486-490
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 486ถึง490
นับตั้งแต่จิ่งเทียนกงจากไป ก็ผ่านไปอีกหนึ่งพันปีถ้วน
หลังจากที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญ เขาก็สาปแช่งอริยะมิ่งจีขณะอ่านจดหมายไปด้วย
เนื้อหาส่วนใหญ่ในจดหมายยังคงเป็นโอกาสวาสนาต่างๆ นานา อ่านจนรู้สึกเบื่อหน่าย
นานแล้วที่ไม่ได้เห็นหน้าต่างแสดงว่า ‘เผชิญกับการโจมตีจาก’ หานเจวี๋ยรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าในระยะเวลาอันยาวนานนี้ แดนเซียนชักจะสงบสุขเกินไป
หานเจวี๋ยคิดว่าแบบนี้ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาให้พวกเขาได้เติบโต
ตบะของศิษย์สำนักซ่อนเร้นพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครหยุดนิ่ง ที่ขาดไปไม่ได้คือมหามรรคต้นกำเนิดที่อุดมสมบูรณ์ เป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดที่สุด เหล่าศิษย์ทั้งหมดตระหนักรู้ได้อย่างเต็มที่
หานเจวี๋ยตระหนักได้ว่าการไต่เต้าระดับมหามรรคขึ้นไปนั้น คุณสมบัติไม่ได้สำคัญมากนัก ที่สำคัญกว่าคือความเหมาะสมและความสามารถในการเข้าใจต่างหาก
อยู่มาวันหนึ่ง
อู้เต้าเจี้ยนมาเยี่ยมหานเจวี๋ย
นางอยู่ในระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏแล้ว ห่างจากระดับเทพอีกเพียงก้าวเดียว นางหวังว่าหานเจวี๋ยจะให้ความช่วยเหลือนางได้
หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรมให้แก่นางเพียงคนเดียว โดยมุ่งเน้นไปที่ระดับเทพ
ยี่สิบปีต่อมา อู้เต้าเจี้ยนกลับไปพร้อมกับการตระหนักรู้
หนึ่งร้อยสามสิบเก้าปีต่อมา อู้เต้าเจี้ยนเลื่อนขั้นเป็นปฐมเทพขั้นหนึ่งได้สำเร็จ
ศิษย์ระดับเทพของสำนักซ่อนเร้นนับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
สำนักซ่อนเร้นอยู่ในช่วงเวลาที่เจริญรุ่งเรือง
สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าระดับล่างเริ่มหันมาฝึกบำเพ็ญแล้ว ส่วนจำนวนของสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่อยู่รอบนอกเขตเซียนร้อยคีรีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าตั้งแต่กู่จั๋วอินถูกปลิดชีพในที่แห่งนี้ ก็ไม่มีศัตรูผู้แข็งแกร่งคนใดรุกรานเข้ามาอีก
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
แผ่นดินรอบบริเวณเขตเซียนร้อยคีรีสั่นสะเทือน เหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าและสัตว์อสูรขวัญหนีดีฝ่อกันเป็นแถว
นิ้วมือขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน จากนั้นฝ่ามือทั้งฝ่ามือก็ผุดขึ้นมาเหนือพื้นดิน ขนาดของมันมหึมายิ่งกว่าภูเขา ปลายนิ้วสูงเสียดฟ้า
ฝ่ามือดังกล่าวเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง ดูน่าสยดสยอง นิ้วมือแข็งยิ่งกว่าหิน
เจียงอี้ที่อยู่ใต้ต้นฝูซังจ้องมองฝ่ามือนั้นจากไกลๆ อดที่จะขมวดคิ้วพลางบ่นพึมพำไม่ได้ “เหมือนเคยเห็นฝ่ามือนั่นที่ไหนมาก่อนก็ไม่รู้”
ไก่คุกรัตติกาลกล่าวอย่างเรียบเฉย “เมื่อหลายพันปีก่อนก็เคยมีชิ้นส่วนมนุษย์ตกลงมาจากฟ้าไม่ใช่หรืออย่างไร สงสัยจะเป็นฝีมือของผู้ทรงพลังสักคนนั่นละ ขอแค่ไม่มาโผล่ในเขตเซียนร้อยคีรี พวกเราก็ไม่ต้องเป็นกังวลหรอก”
เจียงอี้ชำเลืองมองมัน ทำท่าทางเย็นชาหยิ่งยโส
สิ่งมีชีวิตทั่วทุกมุมในเขตเซียนร้อยคีรีต่างก็พูดถึงฝ่ามือนั้น
ภายในอารามเต๋า
หานเจวี๋ยทำสีหน้าแปลกประหลาด
ฝ่ามือนี้…
ฝ่ามือของจู่ถู!
กลิ่นอายเหมือนกันไม่ผิด แต่ชั่วร้ายกว่าเดิม!
หรือว่าหลังจากจู่ถูสิ้นลม กายเนื้อของเขาจะถูกอริยะเก็บเอาไป
จู่ถูเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาเคราะห์ช่วงแรกๆ อีกทั้งยังตายเพราะหานเจวี๋ยอีก มาวันนี้ฝ่ามือของเขากลับมาปรากฏขึ้นใกล้ๆ กับอาณาเขตเต๋า ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ
‘ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดฝ่ามือนี้จึงปรากฏขึ้นใกล้กับอาณาเขตเต๋า’
หานเจวี๋ยคิดในใจเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[เป็นฝีมือของมหาจักรพรรดิเซียว]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เป็นเขาจริงๆ ด้วย
ตอนแรกที่มีชิ้นส่วนมนุษย์ตกลงมายังแดนเซียนก็เป็นฝีมือของมหาจักรพรรดิเซียว
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในปฐมบรรพชนแห่งเผ่ามาร มีบรรพชนมารคอยหนุนหลัง จิตใจมักใหญ่ใฝ่สูง
ที่มหาจักรพรรดิเซียวคอยจับตามองหานเจวี๋ย อาจเป็นเพราะเคยประจัญหน้ากันมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว
หานเจวี๋ยมีลางสังหรณ์ว่าในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งถัดไป เผ่ามารจะต้องลงสนามอย่างแน่นอน และจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเมินเฉยไปเสีย
ดีเสียอีกได้ฝ่ามือยักษ์นั่นช่วยขับไล่สิ่งมีชีวิตโดยรอบออกไป เขตเซียนร้อยคีรีจะได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
ต่อให้มหาจักรพรรดิเซียวมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง เขาก็ไม่สามารถทะลวงปราการของอาณาเขตเต๋าได้
ฝ่ามือของจู่ถูดูดซับแรงกรรมไร้สิ้นสุดและความเคียดแค้นเอาไว้ มันส่งกลิ่นอายแห่งความโชคร้ายออกมาทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรู้สึกไม่ปลอดภัย
ภายในเวลาไม่กี่ปี สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องหนีออกไปจากบริเวณนี้
เรื่องนี้เป็นไปตามที่หานเจวี๋ยต้องการพอดี
หานเจวี๋ยลองส่งจิตรับรู้ออกไปสำรวจในหลายๆ เขตแดน จึงพบว่าไม่ใช่แค่ในบริเวณเขตเซียนร้อยคีรีเท่านั้น แต่ชิ้นส่วนแขนขาจากมหาเคราะห์ครั้งก่อนปรากฏตัวขึ้นทุกที่ ยึดครองพื้นที่ที่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ ขับไล่สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าออกไป
ได้เห็นดังนี้หานเจวี๋ยก็พลันกระจ่าง
ที่แท้มหาจักรพรรดิเซียวก็คิดจะขัดขวางพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า
ในเมื่อไม่ได้พุ่งเป้ามาที่หานเจวี๋ย เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
อีกเจ็ดร้อยปีผ่านไป
นอกเขตเซียนร้อยคีรีมีผู้บำเพ็ญมาเยือน ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ล้วนปรี่เข้าไปหาฝ่ามือของจู่ถู และสร้างค่ายกลขนาดมหึมาล้อมรอบฝ่ามือนั้นไว้
ภาพนี้ดึงดูดความสนใจของบรรดาเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นโนเวลกูดอทคoม
“ศิษย์นิกายเจี๋ย”
หลงเฮ่าจำศิษย์เหล่านั้นได้จากเสื้อคลุมที่พวกเขาสวมใส่ จึงพึมพำกับตนเองด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้เจ้านิกายเจี๋ยก็เคยมาเยือนอยู่ครั้งหนึ่ง คราวนี้พาบรรดาศิษย์มาด้วย คิดจะทำการใดกันแน่
คนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองศิษย์นิกายเจี๋ยตาเขม็ง
หานเจวี๋ยที่อยู่ในอารามเต๋าก็คอยจับตาดูอยู่เช่นกัน
ไม่กี่วันต่อมา เหล่าศิษย์นิกายเจี๋ยก็ห้อมล้อมฝ่ามือของจู่ถูและเริ่มสร้างค่ายกลขึ้น ค่ายกลหนาขึ้นทีละชั้น พร้อมกับตรวนทองที่พันธนาการฝ่ามือของจู่ถูเอาไว้ เปลวไฟสีดำลุกท่วม และยังมีไอสีแดงแสนประหลาดแทรกซึมเข้าไปในฝ่ามือของจู่ถู ศิษย์นิกายเจี๋ยนับพันร่ายบริกรรมคาถาอย่างต่อเนื่อง
วงล้อสีทองวงหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับวงกลมสีทองหลายวงกำลังทับซ้อนกันอยู่ อักขระลึกลับส่องแสงเรืองรองงดงาม
ฝ่ามือของจู่ถูสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังทุรนทุราย
ตู้ม!
พลังอันแปลกประหลาดระเบิดออกมา สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สาดกระทบร่างของศิษย์นิกายเจี๋ยโดยทั่ว
ทันใดนั้น ศิษย์นิกายเจี๋ยที่อยู่ในแถวแรกก็กลายเป็นหิน สลายเป็นฝุ่นผงปลิวไป
ภาพดังกล่าวทำให้ศิษย์นิกายเจี๋ยคนอื่นๆ หนีตายกันกระเจิดกระเจิง
ฝ่ามือของจู่ถูกำแน่น เกิดเป็นลมพัดไปรอบด้าน สะเทือนจนค่ายกลที่ล้อมอยู่เกิดรอยร้าว
เหล่าศิษย์นิกายเจี๋ยคนอื่นๆ ก็คล้ายกับถูกโจมตีอย่างรุนแรง ต่างล้มลงเป็นแถบ ท่ามกลางขุนเขาลำธารโดยรอบ ร่างกายพวกเขาเหือดแห้งลงภายในพริบตา กลายสภาพเป็นมัมมี่ ทั้งตัวสั่นสะท้าน อยากจะส่งเสียงออกมาแต่ยังไม่ทันไรก็สิ้นใจไปเสียก่อน
ฟ้าดินพลันเงียบสงัด
ศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างตกตะลึง ฝ่ามือนี่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แม้แต่เต้าจื้อจุนที่เป็นถึงเซียนทองต้าหลัวก็ยังอดขมวดคิ้วไม่ได้
หานเจวี๋ยกลับมองออกว่าฝ่ามือนี้ครอบครองพลังระดับครึ่งอริยะ ในบรรดาศิษย์เหล่านี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็มีระดับเป็นเพียงจักรพรรดิเซียน ไหนเลยจะสามารถเอาชนะได้
“เหตุใดจิ่งเทียนกงถึงส่งพวกเขามาตายกันเช่นนี้”
หานเจวี๋ยคิดไม่ตก
ใครเลยจะรู้ว่า จิ่งเทียนกงไม่ได้ตั้งใจส่งพวกเขามาตาย ทว่าทั้งนิกายเจี๋ยต่างก็เข้ายึดครองชิ้นส่วนมนุษย์ทั้งหลายที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ ศิษย์กลุ่มนี้จึงอาสามาที่นี่เอง
หลังจากที่เหล่าศิษย์นิกายเจี๋ยถูกสังหารจนสิ้น ฝ่ามือของจู่ถูก็ค่อยๆ คลายออก และหันขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับยักษ์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
การโจมตีครั้งนี้ทำให้ศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างรู้สึกใจหายใจคว่ำ แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไร พวกเขาจึงไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อได้เห็นฝ่ามือของจู่ถู ในใจพวกเขาก็จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทุกครั้ง
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
สามสิบกว่าปีต่อมา
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุสองหมื่นปี ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกมาสู่โลกทันที ชำระล้างเศษซากจากมหาเคราะห์ จะได้รับแรงกุศลนิรคุณ ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น และหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบต่อไป ไม่ข้องเกี่ยวแปดเปื้อนผลกรรม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น และหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยเบิกตาโพลง ดวงตาเป็นประกายพราวระยับ
มาแล้ว!
มันมาแล้ว!
หินวิญญาณมรรคาสวรรค์!
สมแล้วที่เป็นของรางวัลความสำเร็จอายุขัยสองหมื่นปี!
หนังสือแห่งความโชคร้ายสามารถเพิ่มระดับได้แล้ว!
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเป็นสุข คล้ายว่าเขาจะได้เห็นวันตายของอริยะมิ่งจีแล้ว
เขาเลือกตัวเลือกที่สองโดยไม่ลังเล
หนังสือแห่งความโชคร้ายกลายเป็นยอดสมบัติต้าหลัวแล้ว ยกระดับเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ ก็จะเป็นอันดับหนึ่งสุดยิ่งใหญ่!
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และหลอมรวมเข้ากับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์
ไม่รู้มาก่อนว่าของวิเศษไม่มีระดับครึ่งอริยะ หากไม่มี เช่นนั้นก็จะกลายเป็นของวิเศษมรรคาสวรรค์ทันที แรงสาปแช่งของมันนั้น…
หานเจวี๋ยไม่กล้าคิดไปไกล!
การยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้ายครั้งนี้ใช้เวลาสามสิบปี ซึ่งเวลาสามสิบปีในช่วงเวลาเช่นนี้ไม่ถือว่ามากมายอะไร
[หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับจากยอดสมบัติต้าหลัวเป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์]
ไม่มีระดับครึ่งอริยะ!
ขึ้นไปสู่ระดับมรรคาสวรรค์ทันที!
หานเจวี๋ยอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ได้สาปแช่งอริยะมิ่งจีทันที แต่ฝึกบำเพ็ญต่อไป
เขาเข้าใกล้การทะลวงระดับมากแล้ว ก่อนอื่นฝึกบำเพ็ญให้ถึงระดับครึ่งอริยะระยะปลายให้ได้แล้วค่อยว่ากัน!
ผ่านมากว่าหกพันปีนับตั้งแต่การทะลวงระดับครั้งล่าสุด
หานเจวี๋ยมองย้อนกลับไปและรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านรวดเร็วยิ่งนัก ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ยุคแรกๆ ของมรรคาสวรรค์ที่ไร้ซึ่งความชิงชัง และการต่อสู้ เส้นแบ่งของเวลาเลือนราง ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ
แม้ว่าจะมีสำนักดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ต่างๆ เที่ยวสัญจรไปมาในแดนเซียน แต่แดนเซียนก็ยังกว้างใหญ่มากพอให้หาพื้นที่เพื่อฝึกบำเพ็ญได้อย่างไม่ยากเย็น
อีกด้านหนึ่ง
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ภายในพระราชวัง อริยะมิ่งจีรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมากะทันหัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาถึงได้รู้สึกเหมือนหายนะกำลังจะมาถึงตัว ความรู้สึกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยหลังจากที่เขาได้พิสูจน์มรรคแล้ว
เขานึกถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก่อนเป็นอันดับแรก
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้สาปแช่งเขา
หรือว่าเขากำลังเตรียมการทำอะไรบางอย่าง?
ยิ่งคิดอริยะมิ่งจียิ่งร้อนรนใจ
เขายังคิดอีกว่าอริยะผู้อื่นที่ใกล้ชิดกับเขาในช่วงนี้ ดูเหมือนจะปลีกตัวออกห่าง
“ไม่ได้การ ข้าต้องหาพันธมิตรสักคน ฉิวซีไหลพึ่งพาไม่ได้”
อริยะมิ่งจีดวงตาลุกโชน ลุกขึ้นและจากไปทันที
…
สามร้อยปีต่อมา
ในที่สุดโอกาสทะลวงระดับของหานเจวี๋ยก็มาถึง
เขาปิดด่านฝึกฝนทันที และเริ่มการทะลวงระดับ ใช้เวลาห้าสิบปี การทะลวงระดับก็ประสบความสำเร็จ
หานเจวี๋ยรู้สึกสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจ จากนั้นก็เปิดหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาดู
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 20,380/6,790,009,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]
[ตบะ: ระดับเตรียมเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า ระยะปลาย]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]
…
ชื่นใจจริงๆ!
อายุขัยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกแล้ว!
หนทางสู่การเป็นอริยะของหานเจวี๋ยใกล้เข้ามาแล้ว!
เขาทำให้ตบะเสถียรต่อ รอให้ตบะเสถียรดีเสียก่อน เขาจะปลิดชีพอริยะมิ่งจีให้ได้!
สี่สิบเก้าปีต่อมา
ตบะของหานเจวี๋ยมั่นคงในที่สุด
ขณะที่เขากำลังจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายอันทรงพลังก็พุ่งเข้ามา
เขาส่งจิตรับรู้ออกไปตรวจสอบ พบเพียงปราณกระบี่ที่ลอยคว้างมาจากสุดปลายขอบฟ้า พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือของจู่ถู แบ่งฝ่ามือของเขาออกเป็นสองส่วน โลหิตไหลเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ
ฝ่ามือสองซีกนั้นสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ขณะกำลังจะเชื่อมต่อกัน ปราณกระบี่ก็เชือดเฉือนสลับกันไปมา จนฝ่ามือของจู่ถูขาดสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น
ช่างเป็นปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งนัก!
อีกฝ่ายอย่างน้อยต้องเป็นครึ่งอริยะ!
อีกทั้งปราณกระบี่ดังกล่าวยังดูแล้วคุ้นตามาก
หานเจวี๋ยเพ่งมองอย่างพินิจ และเห็นนักดาบชุดขาวขี่ปราณกระบี่บินโฉบมา
หืม?
นี่มันหลี่เต้าคงไม่ใช่หรือ
หลี่เต้าคงลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฝ่ามือของจู่ถู เขามองลงไปยังเศษเนื้อที่กระจัดกระจายไปทั่วภูเขาและที่ราบ พลางขมวดคิ้วน้อยๆ
‘แก่นแท้ของไอชั่วร้ายนี้คือไอมาร หรือว่าบรรพชนมารกำลังใช้เล่ห์กลใดอยู่’ หลี่เต้าคงครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
เขาไล่สายตาไปเรื่อยๆ จนไปหยุดที่เขตเซียนร้อยคีรี
เขาเคยได้ยินชื่อของเขตเซียนร้อยคีรีมานานแล้ว
ที่เขามาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะฝ่ามือของจู่ถู แต่เป็นเพราะเขตเซียนร้อยคีรีโนเวลกูดอทคอม
เขาบินมาหยุดลงเบื้องหน้าของเขตเซียนร้อยคีรี ยกมือขึ้นสัมผัสค่ายกลที่ไร้รูปร่าง เขาลอบกระตุ้นพลังเวทของตน แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกพลังที่แข็งแกร่งมากมาขวางกั้น ทำให้พลังของเขาสลายไปในทันใด
ช่างเป็นค่ายกลที่ยิ่งใหญ่จริงๆ!
หลี่เต้าคงเลิกคิ้วขึ้น เขาเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าสำนักซ่อนเร้น ข้าคือหลี่เต้าคง ศิษย์เอกนิกายเหริน ตั้งใจมาที่นี่เพื่อขอคำแนะนำเรื่องพลังมรรคจากเจ้า!”
เขาได้ยินชื่อสำนักซ่อนเร้นมานานแล้ว และรู้ด้วยว่าเจ้าสำนักซ่อนเร้นคือใคร
จักรพรรดิสวรรค์แห่งวังสวรรค์เป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้น!
เสียงของหานเจวี๋ยตอบกลับไปอย่างเนิบนาบ “สหายเต๋าหลี่ ท่านแสนเก่งเกจถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ตัดใจเสียเถิด”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ ‘หลี่เต้าคงมาที่นี่เป็นเพราะคำสั่งของอริยะหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่ใช่คำสั่งของอริยะ เขาเพียงแต่สงสัยใคร่รู้ในตัวท่านเท่านั้น]
สงสัยใคร่รู้ในตัวข้า
หานเจวี๋ยหมดคำพูด
เจ้าหมอนี่ยังคิดจะรับเขาเป็นศิษย์อยู่อีกหรือ
“หานเจวี๋ย ที่ยังไม่เชื้อเชิญข้าเข้าไปนั่งสนทนา เป็นเพราะกลัวว่าข้าจะทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ ข้าหลี่เต้าคงไม่เคยโจมตีหรือเล่นงานใครข้างหลัง”
เสียงของหลี่เต้าคงลอยมาตามลม
หานเจวี๋ยถามต่อในใจ ‘หากข้าอนุญาตให้หลี่เต้าคงเข้ามา ข้าจะมีอันตรายหรือไม่’
[ไม่มี]
ครั้งนี้ไม่หักอายุขัย อาจเป็นเพราะระบบนั้นตรวจสอบแรงจูงใจของหลี่เต้าคงมาก่อนหน้าแล้วก็เป็นได้
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘หลี่เต้าคงภักดีต่อนิกายเหรินหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[แม้จะภักดี แต่ก็ไม่ภักดีจนยอมตายถวายหัว]
หานเจวี๋ยหรี่ตาลง รู้สึกว่าน่าจะทำอะไรบางอย่างได้
โครงสร้างของนิกายเหรินมีความซับซ้อน เบื้องหน้าดูเหมือนจะมีเพียงศิษย์เพียงสองคน แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีศิษย์อีกนับไม่ถ้วน เจียงตู๋กูและหลี่เต้าคงเป็นคนของนิกายเหริน ทว่าทั้งสองตั้งตนเป็นศัตรูกัน หลี่เต้าคงจึงเก็บงำความไม่พอใจเอาไว้ข้างใน
หานเจวี๋ยเอ่ยปาก “เข้ามาสิ”
เขาใช้จิตรับรู้ห่อหุ้มตัวของหลี่เต้าคงเข้ามาทันที หลี่เต้าคงถูกเขาพาตัวเข้ามาในอาณาเขตเต๋า จนมาถึงภายในอารามเต๋าโดยไม่ขัดขืน
หลังจากร่อนลงพื้นแล้ว สายตาของหลี่เต้าคงก็ตกไปอยู่บนร่างของหานเจวี๋ย
“เจ้าไปถึงระดับครึ่งอริยะได้แล้ว!”
หลี่เต้าคงพูดด้วยแววตาที่ลุกโชน ในใจรู้สึกตกตะลึง
พรสวรรค์ช่างน่าสะพรึงกลัวโดยแท้!
ตอนที่ได้พบหานเจวี๋ยเป็นครั้งแรก หลี่เต้าคงรู้สึกเพียงว่าเขาเป็นบุตรแห่งสวรรค์คนหนึ่ง แต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีผ่านไป บุตรแห่งสวรรค์ผู้นี้ก็ได้ทำลายขีดจำกัดของตนเองแล้ว
หลี่เต้าคงตระหนักถึงคุณสมบัติของตนเป็นอย่างดี ความเร็วในการทะลวงระดับของเขาเองนับว่ารวดเร็วที่สุดในมหาเคราะห์ครั้งก่อน แต่เมื่อเทียบกับหานเจวี๋ย…
เขานึกถึงคำพูดที่หลี่มู่อีบอกกับตน และดูราวกับจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “เจ้าต้องปิดด่านฝึกฝนตลอดเวลา จะได้พิสูจน์มรรคเป็นอริยะโดยเร็ว ”
เขาสะบัดมือ เบาะรองนั่งก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหนึ่งอัน เขาบอกหลี่เต้าคงให้นั่งลง
หลังจากนั่งลงแล้ว หลี่เต้าคงก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พิสูจน์มรรคง่ายดายขนาดนั้นเสียที่ไหน แต่ในระหว่างมหาเคราะห์ครั้งก่อนข้าก็ได้พิสูจน์ดวงชะตาอันยิ่งใหญ่มากพอแล้ว ขาดแต่ปราณม่วงอนธการเพียงอย่างเดียว”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ตอนนี้นิกายเหรินมีอริยะมรรคาสวรรค์อยู่หรือไม่”
หลี่เต้าคงตอบ “มี ทว่าอาจารย์ของข้าได้สร้างมรรคาสวรรค์ขนาดเล็กขึ้นมาเอง ไม่ขึ้นตรงกับแดนเซียน”
“เช่นนั้นก็แสดงว่านิกายเหรินเองมีปราณม่วงอนธการอยู่แล้วไม่ใช่หรอกหรือ”
ตอนนี้หานเจวี๋ยรู้จักอริยะมรรคาสวรรค์ทั้งหมดแปดคน
หนี่ว์วา ฝูซีเทียน เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะมิ่งจี อริยะจินอัน มหาจักรพรรดิเซียว หากนับรวมหนี่ว์วาที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ยังขาดอริยะมรรคาสวรรค์อีกคนอยู่ดี คนผู้นั้นไม่ได้ปรากฏตัวมานาน เขาจึงคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะซ่อนตัวอยู่ในนิกายเหริน
หลี่เต้าคงเอ่ย “ถูกต้อง หากไม่มีอะไรผิดพลาด ข้าก็จะได้เป็นอริยะมรรคาสวรรค์คนต่อไป อยากรับข้าเป็นอาจารย์หรือยัง”
หานเจวี๋ยถาม “เป็นตำแหน่งอริยะของหนี่ว์วา หรือเป็นของนิกายเหริน”
“ก็ต้องเป็นตำแหน่งของเจ้าแม่หนี่ว์วาอยู่แล้ว”
“อ้อ?”
หานเจวี๋ยรู้สึกสบายใจขึ้นมา ที่แท้คนคนนี้ก็ถูกอริยะหลอกมาเช่นเดียวกัน
หานเจวี๋ยพูดด้วยความประหลาดใจ “อริยะหลี่มู่อีบอกว่าจะมอบปราณม่วงอนธการให้กับข้า เหตุใดถึงได้สัญญากับเจ้าเช่นนั้นล่ะ”
หลี่เต้าคงขมวดคิ้วแน่น
หานเจวี๋ยพูดต่อ “ไม่ใช่เพียงหลี่มู่อีคนเดียว อริยะฉิวซีไหลเองก็พูดว่าจะยกปราณม่วงอนธการของเจ้าแม่หนี่ว์วาให้กับข้าเช่นกัน แต่ให้ข้าไปชิงดวงชะตาอันยิ่งใหญ่และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาเสียก่อน ตกลงแล้วเจ้าแม่หนี่ว์วามีปราณม่วงอนธการเท่าไรกันแน่”
หลี่เต้าคงแค่นเสียงกล่าว “ดูท่าทางเจ้ากับข้าจะตกเป็นเบี้ยของอริยะเสียแล้ว น่ากลัวว่าจะไม่ได้มีเพียงเจ้ากับข้าสองคน อันที่จริงที่ข้ามาหาเจ้า ข้ามาด้วยเหตุผลอื่น”
“ข้าอยากจะสร้างนิกายเหรินขึ้นมาใหม่”
นิกายเหรินใหม่
ชายผู้นี้ต้องการหักหลังหลี่มู่อีหรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบรับในทีแรก
หากหลี่เต้าคงคิดเช่นนั้นจริงๆ หลี่มู่อีต้องจับสังเกตได้สิ
อริยะอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่รู้
หลี่เต้าคงดูคล้ายจะรู้ถึงความคิดของหานเจวี๋ย จึงกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าพกยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ติดตัวอยู่ อริยะไม่มีทางจับสังเกตได้ และไม่มีทางสอดแนมข้าได้เช่นกัน”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น หลี่มู่อีจะไม่ระแวงเจ้ายิ่งกว่าเดิมหรือ”
หลี่เต้าคงกล่าวอย่างใจเย็น “ถูกต้อง ดังนั้นเขาจะยิ่งเชื่อใจเจียงตู๋กู”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบไป
หลี่เต้าคงสาธยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและเจียงตู๋กู
เจียงตู๋กูเป็นศิษย์เอกคนก่อนของนิกายเหริน ซึ่งนับถือหลี่มู่อีเป็นอาจารย์ เท่ากับมีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ของเขา ทว่าหลี่เต้าคงเป็นศิษย์ที่หลี่มู่อีรับอุปการะ ส่วนเจียงตู๋กูเป็นศิษย์ที่มาขอพึ่งพาในช่วงรุ่งเรืองของหลี่มู่อี
เจียงตู๋กูมีสถานะสูงส่งมากในนิกายเหริน เพราะเขา ฐานะของนิกายเหรินในเผ่ามนุษย์จึงยกระดับขึ้นไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงได้รับความไว้วางใจจากหลี่มู่อี
ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งล่าสุด หลี่มู่อีได้มอบหมายภารกิจให้กับหลี่เต้าคงคือช่วยเหลือวังสวรรค์ แต่จู่ๆ วังสวรรค์ก็ผงาดขึ้นมาโดยไม่คาดคิด ฝ่ายตรงข้ามพินาศย่อยยับไปทีละคน จนกระทั่งเป็นภัยต่อระบบเต๋าของอริยะ หลี่มู่อีจึงสั่งให้หลี่เต้าคงล่าถอย
หลี่เต้าคงขัดขืนคำสั่ง เขาให้สัญญากับวังสวรรค์แล้ว จะกลับคำได้อย่างไร
อีกทั้งเขายังมองว่าการที่วังสวรรค์ได้รับชัยชนะย่อมเป็นการดี เพื่อให้มหาเคราะห์สิ้นสุดโดยเร็ว
ดังนั้นเขาจึงขัดใจหลี่มู่อีเข้า เจียงตู๋กูเองก็ลงมายังโลกมนุษย์เช่นกัน เมื่อเข้าสู่มหาเคราะห์ ทั้งสองคนก็ห้ำหั่นกันหลายครั้งเพื่อฝ่ายของตน และเริ่มระบายไฟแค้นใส่กัน จนทุกวันนี้ต่างก็กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของกันและกันไปในที่สุด
สีหน้าของหานเจวี๋ยเรียบเฉย ทว่าความรู้สึกผิดเกาะกุมหัวใจ
หากจะพูดเช่นนี้ ก็แสดงว่าความบาดหมางระหว่างหลี่เต้าคงและหลี่มู่อีมาจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างเขาน่ะสิ
หลี่เต้าคงจ้องมองหานเจวี๋ยด้วยสายตาลุกโชน “เจ้ายินดีจะเข้าร่วมหรือไม่ ข้ายกให้เจ้าเป็นเจ้านิกายได้นะ”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างหมดความอดทน “เจ้ามีศิษย์กี่คน”
“ไม่มาก เดี๋ยวค่อยเพิ่มทีหลังก็ได้”
“เมื่อใดที่หาให้ได้เท่าสำนักซ่อนเร้นของข้า”
หลี่เต้าคงเงียบกริบ
เขาจำต้องใช้จิตรับรู้สำรวจดูรอบหนึ่ง ก่อนจะพบว่าสำนักซ่อนเร้นมีจักรพรรดิเซียนอยู่เกินหนึ่งหมื่นคน!
และยังมีต้าหลัวด้วยบางส่วน!
กลุ่มอิทธิพลระดับนี้…
เป็นไปได้อย่างไร!
หลี่เต้าคงหัวใจสั่นสะท้าน
หานเจวี๋ยกล่าว “เหตุใดเจ้าไม่มาอยู่ในสำนักซ่อนเร้นของข้าแทนเล่า”
สำหรับหลี่เต้าคงนั้น หานเจวี๋ยรู้สึกชื่นชมเขามากทีเดียว
ในมหาเคราะห์ที่ผ่านมา นอกจากอริยะแล้ว หลี่เต้าคงเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมสูงสุด สมญานามเซียนกระบี่อันดับหนึ่งล้วนตกเป็นของหลี่เต้าคง
ที่สำคัญที่สุดคือความเร็วในการทะลวงระดับของหลี่เต้าคงนั้นรวดเร็วใช่ย่อย
หลี่เต้าคงกล่าวพร้อมหรี่ตามอง “เจ้าไม่กลัวว่าจะล่วงเกินอริยะเข้าหรือ”
“แล้วการก่อตั้งนิกายเหรินใหม่กับเจ้า ไม่เป็นการล่วงเกินอริยะหรืออย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ามั่นใจจริงๆ น่ะหรือว่าจะสามารถสร้างและควบคุมสำนักดวงชะตาได้”
หานเจวี๋ยพูดอย่างตรงไปตรงมา หลี่เต้าคงในความประทับใจของเขา เป็นคนที่ฉายเดี่ยวมาโดยตลอด มีบ้างบางครั้งที่พาศิษย์น้องอย่างหลี่เสวียนเอ้าไปไหนมาไหนด้วย
หลี่เต้าคงเงียบไปอีกครั้ง
อันที่จริงเขาไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้มาก่อน ที่คิดอยากจะก่อตั้งสำนักใหม่ ที่จริงแล้วเขาเพียงแต่ต้องการจะหาเรื่องหลี่มู่อีเท่านั้น
หานเจวี๋ยแอบถอนหายใจกับตัวเอง คิดจะกำราบหลี่เต้าคงลงง่ายๆ หรือ ไม่มีทางอยู่แล้ว
“เจ้ากับข้ามาลองประมือแลกเปลี่ยนวิชายุทธ์กันสักครั้งดีหรือไม่” หลี่เต้าคงเงยหน้าขึ้นถาม
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าคงหลบไม่พ้นอีกแล้ว
เขากล่าวว่า “ข้ามีพลังวิเศษอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถเข้าไปต่อสู้ในแดนมายาได้ ภายในแดนมายาแห่งนี้ เจ้าสามารถสำแดงพลังได้อย่างเต็มที่”
หลี่เต้าคงรู้สึกสนใจขึ้นมา จึงพยักหน้าตอบตกลง
หานเจวี๋ยดึงเขาเข้าไปในแบบจำลองการทดสอบ และเริ่มการต่อสู้
หลี่เต้าคงรู้สึกว่ามีความผิดปกติในแบบจำลองการทดสอบ แรกเริ่มหานเจวี๋ยใช้กลยุทธ์ตั้งรับ ปล่อยให้หลี่เต้าคงโจมตีจนสุดกำลังแล้วเขาค่อยพลิกเอาชนะด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ใช่แล้ว!
นี่คือการสังหารในเสี้ยววินาที!
หานเจวี๋ยที่อยู่ในระดับครึ่งอริยะระยะปลายสามารถสังหารครึ่งอริยะทั้งหมดได้ภายในเสี้ยววินาที แม้กระทั่งหลี่เต้าคงผู้สั่นสะเทือนโลกาก็ยังถูกเขาสังหารในเสี้ยววินาที!
ไม่กี่วันต่อมาโuเวลกูดoทคอม
หลี่เต้าคงไปจากเขตเซียนร้อยคีรี ใบหน้าของเขาหม่นหมอง แผ่นหลังดูอ้างว้าง
ใต้ต้นฝูซัง
เจียงอี้ถามอย่างสงสัย “ดูท่าทางเขาไม่ค่อยเป็นสุขเลย นี่เขาแตกคอกับเจ้าสำนักหรือ”
ไก่คุกรัตติกาลกล่าว “ไม่ต้องบอกก็รู้ คงจะโดนสั่งสอนมาจากแบบจำลองการทดสอบนั่นแหละ”
เจียงอี้เงียบไป เช่นนั้นก็คงจะต้องทุกข์ใจจริงๆ นั่นแหละ ตอนนั้นกว่าเขาจะหลุดพ้นออกจากเงามืดได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว
หลังจากหลี่เต้าคงกลับไปแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ ใช้เวลาหลายเดือนจึงยกระดับได้ถึงจุดสูงสุด
จากนั้น เขาก็เริ่มหยั่งรู้ ร่างจำลองเสรีสุญญตา
ในเวลายี่สิบปี หานเจวี๋ยได้ฝึกฝนร่างจำลองเทพมารทั้งสิ้นสิบสองตน ได้แก่ เทพมารเก้าหยาง เทพมารปฐพี เทพมารทองวิสุทธิ์ เทพมารยอดกระดูก เทพมารพันเศียร เทพมารทลายฟ้า เทพมารเนตรหุบเหว เทพมารปีศาจแดง เทพมารปัจฉิมทิวา เทพมารมหาเวท เทพมารนิทราผวา เทพมารตัดคำนึง
หานเจวี๋ยสะสมร่างจำลองเทพมารได้ทั้งสิ้นสามสิบห้าตน เขาก้าวหน้าไปไกลเรื่อยๆ บนเส้นทางไร้พ่าย
จากนั้น เขาก็เริ่มแบบจำลองการทดสอบ
สิ่งมีชีวิตระดับต่ำกว่าอริยะ ล้วนถูกสังหารในเสี้ยววินาที!
หานเจวี๋ยลองท้าทายอริยะ ก็ยังคงถูกสังหารเช่นเดิม ทว่าสามารถต้านทานได้นานยิ่งขึ้น
หานเจวี๋ยรู้สึกเฉยชา
ดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งขึ้นเลย
หานเจวี๋ยตัดสินใจตั้งเป้าหมายให้กับตนเองหนึ่งข้อ ก่อนที่จะพิสูจน์มรรคต้องเอาชนะอริยะมรรคาสวรรค์ให้ได้!
หากทำไม่ได้ในตอนนี้ หลังจากที่เขาพิสูจน์มรรคแล้ว จะโค่นล้มอริยะมรรคาสวรรค์ทั้งหมดได้อย่างไร
หานเจวี๋ยปรับอารมณ์ของตน หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาพลางคลี่ยิ้ม
เมื่อพลังเวทถูกใส่เข้าไปในหนังสือแห่งความโชคร้าย แสงสีดำก็สาดกระทบใบหน้าของหานเจวี๋ย ทำให้เขาดูชั่วร้าย น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ห้าวันต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มใช้อายุขัยมาสาปแช่ง อายุขัยของเขาลดลงอย่างรวดเร็ว สมแล้วที่เป็นสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญทั่วไป บางทีอาจจะถูกสูบอายุขัยจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่แรก
อีกด้านหนึ่ง
อริยะมิ่งจีรู้สึกได้ถึงพลังคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จึงทำการเคลื่อนย้ายลมปราณเพื่อต้านทานทันที
เขามีลางสังหรณ์ว่าพลังคำสาปแช่งในเวลานี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา!
ตอนนี้เขาอยู่ในอาณาเขตเต๋าของมหาจักรพรรดิเซียว
มหาจักรพรรดิเซียวเห็นอริยะมิ่งจีเคลื่อนย้ายลมปราณ ก็ขมวดคิ้วพลางกล่าว “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอีกแล้วหรือ”
อริยะมิ่งจีพยักหน้า
มหาจักรพรรดิเซียวนับนิ้วทำนาย แต่ก็ไม่อาจตรวจพบที่มาของพลังคำสาปแช่งนี้ได้
เป็นไปดังคาด!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคืออริยะจริงๆ!
สีหน้าของมหาจักรพรรดิเซียวเคร่งขรึมลง อริยะที่ต้องการทำลายอริยะคนอื่นๆ ถือเป็นภัยร้ายแรง แม้ว่าอริยะมิ่งจีจะมีจิตใจชั่วร้ายแอบแฝง แต่เขาเองก็ไม่อยากถูกอริยะท่านใดหมายหัวอย่างลับๆ
เมื่อหันไปมองก็พบว่าอริยะมิ่งจีถูกสาปแช่งจนเกิดมารในใจ
หลังจากนั้นไม่นาน
ไอสีดำเริ่มโอบล้อมรอบกายของอริยะมิ่งจี เป็นสัญลักษณ์ของพลังคำสาปแช่ง
มหาจักรพรรดิเซียวใช้จิตรับรู้สัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ต้องตกใจ
อีกฝ่ายสังเวยฟ้าดินส่วนหนึ่งเลยหรือ
พลังคำสาปแช่งถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!
อริยะมิ่งจีเรียกระฆังทองออกมาปิดครอบร่างของตน แต่ทว่าพลังคำสาปแช่งก็ทะลุทะลวงระฆังเข้ามา และโจมตีร่างกายและจิตใจของเขาได้อยู่ดี
“แย่แล้ว!”
อริยะมิ่งจีสบถในใจ พลังคำสาปแช่งนี้เพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน!
ครั้งนี้คงจะไม่จบลงแค่มารในใจเท่านั้นเป็นแน่!
เขาเบิกตาโพลง “มหาจักรพรรดิ ช่วยข้าด้วย!”
มหาจักรพรรดิเซียวปรี่เข้ามาด้านหลังของเขา ใช้มือขวาวางลงบนไหล่ และใช้พลังเวทของตนเองช่วยอริยะมิ่งจีต้านทานพลังคำสาปแช่ง
…
ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยที่มีไอดำปกคลุมร่างกายสาปแช่งไปพลาง อ่านหน้าจอแสดงคุณสมบัติไปพลาง
สิบล้านล้านปี!
สิบห้าล้านล้านปี!
ยี่สิบล้านล้านปี!
[อริยะมิ่งจีศัตรูคู่อาฆาตของท่านมารในใจอาละวาดเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน โชคดีมีอริยะช่วยเหลือ จึงสามารถสะกดมารในใจเอาไว้ได้]
—
‘หืม? อริยะมิ่งจีขอความช่วยเหลือจากอริยะผู้อื่นหรือ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาไม่ได้หยุดยั้ง แต่กลับสาปแช่งต่อ
อายุขัยลดลงอย่างรวดเร็ว!
ยี่สิบห้าล้านล้านปี!
สามสิบล้านล้านปี!
สี่สิบล้านล้านปี!
หานเจวี๋ยแทบจะทนไม่ไหวกับอายุขัยที่ลดลงอย่างรวดเร็วนี้
การรวมตัวของสองอริยะช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ราวกับกำแพงเหล็กหนาที่คอยป้องกันพลังคำสาปแช่ง!
ขณะนั้นเอง!
[อริยะมิ่งจีศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ธาตุไฟเข้าแทรก กลายร่างเป็นอริยะคลั่ง เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
อริยะคลั่ง!
หานเจวี๋ยหยุดสาปแช่งทันที
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ร่างกายเขาเบาสบาย รู้สึกถึงความสุขหลังจากผ่านความทุกข์ยากมา
ผลลัพธ์ของการสาปแช่งนับว่าไม่เลว หานเจวี๋ยไม่คิดว่าตนเองจะสามารถสาปแช่งอริยะจนถึงแก่ความตายได้ภายในครั้งเดียว แต่การที่อริยะมิ่งจีกลายเป็นบ้าไปได้ แสดงว่าคราวตายของเขาก็อยู่ไม่ไกลแล้ว!
หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย ลุกขึ้นยืนเตรียมออกไปแสดงธรรมให้แก่สำนักซ่อนเร้น
…
ชั้นฟ้าที่สิบสาม พระราชวังเผ่าสวรรค์
ฟางเหลียงมาคารวะจี้เซียนเสิน
จี้เซียนเสินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ชั้นฟ้าที่สามสิบสามเกิดเรื่องวุ่นวายแล้ว”
ฟางเหลียงผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “หมายความว่าอย่างไร”
“เห็นว่ามีอริยะคลั่งกระมัง”
“หา?”
“เห็นลือกันว่าถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งจนเป็นบ้า”
ดวงตาของฟางเหลียงเบิกกว้างขึ้น เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
แต่ไม่คิดว่าหลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้ว เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะยังมีชีวิตอยู่!
ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังสาปแช่งอริยะอีกด้วย!
มันชักจะโอหังเกินไปแล้ว!
ที่สำคัญที่สุดคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำสำเร็จ!
ฟางเหลียงขมวดคิ้วและถามว่า “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเราหรือขอรับ”
จี้เซียนเสินกล่าว “อริยะจิตฟุ้งซ่าน ความสนใจย่อมถูกเบี่ยงเบน นอกจากนี้ เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ว่ากันว่าในระหว่างมหาเคราะห์ครั้งก่อน เจ้าแดนต้องห้ามอันธการให้การช่วยเหลือวังสวรรค์”
ฟางเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “แค่ข่าวลือเท่านั้น สุดท้ายแล้ววังสวรรค์มีจุดจบเช่นไร ท่านก็รู้ดีไม่ใช่หรือขอรับ”
จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว การปรากฏตัวของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มอิทธิพลฝ่ายใดที่แข็งแกร่งที่สุด เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็มักจะพุ่งเป้าไปยังฝ่ายนั้น บัดนี้เผ่าสวรรค์เป็นเผ่าที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในแดนเซียนแล้วไม่ใช่หรือ
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคงไม่ปรากฏตัวออกมาอีกแล้ว ต่อให้เขาจะหมายหัวพวกเราจริงๆ ขนาดอริยะยังทำอะไรไม่ได้ พวกเราไม่ต้องรอความตายกันเลยหรือ” ฟางเหลียงกล่าวพร้อมกับแบมือออก
เขาเพิ่งได้เป็นชาวพุทธเมื่อไม่นานมานี้ จึงไม่ต่อสู้ ไม่ดิ้นรน อยู่ไปอย่างสบายใจ
ปัจจุบันเทพเซียนในวังสวรรค์ต่างเป็นเพียงของประดับตกแต่ง ทว่าเทพเซียนของเผ่าสวรรค์กลับเที่ยวแสดงธรรมไปทั่วทุกที่ เพื่อเผยแพร่คำสอน ด้วยจิตใจทะเยอทะยาน
เมื่อเห็นจี้เซียนเสินหมั่นเพียรถึงเพียงนี้ ก็อดนึกถึงตนเองในอดีตขึ้นมาไม่ได้
ไม่ว่าใครก็หลงอยู่ในวังวนม่านหมอกแห่งเวรกรรม
จี้เซียนเสินส่ายหน้าและหลุดหัวเราะออกมา “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ที่ข้าเรียกเจ้ามาพบเป็นเพราะเรื่องอื่นต่างหาก เผ่ามนุษย์ปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว รีบไปดึงมาเป็นพวกวังสวรรค์เถอะ ภายหน้าจะได้ยืมมือเผ่ามนุษย์มาใช้งาน”
ฟางเหลียงขมวดคิ้วถาม “เผ่ามนุษย์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร”
“เป็นฝีมือหลี่เต้าคง ก่อนที่มหาเคราะห์จะสิ้นสุดลง เผ่ามนุษย์ส่วนหนึ่งถูกเคลื่อนย้ายออกไป ตอนนี้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วสองพันปี จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เผ่าบรรพกาลจะไม่สามารถควบคุมเผ่ามนุษย์ได้อีกต่อไป วังสวรรค์ควรฉวยโอกาสตอนที่เผ่ามนุษย์ยังอ่อนแอ เป็นมังกรไร้หัว เข้ายึดครองอย่างสบายๆ เถิด”
“แล้วหลี่เต้าคงล่ะขอรับ”
“เขาหรือ? เจ้าคิดว่าเขาจะเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์จริงๆ น่ะหรือ”
จี้เซียนเสินถามด้วยความสงสัย รู้สึกว่าฟางเหลียงระแวงมากจนเกินไป
ฟางเหลียงพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง อันที่จริงหลี่เต้าคงก็ไม่ใช่คนแบบนั้น เดิมทีหลี่เต้าคงออกจะชิงชังเผ่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ ที่เขาปกป้องเปลวธูปของเผ่ามนุษย์ คาดว่าเป็นเพราะพื้นฐานการอบรมของนิกายเหริน
“ได้ ข้าจะพยายาม”
ฟางเหลียงตอบรับ แต่ในใจกลับรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก
…
การแสดงธรรมหนึ่งร้อยปีสิ้นสุดลง บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างได้ความรู้ติดตัวกลับไปไม่น้อย นอกจากพวกสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า ศิษย์ทั้งหมดของสำนักซ่อนเร้น คนของเผ่าเอกาก็ประสบความสำเร็จในเส้นทางการบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดอย่างงดงาม
การบำเพ็ญมหามรรคดีกว่าการบำเพ็ญวิชายุทธ์มากนัก ความเร็วในการบำเพ็ญของแต่ละคนต่างก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ามีรากฐานที่อ่อนแอ พวกเขายังไม่ถึงจุดที่จะบรรลุมหามรรคต้นกำเนิดได้ในขณะนี้
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ หานเจวี๋ยรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่กำลังเรียกเขาจากที่ไกลออกไป ในขณะที่เขาไม่รู้ตัว
มหามรรคต้นกำเนิด!
หรือว่าในขณะที่เขาสร้างมหามรรคต้นกำเนิด ในมิติลึกลับที่ไหนสักแห่ง มหามรรคต้นกำเนิดก็อวตารถือกำเนิดขึ้นมาด้วย
หานเจวี๋ยถามกับระบบ แต่ระบบไม่สามารถให้คำตอบได้เนื่องจากมหามรรคนั้นอยู่เหนือขีดจำกัดปัจจุบันของระบบ
‘ไอ้ระบบเฮงซวย สร้างมหามรรคขึ้นมาแล้ว แต่ไม่มีปัญญายกระดับไปถึงขีดกำจัดของมหามรรคหรือ’
หานเจวี๋ยอับจนหนทาง ทำได้เพียงปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน
เมื่อกลับเข้ามาในอารามเต๋า หานเจวี๋ยก็มุ่งความสนใจไปยังโลกดารา
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งหมื่นปี โลกเขย่าพิภพเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จำนวนจักรพรรดิเซียนเพิ่มขึ้นเกินสิบคนแล้ว แต่ละคนเข้าครอบครองพื้นที่ต่างๆ ภายในโลกเขย่าพิภพโuเวลกูดoทคอม
โลกเขย่าพิภพถูกโอบล้อมด้วยปราณอนธการ จักรพรรดิเซียนที่คิดจะบินออกมา ต่างก็ถูกสกัดกั้นเอาไว้ ทำให้โลกเขย่าพิภพอยู่ในสภาพถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์
พุทธะอาภรณ์ขาวยังคงเป็นใหญ่ที่สุดในโลกเขย่าพิภพ เช่นเดียวกับอริยะแห่งแดนเซียน
นอกจากนี้ดาวที่อยู่ไม่ไกลจากโลกเขย่าพิภพ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง มีภูเขา ลำธาร ลมและไฟเกิดขึ้น จนถึงขั้นสามารถสร้างพลังวิญญาณได้ด้วยตนเอง
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ดาวดวงนี้ก็จะมีสภาพเหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้
ไม่เลว ไม่เลว!
หานเจวี๋ยพึงพอใจกับความก้าวหน้าของโลกดาราเป็นอย่างมาก ไม่ช้าก็เร็วเขาจะกลายเป็นมรรคาสวรรค์
เขาเคลื่อนสายตาไปมองปราณเทพมาร ในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีแห่งการแสดงธรรม เขาได้หลอมรวมปราณเทพมารออกมาได้อีกสิบสองตน
ปราณเทพมารพวกนี้ยังอยู่ในระหว่างการหลอมรวม ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหลอมรวมกลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลได้
หานเจวี๋ยรู้สึกคล้ายกับว่ามีบางอย่างขาดหายไป
หรือต้องรอให้เขาพิสูจน์มรรคเป็นอริยะให้ได้เสียก่อน ปราณเทพมารถึงจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติได้อย่างแท้จริง
หลังจากสำรวจตนเองแล้วหานเจวี๋ยก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
ดวงจิตประหลาดกลับมาที่อารามเต๋า และเข้ามาคลอเคลียหานเจวี๋ย
แม้ว่าสติปัญญาของมันจะหยุดพัฒนาไปแล้ว แต่พละกำลังของมันยังคงก้าวกระโดด ดูเหมือนว่ามันไม่ต้องพึ่งพาการฝึกบำเพ็ญ ก็สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
หานเจวี๋ยเดาว่าคงเป็นเพราะเขารวมร่างกับดวงจิตประหลาด จึงส่งผลกระทบต่อดวงจิตประหลาดด้วย
นี่นับเป็นสิ่งที่ดี
ดวงจิตประหลาดเป็นหนึ่งในมือสังหารของหานเจวี๋ย ต่อไปจะสามารถฆ่าศัตรูโดยที่อีกฝ่ายมองไม่เห็นได้
ผ่านไปไม่นาน
มีคนมาขอพบหานเจวี๋ย
ศิษย์คนอื่นๆ ยังตกอยู่ในภาวะตระหนักรู้มรรค ยังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทว่าคนผู้นี้กลับฟื้นคืนสติได้เร็วกว่าใคร คงตั้งใจจะมาคารวะหานเจวี๋ย
“เข้ามาสิ”
ประตูอารามเต๋าเปิดออก โจวฝานเดินเข้ามา
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าของหานเจวี๋ย กล่าวพร้อมกับประสานหมัด “อาจารย์ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง”
หานเจวี๋ยถาม “เรื่องอะไร”
โจวฝานอธิบายความตั้งใจของเขา
สองพันปีที่ผ่านมาเขารู้สึกได้ว่าเผ่ามนุษย์ลงมาเกิดอีกครั้ง ตอนแรกเขาก็ไม่สนใจ แต่ช่วงหลังมานี้เผ่ามนุษย์ดูเหมือนจะเผชิญภัยพิบัติ กำลังเรียกร้องหาเขาอยู่
เขาต้องการช่วยเผ่ามนุษย์
เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
หานเจวี๋ยนับนิ้วคำนวณโดยอาศัยผลกรรม ทำให้เขาคำนวณพบว่าในแดนเซียนมีเผ่ามนุษย์อยู่จริง แต่จำนวนเกินสองล้านคน ไม่ใช่กลุ่มก้อนเล็กๆ
เผ่ามนุษย์อยู่ห่างออกไปจากเขตเซียนร้อยคีรีไกลลิบ
หานเจวี๋ยคำนวณต่อไป
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
เผ่ามนุษย์กำลังถูกเผ่าบรรพกาลข่มเหง เผ่าบรรพกาลจับเผ่ามนุษย์กินเป็นอาหาร หมายจะกลืนกินดวงชะตามรรคาสวรรค์ของเผ่ามนุษย์ ทำให้เผ่ามนุษย์รู้สึกสิ้นหวัง จำต้องพึ่งพาวิชาลับอัญเชิญผู้แข็งแกร่งที่มีสายเลือดเผ่ามนุษย์มาช่วยเหลือ
หานเจวี๋ยเองก็เป็นเผ่ามนุษย์ เพราะกู่จั๋วอิน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับเผ่าบรรพกาลยิ่งนัก
เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้
“เจ้าไปเถิด” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยท่าทีสงบ
โจวฝานดีใจมาก รีบคำนับขอบคุณและจากไปทันที
หลังจากที่โจวฝานจากไปแล้ว หานเจวี๋ยก็นำดวงจิตประหลาดไปซ่อนไว้ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร จากนั้นหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เตรียมตัวสาปแช่งกู่จั๋วอิน
ได้เวลาคิดบัญชีแล้ว!
แม้แต่อริยะ หานเจวี๋ยยังสาปแช่งจนกลายเป็นบ้าได้ ย่อมสาปแช่งกู่จั๋วอินให้ตายได้แน่นอน
นับตั้งแต่ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสที่เขตเซียนร้อยคีรี กู่จั๋วอินก็พักรักษาตัวมาโดยตลอด แม้แต่สิ่งมีชีวิตเผ่าบรรพกาลก็ยังคิดว่าเขาตายไปแล้ว เผ่าบรรพกาลในตอนนี้แบ่งพรรคแบ่งพวก มีการตั้งกษัตริย์ขึ้นมาเพื่อปกครองแต่ละกลุ่ม และแล้วแดนเซียนก็เข้าสู่ช่วงต้นของยุคสมัยแห่งความโกลาหล
หานเจวี๋ยผลาญอายุขัยไปเพียงหนึ่งล้านล้านปีในการสาปแช่งกู่จั๋วอิน
[กู่จั๋วอินศัตรูคู่อาฆาตของท่านมารในใจอาละวาด พลังเวทปะทุ มรรคผลแตกซ่าน ตัวตายมรรคผลสลาย]
สาปแช่งจนถึงแก่ความตายทันที!
ไม่เหมือนกันกับศัตรูคนอื่นๆ ที่ผ่านมาของหานเจวี๋ย ที่เขาต้องอดทนสาปแช่งเป็นปีๆ กู่จั๋วอินถูกหานเจวี๋ยสาปแช่งเพียงครั้งเดียวก็ดับดิ้นทันที!
หายวับไปกับคลื่นซัดสาด!
หานเจวี๋ยไม่รู้สึกถึงแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความปรีดา กลับรู้สึกโศกเศร้าเล็กน้อย
ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้น ชีวิตที่เคยสาปแช่งศัตรูทุกๆ สิบปีก็ไม่หวนกลับมาอีก
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ปล่อยดวงจิตประหลาดออกมาวิ่งเล่นอย่างอิสระ ส่วนเขาเข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญ
…
ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
ตำหนักเอกอนันต์
หลี่มู่อี ฝูซีเทียน เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะจินอัน และมหาจักรพรรดิเซียวต่างคุกเข่าคำนับที่ตำหนัก
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงนั่งอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด
เทพสูงสุดหนานจี๋เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ปรมาจารย์ เรื่องนี้ท่านคิดเห็นเช่นไรบ้าง”
อริยะคนอื่นต่างจ้องมองไปที่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าบอกไปตั้งแต่ต้น ว่าข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นไปของมรรคาสวรรค์”
“อริยะมิ่งจีเสียสติไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของมรรคาสวรรค์แล้วล่ะขอรับ”
ฉิวซีไหลกล่าวสมทบ ก่อนหน้านี้อริยะมิ่งจีเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด ขนาดเขายังเป็นบ้า อริยะคนอื่นจะอยู่นิ่งเฉยได้หรือ
อย่างไรก็ตาม อริยะมิ่งจีเสียสติไปแล้ว
อริยะจินอันกล่าวเสริม “อริยะมิ่งจีควบคุมพลังวิเศษทำลายมรรคา หากเขาใช้พลังวิเศษนี้อย่างบ้าคลั่ง มรรคาสวรรค์ที่เพิ่งผ่านพ้นมหาเคราะห์มาจะเปราะบางอย่างยิ่ง จนถึงขั้นนำไปสู่มรรคามหาเคราะห์ได้ ท่านปรมาจารย์ ท่านก็มาจากมรรคาสวรรค์ของพวกเราไม่ใช่หรือ ท่านทนเห็นมรรคาสวรรค์ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงหรือ”
อริยะคนอื่นพยักหน้าตาม พวกเขาต่างเผยสีหน้าเป็นกังวลออกมา
หากอริยะมิ่งจีใช้พลังวิเศษทำลายมรรคา เช่นนั้นระบบเต๋าของพวกเขาก็จะพังทลายทั้งหมด
โชคดีที่อริยะมิ่งจีเสียสติจึงลืมวิธีการใช้พลังวิเศษทำลายมรรคา ทำได้เพียงพึ่งพาสัญชาตญาณในการสร้างหายนะเท่านั้น
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเจ้าแม้จะเป็นถึงอริยะ แต่อย่าได้สบประมาทมรรคาสวรรค์เชียว มรรคาสวรรค์อาจต้องการพวกเจ้า แต่พวกเจ้าไม่มีความจำเป็นต่อมรรคาสวรรค์ ส่วนอริยะมิ่งจี ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเรื่องของผลกรรม ข้าไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ ต่อให้เขาจะใช้พลังวิเศษทำลายมรรคาก็ตาม”
“ส่วนผลกรรมระหว่างข้าและมรรคาสวรรค์ ข้าได้ชดเชยไปหมดแล้ว หลายปีอันแสนเนิ่นนานที่ผ่านมานี้ ข้าได้สั่งสอน แสดงธรรมให้กับพวกเจ้าไปตั้งเท่าไร พวกเจ้าคงไม่ลืมใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหล่าอริยะก็ไม่สู้ดีนัก ต่างนิ่งเงียบไม่อาจตอบโต้ได้
ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวด้วยน้ำเสียงล้ำลึก “พวกเจ้าต้องการจะหลุดพ้นจากการควบคุมของบรรพชนเต๋า แต่พอเจอปัญหา ก็เอาแต่รอคอยความช่วยเหลือจากผู้แข็งแกร่ง พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าเมื่อก่อนบรรพชนเต๋าล้วนคลำหาหนทางด้วยตนเองทั้งหมด”
เหล่าอริยะต่างรู้สึกละอายใจ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือมากไปกว่านี้
ผ่านไปพักใหญ่
เหล่าอริยะก็ไปจากตำหนักเอกอนันต์ มาถึงอีกตำหนัก ที่นี่เป็นอาณาเขตเต๋าของหลี่มู่อี
เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ย “ในเมื่อท่านปรมาจารย์ไม่ยอมลงมือ พวกเราคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
ฝูซีเทียนกล่าวพลางขมวดคิ้ว “สิ่งที่สำคัญกว่าอริยะมิ่งจี ตอนนี้พวกเราควรจะหาให้พบว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใคร ตั้งใจจะสังหารอริยะมิ่งจีหรือไม่ จะมีอริยะคลั่งคนที่สองอีกหรือไม่”
เหล่าอริยะต่างขมวดคิ้ว
มหาจักรพรรดิเซียวกล่าว “ตอนที่อริยะมิ่งจีถูกสาปแช่ง ข้าก็อยู่กับเขาด้วย สามารถยืนยันได้ว่าเขาไม่ใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างแน่นอน”
เขากวาดสายตามองอริยะคนอื่น
เทพสูงสุดหนานจี๋ถากถาง “พูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้าน่าสงสัยที่สุดน่ะสิ”
มหาจักรพรรดิเซียวขมวดคิ้ว สองอริยะต่างประจัญหน้าเข้าหากัน
หลี่มู่อีพอเห็นว่าสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่ภายในใจลึกๆ เมื่อเห็นเหล่าอริยะทุ่มเถียงกันไม่จบสิ้นเพราะความปรารถนาของตนเอง ทำเอาเขาอยากจะหนีไปให้พ้นเสียเดี๋ยวนั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะปล่อยวางดวงชะตามรรคาสวรรค์ และสร้างมรรคาสวรรค์ของตนขึ้นมาเอง
ชั่วขณะนั้น เหล่าอริยะก็เริ่มสงสัยกันเอง
ฉิวซีไหลนั้นน่าสงสัยที่สุดเพราะทันทีที่อริยะมิ่งจีเสียสติ ก็จะมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถควบคุมพลังวิเศษทำลายมรรคาได้
เรื่องนี้ทำให้ฉิวซีไหลรู้สึกเจ็บใจ เขาต้องถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งอย่างแน่นอน!
…
กาลอันยาวนานผันผ่าน
เวลาผ่านไปอีกห้าสิบปีหลังจากการตายของกู่จั๋วอิน
หานเจวี๋ยที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็ตรวจดูจดหมาย
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้รับแขนเทพครึ่งอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของวิญญาณข้ามสู่บรรพกาล]
[โจวฝานลูกศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าบรรพกาล] x180223
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ผานซินสหายของท่านทำลายผนึก หวนคืนสู่แดนเซียน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านสร้างเผ่าจอมเวทขึ้นมาใหม่]
[เจ้าแม่หนี่ว์วาสหายของท่าน ถกมรรคกับผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
…
จดหมายกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยมองเห็นฟางเหลียง วิญญาณข้ามสู่บรรพกาล ก็ไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบมาถึงเขาก็พอ
สิ่งที่ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกสนใจก็คือจักรพรรดินีผืนพิภพที่ขยันสร้างเผ่าจอมเวทขึ้นมาบ่อยเหลือเกิน
ความทะเยอทะยานไม่มีวันตายสินะ!
ดูเหมือนว่าเผ่าเอกาจะไปสะกิดต่อมของนางเข้า ตอนนี้มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ ทำให้นางรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยจักรพรรดินีผืนพิภพก็ไม่ต้องคอยพะวงถึงเผ่าเอกาอีก
คิดไปคิดมา หานเจวี๋ยก็เรียกหานโยวผู้นำเผ่าเอกามาพบ
หานโยวคุกเข่าทำความเคารพเบื้องหน้าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของเผ่าเอกา ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ รอจนกระทั่งหานโยวคลายความตื่นเต้นลงแล้ว จึงถามว่า “เจ้าคงจำจักรพรรดินีผืนพิภพผู้ให้กำเนิดเผ่าเอกาได้ใช่หรือไม่”
หานโยวผงะไปนิด ก่อนจะกล่าว “จำได้ขอรับ ทว่าความทรงจำนั้นเลือนรางเต็มที”
จักรพรรดินีผืนพิภพสร้างเผ่าเอกาได้ไม่นานก็ยกให้กับหานเจวี๋ย เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หานโยวย่อมจำจักรพรรดินีผืนพิภพไม่ได้เป็นธรรมดา
“หากข้าส่งเผ่าเอกากลับคืนให้จักรพรรดินีผืนพิภพ เจ้าจะรู้สึกอย่างไร” หานเจวี๋ยถามอย่างใจเย็น
ทันทีที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว หานโยวก็ตกใจจนหน้าถอดสี ละล่ำละลักพูดด้วยความหวาดกลัวว่า “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราทำผิดอะไรหรือขอรับ”
เขาไม่อยากไปจากเขตเซียนร้อยคีรี!
พูดตรงๆ คือไม่อยากไปจากหานเจวี๋ย
เขายกให้อาณาเขตเต๋าเป็นบ้านของตนไปแล้ว ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ทุกคนในเผ่าเอกาก็คิดแบบเดียวกัน
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ ว่า “แค่ถามดูเท่านั้น ข้าอยากให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่อยู่แล้ว”
หานโยวฟังเข้าใจแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอเป็นตัวแทนของเผ่าเอกา ให้คำมั่นสัญญาว่า ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ไม่มีทางแปรพักตร์อย่างแน่นอนขอรับ”
หานเจวี๋ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ความประทับของหานโยวที่มีต่อเขาแตะระดับหกดาวมานานแล้ว ทว่าระดับความประทับใจเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ผันตัวไปเป็นศัตรู
ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง
หลังจากหานโยวกลับไปแล้ว หานเจวี๋ยก็เรียกหานตั้วเทียนเข้ามาพบ
หลังจากตอนที่แปลงกายเป็นต้นมา หานตั้วเทียนก็เพิ่งจะมีโอกาสได้พูดคุยกับหานเจวี๋ยตามลำพังเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกประหม่าเป็นอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยถาม “สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในเขตเซียนร้อยคีรีเป็นอย่างไรบ้าง อยากได้เพิ่มอีกหรือไม่”
หลังจากฝ่ามือของจู่ถูถูกทำลายไป สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าก็เริ่มกลับมารวมตัวกันอยู่ใกล้ๆ เขตเซียนร้อยคีรีอีกครั้ง
หานตั้วเทียนกล่าวด้วยความตื่นเต้น “อยากได้ขอรับ ยิ่งเยอะยิ่งดี พวกสิ่งมีชีวิตระดับล่างมีมากขึ้นเท่าไร ต่อไปในภายหน้า ท่านก็จะได้ฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจ งานน้อยใหญ่ใดๆ ล้วนมอบหมายให้สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าจัดการได้ทั้งสิ้น หากวันใดวันหนึ่งสำนักซ่อนเร้นจะลงไปยังโลกมนุษย์ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะช่วยเหลือจัดการเรื่องต่างๆ ให้แก่ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายได้ขอรับ”
หานเจวี๋ยกล่าว “ดี เช่นนั้นข้าจะเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเข้ามาเพิ่มก็แล้วกัน อย่ามัวแต่ดึงสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ามาเป็นพวกอย่างเดียวล่ะ ตบะของเจ้าก็ต้องฝึกฝนให้สูงขึ้นตามไปด้วย อย่าปล่อยให้พวกสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่มาทีหลังไล่ตามเจ้าทัน”
หานตั้วเทียนรีบให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ละเลยการบำเพ็ญของตนเอง
หลังจากที่เขากลับไปแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มครุ่นคิด
ในเมื่อต้องรับสิ่งมีชีวิตพวกนี้เข้ามา ก็ต้องจัดแจงสถานะในสำนักซ่อนเร้นให้แก่พวกมันด้วยสินะ
ทหารซ่อนเร้น?
ศิษย์ในนาม?