481-485

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 481ถึง485

“ข้าผิดไปแล้ว!”

“ข้าผิดไปแล้ว!”

“ข้าผิดไปแล้ว!”


บริเวณใกล้ๆ เขตเซียนร้อยคีรี หลงเฮ่านั่งคุกเข่าอยู่บนยอดเขา พลางก้มศีรษะสำนึกผิดไม่หยุด

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นพากันมาดู แต่เนื่องจากมีค่ายกลขวางเอาไว้ พวกเขาจึงทำได้เพียงมองหลงเฮ่าจากระยะไกล

ถูหลิงเอ๋อร์ประหลาดใจไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าหลงเฮ่าจะยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรเสีย ในช่วงที่นางเฝ้ามองหลงเฮ่าเติบโต นางก็มองหลงเฮ่าเป็นคนรุ่นหลังที่น่าชื่นชม

ศิษย์คนอื่นทำท่าทางสะใจยิ่งนัก เพราะอย่างไรเสียเขาก็นับว่าเป็นศัตรู

โจวฝานเม้มริมฝีปากก่อนกล่าว “คิดไม่ถึงเลยว่าจักรพรรดิหลงผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีจะยอมก้มหัวสำนึกผิดด้วย”

เห็นได้ชัดว่าในระหว่างมหาเคราะห์ครั้งก่อนเขาได้พบกับหลงเฮ่ามาก่อน

ไก่คุกรัตติกาลกล่าวยิ้มๆ “อย่างไรเขาก็เป็นศิษย์พี่ของเจ้านะ”

โจวฝานเงียบไป

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวด้วยความทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงว่าหลงเฮ่าจะยังมีชีวิตอยู่ หากมองจากมุมนี้ สำนักซ่อนเร้นต่างหากที่เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาเคราะห์”

คนอื่นๆ ก็ถกประเด็นตามกัน

ยังเหลือซูฉี ฟางเหลียง หยางเทียนตงที่ยังไม่กลับมา

เมื่อเอ่ยถึงหยางเทียนตง สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ “พวกเจ้าว่า หยางเทียนตงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

อย่างไรเสียมันและหยางเทียนตงก็เคยรอดพ้นจากความตายมาด้วยกัน

“ในระหว่างมหาเคราะห์ วัฏจักรพังทลาย ศิษย์พี่กำลังหยางตกอยู่ในวัฏจักร เกรงว่าจะเผชิญโชคร้ายมากกว่าโชคดี…” สวินฉางอันกล่าวพลางขมวดคิ้ว

หยางเทียนตงเป็นความเสียใจหนึ่งของสำนักซ่อนเร้น

ที่สำคัญคือการตายของเขาเต็มไปด้วยอุทาหรณ์ เนื่องจากเขาท้าทายผู้อื่นจนถูกฆ่า

อู้เต้าเจี้ยนกล่าวยิ้มๆ “วางใจเถอะ นายท่านต้องมีหนทางแน่ พวกเราตั้งใจฝึกบำเพ็ญ เชื่อฟังท่านก็พอแล้ว หยางเทียนตง หลงเฮ่าต่างขัดคำสั่งของนายท่าน จึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”

คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าชีวิตในสำนักซ่อนเร้นจะน่าเบื่อ แต่ก็ปลอดภัย

หลงเฮ่าต้องคุกเข่าสำนึกผิดหนึ่งพันปี ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถามสิ่งใด ก็ไม่ได้รับคำตอบกลับมา

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า เหล่าศิษย์ทั้งหลายเลิกมาหาเขา เชื่อว่าหากเขาคุกเข่าครบหนึ่งพันปี หานเจวี๋ยก็จะยอมให้เขากลับเข้าสำนักเอง

หนึ่งพันปีในช่วงมหาเคราะห์ช่างยาวนานนัก แต่เมื่อมหาเคราะห์ผ่านพ้น พันปีก็ช่างแสนสั้น

หนึ่งพันปีผ่านไป

สติของหลงเฮ่าหลุดลอย เขาคิดว่าหัวเข่าของตนมีรากงอกออกมาเสียแล้ว

จนกระทั่งภาพเบื้องหน้ามืดมัว เขาก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมา และพบว่าตนเองคุกเข่าอยู่ในอารามเต๋า เผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย

ภายใต้แสงของหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราที่สาดส่อง หานเจวี๋ยดูล้ำลึกสุดหยั่งถึง

ในใจของหลงเฮ่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาก้มศีรษะลง ร่างกายสั่นไหวและเอ่ยขึ้น “อา…อาจารย์…”

เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการขอโทษเป็นเวลาหนึ่งพันปีจะทรมานถึงเพียงนี้

มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตกลงไปในขุมนรกไร้ขอบเขตเสียอีก

ในระหว่างที่เขาก้มหัวสำนักผิดนั้น อดีตที่ผ่านมาล้วนหลั่งไหลเข้ามาในสมองไม่หยุด ร้อยห้วงอารมณ์ความรู้สึก หมื่นเรื่องราวที่ผ่านพ้น ต่างกลั่นกรองออกมาเป็นคำว่าเสียใจ

หานเจวี๋ยกล่าว “เฮ่าเทียน ออกมาเถิด”

เขาสัมผัสได้ถึงวิญญาณที่แข็งแกร่งตนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของหลงเฮ่า แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังบาดเจ็บสาหัส จึงไม่เป็นภัยคุกคามต่อตัวหลงเฮ่าแม้แต่น้อย

เมื่อสิ้นคำพูด วิญญาณตนหนึ่งก็ลอยออกมาจากศีรษะของหลงเฮ่า คือเฮ่าเทียนนั่นเอง

เฮ่าเทียนจ้องมองหานเจวี๋ย พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ช่างเป็นคนหนุ่มที่น่าเกรงขามจริงๆ”

เขารู้สึกประหม่าอยู่เล็กน้อย

เขามองหานเจวี๋ยไม่ออก รู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับอริยะ

หานเจวี๋ยกล่าว “เจ้ากับเฮ่าเอ๋อร์รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ข้าก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่เมื่อเข้าสู่สำนักซ่อนเร้นของข้า ก็จงลืมอดีตที่ผ่านมา จากนี้ไปจงตั้งมั่นศึกษามรรค แสวงหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และถ้าหากไม่ได้รับการยินยอมจากข้า ก็อย่าได้ออกไปจากสำนักอีก”

เฮ่าเทียนพยักหน้า ก่อนที่จะมาที่นี่ เขาเตรียมใจมาแล้ว

หานเจวี๋ยสั่งให้หลงเฮ่าและเฮ่าเทียนเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบต่อทันที

เขาเชื่อว่าเมื่อทั้งสองผ่านการทดสอบแล้วพวกเขาก็จะกลับใจได้เอง

หานเจวี๋ยโบกมือ เป็นสัญญาณให้ทั้งคู่ออกไป

ไม่นาน ศิษย์คนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามาห้อมล้อมหลงเฮ่าเอาไว้ และไต่ถามกันเสียงดังจอแจ

เมื่อได้เห็นสำนักซ่อนเร้นในตอนนี้ หลงเฮ่าทั้งรู้สึกแปลกตา ทั้งรู้สึกสบายใจ

ที่นี่คือบ้านที่แท้จริงของเขา!

หลังจากทำความเข้าใจความเป็นไปคร่าวๆ หลงเฮ่าและเฮ่าเทียนก็ถึงกับตกตะลึง

สำนักซ่อนเร้นไม่ได้มีแต่จักรพรรดิเซียนแค่สองร้อยคน แต่มีจักรพรรดิเซียนถึงหนึ่งหมื่นคน!

ปริมาณขนาดนี้…

น่ากลัวเกินไปแล้ว!

วังสวรรค์ในยุครุ่งโรจน์ยังมีจักรพรรดิเซียนไม่มากเท่านี้!

หานเจวี๋ยทำได้อย่างไร

“มาๆๆ ลองเข้าไปเล่นในแบบจำลองการทดสอบดู แล้วพวกเจ้าจะต้องตาค้างยิ่งกว่านี้” ไก่คุกรัตติกาลกล่าวออกมาอย่างไม่ยินดียินร้าย

คนอื่นๆ ต่างเผยรอยยิ้มเปี่ยมเลศนัย พวกเขาเคยผ่านประสบการณ์การหมกมุ่นอยู่แต่ในแบบจำลองการทดสอบมาก่อน จึงคาดหวังต่อปฏิกิริยาของหลงเฮ่าอย่างยิ่ง

ผลลัพธ์นั้นไม่ต่างจากคาดไว้

ไม่ถึงหนึ่งวัน หลงเฮ่าก็จมจ่อมอยู่ในนั้นอย่างไม่อาจถอนตัว

เขาและเฮ่าเทียนราวกับได้เปิดโลกใบใหม่ ไม่คิดไม่ฝันว่าสำนักซ่อนเร้นจะล้ำลึกถึงเพียงนี้ เช่นเดียวกับที่ไม่คิดว่าหานเจวี๋ยจะเคยประมือกับผู้ทรงพลังมากมายถึงขนาดนี้

เฮ่าเทียนไม่จำเป็นต้องพึ่งพากายเนื้อของหลงเฮ่าในแบบจำลองการทดสอบ ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับความสนุกของการต่อสู้ที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

ไม่นาน เฮ่าเทียนก็ได้พบกับใครคนหนึ่งโนlวลกูดอทคoม

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง!

เป็นไปได้อย่างไร!

หานเจวี๋ยเคยต่อสู้กับปรมาจารย์ลัญจกรสรวงด้วยหรือ

เฮ่าเทียนลองสู้สักตั้ง แต่ก็ถูกปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสังหารในชั่วลมหายใจเดียว

ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!

หานเจวี๋ยไม่ใช่คนรุ่นหลังอย่างแน่นอน เขาต้องเป็นผู้ทรงพลังจากโบราณกาลอันไกลโพ้นเพียงแต่ทำตัวไม่เป็นจุดสนใจเท่านั้น!

ในชั่วขณะ ความคิดของเฮ่าเทียนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป


[เฮ่าเทียนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

หานเจวี๋ยมองการแจ้งเตือนที่โผล่ขึ้นมาเบื้องหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

ตอนนี้เขาไม่เห็นเฮ่าเทียนอยู่ในสายตาอีกต่อไป

หากเฮ่าเทียนตัดสินใจจะร่วมเดินทางไปกับสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยก็ไม่รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด

มีคนฝึกบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดเพิ่มขึ้นมาอีกคน ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับเขา

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ

ในขณะนั้นเอง พลังอันยิ่งใหญ่เทียมสวรรค์ก็ไหลบ่าลงมา

“ข้ากู่จั๋วอิน วันนี้ข้าได้สร้างเผ่าบรรพกาลจากสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า ปรารถนาจะนำเผ่าบรรพกาลสู่อารยธรรมและความรุ่งโรจน์ ขับไล่สัตว์อสูรแห่งมรรคาสวรรค์ ฟื้นคืนเอกภพอันสดใสแก่มรรคาสวรรค์!”

เสียงดังกล่าวส่งลงมาจากฟากฟ้า

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น

เจ้าหมอนี่เป็นใครกัน

เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ช่างรู้จักฉวยโอกาสจริงๆ ใจกล้าถึงขั้นสร้างเผ่าพันธุ์จากสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าขึ้นมาได้!

แต่ก็คงเป็นได้แค่เป้ากระสุนปืนใหญ่เท่านั้น!

หานเจวี๋ยขี้คร้านจะวิวัฒนาการตรวจสอบตัวตนของกู่จั๋วอิน

เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าเผ่าบรรพกาลจะอยู่รอดหรือไม่ก็ตาม

แม้ว่าหานเจวี๋ยจะไม่สนใจ แต่กลุ่มอิทธิพลกลุ่มอื่นๆ ทั่วทั้งแดนเซียนกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ใต้ต้นฝูซัง

หลงเฮ่าลืมตาขึ้น เฮ่าเทียนก็โผล่ออกมา และกล่าวอย่างทอดถอนใจ “กู่จั๋วอิน คนผู้นี้เป็นถึงมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาหลายครั้งหลายครา ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะนำทัพด้วยตัวเอง ดูท่าคงจะมั่นใจเต็มเปี่ยม”

ไก่คุกรัตติกาลถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้านี่แข็งแกร่งมากเลยหรือ”

เฮ่าเทียนพยักหน้าและตอบ “ราวกับครึ่งอริยะเลยละ”

“ครึ่งอริยะ!

ไก่คุกรัตติกาลพูดไม่ออก ครึ่งอริยะช่างห่างไกลกับเขาเหลือเกิน


บนดินแดนรกร้างไร้สิ้นสุด มีภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เพียงลำพัง

บนยอดเขามีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ รูปร่างสูงสง่า สวมเกราะหนังสีเขียว เรือนผมสีดำขลับ ในมือถือหอกขนาดใหญ่เอาไว้

เขาก็คือกู่จั๋วอินนั่นเอง

เขามองลงไปยังเหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่เบียดเสียดกันอยู่ในท้องทุ่งอันเวิ้งว้างเบื้องล่าง สายตาเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ

“พรสวรรค์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ นี่แหละคุณสมบัติที่จะนำข้าไปชิงตำแหน่งอริยะได้!”

กู่จั๋วอินคลี่ยิ้มออกมา พร้อมวาดแผนการในหัวสมองเสร็จสรรพ

ก่อนอื่นก็ต้องสร้างปัญญาให้แก่สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเสียก่อน ช่วยพวกมันแปลงกายให้ได้!

ในขณะนั้นเอง

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่มีรูปร่างคล้ายเต่ายักษ์ตัวหนึ่งก็ถามขึ้นว่า “เจ้ามีสิทธิ์อันใดขึ้นมาเป็นผู้นำเผ่าของเรา”

สิ้นคำพูดดังกล่าว สายตาของสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าไม่น้อยก็ฉายแววไม่พอใจออกมาทันที

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในที่แห่งนี้ มีกลุ่มหนึ่งที่สามารถพัฒนาความคิดจิตวิญญาณของตนขึ้นมาได้แล้ว

กู่จั๋วอินหันไปมองสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่มีจิตมุ่งร้ายเหล่านั้น และขมวดคิ้วน้อยๆ

แปลกมาก

สติปัญญาของพวกมันพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร

ที่สำคัญคือยังทะเยอทะยานมากอีกด้วย!

ในขณะที่กู่จั๋วอินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเบื้องล่างก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมา

สิ่งมีชีวิตส่วนหนึ่งที่พูดภาษามนุษย์ได้เริ่มพูดคุยกันเอง และปลุกระดมพวกพ้อง ไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของกู่จั๋วอิน

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มสั่นคลอน กู่จั๋วอินก็แค่นเสียงเย็นออกมา

เสียงนั้นเป็นดั่งค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจของเหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า

ร่างของกู่จั๋วอินเริ่มบิดเบี้ยวและสูงขึ้นๆ ราวกับภูเขายักษ์ที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เขาขยายร่างขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสูงเสียดฟ้า

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในดินแดนรกร้างเบื้องหน้าของกู่จั๋วอินดูเล็กกระจ้อยร่อยไปทันที

เต่ายักษ์ที่ตะโกนขึ้นมาก่อนหน้านี้ หุบปากเงียบด้วยความตกใจ พร้อมกับตัวสั่นงันงก

กู่จั๋วอินหันหน้ามองออกไป สายตาทะลุผ่านชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

“ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าบังอาจมาขวางทางพิสูจน์มรรคของข้า!”

กู่จั๋วอินพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักแน่น

มหาเคราะห์ยังมาไม่ถึง อริยะไม่อาจเข้ามาในแดนเซียน เขาจึงเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่สุดในโลก


ห้าสิบปีต่อมา

จักรพรรดินีผืนพิภพเข้าฝันหานเจวี๋ย

เมื่อหานเจวี๋ยเข้าสู่แดนความฝันแล้ว ซึ่งเป็นบริเวณริมแม่น้ำปรโลก จักรพรรดินีผืนพิภพไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา รีบพูดถึงจุดประสงค์ของนางทันที

ระเบียบวัฏสงสารเพิ่งได้รับการฟื้นฟู เนื่องจากพลังวิเศษทำลายมรรคา ทำให้เมืองนรกในยมโลกถูกทำลายไปจนเกือบหมด จักรพรรดินีผืนพิภพต้องการรับทหารผีและเทพภูตสำหรับเมืองนรก แต่นางไม่ไว้ใจกลุ่มอิทธิพลอื่น จึงไหว้วานขอให้หานเจวี๋ยช่วยเหลือ

หานเจวี๋ยรู้สึกระแวงขึ้นมาในใจ

เขาแสร้งทำท่าทางลำบากใจ “คงไม่ดีกระมัง สำนักซ่อนเร้นของพวกข้าต้องการฝึกบำเพ็ญอย่างสงบ ไม่อยากเข้าสู่เคราะห์ เผ่าเอกาที่สร้างขึ้นก็เพื่อที่จะไม่เข้าสู่เคราะห์ หลังผ่านมาหลายปี หากข้าไล่ให้พวกเขาออกมา พวกเขาคงไม่ยินยอม”

จักรพรรดินีผืนพิภพกล่าว “ลองดูก่อน ข้าไม่ได้ให้พวกเขาเข้าสู่เคราะห์ เพียงแต่ขอให้ช่วยจัดระเบียบยมโลกเท่านั้น”

หานเจวี๋ยถาม “เหตุใดองค์จักรพรรดินีไม่ร่วมมือกับวังสวรรค์เล่า? ศิษย์หลานของข้าเป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์ ตอนนี้จักรพรรดิสวรรค์กำลังอ่อนแอ ต้องการพันธมิตรอยู่พอดี”

“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว”

จักรพรรดินีผืนพิภพครุ่นคิด ทำให้หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

รอดตัวไป!

หานเจวี๋ยกลัวว่าจักรพรรดินีผืนพิภพจะเปลี่ยนใจ จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “องค์จักรพรรดินี ท่านคิดเห็นอย่างไรกับเผ่าบรรพกาล”

“กู่จั๋วอินเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง แต่เขาจะทำสำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ว่าเขาจะนำเผ่าบรรพกาลอย่างไร กลุ่มอิทธิพลต่างไม่มีทางอยู่เฉยรอความตายเป็นแน่ ไม่ช้าสงครามก็ต้องปะทุขึ้นในแดนเซียน เมื่อมีสงครามก็ต้องมีคนตาย นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้ามาขอความช่วยเหลือจากเจ้า”

จักรพรรดินีผืนพิภพกล่าวเช่นนั้น หานเจวี๋ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ทำไมวนกลับไปเรื่องเดิมอีกแล้วเล่า

และแล้วจักรพรรดินีผืนพิภพก็เริ่มระบายความอัดอั้น ว่าวัฏจักรนั้นสำคัญเพียงใด และกำลังคนของตนก็กำลังขาดแคลนอย่างหนัก

หานเจวี๋ยเองก็ระบายความขมขื่นในใจออกมาเช่นกัน ว่าการเพียรบำเพ็ญนั้นไม่ง่ายเลยแม้แต่นิด และต้องทุกข์ทนกับความโดดเดี่ยว ทันทีที่ออกจากการบำเพ็ญ ก็จะถูกความโลภในพลังอำนาจเข้าครอบงำ ต้องพุ่งทะยานขึ้นไปจากจุดต่ำสุด ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพที่ทนทุกข์บำเพ็ญเพียรได้อีก

เวลาผ่านไปนาน

เมื่อทั้งสองเสร็จสิ้นบทสนทนาแล้ว แดนความฝันก็สิ้นสุดลง

ภายในอารามเต๋า หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา และเริ่มติดต่อกับฟางเหลียง

เมื่อฟางเหลียงได้ยินว่าเขาต้องร่วมมือกับจักรพรรดินีผืนพิภพ เขาก็ตอบตกลงทันที วังสวรรค์กำลังต้องการพันธมิตรที่พึ่งพาได้อยู่พอดี

โครงสร้างของเผ่าสวรรค์นั้นซับซ้อน แม้แต่จี้เซียนเสินก็ไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ วังสวรรค์ยังต้องการอำนาจอื่นมาคอยสนับสนุน

จักรพรรดินีผืนพิภพไม่ใช่อริยะมรรคาสวรรค์ก็จริง แต่ก็แข็งแกร่งเทียบเท่ากับอริยะ เหมาะสมกับวังสวรรค์ยิ่งนัก

ฟางเหลียงรู้สึกขอบคุณหานเจวี๋ยอย่างมาก ทั้งยังเข้าใจว่าหานเจวี๋ยกำลังช่วยเขากรุยทาง ส่วนหานเจวี๋ยนั้นก็ขี้คร้านเกินกว่าจะอธิบายสถานการณ์ใดๆ

เมื่อวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง หานเจวี๋ยก็ขมวดคิ้วแน่น

ไม่ได้การแล้ว!

ถึงคราวแสดงธรรมครั้งต่อไปคงต้องสั่งสอนเรื่องตรรกะความคิดอย่างอื่นให้กับชาวสำนักซ่อนเร้นบ้างแล้ว จะได้ไม่ถูกดึงดูดโดยโลกีย์


สองร้อยปีต่อมา หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่หลงเฮ่า และเฮ่าเทียนได้ฟังธรรมจากหานเจวี๋ย ทั้งสองจึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง

ไม่กี่วันให้หลัง เฮ่าเทียนก็ต้องตกตะลึง

หานเจวี๋ยกำลังเทศนาถึงมหามรรค!

มีเพียงอริยะเท่านั้นที่จะเทศนาเรื่องมหามรรคได้!

เป็นไปดังคาด!

เขาต้องเป็นศิษย์เต๋าโบราณเทียบเท่ากับปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเป็นแน่!

เฮ่าเทียนรู้สึกตื่นเต้น จึงตั้งใจสดับมรรคอย่างจดจ่อ

ก่อนหน้านี้เขาเคยฟังมหามรรคกับอริยะมาก่อน และยังเคยฝึกตบะมหามรรคมาก่อนเช่นกัน แต่กลับทำไม่สำเร็จ ก่อนที่เขาจะตาย ตบะของเขาหยุดชะงัก ความคืบหน้าในการบรรลุมรรคก็มีไม่มาก

ฟังไปฟังมา เฮ่าเทียนก็ต้องประหลาดใจที่ได้พบว่ามหามรรคของหานเจวี๋ยนั้นฟังเข้าใจง่ายกว่ามหามรรคที่เหล่าอริยะเทศนาเสียอีก

ไม่เพียงแต่จะเข้าใจได้ง่าย แต่ยังล้ำลึกสุดหยั่งถึงอีกด้วย

ความรู้สึกขัดแย้งนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน!

หานเจวี๋ยต้องเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกว่าอริยะมรรคาสวรรค์อย่างแน่นอน!

ต่อไปต้องเกาะติดสำนักซ่อนเร้นเอาไว้ให้มั่น!

เฮ่าเทียนตัดสินใจอย่างเงียบๆ

ตอนนี้เขาไม่เหลือความปรารถนาในอำนาจอีกต่อไป เขาต้องการเพียงพิสูจน์มรรคเท่านั้น

ขอเพียงมีความหวัง ไม่ว่าอะไรเขาก็ทำได้ทั้งนั้น!

การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลายาวนานถึงหนึ่งร้อยปี nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ

หลังจากการแสดงธรรมสิ้นสุดลง ทุกคนต่างก็อยู่ในภวังค์ความเคลิบเคลิ้ม ไม่อาจฟื้นคืนสติได้อยู่นาน

การจมจ่อมในมหามรรคนั้น ช่างแสนสุขสบายเหลือเกิน!

เป็นความสบายใจที่ไม่อาจหาได้จากประสบการณ์ใดๆ ในโลก!

หากเป็นไปได้ พวกเขาอยากจะดำดิ่งอยู่ในนั้นไปตลอดกาล

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ส่งเสียงตวาดลั่นราวกับฟ้าผ่าออกมา ปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์

ทันใดนั้นรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา สั่นสะเทือนไปทั่วอาณาเขตเต๋า ร่างจำลองเทพมารทั้งเก้าตนปรากฏออกมาเหนือศีรษะของเขา รูปร่างสูงใหญ่บดบังท้องฟ้า ดูสง่างามและน่าเกรงขาม

ทุกคนมองไปยังร่างจำลองเทพมารด้วยความมึนงง

พวกเขาต่างรู้ดีว่าหานเจวี๋ยมีพลังวิเศษดังกล่าว ซึ่งเป็นฝันร้ายในแบบจำลองการทดสอบของพวกเขา ไม่มีใครต้านทานร่างจำลองเทพมารได้

อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นร่างจำลองเทพมารทั้งเก้าปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน

เฮ่าเทียนจ้องมองเทพมารทั้งเก้าจนตาค้าง พลันนึกถึงสิบสองจอมเวทบรรพชนเมื่อนานมาแล้วขึ้นมา

ความองอาจของสิบสองจอมเวทบรรพชนยังเทียบไม่ได้กับภาพที่อยู่ตรงหน้า

หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้น “มรรคาสวรรค์ได้เริ่มต้นขึ้นใหม่เป็นเวลาหลายพันปี ไม่นานมานี้เผ่าบรรพกาลได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกกระวนกระวายใจ อยากจะออกไปแสวงหาโชคชะตาเอาดาบหน้า”

“วันนี้ ข้าจะตั้งกฎให้กับพวกเจ้าหนึ่งข้อ หากยังไม่บรรลุครึ่งอริยะ ก็อย่าหวังจะได้ออกไปจากเขตเซียนร้อยคีรี เว้นเสียแต่จะได้รับคำสั่งจากข้า”

ทันทีที่สิ้นคำ ทุกคนก็ตะลึงงัน

“ครึ่งอริยะ!”

เฮ่าเทียนตกตะลึง มีศิษย์มากมายถึงเพียงนี้คิดจะให้บรรลุเป็นครึ่งอริยะทั้งหมดเลยหรือ

จะเป็นไปได้อย่างไร!

เดี๋ยวก่อน!

ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว!

สำนักซ่อนเร้นมีจักรพรรดิเซียนกว่าหนึ่งหมื่นคน เมื่อรวมกับพลังมรรคอันน่าสะพรึงกลัวของหานเจวี๋ยเข้าไป…

เฮ่าเทียนตกใจ นี่เขาเข้าร่วมระบบเต๋าแบบไหนกันแน่

เขาสังเกตว่าเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นแม้จะถูกจำกัดควบคุม แต่ดวงตาของพวกเขาก็ลุกโชนเต็มเปี่ยมไปความมั่นใจ

นับตั้งแต่หานเจวี๋ยได้สร้างมหามรรคต้นกำเนิดขึ้นมา ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นล้วนแต่ทะลวงระดับขึ้นไปไม่หยุดด้วยการแสดงธรรมของเขา รวมถึงผู้ที่มีคุณสมบัติสุดแสนธรรมดาอย่างเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ด้วย

เมื่อเวลาผ่านไปเหล่าศิษย์เกือบทั้งหมดก็ลืมไปแล้วว่าการบำเพ็ญมีพันธนาการอยู่

พวกเขาเชื่อว่าการฝึกบำเพ็ญไปกับหานเจวี๋ยนั้น จะทำให้พวกเขาบำเพ็ญจนทะลวงสู่จุดสูงสุดได้!

“ข้าจะเป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นที่บรรลุระดับครึ่งอริยะ อาจารย์โปรดวางใจ ใครคิดจะออกไป ข้าจะช่วยท่านสั่งสอนพวกมันเอง!” เต้าจื้อจุนกล่าวออกมาอย่างอวดดี

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยกระแนะกระแหน “ทำตัวราวกับเป็นศิษย์พี่ใหญ่ไปได้ อายุมากกว่าพวกข้าแค่ไม่กี่ปีเองไม่ใช่หรือ หากมองในแง่ของคุณสมบัติ เจ้าไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดหรอก!”

คนอื่นๆ ต่างเห็นพ้องต้องกัน ส่วนใหญ่พากันหัวเราะออกมา ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลง

หานเจวี๋ยหายตัวไปในพริบตา กลับไปฝึกบำเพ็ญในอารามเต๋า


หลังจากหานเจวี๋ยตั้งกฎว่าหากไม่ใช่ครึ่งอริยะก็ห้ามออกไปจากหุบเขา นับแต่นั้นเป็นต้นมาสายลมแห่งการบำเพ็ญก็พัดมาสู่สำนักซ่อนเร้น

ขณะเดียวกันสิ่งมีชีวิตรอบเขตเซียนร้อยคีรีนับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มีแม้กระทั่งอสูรกายที่ต้องการบุกรุกเข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรี แต่ก็ถูกค่ายกลกันออกไป

ภายในชั่วพริบตา

เวลาก็ผ่านไปอีกแปดสิบปี

อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีคนผู้หนึ่งมาเยือนเขตเซียนร้อยคีรี เขาทอดสายตามองออกไปยังเทือกเขาอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลพลางขมวดคิ้ว

คนผู้นี้คือเจียงตู๋กู

“สุดจะคาดเดาได้จริงๆ”

เจียงตู๋กูพึมพำกับตนเอง เขานึกถึงอาณาเขตเต๋าลึกลับที่เคยพบในแดนชำระบาปเก้าขุม ระหว่างช่วงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

ตู้ม!

เสียงปะทะดังสนั่นไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี เสียงดังอึกทึกครึกโครม

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ต้องลืมตาขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เห็นเจียงตู๋กูพยายามจะทะลวงเข้ามาในอาณาเขตเต๋า

‘รนหาที่ตายเสียแล้ว!’

หานเจวี๋ยก่นด่าในใจ พลางประเมินตบะของเจียงตู๋กู

ครึ่งอริยะระยะกลาง!

‘ระดับเท่านี้ยังกล้าบุกรุกอาณาเขตเต๋าของข้าอีกหรือ?’

หานเจวี๋ยพ่นลมหายใจออกมา ลำพังเจียงตู๋กูคนเดียวไม่ว่าจะทำลายอาณาเขตเต๋าอย่างไร ก็ไม่อาจทะลวงผ่านเข้ามาได้

เพียงแต่เสียงการโจมตีมันดังหนวกหูเกินไป!

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างแผ่จิตรับรู้ออกไป จนไปพบเข้ากับเจียงตู๋กู

“นั่นเขา…”

สีหน้าของโจวฝานเปลี่ยนไปเล็กน้อย สีหน้าฉายแววโกรธแค้นออกมาเช่นเดียวกับหลงเฮ่า

ในตอนนี้เอง องครักษ์ซือหม่าอี้ก็พุ่งตัวออกไปจากอาณาเขตเต๋า

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม…

เสียงระเบิดดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าภายนอกอาณาเขตเต๋า สั่นสะเทือนไปทั่วภูเขาลำธาร ลมพายุคลั่งพัดพาม่านเมฆกระจายออกไป

ชาวสำนักซ่อนเร้นทุกคนต่างพากันออกไปชมการต่อสู้ที่ริมอาณาเขตเต๋า

ซือหม่าอี้เป็นร่างจำลองของสือตู๋เต้า การต่อสู้กับเจียงตู๋กูจึงนับว่าเป็นมหาสงครามที่สะเทือนโลกา

เจียงตู๋กูถูกโจมตีจนย่อยยับอยู่ฝ่ายเดียว!

ซือหม่าอี้ยกมือซ้ายไพล่หลัง มือขวาปล่อยพลังเวทอัดแน่นจนเป็นรูปเจดีย์ เพียงปลายนิ้วกระตุก เจดีย์ก็กดทับร่างของเจียงตู๋กูด้วยความเร็วสูง จนเจียงตู๋กูไม่อาจโต้ตอบได้ทัน

แม้ว่าเจดีย์จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ทุกครั้งที่มันตกลงมา ก็จะปรากฏรอยแยกของมิติที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับตะขาบสีดำลำตัวยืดยาว ดูน่าเกลียดน่ากลัว

“สือตู๋เต้า! เป็นไปได้อย่างไร!”

ดวงตาสองข้างของเจียงตู๋กูเบิกโพลง เขาไม่อยากเชื่อสายตาของตนเอง

ซือหม่าอี้สะบัดแขนทั้งสองข้างออก พลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ลอยขึ้นไปปกคลุมท้องฟ้า นำพาความมืดมิดมาสู่โลกาสวรรค์

เจียงตู๋กูหน้าเปลี่ยนสี รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ซือหม่าอี้ไม่ได้ไล่ตามไป แต่กลับหยุดและกลับเข้าไปในอาณาเขตเต๋าดังเดิม

โจวฝาน หลงเฮ่า เฮ่าเทียนต่างก็มองดูด้วยความตะลึงพรึงเพริด

พวกเขารู้ว่าองครักษ์อาณาเขตเต๋านั้นแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เจียงตู๋กูยังไม่ทันใช้ยอดสมบัติก็ต้องหนีเตลิดเปิดเปิงไปเสียก่อนแล้ว

อย่างน้อยเขาก็ยอมปล่อยให้เจียงตู๋กูหนีไป หานเจวี๋ยต้องการข่มขู่สำนักดวงชะตา ไม่ให้มาหาเรื่องกับเขาอีก

ต่อให้ถูกอริยะล่วงรู้ หานเจวี๋ยก็ไม่สน

ก็ให้มันรู้กันไป!

กล้าเข้ามาหาเรื่องเขาถึงแดนเซียนเชียวหรือ

หานเจวี๋ยแสยะยิ้ม จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่อไป

เวลาผ่านไปกว่าสองพันปีนับตั้งแต่การทะลวงระดับครั้งล่าสุด ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ย ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะทะลวงระดับอีกครั้งภายในห้าพันปี

ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

เจียงตู๋กูคุกเข่าต่อหน้าหลี่มู่อี ซึ่งเปล่งแสงเรืองรองดั่งดวงจิตเบิกฟ้าทั่วทั้งร่าง

“จริงหรือ” หลี่มู่อีถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ

เจียงตู๋กูทำสีหน้าเหยเกและกล่าว “ไม่ผิดขอรับ เป็นสือตู๋เต้าจริงๆ”

หลี่มู่อีกล่าว “สือตู๋เต้าฝึกบำเพ็ญอยู่ที่อาณาเขตเต๋าของเทพสูงสุดหนานจี๋ ไม่มีทางเป็นเขาไปได้”

เขานับนิ้วคำนวณ แต่ก็ต้องพบว่าตนไม่สามารถคำนวณถึงอาณาเขตเต๋าแห่งนั้นได้

มีบางอย่างผิดปกติ!

เจียงตู๋กูกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ที่สำคัญที่สุดคืออาณาเขตเต๋าแห่งนั้น ข้าบุกทะลวงค่ายกลของมันไม่ได้เลย ราวกับกำลังทลายค่ายกลของอริยะอย่างไรอย่างนั้น!”

“เป็นไปไม่ได้!”

หลี่มู่อีตัดบทอย่างเด็ดขาด

เจียงตู๋กูนิ่งเงียบไป

หลี่มู่อีเองก็ครุ่นคิดอยู่เช่นกัน ผ่านไปไม่กี่อึดใจเขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา”

เจียงตู๋กูดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้าทันที

อริยะไม่สามารถเข้าไปในแดนเซียนได้ด้วยตนเอง แต่สามารถส่งร่างแยกหรือร่างจำลองไปแทนได้ ไม่ใช่เรื่องยาก

ห้าสิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในอารามเต๋า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังแสดงธรรม เสียงแสดงธรรมนั้นลอยมาจากที่ไกลๆ ราวกับเสียงแว่ว

เขาลืมตาขึ้น และตรวจสอบพบศัตรูที่แข็งแกร่งนอกอาณาเขตเต๋าทันที

[หลี่มู่อี: ครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ หนึ่งในสามอริยะ]

โอ้! ในที่สุดก็มาจนได้!

หานเจวี๋ยคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าน่าจะไปเตะตาอริยะเข้าสักวัน จึงไม่รู้สึกลนลานหรือประหลาดใจแต่อย่างใด

หานเจวี๋ยหลับตาลงอีกครั้ง และเริ่มทำแบบจำลองการทดสอบกับหลี่มู่อี

เขาทุ่มกำลังต่อสู้จนสุดแรง

อันตรายมาก!

โชคดีที่สามารถสังหารได้ภายในเสี้ยววินาที!

แม้ว่าจะเป็นร่างแยกของอริยะ แต่ตบะก็เป็นเพียงครึ่งอริยะ จะสามารถสู้กับหานเจวี๋ยได้อย่างไร

หานเจวี๋ยวางใจลงในที่สุด และหันไปฝึกบำเพ็ญต่อ

ยังมีค่ายกลคอยคุ้มครองอยู่ ต่อให้พวกศิษย์ต้องมนต์สะกด ก็ไม่อาจทะลวงค่ายกลออกไปได้

ไม่นานศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหลายก็ได้ยินเสียงแสดงธรรมของหลี่มู่อี และกรูกันไปตามทิศทางของเสียงนั้น จนไปถึงขอบอาณาเขตเต๋าโนเวลกูดอทคoม

หลี่มู่อีกำลังแสดงธรรมอยู่บนเนินเขา ท่าทางอิ่มเอมใจ สวมเสื้อผ้าเหมือนชาวป่าชาวเขาธรรมดา ทว่า ณ ที่แห่งนี้ หาได้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าวิ่งตรงมาหาเขาจากรอบทิศทาง กรูเข้ามาไม่หยุดหย่อน ช่างเป็นภาพที่งดงามน่าชม

“ชายผู้นั้นเป็นใคร” เจียงอี้กล่าวด้วยความโกรธเคือง

หลังจากฟังคำเทศนาจากหานเจวี๋ยจนเคยชินแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้สึกปลื้มไปกับการแสดงธรรมของหลี่มู่อีนัก

เต้าจื้อจุนดวงตาลุกเป็นไฟ และกล่าวว่า “จัดการมันเลยดีหรือไม่”

ที่นี่คืออาณาเขตของสำนักซ่อนเร้นเชียวนะ!

มู่หรงฉี่กล่าว “อย่าเพิ่งใจร้อน รอดูไปก่อน อาจมีกับดักซ่อนอยู่ อย่าลืมเจียงตู๋กูที่โผล่มาก่อนหน้านี้สิ สำนักซ่อนเร้นอาจจะถูกเปิดเผยที่ซ่อนแล้วก็เป็นได้!”

เมื่อได้ฟังเช่นนี้ เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็เคร่งเครียดกันขึ้นมา

พวกเขาสอดส่องหลี่มู่อีด้วยจิตรับรู้ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าพวกเขามองหลี่มู่อีไม่ออกเลย

มาจนถึงตอนนี้ พวกเขาไม่กล้าคิดที่จะออกไปข้างนอกอีก

เฮ่าเทียนปรากฏตัวขึ้นเหนือร่างของหลงเฮ่า และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ร่างแยกอริยะ!”

ทุกคนต่างตกตะลึง

หลี่มู่อีคล้ายจะได้ยินเสียงของเฮ่าเทียน แต่กลับไม่เห็นวี่แววของอีกฝ่าย

เฮ่าเทียนตกใจกลัวจนต้องหดตัวกลับเข้าไปในร่างของหลงเฮ่าตามเดิม

“อริยะแล้วมันทำไมกันเล่า เขาไม่กล้าเข้ามาหรอก!” ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยออกมาเป็นการเย้ยหยัน

มันเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีอันตรายเกิดขึ้นจริงๆ หานเจวี๋ยคงต้องเผ่นแน่บไปแล้ว

แต่ตอนนี้ยังไม่หนีไปไหน นี่หมายความว่าอย่างไรหนอ

หมายความว่ายังปลอดภัยหายห่วงอย่างไรเล่า!

เมื่อได้ยินมันพูดเช่นนั้น ดวงตาของคนอื่นๆ ก็พลันสดใสขึ้น

ลี่เหยากล่าวว่า “พวกผู้อาวุโสองครักษ์ทั้งหลายยังไม่ออกมา ท่าทางผู้อาวุโสคงจะควบคุมสถานการณ์ได้ อีกฝ่ายแสดงธรรมเช่นนี้ ก็เพื่อจะล่อลวงให้พวกเราออกไป”

จ้าวเซวียนหยวนทอดถอนใจกล่าว “พลังวิเศษของท่านอาจารย์ช่างยิ่งใหญ่ อาณาเขตเต๋าสามารถขวางกั้นได้แม้กระทั่งอริยะ”

คนอื่นๆ ต่างก็ทอดถอนใจไปตามๆ กัน พูดคุยนั่นนี่ไปเรื่อย หลี่มู่อีที่ฟังอยู่ไกลๆ ได้แต่กระตุกมุมปาก

หลี่มู่อีแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน และแสดงธรรมต่อ

ไม่นาน เหล่าศิษย์ก็แยกย้ายกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่อยู่ด้านนอกเขตเซียนร้อยคีรีนับวันยิ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองออกไป ก็เห็นแต่สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ทั่วภูเขา มีทั้งนกและสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิด

ร้อยปีต่อมาสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในที่แห่งนี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนทะลุหลักแสน และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดูท่าทาง หลี่มู่อีคิดจะปักหลักตั้งอาณาเขตเต๋าอยู่ที่นี่หรืออย่างไร?

หานเจวี๋ยต้องถ่ายทอดเสียงไปหาเขาอย่างช่วยไม่ได้ “ผู้อาวุโส มีเรื่องอันใดหรือ”

หลี่มู่อีส่งเสียงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “สหายน้อยช่างเก่งกาจนัก ไม่คิดจะเชื้อเชิญข้าเข้าไปในอาณาเขตเต๋าบ้างหรือไร”

“ข้ากลัวตายขอรับ”

“เจ้าน่าจะคาดเดาตัวตนของข้าได้อยู่แล้ว ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก ก่อนหน้านี้ข้าเคยเข้าฝันเจ้ามาหนหนึ่ง แต่เจ้าอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการ จึงไม่ได้ตอบรับ”

“เช่นนั้นแล้วท่านมีธุระอันใดหรือ”

“เจ้าต้องการตำแหน่งอริยะหรือไม่”

ไอ้หมอนี่! อริยะมีปัญญาทำได้แค่นี้เองหรือ

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อริยะฉิวซีไหลเคยให้สัญญาว่าจะมอบตำแหน่งอริยะให้กับข้าแล้ว หรือว่าอริยะนั้นมีสองตำแหน่ง”

หลี่มู่อีใบหน้ากระตุก และกล่าวว่า “เขามีตำแหน่งอริยะเสียที่ไหนกัน เจ้าอย่าได้หลงกลเชียว”

“จริงหรือ เช่นนั้นข้าคงต้องถามเขาด้วยตัวเอง”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างงุนงงกลับไป

“หึ!”

เสียงเย็นยะเยือกดังก้องกังวานไปทั่ว เป็นเสียงของฉิวซีไหลนั่นเอง

เจ้าลาเฒ่าหัวโล้นกำลังสอดแนมพวกเขาอยู่จริงๆ ด้วย!

หลี่มู่อีคล้ายจะได้ยินอะไรบางอย่าง จึงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจ ปล่อยให้ฉิวซีไหลและหลี่มู่อีคอยคุมเชิงกันเองนั่นแหละดีแล้ว จะได้มาตอแยเขาน้อยลง

หลังจากที่หลี่มู่อีกลับไปแล้ว หานเจวี๋ยคิดว่าฉิวซีไหลจะเรียกหาเขาแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น


หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฉิวซีไหลกลายเป็นสิ่งเปราะบาง


หากในอนาคตฉิวซีไหลไม่มาขอให้ศิษย์ของเขาเข้าร่วมสำนักพุทธอีก ก็หมายความว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองขาดสะบั้นลงแล้ว เขาจำต้องระวังไม่ให้ฉิวซีไหลหันกลับมาเล่นงานเขาด้วย


อริยะพันคนก็มีพันหน้า แม้จะมีอาณาเขตเต๋าคุ้มกัน แต่หานเจวี๋ยก็ต้องระวังตัวอยู่ดี


แม้ว่าหลี่มู่อีจะจากไปแล้ว แต่สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่อยู่นอกเขตเซียนร้อยคีรีก็ยังไม่ไปไหน ดูเหมือนว่าพวกมันตั้งใจจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่


ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้านับวันจำนวนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่หยุด


แปดสิบปีต่อมา


โจวหมิงเยวี่ยมาเคารพหานเจวี๋ย ยังมีหานตั้วเทียนที่ตามมาด้วย


นี่เป็นครั้งแรกที่หานตั้วเทียนได้มาเยือนอารามเต๋าของหานเจวี๋ย


ศิษย์หลานสองคนนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย ท่าทางประหม่าอย่างเห็นได้ชัด


หานเจวี๋ยไม่ได้ถามขึ้นก่อน เขารอจนกระทั่งทั้งสองเอ่ยปากออกมา


โจวหมิงเยวี่ยเอ่ยอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ปู่ขอรับ จะจัดการกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าข้างนอกอย่างไรดีขอรับ”


หานเจวี๋ยถามกลับ “พวกเจ้าจะรับเลี้ยงไว้หรือ”


หานตั้วเทียนเงยหน้าขึ้นถาม “เขตเซียนร้อยคีรีกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ในเมื่อพวกสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าพวกนั้นไม่ยอมไปไหน เหตุใดถึงรับเข้ามาไม่ได้ล่ะขอรับ ข้าได้ยินมาจากเหล่าศิษย์พี่คนอื่นว่า ถ้าหากสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ามีชีวิตรอดต่อไปได้ ภายภาคหน้าจะกลายเป็นผู้ทรงพลังแห่งโลกาสวรรค์”


หานเจวี๋ยจ้องเขม็งไปที่หานตั้วเทียน จนเขาต้องก้มหัวลงด้วยความตกใจ


แม้ว่าหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราจะบดบังใบหน้าของหานเจวี๋ยเอาไว้ ทว่าแววตาที่จ้องมองมาอย่างกดข่มก็ทำให้หานตั้วเทียนรู้สึกหนาวสะท้าน


ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็ตระหนักได้ว่าความทะเยอทะยานของหานตั้วเทียนนั้นยิ่งใหญ่เกินไป


ความทะเยอทะยานเช่นนี้มีติดตัวมาแต่กำเนิด


และไม่อาจรู้ได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่


โจวหมิงเยวี่ยคล้ายจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยออกมา “อาจารย์ปู่ ท่านวางใจได้เลยขอรับ ตั้วเทียนแค่จะรับเข้ามาเลี้ยงเท่านั้น ไม่มีทางพาสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าพวกนี้ออกไปก่อเรื่องอย่างแน่นอนขอรับ”


หานตั้วเทียนรีบรับปากทันที “ใช่แล้วขอรับ อาจารย์ปู่ ข้าเพียงแต่หวังดีกับสำนักซ่อนเร้นเท่านั้น สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งมากก็จริง ทว่าคนส่วนใหญ่เอาแต่วุ่นกับการปิดด่านฝึกฝน ขาดคนคอยจัดการเหล่าสรรพสัตว์นอกเขตเซียนร้อยคีรี แม้ว่าข้าจะเด็กที่สุดในสำนัก แต่ข้าก็สามารถช่วยเหลือเป็นธุระได้นะขอรับ”


หานเจวี๋ยไม่คลางแคลงในความภักดีของหานตั้วเทียนแต่อย่างใด ผ่านมาหลายปี ตอนนี้ระดับความประทับใจของหานตั้วเทียนที่มีต่อเขาเพิ่มขึ้นเป็นหกดาวแล้ว


โจวหมิงเยวี่ยถลึงตามองหานตั้วเทียน แล้วตวาดลั่น “เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”


หานตั้วเทียนรู้สึกผิด ไม่กล้าพูดขึ้นมาอีก


โจวหมิงเยวี่ยตกใจมาก เหตุใดคำพูดนี้จึงฟังดูเหมือนต้องการจะชิงอำนาจอย่างไรอย่างนั้น


แม้ว่าหานเจวี๋ยจะดีต่อศิษย์ทั้งหลาย และเหล่าศิษย์เองไม่เคยสงสัยในฝีมือของหานเจวี๋ยเลย แต่หากทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกเป็นภัย หานเจวี๋ยไม่มีทางปรานีอย่างแน่นอน


หานเจวี๋ยตรวจสอบสิ่งมีชีวิตรอบนอกอาณาเขตเต๋า ไม่พบแม้แต่เงาของหลี่มู่อี เขาจึงใช้จิตรับรู้เคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้านอกอาณาเขตเต๋าเข้ามาภายในเขตเซียนร้อยคีรี


“ไปเถอะ พวกมันเข้ามาแล้ว”


หานเจวี๋ยพูดจบก็หลับตาลง


โจวหมิงเยวี่ยและหานตั้วเทียนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ รีบคำนับขอบคุณและจากไปทันที


เมื่อเข้ามาสู่เขตเซียนร้อยคีรี เหล่าสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าต่างก็รู้สึกตื่นตระหนก จนทำให้ทั่วเขตเซียนร้อยคีรีมีแต่เสียงร้องระงม แต่ไม่นานพวกมันก็สงบลง


เต้าจื้อจุนลงมือแล้ว!


หานเจวี๋ยไม่คาดหวังอะไรกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเหล่านี้มากนัก


หากสมมติว่าเผ่าเอกาหมื่นคนสามารถฝึกบำเพ็ญจนไปถึงระดับครึ่งอริยะได้ สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย


แต่มีอยู่ข้อหนึ่ง!


ตราบใดที่เข้ามาในเขตเซียนร้อยคีรีแล้ว ก็อย่าหวังจะได้ออกไปอีก!


เว้นเสียแต่จะฝึกบำเพ็ญจนถึงระดับครึ่งอริยะ!



หลังจากผ่านการวิวัฒนาการนับพันๆ ปี บวกกับสำนักดวงชะตาที่แสดงธรรมอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ทำให้สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าหรือสัตว์อสูรล้วนแต่ชอบพุ่งเข้าไปหาแหล่งที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ


บริเวณรอบข้างของเขตเซียนร้อยคีรี เนื่องมาจากอาณาเขตเต๋า พลังวิญญาณรอบด้านจึงเพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดส่งผลให้สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อยๆ


เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีก ผ่านไปอีกหนึ่งพันปี


ถูหลิงเอ๋อร์เข้าสู่ระดับเทพ อู้เต้าเจี้ยน ฉู่ซื่อเหริน และมู่หรงฉี่ก็เริ่มมุ่งหน้าสู่ระดับเทพเช่นกัน


จ้าวเซวียนหยวนเข้าใกล้ระดับต้าหลัวมากขึ้นเรื่อยๆ


สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าภายในเขตเซียนร้อยคีรีมีจำนวนเกินหลักพันแล้ว เริ่มมีการแบ่งระดับ จัดการคัดสรรอย่างเข้มงวด ภายใต้การดูแลของหานตั้วเทียน


อยู่มาวันหนึ่ง


ภายนอกเขตเซียนร้อยคีรีก็มีกลุ่มสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าจำนวนมากกรูกันเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน จนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน


ยักษ์ร่างกำยำปรากฏตัวขึ้น ณ ปลายขอบฟ้า สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าตัวใหญ่ยักษ์ตรงหน้าของเขาเป็นดั่งก้อนหินเล็กจ้อย ตัวของเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาลูกใดในเขตเซียนร้อยคีรี


เขาคือกู่จั๋วอิน ผู้นำเผ่าบรรพกาล!


หลังจากผ่านไปหลายปี เผ่าบรรพกาลของกู่จั๋วอินก็กลืนกินสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าจำนวนมหาศาล และกระจายตัวไปทั่วดินแดนโนเวลกูดอทคอม


กู่จั๋วอินได้ยินมาจากพวกลูกน้องเมื่อไม่นานมานี้ว่า บริเวณนี้มีสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เขาจึงนำทัพบุกมา หมายจะขยายเผ่าบรรพกาล


กู่จั๋วอินทอดสายตาไปยังเขตเซียนร้อยคีรี สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่อยู่ใกล้ๆ คล้ายจะถูกตัดขาดโดยพลังที่มองไม่เห็น ไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้อีก และยังมีสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่เกาะอยู่ในบริเวณรอบค่ายกล มองผ่านๆ เหมือนว่าร่างกายครึ่งหนึ่งของพวกมันลอยคว้างอยู่ในอากาศ ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง


กู่จั๋วอินกระโจนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่อ่อนแอบางตัวก็ถูกลมพัดจนลอยละลิ่วไป


ตู้ม!


กู่จั๋วอินชนเข้ากับค่ายกลอาณาเขตเต๋าอย่างแรง และถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้


เส้นผมยาวเหยียดของเขาสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูกสัตว์อสูรสิงร่าง เขาเริ่มรัวหมัดสองข้างใส่ค่ายกล แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถทำลายมันได้


ศิษย์สำนักซ่อนเร้นค่อยๆ เดินออกจากที่พักของตนทีละคน และมองดูร่างสูงเสียดฟ้าที่แสนน่าสะพรึงกลัว พวกเขามองต่างหน้ากันด้วยความตกตะลึง


นี่ใครอีกเล่า


สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในเขตเซียนร้อยคีรีต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ


เฮ่าเทียนโผล่ออกมาจากร่างของหลงเฮ่าและกล่าว “กู่จั๋วอิน ไม่คิดว่าเขาจะมาได้ คงเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ารอบเขตเซียนร้อยคีรีมีมากเกินไป จนล่อเขามาถึงนี่”


น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสมเพช คิดว่ากู่จั๋วอินรนหาที่ตายเสียแล้ว


คนอื่นๆ เองก็ไม่ได้เห็นกู่จั๋วอินในสายตาสักเท่าไรนัก


มีเพียงสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในความดูแลของหานตั้วเทียนเท่านั้นที่ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก


กู่จั๋วอินท่าทางแข็งแกร่งเหนือคำบรรยาย แค่ได้เห็นรูปร่างของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง


“กลัวอะไรกัน! คนผู้นี้สู้อะไรสำนักซ่อนเร้นของพวกเราไม่ได้เลย ผู้ทรงพลังแห่งสำนักซ่อนเร้นกำลังวุ่นอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ จึงไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมาก็เท่านั้น! ”


หานตั้วเทียนตวาดลั่น เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธ เมื่อเห็นลูกน้องของตนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว


เทียบกับเผ่าเอกาแล้ว ยังห่างชั้นกันหลายขุม


ฝ่ายนั้นเป็นถึงผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิเซียนกว่าหนึ่งหมื่นตน!


ในตอนนี้เอง!


ตูม!


ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเขตเซียนร้อยคีรี พุ่งผ่านค่ายกล ตรงไปยังศีรษะของกู่จั๋วอิน เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด ตกลงมาราวกับห่าฝน


กู่จั๋วอินที่หัวขาดสะดุ้งตัว กระโดดหนีออกไปจากอาณาเขตเต๋า


“เป็นไปได้อย่างไร!”


กู่จั๋วอินตกตะลึง ต่อให้เป็นครึ่งอริยะระยะสมบูรณ์ ก็ไม่มีทางแทงทะลุกายเนื้อของเขาได้


อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่?


ในตอนนี้เอง ก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในอากาศอันบางเบา


แสงสว่างอันเจิดจ้าทำให้เขาต้องหรี่ตาลง เขาเหวี่ยงหมัดออกไปตามสัญชาตญาณ เพื่อป้องกันการโจมตีจากอีกฝ่าย


ผู้มาเยือนคือหานเจวี๋ยนั่นเอง


ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นเหนือศีรษะของหานเจวี๋ย และเหวี่ยงหมัดออกไปหนึ่งข้าง!


หมัดทั้งสองปะทะกัน!


ตัวของกู่จั๋วอินถูกทำลายทันที กายเนื้อสลายกลายเป็นผุยผง ล่องลอยกระจัดกระจายออกไป ดวงวิญญาณของเขาหนีหายไปด้วยความตกใจกลัว


เทพมารขุนพลสวรรค์ซัดกำปั้นเข้าใส่อีกครั้ง


วิญญาณของกู่จั๋วอินถูกทำลายจนสิ้นซาก!


จากนั้นหานเจวี๋ยก็หายตัวไปเกือบจะทันที และกลับไปอยู่ในอารามเต๋าดังเดิม


โลกาสวรรค์พลันเงียบสงัด


สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้านอกเขตเซียนร้อยคีรีต่างนิ่งงันตาค้าง มองไปบนท้องฟ้าอย่างไม่เชื่อสายตา ในขณะที่ไอหมอกโลหิตนั้นยังคงลอยเอื่อยลงมาช้าๆ


กู่จั๋วอินเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]


หานเจวี๋ยเห็นตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้


ยังไม่ตายอีกหรือ!


ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะซ่อนวิญญาณไว้ที่อื่นด้วย


แต่ไม่เป็นไร


ต่อให้กู่จั๋วอินมีชีวิตอยู่ก็ไม่ถือเป็นภัยคุกคาม และยังเป็นโอกาสข่มขวัญกลุ่มอิทธิพลรอบด้านไปด้วย!


สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในเผ่าบรรพกาลส่วนมากนั้นมีสติปัญญาแล้ว สามารถสื่อสารกันได้ คาดว่าน่าจะใช้กระจายข่าวออกไปได้


นับตั้งแต่เจียงตู๋กูเป็นต้นมา มีผู้คนมากมายพยายามรุกรานอาณาเขตเต๋า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะดีหรือ


หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญอย่างสงบ แต่เขาก็ไม่เกรงกลัวว่าจะถูกใครล่วงรู้เข้า


ตราบใดที่อยู่ในอาณาเขตเต๋า ก็ไม่มีปัญหา!


คิดได้ดังนั้น หานเจวี๋ยก็หลับตาลง


เขาไม่รีบร้อนที่จะสาปแช่งกู่จั๋วอิน เพราะหากสาปแช่งตอนนี้จะถูกอีกฝ่ายจับได้อย่างง่ายดาย


ให้ผ่านไปสักสองสามพันปี ค่อยสาปแช่งให้ตายไปเสียทีเดียว!


อีกด้านหนึ่ง


หานตั้วเทียนนั่งอยู่บนเนินเขา พลางตะโกนลั่น “เห็นหรือยัง นี่แหละพลังของสำนักซ่อนเร้น พวกเจ้ายังไม่นับเป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้น ต้องพากเพียรฝึกบำเพ็ญ พวกเจ้าได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแล้ว แต่ถ้าหากฝึกบำเพ็ญไม่ได้ พวกเจ้าก็จะถูกเนรเทศออกไป และไม่มีโอกาสได้หวนกลับมาอีก!”


พวกสิ่งมีชีวิตจำแลงทั้งหลายที่อยู่บริเวณตีนเขาต่างตื่นเต้นกันเป็นอย่างมาก


ไม่มีใครเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัว เห็นเพียงกู่จั๋วอินถูกพัดหายไป จากนั้นเงายักษ์ก็วาบผ่าน กู่จั๋วอินกลายเป็นไอหมอกโลหิต สิ้นใจตายคาที่


เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหลายต่างเฉยเมยกันมาก รวมถึงเผ่าเอกาด้วย


พวกเขาในตอนนี้ต่างมีชีวิตอยู่เพื่อไล่ตามมหามรรค ไม่เหมือนกับกู่จั๋วอินที่ยังต้องเข้าสู่โลกเพื่อช่วงชิงอำนาจ รูปแบบของทั้งสองฝ่ายต่างกันโดยสิ้นเชิง


ในปีต่อๆ มา ข่าวการสังหารกู่จั๋วอินก็แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว นับวันยิ่งแพร่ไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น กู่จั๋วอินที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถรวบรวมกายเนื้อได้ชั่วคราว เนื่องจากเขาเที่ยวไปสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งเอาไว้มากมายเกินไป เขาถึงขั้นที่ไม่กล้าปรากฏกาย ทำให้เผ่าบรรพกาลต้องกระจัดกระจายออกไปราวกับเม็ดทราย


ชื่อเสียงของสำนักซ่อนเร้นและเขตเซียนร้อยคีรีเริ่มเป็นที่เลื่องลือ


สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าภายในเขตเซียนร้อยคีรีจำนวนไม่น้อยคอยติดต่อกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ารอบๆ อาณาเขตเต๋า ทำให้ชื่อของเขตเซียนร้อยคีรีและอาณาเขตเต๋าเป็นที่รู้จักกันทั่วในหมู่สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า เรื่องราวเล่ากันแบบปากต่อปาก จากหนึ่งคนเป็นสองคน จากสองคนเป็นสิบคน จากสิบคนกระจายเป็นหมื่นคนจนกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วใต้หล้า


สำนักดวงชะตาทั้งหลายเองก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขตเซียนร้อยคีรีและสำนักซ่อนเร้น


สำหรับสำนักซ่อนเร้นนั้น พวกเขารู้จักอยู่บ้างตั้งแต่งานชุมนุมของเผ่าสวรรค์เมื่อก่อน


เพียงแต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าสำนักซ่อนเร้นจะซุกซ่อนบุคคลที่แข็งแกร่งขนาดที่สามารถปลิดชีพกู่จั๋วอินได้อย่างง่ายดาย!


จักรพรรดิเซียนกว่าสองร้อยคน กับครึ่งอริยะไร้เทียมทานที่เป็นรองเพียงอริยะ!


ในบรรดานั้นยังมีบุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานในมหาเคราะห์ครั้งก่อนอย่างเจียงอี้ เต้าจื้อจุน


กลุ่มอิทธิพลกลุ่มนี้…


ช่างแข็งแกร่งเกินพรรณนา!


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มอิทธิพลรอบด้านยังไม่มีใครทราบถึงความเป็นไปภายในสำนักซ่อนเร้นอย่างแน่ชัด



สี่ร้อยสามสิบสองปีต่อมา


เขตเซียนร้อยคีรีต้อนรับผู้มาเยือน


“จิ่งเทียนกงเจ้านิกายเจี๋ยขอเข้าพบเพื่อคารวะเจ้าสำนักซ่อนเร้น”


เสียงของจิ่งเทียนกงดังเข้ามาภายในอาณาเขตเต๋า หานเจวี๋ยได้ยินดังนั้นก็ลืมตาขึ้นทันที


สำหรับผู้ติดตามคนนี้ หานเจวี๋ยไม่อาจลงมือสังหารเขาได้ แต่ก็ไม่อาจพบหน้าได้เช่นกัน


ความสัมพันธ์ระหว่างสามนิกายสำนักเต๋าดูจะปรองดองกันดีในสายตาคนนอก แต่ภายในกลับต่อสู้กันเองทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ทันทีที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกมิตรกับใครคนใดคนหนึ่ง ก็ถือว่าล่วงเกินอีกสองนิกายที่เหลือแล้ว


วังสวรรค์ปรารถนาจะผูกสำนักเต๋าทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า


หานเจวี๋ยเอ่ยปาก “ไม่ต้องพบหน้ากันก็ได้ ขอบคุณเจ้านิกายเจี๋ยที่อุตส่าห์ให้เกียรติข้า สำนักซ่อนเร้นของข้าไม่ต้องการช่วงชิงอำนาจกับใคร และไม่มีจิตคิดจะผูกสัมพันธ์กับกลุ่มอิทธิพลกลุ่มไหน ต้องการเพียงฝึกบำเพ็ญเต๋าเท่านั้น”


ได้ยินเช่นนี้ จิ่งเทียนกงก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น


ศิษย์ทั้งหลายที่ติดตามเขามาด้วยต่างก็มีสีหน้าที่โกรธเคือง ต่างพูดคุยกันว่าหานเจวี๋ยช่างไม่ไว้หน้ากันเอาเสียเลย


แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงกริยาอาการโห่ร้องแสดงความไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะอย่างไรเสียก็มีจิ่งเทียนกงอยู่


เจ้านิกายอยู่ที่นี่ ไม่จำเป็นต้องให้ศิษย์เอ่ยปาก


จิ่งเทียนกงยิ้มกล่าว “เช่นนั้น สหายเต๋ากรุณาบอกชื่อเสียงเรียงนามได้หรือไม่”


“หานเจวี๋ย เป็นเพียงคนนิรนาม”


“หานเจวี๋ย…”


จิ่งเทียนกงหรี่ตา พลางนับนิ้วทำนาย


เอ๊ะ!


จิ่งเทียนกงคล้ายจะคำนวณได้ถึงบางสิ่ง จึงเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมาและกล่าวว่า “สหายเต๋าหาน หากวันหน้าเดินทางผ่านนิกายเจี๋ย อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยือนข้าบ้างนะขอรับ ท่านไม่ชอบถูกรบกวน แต่ข้าชื่อชอบการถูกรบกวนเป็นที่สุด”


เมื่อสิ้นเสียง จิ่งเทียนกงก็หมุนกายเดินจากไปพร้อมกับเหล่าศิษย์


อีกด้านหนึ่ง


หานเจวี๋ยเดินออกมาจากอารามเต๋า เมื่อถูกจิ่งเทียนกงรบกวน เขาก็ไม่มีอารมณ์จะฝึกบำเพ็ญต่ออีกจึงออกมาเดินเล่นแทน


จู่ๆ เขาก็นึกถึงไข่กิเลนในถ้ำขึ้นมา


ผ่านมาหลายพันปี มีเพียงไข่กิเลนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ฟักออกมา จำนวนไข่กิเลนประมาณหลักสิบ ส่วนไข่กิเลนที่เหลือยังอยู่ในระหว่างการฟักตัวโนเวลกูดอทคoม


เมื่อมาถึงที่ถ้ำ หานเจวี๋ยก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของหลิวเป้ย


หลิวเป้ยลืมตาขึ้น ทันทีที่เห็นหานเจวี๋ยมาเยือน เขาก็รีบลุกขึ้นแสดงความเคารพ


หานเจวี๋ยจ้องมองกิเลนตัวหนึ่งที่กำลังนอนฝันหวานอยู่ในถ้ำ กิเลนตัวนี้ตัวใหญ่ราวกับช้าง ทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีแดง พร้อมกับพ่นลมหายใจร้อนระอุออกมา


“คุณสมบัติไม่เลว ตบะอยู่ในขั้นเซียนแท้ไท่อี่แล้วนี่”


หานเจวี๋ยกล่าวอย่างชื่นชม เขากวาดสายตามองไปทั่วภายในถ้ำ มีกิเลนตัวอื่นๆ อยู่อีกหากแต่ไม่มีตัวใดที่จะมีตบะก้าวหน้าเท่ากับตัวนี้


หลิวเป้ยกล่าวยิ้มๆ “คุณสมบัติของมันยอดเยี่ยมจริงๆ เหมือนจะเป็นราชาแห่งเผ่ากิเลนเสียด้วย พวกกิเลนด้วยกันต่างก็หวาดกลัวมันทั้งหมด อาจจะเป็นสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ก็เป็นได้”


“อ้อ จริงด้วย มันชื่อสวีหลิน ข้าตั้งให้มันเอง ท่านเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ หากท่านไม่พึงใจก็สามารถตั้งชื่อให้มันใหม่ได้”


หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่เป็นไร ไม่ต้องเปลี่ยน ไว้มันไปถึงระดับเซียนทองไท่อี่ ก็ส่งตัวมันมาพบข้าที่อารามเต๋าด้วยล่ะ”


หลังพูดจบ หานเจวี๋ยหายตัวไปทันที


หลิวเป้ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก


อันที่จริงเขาแค่ทดสอบดูเท่านั้น หานเจวี๋ยไม่สนใจอยู่แล้วจะชื่ออะไรก็ได้ทั้งนั้น


เขารู้สึกซาบซึ้งในตัวหานเจวี๋ยอย่างสุดซึ้ง เขาเข้าใจว่าหานเจวี๋ยต้องการให้เขาควบคุมเผ่ากิเลนเหล่านี้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสำนักซ่อนเร้น


แน่นอนว่าเขาไม่อาจหลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด คือนายท่านที่แท้จริงของเผ่ากิเลนคือหานเจวี๋ย!



แดนเซียน โพ้นทะเล


แรงกรรมมหาเคราะห์ยังคงอบอวล เช่นเดียวกับหมอกสีดำที่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวทะเล


บนเกาะแห่งหนึ่ง


จิ่งเทียนกงและหวงจุนเทียนยืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล


“เจ้ารู้จักหานเจวี๋ยหรือไม่” จิ่งเทียนกงทำเป็นถามไปเรื่อย


หวงจุนเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “คุ้นๆ หูอยู่บ้าง ข้าขอคิดดูก่อน ชั่วชีวิตนี้ข้าเคยพบเจอกับคนที่ชื่อหานเจวี๋ยมาไม่ต่ำกว่าสิบคน ทว่าคนที่ประทับใจลึกซึ้งที่สุดเห็นจะเป็นหานเจวี๋ยจากแดนมังกรบูรพา และหานเจวี๋ยผู้มาจากโลกมนุษย์”


“โอ้? ไหนลองเล่ามาซิ”


“หานเจวี๋ยจากแดนมังกรบูรพา เป็นผู้บำเพ็ญที่เก็บตัว ไม่สังกัดสำนักหรือนิกายใด ไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนหานเจวี๋ยผู้มาจากโลกมนุษย์เป็นผู้ที่ข้าเคยได้พบเจอในขณะที่พากเพียรบำเพ็ญในตอนที่ยังเป็นมนุษย์ ข้าเคยประสบหายนะเพราะเขามาแล้ว”


หวงจุนเทียนหวนระลึกถึงอดีต เขาส่ายหน้าพร้อมกับหลุดยิ้มออกมา


จิ่งเทียนกงเอ่ยถาม “ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหานเจวี๋ยจากโลกมนุษย์ผู้นั้นเป็นเช่นไร เป็นศัตรูกันหรือ”


หวงจุนเทียนตอบ “อันที่จริงก็เคยชิงชังอยู่บ้าง ทว่ามนุษย์และเซียนอยู่กันคนละโลก อดีตเป็นเพียงหมอกควัน ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง”


เขาถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้านิกาย ท่านถามถึงเขาเพราะเหตุใด หรือว่าท่านไปพบเขามา? ไม่มีทาง มหาเคราะห์ผ่านพ้นไปแล้ว เขายังมีชีวิตรอดอยู่อีกหรือ”


จิ่งเทียนกงจ้องมองหวงจุนเทียน และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอะไร แค่ถามไปเรื่อยเปื่อย ช่วงนี้มีผู้ทรงพลังนามว่าหานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นในแดนเซียน”


“หืม? ท่านช่วยขยายความหน่อยได้หรือไม่” หวงจุนเทียนแสร้งทำเป็นอยากรู้อยากเห็น


จิ่งเทียนกงบอกเล่าเรื่องของสำนักซ่อนเร้นให้เขาฟัง


หวงจุนเทียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าสำนักซ่อนเร้นเองก็มีนามว่าหานเจวี๋ยเช่นกัน ช้าก่อน คงไม่ใช่หานเจวี๋ยที่มาจากโลกมนุษย์ของข้าจริงๆ ใช่หรือไม่”


เขาเริ่มนับนิ้วทำนาย ก่อนจะขมวดคิ้วกล่าว “คำนวณไม่พบ สมแล้วที่เป็นบุคคลผู้ทรงพลัง”


ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย

ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ