบยกวัฒนธรรมตำนานต่างๆ ของสำนักพุทธมาเผยแพร่ ทำให้ชาวมนุษย์ได้ทราบว่าปุถุชนบรรลุธรรมตระหนักมรรคอย่างไร เนื้อหาในตำนานทำให้มีความรู้สึกร่วม เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ
อีกด้านหนึ่ง
ฉู่ซื่อเหรินขอเข้าพบหานเจวี๋ย
“อาจารย์ปู่ สำนักพุทธส่งพุทธสมาธิญาณไปที่เผ่ามนุษย์ พุทธสมาธิญาณชำนาญการล่อลวงจิตใจคน หากเผ่ามนุษย์อยู่ใต้การควบคุมของเขา พื้นที่ข้างเคียงสำนักซ่อนเร้นจะถูกสำนักพุทธยื่นเท้าเข้ามา เช่นนี้มิใช่เรื่องดีเลยขอรับ” ฉู่ซื่อเหรินเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
ในอดีตเขาคือบรรพชนพุทธภควัตแห่งสำนักพุทธ เขารู้จักภิกษุสงฆ์ในสำนักพุทธเป็นอย่างดี ถึงขั้นที่คุ้นเคยกับวิธีการของสำนักพุทธด้วย
ตอนนี้เขาคือศิษย์สำนักซ่อนเร้น ย่อมต้องใคร่ครวญเพื่อสำนักซ่อนเร้น
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ไม่เป็นไร เขตเซียนร้อยคีรีมีพลังวิเศษของข้าปิดกั้นอยู่ ไม่ว่าสำนักพุทธจะใช้วิธีการใด ก็ไม่อาจสอดเท้าเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรีได้แม้แต่ครึ่งก้าว”
ฉู่ซือเหรินถามต่อ “หากเผ่ามนุษย์มาอ้อนวอนท่านล่ะขอรับ”
หานเจวี๋ยตอบกลับ “ข้าไม่มีความรู้สึกผูกพันกับเผ่ามนุษย์ของที่นี่ อันที่จริงโลกมนุษย์อันเป็นต้นกำเนิดของข้ายังคงอยู่ เพียงแต่ถูกข้าซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกของวิญญาณ”
ม่านตาเขาพลันหดตัว ใช้พลังจิตเกี่ยวดึงกระแสจิตของฉู่ซื่อเหริน นำพากระแสจิตเข้าสู่โลกดาราของตน พริบตาเดียวก็มาถึงโลกเขย่าพิภพ
สำหรับโลกดารา เนื่องจากมีปราณอนธการบดบังอยู่ ฉู่ซื่อเหรินจึงไม่อาจสอดส่องได้
กระแสจิตของฉู่ซื่อเหรินเข้าครอบคลุมโลกเขย่าพิภพ อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงขึ้นมา
โลกมนุษย์แห่งนี้…
พุทธอาภรณ์ขาวที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่พลันลืมตาขึ้น รับรู้ถึงกระแสจิตของฉู่ซื่อเหริน เขาลอบวิตกอยู่ในใจ “นี่มิใช่บรรพชนพุทธภควัตหรอกหรือ”
จากนั้นก็ฉุกคิดได้ว่า บรรพชนพุทธภควัตกราบเข้าสำนักของหานเจวี๋ยแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกโน!วลกูดoทคอม
ผ่านไปหลายช่วงลมหายใจ หานเจวี๋ยก็กีดกันกระแสจิตของฉู่ซื่อเหรินออกไป
ฉู่ซื่อเหรินลืมตาขึ้น สูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง เอ่ยด้วยความสะท้อนใจ “อาจารย์ปู่ช่างมีความสามารถมหาศาลโดยแท้ เผ่ามนุษย์ด้านนอกไม่ควรค่าให้กล่าวถึงเลยจริงๆ ท่านหลงเหลือเชื้อไฟให้เผ่ามนุษย์มาตั้งนานแล้ว ทำให้ข้าเลื่อมใสเหลือเกินขอรับ!”
เขากล่าวออกมาจากใจจริง ด้วยระดับตบะของหานเจวี๋ย โลกเขย่าพิภพมิได้มีผลประโยชน์ต่อเขาเลย ที่ยังคงปกป้องดูแลโลกเขย่าพิภพเอาไว้ เพราะความเมตตาในใจเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญที่ยังคงดูแลเกื้อกูลโลกมนุษย์อันเป็นต้นกำเนิดของตนเสมือนหานเจวี๋ยนี้ มีน้อยเหลือเกิน
ยิ่งตบะสูงขึ้นเท่าไร ความเป็นมนุษย์ก็ยิ่งถดถอยลง สุดท้ายก็กลายเป็นเทพเซียนทรงพลังที่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น
“ฝึกบำเพ็ญให้ดีเถอะ อันที่จริงข้าให้ความสำคัญกับศักยภาพของเจ้าอย่างยิ่ง ข้าคาดหวังว่าสามลำดับแรกในหมู่ศิษย์สำนักซ่อนเร้นจะมีเจ้าอยู่” หานเจวี๋ยมองฉู่ซื่อเหรินแล้วเอ่ยวาจา
ฉู่ซื่อเหรินพยักหน้ารับ แววตามุ่งมั่น
ติดตามผู้มีมหากรุณาเช่นนี้ มรรคจิตของเขาจะยิ่งมั่นคงขึ้น
เขาจะช่วยผลักดันหานเจวี๋ยไปสู่จุดสูงสุดกลายเป็นยอดผู้แข็งแกร่ง เมื่อถึงเวลานั้นโลกมรรคาสวรรค์อันแสนสงบสุขเปี่ยมด้วยคุณงามความดีจะเปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริงอีกครั้ง!
หลังจากฉู่ซื่อเหรินออกไป หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจหาศัตรูที่แข็งแกร่งรอบนอกของเขตเซียนร้อยคีรี
[พุทธสมาธิญาณ: เซียนทองต้าหลัวระยะต้น หนึ่งในบรรพชนพุทธแห่งสำนักพุทธ]
เซียนทองต้าหลัวระยะต้น!
นับว่าไม่อ่อนด้อยเลย
หานเจวี๋ยคร้านจะดึงเขาเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ จึงเมินเฉยไปเสีย
….
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านมากว่าพันปีแล้ว
เพียงพริบตาเดียว หานเจวี๋ยก็มีอายุครบสองหมื่นห้าพันปี
พุทธสมาธิญาณมีความสามารถยิ่ง เผ่ามนุษย์กลายเป็นผู้บำเพ็ญพุทธวิถีแล้ว ในหมู่มนุษย์ฐานะของผู้บำเพ็ญพุทธสูงส่งนัก
ในวันนี้เอง ผู้บำเพ็ญพุทธกลุ่มหนึ่งมาเยือนในละแวกเขตเซียนร้อยคีรี
ผู้นำกลุ่มคือภิกษุชรารูปหนึ่ง
เขาคุกเข่าลงก่อน ภิกษุรูปอื่นถึงได้คุกเข่าตาม
“บรรพชนโจวฝานอยู่ที่นี่หรือไม่”
ภิกษุชราตะโกนเรียกเสียงดัง ภิกษุรูปอื่นต่างเริ่มโขกศีรษะ
ผ่านไปสักพักหนึ่ง เสียงโจวฝานดังแว่วออกมา
“มีเรื่องใด”
เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก เขาชิงชังสำนักพุทธเป็นที่สุด การที่เผ่ามนุษย์บำเพ็ญพุทธวิถี ทำให้เขารู้สึกว่าตนถูกแทงข้างหลังเสียแล้ว
ภิกษุชราร้องไห้อ้อนวอน “ขอท่านโปรดออกมาช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ด้วยเถิด ยามนี้เกิดโรคระบาดขึ้นในเผ่า แม้แต่เซียนมนุษย์ก็ไม่อาจรักษาได้”
โจวฝานขมวดคิ้วอยู่ในอารามเต๋า
นี่คิดจะหลอกให้เขาออกไปสินะ
เวลานี้เอง มีอีกเสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา “เฮอะ โรคระบาดมาได้ถูกเวลานัก นี่คือบทลงโทษจากมรรคาสวรรค์ เผ่ามนุษย์โอหังเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า ซากศพสุมถิ่นกันดาร นี้คือบาปกรรม”
เป็นเสียงของหลี่เสวียนเอ้า
ภิกษุชราร่ำไห้อ้อนวอนต่อไป “บรรพชนโจวฝาน หากท่านไม่ออกมา เผ่ามนุษย์อาจต้องสิ้นเผ่าพันธุ์!”
กล่าวจบ ลมพายุรุนแรงน่าหวาดหวั่นหอบหนึ่งพัดออกมาจากเขตเซียนร้อยคีรี พัดพาภิกษุกลุ่มนี้ลอยขึ้นไป ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น มนุษย์ทั้งหมดที่อยู่ในรัศมีล้านลี้ล้วนถูกกวาดม้วนขึ้นสู่ฟ้า เมืองมนุษย์พังราบเป็นหน้ากลองในทันใด
ชาวมนุษย์ในพายุไม่ได้รับอันตรายเลย เพียงไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ ได้แต่ปล่อยให้พายุกวาดม้วนพัดพาไป
มนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ถูกหอบออกไป!
………………………………………………………………
[1] ไม้ขักขระ เป็นหนึ่งในเครื่องใช้สิบแปดอย่างสำหรับภิกษุ มีระบุอยู่ในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายานสำหรับใช้ถือมือขวายามออกธุดงค์หรือบิณฑบาท ใช้ต่างไม้เท้าค้ำยัน ทั้งยังใช้ป้องกันตัวและแสดงวรยุทธ์ได้ด้วย
เป็นฝีมือของหานเจวี๋ย!
เขาโยกย้ายประชากรเผ่ามนุษย์ทั้งหมดออกไปจากบริเวณโดยรอบ ไปให้ไกลจากเขตเซียนร้อยคีรี
โจวฝานเห็นภาพนี้ก็อดตะลึงงันไม่ได้ จากนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะโล่งอก
เมื่อครู่พอได้ยินว่าเผ่ามนุษย์จะล่มสลาย เขาเกิดความเห็นใจขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ผลสุดท้ายพอเผ่ามนุษย์ถูกโยนออกไป เขาพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมา
เผ่ามนุษย์ไหนเลยจะล่มสลายง่ายดายถึงเพียงนั้น!
แค่ในสำนักซ่อนเร้นก็มีศิษย์ที่มาจากเผ่ามนุษย์อยู่มากมายแล้ว!
ขณะเดียวกัน เขาก็ตกตะลึงกับตบะของหานเจวี๋ย
พลังจิตของเขาครอบคลุมไปไม่ถึงเผ่ามนุษย์แล้ว ทว่าหานเจวี๋ยพัดเผ่ามนุษย์ออกไปได้ในคราวเดียว ความสามารถระดับนี้ยากจะจินตนาการได้
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยมีสีหน้าหงุดหงิด
“รู้จักแต่โวยวาย ไม่รู้จักพอ!”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ไม่ว่าเผ่ามนุษย์จะมีอันตรายจริงๆ หรือเป็นการจัดฉากของพุทธสมาธิญาณ หานเจวี๋ยก็คร้านสืบสาวราวเรื่อง ไล่ไปให้พ้นเสียเลย!
หลายปีมานี้ เผ่ามนุษย์สร้างบ้านแปงเมืองอย่างบ้าคลั่ง ใกล้จะปิดล้อมเขตเซียนร้อยคีรีไว้หมดแล้ว นี่มิใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
น่าเสียดาย พวกเขาประเมินตัวสูงไป
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังอันแกร่งกล้า แผนร้ายใดๆ ล้วนกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน!
หานเจวี๋ยส่งกระแสจิตลงไปใต้ดิน ไข่กิเลนนับพันใบฟักตัวออกมาเก้าในสิบส่วนแล้ว ไม่เลวเลย
ในยุคนี้ ยิ่งสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าได้รับการหล่อเลี้ยงไว้นานเท่าไร คุณสมบัติเชิงกายภาพก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าเป็นเพียงคุณสมบัติเชิงกายภาพเท่านั้น
สำหรับหานเจวี๋ยที่บรรลุถึงระดับนี้ คุณสมบัติเชิงกายภาพไม่สำคัญอีกต่อไป เขาให้ความสำคัญกับทักษะความเข้าใจมากกว่า
คุณสมบัติทางกายภาพของลี่เหยาก็ไม่นับว่าเลิศล้ำ แต่ทักษะความเข้าใจแกร่งกล้ายิ่ง ด้วยเหตุนี้นางถึงสามารถไล่ตามศิษย์ชั้นแนวหน้าของสำนักซ่อนเร้นทัน
ในเวลานี้
จู่ๆ หลี่เต้าคงมาขอเข้าพบหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยจึงให้เขาเข้ามา
หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามาด้วยธุระใด”
หลังจากหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเข้าสู่สำนักซ่อนเร้น ก็อยู่อย่างสงบมาโดยตลอด ดีกว่าที่หานเจวี๋ยคาดการณ์ไว้
โดยเฉพาะหลี่เสวียนเอ้า เขาเป็นฝ่ายเริ่มผูกมิตรกับศิษย์คนอื่นๆ ก่อนด้วย
หลายปีนี้ที่อยู่ร่วมกันมา หานเจวี๋ยยอมรับพวกเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
หลี่เต้าคงเอ่ยถาม “ขอบังอาจถามเจ้าสำนัก พวกข้าทั้งสองมีฐานะใดในสำนักซ่อนเร้น”
หานเจวี๋ยใคร่ครวญแล้วตอบไปว่า “นับจากวันนี้ไป พวกเจ้าคือผู้พิทักษ์สำนักซ่อนเร้น ตำแหน่งนี้มีศักดิ์เสมอศิษย์รุ่นที่สอง เจ้าคือผู้พิทักษ์หลัก หลี่เสวียนเอ้าคือผู้พิทักษ์รอง เป็นอย่างไร”
หลี่เต้าคงยิ้มออกมา เอ่ยขอบคุณ “ขอบพระคุณเจ้าสำนัก!”
เขาไม่อาจเอื้อมมีตำแหน่งเสมอกับหานเจวี๋ย ตอนนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ในใจเขา หานเจวี๋ยสูงส่งยิ่งกว่าอริยะมรรคาสวรรค์เสียอีก!
หลี่เต้าคงมิได้รั้งอยู่ต่อ ขอตัวจากไป
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา จึงเรียกเจียงอี้เข้ามา
“นับจากวันนี้ไป เจ้าคือผู้พิทักษ์ลำดับที่สามแห่งสำนักซ่อนเร้น มีศักดิ์เทียบเท่าศิษย์รุ่นที่สอง”
เจียงอี้ฟังแล้วมีสีหน้าปลาบปลื้ม เผยความปรีดาออกมา
เขาเอ่ยถาม “ได้เป็นผู้พิทักษ์คนเดียวหรือ”
“เจ้าคือผู้พิทักษ์ลำดับที่สาม ถัดลงมาจากหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้า”
“ห๊า”
รอยยิ้มบนใบหน้าเจียงอี้เจื่อนลงทันที แต่ฉุกคิดได้ว่า หากจัดให้เขามีลำดับสูงกว่าหลี่เต้าคง พูดไปก็ดูไม่น่าฟังนัก เขามิใช่คู่ต่อสู้ของหลี่เต้าคงเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เจียงอี้จึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ลำดับที่สาม
เขานำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ ท่าทางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ผู้พิทักษ์ลำดับที่สามฟังอย่างไรก็ดูร้ายกาจกว่าศิษย์รุ่นที่สี่!
สำหรับเรื่องนี้ เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างรู้สึกอิจฉาตาร้อน ตำแหน่งผู้พิทักษ์ฟังดูร้ายกาจกว่าตำแหน่งศิษย์เสียอีก
หลังจากหลี่เต้าคง หลี่เสวียนเอ้าและเจียงอี้กลายเป็นผู้พิทักษ์ ทั้งสำนักซ่อนเร้นตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงระดับต่ำล้วนให้ความรู้สึกเหนียวแน่นกลมเกลียวยิ่งขึ้น
แต่ก่อนสำนักซ่อนเร้นหละหลวมเกินไป หลายปีมานี้ หานเจวี๋ยค่อยๆ มอบฐานะที่ชัดเจนให้ผู้ที่ยังคงคลุมเครืออยู่ ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง
สำนักซ่อนเร้นต้องเอาจริงแล้ว!
หากไร้กฏเกณฑ์ก็ไม่อาจเป็นปึกแผ่นได้!
หลังจากเผ่ามนุษย์ถูกย้ายออกไป เขตเซียนร้อยคีรีกลับสู่ความสงบ หลังจากได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของหานเจวี๋ย เหล่าศิษย์ต่างตั้งใจฝึกฝนยิ่งขึ้น พวกเขาอยากทรงพลังถึงขั้นที่สามารถเคลื่อนย้ายดวงดาว สั่นคลอนขุนเขาเขย่านทีเช่นนั้นได้
ชั่วพริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกหนึ่งพันปี
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นอีกไม่น้อยเลย เข้าใกล้ระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ
สิ่งที่เขาหมายตามิใช่ครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ แต่เป็นระดับอริยะ!
อริยะสิถึงจะเป็นจุดเริ่มต้น!
ในวันนี้ แผ่นดินไหวสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง มิใช่นิมิตหมาย แต่ห่างออกไปมีผู้ทรงพลังต่อสู้กันอยู่ เสียงต่อสู้ดังครึกโครม
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมองออกไป พบว่าเป็นการต่อสู้ของต้าหลัวสองราย หนึ่งในนั้นเป็นพุทธองค์ ส่วนอีกคนมีกลิ่นอายเทพ แต่กลิ่นอายไม่ได้คล้ายเทพเซียนไปเสียทั้งหมด คาดว่าน่าจะเป็นเผ่าสวรรค์
ศึกระหว่างพุทธะและสวรรค์ดุเดือดอย่างยิ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการสังหารฝ่ายตรงข้าม
หานเจวี๋ยมองอยู่ครู่หนึ่งก็หมดความสนใจ
พวกไก่อ่อนจิกกันเอง
แต่เมื่อมองจากเรื่องนี้ สำนักพุทธเปิดฉากต่อสู้กับเผ่าสวรรค์ คาดว่าเป็นการแย่งชิงตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์โนเวลกูดอทคอม
ขอเพียงไม่มาคุกคามหานเจวี๋ยก็พอแล้ว
[มหาจักรพรรดิเซียวต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
มหาจักรพรรดิเซียว
อริยะเผ่ามารหรือ
หานเจวี๋ยไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงตัดสินใจเพิกเฉยเสีย
หลายวันต่อมา มหาจักรพรรดิเซียวขอเข้าฝันหานเจวี๋ยอีกครั้ง หานเจวี๋ยยังคงเพิกเฉยต่อไป
วงจรนี้วนเวียนซ้ำๆ ผ่านไปห้าเดือน มหาจักรพรรดิเซียวขอเข้าฝันถึงเจ็ดครั้ง
ไกลออกไปในที่สุดศึกระหว่างต้าหลัวก็จบลง ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บ ไม่มีผู้ใดสิ้นชีพ สู้กันเสียเปล่าแล้ว
[มหาจักรพรรดิเซียวต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
มาอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ถามในใจ ‘หากยอมรับการเข้าฝันจะมีอันตรายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ไม่มี]
หานเจวี๋ยเลือกยอมรับคำขอเข้าฝัน
ภายในความฝัน หานเจวี๋ยมองเห็นมหาจักรพรรดิเซียว ที่นี่คล้ายอาณาเขตฟ้าบุพกาล ไอหมอกทึมเทาไหวกระเพื่อมอยู่ตลอด มหาจักรพรรดิเซียวสวมชุดสีดำ ดูคล้ายเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยิ่ง
หานเจวี๋ยถามอย่างหวาดระแวง “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือ”
มหาจักรพรรดิเซียวขมวดคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอันใด ข้าคืออริยะ มาเข้าฝันเจ้า เพราะมีเรื่องเร่งด่วน!”
หานเจวี๋ยทำความเคารพอย่างขลาดกลัว ประสานมือทักทาย “น้อมพบอริยะ”
“มีอริยะมาหาเจ้า ต้องการให้เจ้าร่วมแย่งชิงตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์ใช่หรือไม่”
“ขอรับ!”
“โกหกทั้งเพ ปราณม่วงอนธการของหนี่ว์วาสาบสูญไร้ร่องรอย เหล่าอริยะต้องการอุปโลกน์อริยะจอมปลอมขึ้น แบ่งปันดวงชะตาอริยะของตนให้ผู้เข้าคัดเลือก ฉากหน้าจะช่วยเหลือให้กลายเป็นอริยะ แต่ความจริงคิดจะยืมมือพวกเขาให้สำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคา”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
อริยะโหดเหี้ยมโดยแท้!
ไม่น่าเชื่อยังคิดจะใช้พลังวิเศษทำลายมรรคาอยู่อีก!
ที่แท้ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน นอกจากเผ่าสวรรค์แล้ว สำนักนิกายแห่งโชคชะตาต่างๆ ล้วนประสบความเสียหายอย่างหนัก ยามที่ซูฉีสำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคา ศิษย์ของพวกเขาต่างไม่ได้อพยพโยกย้าย ยังคงอยู่ในแดนเซียน สุดท้ายก็มีศิษย์ดับสูญไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง อริยะสำนักเต๋าได้แต่ข่มกลั้นอยู่ในใจ ทั้งที่ใจล้วนอยากล้างแค้นเอาคืน
หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ เหล่าอริยะคงไม่ล้างแค้นอริยะมิ่งจีหรอกกระมัง
มหาจักรพรรดิเซียวกล่าวว่า “เจ้าคือตัวแปรที่บรรพชนเต๋าระบุไว้ หากมรรคาสวรรค์ตกอยู่ในภาวะวิกฤต อาจต้องพึ่งพาเจ้าพลิกฟื้นสถานการณ์”
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความหวาดกลัว “ข้าไม่มีความสามารถถึงเพียงนี้”
มหาจักรพรรดิเซียวเอ่ยด้วยความหงุดหงิดระอา “สิ่งที่ควรพูด ข้าก็พูดไปแล้ว เท่านี้แหละ”
เขาโบกมือ ฉากความฝันพังทลายลง
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่ร่าง
‘มหาจักรพรรดิเซียวหลอกข้าอยู่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่ใช่]
เอ๋ หานเจวี๋ยตะลึงงัน
อริยะเผ่ามารขัดขวางมิให้อริยะทำลายล้างโลกอย่างนั้นหรือ
ถือบทสลับกันอยู่หรือเปล่า
ช้าก่อน!
บรรพชนเต๋าไม่ได้ทำลายล้างเผ่ามาร ซ้ำยังปล่อยให้เผ่ามารสำเร็จเป็นอริยะ หรือจะมีเส้นสนกลใน
จากความเข้าใจของหานเจวี๋ย อริยะมรรคาสวรรค์ใช่ว่าจะดีไปเสียหมด ทั้งหมดต่างทำเพื่อตัวเอง วางแผนร้ายต่อสรวงสวรรค์ เมื่อมองจากจุดนี้ พวกเขาใช่ว่าจะสูงส่งและดีเด่ไปกว่ามหาจักรพรรดิเซียว
—
หานเจวี๋ยไม่ได้ทำนายต่อไปอีกว่าเหล่าอริยะมีความทะเยอทะยานเช่นไร ถึงอย่างไรก็ไม่กระทบมาถึงตัวเขา
สาปแช่งอริยะมิ่งจีจนเป็นบ้าก็พอแล้ว หากสาปแช่งอีก มรรคาสวรรค์อาจล่มสลายอีกครั้ง
ตอนนี้หานเจวี๋ยเพียงอยากเก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ในอาณาเขตเต๋า
สามปีต่อมา
“ข้า นักพรตเทียนชิง จะสร้างอาณาเขตเต๋าสำหรับแสดงธรรม ณ ทะเลฟ้าชาดสุดเขตแดนใต้ เพื่อแสดงธรรมแห่งวิถีเซียนให้แก่สรรพสิ่ง จะเริ่มแสดงธรรมให้อีกหนึ่งร้อยปีให้หลัง ทุกสรรพสิ่งสามารถมาสดับฟัง ทำความเข้าใจผู้ทรงพลังที่มีอายุยืนยาวเป็นอมตะ!”
เสียงหนึ่งดังก้องทั่วแดนเซียน หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย อีกฝ่ายเป็นเพียงเซียนทองต้าหลัว
เซียนทองต้าหลัวก็กล้ามาแสดงธรรมแล้วหรือ
รนหาที่ตายจริงๆ!
ไม่กลัวจะล่วงเกินอริยะหรืออย่างไร
จากนั้นก็ฉุกคิดได้ว่า อีกฝ่ายอาจจะเป็นศิษย์ของอริยะ
หานเจวี๋ยส่ายหัวหลุดขำออกมา
ช่วงหนึ่งพันปีหลังจากนั้น มีผู้ทรงพลังถ่ายทอดเสียงไปทั่วแดนเซียนอยู่เนืองๆ ประกาศว่าจะแสดงธรรม มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันของสำนักต่างๆ
หนึ่งพันปีต่อมา ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เฉียดใกล้ระดับอริยะขั้นสมบูรณ์
นับจากการทะลวงขั้นครั้งก่อน ก็ล่วงเลยมาเกือบเจ็ดพันปีแล้ว
หานเจวี๋ยตื่นเต้นลนลาน จึงสาปแช่งอริยะมิ่งจีไปก่อนระลอกหนึ่งเป็นการเฉลิมฉลอง
ห้าวันต่อมา เมื่อสาปแช่งเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
ฮึดสู้เข้าไว้!
มุ่งสู่ขั้นสมบูรณ์!
ในเวลาเดียวกัน นอกเขตเซียนร้อยคีรีมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่าใบหน้ามิใช่หน้ามนุษย์ทั้งสามตนมาถึงเนินเขา หัวหน้ากลุ่มเป็นสิ่งมีชีวิตร่างมนุษย์หัวเหยี่ยว สวมชุดคลุมสีม่วง ขลิบริมสีแดง
สิ่งมีชีวิตหัวเหยี่ยวขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นว่า “พลังจิตไม่อาจสอดแนมเข้าไปได้เลย สมกับเป็นเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของแดนเซียน”
สิ่งมีชีวิตหัวงูที่อยู่ข้างๆ ถาม “พี่ใหญ่ พวกเราบุกเข้าไปเลยหรือไม่”
สิ่งมีชีวิตหัวเหยี่ยวส่ายหน้า เอ่ยปราม “ก่อนจะยืนยันจนมั่นใจอย่าได้บุ่มบ่ามเคลื่อนไหว ไม่ง่ายเลยกว่าพวกเราสามเซียนยอดลำนำจะเดินทางมาถึง ไม่อาจประมาทได้ แดนเซียนซุกซ่อนผู้ทรงพลังไว้มากมาย หากเขตเซียนร้อยคีรีมีผู้ทรงพลังอยู่ พวกเราก็จำเป็นต้องทำตัวสุภาพเข้าไว้”
เมื่อสิ่งมีชีวิตอีกสองตนได้ฟังก็สบตากันแวบหนึ่ง พยักหน้ารับเงียบๆ
ด้วยเหตุนี้ สามเซียนยอดลำนำจึงเริ่มลงหลักปักฐานในละแวกใกล้เคียง สร้างที่พำนักของตนขึ้น
ใต้ต้นฝูซัง
ไก่คุกรัตติกาลร้องขึ้นมา “มีสิ่งมีชีวิตแปลงกายได้สามตนอาศัยอยู่นอกเขตเซียนร้อยคีรี เป็นจักรพรรดิเซียนทั้งสิ้น”
เจ้าใหญ่แค่นเสียง “ก็แค่จักรพรรดิเซียน มีอันใดน่าสนใจกัน”
เจ้ารองพยักหน้าเห็นด้วย
จักรพรรดิเซียนหรือ
สำนักซ่อนเร้นไม่ขาดแคลนจักรพรรดิเซียนเลย!
ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ พวกเขาและเผ่าเอกาล้วนเริ่มมุ่งหน้าสู่ระดับเทพกันแล้ว!
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเอ่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คงมิใช่ว่าพวกเขาคิดจะบุกเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรีของพวกเรากระมัง”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง”
“จุ๊ๆ เจ้าคิดว่าผู้อื่นสมองสุนัขหรือไร”
“หมายความว่าอย่างไร เกรงใจกันบ้าง เขาคือลูกหมาของท่านไก่นะ!”
“พวกเจ้า…ไม่มีความเป็นคน!”
“จะพูดก็พูดไปสิ อย่าได้ข่มเหงสุนัขสวรรค์ ตอนนี้ผู้อื่นมีผู้พิทักษ์รองคอยให้ท้ายแล้ว ร้ายกาจนัก”
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นใต้ต้นฝูซังเริ่มคุยเล่นกัน บ้างพูดบ้างหัวเราะ ล้วนไม่เห็นสามเซียนยอดลำนำอยู่ในสายตาเลย
อย่าว่าแต่จักรพรรดิเซียนเลย ต่อให้ครึ่งอริยะมาโจมตี เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็ไม่มีทางตื่นตระหนก
ห้าร้อยปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มาถึงขั้นตอนการฝ่าทะลวง อารมณ์เขาเบิกบาน เริ่มปิดด่านทันที
ช่วงที่เขาปิดด่านอยู่ สามเซียนยอดลำนำนั่งไม่ติดที่แล้ว
พวกเขาเริ่มทดลองบุกเข้าไปในเขตเซียนร้อยคีรี แต่ถูกค่ายอาคมขวางกั้น
“บังอาจ!”
เสียงตะโกนกึกก้องแว่วออกมา สามเซียนยอดลำนำล่าถอยไปด้วยความตกใจ
มองเห็นบุรุษชุดขาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศภายในเขตเซียนร้อยคีรี ก้มหน้ามองสามเซียนยอดลำนำ
ยอดฝีมือ!
สามเซียนยอดลำนำถูกพลังของอีกฝ่ายขู่ขวัญ ราวกับได้พบพานอริยะในตำนานเล่าขาน
เซียนหน้าเหยี่ยวกล่าว “พวกเราคือสามเซียนยอดลำนำ มาคารวะเขตเซียนร้อยคีรีโดยเฉพาะ ก่อนจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกข้ารออยู่ที่นี่มาห้าร้อยปีแล้ว มิเห็นร่องรอยของผู้ใดเลย ดังนั้นจึงถือวิสาสะบุกเข้าไป หวังว่าผู้อาวุโสจะไม่ขุ่นเคือง อีกอย่าง รับพวกเราสามเซียนเข้าสังกัดได้หรือไม่ขอรับ”
บุรุษชุดขาวขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “รับพวกเจ้าไว้หรือ ข้าตัดสินใจไม่ได้ ขอแนะนำให้พวกเจ้าล้มเลิกเสีย ต่อให้เป็นครึ่งอริยะ ก็ไม่มีทางเข้ามาได้”
ตัดสินใจไม่ได้เช่นนั้นหรือ
เซียนหน้าเหยี่ยวถามด้วยความระมัดระวัง “ในเขตเซียนร้อยคีรีท่านนับว่า…”
“ศิษย์ในนาม! ต่ำต้อยไม่ควรค่าให้กล่าวถึง ข้าเพียงพำนักอยู่ในเขตชายแดน ดังนั้นจึงมาห้ามปรามพวกเจ้า กล่อมมิให้พวกเจ้าสร้างความวุ่นวาย มิเช่นนั้นผู้ทรงพลังในสำนักซ่อนเร้นของข้าสามารถทำให้พวกเจ้าร่างสิ้นจิตสลายได้” บุรุษชุดขาวกล่าวอย่างไร้ความอดทน
ศิษย์ในนามอย่างนั้นหรือ
สามเซียนยอดลำนำตกตะลึง เวลานี้บุรุษชุดขาวหันหลังจาก หายวับไปอย่างรวดเร็วโuเวลกูดoทคอม
เซียนหัวงูเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “พี่ใหญ่ ที่นี่มีผู้ทรงพลังเลิศโลกาอยู่จริงๆ ด้วย!”
เซียนหน้าเหยี่ยวสูดหายใจลึกๆ กล่าวว่า “พวกเราจะไม่ไปจากที่นี่ ในเมื่อผู้ทรงพลังของเขตเซียนร้อยคีรีไม่ได้ลงมือกับพวกเรา แสดงว่าในใจเขามีจิตเมตตาอยู่ ขอเพียงพวกเราแสดงความจริงใจมากพอ จะต้องทำให้พวกเขาหวั่นไหวได้แน่ ยิ่งไปกว่านั้นคุณสมบัติของพวกเราก็ไม่เลวอีกด้วย!”
เซียนอีกสองตนพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาเรียกขานตนว่าสามเซียน แต่พวกเขารู้ดีว่าตนมิใช่เซียนมนุษย์
พวกเขาต้องการที่พึ่ง!
ด้วยเหตุนี้ สามเซียนยอดลำนำจึงอาศัยอยู่ในละแวกเขตเซียนร้อยคีรีต่อไป นานๆ ทีก็จะมาคุกเข่าโขกศีรษะอยู่หน้าค่ายกลด้วยกันเป็นระยะ ต้องการทำให้ผู้ทรงพลังใจอ่อน
ดำเนินไปเช่นนี้
ห้าสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยทะลวงขั้นสำเร็จแล้ว!
พลังเวทเพิ่มพูน ความรู้สึกของการแข็งแกร่งขึ้นทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าของหานเจวี๋ยได้รับการเติมเต็มอย่างเปี่ยมล้นยิ่ง
หานเจวี๋ยเรียกจอหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจสอบ
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 27,553/9,890,009,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: ระดับเตรียมเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะสมบูรณ์]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]
….
อายุขัยกลับไม่ทบกลับคืนมาใหม่ เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งในสาม
ต่อจากนี้หานเจวี๋ยก็สามารถมุ่งหน้าสู่การพิสูจน์มรรคได้แล้ว!
หานเจวี๋ยทำให้ตบะเสถียรต่อ ใช้เวลาไปยี่สิบเจ็ดปี
จากนั้นเขาใช้เวลาอีกหลายเดือนยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ทั้งหมดของเขาขึ้นจนถึงขีดจำกัด
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา ในเวลานี้เอง หานตั้วเทียนก็มาขอเข้าพบ
หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในอารามเต๋า
หานตั้วเทียนคุกเข่าคารวะเบื้องหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “อาจารย์ปู่เทียด ระยะนี้สิ่งมีชีวิตแปลงกายได้มาที่เขตเซียนร้อยคีรีไม่น้อยเลยขอรับ ล้วนมาจากสำนักแห่งโชคชะตาแต่ละแห่ง มีข่าวลือแพร่ออกไปว่าเขตเซียนร้อยคีรีซุกซ่อนปราณม่วงอนธการที่ใช้ในการพิสูจน์มรรคไว้ นี่มิใช่เรื่องดีเลยขอรับ”
สีหน้าเขาตึงเครียด
ค่ายกลของเขตเซียนร้อยคีรีแข็งแกร่ง แต่ไม่อาจยับยั้งการรวมตัวกันของสิ่งมีชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกได้
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “มาก็มาเถิด พวกเขาบุกเข้ามาไม่ได้เหรอก”
ปราณม่วงอนธการหรือ
ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นเล่ห์กลของผู้ใด ค่อยไปจัดการเอาทีหลัง!
ตอนนี้หานเจวี๋ยคิดแต่จะพิสูจน์มรรคให้ได้ก่อน
หานตั้วเทียนถามด้วยความระมัดระวัง “ข้าได้ยินสิ่งมีชีวิตด้านนอกกล่าวว่า เป็นคำพูดของอริยะ มีเจตนาแฝงเร้นไม่น้อยเลย คำพูดของอริยะ ผู้ใดจะไม่เชื่อบ้างเล่า เมื่อถึงเวลาไม่แน่ว่าแม้แต่ครึ่งอริยะก็อาจจะมาด้วย ค่ายกลของพวกเราจะต้านไหวหรือขอรับ”
แววตาหานเจวี๋ยพลันเย็นชาลง กล่าวว่า “เจ้าสนใจเรื่องของตัวเองเถอะ ฝึกบำเพ็ญให้มากเข้า สำนักซ่อนเร้นฝ่ามหาเคราะห์มาได้ คลื่นมรสุมใหญ่อันใดบ้างที่ยังไม่เคยประสบมาก่อน คำพูดจำพวกนี้อย่าได้เอาไปลือในสำนัก จะส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญของผู้อื่น เข้าใจหรือไม่”
วินาทีนั้น หานตั้วเทียนรับรู้ถึงแรงกดดันอันน่าหวาดกลัว แทบหายใจไม่ออกแล้ว รีบพยักหน้าตอบรับ
หานเจวี๋ยโบกมือ สื่อว่าให้เขาออกไปเสีย
หานตั้วเทียนรีบไปจากอารามเต๋าทันที
“อริยะ?”
หานเจวี๋ยไม่แยแสเลย เขาไม่ได้ทำนายดูว่าเป็นอริยะหน้าไหน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เขาไม่สามารถสาปแช่งอริยะรายนั้นตรงๆ ได้ หากสาปแช่ง มีความเป็นไปได้สูงที่ตัวตนจะถูกเปิดเผย
ถึงอย่างไรต่อให้อริยะบุกมาด้วยตัวเองก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี
ตอนนี้หานเจวี๋ยมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
พิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ!
—
หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา ตัดสินใจจะทำนายดูล่วงหน้าว่าผู้ใดวางแผนร้ายอยู่
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[เทพสูงสุดหนานจี๋]
หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลย ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็ไม่ตกใจทั้งนั้น
เทพสูงสุดหนานจี๋เป็นเจ้านิกายฉ่าน ถ้าหานเจวี๋ยจะเอาคืนเขา สามารถพุ่งเป้าไปที่นิกายฉ่านได้ เช่นนั้นตัวตนจะได้ไม่ถูกเปิดโปงง่ายๆ
เรื่องสำคัญอย่างปราณม่วงอนธการ ลำพังนิกายฉ่านไม่มีทางวางแผนได้ คาดว่าคงเป็นอริยะลงมือจัดแจงเองเป็นแน่
หานเจวี๋ยวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว เอาไว้จัดการทีหลัง
ต่อให้สิ่งมีชีวิตทั่วแดนเซียนมาโจมตีเขตเซียนร้อยคีรี ก็ไม่มีทางทำลายค่ายกลอาคมได้
ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับอริยะล้วนเป็นมดปลวก!
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ตัวอริยะเองก็เข้ามาไม่ได้เช่นกัน!
หานเจวี๋ยเริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา ทะลวงขั้นได้อีกครั้ง ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะฝึกฝนร่างจำลองเทพมารได้กี่ตน
สามสิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยได้ฝึกฝนร่างจำลองเทพมารไร้ครรลอง เทพมารรุ้งพราย เทพมารเวิ้งว้าง เทพมารแสงคำสาป เทพมารศิลา เทพมารแยกฟ้า เทพมารกาลเวลา เทพมารข้ามภพ เทพมารปรารถนาลวง เทพมารเขย่าขวัญ เทพมารหลงระเริง เทพมารร่างดาบ เทพมารอำพราง เทพมารลมปราณ เทพมารหฤทัย
ร่างจำลองเทพมารสิบห้าตน!
มีร่างจำลองเทพมารทั้งหมดสี่สิบเก้าตนแล้ว!
พลังของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนมหาศาล เขาเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบทันที
เป็นเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ต่ำกว่าอริยะลงไปสามารถสังหารได้ในชั่วพริบตา!
มีความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งคือหานเจวี๋ยสามารถต่อกรกับอริยะได้แล้ว!
เขาท้าสู้กับฝูซีเทียน สำแดงร่างจำลองเทพมารสี่สิบเก้าตนออกมาพร้อมกัน ผลการต่อสู้คือเสมอกับฝูซีเทียน
ร่างจำลองเทพมารทั้งสี่สิบเก้าตนต่างเป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์แขนงหนึ่ง กล่าวให้ชัดขึ้นคือเป็นมหามรรคฉบับย่อ เมื่อสำแดงออกมาพร้อมกัน สามารถทำลายฟ้าถล่มพสุธาได้
แต่ก็ทำได้แค่เสมอกันเท่านั้น!
หานเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
ทั้งหมดนี้สังหารอริยะมรรคาสวรรค์ไม่ได้หรือ
เช่นนั้นภายหน้าเขาจะข้ามขั้นไปสังหารศัตรูได้อย่างไรกัน
เขาเริ่มโจมตีฝูซีเทียนอย่างบ้าคลั่ง ท้าสู้อยู่เรื่อยๆ
เวลาผ่านไปสิบปีเต็ม หานเจวี๋ยสังหารฝูซีเทียนไม่สำเร็จ จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า อริยะมรรคสวรรค์เลิศล้ำโดยแท้
“ถ้าอยากสังหารอริยะ อาจต้องตัดให้ขาดจากดวงชะตามรรคาสวรรค์เสียก่อน”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง แววตาวูบไหว
ภายในการต่อสู้ เขาสังหารฝูซีเทียนไปหลายต่อหลายครั้ง แต่คนผู้นี้ฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นอมตะฆ่าไม่ตาย
ต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่เป็นอมตะฆ่าไม่ตาย แม้จะเป็นหานเจวี๋ย สภาพจิตใจก็แทบพังทลายเช่นกัน
‘ต่อไปหากปะทะกับอริยะเข้าจริงๆ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะแกล้งตาย แล้วย้อนมาตลบหลังข้า’
เมื่อนึกถึงสถานการณ์นี้ หานเจวี๋ยก็ขนลุกขึ้นมาทันที
โชคดีที่มีแบบจำลองการทดสอบ มิเช่นนั้นเขาคงพลาดท่าในตอนท้าย
หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้วว่าหลังจากพิสูจน์มรรคได้ จะท้าสู้กับอริยะแต่ละรายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี หาวิธีที่สังหารศัตรูได้ง่ายที่สุด ปลิดชีพด้วยการโจมตีครั้งเดียว!
หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายพลางก้าวออกจากอารามเต๋า
“ศิษย์ทั้งหลายจงเตรียมสดับธรรม!”
เสียงหานเจวี๋ยแว่วดังไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี
ศิษย์ทุกคนตื่นเต้นคึกคัก กรูกันไปยังจุดสดับฟังธรรมทันที
แม้แต่หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าก็รีบไปในทันใด เห็นได้ชัดว่าตั้งตารอคอยมานานแล้ว
….
นอกเขตเซียนร้อยคีรี สิ่งมีชีวิตมารวมตัวกันมากมาย กวาดสายตามองออกไป มากมายจนไม่อาจนับให้ถ้วนได้
วิหคยักษ์ตัวหนึ่งบินวนเวียนอยู่บนฟ้า ขนปีกบนร่างสีดำขลับดั่งเหล็กไหล หนาแน่นมันวาว มันสยายปีกกว้างร้อยลี้ รูปลักษณ์คล้ายเหยี่ยวภูเขา มีสามหางที่ดูคล้ายกับหางแมว
“ด้านในมีเทพเซียนมากมายนัก!”
เหยี่ยวสามหางกล่าวด้วยความตื่นเต้น เสียงแว่วดังไปทั่วทิศ
ในเขตเซียนร้อยคีรีมีเทพเซียนอยู่มากมายปานนี้ เช่นนั้นข่าวลือเรื่องปราณม่วงอนธการมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นความจริงโนเวลกูดอทคoม
“เทพเซียนหรือ”
“เห…ไยจึงมีมากมายปานนี้”
“ที่แท้สำนักซ่อนเร้นก็มีตัวตนอยู่จริง!”
“พวกเขากำลังทำอะไรอยู่”
“สัมผัสถึงกลิ่นอายของพวกเขาไม่ได้เลย เห็นทีว่าจะมีค่ายกลอาคมทรงพลังปิดกั้นอยู่”
บรรดาสิ่งมีชีวิตพากันพูดคุยวิจารณ์ เต็มไปด้วยนักพรตที่แปลงกายได้แล้ว ต่างมีหน้าตาท่าทางต่างกันไป
เทพเซียนในสำนักซ่อนเร้นมีมากมายปานนี้ เช่นนั้นสมควรบุกเข้าไปเช่นใด
ในเวลานี้เอง
ปฐพีสั่นไหวขุนเขาโยกคลอน มนุษย์ร่างใหญ่ยักษ์สูงหมื่นจั้งตนหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาจากเส้นขอบฟ้า รวดเร็วเกินจะสกัดขวางได้
ยักษ์ตนนี้เปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อแข็งแกร่งใหญ่โตแต่ละมัดราวกับก่อตัวขึ้นจากหินผา ทิ่มแทงสายตาอย่างยิ่ง
เส้นผมเขายุ่งรุงรัง พุ่งกระแทกค่ายกลของเขตเซียนร้อยคีรีอย่างรุนแรงเกินจะต้านทานได้ เกิดลมพายุน่าหวาดหวั่นพัดพาสิ่งมีชีวิตหลายพันตนปลิดปลิวไป มีเสียงกรีดร้องแว่วเข้าหูอยู่ไม่ขาด
“เป็นเทพโบราณก่อนกำเนิดฟ้าจากเผ่าศิลา!”
ใครบางคนตะโกนขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับมองเห็นฉากที่ค่ายกลเขตเซียนร้อยคีรีจะพังทลายลงแล้ว
เทพโบราณเผ่าศิลาขมวดคิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำลายค่ายกลอาคมไม่ได้
เขายังคงพยายามอย่างสุดกำลังต่อไป ไม่ยอมแพ้
แต่ไม่ว่าเขาจะพุ่งกระแทกอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ภายในเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิแสดงธรรมอยู่บนยอดเขา ได้ยินเสียงโครมครามแว่วอยู่ไกลๆ อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น เหล่าศิษย์ที่สดับธรรมอยู่ล้วนเผยสีหน้าหงุดหงิดใจ
หานเจวี๋ยยกมือขวาขึ้น ความสนใจของเหล่าศิษย์ล้วนอยู่ที่ตัวเขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังมือขวาของเขาเช่นกัน
ฟึ่บ…
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาจากนิ้วมือขวาของหานเจวี๋ย พริบตาเดียวก็ทะยานออกไปไกล ระเบิดศีรษะของเทพเจ้าโบราณเผ่าศิลา สะเก็ดหินแตกกระจายไปทั่วสารทิศ
ซ่า!
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนตกตะลึง
“ไม่ต้องกลัว! เทพโบราณเผ่าศิลาเป็นอมตะฆ่าไม่ตาย!”
สิ่งมีชีวิตบางตนตะโกนขึ้นมา คิดจะเสริมสร้างความกำลังใจให้แก่กองทัพ
ทว่ามองเห็นร่างของเทพโบราณเผ่าศิลาปริร้าวอย่างรวดเร็วในระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ร่างกายใหญ่ยักษ์สูงหมื่นจั้งพังทลายลงทันที
หานเจวี๋ยแสดงธรรมต่อ
เป็นแค่ระดับเทพ คิดว่าจะทนรับพลังเวทจากครึ่งอริยะอย่างเขาได้หรือ
ร่างอมตะอย่างนั้นหรือ ก็ต้องวัดกันดู!
เมื่อเทียบกับความเป็นอมตะของอริยะ เทพโบราณเผ่าศิลาจะนับเป็นตัวอันใดเล่า
เทพโบราณเผ่าศิลาย่อยยับ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่รอบข้างล้วนตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าบุกเข้าไปในเขตเซียนร้อยคีรีอีก
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สามารถแสดงธรรมอย่างสบายใจได้
การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลาถึงห้าสิบปี
ห้าสิบปีต่อมา ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะลุกขึ้น หลี่เต้าคงได้ถ่ายทอดเสียงมาถาม “เจ้าสำนัก ต้องการให้ข้าออกไปจัดการหรือไม่”
หานเจวี๋ยคิดๆ ดู ตอบไปว่า “ได้ ยั้งแรงตนด้วย อย่าออกไปไกลนัก มิเช่นนั้นจะถูกอริยะพบตัว”
หลี่เต้าคงพยักหน้ารับ ขยับกายเหาะออกไป หานเจวี๋ยทำให้อาณาเขตเต๋าเปิดเป็นช่องทาง ปล่อยหลี่เต้าคงออกไป
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินกลับไปที่อารามเต๋า
ระหว่างทางเขาได้ยินเสียงฆ่าฟันและเสียงกรีดร้องระงม
ระดับต้าหลัว ในยุคสมัยนี้ นับเป็นมหาอำนาจอย่างแน่นอน ส่วนครึ่งอริยะ นั่นยิ่งเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทาน
เสียงฆ่าฟันทำได้เหล่าศิษย์ที่ตระหนักมรรคอยู่ได้สติกลับมาด้วย
….
ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม โถงหลักของเผ่าสวรรค์
จี้เซียนเสินสะบัดแขนเสื้อ เอ่ยด้วยความโมโห “หมายความว่าอย่างไร สำนักพุทธคิดจะเปิดศึกกับเผ่าสวรรค์หรือ”
ชาวเผ่าสวรรค์ที่อยู่ในห้องโถงมองหน้ากันเหลอหลา ไม่มีใครกล้าตอบขึ้นมาก่อน
จี้เซียนเสินเห็นสีหน้าท่าทีของพวกเขา พลันโมโหยิ่งกว่าเก่า!
เผ่าสวรรค์ที่ดูรุ่งโรจน์แท้จริงแล้วรากฐานกลับไม่มั่นคง ตำแหน่งบรรพชนสวรรค์ของเขาเป็นตำแหน่งลอยๆ เหล่าผู้แข็งแกร่งในเผ่าสวรรค์ต่างมีกองกำลังเป็นของตัวเองแทบทั้งสิ้น
ตอนนี้ยังมีเรื่องผู้บำเพ็ญพุทธวิถีที่เขาเคียดแค้นชิงชังอีก!
แม่ทัพเทพสวรรค์ก้าวออกมา เอ่ยว่า “ข้ายินดีจะไปสั่งสอนบทเรียนแก่สำนักพุทธ!”
สีหน้าโกรธเกรี้ยวของจี้เซียนเสินทุเลาลง กล่าวว่า “เรื่องนี้ยังต้องหารือกันต่อ สำนักพุทธเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเผ่าสวรรค์ ต้องมีสิ่งใดผลักดันอยู่เบื้องหลัง จำต้องตรวจสอบ”
“ใช่แล้ว พวกเจ้าคงได้ยินข่าวลือเรื่องปราณม่วงอนธการกระมัง ยามนี้สำนักแห่งโชคชะตาแต่ละแห่งล้วนกำลังแพร่ข่าวปราณม่วงอนธการ ข้าล้วนไม่เชื่อถือทั้งสิ้น ไหนเลยจะมีโอกาสให้พิสูจน์มรรคมากมายถึงเพียงนั้น อริยะเพิ่งดับขันธ์ไปเพียงท่านเดียว”
“พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อเผ่ามาร”
เผ่ามาร!
ชาวเผ่าสวรรค์ทั้งหมดที่อยู่ในห้องโถงสีหน้าล้วนเปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศกลับกลายเป็นตึงเครียดขึ้นมา
—
“บรรพชนสวรรค์ เหตุใดท่านจึงเอ่ยถึงเผ่ามาร เผ่ามารเป็นศัตรูคู่อาฆาตไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าได้ของผู้บำเพ็ญอย่างพวกเรานะขอรับ!” นักพรตเต๋าผมขาวรายหนึ่งก้าวออกมาพลางกล่าว
คำพูดของเขาทำลายความเงียบงัน ดึงดูดให้ผู้ทรงพลังเผ่าสวรรค์คนอื่นๆ พากันพูดสนับสนุน
เมื่อเอ่ยถึงเผ่ามาร พวกเขาล้วนกัดฟันกรอด จี้เซียนเสินมองเห็นก็ขมวดคิ้วนิดๆ
ห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ นอกจากจี้เซียนเสิน ที่เหลือล้วนส่งเสียงประณามความผิดบาปของเผ่ามาร
ผ่านไปนานพักใหญ่
หลังจากทุกคนสงบลง จี้เซียนเสินถามช้าๆ ว่า “ข้าอยากถามว่า พวกเจ้ามีความแค้นใดกับเผ่ามาร อย่าได้เอ่ยถึงตำนานยุคบรรพกาล พูดถึงแค่ตัวพวกเจ้าเอง”
เมื่อผู้ทรงพลังเผ่าสวรรค์ได้ฟัง ต่างก็มองหน้ากันเหลอหลา
พวกเขามิได้คิดไปตามคำพูดของจี้เซียนเสิน แต่ในใจกลับเกิดความสงสัยขึ้น
บรรพชนสวรรค์ถูกเผ่ามารยึดร่างหรือ
หรือว่ามรรคจิตถูกชักจูงหลอกล่อไป
ถึงได้ผิดครรลองคลองธรรมไปเช่นนี้!
แม้แต่แม่ทัพเทพสวรรค์ก็มองจี้เซียนเสินด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาแปลกๆ จากบรรดาลูกน้อง ทำเอาจี้เซียนเสินโมโหแทบตาย
คนพวกนี้คุยกันไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ!
จี้เซียนเสินฝืนข่มโทสะ ส่ายหน้า โบกมือสื่อให้พวกเขาออกไป
….
นับตั้งแต่หานเจวี๋ยสิ้นสุดการแสดงธรรม เวลาผ่านมาสามสิบปีแล้ว
ด้วยฝีมืออันทรงพลังของหลี่เต้าคง สิ่งมีชีวิตที่ต้องการมาแย่งชิงปราณม่วงอนธการถูกขับไล่ออกไป พวกที่เหลืออยู่ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตตบะต่ำต้อยที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าตนมิได้มีเจตนาร้าย
หลังจบศึกครั้งนั้น ชื่อเสียงของสำนักซ่อนเร้นก็ขจรขจายออกไปอีกครั้ง
ข่าวเรื่องที่หลี่เต้าคงเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นก็แพร่กระจายไปทั่วแดนเซียนอย่างรวดเร็ว
ศิษย์ใหญ่แห่งนิกายเหรินเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ข่าวนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในแดนเซียน
สำนักซ่อนเร้นนับว่ามีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างสมบูรณ์แล้ว เข้าใกล้การกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลระดับเจ้าจักรวรรดิชั้นแนวหน้าของแดนเซียนขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ในแง่ของชื่อเสียงก็เป็นเช่นนี้
ในวันนี้
หานเจวี๋ยสาปแช่งอริยะมิ่งจีเสร็จสิ้น ถึงแม้จะเพิ่งทะลวงขั้นไปไม่นาน แต่เขาไม่ได้นำอายุขัยมหาศาลมาสิ้นเปลืองไปกับอริยะมิ่งจี
หลังจากใช้แบบจำลองการทดสอบแล้ว หานเจวี๋ยคิดว่าความเป็นไปได้ในการสาปแช่งอริยะมิ่งจีให้ตายนั้นแทบจะเป็นศูนย์
ต้องสงบใจให้ดี ต่อไปต้องรักษาอายุขัยไว้ จะฟุ่มเฟือยไม่ได้
หานเจวี๋ยอยู่ไม่ไกลจากการพิสูจน์มรรคแล้ว เมื่อถึงเวลาเขาจะลงมือฆ่าอริยะมิ่งจีด้วยตัวเอง!
เขาลุกขึ้นยืน ยืดตัวบิดขี้เกียจ
ในเวลานี้เอง ดวงจิตประหลาดพลันพุ่งเข้ามา หยุดตรงหน้าเขา หมุนวนไม่หยุด คล้ายร้อนรนอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยสื่อสารกับมันผ่านกระแสจิต
“เจ้าบอกว่าเจ้าอยากออกไปหรือ” หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม
ดวงจิตประหลาดทำท่าพยักเพยิด ถึงจะพูดไม่ได้ ดูสีหน้าอารมณ์ไม่ได้ แต่มันแสดงท่าทางละห้อยน่าเวทนาออกมาอย่างชัดเจน
หานเจวี๋ยปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ แต่ดวงจิตประหลาดแสดงความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นนี้น้อยครั้งนัก
อีกอย่างต่อให้ปล่อยเจ้าสิ่งนี้ออกไป คนอื่นก็มองไม่เห็นมันอยู่ดี
แม้กระทั่งหลี่เต้าคงยังไม่ค้นพบถึงการมีอยู่ของดวงจิตประหลาดเลย ดวงจิตประหลาดเคยเฉียดผ่านร่างของหลี่เต้าคง แม้ว่าหลี่เต้าคงจะขมวดคิ้ว ทว่าก็ไม่สังเกตเห็นสิ่งใด
“เจ้าจะออกไปทำอะไร”
สองมือของดวงจิตประหลาดโบกไปมาไม่หยุด หานเจวี๋ยมองไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ทำได้เพียงอาศัยการสื่อสารผ่านกระแสจิต ถึงอย่างไรในอดีตเมื่อนานมาแล้ว พวกเขาก็เคยผสานรวมกันมาก่อน
เหตุผลที่มันอยากออกไป เพราะด้านนอกมีสิ่งที่ดึงดูดมันอยู่ มันอยากออกไปดูยิ่งนัก
หานเจวี๋ยลอบใช้ระบบวิวัฒนาการ ‘เป็นสิ่งใดกันที่ดึงดูดมัน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[โชคร้าย จิตอาฆาต จิตสังหารและแรงกรรม]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ถามต่อว่า ‘มีอริยะกำลังใช้อุบายกับมันอยู่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยพลันโล่งอก มองดวงจิตประหลาด เอ่ยว่า “กลับมาให้เร็วหน่อย ห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิต!”
ดวงจิตประหลาดพยักหน้ารับคำสั่ง
หานเจวี๋ยโบกมือส่งมันออกไป
ดวงจิตประหลาดก็มีวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งในแบบของมันเอง นอกจากพึ่งพาหานเจวี๋ยแล้ว มันไม่จำเป็นต้องฝึกบำเพ็ญ ดังนั้นรั้งมันให้อยู่พากเพียรบำเพ็ญไปก็ไม่มีประโยชน์
การออกไปจากสำนักซ่อนเร้นของมันไม่ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ เพราะนอกจากหานเจวี๋ย ก็ไม่มีผู้ใดทราบถึงการมีอยู่ของมัน
หลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จ หานเจวี๋ยนั่งสมาธิบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรอีกครั้ง เริ่มทำความเข้าใจวิชายุทธ์ระดับมหามรรคอย่างมหามรรควัฏจักรอนธการ
ในมหามรรควัฏจักรอนธการบันทึกวิธีพิสูจน์มรรคไว้หลายแนวทาง วิธีที่ต้อยต่ำที่สุดคือพึ่งพาปราณม่วงอนธการเพื่อพิสูจน์มรรค
ดังนั้นปราณม่วงอนธการแท้จริงแล้วเป็นกุญแจแห่งมรรคาสวรรค์ เมื่อได้รับกุญแจดอกนี้ ถึงจะสามารถเบิกทางสู่มรรคาสวรรค์ได้ ได้รับดวงชะตามรรคาสวรรค์ อาศัยพลังแห่งมรรคาสวรรค์สำเร็จเป็นอริยะ หากมรรคาสวรรค์ไม่ล่มสลาย อริยะมรรคาสวรรค์ก็ยากจะสิ้นชีพ เว้นแต่จะเผชิญหน้ากับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตโนiวลกูดอทคอม
หานเจวี๋ยย่อมไม่มีทางเลือกเดินบนเส้นทางนี้
เขาไม่คิดจะนำชีวิตของตนไปแขวนไว้บนมรรคาสวรรค์
เขาจะก้าวเดินบนเส้นทางพิสูจน์มรรคที่แข็งแกร่งที่สุด!
พิสูจน์มรรคด้วยพลัง!
พึ่งพาพลังเวทอันยิ่งใหญ่ของตน บังคับฝ่าทะลวงโซ่ตรวนแห่งระดับชั้น บรรลุถึงระดับอมตะชั่วนิรันดร์!
สิ่งที่เรียกว่าพิสูจน์มรรคด้วยพลังคือการฝึกมหามรรควิถีหนึ่ง มหามรรคต้นกำเนิดของหานเจวี๋ยเทียบเท่ากับมหามรรคสามพันวิถีผสานรวมกัน หากเขาพิสูจน์มรรคสำเร็จ เขาคิดว่าตนต้องกลายเป็นอริยะที่สมบูรณ์แบบที่สุดแน่นอน!
และเป็นอริยะที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย!
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำในตอนนี้คือผสานมหามรรคต้นกำเนิดให้เป็นหนึ่งเดียวกับคุณสมบัติกายและวิญญาณของตน เขาจะกลายเป็นมหามรรค แต่มิอาจควบคุมพลังแห่งมหามรรคได้
สรุปผลแล้วดูเหมือนจะง่าย แต่ในความเป็นจริงยากเย็นนัก คุณสมบัติกายยากจะรองรับพลังแห่งมหามรรคได้ เพียงแต่หานเจวี๋ยมีคุณสมบัติกายดาราอนธการ ฝึกได้ง่ายกว่าสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยยังมิอาจคาดการณ์ได้ว่าตนจะพิสูจน์มรรคตอนไหน แต่เขาต้องพิสูจน์มรรคให้ได้!
….
ณ ชายแดนเขตเซียนร้อยคีรี
หานตั้วเทียนยืนอยู่ที่ตีนเขา สามเซียนยอดลำนำยืนห่างออกไปสิบก้าว
ระยะสิบก้าวนี้คือขอบเขตจำกัดของค่ายกลอาณาเขตเต๋า โปร่งใสไร้สีสัน ทว่ามีตัวตนอยู่จริง
เซียนหน้าเหยี่ยวเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส เรื่องที่ท่านให้พวกเราไปสืบ พวกเราสืบพบแล้ว ผู้ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดในละแวกนี้น่าจะเป็นวานรแขนยักษ์ วานรแขนยักษ์ชนิดนี้เป็นหนึ่งในสี่วานรวิปโยค เล่าขานกันว่าในยุคบรรพกาล สี่วานรวิปโยคเป็นตัวตนอันเลิศล้ำ ถึงขั้นที่เคยมีวานรแขนยักษ์ตัวหนึ่งได้รับคำยกย่องชมเชยจากอริยะด้วย”
หานตั้วเทียนเลิกคิ้ว ถามว่า “ตบะเขาอยู่ระดับไหน”
“ระดับจักรพรรดิ”
“ช่วยไปพาตัวมาให้ข้าที พวกเจ้าให้ความช่วยเหลือข้าเป็นอย่างดี ครั้งหน้าเมื่อสำนักซ่อนเร้นเปิดรับศิษย์ ข้าจะช่วยขอความเมตตาให้พวกเจ้า รับพวกเจ้าเข้ามา”
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส!”
สามเซียนยอดลำนำเอ่ยด้วยความปรีดา คุกเข่าลง โขกศีรษะให้หานตั้วเทียน
หานตั้วเทียนโบกมืออย่างเฉยเมย สามเซียนยอดลำนำพากันจากไป
เมื่อเห็นพวกเขาไปไกลแล้ว หานตัวเทียนปั้นหน้าไม่ไหวอีกต่อไป พรูลมหายใจออกมา
“ต่อให้เสแสร้งอย่างไร ก็ยังห่างชั้นกับอาจารย์ปู่เทียด หรือเป็นเพราะข้าไม่มีแสงส่องอยู่ด้านหลัง”
หานตั้วเทียนพึมพำกับตัวเอง ดวงตาฉายแววริษยา
เขาชมชอบหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราที่อยู่ข้างหลังหานเจวี๋ยเป็นที่สุด มีสง่าราศีมากเหลือเกิน
หานตั้วเทียนไม่เคยพบตัวตนที่ทรงพลังยิ่งไปกว่าหานเจวี๋ยเลย แม้ว่าจะมีฐานะเป็นศิษย์โหลน แต่ทุกครั้งที่พบหน้าหานเจวี๋ย ความรู้สึกกดดันเช่นนั้นล้วนทำเอาเขาหายใจไม่ออก
ทันใดนั้น ขณะที่หานตั้วเทียนหันหลังเตรียมจากไป
“สหายน้อย!”
เสียงชรามีอายุแว่วขึ้นมา หานตั้วเทียนหันไปมอง
มองเห็นเงาร่างหลังค่อมร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ผมเขาขาวดุจขนกระเรียนใบหน้าเปล่งปลั่งดังผิวทารก มือถือไม้เท้า ใบหน้าฉายแววเมตตา
หานตั้วเทียนเลิกคิ้ว คล้ายจะแปลกใจยิ่งที่อีกฝ่ายมุดออกมาจากใต้ดิน
ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าคือเทพเจ้าที่แห่งเขตเซียนร้อยคีรี ถูกส่งมาจากเผ่าสวรรค์ ช่วยพาข้าไปพบเจ้าสำนักซ่อนเร้นหน่อยได้หรือไม่”
—
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ