491-495
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 491ถึง495
หลังจากขบคิดมาหลายวัน ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ตัดสินใจได้
“นับแต่นี้ไป นอกจากศิษย์สำนักซ่อนเร้น สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าให้เรียกแทนตนเองว่าศิษย์ในนาม หลังจากนี้ไปสามารถเข้ามาคารวะอาจารย์ได้ด้วยตนเอง และฝากตัวเป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้น เผ่าเอกาให้เรียกตนว่าเลิศเอกา มีความหมายมาจากต้าหลัวแห่งเผ่าเอกา ตามวิสัยทัศน์ที่ข้าวางเอาไว้ คนในเผ่าทุกคนมีศักดิ์เทียบเท่าศิษย์สำนักซ่อนเร้น ผู้นำเผ่าหานโยวมีศักดิ์เทียบเท่าศิษย์รุ่นสองของสำนักซ่อนเร้น”
เสียงของหานเจวี๋ยดังกึกก้องไปทั่วอาณาเขตเต๋า ทำให้สิ่งมีชีวิตที่ได้ยินพากันตื่นเต้นไม่หยุด
เข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นได้แล้ว!
ศิษย์สำนักซ่อนเร้นรุ่นที่สองเช่นสวินฉางอัน ถูหลิงเอ๋อร์ หลงเฮ่า รุ่นที่หนึ่งไม่นับเป็นศิษย์ มีเพียงหานเจวี๋ยเท่านั้นที่นับเป็นรุ่นที่หนึ่ง
ทันใดนั้น ทั้งสำนักซ่อนเร้นก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บรรดาผู้ที่มีฐานะคลุมเครือ บัดนี้ก็ได้รับความกระจ่างชัดแล้ว
ไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเท่านั้นที่ตื่นเต้นและตั้งตาคอย เผ่าเอกาเองก็ดีใจไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้พวกเขามักจะนอบน้อมถ่อมตนกับศิษย์สำนักซ่อนเร้นอยู่เสมอ สาเหตุหลักเป็นเพราะหานเจวี๋ยไม่เคยให้สถานะกับพวกเขา
ตอนนี้ค่อยดีขึ้นมาหน่อย หานโยวมีศักดิ์เท่ากับเป็นศิษย์ของหานเจวี๋ย หลังจากนี้สามารถเสนอความเห็นต่อหน้าหานเจวี๋ยได้ เผ่าเอกาทั้งเผ่าเองก็นับว่าเป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้นด้วยเช่นกัน
หานเจวี๋ยได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีมาจากภายนอก ก็อดที่จะรู้สึกสุขใจไม่ได้
ดูเหมือนว่าปกติเขามักจะละเลยอะไรหลายๆ อย่าง บางครั้งการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวของเขาก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล
จู่ๆ หานเจวี๋ยนึกถึงหานตั้วเทียนขึ้นมา
บางทีหานตั้วเทียนอาจจะช่วยเขาจัดการงานต่างๆ ภายในสำนักซ่อนเร้นได้ แม้ว่าจะมีหมู่หรงฉี่คอยช่วยอยู่แล้ว แต่ก็ดูแลได้เพียงผิวเผิน ไม่อาจลงไปพบปะ พูดคุยกับศิษย์ในสำนักทีละคนๆ ได้
“พวกศิษย์ที่คุณสมบัติมาถึงจุดคอขวด ภายหลังอาจจะช่วยเหลือเขาจัดการงานภายในสำนักได้” ความคิดของหานเจวี๋ยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นมา
สำนักซ่อนเร้นยิ่งแข็งแกร่งและมีศิษย์มากขึ้นเท่าไร ปัญหาความขัดแย้งก็จะมากขึ้นตามไปด้วย จำเป็นที่จะต้องมีคนคอยช่วยสอดส่องดูแล
แต่อย่างไรก็ดี เวลาที่เหล่าศิษย์รับศิษย์ของตนเองเข้ามา ก็ไม่จำเป็นต้องจัดแจงให้ศิษย์จำนวนมากไปทำงานจิปาถะทั้งหมด
คิดได้ดังนั้น หานเจวี๋ยก็หลับตาฝึกบำเพ็ญต่อ
พิสูจน์มรรค!
นี่ต่างหากสิ่งสำคัญที่หานเจวี๋ยสนใจจริงๆ!
…
สามร้อยปีต่อมา
ในที่สุดโจวฝานก็กลับมา ทว่าเขาไม่ได้กลับมาเพียงคนเดียว
เบื้องหลังของโจวฝานคือเผ่ามนุษย์ที่ยกโขยงตามมามากกว่าแสนคน
ก่อนจะมาถึงค่ายกลอาณาเขตเต๋าของเขตเซียนร้อยคีรี โจวฝานใช้พลังอันแข็งแกร่งกันสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าโดยรอบออกไป ไม่ให้เข้ามาใกล้
“อาจารย์ ข้ากลับมาแล้ว!”
โจวฝานตะโกนเสียงดัง
หานเจี๋ยสัมผัสได้ถึงตัวตนของเผ่ามนุษย์ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เขาไม่อาจรับเผ่ามนุษย์เข้ามาได้ หากเป็นส่วนน้อยคงพอทำเนา แต่คนจำนวนมากขนาดนี้และดูเหมือนจะเป็นเผ่ามนุษย์เกือบทั้งหมด ผลกรรมที่ต้องแบกรับนั้นมีมากเกินไป
อีกอย่าง ที่ไหนมีมนุษย์ ที่นั่นย่อมมีสงคราม!
หากรับเข้ามา ภายภาคหน้าต้องมีปัญหาตามมาไม่หยุดหย่อนเป็นแน่
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปถึงโจวฝาน “เหตุใดถึงพาคนมามากมายขนาดนี้”
โจวฝานถ่ายทอดเสียงกลับไป “อาจารย์โปรดวางใจ ข้าไม่พาพวกเขาเข้าไปในสำนักซ่อนเร้นแน่นอนขอรับ ข้าได้อบรมสั่งสอนพวกเขาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ข้าตั้งใจจะให้พวกเขาลงหลักปักฐานบริเวณใกล้ๆ นี้ไปก่อน เมื่อใดพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วก็จะจากไปขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ คิ้วของหานเจวี๋ยก็คลายออก
ดูเหมือนว่าโจวฝานเองจะไม่ได้มีจิตเมตตาดุจแม่พระเสียทีเดียว
ถ้ามาคิดดูดีๆ ก็เป็นจริงดังว่า เจ้าหมอนี่ไม่น่าใช่ตัวเอกผู้มีจิตเมตตา แต่น่าจะเป็นตัวเอกที่ผูกจิตอาฆาตแค้นเสียมากกว่า!
หานเจวี๋ยนำตัวโจวฝานเข้ามา
โจวฝานเข้าไปคารวะหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว หลังจากเข้าไปในอารามเต๋าแล้ว เขาก็เล่าประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาจนหมดเปลือก
เผ่ามนุษย์อยู่ในสภาพยากลำบาก พลังของพวกเขามีไม่มากเท่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าหรือสัตว์อสูร นับว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดในแดนเซียน โจวฝานต้องเจ็บตัวเพื่อปกป้องพวกเขาอยู่หลายครั้ง
โจวฝานกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเผ่าบรรพกาลพวกนี้จะแข็งแกร่ง แต่ที่ไหนได้สภาพกลับยุ่งเหยิงยิ่งนัก มีมหาราชาจากสารพัดแห่งปรากฏตัวขึ้น ไม่ต่างอะไรจากเผ่าปีศาจก่อนหน้านี้เลย”
หานเจวี๋ยกล่าว “อย่ามัวแต่ประคบประหงมพวกเขามากนักล่ะ ตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี ถ้าเผ่ามนุษย์แข็งแกร่งขึ้นมาเมื่อไร ก็ให้พวกเขาออกไปเถิด ข้าอนุญาตให้เจ้ารับศิษย์เผ่ามนุษย์ได้บางคนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้รับมาทั้งหมด”
“ตอนนี้พวกเขาอาจจะกลมเกลียวและมีชีวิตเรียบง่ายดี แต่เมื่อใดที่ตบะแข็งแกร่งขึ้น และจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น เผ่ามนุษย์ที่เจ้ารู้จักก็จะกลับมา เจ้าน่าจะรู้ดีว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไป”
โจวฝานพยักหน้า ความลำบากทั้งหลายที่เขาประสบมาตลอดการเดินทาง ส่วนมากล้วนมาจากเผ่ามนุษย์
หลังจากนั้น อาจารย์และลูกศิษย์ก็สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โจวฝานจะขอตัวกลับออกไป
วันนั้น เผ่ามนุษย์ปักหลักอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับเขตเซียนร้อยคีรี เหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าทั้งหลายหลังจากได้รับการเตือนจากโจวฝาน ก็ไม่กล้ามาหาเรื่องกับเผ่ามนุษย์อีก
การปรากฏตัวของเผ่ามนุษย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสำนักซ่อนเร้นแต่อย่างใด
หลังจากโจวฝานแบ่งปันประสบการณ์ที่พบพานมา ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหลายจึงรู้ว่าไม่ได้มีเพียงพวกเขาเท่านั้น แต่ผู้บำเพ็ญทั่วแดนเซียนต่างก็จดจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญ ในระหว่างการพิทักษ์เผ่ามนุษย์ โจวฝานได้พบกับถ้ำเทวาของผู้ทรงพลังมากมาย กลิ่นอายอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมา ทำให้แม้แต่เขาก็ยังต้องตกตะลึงโนเวลกูดอทคอม
หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง สิ่งมีชีวิตกว่าเก้าในสิบส่วนต่างล้มตายกันหมด เหลือเพียงสิ่งมีชีวิตหนึ่งส่วนที่ไม่ได้อยู่ในระดับทั่วไป ส่วนมากล้วนกลายเป็นมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เมื่อไร้แรงกดดันจากการแก่งแย่ง แต่ละคนจึงมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญเพียร ตบะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็ไม่ต้องการถูกใครนำหน้าไปเช่นกัน
เวลาผันผ่าน
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
หนึ่งพันปีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น และขยับร่างกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
เขาส่งจิตรับรู้ออกไปสำรวจ และเห็นว่าประชากรเผ่ามนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นทะลุหลักสิบล้านเข้าไปแล้ว
ในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งพันปี จำนวนประชากรของเผ่ามนุษย์ก็เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีอันตรายมาคุกคาม
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังสร้างเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่ง
ใบหน้าหานเจวี๋ยบูดบึ้ง
นี่ไม่คิดจะไปไหนเลยใช่หรือไม่!
เมืองแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาอย่างลวกๆ เห็นได้ชัดว่ามีการระดมความคิดอย่างหนัก ไม่เพียงเท่านั้น ภายในเผ่ามนุษย์ยังมีการจัดระเบียบสังคม และยังมีกิจการร้านรวงต่างๆ ผุดขึ้นมาในเมืองเป็นดอกเห็ด
ดูท่าทางจะมีใครบางคนในเผ่ามนุษย์ที่ยังหลงเหลือความทรงจำจากมหาเคราะห์ครั้งก่อนอยู่ มิฉะนั้นหากเป็นเผ่ามนุษย์รุ่นใหม่ทั้งหมด เหตุใดถึงสามารถสร้างเมืองที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว ในยุคต้นมรรคาสวรรค์ที่ทั้งอันตรายและโบราณคร่ำครึเช่นนี้
หานเจวี๋ยคลายหว่างคิ้วออกอย่างรวดเร็ว
ช่างคนพวกนั้นเถิด อย่างไรเสียหานเจวี๋ยก็ไม่คิดจะเปิดค่ายกลอาณาเขตเต๋า เผ่ามนุษย์ไม่มีทางเข้ามาได้อยู่แล้ว
ตู้ม ปัง ปัง
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นมาจากระยะไกล หมายจะทำลายล้างโลกาสวรรค์
กลิ่นอายระดับนี้แข็งแกร่งยิ่งว่าของกู่จั๋วอินก่อนหน้านี้ลิบลับ!
หานเจวี๋ยนับนิ้วคำนวณ กลิ่นอายดังกล่าวมาจากอีกฟากหนึ่งของแดนเซียน ห่างออกไปจากเขตเซียนร้อยคีรีไกลสุดหล้าฟ้าเขียว
ช่างเป็นผู้มีความสามารถแห่งยุคสมัยจริงๆ
คนผู้นี้สำแดงพลังของตนออกมาเช่นนี้ เพื่อข่มขวัญสิ่งมีชีวิตทั้งปวงชัดๆ
หานเจวี๋ยไม่สนใจ แม้ว่ากลิ่นอายดังกล่าวจะแข็งแกร่ง ทว่าก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา
มีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งปะทุขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง เหมือนกำลังประชันกับกับพลังเมื่อครู่
ศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างมารวมตัวและเริ่มหารือกัน ด้วยความสงสัยว่าสองคนนี้เป็นใคร
เจ็ดปีต่อมา
เขตเซียนร้อยคีรีได้มีโอกาสต้อนรับแขกผู้มาเยือน
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้า
หานเจวี๋ยผลาญอายุขัยไปกว่าสี่พันล้าน หลังจากยืนยันว่าไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว จึงอนุญาตให้ทั้งสองเข้ามาในอารามเต๋า
หลี่เต้าคงประสานหมัดพร้อมกล่าว “ไม่ได้พบเจอกันหลายปี ดูเหมือนเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว”
หลี่เสวียนเอ้ามองสำรวจหานเจวี๋ย ไม่ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกคุ้นหน้าหานเจวี๋ยอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน ไม่ใช่ที่วังสวรรค์ แต่เป็น…
เขาเองก็บอกไม่ถูกเช่นกัน
หานเจวี๋ยยิ้มและตอบกลับ “พวกเจ้าทั้งสองมีธุระอันใด อยากมาเชิญข้าเข้าร่วมนิกายเหรินใหม่อีกแล้วอย่างนั้นหรือ”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงเย็นชา
หลี่เต้าคงกล่าว “เจ้ากล้ามีเรื่องกับอริยะหรือ”
“ไม่กล้า”
“เจ้า! แล้วเจ้าจะบอกให้พวกข้าเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นเพื่ออะไร”
ประโยคต่อมาหลี่เสวียนเอ้าเป็นคนพูด เขาหอบหายใจเล็กน้อย
หานเจวี๋ยพูดด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ “พวกเจ้าคงไม่กล้าล่วงเกินอริยะเช่นนั้นสินะ”
หลี่เต้าคงกล่าวอย่างเรียบเฉย “ไม่ผิด ข้าแยกทางกับท่านอาจารย์ และถูกขับออกจากนิกายเหรินแล้ว”
—
หานเจวี๋ยนิ่งไป คิดไม่ถึงว่าหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าจะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ทั้งยังกล้าหักหลังอริยะ
จะรับไว้ดีหรือไม่หนอ
หานเจวี๋ยไม่เคยลืมว่าหลี่เสวียนเอ้าควักลูกตาทั้งสองข้างของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไป
คิดแล้ว หานเจวี๋ยก็ส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้ารับพวกเจ้าเข้ามาไม่ได้ อย่างแรกข้าไม่มั่นใจว่าหลังจากพวกเจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักซ่อนเร้น จะสามารถเพียรบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม ไม่เที่ยวหาเรื่องไปทั่วได้หรือไม่ อย่างที่สอง ศิษย์น้องของเจ้าเคยควักลูกตาศิษย์ของข้า ฉกชิงดวงชะตาของเขาไป”
สิ้นคำ หลี่เต้าคงตกตะลึง ส่วนหลี่เสวียนเอ้าหน้าเปลี่ยนสี
หลี่เต้าคงหันไปมองหลี่เสวียนเอ้า เมื่อเห็นสีหน้าของเขาก็มีแผนการในใจ
ทันใดนั้นเอง!
หลี่เต้าคงยื่นมืออกไปอย่างกะทันหัน และควักลูกตาของหลี่เสวียนเอ้าออกมาอย่างรวดเร็วจนหลี่เสวียนเอ้าไม่ทันได้ตอบโต้
หลี่เต้าคงบีบมือขวา ลูกตาในมือแหลกเป็นผุยผง เขาจ้องหน้าหานเจวี๋ยพร้อมกล่าว “ข้าไม่สนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ข้าก็จะให้เขาชดใช้ แม้เจ้ากับข้าต่างก็รู้ดีว่า ดวงตาที่ถูกทำลายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นของศิษย์ของเจ้า หรือศิษย์น้องของข้าล้วนสามารถงอกกลับมาใหม่ได้ แต่ข้าก็ได้พิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าได้เห็นแล้ว”
“หากเจ้ายินดีรับพวกข้าไว้ พวกข้าก็จะเชื่อฟังในสิ่งที่เจ้าสั่ง ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นพวกข้า ส่วนศิษย์ผู้นั้น ข้าจะให้ศิษย์น้องของข้าถ่ายทอดพลังวิเศษให้กับเขา เพื่อเป็นการไถ่โทษ”
ขณะที่พูด สายตาของหลี่เต้าคงจับจ้องไปที่หานเจวี๋ยตลอดเวลา
แม้ว่าหลี่เสวียนเอ้าจะรู้สึกโกรธ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยกมือขึ้นปิดตาของตนที่มีเลือดสดๆ หลั่งออกมาเป็นสาย
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
หลี่เต้าคงบ้าบิ่นจริงๆ!
ทำให้หานเจวี๋ยหมดคำพูด เพราะอย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็เอ่ยปากเชื้อเชิญหลี่เต้าคงด้วยตนเอง
หานเจวี๋ยกล่าว “เมื่อเข้าสู่สำนักซ่อนเร้นแล้ว ห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต ในยามปกติข้าไม่มีงานอะไรให้พวกเจ้าช่วยอยู่แล้ว และข้ายังจัดเตรียมการแสดงธรรม และพลังวิญญาณ ปราณฟ้าประทานของอาณาเขตเต๋าและเขตเซียนร้อยคีรีไว้ด้วย พวกเจ้าน่าจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน ตกลงพวกเจ้ายินยอมหรือไม่”
หลี่เสวียนเอ้าอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ศิษย์พี่ของข้าเป็นครึ่งอริยะ เจ้าแสดงธรรมให้กับครึ่งอริยะได้ด้วยหรือ”
“ย่อมทำได้อยู่แล้ว”
“เช่นนั้นสถานะของพวกเราเล่า”
“ขึ้นอยู่กับผลงานของพวกเจ้า แล้วจะจัดแจงให้ในภายหลัง”
หานเจวี๋ยคิดจะพิสูจน์สภาพภายในของสำนักซ่อนเร้นเสียก่อน หากรับพวกเขาเข้ามาเป็นศิษย์ตอนนี้ เห็นทีคงไม่ยินยอมแน่
หานเจวี๋ยเรียกเตี่ยนเหวยในใจ เตี่ยนเหวยเป็นร่างจำลองของสือตู๋เต้า แข็งแกร่งกว่าหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงกล่าว “ได้ พวกเราเองอยากจะหาที่หลบภัยจากอริยะที่หมายหัวพวกเราอยู่แล้ว”
หานเจวี๋ยกล่าว “อืม เช่นนั้นก็ไปเถิด ข้างนอกมีคนรอพาพวกเจ้าลงไปข้างล่างอยู่”
หลี่เต้าคงพยักหน้า จากนั้นพาตัวหลี่เสวียนเอ้าจากไป
เมื่อเดินออกมาจากอารามเต๋าและเห็นเตี่ยนเหวย หลี่เต้าคงตกตะลึง
“ทำไมถึงเป็นเจ้า” หลี่เต้าคงเอ่ยถามพร้อมขมวดคิ้ว
หลี่เสวียนเอ้าสงสัยว่าคนผู้นี้คือใครกัน
แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น แต่ก็ยังมีจิตรับรู้อยู่ ดวงตาจึงไม่จำเป็น
เตี่ยนเหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าน้อยเตี่ยนเหวย เป็นองครักษ์แห่งเขตเซียนร้อยคีรี เชิญทั้งสองท่านตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปสำรวจโดยรอบ”
องครักษ์?
หัวใจของหลี่เต้าคงสั่นสะท้าน
สือตู๋เต้ามาเป็นองครักษ์ของสำนักซ่อนเร้นตั้งแต่เมื่อไร
หลี่เต้าคงตกใจสุดขีด หลี่เสวียนเอ้าแม้จะไม่ทราบว่าสือตู๋เต้าเป็นใคร แต่เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเตี่ยนเหวยแข็งแกร่งมาก เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าหลี่เต้าคงเสียด้วยซ้ำ!
เตี่ยนเหวยพาหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเดินสำรวจโดยรอบ และจงใจพามาที่ต้นฝูซังก่อนเป็นอันดับแรก
บรรดาศิษย์ที่อยู่ที่นี่ต่างรู้สึกสงสัยในตัวหลี่เต้าคงเป็นอย่างมาก
หลงเฮ่ารู้สึกประหลาดใจ “แม้แต่คนคู่แห่งนิกายเหรินยังมาที่นี่ สำนักซ่อนเร้นนับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”
ทันทีที่สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเห็นหลี่เสวียนเอ้า มันก็ตกใจจนฉี่แทบราด แต่เมื่อมันสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าดวงตาทั้งสองข้างของหลี่เสวียนเอ้าอาบเลือด อีกทั้งหนังตายังยุบเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่ตระหนักได้เช่นนั้น ความชื่นชมในตัวหานเจวี๋ยก็ยิ่งทวีขึ้นกว่าดิม
ต้องเป็นอาจารย์ที่ช่วยออกหน้าแทนมันอย่างแน่นอน!
หลี่เสวียนเอ้าเองก็สังเกตถึงสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเช่นกัน ทันทีที่ตระหนักได้ดังนั้น เขาก็บ่นอุบอิบขึ้นมา “เจ้ามีเจ้านายที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น เหตุใดไม่บอกกันตั้งแต่แรกเล่า”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนิ่งเงียบไป
ตอนนั้นตัวมันเองก็ไม่รู้เช่นกันว่านายท่านของมันแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
หลี่เต้าคงกล่าว “ข้าขอขมาเจ้าแทนศิษย์น้องของข้าด้วย หลังจากนี้ข้าจะให้เขาถ่ายทอดพลังวิเศษให้กับเจ้า ขอให้ความแค้นที่ผ่านมาสิ้นสุดกันแต่เพียงเท่านี้เถิด”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นที่ถูกหลี่เต้าคงจ้องมอง รู้สึกประหม่า จึงพยักหน้าถี่ๆ เป็นการแสดงว่าตกลง
ไก่คุกรัตติกาลเห็นดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จนโพล่งคำด่าออกมา “เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ หัดทำตัวเข้มแข็งหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นพยักหน้าหงึกหงัก ราวกับลูกไก่ก้มจิกเมล็ดข้าว
หลี่เต้าคงไม่พูดอะไรต่ออีก เขายังคงความทะนงตัวอยู่ ในเมื่อเป็นความผิดของเขา เขายอมรับผิดได้ แต่เขาจะไม่มีวันก้มหัวจนต่ำต้อยติดดินเป็นอันขาด
วันนั้น ทั้งสองคนตั้งอารามเต๋าขึ้นมาในบริเวณภูเขา ไม่ไกลจากศิษย์ในนามของสำนักซ่อนเร้นนัก
ในช่วงแรกหานเจวี๋ยจับตามองสองพี่น้องคู่นี้อยู่ตลอด ด้วยกลัวว่าทั้งสองจะเที่ยวสร้างปัญหาขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร เขาจึงวางใจลงโนเวลกูดอทคoม
…
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ภายในพระราชวังขนาดใหญ่
หลี่มู่อีสีหน้าเคร่งครึม ภายในท้องพระโรงมีคนหลายคนมารวมตัวกัน รวมถึงเจียงตู๋กูด้วย
“อะไรนะ หลี่เต้าคงกับหลี่เสวียนเอ้าทรยศอย่างนั้นหรือ”
“บังอาจนัก! ต้องจับพวกมันให้ได้!”
“นิกายเหรินของเรามีหนอนบ่อนไส้ด้วยหรือ”
“พวกมันอยู่ที่ใด”
“หลี่เต้าคงชักจะจองหองเกินไปแล้ว! แต่ก่อนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นผู้อาวุโสอย่างพวกเราอยู่ในสายตา!”
ผู้ทรงพลังแห่งนิกายเหรินต่างก่นด่าสาปแช่งกันเสียงระงม เจียงตู๋กูไม่พูดอะไร สีหน้าของเขาหมองหม่น ทว่าดวงตาของเขากลับซุกซ่อนความยินดีเอาไว้
เขากำลังคิดหนักว่าควรจะจัดการกับหลี่เต้าคงอย่างไรดี ในเมื่อหลี่เต้าคงทรยศต่ออาจารย์จริงๆ!
หลี่มู่อีกล่าวขึ้นมา “พวกมันสองคนหลบหนีไปอยู่ในสำนักซ่อนเร้น มีใครจะไปจัดการหรือไม่”
ชายผู้หนึ่งในชุดคลุมเต๋าลุกขึ้นยืน และเอ่ย “ศิษย์พี่ ให้ข้าไปเถิด ข้าปิดด่านฝึกฝนมาเจ็ดสิบล้านปีแล้ว อยากจะยืดเส้นยืดสายสักหน่อย”
เมื่อเห็นเขาอาสา คนอื่นๆ ก็เห็นด้วยทันที ไม่มีใครคิดจะแย่งหน้าที่นั้น
“ตันหลง เจ้ามุ่งหน้าไปสำนักซ่อนเร้นในครั้งนี้ อย่าเพิ่งเข้าไปต่อสู้ทันที เข้าไปเจรจาขอตัวคนมาก่อน” หลี่มู่อีออกคำสั่ง
ตันหลงหยักหน้า กุมมือทำความเคารพ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
…
นับตั้งแต่ที่พวกหลี่เต้าคงหนีออกมาก็ผ่านไปหนึ่งร้อยสามสิบปีแล้ว
วันหนึ่ง หานเจวี๋ยออกมาจากอารามเต๋า
“ทุกคนเตรียมสดับมรรค!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั้งเขตเซียนร้อยคีรีก็ตกอยู่ในความอลหม่าน ศิษย์สำนักซ่อนเร้นมุ่งหน้าไปยังสถานที่แสดงธรรม สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าทั้งหลายต่างก็เตรียมตัวสดับมรรค
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าตามพวกศิษย์สำนักซ่อนเร้นไปยังพื้นที่แสดงธรรมด้วย
ทั้งสองอยากรู้มากว่าหานเจวี๋ยจะแสดงธรรมเกี่ยวกับอะไร
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หานเจวี๋ยที่นั่งอยู่บนยอดเขาสูง ก็เริ่มแสดงธรรม
เขาเทศนาเกี่ยวกับมหามรรคต้นกำเนิด!
เขาตั้งใจจะทำให้หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเข้าร่วมด้วย
เมื่อการแสดงธรรมเริ่มขึ้น หลี่เต้าคงก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก ส่วนหลี่เสวียนเอ้าถึงกับดูหมิ่น เพราะพวกเขาเคยรับฟังอริยะแสดงธรรมมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็พลันตกตะลึง
หานเจวี๋ยกำลังเทศนาถึงมหามรรค!
มันทั้งกว้างขวางลึกล้ำยิ่งกว่าที่หลี่มู่อีอาจารย์ของพวกเขาเทศนาเสียอีก
ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาสามารถฟังและเข้าใจได้ ไม่นานก็เข้าสู่ภาวะรู้แจ้งทันที
“เขาคืออริยะ!”
พายุคลั่งพัดกระหน่ำในใจของทั้งสอง โดยเฉพาะหลี่เสวียนเอ้า ที่เบิกตากว้าง พร้อมแสดงสีหน้าเหลือเชื่ออย่างที่หาชมได้ยากออกมา
[หลี่เสวียนเอ้าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]
หานเจวี๋ยเห็นข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น ก็แสดงธรรมต่อ ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด
เขาสนใจหลี่เต้าคงยิ่งกว่าหลี่เสวียนเอ้าเสียอีก
หากหลี่เต้าคงเปลี่ยนใจ ภายภาคหน้าเขาต้องกลายเป็นบุคคลแถวหน้าของสำนักซ่อนเร้นอย่างแน่นอน
แม้ว่าคุณสมบัติของพวกเต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน เจียงอี้ โจวฝาน และลี่เหยาจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับหลี่เต้าคงแล้ว ยังขาดความน่าเกรงขามอันแสนโอหังอยู่!
มันคือจิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวอย่างหนึ่ง!
การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี
ความประทับใจของหลี่เต้าคงที่มีต่อหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นถึงระดับห้าดาว หลี่เสวียนเอ้าก็เพิ่มขึ้นถึงระดับห้าดาวเช่นกัน
เดิมทีทั้งสองทรยศหักหลังนิกายเหริน ไม่มีที่อื่นให้ไปจริงๆ จึงจำต้องมาพึ่งพิงสำนักซ่อนเร้น แต่เมื่อหานเจวี๋ยแสดงความแข็งแกร่งจนเป็นที่ประจักษ์ พวกเขาจึงยินดีโดยปริยาย
สาเหตุหลักที่หลี่เสวียนเอ้าดูถูกดูแคลนหานเจวี๋ยมาจากระดับอาวุโสและตบะ แต่หลังจากการแสดงธรรมในครั้งนี้ เขาก็แน่ใจแล้วว่าหานเจวี๋ยไม่ใช่คนรุ่นหลัง หากแต่เป็นอริยะ!
ไม่แปลกใจเลยที่หานเจวี๋ยเอาแต่หลบเลี่ยงมหาเคราะห์มาโดยตลอด เพราะอริยะเอาแต่กดข่ม ไม่ต้องการให้ใครได้รับดวงชะตาอันยิ่งใหญ่จากมหาเคราะห์นั่นเอง!
ไม่เพียงเท่านั้น!
พวกเขายังรู้สึกว่าหานเจวี๋ยนั้นแข็งแกร่งกว่าหลี่มู่อีเสียอีก!
พวกเขาเก็บเกี่ยวความรู้จากการฟังธรรมของหานเจวี๋ยได้มากกว่าธรรมของหลี่มู่อี
หลี่เต้าคงมีลางสังหรณ์บางอย่าง
ว่ามรรคของหานเจวี๋ยนั้นแข็งแกร่งกว่าของหลี่มู่อี!
หลังจากสิ้นสุดการแสดงธรรม หานเจวี๋ยก็กลับไปยังอารามเต๋าอย่างเงียบๆ
แปดปีต่อมา
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าก็มาเยี่ยมเยือนหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้ทั้งสองเข้ามาในอาราม ความประทับของทั้งคู่ที่มีต่อเขาอยู่ในระดับที่สูงพอที่จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจได้แล้ว
หลี่เต้าคงถามขึ้นก่อน “เจ้าเป็นอริยะหรือ”
หานเจวี๋ยส่ายหน้า
หลี่เสวียนเอ้าถามต่อ “มหามรรคที่เจ้าเทศนาไปก่อนหน้านี้คือมหามรรคใดหรือ”
“มหามรรคต้นกำเนิด”
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้ามองหน้ากัน ต่างก็เห็นความสับสนในแววตาของกันและกัน
พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อของมหามรรคต้นกำเนิดมาก่อน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “นี่เป็นมหามรรคที่ข้าสร้างขึ้น อย่าไปบอกใครเล่า”
ฟังจบ สองพี่น้องก็ตะลึงพรึงเพริด
สร้างมหามรรค!
มิน่าเขาถึงได้ส่ายหน้า นี่ไม่ใช่ระดับที่อริยะจะทำได้!
หรืออันที่จริงแล้วเขาคือบรรพชนเต๋ากันแน่?
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าต่างก็รู้สึกตกใจ
พวกเขาไม่คิดว่าหานเจวี๋ยโป้ปดแต่อย่างใด มหามรรคต้นกำเนิดยิ่งใหญ่กว่ามหามรรคที่พวกเขาเคยได้ยินมาเสียอีก
[ความประทับใจที่หลี่เสวียนเอ้ามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น
หลี่เสวียนเอ้าผู้นี้…
ชายที่ดูท่าทางเย็นชาน่าต่อยแบบนี้ กำราบได้ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ
หรือว่าหลี่เสวียนเอ้าเป็นพวกบูชาผู้แข็งแกร่ง?
หานเจวี๋ยมองไปยังหลี่เต้าคง รู้สึกเหมือนว่าตนเองจะเดาถูก
หลี่เสวียนเอ้ากล่าว “พวกเราไม่เอาไปแพร่งพรายที่ไหนแน่นอน อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นคนของสำนักซ่อนเร้นแล้ว ท่านเจ้าสำนัก หากหลี่มู่อีมาที่นี่ด้วยตนเอง ท่านจะส่งตัวพวกเราให้เขาหรือไม่”
คำว่าเจ้าสำนักทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกสบายใจสุดๆ
หานเจวี๋ยชอบที่ได้เห็นทัศนคติของผู้อื่นที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
หลี่เต้าคงเหลือบมองหลี่เสวียนเอ้าแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
เขารู้จักนิสัยศิษย์น้องของตนดีที่สุด
“ตราบใดที่พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ก่อเรื่อง สร้างความแตกแยกในสำนักซ่อนเร้น ข้าจะปกป้องพวกเจ้าอย่างแน่นอน” หานเจวี๋ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาไม่กลัวหลี่มู่อีแม้แต่น้อย
ตราบใดที่อยู่ในอาณาเขตเต๋า ก็ไม่ต้องกลัวอริยะมรรคาสวรรค์
แม้ว่าอริยะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะเคยวางแผนเล่นงานเขามาก่อน แต่เขานั้นเห็นเหล่าอริยะเป็นศัตรูจำลองมาตั้งแต่แรก
หลี่เสวียนเอ้ารับประกันว่าพวกเขาสองพี่น้องจะไม่ก่อเรื่องเดือดร้อนเป็นอันขาด
หลังจากที่พูดคุยกันอีกสักพัก ทั้งสองก็ออกจากอารามเต๋าไป
เมื่อกลับถึงที่พัก
หลี่เต้าคงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้านี่คล้อยตามง่ายเสียจริง ดูท่าดวงตาจะมองไม่เห็นผิด”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงกล่าว “ศิษย์พี่ ท่านจะเสแสร้งไปเพื่ออะไร ในเมื่อฝากตัวมาอยู่ในสำนักเขาแล้ว ก็ต้องรู้จักฐานะของตนเองอย่างชัดเจนสิ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสำนักไม่เคยกีดกัน แต่กลับใจกว้างแสดงธรรมให้กับพวกเรา มีเมตตาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่น่าเคารพนับถืออีกหรือ”
หลี่เต้าคงนิ่งเงียบ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังอารามเต๋าของตน
หลี่เสวียนเอ้าไม่ได้กลับไปฝึกบำเพ็ญ แต่มุ่งหน้าไปยังต้นฝูซัง
…
สองร้อยปีผ่านไปช้าๆ
หลี่เสวียนเอ้าหล่อหลอมเข้ากับสำนักซ่อนเร้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาสอนพลังวิเศษให้กับสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น คลายความคับข้องใจต่อกัน ยังหมั่นพูดคุยกับพวกเต้าจื้อจุนและโจวฝานอยู่บ่อยๆ
หลี่เสวียนเอ้าและเต้าจื้อจุนล้วนอยู่ในระดับเซียนทองต้าหลัวระยะต้น ทั้งสองคนยากจะจัดอันดับใครสูงใครต่ำ แต่ส่วนใหญ่หลี่เสวียนเอ้ามักจะได้เปรียบมากกว่า เพราะหลี่เสวียนเอ้ามีชีวิตอยู่มานานและมีประสบการณ์เต็มเปี่ยมโนiวลกูดอทคอม
เทียบกับหลี่เสวียนเอ้าที่ขยันทำโน่นทำนี่ หลี่เต้าคงกลับเอาแต่ปิดด่านฝึกฝน แทบจะไม่ออกไปไหน
เป้าหมายของทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งสำนักซ่อนเร้นมีเพียงหานเจวี๋ยเท่านั้นที่มองเห็นอนาคตของทั้งสองคน
วันหนึ่ง
เสียงแสดงธรรมแว่วดังมาจากเมืองเผ่ามนุษย์ที่อยู่ใกล้กับเขตเซียนร้อยคีรี เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ประชากรของเผ่ามนุษย์ก็เพิ่มเรื่อยๆ ในรัศมีสามล้านลี้ มีเมืองของเผ่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมากมาย
แต่อย่างไรก็ดีในเผ่ามนุษย์ยังมีผู้บรรลุธรรมขั้นสูงอยู่น้อย และไม่มีคนที่แสดงธรรมได้เลยสักคน
เสียงแสดงธรรมดังกล่าวดังไปทั่วบริเวณ แม้แต่ศิษย์สำนักซ่อนเร้นภายในเขตเซียนร้อยคีรีก็ยังได้ยิน
หลี่เสวียนเอ้าเหาะขึ้นไปบนอากาศด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมทันที
เต้าจื้อจุนรีบตามมา และถาม “เกิดอะไรขึ้น เจ้ารู้จักคนผู้นั้นหรือ”
เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยครั้ง มิตรภาพของทั้งสองจึงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ตันหลง ครึ่งอริยะนิกายเหริน นับเป็นอาจารย์ลุงของพวกข้า เคยเป็นศิษย์รองของนิกายเหริน” สีหน้าของหลี่เสวียนเอ้าไม่สู้ดีนัก
เขารู้ดีถึงความแข็งแกร่งของตันหลง ที่ตันหลงมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
เต้าจื้อจุนเอ่ยปลอบใจว่า “ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่พวกเจ้าไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ทำอันตรายพวกเจ้าไม่ได้”
หลี่เสวียนเอ้าพยักหน้า ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนกล่าว “ดูท่าทางหลี่มู่อีจะรู้สึกโกรธแค้นจริงๆ”
“เหอะ นิกายเหรินลงทุนส่งผู้แข็งแกร่งมาจับตัวพวกข้า แต่ตอนมหาเคราะห์ครั้งก่อน พวกข้าขอความช่วยเหลือจากพวกเขา แต่พวกเขาไม่ใช่แค่ไม่ยอมส่งคนมาช่วย แต่ยังส่งเจียงตู๋กูมาขัดขวางอีก!”
ยิ่งพูดหลี่เสวียนเอ้าก็ยิ่งรู้สึกโกรธ จนกัดฟันกรอด
เต้าจื้อจุนเงียบกริบ
แรกเริ่มเขาก็อยู่ที่วังสวรรค์มาก่อน ทีแรกเขาก็รู้สึกงุนงง ไม่คิดว่าพวกหลี่เต้าคงทั้งสองคนจะมีชีวิตลำบากอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน
ลองคิดดูแล้ว มีแต่คนต่อต้าน ญาติมิตรตีตัวออกห่างจากวังสวรรค์ มีเพียงหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเท่านั้นที่ยืนหยัดเคียงข้างจนสิ้นสุดมหาเคราะห์
เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วสำนักซ่อนเร้น ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหลายต่างรู้ดีว่านิกายเหรินต้องการมาหาเรื่อง
ทว่าหานเจวี๋ยไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว พวกเขาจึงไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
หานเจวี๋ยตรวจสอบตัวตนของตันหลง ตบะครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์
โชคดีที่หานเจวี๋ยสามารถสังหารได้ในเสี้ยววินาที!
ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงฝึกบำเพ็ญต่อไป โดยไม่สนใจตันหลงแม้แต่น้อย
ห้าสิบปีต่อมา
ในที่สุดตันหลงก็ทนไม่ไหว จึงมาหยุดอยู่ด้านนอกเขตเซียนร้อยคีรี ตะโกนลั่นว่า “เจ้าสำนักซ่อนเร้น ปล่อยตัวศิษย์เอก และศิษย์รองของนิกายเหรินออกมาเดี๋ยวนี้”
หานเจวี๋ยไม่สนใจ
ผ่านไปพักหนึ่ง
ตันหลงขมวดคิ้ว ภายในเขตเซียนร้อยคีรีเงียบสงัด ไม่มีใครตอบกลับมา
เขาพูดต่อ “นี่เป็นประสงค์ของอริยะ ในเมื่อสำนักซ่อนเร้นต้องการหลีกหนีจากทางโลก เช่นนั้นก็อย่ายื่นมือมายุ่งเรื่องของสำนักอื่นจะดีกว่า”
หานเจวี๋ยยังคงเพิกเฉย
หลี่เสวียนเอ้าอยู่ในอารามเต๋าของหลี่เต้าคง สีหน้าตื่นตระหนก
เขาเอ่ยถาม “เจ้าสำนักคิดจะแกล้งตายหรืออย่างไร”
หลี่เต้าคงกล่าวอย่างใจเย็น “รอดูไปก่อนเถิด”
เขตเซียนร้อยคีรีเงียบสงัดลงอีกครั้ง
ครั้งนี้ตันหลงเริ่มโมโห
มันชักจะมากเกินไปแล้ว!
เจ้าสำนักซ่อนเร้นไม่ไว้หน้ากันเลย!
ใขณะที่เขากำลังจะลงมือ เสียงของหานเจวี๋ยก็ลอยออกมา “ศิษย์เอกและศิษย์รองของนิกายเหรินเป็นใคร”
ตันหลงตอบกลับอย่างเดือดดาล “หลี่เต้าคง! หลี่เสวียนเอ้า!”
“ไม่รู้จัก ศิษย์สำนักเราไม่มีสองคนนี้ ผู้อาวุโสเข้าใจผิดไปแล้วกระมัง”
“เจ้ามาประมือกับข้าดูสักครั้งไหมเล่า มีหรือไม่มี ข้าเข้าไปตรวจสอบเดี๋ยวก็รู้เอง!”
“เช่นนั้นไม่ได้หรอก ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้ามาได้ หากว่าท่านต้องการจะทำร้ายข้าล่ะ ข้าจะไม่กลายเป็นคนโง่เง่าหรอกหรือ”
ได้ยินคำพูดของหานเจวี๋ยเช่นนี้ ตันหลงก็แสยะยิ้มด้วยความกรุ่นโกรธ
ดี!
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “วันนี้เจ้าจะยอมหรือไม่ ข้าก็จะเข้าไปให้ได้!”
เขาพุ่งปะทะเขตเซียนร้อยคีรีทันที
ตู้ม!
เขาเอาศีรษะชนเข้ากับค่ายกล ซึ่งก็ไม่แปลกใจ พื้นเบื้องล่างมีค่ายกลอยู่ แม้แต่จิตรับรู้ของเขาก็ยังเล็ดลอดเข้าไปไม่ได้
ตันหลงชักกระบี่หยกขาวออกมาฟันลงไปหนึ่งครั้ง
ตันหลงเงื้อดาบขึ้นและเหวี่ยงลงไป ปราณกระบี่สาดกระเซ็น กระทบลงบนค่ายกลอาณาเขตเต๋า เกิดเป็นระลอกคลื่นอันน่าสะพรึงกลัว แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตันหลงก็ขมวดคิ้ว เริ่มเหวี่ยงกระบี่อย่างรวดเร็ว พลังเวทมหาศาลทั่วร่างกายหลั่งไหลออกมา ราวกับน้ำท่วมกัดเซาะตลิ่ง สั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดิน
เผ่ามนุษย์เองได้ยินเสียงดังกล่าว ผู้บำเพ็ญทั้งหลายโผบินออกมาจากในเมือง เฝ้ามองดูจากที่ไกลๆ
พวกเขาจำตันหลงได้ ผู้ทรงพลังที่แสดงธรรมให้แก่พวกเขา
“มนุษย์เซียนท่านนั้นกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
“ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งขวางกั้นเขาไว้อยู่”
“เขาคิดจะบุกทะลวงเขตเซียนหรือ”
“ทำอย่างไรดี ปฐมบรรพชนโจวฝานเคยกล่าวว่า อย่าได้บุกเข้าไปในเขตเซียน ผู้ทรงพลังท่านนี้เป็นศัตรูของปฐมบรรพชนโจวฝานหรือ”
“พวกเราช่วยไม่ได้ อย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า”
…
ไม่ว่าตันหลงจะโจมตีอย่างไร และพลังจะกระทบถึงเมืองของเผ่ามนุษย์มากเพียงใด เขาก็ไม่อาจบุกทะลวงอาณาเขตเต๋าได้
สำนักซ่อนเร้นที่รู้สึกกระวนกระวายในตอนแรกเริ่มนึกสนุก สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเองก็เริ่มล้อเลียนตันหลง
หลี่เต้าคงกล่าวด้วยความทอดถอนใจ “ไม่คิดว่าเจ้าสำนักจะมีค่ายกลระดับนี้ อีกทั้งยังสัมผัสไม่ได้ว่าเป็นค่ายกลแบบใดกันแน่”
หลี่เสวียนเอ้าพยักหน้า กล่าวติดตลกว่า “ดูหน้าตาตันหลงสิ หายใจไม่ทันแล้วนั่น นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นเขาเป็นแบบนั้น ช่างน่าขายหน้าจริงๆ”
“พูดจาวางก้ามเสียใหญ่โต แต่สุดท้ายก็บุกเข้ามาไม่ได้ ไม่แน่อริยะคนอื่นอาจกำลังเฝ้าดูอยู่ก็เป็นได้”
หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป ตันหลงก็ยอมแพ้
เขาลอยตัวขึ้นกลางอากาศ สีหน้าเคร่งขรึมเกินบรรยาย
เขาตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หันหลังกลับก็ไม่ได้จะเดินหน้าต่อก็ไม่ได้เช่นกัน
และแล้วเขาก็ต้องยอมแพ้ไปทั้งอย่างนั้น คนที่เสียหน้าไม่ได้มีแค่เขา แต่ยังมีนิกายเหรินด้วย
แม้ฝืนต่อไป ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วมา “ท่านผู้อาวุโส ในสำนักซ่อนเร้นไม่มีคนของนิกายเหรินจริงๆ ขอให้ท่านผู้อาวุโสโปรดให้อภัยข้าน้อย และจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เถิดขอรับ”
เขากล่าวอย่างสุภาพ ต้องการจะให้ตันหลงจากไปโดยไม่ต้องเสียหน้า
แต่ตอนนี้ถนอมน้ำใจกันไปก็ไร้ประโยชน์!
ตันหลงสามารถจินตนาการได้ว่าเหล่าอริยะกำลังจ้องมองเขาลงมาจากชั้นฟ้าที่สามสิบสาม หากจากไปวันนี้ เขาคงจะต้องเสียหน้าจริงๆ
ทว่าตอนนี้เขาจะทำอะไรได้อีก
ตันหลงเหลือบมองเมืองเผ่ามนุษย์ที่อยู่ไกลออกไป
เผ่ามนุษย์อยู่ใกล้กับเขตเซียนร้อยคีรีขนาดนี้ หรือมีความเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักซ่อนเร้น?
ดวงตาของตันหลงเป็นประกาย
“หากผู้อาวุโสคิดจะใช้เผ่ามนุษย์มาข่มขู่ข้า เช่นนั้นแล้วจะเอาคุณธรรมของนิกายเหรินไปไว้ที่ใดล่ะขอรับ” เสียงของหานเจวี๋ยดังขึ้นมาอีกครั้ง
ซึ่งเสียงนี้มีเพียงตันหลงเท่านั้นที่ได้ยิน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของตันหลงก็ยิ่งย่ำแย่ลงกว่าเดิม
“เลิกเสียเวลาเถิด อย่านำตัวเองเข้าไปสู่หายนะที่ไม่อาจถอนตัวได้เลย”
เสียงของหานเจวี๋ยลอยเข้าหูตันหลงอีกครั้ง
เขาไม่ได้กลัวตันหลง เพียงแต่ไม่อยากฉีกหน้าอีกฝ่ายต่อหน้าคนทั้งนิกายเหรินในขณะนี้
เมื่อตันหลงได้ยินประโยคนี้ เขาก็แสดงสีหน้าประทับใจออกมา จากนั้นก็หันหลังจากไป
แม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่พอใจหานเจวี๋ย แต่สิ่งที่หานเจวี๋ยพูดล้วนเป็นความจริง
หลังจากตันหลงจากไปแล้ว โลกาสวรรค์ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดนอกจากหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าแล้ว ยังมีเผ่ามนุษย์อีกด้วย
หลังจากได้รับฟังธรรมจากตันหลง เผ่ามนุษย์ก็คิดว่าตันหลงนั้นแข็งแกร่งมาก แต่ไม่คิดว่าแม้แต่เขตเซียน ตันหลงก็ยังบุกทะลวงไม่ได้!
ภายในเขตเซียนซุกซ่อนผู้ทรงพลังเช่นไรเอาไว้กันแน่
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขตเซียนร้อยคีรีจะกลายเป็นตำนานเล่าขานของเผ่ามนุษย์
หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าสามารถวางใจได้อย่างสมบูรณ์ สามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนิกายเหรินตามฆ่าอีก
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยได้รับคำขอเข้าฝันจากฉิวซีไหล
และมหกรรมการรัวข้อความก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง!
หานเจวี๋ยเลือกยอมรับ เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าฉิวซีไหลอยากพูดอะไร
ในแดนความฝัน
หานเจวี๋ยเพิ่งปรากฏตัวขึ้น ก็ได้ยินเสียงของฉิวซีไหลถามขึ้นทันที “เจ้ารับหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าเข้าสำนักหรือ”
หานเจวี๋ยเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนแล้ว จึงกล่าวว่า “ตอนที่ข้ารับพวกเขาเข้าสู่สำนัก พวกเขาก็ไม่ได้เป็นคนของนิกายเหรินอยู่แล้ว”
ฉิวซีไหลกล่าว “เจ้าล่วงเกินหลี่มู่อีเข้าแล้ว วันหน้าต้องลำบากแน่ ส่งตัวสองคนนั้นมาให้สำนักพุทธของข้าเถิด”
หลี่เต้าคงต้องตาฉิวซีไหลมานานแล้ว
ในบรรดาศิษย์สำนักเต๋าทั้งหมด หลี่เต้าคงเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุด
หลี่เต้าคงไม่ได้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล พรสวรรค์ของเขาเกี่ยวข้องในด้านการหยั่งรู้เป็นหลักโuเวลกูดoทคoม
ไม่ต้องพูดถึงมหาเคราะห์ครั้งล่าสุด แต่ไม่ว่าจะกี่มหาเคราะห์ที่ผ่านไปก่อนหน้านั้น หลี่เต้าคงก็มีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร!
หานเจวี๋ยกล่าว “เช่นนั้นข้าคงต้องขอไต่ถามความคิดเห็นของทั้งสองคนนั้นเสียก่อน”
“ส่งมาให้สำนักพุทธเสีย”
“เกรงว่าจะทำไม่ได้”
หานเจวี๋ยกล่าวพลางส่ายหน้า ทำท่าทีลำบากใจ
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดลงทันที
หานเจวี๋ยไม่เกรงกลัวที่จะแตกหักกับฉิวซีไหล หาไม่แล้วในระยะยาวฉิวซีไหลจะต้องเรียกร้องอะไรจากเขามากกว่านี้เป็นแน่
“หานเจวี๋ย ความเมตตาของข้าที่มอบให้ เจ้ายังจำได้หรือไม่” ฉิวซีไหลเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นชาต่างจากที่เคยเป็นมา
หานเจวี๋ยตอบกลับ “จำได้ขอรับ ข้าติดหนี้บุณคุณท่านครั้งหนึ่ง วันหน้าจะตอบแทนอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ข้าต้องการจะฝึกบำเพ็ญเท่านั้น ไม่คิดอยากจะวิวาทกับใคร หลี่เต้าคงมีบุญคุณต่อข้า ข้าจำเป็นต้องตอบแทน แน่นอนว่าหากวันหน้าสำนักพุทธเผชิญทุกข์ภัย ข้าก็ไม่อาจนิ่งดูดายเช่นกัน”
เขาพูดจาเลื่อนเปื้อนไปเรื่อย เวรกรรมระหว่างเขาและหลี่เต้าคงไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น
ฉิวซีไหลเข้าใจในจุดนี้ได้เอง เขาก็ไม่อยากจะกดดันหานเจวี๋ยแต่อย่างใด ทว่ายังมีอริยะคนอื่นๆ คอยจับตาดูเขาอยู่
แม้ว่าหานเจวี๋ยจะทำให้นิกายเหรินและฉิวซีไหลขุ่นเคือง แต่ก็ยังมีนิกายฉ่าน นิกายเจี๋ย และอริยะคนอื่นที่เขาสามารถพึ่งพาได้
หานเจวี๋ยในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวแปรกระจอกๆ เท่านั้น สำนักซ่อนเร้นได้พิสูจน์ศักยภาพของตนเองออกมาแล้ว!
ฉิวซีไหลกล่าว “จำคำพูดของเจ้าไว้ให้ดีก็พอ ส่วนนิกายเหรินนั้น ข้าจะช่วยอธิบายแทนเจ้าเอง ขอแค่ต่อไปอย่าเป็นแบบนี้อีกก็พอ”
“ขอบคุณขอรับท่านอริยะ!”
หานเจวี๋ยรับปากทันที
[ฉิวซีไหลเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]
หานเจวี๋ยทำเมิน สำหรับอริยะนั้น หากทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังขึ้นมาได้ นับว่าเป็นศัตรูทั้งหมด
ทว่าฉิวซีไหลยังคิดว่าหานเจวี๋ยมีประโยชน์ จึงยังไม่คิดตัดขาดกับเขาในตอนนี้
แดนความฝันสิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยกลับมายังอารามเต๋า ฝึกบำเพ็ญต่อไป
อย่างไรเสียอริยะก็ไม่สามารถเข้ามาในแดนเซียน และเข้ามาในอาณาเขตเต๋าของเขาไม่ได้ เขาจึงไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
ทว่าท่าทีของฉิวซีไหลก็เป็นเครื่องพิสูจน์พรสวรรค์ของหลี่เต้าคงแล้ว
หากหลี่เต้าคงพิสูจน์มรรคเป็นอริยะขึ้นมาได้ล่ะ!
หัวใจของหานเจวี๋ยเต้นระรัว
สำนักซ่อนเร้นทั้งสำนัก นอกจากเขาแล้ว หลี่เต้าคงเป็นบุคคลเดียวที่ใกล้เคียงกับอริยะมากที่สุด
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำคือการฝึกฝนศิษย์คนอื่นๆ นอกเหนือจากการฝึกบำเพ็ญไปด้วย เช่นนี้เขาจะสามารถฝึกบำเพ็ญต่อไปได้เรื่อยๆ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ยังมีศิษย์ทั้งหลายคอยแก้ปัญหาให้
…
หลังจากตันหลงจากไปแล้ว นิกายเหรินก็ไม่ได้ส่งคนมาหาเรื่องอีก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยอมแพ้ไปแล้ว
งานประลองใหญ่แห่งสำนักซ่อนเร้นถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีพวกหลี่เต้าคงสองคนเข้าร่วมด้วย
ไม่มีอะไรผิดคาด หลี่เต้าคงได้อันดับหนึ่ง หลี่เสวียนเอ้าและเต้าจื้อจุนได้อันดับสอง เสมอกัน จ้าวเซวียนหยวนได้อันดับสาม โจวฝานได้อันดับสี่ ลี่เหยาได้อันดับห้า ส่วนอันดับหลังจากนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่าไรนัก
ทว่าเรื่องนี้กลับไปสะกิดต่อมของศิษย์สำนักซ่อนเร้นอย่างแรง
ต่อไปจะมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นอีกหรือไม่
ในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขายังมีความมั่นใจอยู่ แต่เทียบกับผู้ทรงพลังที่มีชีวิตอยู่ยาวนานราวอสงไขยแล้ว พวกเขายังห่างชั้นอีกไกลโข
ทันใดนั้น สำนักซ่อนเร้นก็ตกสู่บรรยากาศการฝึกบำเพ็ญอย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้ง
หลี่เต้าคงไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจแต่อย่างใด เขาบ้าดีเดือดไปท้าประลองกับหานเจวี๋ยอีกครั้ง และก็ต้องถูกสังหารภายในเสี้ยววินาทีอย่างไร้ความปรานี มรรคจิตแทบแหลกสลาย
หลังจากประลองกับหานเจวี๋ย เขาก็เกิดความสงสัยในตัวเองว่าตนไม่ใช่ครึ่งอริยะ
ความต่างชั้นห่างไกลกันเหลือเกิน!
เวลาผ่านไปเช่นนี้อีกแปดร้อยปี
อยู่มาวันหนึ่ง
บนท้องฟ้ามีแต่เมฆสีม่วงลอยกระจายทั่ว ดูงดงามอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ลืมตาขึ้น แหงนหน้าจ้องทะลุอารามเต๋าขึ้นไปจนเห็นท้องนภา
ความรู้สึกไม่สบายใจอันเข้มข้นกัดกินหัวใจของเขา
เขาไม่ได้รู้สึกกระสับกระส่ายเช่นนี้มานานมากแล้ว!
หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย แต่ก็ไม่อาจทำนายถึงที่มาของความกระสับกระส่ายได้
เขาจำเป็นต้องใช้ระบบวิวัฒนาการเพื่อสอบถาม
‘เหตุใดข้าจึงรู้สึกกระสับกระส่าย’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
นี่เป็นราคาของอริยะมรรคาสวรรค์!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เลือกดำเนินการต่อ
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวเขา ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้า
[บรรพจารย์ซานชิง: ระดับครึ่งอริยะขั้นสมบูรณ์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ผสานรวมกับปราชญ์วิถี ศิษย์บรรพชนเต๋า แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียน เนื่องจากท่านรับตัวหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าไว้ หลี่มู่อีถูกอริยะที่เหลือเยาะเย้ยถากถาง พลันบันดาลโทสะปลดปล่อยบรรพจารย์ซานชิงออกมา เตรียมประกาศต่อแดนเซียนว่าจะปราบปรามสำนักซ่อนเร้นรวมถึงสำนักนิกายแห่งโชคชะตาอื่นๆ]
บรรพจารย์ซานชิงผมสีขาวโพลน ท่าทางสูงส่งมีคุณธรรม บนรูปประจำตัวไม่มีจุดพิเศษใดๆ
ผสานรวมกับปราชญ์วิถี หรือจะถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของเหล่าจื่อ เจ้านิกายทงเทียน และเทพสูงสุดหยวนสื่อ?
หากเป็นตามนี้จริง เช่นนั้นก็แข็งแกร่งมาก
แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียน นี่เป็นตำแหน่งตามโชคชะตา!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ถามในใจ ‘ข้าสู้บรรพจารย์ซานชิงได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[เมื่ออยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ ท่านไม่อาจสังหารบรรพจารย์ซานชิงได้ หากอยู่นอกเขตมรรคาสวรรค์ ท่านสังหารบรรพจารย์ซานชิงได้]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ทั่วทั้งแดนเซียนเปรียบเสมือนอาณาเขตเต๋าของบรรพจารย์ซานชิง จึงไร้พ่ายในอาณาเขตเต๋านี้
แต่หานเจวี๋ยไม่เกรงกลัวเลย บรรพจารย์ซานชิงมิใช่อริยะ ไม่สามารถฝ่าเข้ามาในอาณาเขตเต๋าของเขาได้
อีกอย่างจากผลลัพธ์ที่เห็นในระบบวิวัฒนาการก่อนหน้านี้ การปรากฏตัวขึ้นของบรรพชนเต๋ามิได้พุ่งเป้ามาที่หานเจวี๋ยเพียงคนเดียว แต่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอิทธิพลทั่วแดนเซียน
‘มหาเคราะห์สิ้นสุดลงยังไม่ถึงสองพันปี หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ก่อเรื่อง ตั้งใจพากเพียรฝึกบำเพ็ญ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ภายในสถานการณ์ปกติ ยังมีเวลาอีกหลายหมื่นล้านปีกว่าจะถึงมหาเคราะห์ครั้งต่อไป กลัวก็แต่จะมีอริยะเข้ามาแทรกแซง
อย่างไรเสียต่อให้อริยะลงมือจริง ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เกิดมหาเคราะห์ได้คือสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนต้องมีมากพอ
หากไม่มีตัวหมาก จะเดินหมากได้อย่างไร
หากมรรคาสวรรค์รับรู้ถึงเป้าหมายไม่ได้ ย่อมไม่ปลดปล่อยแรงกรรมไร้ขอบเขตออกมา
หานเจวี๋ยลุกขึ้นพลางเดินออกมาจากอารามเต๋า สภาพอารมณ์ถูกบรรพจารย์ซานชิงทำให้ปั่นป่วนว้าวุ่น ออกไปเล่นสักหน่อยคงดี
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นล้วนออกมาจากที่พำนักของตนกันแล้ว กำลังพูดคุยถึงนิมิตหมายประหลาดบนฟากฟ้า
เมื่อหานเจวี๋ยก้าวมาหยุดใต้ต้นฝูซัง เหล่าศิษย์ก็ล้อมวงเข้ามาหาทันที
“นายท่าน นิมิตหมายนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” ไก่คุกรัตติกาลเปิดฉากถามก่อน
หานเจวี๋ยตอบด้วยรอยยิ้ม “อาจมีผู้ทรงพลังบางท่านเผยตัวสู่โลกกระมัง หรืออาจเป็นนิกายเหรินมาโจมตีพวกเรา หากพวกเจ้าออกไป ต้องตายแน่นอน”
ไก่คุกรัตติกาลรีบพยักหน้ารับด้วยความตื่นตระหนก ตอบว่า “ข้าไม่มีทางออกไปหรอก ผู้ใดออกไป ผู้นั้นคือไอ้โง่”
ถูหลิงเอ๋อร์ขยับเข้ามาถาม “อาจารย์ เมื่อไรถึงจะเรียกข้าไปหาที่อารามเต๋าของท่านล่ะเจ้าคะ”
วาจาเช่นนี้ก็กล่าวออกมาได้!
หานเจวี๋ยทราบดีว่าถูหลิงเอ๋อร์หมายถึงอะไร เขาตอบกลับอย่างสงบว่า “รอให้เจ้าก้าวหน้าแล้วค่อยว่ากัน”
เขาหายตัวขึ้นไปบนต้นฝูซัง ถามมันว่า “สถานการณ์ในช่วงนี้เป็นอย่างไร”
ต้นฝูซังตอบ “ข้าสร้างวังวนมิติได้อีกสองแห่ง แต่ยังไม่ได้รับคำอนุญาตจากท่าน ข้าจึงไม่ได้เปิดใช้”
หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “ไม่เลว เชื่อฟังคำสั่งเป็นแล้ว ลองเปิดดูเถิด”
พอกล่าวจบ วังวนมิติสองแห่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตกวาดผ่านแวบหนึ่ง ภาพรวมของโลกจากทั้งสองวังวนปรากฏสู่ครรลองสายตาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับโลกพันอนันต์ อีกสองโลกอ่อนแอกว่ามากนัก ผู้แข็งแกร่งที่สุดเป็นเพียงต้าหลัว
‘ดูเหมือนพวกเขาจะมีวิถีมรรคาสวรรค์เป็นของตัวเอง’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วครุ่นคิด
หลักกรรมในมรรคาสวรรค์ของทั้งสองโลกอ่อนแอกว่ามรรคาสวรรค์ของแดนเซียนนับสิบเท่า ระดับครึ่งอริยะอย่างหานเจวี๋ย ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบวิวัฒนาการก็ทำนายดูได้
หานเจวี๋ยอยากรู้ยิ่งนัก นอกจากแดนเซียนและแดนเทพหวนปัจฉิม ยังมีโลกมรรคาสวรรค์ซ่อนเร้นอยู่อีกมากน้อยเพียงใดกันแน่
หรือจะเกี่ยวข้องกับจำนวนของอริยะ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะเป็นแดนเทพหวนปัจฉิม อย่างไรก็ตามระหว่างแดนเทพหวนปัจฉิมและแดนเซียนถูกกั้นไว้ด้วยแดนต้องห้ามอันธการ เป็นน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน
สำหรับแดนเทพหวนปัจฉิม หานเจวี๋ยคิดไว้ว่าก่อนที่จะมีพลังมากพอไม่ควรไปเยือนแดนเทพหวนปัจฉิม ห้ามเหยียบย่างเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิมเด็ดขาด
มองดูอยู่สักพักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็หมดความสนใจ
เขาสั่งให้ต้นฝูซังปิดวังวนมิติ ขณะที่กำลังจะสอบถามเรื่องการบำเพ็ญของต้นฝูซัง ในเวลานี้เอง ไก่คุกรัตติกาลที่อยู่ด้านข้างกลับแผดเสียงแหลมขึ้นมา
“สวรรค์! ฟ้าร้าวแล้ว!”
เสียงของไก่รัตติกาลแหลมยิ่งนัก สมกับเป็นเสียงของไก่จริงๆ
หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้น มองเห็นท้องนภาฉาบแสงสีม่วงปรากฏรอยกะเทาะมืดดำขนาดมหึมาเส้นหนึ่งขึ้น แผ่ขยายลามไปตามขอบฟ้าทั้งสองด้านโนlวลกูดอทคoม
ท่ามกลางความเลือนราง หานเจวี๋ยมองเห็นดวงตาคู่หนึ่ง กำลังสอดส่องแดนเซียนอยู่
เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาคู่นั้น ทุกอย่างล้วนดูเล็กกระจ้อยร่อย
มันซุกซ่อนอยู่ในความมืดมิด แววตาเย็นชา
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบค้นหาศัตรูผู้แข็งแกร่งในบริเวณรอบข้าง กลับตรวจไม่พบอีกฝ่ายเลย แสดงว่าอีกฝ่ายอยู่ห่างไกลจากเขตเซียนร้อยคีรีอย่างยิ่ง
บรรพจารย์ซานชิงหรือ
ไม่ถูกสิ!
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหาร อีกฝ่ายมีเจตนาสังหารต่อแดนเซียนอย่างเต็มเปี่ยม!
ในไม่ช้า รอยกะเทาะค่อยๆ หดเล็กลงและสมานเข้าด้วยกัน แสงสีม่วงก็เลือนหายไปเช่นกัน
หานเจวี๋ยกลับเข้าไปในอารามเต๋า
ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่ส่งผลกระทบต่ออาณาเขตเต๋า เขาไม่รู้สึกกังวลใจเลย
‘ดูเหมือนข้าจะลำพองตัวไปหน่อยกระมัง’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ หลังจากยกระดับอาณาเขตเต๋า จิตใจเขาก็ไม่ขี้หวาดระแวงระแวดระวังเท่าแต่ก่อนอีก
พิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะให้ได้ก่อนเถอะ มิเช่นนั้นสุดท้ายก็เป็นเพียงมดปลวก!
สู้ไม่ไหว ไยจะมิใช่มดปลวกเล่า
….
ภายในพระราชวังโอ่อ่าหรูหราหลังหนึ่ง
หลี่มู่อี เทพสูงสุดหนานจี๋และเจ้านิกายเทียนเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิล้อมวงกันอยู่
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยแค่นเสียง “สือตู๋เต้าหมายความว่าอย่างไร”
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยด้วยสีหน้าถมึงทึง “ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขามีความแค้นกับบรรพจารย์ซานชิงตั้งแต่เมื่อไร”
หลี่มู่เอ่ย “แม้สือตู๋เต้าจะแข็งแกร่ง แต่ไม่มีทางสังหารบรรพจารย์ซานชิงในแดนเซียนได้ พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวล”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยมองหลี่มู่อี แค่นเสียงกล่าว “เหตุใดเจ้าจึงปล่อยบรรพจารย์ซานชิงออกมา”
เทพสูงสุดหนานจี๋ก็มองหลี่มู่อีเช่นกัน แววตาไม่สบอารมณ์
หลี่มู่อีเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งเกินไป หากปล่อยไว้ บุตรแห่งสวรรค์ในแดนเซียนล้วนจะถูกเขาดึงตัวไป สำนักเต๋าต้องการผู้ทรงพลังอย่างแท้จริงสักคนสำหรับออกไปเผยแพร่มรรควิถี”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยและเทพสูงสุดหนานจี๋ยังคงขมวดคิ้ว ไม่เชื่อคำพูดของหลี่มู่อี
หลี่มู่อีเอ่ยต่อว่า “สือตู๋เต้าท่องไปตามอาณาเขตเต๋าของอริยะอยู่ตลอด ในอดีตเกือบได้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดคนใหม่บรรพชนเต๋าด้วย หากเขาปะทะกับบรรพจารย์ซานชิง สำหรับสำนักเต๋าแล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะแพ้ผู้ใดจะชนะ ล้วนเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง พวกเราต่างเป็นผู้สืบทอดสำนักเต๋าต้องหาทางป้องกัน”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยหรี่ตามอง “บรรพจารย์ซานชิงเป็นเกราะกำบังของพวกเราสำนักเต๋าจากพลังวิเศษทำลายมรรคา บรรพชนเต๋าถ่ายทอดพลังวิเศษทำลายมรรคาให้ฉิวซีไหลและอริยะมิ่งจี จากนั้นจึงสร้างบรรพจารย์ซานชิงที่มีความสามารถในการเข่นฆ่าทำลายล้างให้พวกเรา หวังให้พวกเราสมัครสมานปรองดอง ทว่าอริยะมิ่งจีเป็นบ้าไปแล้ว เจ้ายังปล่อยบรรพจารย์ซานชิงออกมาอีก เจ้าไม่รู้สึกว่าแปลกบ้างหรือ”
แววตาของเทพสูงสุดหนานจี๋วูบไหว ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ชัดเจนยิ่งนักว่าเกิดช่องว่างขึ้นระหว่างสามอริยะ ต่างไม่ไว้วางใจกันและกันแล้ว
หลี่มู่อีเอ่ยเนิบๆ ว่า “หลังจากอริยะมรรคาสวรรค์รุ่นก่อนสิ้นไป บรรพจารย์ซานชิงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของข้า ข้ามีสิทธิ์สั่งการเขา ส่วนความคลางแคลงของพวกเจ้า ในมุมมองของข้าไม่มีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอยู่เลย”
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
เขาหายวับไปจากจุดเดิม
เทพสูงสุดหนานจี๋ก็ลุกขึ้นเช่นกัน “ใช่แล้ว แม้บรรพจารย์ซานชิงจะแข็งแกร่ง แต่เขาจะต้านทานพลังวิเศษทำลายมรรคาได้หรือ”
พูดจบ เทพสูงสุดหนานจี๋กลายเป็นเงาดำ สลายหายไปดั่งหมอกควัน
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ