476-480

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 476ถึง480

ตำแหน่งอริยะ!

ดวงตาเจียงตู๋กูลุกวาบ

ตบะเขามาถึงระดับนี้แล้ว สิ่งที่เขาแสวงหามิใช่อำนาจ มิใช่สิ่งของนอกกาย มีเพียงตำแหน่งอริยะ!

หานเจวี๋ยที่ฟังอยู่ด้านข้างมีสีหน้าแปลกพิกล

เสียงนี้ดูเหมือนจะเป็นหลี่มู่อี

ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยวิวัฒนาการถึงอริยะอยู่หลายครั้ง จึงจดจำเสียงของอริยะบางส่วนได้

หลี่มู่อีเจ้าเล่ห์จริงๆ ตำแหน่งอริยะอยู่ในมือเจ้าแม่หนี่ว์วาชัดๆ แม้แต่คนของตนก็ยังหลอกได้

เจียงตู๋กูสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ก่อนเอ่ย “ได้! ข้าเข้าใจแล้ว!”

จากนั้นเงาแสงก็สลายตัวไป

ภาพลวงตาวิวัฒนาการพังทลายลงตรงนี้ จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่ความเป็นจริง

ในหมู่ชาวสำนักซ่อนเร้น มีเพียงเต้าจื้อจุนที่ได้รับบาดเจ็บ หานเจวี๋ยนับนิ้วทำนาย ทราบว่าเผ่าเอกายังอยู่ครบถ้วน

เขาเริ่มรู้สึกลังเล

จะล้างแค้นเจียงตู๋กูดีหรือไม่

ไม่ได้การแล้ว!

จำเป็นต้องล้างแค้น!

ถึงแม้จะเป็นสหาย แต่จะมาทำร้ายศิษย์ของข้าไม่ได้!

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งเจียงตู๋กู

หลังจากสาปแช่งเจียงตู๋กูอยู่ห้าวัน หานเจวี๋ยก็สาปแช่งหลี่มู่อีต่อ

ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเล่ห์กลของจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้

หานเจวี๋ยไม่ได้ลงแรงสาปแช่งจนมากเกินไป คนละห้าวันเพื่อเป็นการตักเตือน

งานเลี้ยงวังสวรรค์ มัจฉามังกรปนเป หานเจวี๋ยไม่กลัวว่าจะถูกจับได้

….

เวลาล่วงเลยไปอีกสามสิบหกปี ในที่สุดพวกมู่หรงฉี่ก็กลับมา อาการบาดเจ็บของเต้าจื้อจุนก็ฟื้นตัวแล้ว

ทั้งสามมาพบหานเจวี๋ย

มู่หรงฉี่บอกเล่าถึงพื้นที่ดินแดนที่สำนักซ่อนเร้นได้รับการจัดสรรก่อน ได้พื้นที่มาทั้งหมดสามเมือง เขตเซียนร้อยคีรีก็อยู่ที่ในพื้นที่ของเมืองหนึ่งในสามนั้นด้วย หนึ่งเมืองของแดนเซียนนั้นใหญ่โตกว่าโลกเขย่าพิภพมากนัก

สำหรับอาณาเขตดินแดนที่สำนักซ่อนเร้นได้รับไม่นับว่ามากที่สุด เทียบกับสามนิกายสำนักเต๋า สำนักพุทธและวังสวรรค์ไม่ได้เลย แต่ก็ไม่นับว่าน้อยเช่นกัน

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ไม่เลวเลย เพียงแต่การจัดสรรนี้ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายผู้อ่อนแอก็ตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งอยู่ดี แต่ละฝ่ายจะต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน”

มู่หรงฉี่พยักหน้า เอ่ยรับ “เป็นเช่นนี้จริงๆ แต่อย่างน้อยพวกเรามีอาณาเขตดินแดนเป็นของตัวเองอย่างชอบธรรมแล้ว ใช่แล้ว ในงานเลี้ยงเผ่าสวรรค์ครั้งนี้มีผู้ทรงพลังนิกายเหรินเข้ามาโจมตี โชคดีที่ผู้ทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังเผ่าสวรรค์ออกโรง”

เต้าจื้อจุนก่นด่า “สารเลว นับว่าเขาหนีได้เร็วนัก!”

เจียงอี้เอ่ยหยอกเย้า “ตัวเจ้ายืนกรานจะออกไปแสดงความสามารถ ผลสุดท้ายกลับปล่อยให้ผู้อื่นแสดงพลังเสียได้ น่าขายหน้าจริงๆ”

เต้าจื้อจุนถลึงตาใส่เขาด้วยความขุ่นเคือง

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “หลี่เต้าคงไม่ไปหรือ”

มู่หรงฉี่ส่ายหน้าพลางตอบ “ไม่ขอรับ ได้ยินว่าหลี่เต้าคงหายตัวไปสักพักแล้ว ดูเหมือนนิกายเหรินเตรียมจะคัดเลือกศิษย์ใหญ่และศิษย์รองคนใหม่”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

จะว่าไป เขาก็สงสัยในนิกายเหรินยิ่งนัก

แรกเริ่มเดิมที เขาคิดว่านิกายเหรินมีศิษย์เพียงสองคน ต่อมาถึงได้ทราบว่ามีศิษย์อย่างเจียงตู๋กูอยู่ด้วย

หรือจะเป็นเช่นเดียวกับสำนักซ่อนเร้น มีเพียงคนส่วนน้อยที่นับว่าเป็นศิษย์หลัก

“พวกเจ้าไปได้แล้ว ฝึกบำเพ็ญกันให้ดี” หานเจวี๋ยหลับตาลงพลางเอ่ย

ทั้งสามคนทำความเคารพแล้วออกไปทันที

ส่วนพื้นที่สามเมือง หานเจวี๋ยขณะนี้ยังไม่คิดจะจัดการมาก

ก่อนจะพิสูจน์มรรคได้ เขาไม่มีทางออกจากอาณาเขตเต๋าแน่

หลังจากพวกมู่หรงฉี่กลับมา ศิษย์คนอื่นๆ ต่างมารายล้อมต้อนรับ ซักถามเรื่องงานเลี้ยงเผ่าสวรรค์

งานเลี้ยงเผ่าสวรรค์เทียบได้กับงานชุมนุมระดับสูงของแดนเซียนในปัจจุบันนี้ เป็นฉากจำลองโครงสร้างของแดนเซียนรวมถึงปวงสวรรค์หมื่นโลกาในอนาคต

….

ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ภายในตำหนักหลังหนึ่ง

หลี่มู่อี เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย เทพสูงสุดหนานจี๋และอริยะจินอันมารวมตัว นั่งประจันหน้ากัน

“จริงหรือ” เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขมวดคิ้วพลางถาม

หลี่มู่อีตอบอย่างสงบ “มิผิด ถึงแม้จะทำร้ายข้าไม่ได้ แต่เป็นการสาปแช่งจริงๆ ข้าก็ทำนายไม่ได้เช่นกันว่าเป็นผู้ใด”

เทพสูงสุดหนานจี๋แค่นเสียง “ดูเหมือนอริยะมิ่งจีจะพูดถูก มีการเล่นเล่ห์ในหมู่อริยะ!”

ไม่ง่ายเลยกว่ามหาเคราะห์จะสิ้นสุดลง กลับมีอริยะที่จับจ้องอริยะรายอื่นด้วยเจตนาชั่วร้าย!

มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่เปรียบเสมือนดาบคมกริบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะเหล่าอริยะ

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคิดจะทำอะไรกันแน่

กำจัดอริยะทั้งหมด ครอบครองมรรคาสวรรค์เพียงผู้เดียว เหมือนบรรพชนเต๋าเมื่อครั้งอดีตหรือ?

เหตุใดบรรพชนเต๋าถึงแข็งแกร่งมาโดยตลอด ก็เพราะไม่มีผู้ใดมาต่อสู้แย่งชิงกับเขาอย่างไรเล่า!

นับตั้งแต่บรรพชนเต๋าสำเร็จเป็นอริยะ ไม่มีผู้ใดสามารถไล่ตามเขาทัน

หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ถึงได้ปรากฏอริยะมรรคาสวรรค์รายที่สองขึ้น และหลังจากนั้นภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็มีอริยะมรรคาสวรรค์ห้าคนทยอยกันปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้หกอริยะต่อสู่แก่งแย่งกันเอง ไม่อาจสงบใจฝึกบำเพ็ญได้

ในใจของเหล่าอริยะต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอื่นแฝงอยู่เสมอมา

อริยะจินอันเอ่ยขึ้น “หากว่าพวกเราไม่สามารถทำนายถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้ มิใช่ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าพวกเราหรอกหรือ อริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้คือผู้ใดเล่า”

เทพสูงสุดหนานจี๋หรี่ตาพลางกล่าวว่า “อริยะมิ่งจี”

เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเอ่ยขึ้นมา “ไม่อาจคลายข้อสงสัยไปจากตัวเขาได้จริงๆ ถึงอย่างไรเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สาปแช่งเขาเป็นคนแรก หากอยู่สถานการณ์โดยทั่วไป ย่อมต้องเริ่มลงมือกับผู้ที่อ่อนแอที่สุดก่อน”

หลี่มู่อีเอ่ยเสริม “แม้ว่าข้าจะมิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ แต่ตบะของข้าพอๆ กับอริยะมิ่งจี ข้าเพียงอยากก่อตั้งมรรคาสวรรค์อีกวิถีหนึ่งขึ้นเท่านั้น ระยะนี้โลกต่างๆ วุ่นวายยิ่งนัก มีตัวตนลึกลับคอยกระตุ้นดวงจิตอัปมงคลในแดนต้องห้ามอันธการ”

เมื่ออริยะอีกสามท่านได้ฟังก็อดไม่ได้ที่ใคร่ครวญดูเงียบๆ

ท่ามกลางความมืด ราวกับมีมือใหญ่ข้างหนึ่งคอยชักใยทุกอย่าง แม้แต่อริยะก็ยังรู้สึกสับสนงงงวย

จู่ๆ อริยะจินอันก็เอ่ยขึ้นว่า “บรรพชนเต๋าหายตัวไป จะเป็นแผนการอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่ ตัวตนระดับเขาจะถูกมรรคาสวรรค์กลืนกินได้อย่างไรกัน”

เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยเตือนว่า “ระวังปากด้วย”

หลี่มู่อีกล่าว “หาตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ข้ารู้สึกว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจ้องจะชิงตำแหน่งอริยะที่เหลืออยู่ของหนี่ว์วา มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาสามารถควบคุมปราณม่วงอนธการได้แล้ว”

สีหน้าของเหล่าอริยะล้วนย่ำแย่ลง

….

ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน เขตเซียนร้อยคีรีคึกคักขึ้นกว่าเดิม

นับตั้งแต่งานเลี้ยงเผ่าสวรรค์จบลง สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึง

เขตเซียนร้อยคีรีก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน

ในช่วงหนึ่งพันปีมานี้ สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่ถือกำเนิดใหม่ในเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มขึ้นจะแตะหลักร้อยแล้ว

พันปีผ่านไป ตบะของหานเจวี๋ยรุดหน้าไปอีกมากโข

เข้าใกล้ระดับอริยะระยะกลางเข้าไปเรื่อยๆ

หานเจวี๋ยรู้สึกลำพองใจขึ้นมา

เขารู้สึกว่าตนอาจจะพิสูจน์มรรคได้ภายในหมื่นปี

ไม่แน่ว่าก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งถัดไปจะมาถึง ตนคงจะอยู่เหนือกว่าอริยะระดับมรรคาสวรรค์ไปแล้ว

เมื่อถึงเวลานั้นขณะที่เหล่าอริยะวางแผนเล่นงานเขาลับหลัง เขาจะปรากฏตัวขึ้นตรงๆ ทำให้เหล่าอริยะตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี ลุกพรวดขึ้นมาอย่างร้อนรน

เมื่อถึงเวลานั้น หานเจวี๋ยจะเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ทั้งหมดจงนั่งลงให้ข้าซะ!”

แค่คิดถึงฉากนี้หานเจวี๋ยก็รู้สึกเบิกบานอย่างยิ่งแล้ว

ในช่วงฝึกบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่ายต้องมีการเสริมสร้างจินตนาการกันบ้าง เพื่อเพิ่มเป้าหมายจูงใจให้ตนเอง

รอจนตบะของหานเจวี๋ยบรรลุถึงระดับนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะต้องทำเช่นนั้น

แต่มีข้อหนึ่งที่มั่นใจได้เลยว่า ผู้ใดกล้าวางแผนปองร้ายหานเจวี๋ย ขอเพียงหานเจวี๋ยแข็งแกร่งกว่าเขาได้ เขาต้องตายแน่นอน

แม้หานเจวี๋ยจะขี้ระแวง แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องสังหารกลับเด็ดขาด ไม่เคยปรานีต่อศัตรูเลย!

ในวันนี้เอง

ถัดจากหานตั้วเทียน ได้มีสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าแปลงกายเป็นรายที่สองแล้ว

หานตั้วเทียนพาเขาไปคารวะคนนั้น เยี่ยมเยือนคนนี้อยู่ทั้งวัน ราวกับกำลังโอ้อวดอยู่

ไก่คุกรัตติกาลดูแคลนเขายิ่งนัก มักจะหาเรื่องเขาอยู่เสมอ

นี่เป็นเพียงภาพจำลองของชนชั้นต่ำต้อยที่สุดในสำนักซ่อนเร้นเท่านั้น

หลายเดือนต่อมา เต้าจื้อจุนมาหาหานเจวี๋ย

“อาจารย์ ข้าอยากพิสูจน์ต้าหลัว!” เต้าจื้อจุนกล่าวด้วยรอยยิ้มมั่นใจ

ในฐานะผู้พิสูจน์ต้าหลัวอับดับแรกในหมู่ศิษย์สำนักซ่อนเร้น เขามีสิทธิ์ที่จะรู้สึกมั่นใจ

หานเจวี๋ยยิ้มด้วยความพอใจ ในที่สุดวันที่เขารอคอยก็มาถึง

“หากเจ้าต้องการ เจ้าก็พิสูจน์เถิด”

“ข้ารู้สึกเหมือนยังขาดอะไรบางอย่างไป”

“โอ้ คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลยังขาดตกบกพร่องไปอีกหรือ”

“แค่กๆ คุณสมบัติร่างกายก็เป็นการฝึกบำเพ็ญอย่างหนึ่ง ระดับต้าหลัว จำเป็นต้องตระหนักรู้ผ่านวิญญาณขอรับ”

สำหรับความต้องการของเต้าจื้อจุน หานเจวี๋ยทำได้เพียงใช้การแสดงธรรมเพื่อเติมเต็มให้

ธรรมของเขามุ่งเน้นว่าจะทะลวงระดับต้าหลัวได้อย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็อาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์โชกโชนยิ่ง

การแสดงธรรมครั้งนี้ดำเนินอยู่สิบปี เต้าจื้อจุนถึงได้จากไปพร้อมความเข้าใจของตนเอง

หานเจวี๋ยตั้งตารอการทะลวงระดับของเขายิ่งนัก

แต่เต้าจื้อจุนบุ่มบ่ามเกินไป ไม่นานมานี้ก็เพิ่งพบกับปัญหาเข้า จำเป็นต้องขัดเกลานิสัยเพิ่ม

เจียงอี้ก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ส่วนจ้าวเซวียนหยวนแม้จะรอบคอบระมัดระวัง แต่เขามีลางสังหรณ์ว่าอีกฝ่ายไม่อาจรับผิดชอบภาระหน้าที่ได้

ลี่เหยาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างเดียว ไม่มีทางออกจากอาณาเขตเต๋าเป็นแน่

มู่หรงฉี่ยังนับว่าดีกว่า

แต่น่าเสียดาย พรสวรรค์ของมู่หรงฉี่ไม่เหมาะสม

หานเจวี๋ยหลับตาลงฝึกบำเพ็ญต่อ

….

สองร้อยปีต่อมา

เต้าจื้อจุนพิสูจน์ต้าหลัวสำเร็จ แม้จะไม่มีเคราะห์สวรรค์ แต่ทุกคนล้วนรับรู้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังของเขาได้

ระดับต้าหลัว!

ในที่สุดก็มีต้าหลัวปรากฏขึ้นในหมู่ศิษย์สำนักซ่อนเร้นหนึ่งคนแล้ว!

ห้าปีต่อมา

เต้าจื้อจุนทำให้ตบะเสถียรเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยออกมาจากถ้ำอย่างหาได้ยากนัก เรียกรวมตัวศิษย์ทั้งหมด ให้มู่หรงฉี่จัดงานเลี้ยง

นับตั้งแต่สำนักซ่อนเร้นก่อตั้งขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน นี่เป็นการจัดงานเลี้ยงครั้งแรก

สิ่งที่กินมิใช่เนื้อ แต่เป็นผลไม้วิญญาณ แกล้มกับสุราเลิศรส

ในงานเลี้ยง หานเจวี๋ยพูดถึงระดับต้าหลัวและความก้าวหน้าของสำนักซ่อนเร้น

“สำนักซ่อนเร้น สำนักที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอก ข้าหวังว่าพวกเราจะรักษาเจตนาดั้งเดิม ใช้ทุกสิ่งเพื่อมุ่งเน้นไปที่การฝึกบำเพ็ญ บางทีในแดนเซียน ณ ขณะนี้ ในด้านอิทธิพลระดับจักรพรรดิเซียน พวกเรานับเป็นที่หนึ่ง แต่ในระดับเทพและต้าหลัวรวมถึงระดับครึ่งอริยะที่สูงขึ้นไปอีก สำนักซ่อนเร้นขาดแคลนเหลือเกิน ยากจะต่อสู้แย่งชิงกับกลุ่มอิทธิพลใหญ่อื่นๆ ได้ ข้าหวังว่าก่อนที่พวกเจ้าจะบรรลุถึงระดับเทพ อย่าได้ออกไปไหนส่งเดช หากไม่บรรลุต้าหลัว ก็อย่าได้ไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งตามอำเภอใจ

ยามที่บรรพชนเต๋าเปิดเผยตัว ตบะของเขาก็เข้าขั้นใต้หล้าไร้ศัตรูแล้ว เส้นทางที่พวกเราจะก้าวเดินคือเส้นทางของบรรพชนเต๋า บากบั่นฝึกบำเพ็ญไปเรื่อยๆ ยามเปิดเผยตัวจะต้องแข็งแกร่งไร้ศัตรูต่อกร”

หานเจวี๋ยโคลงจอกสุรา น้ำเสียงสบายๆ

ทุกคนอดมองไปที่เต้าจื้อจุนไม่ได้ เต้าจื้อจุนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ

เรื่องที่เขากระโดดออกไปสู้กับเจียงตู๋กูก่อนหน้านี้แพร่งพรายไปทั้งสำนักซ่อนเร้นด้วยปากของเจียงอี้แล้ว

ละอายก็ส่วนละอาย แต่เรื่องที่เต้าจื้อจุนสำเร็จเป็นต้าหลัวก็ควรค่าให้ยกย่องจริงๆ เมื่อหานเจวี๋ยพูดจบ เขาก็กลายเป็นตัวเอกของงานเลี้ยง

ทุกคนต่างสอบถามเขาว่ากลายเป็นต้าหลัวแล้วรู้สึกอย่างไร

งานเลี้ยงดำเนินอยู่หลายวัน

หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋าเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อ

เขาอยู่ว่างจนเบื่อหน่าย จึงถามในใจว่า ‘อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงมหาเคราะห์ครั้งต่อไป’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

ก็แค่หมื่นล้านปีเท่านั้น ไม่อยู่ในสายตาของหานเจวี๋ยเลย

[หากมรรคาสวรรค์ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง เหลือเวลาอีกสี่หมื่นเก้าพันล้านปีก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปจะมาถึง]

สี่หมื่นเก้าพันล้านปีหรือ

นานถึงเพียงนี้เชียว!

เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะต้องไร้พ่ายภายใต้มรรคาสวรรค์แล้วอย่างแน่นอน!

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปรีดา

เขาไม่ได้หลับหูหลับตามั่นใจไปเรื่อย ถึงอย่างไรก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่

หากยั่วยุให้อริยะรู้สึกร้อนรน วิถีแห่งมรรคาสวรรค์จะต้องเปลี่ยนแน่

จะอย่างไรก็ตาม ทำให้สำเร็จภายในร้อยล้านปีก็น่าจะไม่มีปัญหา

พิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะได้ในระยะเวลาร้อยล้านปี หานเจวี๋ยมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม

….

แดนเซียนไร้ซึ่งกาลเวลา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในระหว่างฝึกบำเพ็ญ

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า

ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งพันปี

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เข้าใกล้ระดับครึ่งอริยะระยะกลาง

หากนึกย้อนกลับไปที่การทะลวงระดับครั้งก่อน ก็ผ่านมาสี่พันปีแล้ว

ระดับครึ่งอริยะฝึกบำเพ็ญยากเย็นจริงๆ

หานเจวี๋ยคาดการณ์ว่า อย่างมากบำเพ็ญต่ออีกร้อยปีก็น่าจะทะลวงขั้นได้แล้ว

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในเขตเซียนร้อยคีรีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกินหลักพันไปแล้ว หานตั้วเทียนสานสัมพันธไมตรีกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าทุกชนิด ภายหน้าจะรับพวกมันเข้าสำนักก็มิใช่เรื่องยาก

เผ่าเอกาโดยทั่วไปล้วนเงียบสงบยิ่ง ต่างพากเพียรฝึกบำเพ็ญ มีนิสัยอ่อนโยน

หานเจวี๋ยเริ่มใส่ใจเผ่าเอกาขึ้นมาบ้าง

จักรพรรดิเซียนหนึ่งหมื่นคน นี่เป็นกระดูกสันหลังของสำนักซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วเขายังคงมีความระแวงต่อเผ่าเอกาอยู่เล็กน้อย กังวลว่าจู่ๆ จักรพรรดินีผืนพิภพจะมารับตัวพวกเขากลับไป

เขาพลันบังเกิดความคิดใจกล้าขึ้นอย่างหนึ่ง

ใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับเผ่าเอกาทุกคนเลยดีหรือไม่

หานเจวี๋ยเรียกตัวหานโยวหัวหน้าเผ่ามาก่อน ชำระล้างเป็นคนแรก เสียอายุขัยไปร้อยล้านปี

ไม่มากเลย จักพรรดิเซียนมีค่าเพียงร้อยล้านปีเท่านั้น

หลังจากชำระล้างเสร็จสิ้น หานโยวได้เรียกชาวเผ่าเอกามารวมตัวกันในหุบเขา หานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นเพื่อจะแสดงธรรมแก่พวกเขา แสดงธรรมควบคู่ไปกับการชำระล้าง

ขั้นตอนนี้ดำเนินการอยู่เกือบหนึ่งร้อยปี ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ชำระล้างเผ่าเอกาทั้งหมดเรียบร้อย

ชาวเผ่าเอกาไม่ทราบถึงความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ ล้วนรู้สึกซาบซึ้งกันยิ่งนัก หานเจวี๋ยมาแสดงธรรมต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัวนานนับร้อยปี บุญคุณในส่วนนี้ พวกเขาจะไม่จดจำได้อย่างไร

หานเจวี๋ยได้กำไรถึงสองต่อ ไม่เพียงแต่ซื้อใจผู้อื่นได้ ยังทำให้ตัวเองสบายใจด้วย

เขาใช้อายุขัยไปเพียงล้านล้านปีเท่านั้น ไม่เพียงพอจะสาปแช่งอริยะให้บังเกิดจิตมารได้ด้วยซ้ำ

เมื่อกลับไปถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยเตรียมจะเริ่มฝึกบำเพ็ญ

[จักรพรรดินีผืนพิภพต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

หืม?

ปุบปับขนาดนี้เชียว

ดูเหมือนจักรพรรดินีผืนพิภพจะสัมผัสถึงชาวเผ่าเอกาได้จริงๆ

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกยอมรับ

เมื่อเข้าสู่แดนความฝัน เขามาอยู่ที่ริมแม่น้ำปรโลก จักรพรรดินีผืนพิภพยืนอยู่ไม่ไกล จ้องมองเขาอย่างสงบ

หานเจวี๋ยคารวะ พลางเอ่ย “จักรพรรดินีผืนพิภพ ท่านเรียกหาข้าหรือ”

จักรพรรดินีผืนพิภพพลันถามออกมา “สถานการณ์ของเผ่าเอกาเป็นอย่างไรบ้าง”

หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่เลวเลย ปิดด่านฝึกบำเพ็ญไปกับข้า วางใจเถิด ข้าปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนคนในสำนัก ไม่มีทางเอาเปรียบพวกเขาอย่างแน่นอน”

เขาแกล้งโง่ คำถามของจักรพรรดินีผืนพิภพแน่นอนว่าหมายถึงเรื่องความสามารถชำระล้างสมบูรณ์

จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว ข้ารับรู้ได้ว่าพวกเขาบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนแล้วกระมัง เจ้าอบรมบ่มเพาะอย่างไรกัน ความสามารถไม่ธรรมดาเลย”

หานเจวี๋ยถอนหายใจ “ข้ามอบสมบัติทรัพยากรทั้งหมดของข้าให้แก่พวกเขา”

จักรพรรดินีผืนพิภพเงียบไป

หานเจวี๋ยลองถามหยั่งเชิง “จักพรรดินีจะรับพวกเขากลับไปหรือ”

จักรพรรดินีผืนพิภพส่ายหน้า “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าฝากฝังพวกเขาไว้กับเจ้าแล้ว พอพวกเขาเติบใหญ่ขึ้นจะมารับกลับไปทีหลังได้อย่างไร”

เจ้ารู้ก็ดีแล้ว!

จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยว่า “หยางเทียนตงศิษย์ของเจ้าสิ้นชีพภายใต้พลังวิเศษทำลายมรรคา เพียงแต่วิญญาณได้รับการคุ้มครองจากอริยะ ตอนนี้วิญญาณอยู่ในมือข้าแล้ว รอจนระเบียบวัฏสงสารได้รับการฟื้นฟู ข้าจะส่งเขาไปเกิดใหม่”

หานเจวี๋ยคารวะขอบคุณ “ขอบพระคุณจักรพรรดินี”

จักรพรรดินีผืนพิภพสอบถาม “ตอนนี้ตบะเจ้าอยู่ระดับใด”

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตอบว่า “ต้าหลัวระยะต้น”

จักรพรรดินีผืนพิภพชื่นชม “คุณสมบัติของเจ้าเลิศล้ำโดยแท้”

ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกสักพัก

เมื่อจิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาถามในใจ ‘จักรพรรดินีผืนพิภพคิดจะรับเผ่าเอกากลับไปหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[มีความคิดนี้อยู่จริง]

หานเจวี๋ยถอนหายใจ

ล้วนเป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งสิ้น

แต่หานเจวี๋ยไม่มีทางปล่อยเผ่าเอกาไป การร่วมมือกันระหว่างเขาและจักรพรรดินีผืนพิภพมีที่มาที่ไป เขาลงทุนไปมากขนาดนี้ จะยอมยกเผ่าเอกาให้ง่ายๆ ได้อย่างนั้นหรือ

ครานั้นจักรพรรดินีผืนพิภพปกป้องเผ่าจอมเวทไว้ไม่ได้ ถึงได้ยกถูหลิงเอ๋อร์ จินกังนู่และเผ่าเอกาให้แก่หานเจวี๋ย ข้อเรียกร้องของนางคือหวังให้หานเจวี๋ยคุ้มครองพวกเขาให้ได้เท่านั้น หานเจวี๋ยทำสำเร็จเป็นอย่างดี

รอจนเขาชุบเลี้ยงเผ่าเอกาไปถึงระดับต้าหลัว ถึงตอนนั้นแม้จักรพรรดินีผืนพิภพอยากรับกลับไป ก็หมดหนทางแล้ว

ชาวเผ่าเอกาไม่ได้โง่งม บุญคุณที่ชุบเลี้ยงและสั่งสอนนั้นใหญ่หลวงกว่าบุญคุณที่ให้กำเนิด!

หานเจวี๋ยปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน เริ่มฝึกบำเพ็ญ มุ่งมั่นสู่ระดับครึ่งอริยะระยะกลาง

ห้าสิบปีต่อมา

โอกาสฝ่าทะลวงของหานเจวี๋ยมาถึง

ขณะที่เขากำลังจะฝ่าทะลวงนั้น

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

….

ไอ้คนผู้นี้เริ่มรัวมาอีกแล้ว!

หานเจวี๋ยโมโหจนแทบระเบิด ทำไมต้องเป็นเวลานี้ด้วย

หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง พยายามสงบอารมณ์ โชคดีที่เขายังไม่ได้เริ่มทะลวงขั้น

ต่อไปต้องหาทางป้องกันสถานการณ์เช่นนี้

หานเจวี๋ยเลือกยอมรับการเข้าฝัน เข้าสู่แดนความฝันอย่างรวดเร็ว

ภายในห้องโถงใหญ่สีทองอร่าม หานเจวี๋ยมองเห็นฉิวซีไหล อีกฝ่ายยังคงสูงส่งเลิศล้ำ ทรงอำนาจน่าเกรงขาม

พอหานเจวี๋ยเห็นเขาในท้องพลันสุมไปด้วยเพลิงโทสะ

ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าไอ้เฒ่าทารกอย่างเจ้าจะงัดลูกไม้ใดออกมา!

ฉิวซีไหลเอ่ยเสียงขรึม “เตรียมการช่วงชิงตำแหน่งอริยะเสีย!”

หานเจวี๋ยตอบรับ “อืม”

ฉิวซีไหลถามว่า “ในสำนักของเจ้ามีจักรพรรดิเซียนสองร้อยคนหรือ ดูเหมือนคนเหล่านั้นจะเป็นเผ่าเอกาที่จักรพรรดินีผืนพิภพสร้างขึ้นกระมัง”

“ไม่ผิด”

หานเจวี๋ยตอบรับ เขาไม่กลัวว่าฉิวซีไหลจะรู้อยู่แล้ว

ฉิวซีไหลกล่าวว่า “สำหรับจักรพรรดินีผืนพิภพ เจ้าไม่อาจไว้ใจอย่างเต็มที่ได้ ถึงอย่างไรนางก็แบกรับหนี้โลหิตของเผ่าจอมเวทอยู่ อย่าได้ถูกนางฉุดลากไปด้วย”

“ขอบพระคุณสำหรับคำเตือนจากอริยะท่าน”

“อืม สำหนักพุทธก็เตรียมจะเผยตัวสู่โลกาในไม่ช้านี้ เมื่อถึงเวลาจงส่งฉู่ซื่อเหรินไปดูแลสำนักพุทธเถอะ”

“ขอรับ”

“ส่วนเรื่องแย่งชิงตำแหน่งอริยะ เจ้าต้องหาทางเอาเอง ปราณม่วงอนธการที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งอริยะจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของเจ้า”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณความหวังดีของท่าน”

“อืม”

ฉากฝันพังทลายลง

หานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เริ่มทะลวงขั้นทันที

สำหรับคำพูดของฉิวซีไหล เขาถือว่าเป็นการผายลมทั้งสิ้น

ทะลวงขั้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน!

ยี่สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงขั้นได้สำเร็จ!

ไอพลังมหาศาลแผ่กระจายออกมาจากอารามเต๋าของเขา ทำให้เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต้องเหลียวมอง

หานเจวี๋ยทะลวงระดับหรือว่าทำความเข้าใจพลังวิเศษอยู่กันนะ

แม้แต่เต้าจื้อจุนที่อยู่ในระดับต้าหลัวก็รู้สึกหายใจไม่ออกเช่นกัน

ห่างชั้นกันมากเกินไปแล้ว!

หานเจวี๋ทำให้ตบะเสถียรพลางตรวจดูหน้าต่างค่าสถานะของตนไปด้วย

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 13987/3, 290, 009, 999, 999, 999, 999, 999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]

[ตบะ: ระดับเตรียมเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าระยะกลาง]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ (ระดับมหามรรค) วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคต้นกำเนิด]

….

อายุขัยเพิ่มขึ้นมาเกือบสามเท่า!

ยอดเยี่ยม!

อายุขัยของหานเจวี๋ยในปัจจุบันนี้เข้าใกล้ขั้นอมตะแล้ว แม้แต่แดนเซียนก็ยังไม่แน่ว่ามีจะอายุยืนยาวถึงเพียงนี้

ไม่เลว!

วันหน้าต้องก่อคลื่นลมให้อริยะมิ่งจีได้แน่!

หานเจวี๋ยหลับตาลง ทำให้ตบะเสถียรต่ออย่างเงียบๆ

เวลาผ่านไปอีกสามสิบปี ตบะของเขามั่นคงสมบูรณ์ในที่สุด

จากนั้น เขาใช้เวลาอีกหลายเดินเพื่อยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ แล้วฝึกฝนร่างจำลองเทพมารต่อ

ยี่สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารเก้าตน อันได้แก่เทพมารอัสนีบาต เทพมารเจ้าเหมันต์ เทพมารอเวจี เทพมารโลหิต เทพมารเยือกแข็ง เทพมารสาดแสง เทพมารเมฆหมอก เทพมารเร้นลับ เทพมารอาฆาต

ตอนนี้ หานเจวี๋ยครอบครองร่างจำลองเทพมารไว้ทั้งหมดยี่สิบสองตนแล้ว!

เมื่อสำแดงร่างจำลองเทพมารทั้งยี่สิบสองตนออกมา ต่อให้อริยะมาโจมตีเขา ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบลมหายใจ

ระดับที่ต่ำกว่าอริยะลงมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หานเจวี๋ยล้วนสังหารได้ในชั่วพริบตา!

ระดับพลังก้าวหน้าขึ้นเพียงขั้นเดียว ทว่าพลังของหานเจวี๋ยกลับพัฒนาการไปอย่างก้าวกระโดด!

หานเจวี๋ยไม่ได้หลอมกลั่นปราณเทพมารในโลกดาราเพิ่ม แต่หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งอริยะมิ่งจี

อายุขัยเพิ่มคืนมา แถมยังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวด้วย ดังนั้นต้องสาปแช่งเขาเพื่อหาความสำราญ!

ห้าวันผ่านไป

อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง

สายตาของหานเจวี๋ยจับจ้องจอหน้าต่างค่าสถานะของตน พลางเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดูไปในเวลาเดียวกัน

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านก่อร่างสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการ]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านฝ่าทะลวงพันธนาการแห่งมรรคาสวรรค์ ก้าวเข้าสู่ระดับครึ่งอริยะ]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านทำความเข้าใจมรรควิถีเผ่าสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[ผานซินสหายของท่านทำลายผนึกเผชิญกับการโจมตีจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

….

หลี่เต้าคงสำเร็จเป็นครึ่งอริยะ คาดไม่ถึงเลย ทว่าก็ยังนับว่าสมเหตุสมผลอยู่

ถึงอย่างไรหลี่เต้าคงก็เป็นศิษย์ใหญ่แห่งนิกายเหริน ฝ่ามหาเคราะห์มาแล้ว ตบะจะไม่ก้าวหน้าดุจโบยบินได้หรือ

คาดว่าหลี่มู่อีคงมีส่วนช่วยผลักดันไม่น้อยเลย

เจียงตู๋กูที่น่าสงสาร ยามนี้สู้หลี่เต้าคงไม่ได้แล้ว

หานเจวี๋ยสนใจใคร่รู้ในเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณยิ่งนัก คนผู้นี้เป็นใครกันแน่

วันหลังค่อยลองถามดูแล้วกัน

เขาไม่อาจใช้ระบบวิวัฒนาการเพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวได้ จำเป็นต้องใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

มิเช่นนั้นในแดนเซียนมีเรื่องราวที่มิอาจหยั่งรู้ได้มากมายเหลือเกิน หากหานเจวี๋ยไล่ถามไปทีละข้อจริงๆ ต่อให้มีอายุขัยมากแค่ไหนก็คงไม่พอให้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย

อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงอย่างต่อเนื่อง

พันล้านปี!

หมื่นล้านปี!

แสนล้านปี!

ล้านล้านปี!

สองล้านล้านปี!

….

ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

ภายในตำหนักหลังใหญ่ อริยะมิ่งจีขยับมือเดินลมปราณ ต่อต้านพลังสาปแช่งประหลาด

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่สมควรตาย พลังสาปแช่งทวีความแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ยังกล้าเสแสร้งอยู่อีก ต้องเป็นอริยะแน่นอน!”

อริยะมิ่งจีสบถด่า พลังสาปแช่งครานี้เกินกว่าพลังของระดับครึ่งอริยะไปแล้ว

แต่เขาก็มิได้ตื่นตระหนกลนลาน ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้

เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป หัวคิ้วของอริยะมิ่งจียิ่งขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ

จิตมารที่เขาสะกดไว้ก่อนหน้านี้โผล่ออกมาอีกครั้ง

“เจ้าเป็นอริยะผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดยังต้องมองสีหน้าของอริยะรายอื่นอีกเล่า”

“เจ้ามิได้พึ่งพามรรควิถีของบรรพชนเต๋า ไม่มีดวงชะตาสำนัก พึ่งพาตนบำเพ็ญจนสำเร็จเป็นอริยะ เจ้าต่างหากเป็นผู้กำหนดชะตา!”

“สำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคาเถิด ทำลายมรรควิถีของอริยะทั้งหมดเสีย!”

อริยะมิ่งจีเมินเฉยต่อการปลุกปั่นของจิตมาร ใช้พลังเวทอันไร้ขีดจำกัดปกป้องมรรคจิตของตน

เวลาล่วงเลยไประยะหนึ่ง

พลังเวทของเขาเริ่มไม่มั่นคง พลังสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทะยานไปถึงจุดที่น่าหวาดหวั่นแล้ว

“เป็นผู้ใดกันแน่…”

อริยะมิ่งจีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พลังสาปแช่งระดับนี้ เขานึกถึงอริยะรายหนึ่ง

อริยะรายหนึ่งที่มิใช่อริยะแห่งมรรคาสวรรค์!

หลี่มู่อีแห่งนิกายเหริน!

มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง!

หลี่มู่อีไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย อีกทั้งมิใช่อริยะมรรคาสวรรค์ หากว่าหลี่มู่อีสาปแช่งเขา เขาก็ยากจะทำนายถึงได้จริงๆ

อีกทั้งหลี่มู่อีมีฐานะเป็นเจ้านิกายเหริน ซ้ำยังดูแลอีกสองสำนักเต๋าที่เหลือควบคู่กันไปด้วย หากกำจัดอริยะที่เหลือไป จะเป็นผลดีต่อสำนักเต๋าจริงๆ

อริยะมิ่งจีพลันกระจ่างแจ้งในทันใด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา

….

ยามที่อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงไปสิบแปดล้านล้านปี ในที่สุดเขาก็เห็นจดหมายเกี่ยวกับอริยะมิ่งจี เขาหยุดสาปแช่งทันที

[อริยะมิ่งจีศัตรูคู่อาฆาตของท่านมรรคจิตปรากฏรอยแตกร้าว จิตมารผงาด เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]

พอแล้ว!

คุ้มค่าแล้ว!

สำหรับอริยะ คิดสาปแช่งให้ตายในครั้งเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หานเจวี๋ยเพียงต้องการทรมาน ทรมานเขาให้ตาย

หลังจากพักผ่อนอยู่หลายวัน หานเจวี๋ยก็เริ่มสาปแช่งต่อ ครั้งนี้เขาสาปแช่งฉิวซีไหล

ถึงแม้ฉิวซีไหลจะเคยให้ความช่วยเหลือเขาในมหาเคราะห์ แต่คนผู้นี้คิดจะหลอกใช้เขา ซ้ำยังเอาตำแหน่งอริยะมาล่อลวงเขาอีก

หานเจวี๋ยสาปแช่งฉิวซีไหล เพราะคิดจะตักเตือนเขาเล็กน้อยเท่านั้น

เพื่อกันไม่ให้คนผู้นี้อยู่ว่างจนรัวคำร้องมารบกวนเขาอยู่เรื่อยๆ

สาปแช่งอยู่ห้าวัน หานเจวี๋ยถึงเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย

หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเล็กน้อย เริ่มยืดเส้นยืดสาย

นี่เป็นเคล็ดลับที่เขาเรียนรู้มาในชาติก่อน ท่าบริหารอินทรีทะยาน

เป็นเพียงความคะนึงถึงอดีตเท่านั้น หานเจวี๋ยเป็นครึ่งอริยะ ไม่จำเป็นต้องยืดเส้นยืดสาย

เขาทำกายบริหารพลางใช้พลังจิตสอดส่องสถานการณ์ภายในอาณาเขตเต๋าไปด้วย

ระยะนี้มีสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าหลายชนิดแปลงกลายได้แล้ว ล้วนเป็นเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ารายก่อนๆ ที่ติดสอยห้อยตามหานตั้วเทียน มาเยี่ยมๆ มองๆ สอดส่องลู่ทางในเขตเซียนร้อยคีรีเป็นครั้งคราว ไม่ทราบเช่นกันว่ากำลังหาลู่ทางทำอะไรอยู่


หลังจากออกกำลังกายแล้ว หานเจวี๋ยก็ก้าวออกมาจากอารามเต๋าและถ่ายทอดเสียงเรียกทุกคน เตรียมพร้อมแสดงธรรม

เมื่อได้ยินว่าหานเจวี๋ยจะแสดงธรรม ทุกคนพากันไปยังภูเขา

ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างหุบเขาสองลูก กลายเป็นสถานที่แสดงธรรมของสำนักซ่อนเร้น

ทุกคนตั้งตารอคอยการแสดงธรรมจากหานเจวี๋ยอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่สิ้นสุดการแสดงธรรม พวกเขาต่างก็ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ

การแสดงธรรมครั้งนี้ หานเจวี๋ยตัดสินใจพูดถึงมหามรรคต้นกำเนิด

รีบดึงเผ่าเอกามาเป็นพวกให้เร็วที่สุดก่อนดีกว่า จักรพรรดินีผืนพิภพจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้อีก

หากเผ่าเอกาบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิดได้ครบหมดทุกคนแล้ว พวกเขาก็จะติดตามหานเจวี๋ยต่อไปในภายภาคหน้า!

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในเขตเซียนร้อยคีรีก็แอบฟังธรรมไปด้วย ซึ่งหานเจวี๋ยก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง

หานเจวี๋ยไม่กลัวว่าจะถูกขโมยความรู้ไปแม้แต่น้อย

ตราบใดที่ฝึกบำเพ็ญมหามรรคต้นกำเนิด ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเลื่อมใสในตัวเขากันทั้งสิ้น

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมอริยะถึงขยันแสดงธรรมแก่สรรพชีวิตทั้งหลาย

เพราะมีอริยะจำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อริยะจะแสดงธรรมต่อหน้าธารกำนัลได้โดยตรง ทำได้เพียงเชิญผู้ทรงพลังมาที่สวรรค์ชั้นฟ้าที่สามสิบสามบ้างเป็นครั้งคราว

กาลเวลาดำเนินไปเช่นนี้

คืนวันผันผ่าน

ห้าสิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา

หานเจวี๋ยกลับมายังอารามเต๋า พร้อมกับดวงจิตประหลาดที่ติดตามมาด้วย

หานเจวี๋ยจ้องมองดวงจิตประหลาดที่ไม่ค่อยได้เจอในยามปกติ แล้วก็กล่าวด้วยรอยยิ้มทอดถอนใจ “เวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน”

ดวงจิตประหลาดมาอยู่ข้างหลังและเริ่มถูไถตัวเขา

หานเจวี๋ยตระหนักว่าตนเองนั้นแก่เหลือเกิน ถึงได้รู้สึกโหยหาวันเวลาที่ผ่านไปอยู่ตลอด

เขาแก่แล้วจริงๆ อายุปาเข้าไปหมื่นกว่าปีแล้ว

หนึ่งหมื่นปี ยาวนานพอที่จะเปลี่ยนผืนทะเลเป็นทุ่งนา เผ่าพันธุ์ต่างๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนไป

โหยหาก็ส่วนโหยหา แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องอุทิศตนเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อไป

หานเจวี๋ยเริ่มที่ควบรวมปราณเทพมารภายในโลกดารา สร้างเป็นร่างจำลองเทพมารออกมา

ไม่ต้องกล่าวถึงเทพมารสามพันตน ลำพังแค่ร่างจำลองเทพมารหนึ่งส่วนจากสามพันตนเขายังสร้างไม่สำเร็จเลยด้วยซ้ำ

แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ในช่วงเวลาบำเพ็ญที่แสนยาวนานและน่าเบื่อหน่าย จำต้องมีภารกิจท้าทายกันบ้าง

เป้าหมายระยะใกล้แต่ละอย่าง จะพาเขาไปสู่เป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปได้


สวรรค์ชั้นฟ้าที่สิบสาม เผ่าสวรรค์

ภายในพระราชวังสีทองเรืองรอง จี้เซียนเสินและฟางเหลียงประจันหน้ากัน

จี้เซียนเสินเดินกลับไปกลับมา สองมือไพล่หลัง คิ้วขมวดแน่น

ฟางเหลียงกล่าวอย่างหมดความอดทน “ท่านจะเดินไปเดินมาอีกนานหรือไม่ ท่านเป็นถึงบรรพชนสวรรค์เชียวนะ!”

จี้เซียนเสินหยุดเดิน แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ให้ข้าร้อนใจได้หรือ พวกอริยะกล่าวว่าจะเลือกอริยะคนใหม่ และอริยะผู้นี้ก็ไม่ได้มาจากเผ่าสวรรค์ ต่อไปจะมีกลุ่มอิทธิพลใหม่ที่ขึ้นมาต่อกรกับเผ่าสวรรค์อีกน่ะสิ!”

เพียงพูดถึงเรื่องนี้ จี้เซียนเสินก็กระทืบเท้าดังปัง

เผ่าสวรรค์มีผู้คนหลากหลาย แต่ไม่มีพรรคพวกของเขาคนใดที่แข็งแกร่งพอจะชิงตำแหน่งอริยะ

ตอนนี้จี้เซียนเสินรู้สึกเกลียดตัวเองที่เกิดช้าเกินไป หากว่าเขาเกิดเร็วกว่านี้สักสองถึงสามหมื่นปี บางทีเขาอาจจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งอริยะเสียเองก็เป็นได้!

ฟางเหลียงกล่าว “อันที่จริงไม่จำเป็นต้องกังวล อริยะไม่ได้กล่าวว่าจะประกาศตำแหน่งอริยะเมื่อใด มหาเคราะห์ก่อนหน้านี้เพิ่งสิ้นสุดไปได้ไม่นาน ต่อให้เป็นครึ่งอริยะที่ต้องการพิสูจน์มรรคเป็นอริยะก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายปี”

สีหน้าของจี้เซียนเสินอ่อนลงเล็กน้อย คิดว่าคำพูดดังกล่าวฟังดูมีเหตุผล

ทว่าจู่ๆ เขาก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ย “อาจารย์ปู่ของเจ้าขับไล่หลี่เต้าคงไปได้ไม่ใช่หรือ หรือจะส่งเขาไปชิงตำแหน่งอริยะดี”

ฟางเหลียงกล่าวด้วยความลำบากใจ “เห็นทีคงจะไม่ดีเท่าไร อาจารย์ท่านไม่ชอบให้ถูกรบกวน…”

“เจ้าเขลาหรืออย่างไร หากเขากลายเป็นอริยะ ภายหน้ายังจะมีใครกล้ารบกวนเขาอีกอย่างนั้นหรือ เป้าหมายสูงสุดในการบำเพ็ญของเขาไม่ใช่การเป็นอริยะหรืออย่างไร พวกเรามอบโอกาสวาสนาให้เขาถึงเพียงนี้ เขามีแต่จะยิ่งรู้สึกยินดี”

จี้เซียนเสินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึกว่าตั้งแต่สิ้นสุดมหาเคราะห์สติของฟางเหลียงก็ไม่ค่อยปกติเท่าไรนัก เมื่อก่อนออกจะเป็นเด็กเฉลียวฉลาด ต้องโทษพวกอริยะที่อยู่เบื้องบนทั้งหลาย

ฟางเหลียงกล่าวพลางถอนใจ “ก็ได้ ข้าจะลองถามดู”


หลังจากสิ้นสุดการแสดงธรรม เวลาก็ผ่านไปอีกยี่สิบปี

อยู่มาวันหนึ่ง หานเจวี๋ยก็รู้สึกถึงจิตรับรู้ที่ส่งผ่านมาถึงป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ เขาจึงหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา

“ว่าอย่างไร”

“อาจารย์ปู่?”

“อืม”

“ข้ามีโอกาสวาสนาจะมอบให้แก่ท่านขอรับ”

“ไสหัวไป!”

“หา?”

“เจ้าคิดจะวางกับดักอาจารย์ปู่ตัวเองหรืออย่างไร”

“ไม่ใช่นะขอรับ โอกาสวาสนาครั้งนี้ไม่เหมือนวาสนาทั่วไป เกี่ยวกับเรื่องพิสูจน์มรรคเป็นอริยะขอรับ!”

“เจ้ามีปราณม่วงอนธการหรือไม่”

“ข้าไม่มี พิสูจน์มรรคจำต้องใช้ปราณม่วงอนธการด้วยหรือขอรับ”

“แน่นอน อริยะที่หนุนหลังเจ้าไม่เคยบอกเจ้าหรืออย่างไร ตอนนี้อริยะทุกคนต่างอวดตนว่ามีปราณม่วงอนธการ ทว่าทั้งหมดล้วนเป็นเพียงแผนการที่หลอกล่อให้ผู้คนมาแย่งชิงตำแหน่งอริยะเท่านั้น เจ้าเองก็อย่าไปหลงกลง่ายๆ”

“เข้าใจแล้วขอรับ”

หลังจากตัดการเชื่อมต่อจิตรับรู้ ฟางเหลียงก็ไปหาจี้เซียนเสินทันที

หานเจวี๋ยเก็บป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละเหี่ยใจ “อริยะหนอ ช่างโป้ปดปลิ้นปล้อนไปทั่วเสียจริง”

อริยะพวกนี้โกหกหน้าตายกันหมดเลยหรืออย่างไร?

ปราณม่วงอนธการนั้นอยู่ในมือของเจ้าแม่หนี่ว์วา อริยะเหล่านั้นไม่มีแม้แต่ความกล้า แต่ก็ยังยืนหยัดอวดตนว่ามีฐานะเป็นอริยะอีก

กลัวก็แต่บุตรแห่งสวรรค์จะถูกอริยะผู้อื่นชิงตัวไป

หานเจวี๋ยเลิกคิดมาก และเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ

อีกด้านหนึ่ง

เมื่อฟางเหลียงได้พบกับจี้เซียนเสินแล้ว เขาก็ถ่ายทอดคำพูดของหานเจวี๋ยออกไป

จี้เซียนเสินมีสีหน้าเศร้าสลด เขาถ่ายทอดเสียงไปหาฟางเหลียง “ท่าทางอริยะจะมีเจตนามุ่งร้าย หวังให้พวกเราแตกคอกันเอง”

ฟางเหลียงตอบกลับ “ถูกต้อง หากไม่ได้อาจารย์ปู่เตือนสติ พวกเราคงจะถูกอริยะชักจูง แต่ว่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าพวกเราไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป คนอื่นๆ ที่ต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งอริยะก็จะต่อสู้กันเสียเปล่า อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมพลังให้กับกลุ่มอิทธิพลของเราไปในตัวด้วย”

“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ข้าฝากขอบคุณอาจารย์ปู่ของเจ้าด้วย”

“ไม่มีปัญหา”

“แต่จะว่าไป สิ่งที่อาจารย์ปู่ของเจ้าพูดมา ไม่ได้แปลว่าเบื้องหลังของเขาเองก็มีอริยะให้การสนับสนุน หรือคอยติดต่อกับเขาอยู่หรอกหรือ”

“เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”

“ก็จริง”

จี้เซียนเสินตกอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่อาจรู้ได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


มหาสมุทรไร้ที่สิ้นสุด ลึกลงไปใต้ทะเล มีพระราชวังลับซ่อนอยู่ในเงามืด

หลงเฮ่ากำลังนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญ วิญญาณตนหนึ่งขดตัวโอบล้อมกายของเขาอยู่ นั่นก็คือเฮ่าเทียน

เฮ่าเทียนดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าเขาพลันเคร่งเครียดขึ้นมา

หลงเฮ่าลืมตาขึ้น และเอ่ย “เจ้าคิดหาทางได้แล้วหรือ”

เฮ่าเทียนกล่าว “จะคิดออกเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร ข้าแค่รู้สึกว่าเรื่องตำแหน่งอริยะนี่ไม่ชอบมาพากล หากอริยะมีปราณม่วงอนธการอยู่จริง ก็ควรจะเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด เหตุใดจึงจะเอามาป่าวประกาศไปทั่วเช่นนี้”

หลงเฮ่าถาม “มีอุบายอย่างนั้นหรือ”

เฮ่าเทียนไม่พูดอะไร แค่ล่องลอยไปมา

หลงเฮ่าถอนหายใจ และพึมพำ “ถ้ารู้เช่นนี้ ข้าคงไม่ไปจากสำนักซ่อนเร้น หากข้ายังอยู่ในสำนักซ่อนเร้น เวลานี้ข้าก็คงได้ปิดด่านฝึกฝนอย่างสบายใจ และตอนนี้ก็คงจะทะลวงระดับต้าหลัวไปแล้ว หลังจากทะลวงระดับต้าหลัว ข้าจะฝึกบำเพ็ญกับอาจารย์ต่อไป ไม่แน่ข้าอาจจะใช้พลังของข้าพิสูจน์มรรคได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปราณม่วงอนธการอะไรนั่น…”

เขาเริ่มพูดออกมาโดยไม่คิด ทำให้เฮ่าเทียนรู้สึกโกรธเกรี้ยว

นับตั้งแต่ที่มหาเคราะห์สิ้นสุดลง หลงเฮ่าก็เอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้ตลอดเวลา นั่นก็เป็นเพราะเขารู้สึกเสียใจ

เฮ่าเทียนไม่มีที่ว่างให้กับความรู้สึกเสียใจ เขาเพียงแต่รู้สึกอับจนหนทาง

เขาพลาดโอกาสมากมายเกินไป ตอนนี้ถูกอริยะหลายคนกำราบ ไม่อาจกลับตัว

อริยะยังเป็นเพียงชนรุ่นหลังของเขาเสียด้วยซ้ำ

ความทุกข์ทรมานในหัวใจของเขานั้นมากมายเกินใคร

“ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปด้วยกันเถิด ข้าจะแนะนำเจ้าให้ท่านอาจารย์ได้รู้จัก ขอเพียงเจ้าแสดงความภักดีออกมา เขาต้องรับเจ้าเข้าสำนักอย่างแน่นอน!” หลงเฮ่ากล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เฮ่าเทียนขมวดคิ้วมุ่น และกล่าวว่า “ให้ไปขอฝากตัวเข้าสำนักของเขาน่ะหรือ ”

หลงเฮ่ากล่าว “เจ้าลองดูสำนักซ่อนเร้นของพวกข้าเสียก่อน นอกจากตัวข้าแล้ว ยังมีผู้ที่ได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์อยู่อีก เจ้าลืมเรื่องงานชุมนุมเผ่าสวรรค์ครั้งก่อนหน้าไปแล้วหรือ สำนักซ่อนเร้นยังมีจักรพรรดิเซียนอยู่อีกถึงสองร้อยคน นี่หมายความว่าอย่างไรเจ้ารู้หรือไม่ หมายความว่าอาจารย์ของข้ากำลังสั่งสมกำลังพลอยู่น่ะสิ! ว่ากันว่าแม้แต่เต้าจื้อจุนและเจียงอี้ยังเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น เจ้าเองน่าจะรู้ซึ้งถึงคุณสมบัติของพวกเขาอยู่แล้ว”


“ดูเหมือนว่าอาจารย์ของเจ้าจะมีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมากฝีมือ สามารถจัดการกับอริยะได้อยู่หมัด” เฮ่าเทียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ

เขาให้ความสนใจในตัวหานเจวี๋ยมาโดยตลอด ในมหาเคราะห์ครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าในกลุ่มอิทธิพลทั้งหลายจะมีคนที่เกี่ยวข้องกับเขาอยู่เกือบทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหานเจวี๋ยสามารถช่วยชีวิตคนเหล่านั้นได้ แม้แต่ซูฉีผู้มีบาปหนาก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากอริยะ

บางทีการเข้าร่วมกับหานเจวี๋ยอาจจะเป็นหนทางที่ดีจริงๆ ก็ได้

เพียงแต่เฮ่าเทียนยังไม่แน่ใจว่าหานเจวี๋ยยืนอยู่ฝั่งของอริยะท่านใดกันแน่

หลงเฮ่ายิ้มและกล่าว “หากเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นของข้า แม้ว่าอาจจะแผลงฤทธิ์ยากเสียหน่อย แต่อย่างน้อยก็ฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ เจ้าสามารถค่อยๆ ฟื้นฟูตบะของเจ้าให้กลับมาได้อย่างไร้กังวล รอให้เจ้าก้าวสู่จุดสูงสุดเมื่อไร ค่อยออกไปผจญภัยอีกครั้ง ไม่ดีหรือ”

เฮ่าเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ


แดนเซียนยิ่งคึกคักมากเท่าไร สัตว์อสูรก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าก็เช่นกัน

ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าและสัตว์อสูรคือพวกแรกเป็นพวกทรงภูมิปัญญา

สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าส่วนใหญ่จะไม่สามารถแปลงร่างได้ พวกสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มักจะถูกเหล่าสัตว์อสูรเข่นฆ่า ส่วนพวกที่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้นพบว่าการกินสัตว์อสูรสามารถทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งระหว่างสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าและสัตว์อสูรจึงคุกรุ่น

วันเวลาผันผ่านไปราวติดปีก

หนึ่งพันปีผ่านพ้นไปอีกครา

ตบะของหานเจวี๋ยพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าจะคืบหน้าไปไม่รวดเร็วเท่ากับที่ผ่านมา แต่แค่รู้สึกถึงได้ก็นับว่าดีมากแล้ว

คนเราต้องรับรู้ถึงผลสำเร็จ ถึงจะมีแรงจูงใจให้ก้าวไปข้างหน้า

ในช่วงเวลาหนึ่งพันปีนี้ เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นเองก็ก้าวหน้าไปไม่น้อย

จินกังนู่และจอมปีศาจคุกรัตติกาลก้าวเข้าสู่ระดับเทพในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองต่างบรรลุมหามรรคต้นกำเนิดที่รับถ่ายทอดมาจากหานเจวี๋ย

คนที่ฝึกมหามรรคต้นกำเนิดมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง

ลำพังแค่พวกเต้าจื้อจุนฝึกมหามรรคต้นกำเนิด หานเจวี๋ยก็รู้สึกได้ว่ามหามรรคต้นกำเนิดนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว

แม้ว่าเขาเองก็ต้องหยั่งรู้มหามรรคต้นกำเนิดเช่นกัน แต่เนื่องจากเขาเป็นผู้สรรค์สร้างมหามรรคต้นกำเนิดขึ้นมา เขาจึงสามารถสัมผัสได้ว่ามหามรรคต้นกำเนิดแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน

อยู่มาวันหนึ่ง

โจวฝานมาขอพบหานเจวี๋ย

“ไม่อนุญาต” หานเจวี๋ยตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

นึกแล้วว่าโจวฝานต้องการจะไปจากสำนัก!

จะยอมได้อย่างไร!

โจวฝานขมวดคิ้วและกล่าวว่า “หากเรายังไม่เคลื่อนไหวอีก อาณาเขตทั้งสามของสำนักซ่อนเร้นจะถูกยึดครองอย่างแน่นอน”

หานเจวี๋ยกล่าว “อยากยึดก็ยึดไป เจ้าฝึกบำเพ็ญให้ถึงระดับครึ่งอริยะเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน จนกว่าจะถึงตอนนั้น เจ้าอย่าหวังที่จะได้ออกไปข้างนอกเลย”

โจวฝานเป็นร่างจำลองของอริยะเจ็ดวิถี ออกไปก็คงไม่ตาย แต่จะก่อปัญหาใหญ่หลวงอย่างแน่นอน

หานเจวี๋ยต้องกักตัวโจวฝานเอาไว้ที่นี่ ให้เขาฝึกมหามรรคต้นกำเนิด เมื่อเวลาผ่านไปอริยะเจ็ดวิถีย่อมไม่กล้าที่จะมารังควานโจวฝานอีก

เมื่อโจวฝานแข็งแกร่งพอ อริยะเจ็ดวิถีก็จะไม่กล้าหมายหัวหานเจวี๋ยอีก หากหานเจวี๋ยสิ้นลม ผู้ฝึกมหามรรคต้นกำเนิดทั้งหมดจะต้องพบเจอหายนะ รวมถึงโจวฝานด้วย

“ครึ่งอริยะ? เช่นนั้นต้องใช้เวลานานเท่าไร”

สีหน้าของโจวฝานตกตะลึง แม้ว่าตัวเขาจะมีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลแล้ว แต่หากจะฝึกบำเพ็ญให้บรรลุระดับครึ่งอริยะนั้น…

เขาจ้องมองหานเจวี๋ยแล้วถาม “เจ้าเป็นครึ่งอริยะแล้วหรือ”

“หืม?”

“ข้าถามเจ้าอยู่”

“เจ้าเรียกอาจารย์ว่าอะไรนะ ดูเหมือนว่าช่วงนี้ข้าคงจะปล่อยปละละเลยเจ้าไปหน่อยกระมัง ไป ไปทำแบบจำลองการทดสอบเดี๋ยวนี้!”

หานเจวี๋ยบังคับโจวฝานให้เข้าร่วมแบบจำลองการทดสอบโดยไม่สนความสมัครใจของโจวฝาน

ไม่กี่วันต่อมา

โจวฝานเดินออกมาจากอารามเต๋า สีหน้าหมองเศร้า สองมือใต้แขนเสื้อสั่นเทาเล็กน้อย

ไก่คุกรัตติกาลโผล่มาวนเวียนใกล้ๆ ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่ มันยิ้มและถามขึ้น “ไอ้ลูกหมา เป็นอะไรไปน่ะ”

โจวฝานไม่ตอบ เขาเดินกลับที่พักของตนอย่างหมดอาลัยตายอยาก สภาพเหมือนศพเดินได้

ไม่นานเรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปทั่ว

ศิษย์คนอื่นๆ ที่คิดอยากจะไปจากสำนักก็ไม่กล้าขอพบหานเจวี๋ยอีก

พวกเขาคาดเดากันว่าต่อไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในโลกาสวรรค์ ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงไม่ยอมให้พวกเขาออกจากสำนัก

ฉันพลัน สายสมแห่งการฝึกบำเพ็ญอันทรหดก็พัดผ่านมาสู่สำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง

สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยสาปแช่งอริยะมิ่งจีเสร็จก็ออกมาจากอารามเต๋า เดินเล่นไปรอบๆ เขตเซียนร้อยคีรี

ดวงจิตประหลาดลอยตามหลังเขาไป จนถึงทุกวันนี้ นอกจากหานเจวี๋ยแล้วก็ยังไม่มีใครมองเห็นดวงจิตประหลาด

ศิษย์สำนักซ่อนเร้นเกือบทุกคนต่างฝึกบำเพ็ญกันหมด ยกเว้นเพียงคนเดียว นั่นคือหานตั้วเทียน

หานตั้วเทียนเรียกสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ บริเวณหุบเขา

หานเจวี๋ยเดินมาถึงยอดเขา และเฝ้ามองเขาอย่างเงียบๆ

“หืม?”

หานเจวี๋ยทำสีหน้าแปลกใจ ‘เจ้าหมอนี่กำลัง…ฝึกทหารอยู่หรือ’

เขาเห็นหานตั้วเทียนยืนอยู่ด้านหน้าสุด สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าต่างก็กำลังเลียนแบบท่าทางเตะต่อยของเขา

‘น่าสนใจ’

หานเจวี๋ยเฝ้าดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะจากไป เขาไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับหานตั้วเทียนนัก

หานเจวี๋ยเดินมาถึงเขตของเผ่าเอกา เผ่าเอกาทั้งหมดกำลังฝึกบำเพ็ญ ทำให้ทั่วทั้งดินแดนเงียบสงัด

พฤติกรรมของเผ่าเอกาทำให้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างมาก

ในตอนนั้นเอง หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่หายไปนาน

หลงเฮ่า!

‘เจ้าเด็กนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร’

หานเจวี๋ยเกือบลืมหลงเฮ่าไปแล้ว

หลงเฮ่าอยู่ข้างนอกเขตเซียนร้อยคีรี กำลังซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง

หานเจวี๋ยตรวจสอบหาศัตรูตัวที่แข็งแกร่งที่อยู่ใกล้ๆ นอกเขตเซียนร้อยคีรีมีเพียงหลงเฮ่าผู้มีตบะปฐมเทพขั้นหนึ่งเท่านั้น

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กระตุ้นของวิเศษในกายทั้งหมด หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราพลันเปล่งแสงเทพออกมาปกคลุมร่างของเขา

ลึกเข้าไปในถ้ำภูเขา หลงเฮ่ารู้สึกได้ถึงแสงอันเจิดจ้าที่ปรากฏขึ้น เขาลืมตาและมองออกไป เห็นเพียงร่างของหานเจวี๋ย ทว่าไม่อาจมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้

หลงเฮ่าลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจ เตรียมพร้อมรับการปะทะ

แต่ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “อาจารย์?”

หานเจวี๋ยตอบ “ข้ายังเป็นอาจารย์ของเจ้าอยู่อีกหรือ”

หลงเฮ่ารีบร้อนคุกเข่าลง และกล่าวออกมาด้วยความเคารพยำเกรง “เป็นอาจารย์หนึ่งวัน นับเป็นอาจารย์ชั่วชีวิต!”

“แม้แต่พ่อแท้ๆ เจ้ายังปลิดชีพได้ลงคอ ข้าไม่กล้ารับเจ้าเป็นศิษย์อีกต่อไปแล้ว หากวันใดเจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วหันมาสังหารข้าทิ้งเสียจะทำเช่นไร”

น้ำเสียงของหานเจวี๋ยฟังดูถากถางอย่างยิ่ง

หลงเฮ่าล่าวด้วยความอึดอัดใจ “ข้าเพียงแต่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจเท่านั้น หาได้มีเจตนาจะสังหารท่านพ่อ วังสวรรค์ภายใต้การปกครองของเขา เดินทางมาถึงทางตันแล้ว เขารักษาคำสัตย์ต่อบรรพชนเต๋าอย่างคนหูตามืดบอด คิดอยากจะปกป้องราษฎรในไตรภพ ทว่ากลับรังแกคนอ่อนแอ โอนอ่อนต่อผู้แข็งแกร่ง เช่นนี้แล้ววังสวรรค์จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร แม้แต่เผ่ามังกรแท้เองยังดูถูกดูแคลนเขา”

“ในอดีตที่ผ่านมา กลุ่มอิทธิพลทั้งสี่ วังสวรรค์ วังเทพ สำนักพุทธ และวังปีศาจต่างฝ่ายต่างแสดงละครเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกัน แต่เขาเป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์จะลดตัวลงมาเสมอกับผู้อื่นได้อย่างไร! เขาไม่คู่ควรกับตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์! เขาสูญเสียบารมีแห่งจักรพรรดิสวรรค์ไปจนสิ้นแล้ว!”

ยิ่งพูด หลงเฮ่าก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดดวงตาของเขาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ

เห็นได้ชัดว่าเขาเก็บคำพูดเหล่านี้เอาไว้นานมากแล้ว

หานเจวี๋ยเอ่ยตัดบท “ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่อยากรู้ด้วย เรื่องที่ข้าอยากรู้ก็คือเจ้ากลับมาทำไม”

หลงเฮ่ากัดฟันพูด “ข้าอยากกลับเข้าสำนักซ่อนเร้นอีกครั้งขอรับ”

“มาซ่อนตัวชั่วคราว แล้วกลับออกไปก่อเรื่องใหม่อีกครั้งน่ะหรือ? เจ้าเห็นสำนักซ่อนเร้นเป็นอะไร”

“ไม่ขอรับ…ต่อไปในภายหน้าข้าจะไม่ออกไปจากสำนักเด็ดขาด หากไม่มีคำสั่งจากท่าน!”

“ไปคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่หน้าเขตเซียนร้อยคีรี คุกเข่าคำนับ พร้อมทั้งตะโกนว่าเจ้าผิดไปแล้ว ทำเช่นนั้นไปหนึ่งพันปี”

“หา?”

หลงเฮ่าตกใจสุดขีด

หานเจวี๋ยไม่สนใจอีกฝ่ายอีก เขาหายตัวไปในชั่วพริบตา

สีหน้าของหลงเฮ่าโศกเศร้าลงทันที

เฮ่าเทียนปรากฏตัวออกมาและกล่าวด้วยความทอดถอนใจ “ครึ่งอริยะ อาจารย์ของเจ้าอย่างน้อยก็ต้องเป็นครึ่งอริยะแน่นอน มิน่าเล่า ดูเหมือนว่าข้อมูลของเจ้าจะผิดพลาด อาจารย์ของเจ้าไม่มีทางอายุแค่หนึ่งหมื่นปีเป็นแน่!”

หลงเฮ่ากล่าวอย่างเจ็บปวด “คุกเข่าหนึ่งพันปี แล้วต้องป่าวร้องสำนึกผิดตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

เฮ่าเทียนกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าอยากกลับไปไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หากข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า คงไม่ลงโทษเจ้าง่ายดายเช่นนี้แน่”