471-475

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 471ถึง475

เซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์ แข็งแกร่งนัก!

รากฐานของนิกายฉ่านช่างลึกล้ำนัก ก่อนหน้านี้ไม่มีข่าวเล็ดรอดออกมาเลย ช่างมีความอดทนจริงๆ

หานเจวี๋ยมองไปที่พวกไก่คุกรัตติกาล เอ่ยถาม “พวกเจ้าถูกจับหรือ”

หานเจวี๋ยที่อยู่ภายใต้แสงเทพอันเจิดจ้าดูประหนึ่งเทพผู้สร้างโลกมาเยือน ช่างเป็นฉากที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจ

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความขุ่นข้อง “นายท่าน มีคนจับตัวพวกเรามาอย่างไร้เหตุผล คิดจะให้พวกเรากลายเป็นทาส!”

เมื่อพวกเจียงอี้เห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้น ต่างก็รู้สึกโล่งใจอย่างอดไม่อยู่

ตอนนี้ในใจของพวกเขา หานเจวี๋ยเป็นตัวตนที่เทียบเคียงกับอริยะไปแล้ว ขอเพียงเขาปรากฏตัวขึ้น อันตรายต้องถูกขจัดไปอย่างแน่นอน

“หืม จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏหรือ ไม่ถูกสิ สมบัติวิเศษติดตัวเจ้าไม่ธรรมดาเลย!”

เสียงหนึ่งดังก้องขึ้น เป็นเสียงของท่าเทียนเกอ

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เป็นแค่เซียนทองต้าหลัวตัวเล็กๆ ก็คิดจะจับตัวคนของข้าแล้วหรือ ปล่อยพวกเขาซะ แล้วข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

ท่าเทียนเกอแค่นเสียง “ท่านช่างโอหังเสียจริง ทำลายพลังวิเศษของข้าให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

หานเจวี๋ยยกมือขึ้น ชูนิ้วกลางข้างขวา

ปราณกระบี่สายหนึ่งพลันพุ่งออกมา!

ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!

หนึ่งดัชนีทลายสวรรค์!

ช่องรับแสงด้านบนถูกฟันขาด ความมืดมิดรอบพื้นที่มิติพังทลายลง ราวกับกระดาษต้องไฟ

พวกหานเจวี๋ยพลันร่วงหล่น จากนั้นก็ร่อนลงบนเนินเขาแห่งหนึ่ง

พวกเขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นท่าเทียนเกอยืนอยู่บนเมฆก้อนหนึ่ง

คนผู้นี้สวมชุดนักพรต คิ้วดั่งดาบโค้งพาดชี้ขึ้นด้านบน สองตาเรียวรี หน้าตาดูชั่วร้าย

ท่าเทียนเกอจ้องหานเจวี๋ยเขม็ง เอ่ยเสียงขรึม “ท่านเป็นใคร!”

[ท่าเทียนเกอเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]

5 ดาว!

แทบเข้าขั้นไม่ตายไม่เลิกราแล้ว!

เยี่ยมมาก เจ้าไม่รอดแล้ว!

หานเจวี๋ยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมาจากนิกายไหน อริยะเข้าสู่โลกไม่ได้ แล้วจะกลัวอันใดเล่า

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นใคร เกรงว่าพูดไปเจ้าจะตกใจตายเอา!”

ท่าเทียนเกอขมวดคิ้ว จี้ถาม “พูดมา…”

ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์พลันก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะหานเจวี๋ย ร่างจำลองยังไม่ทันจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง หมัดของมันก็โจมตีไปทางท้องฟ้าแล้ว

พลังอันน่าหวาดหวั่นทำให้ท้องนภาบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ราวกับจะพังทลายลงทุกเมื่อ

ท่าเทียนเกอยังไม่ทันตอบสนอง ก็ถูกกระแสหมัดของเทพมารขุนพลสวรรค์โจมตีเข้าตรงๆ กายสิ้นจิตมลาย

ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์สลายไปด้วยความรวดเร็ว พวกเจียงอี้ล้วนไม่ทันตั้งตัว

ในสายตาของพวกเขา ครั้นพายุกระโชกหอบหนึ่งกวาดเข้ามา ท่าเทียนเกอก็หายไปแล้ว

เจียงอี้ขวัญผวา นึกถึงตอนที่ตนท้าทายหานเจวี๋ยในแบบจำลองการทดสอบ

หานเจวี๋ยเก็บมือ เรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจสอบ พบว่ารูปประจำตัวของท่าเทียนเกอยังอยู่ ดูเหมือนคนผู้นี้จะมีวิธีรักษาชีวิตไว้ คาดว่าเสี้ยววิญญาณคงอยู่ที่นิกายฉ่าน

หานเจวี๋ยหันกลับไปมองพวกเจียงอี้ เอ่ยว่า “รีบกลับโดยเร็วเถอะ คนเมื่อครู่นั้นประวัติที่มาไม่ธรรมดา เขายังไม่สิ้นชีพอย่างสมบูรณ์ ภายหน้าต้องมาล้างแค้นพวกเจ้าแน่ หากมีครั้งหน้าอีก ข้าจะไม่ช่วยพวกเจ้าอีก”

หานเจวี๋ยหันหลังกระโจนเข้าสู่คลื่นวนสีดำ คลื่นวนสีดำพลันหดตัวลงจากนั้นก็เลือนหายไป

ทุกคนถึงได้สติกลับมา

ไก่คุกรัตติกาลรีบร้องขึ้นว่า “รีบกลับกันเถอะ!”

เจียงอี้พยักหน้า เขาก็ไม่กล้าผยองจองหองเช่นในอดีตอีก รู้ซึ้งแล้วว่าการเอาชีวิตรอดสำคัญที่สุด

การปรากฏตัวขึ้นของท่าเทียนเกอ บ่งชี้ให้เห็นว่าสำนักดวงชะตาเริ่มเคลื่อนไหว จัดวางตัวหมากในแดนเซียนแล้ว

ภายในอารามเต๋า

หานเจวี๋ยไม่ได้รับแจ้งเตือนความเกลียดชังจากผู้ทรงพลังนิกายฉ่านคนอื่นๆ

แต่ก็ไม่อาจด่วนวางใจได้

หากนิกายฉ่านทั้งสำนักล้วนอยากจัดการเขา เช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงทำลายนิกายฉ่านเสีย

ภายในสถานการณ์ที่ไม่มีอริยะคอยช่วยเหลือ ต่อให้ทั้งนิกายฉ่านบุกมาพร้อมกันก็ไม่มีทางฝ่าแนวป้องกันของอาณาเขตเต๋าได้

หานเจวี๋ยเริ่มฝึกบำเพ็ญ

หนึ่งปีผ่านไป

เขายังคงไม่ได้รับแจ้งเตือนความแค้นจากผู้ทรงพลังจากนิกายฉ่าน ดูเหมือนท่าเทียนเกอจะไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป

อริยะแห่งนิกายฉ่านไม่มีทางแยแสเรื่องนี้

หานเจวี๋ยวางใจได้หมดจด ตั้งใจฝึกบำเพ็ญต่อ

เวลาผ่านไปว่องไวราวติดปีก

ผ่านไปแปดสิบหกปีแล้ว

พวกเจียงอี้กลับมาแล้ว ไม่ขาดหายไปสักคน ทั้งหมดล้วนบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนกันแล้ว

การกลับมาของพวกเขาดึงดูดให้ศิษย์คนอื่นๆ เข้ามาหาและถามไถ่ด้วยความอยากรู้

พวกเขาไม่ปิดบังเรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือจากหานเจวี๋ยเลย โดยเฉพาะไก่คุกรัตติกาล คุยโม้วางโตยิ่งว่าหานเจวี๋ยสังหารท่าเทียนเกอได้ในชั่วพริบตา โอ้อวดว่าหนึ่งหมัดของเขาทำลายฟ้าดิน ทำให้เกิดหายนะสิ้นโลกได้

หานเจวี๋ยกลับพึงพอใจกับท่าทีของพวกเขายิ่งนัก กล่าวว่าหลังจากกลับมา เห็นได้ชัดว่ามรรคจิตของพวกเขาได้รับการบ่มเพาะ รู้จักให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงภัยอันตราย

หลายเดือนผ่านไป

มีเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วฟ้าดิน

“ข้าคือเทพสูงสุดหนานจี๋อริยะแห่งนิกายฉ่าน อีกร้อยปีให้หลัง วังเลิศทักษิณเหนือชั้นฟ้าที่สามสิบสามจะมีการแสดงธรรม สรรพสิ่งต่างมาสดับฟังกันได้!”

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการแสดงธรรมของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเมื่อครั้งอดีต ต้องกล่าวเลยว่าการแสดงธรรมของอริยะยังคงมีแรงดึงดูดมหาศาลยิ่ง

เพียงแต่หานเจวี๋ยไม่ไปอีกแล้ว

เขามีมหามรรคเอกอุบัติอยู่ ไม่จำเป็นต้องสดับอริยมรรคอีก

ไปแล้วอาจจะถูกอริยะสังหารก็เป็นได้

ส่วนเรื่องการส่งร่างแยกไปนั้น แต่ก่อนจักรพรรดิสวรรค์เคยกล่าวว่า นั่นเป็นการไม่ให้เกียรติอริยะอย่างยิ่ง สู้ไม่ไปเสียยังจะดีกว่า

ชาวสำนักซ่อนเร้นเริ่มพูดคุยถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากหานเจวี๋ย พวกเขาก็ไม่กล้าไป

มหาเคราะห์เพิ่งสิ้นสุดลงไม่นาน พลังอันน่าหวาดหวั่นของอริยะยังคงอยู่

เพราะศึกใหญ่ของอริยะ สรรพสิ่งถึงสูญสิ้น

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผู้ใดจะกล้าไปเล่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ สำนักซ่อนเร้นจึงไม่สนใจการแสดงธรรมของเทพสูงสุดหนานจี๋ ต่างบำเพ็ญเพียรตามวิถีของตนต่อไป

….

ณ แดนเซียน เขตโพ้นทะเล บนเกาะแห่งหนึ่ง

หวงจุนเทียนยืนอยู่ริมหน้าผา สายตาเหม่อมองเส้นขอบฟ้าอันสงบราบเรียบ ใจลอยอยู่เงียบๆ

ลูกศิษย์นิกายเจี๋ยคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขาพลางคุกเข่า ถามว่า “อาจารย์ อริยะห่งนิกายฉ่านจะแสดงธรรม ศิษย์นิกายเจี๋ยอย่างพวกเราเข้าร่วมได้หรือไม่ขอรับ”

หวงจุนเทียนดึงสายตากลับมา เอ่ยอย่างไม่อนาทรว่า “หากอยากไปก็ไปเถิด”

ศิษย์นิกายเจี๋ยพูด “ความสัมพันธ์ระหว่างนิกายเจี๋ยและนิกายฉ่าน…”

“นี่มิใช่เรื่องที่พวกเจ้าควรใส่ใจ”

หวงจุนเทียนกล่าวตัดบท น้ำเสียงไม่พอใจอย่างยิ่ง

ศิษย์นิกายเจี๋ยลอบแปลกใจ วันนี้อาจารย์ถูกธาตุไฟเข้าแทรกหรืออย่างไร

หวงจุนเทียนคล้ายจะสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติไปของตนแล้ว สีหน้าพลันโอนอ่อนลงและกล่าวว่า “หาตำแหน่งของโลกเมฆาแดงพบหรือไม่”

ศิษย์นิกายเจี๋ยตอบ “สิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดในโลกมนุษย์ล้วนถูกกวาดล้าง ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ ไม่อาจแยกแยะได้ว่าโลกใดคือโลกเมฆาแดงขอรับ”

หวงจุนเทียนขมวดคิ้ว

เขาไม่เชื่อว่าหานเจวี๋ยจะสิ้นชีพในมหาเคราะห์

แต่เขาก็ทำนายไม่ได้ว่าหานเจวี๋ยอยู่ที่ไหน

ยามนี้หวงจุนเทียนอยากกลับไปบำเพ็ญอยู่ข้างกายหานเจวี๋ย เขาอยู่ที่นิกายเจี๋ยมานานพอแล้ว ถึงแม้เขาจะขึ้นเป็นรองเจ้านิกายแล้ว แต่กลับไม่มีอิสระอยู่บ่อยครั้ง ไม่อาจบำเพ็ญอย่างสบายใจได้

จากมุมมองของเขา แม้นิกายเจี๋ยจะรอดพ้นมหาเคราะห์ครั้งก่อนมาได้ แต่จะต้องเข้าสู่เคราะห์อีกครั้งจนสำนักล่มสลายเป็นแน่

กลุ่มคนบ้า!

วิถีแตกต่างจนไม่อาจร่วมทางกันได้!

ศิษย์นิกายเจี๋ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดท่านถึงใส่ใจโลกต้นกำเนิดของท่านขนาดนั้นเล่าขอรับ ท่านเป็นถึงรองเจ้านิกายแล้ว หากวันหน้าจะสรรค์สร้างโลกธรรมดาสักแห่งขึ้นมาอีกก็มิใช่เรื่องยากเลย”

หวงจุนเทียนเอ่ยด้วยแววตาหม่นหมอง “ศิษย์เอ๋ย เจ้าไม่เข้าใจหรอก สืบหาต่อไปเถอะ”

“ขอรับ”

ศิษย์นิกายเจี๋ยจากไปพร้อมความสงสัย

หวงจุนเทียนถอนหายใจคราหนึ่ง หันหลังกลับเข้าที่พำนักของตน

….

พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบกว่าปี

เวลาดำเนินไปรวดเร็วยิ่ง วันเกิดครอบรอบอายุหนึ่งหมื่นปีของหานเจวี๋ยมาถึงแล้วโดยไม่ทันได้รู้ตัว

บรรลุครึ่งอริยะได้ในภายในหมื่นปี ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญระดับนี้หากแพร่ออกไป เกรงว่าแม้แต่อริยะก็คงตกใจอ้าปากค้างกันถ้วนหน้า

ขณะที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญอยู่พลันมีข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้า

[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุหนึ่งหมื่นปีบริบูรณ์ ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]


[หนึ่ง ช่วงชิงโชควาสนา สร้างชื่อก้องแดนเซียน กลายเป็นตำนานเล่าขานหมื่นชาติมิรู้คลาย จะได้รับโอกาสยกระดับระบบหนึ่งครั้ง]

[สอง รักษาเจตนาเดิม เก็บตัวบำเพ็ญ จะได้โอกาสเปิดใช้งานความสามารถใหม่ของระบบหนึ่งครั้ง]

ยกระดับระบบ!

ความสามารถใหม่ของระบบ!

สมกับที่อายุครบหมื่นปี นับว่ายอดเยี่ยมอยู่

หานเจวี๋ยอยากเลือกข้อแรกยิ่งนัก แต่อันตรายเกินไป ไม่เหมาะกับเขา

อีกทั้งระบบก็ไม่สามารถทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้ ระดับตบะยังคงขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง

ก่อนที่จะไร้พ่ายอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจหลงระเริงได้

หานเจวี๋ยเลือกข้อที่สองอย่างเงียบเชียบ

[เปิดใช้งานความสามารถใหม่ของระบบ…หมื่นโลกาฉายชัด]

[หมื่นโลกาฉายชัด: ท่านสามารถเลือกดึงจิตรับรู้ของบุคคลใดก็ได้เข้าสู่มิติภาพเสมือนจริงที่ระบบสร้างขึ้น ไม่ว่าตัวสมาชิกจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถติดต่อพูดคุยและส่งมอบสมบัติวิเศษผ่านมิติภาพเสมือนจริงได้ หมื่นโลกาฉายชัดปิดกั้นบ่วงกรรมและการสอดแนมด้วยจิตรับรู้ ระดับการป้องกันเทียบเท่ากับการป้องกันของอาณาเขตเต๋า]

หืม?

กรุ๊ปแชทหมื่นโลกาสินะ

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว รู้สึกว่าความสามารถนี้ออกจะกระจอก

อย่างไรก็ตามเขาสังเกตพบจุดหนึ่ง สามารถส่งมอบสมบัติวิเศษได้…หากมีศิษย์ที่สู้ศัตรูไม่ได้ก็ส่งมอบสมบัติวิเศษให้เพื่อเสริมกำลังรบได้

แต่หากเป็นเช่นนี้ สมบัติวิเศษจะถูกปลดไปหรือไม่

หานเจวี๋ยไม่ได้ลองใช้หมื่นโลกาฉายชัดในทันที เขานึกถึงความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ ความสามารถใหม่ของระบบที่เพิ่งเปิดใช้งานครั้งก่อน

สิ่งนี้ถูกพับเก็บไว้มาโดยตลอด ยังไม่ได้ใช้งาน

‘หากข้าใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับซูฉี จะขจัดความโชคร้ายของเขาออกไปได้หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ร่างของซูฉีคือร่างแปลงแห่งความโชคร้าย ไม่อาจขจัดความโชคร้ายออกไปได้ แต่สามารถขจัดแรงกรรมมรรคาสวรรค์บนตัวเขารวมถึงปัจจัยความผันผวนของโชคร้ายทิ้ง ช่วยให้เขาควบคุมโชคร้ายอย่างสมบูรณ์แบบได้]

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

หากซูฉีควบคุมความโชคร้ายได้ เช่นนั้นตบะจะก้าวหน้ามหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ แน่นอน

หานเจวี๋ยใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับซูฉี ซูฉีถูกกักตัวไว้ในจักรวาลโลกดารา ไม่จำเป็นต้องปล่อยเขาออกมา หานเจวี๋ยสามารถใช้ความสามารถตรงๆ ได้เลย

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[เริ่มชำระล้าง]

หานเจวี๋ยเปิดใช้หมื่นโลกาฉายชัดต่อ เขาสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมาก่อน

ทันใดนั้น เขาบังเกิดความคิดอย่างหนึ่ง

ตำหนักใหญ่มืดสลัวหลังหนึ่งปรากฏขึ้นมา หานเจวี๋ยนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ตรงหน้ามีเก้าอี้หรูหราจัดวางอยู่สองแถว ด้านนอกหน้าต่างของตำหนักคือหมู่ดาวพราวระยับ

ขอบเขตฉากภาพเสมือนจริงไม่ใหญ่นัก มีเพียงตำหนักหลังนี้ ใช้สื่อสารพูดคุยกับเหล่าศิษย์ตามปกติได้ก็เพียงพอแล้ว

หานเจวี๋ยเชิญศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหมดที่อยู่ในอาณาเขตเต๋าเข้าสู่โลกเสมือนจริง หัวหน้าเผ่าเอกาก็มาด้วย

หัวหน้าเผ่าเอกานามว่าหานโยว มีตบะระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว

เมื่อทุกคนมาถึงตำหนักหมื่นโลกา ทั้งหมดล้วนตกตะลึง

สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ถูกดึงตัวมาด้วย ถึงอย่างไรพวกนางก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักซ่อนเร้น

สายตาของทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่ร่างหานเจวี๋ย เมื่อเห็นหานเจวี๋ย พวกเขาก็หายกังวลในทันที

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยถามเป็นตัวแรก “นายท่าน ที่นี่คือที่ไหน”

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่คือพลังวิเศษของข้า หมื่นโลกาฉายชัด วันหน้าไม่ว่าพวกเจ้าไปที่ใด ล้วนสามารถดึงจิตรับรู้เข้าสู่ที่นี่เพื่อติดต่อสื่อสารและส่งมอบสมบัติวิเศษได้”

จ้าวเซวียนหยวนเบิกตากว้าง เอ่ยถาม “ที่นี่มิใช่อาณาเขตฟ้าบุพกาลหรือขอรับ”

เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเต้าจื้อจุน

เต้าจื้อจุนถอนหายใจแล้วกล่าววาจา “อาจารย์ก็คืออาจารย์ ไม่น่าเชื่อว่าจะรังสรรค์พลังวิเศษเช่นนี้ออกมาได้ พวกเราไร้อำนาจจะต้านทาน”

เมื่อครู่พวกเขายังไม่ทันรู้ตัว จิตรับรู้ก็ถูกดึงเข้าสู่ตำหนักหมื่นโลกาแล้ว

“หากภายหน้าพวกเราออกไปข้างนอกแล้วเผชิญกับปัญหายุ่งยากจะได้ช่วยเหลือได้สะดวกใช่หรือไม่”

“เจ้าจะไปรู้อันใดเล่า ปรมาจารย์เต๋าต่างชมชอบทำเช่นนี้”

“เหลวไหล ชมชอบอะไรกัน!”

“นี่ก็คืออาณาเขตฟ้าบุพกาลที่พวกเจ้ากล่าวถึงหรือ”

“ภายหน้าหากข้าเกิดเรื่องขึ้น พวกเจ้าก็ส่งสมบัติวิเศษมาให้ข้ายืมด้วยล่ะ”

ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใหม่อย่างยิ่ง พูดคุยกันไม่หยุด

หานเจวี๋ยออกจากตำหนักหมื่นโลกา

ภายหน้าหากเหล่าศิษย์อยากเข้ามา เพียงนึกก็สามารถมาได้แล้ว

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะบำเพ็ญต่อ เสียงของสิงหงเสวียนก็แว่วมาจากนอกอารามเต๋า “ท่านพี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่”

หานเจวี๋ยตอบ “เข้ามาเถอะ”

บัดซบ

ภรรยาคนนี้หิวกระหายอีกแล้วหรือ

สิงหงเสวียนเดินเข้ามาในอารามเต๋า นางนั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ย เอ่ยว่า “ท่านพี่ ช่วงนี้ข้าพบอุปสรรคในการฝึกบำเพ็ญ รู้สึกว่าไม่ว่าจะฝึกบำเพ็ญอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ คล้ายว่าวิชายุทธ์จะไม่ได้เรื่อง ในอดีตอาจารย์ของข้าที่เผ่ามนุษย์บอกว่า วิชายุทธ์แขนงนี้จำต้องฝึกมหามรรคด้วย แต่ข้าไม่รู้มหามรรคใดๆ เลย”

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้าจะถ่ายทอดมหามรรควิถีหนึ่งให้แก่เจ้าเอง”

สิงหงเสวียนยินดีปรีดา โผเข้าใส่อ้อมแขนของหานเจวี๋ยทันที

หานเจวี๋ยมีความคิดอยู่นานแล้ว เขาเตรียมจะถ่ายทอดมหามรรคเอกอุบัติให้แก่ศิษย์ทั้งหมดในสำนักซ่อนเร้น

ถึงแม้เขายังจำเป็นต้องทำความเข้าใจมหามรรคเอกอุบัติเพิ่ม แต่มหามรรคเอกอุบัติคือสิ่งที่เขาสรรค์สร้างขึ้น ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ฝึกฝนมหามรรคเอกอุบัติ ขณะที่แข็งแกร่งขึ้นล้วนจะส่งผลดีต่อตัวผู้สรรค์สร้างมหามรรคขึ้นเช่นกัน

และมีผลในทางกลับกันด้วย

เป็นอย่างที่กล่าวกันว่า หนึ่งคนบรรลุธรรมบริวารพลอยขึ้นสวรรค์ไปด้วย

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงแสดงธรรมแห่งกรรม นอกจากผลกุศลแล้ว ยังทำเพื่อมรรควิถีของตนด้วย

หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่ามหามรรคเอกอุบัติของคนอื่นจะเหนือไปกว่าของตน มหามรรคแตกต่างจากวิชายุทธ์หรือพลังวิเศษ หากว่าสิ่งมีชีวิตฝึกบำเพ็ญมหามรรคล้วนจะเป็นการปูทางไว้ให้แก่เขา เขาจะเก่งกาจยิ่งกว่าผู้ที่ฝึกบำเพ็ญมหามรรคเอกอุบัติเสมอไป

การถ่ายทอดมหามรรคมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

หานเจวี๋ยชี้ทางเบิกปัญญาถ่ายทอดแก่สิงหงเสวียน ใช้เวลาไปสามสิบปี

หลังถ่ายทอดเสร็จสิ้น ทั้งสองเสพสุขกันอยู่หนึ่งเดือน สิงหงเสวียนถึงได้จากไป กลับไปยังสถานที่บำเพ็ญของตน

ในเวลานี้ ซูฉีถูกชำระล้างเรียบร้อยแล้ว แต่หานเจวี๋ยมิได้ปลดปล่อยวิญญาณของเขาออกมาในทันที

หานเจวี๋ยอยู่ว่างๆ จึงเริ่มตรวจดูจดหมาย

[หวงจุนเทียนสหายของท่านรับฟังธรรมจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[ฉิวซีไหลสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากอริยะ] x2

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านตระหนักรู้มรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านค้นพบวังเทพบรรพกาล ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการสะกดข่มจากจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณ]

[เจียงตู๋กูสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

….

ช่างจืดชืดไร้รสชาติ ล้วนเป็นจดหมายแจ้งว่าได้รับโอกาสวาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อหานเจวี๋ยเห็นหวงจุนเทียน กลับนึกสนใจขึ้นมา

ครานั้นส่งหวงจุนเทียนไปที่นิกายเจี๋ย ไม่เคยคิดเลยว่าคนผู้นี้จะไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งรองเจ้านิกายได้

ลองติดต่อดูหน่อยดีหรือไม่นะ

หานเจวี๋ยติดสินใจว่าจะเข้าฝันหวงจุนเทียน

ไม่ช้า ทั้งสองก็เข้าสู่แดนความฝัน ฉากในแดนความฝันคือภูเขานอกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

หานเจวี๋ยไปพบหวงจุนเทียนด้วยรูปลักษณ์จริง ทว่าแสงเทพจากหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราทำให้หวงจุนเทียนไม่อาจจดจำเขาได้ในทันที

“ระยะนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

ขณะหวงจุนเทียนกำลังตื่นตระหนก หานเจวี๋ยก็เอ่ยถาม

ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ หวงจุนเทียนพลันรู้สึกปรีดาอย่างยิ่ง

ในช่วงที่ฝึกบำเพ็ญหวงจุนเทียนฝันว่าได้กลับสู่โลกเมฆาแดงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ในที่สุดก็ได้พบหานเจวี๋ยแล้ว แม้จะเป็นเพียงความฝัน หวงจุนเทียนก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก

ช้าก่อน!

หรือนี่จะเป็นการหลอกลวง

หวงจุนเทียนขมวดคิ้ว

หานเจวี๋ยมองความคลางแคลงของเขาออก จึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “วางใจเถิด แดนความฝันแห่งนี้มีเพียงข้าและเจ้า อริยะก็ไม่อาจสอดแนมได้ เจ้าไปอยู่ที่นิกายเจี๋ยก็เพราะได้รับคำสั่งจากข้าไม่ใช่หรือ”

ค่าความประทับใจที่หวงจุนเทียนมีต่อเขาไม่เคยลดลงเลย แปลว่าไว้ใจได้

ความฝันอันธการไม่มีทางถูกคนนอกสอดแนมอย่างแน่นอน

เมื่อหวงจุนเทียนได้ยินก็พลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เขาฝืนระงับความยินดีไว้พลางเอ่ยว่า “ในที่สุดท่านก็มาหาข้าแล้ว! ยามไหนข้าถึงจะกลับไปอยู่ข้างกายท่านได้ขอรับ ข้าเกรงว่าหากอยู่ต่อไป ข้าจะได้ขึ้นเป็นเจ้านิกาย!”




หานเจวี๋ยได้ฟังคำพูดของหวงจุนเทียนแล้วพูดไม่ออกอยู่บ้าง

เขาเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่งจริงๆ

นิกายเจี๋ยมิใช่สำนักนิกายเช่นโลกมนุษย์ จากศิษย์ทั่วไปของนิกายเจี๋ยสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นรองเจ้านิกายได้ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่พันปี นับว่าไม่เคยมีมาก่อน หากพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อ

หานเจวี๋ยจมอยู่ในห้วงความคิดของตน

เขาพลันไม่คิดที่จะเรียกหวงจุนเทียนกลับมาแล้ว

เพราะหากอยู่ต่อไป อีกฝ่ายอาจจะเข้าควบคุมนิกายเจี๋ยได้โดยตรง

เพียงแค่คิดหานเจวี๋ยก็รู้สึกว่ายอดเยี่ยมยิ่งนักแล้ว

เงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยจึงเอ่ยเสียงขรึม “หากให้เจ้ากลับมาตอนนี้ ความพยายามที่ผ่านมามิใช่จะสูญเปล่าหรือ ถึงแม้หลายปีมานี้เจ้าจะลำบากยิ่งนัก แต่ตบะของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากจริงๆ ยืนหยัดต่อไปอีกสักระยะเถิด สักวันหนึ่ง ข้าจะไปรับเจ้ากลับมาด้วยตัวเอง”

หวงจุนเทียนได้ฟัง แววตาพลันหม่นหมองลง

แต่พอจินตนาการถึงฉากที่หานเจวี๋ยมารับเขาด้วยตัวเอง ในใจเขาก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาทันที

ความหมายในวาจานี้…

เมื่อถึงเวลานั้น หานเจวี๋ยจะไม่กริ่งเกรงนิกายเจี๋ยอีกต่อไป!

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างมีความนัย “ในมหาเคราะห์ครานี้มีผู้ฝ่าเคราะห์จากโลกเมฆาแดงอยู่ไม่น้อย เรื่องนี้เจ้าน่าจะทราบกระมัง และหากข่าวสารของเจ้าฉับไว ก็น่าจะทราบว่าผู้ที่มีบ่วงกรรมกับข้าต่างรอดชีวิตทั้งสิ้น ซ้ำยังไปได้ดีอีกด้วย”

หวงจุนเทียนรู้สึกหวั่นไหว ก่อนหน้านี้เขาคลางแคลงในเรื่องนี้อยู่

เมื่อกล่าวเช่นนี้…

หวงจุนเทียนไม่กล้าคิดค้นลงรายละเอียดอีก

เขาฝืนระงับความตื่นเต้นเอาไว้ จากนั้นจึงเอ่ย “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรต่อหรือขอรับ”

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ทำอย่างไร ก็ทำไปตามนั้น ข้าไม่คิดจะมอบหมายภารกิจให้เจ้า หากเจ้ามีจิตใจทะเยอทะยานมากเกินไป จะดึงดูดปัญหาเข้ามาได้ง่ายๆ เจ้าอยู่ที่นิกายเจี๋ย ทำตัวเป็นศิษย์ที่ดีของนิกายเจี๋ย ตั้งใจฝึกบำเพ็ญก็พอ”

หวงจุนเทียนพยักหน้ารับ อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอีก “ข้าต้องรออีกนานแค่ไหน”

หานเจวี๋ยคิดๆ ดู ก่อนตอบ “ไม่นานนักหรอก”

หวงจุนเทียนเบาใจลง

“เจ้าเพิ่งสดับธรรมมาหรือ” หานเจวี๋ยถาม

หวงจุนเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สายตาของท่านช่างกว้างไกลโดยแท้ ปิดบังอะไรจากท่านมิได้เลย”

“นิกายเจี๋ยดีต่อเจ้ายิ่ง”

“พูดไปก็น่าละอาย อริยะแสดงธรรมต่อหน้าศิษย์ชั้นยอดทั้งหมดขอนิกายเจี๋ย บรรยายถึงมหามรรค แต่ข้ารับรู้ได้เพียงตนเองเท่านั้น ไม่อาจตระหนักถึงมหามรรคได้”

หวงจุนเทียนแสดงสีหน้าระทมขมขื่น

เขามิได้เพิ่งฟังอริยะแสดงธรรมเป็นครั้งแรก แต่สำหรับเขาแล้ว มหามรรคลึกซึ้งเกินไปจริงๆ

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะถ่ายทอดมหามรรควิถีหนึ่งให้แก่เจ้า เป็นอย่างไร”

หวงจุนเทียนตะลึงงัน เขาจ้องมองหานเจวี๋ย

ภายใต้แสงเทพของหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราที่สาดส่องลงมา หานเจวี๋ยประหนึ่งเทพเจ้า หวงจุนเทียนรู้สึกเหมือนได้เห็นอริยะ

อริยะก็เป็นผู้สูงส่งเลิศล้ำเช่นนี้…

หานเจวี๋ยสามารถถ่ายทอดมหามรรคได้ มิใช่หมายความว่า…

หวงจุนเทียนไม่กล้าคิดต่ออีก

เขารีบพยักหน้ารับ

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “อย่าได้แพร่งพรายว่าข้าถ่ายทอดมหามรรคนี้ให้แก่เจ้า จงพูดไปว่าตระหนักรู้ได้โดยบังเอิญ หากไม่เข้าตาจนจริงๆ อย่าได้ใช้ส่งเดช จงใช้มันเพื่อตระหนักรู้วิชายุทธ์”

“ไม่มีปัญหาขอรับ!”

หวงจุนเทียนรีบรับปาก

….

ยี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หวงจุนเทียนลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววแห่งปัญญา

เขามองอารามเต๋าของตน มีความรู้สึกเสมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง

“ช่างเป็นมหามรรคที่ลึกล้ำยิ่ง ให้ความรู้สึกลึกล้ำยิ่งกว่ามหามรรคจากอริยะเสียอีก แต่เหตุใดเขาถึงถ่ายทอดให้ข้าได้อย่างง่ายดาย หากแต่ธรรมที่มาจากอริยะ ข้ากลับฟังไม่เข้าใจเลย”

“หรือว่าผู้อาวุโสอย่างเขาจะเหนือล้ำกว่าอริยะไปแล้ว?”

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็เติบใหญ่ลุกลามไปทั่วสมองของหวงจุนเทียนราวกับวัชพืช ไม่อาจจัดการได้

เวลานี้เอง เสียงศิษย์ของนิกายเจี๋ยคนหนึ่งแว่วมาจากด้านนอกอารามเต๋า

“อาจารย์ อริยะเรียกพบขอรับ”

หวงจุนเทียนสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ลุกขึ้นทันที

เขาตัดสินใจแล้ว จะต้องปกปิดเรื่องการถ่ายทอดมหามรรคก่อนหน้านี้เอาไว้ให้ได้ เขาก้าวเดินพลางใช้พลังวิเศษกับตัวเอง ลบล้างความทรงจำส่วนที่หานเจวี๋ยถ่ายทอดมหามรรคให้แก่ตนทิ้ง

ตอนนี้ แม้แต่เขาก็ไม่ทราบเช่นกันว่าได้รับมหามรรคอันแสนลึกล้ำมาจากที่ใด

เขาคาดคะเนได้เพียงว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่หานเจวี๋ยมาเข้าฝันเขา

ต่อให้อริยะสืบค้นวิญญาณ ก็ไม่สามารถทำนายไปถึงหานเจวี๋ยได้อยู่ดี


เมื่อกลับถึงอารามเต๋า หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง

ฝึกบำเพ็ญ!

ฝึกบำเพ็ญ!

เป้าหมายคือพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ!

มีวิชายุทธ์มหามรรควัฏจักรอนธการ มหามรรคต้นกำเนิดรวมถึงกายดาราอนธการอยู่ หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องใช้ดวงชะตาพิสูจน์มรรคหรือใช้แรงกุศลเพื่อสำเร็จเป็นอริยะ เขาสามารถเดินบนเส้นทางการใช้พลังเพื่อพิสูจน์มรรคได้

วิธีนี้มีบันทึกไว้ในมหามรรควัฏจักรอนธการ

ถึงอย่างไรมหามรรควัฏจักรอนธการก็เป็นวิชายุทธ์ระดับมหามรรคที่กำเนิดขึ้นจากชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าเชียวนะ!

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นไปพบปะพูดคุยกันที่ตำหนักหมื่นโลกาเป็นครั้งคราว ทั้งที่อยู่ใกล้กันอย่างยิ่ง ทว่าผู้คนต่างชอบมาพูดคุยกันที่ตำหนักหมื่นโลกา ทำให้ตำหนักหมื่นโลกาไม่เคยเงียบเหงาเลย

เวลาดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งพันปี

ยามที่อายุครบหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปี หานเจวี๋ยไม่ได้รับแจ้งเตือนจากระบบ หัวใจของเขาจมดิ่งลงไปจนถึงก้นบึ้ง

สัญญาณนี้เป็นการบ่งบอกว่าต่อไปตนจะได้รับแจ้งเตือนทุกๆ หนึ่งหมื่นปี เช่นตอนแรกเริ่มที่เขาได้รับการแจ้งเตือนในทุกๆ สิบปี

ต่อไปจะกลายเป็นแจ้งเตือนทุกล้านปีหรือทุกพันล้านปีแทนหรือไม่

หานเจวี๋ยไม่กล้าคิดต่อไปอีก

เมื่อถึงจุดนั้นจริงๆ เขาน่าจะแข็งแกร่งมากพอแล้ว

สิบปีต่อมา ทุกคนในสำนักซ่อนเร้น รวมถึงเซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์รวมถึงเผ่าเอกา ต่างบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนกันถ้วนหน้า

เรื่องนี้มีส่วนมาจากการที่หานเจวี๋ยแสดงธรรมเป็นประจำ ทุกๆ สามร้อยปี เขาจะแสดงธรรมหนึ่งครั้ง แต่ละครั้งกินเวลาอย่างน้อยสามสิบปี

ในวันนี้

หานเจวี๋ยเรียกเต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน เจียงอี้ โจวฝานและลี่เหยา เข้ามาหาในอาราม

เมื่อไม่นานมานี้ ลี่เหยาเข้าสู่ระดับเทพแล้ว

“ข้าต้องการถ่ายทอดมหามรรคให้แก่พวกเจ้า” หานเจวี๋ยเปิดปากกล่าว

เมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกมา คนทั้งห้าล้วนตาลุกวาว

เต้าจื้อจุนชิงเอ่ยถามก่อน “มหามรรคจริงๆ น่ะหรือ ข้าได้ยินว่ามีเพียงอริยะเท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดมหามรรคได้…”

หานเจวี๋ยตอบว่า “การถ่ายทอดมหามรรค ความจริงแล้วมีประโยชน์ต่อตัวผู้ถ่ายทอดด้วย หากว่าพวกเขาฝึกบำเพ็ญมหามรรคของอริยะ ก็ไม่มีวันก้าวล้ำนำหน้าอริยะผู้สรรค์สร้างมหามรรคได้ หากฝึกฝนมหามรรคของข้าก็จะเป็นแบบนี้เช่นกัน แต่ยิ่งข้าแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไร มหามรรคของพวกเจ้าก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วว่าเชื่อใจข้าหรือไม่ คิดว่าข้าจะก้าวข้ามอริยะมรรคาสวรรค์รวมถึงตัวตนอันสูงส่งเลิศล้ำเหล่านั้นได้หรือไม่”

โจวฝานแค่นเสียง “ได้แน่นอน เจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่ข้ายอมรับ!”

สี่คนที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นด้วย

มาจนวันนี้ พวกเขาไม่กล้าประชันขันแข่งกับหานเจวี๋ยอีกต่อไป มีเพียงความเคารพศรัทธาอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น

ทุกครั้งยามที่พวกเขารู้สึกฮึกเหิมลำพองจะเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ หลังจากถูกหานเจวี๋ยสังหารในชั่วพริบตาก็ได้ทราบทันทีว่าตนยังคงห่างชั้นจากอีกฝ่ายนัก

พวกเขาล้วนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าก่อนที่อริยะมรรคาสวรรค์เหล่านั้นจะพิสูจน์มรรค พรสวรรค์อาจแข็งแกร่งไม่เท่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ

แต่หานเจวี๋ยกลับต่างออกไป แม้แต่ผู้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลอีกสามคนก็ยัง่ไล่ตามเขาไม่ทัน

ระดับขั้นที่หานเจวี๋ยจะสามารถบรรลุถึงในอนาคตนั้นยากจะประเมินได้

“รีบถ่ายทอดเถิด” ลี่เหยาเอ่ยเร่งรัด

หานเจวี๋ยยิ้มออกมาครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มถ่ายทอดมหามรรคทันที

เหตุผลที่เขาสามารถถ่ายทอดมหามรรคให้ผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาคือผู้สรรค์สร้างมหามรรคต้นกำเนิด

เช่นเดียวกับที่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงถ่ายทอดมหามรรคแห่งกรรม ผู้สดับมรรคไม่สามารถรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ได้ เนื่องจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมิใช่ผู้สร้างมหามรรคแห่งกรรม เขาเป็นเพียงผู้ฝึกบำเพ็ญคนแรกเท่านั้น

การถ่ายทอดมรรคครั้งนี้ใช้เวลาเก้าปีก็เสร็จสิ้น เป็นเพราะพรสวรรค์ของห้าคนนี้เลิศล้ำยิ่งนัก ทอดสายตามองไปทั่วแดนเซียน ล้วนไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน

เพียงแต่เมื่อถ่ายทอดมรรคให้แล้ว ทั้งห้ายังต้องใช้เวลาอีกนานเพื่อทำความเข้าใจ ถึงจะสามารถควบคุมมรรคนี้ได้อย่างสมบูรณ์

พวกเขาเปรียบเสมือนได้รับวิถีแห่งการบำเพ็ญไป เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางเท่านั้น

หลังจากถ่ายทอดมรรคเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินออกไปนอกอารามเต๋า ขึ้นไปบนต้นฝูซัง

เขาเดินมาหยุดหน้าวังวนมิติ เอ่ยถาม “ระยะนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร”

หม่าเชาตอบ “มีสิ่งมีชีวิตเข้าใกล้โพรงนี้อยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นที่ต้องการบุกเข้ามา แต่ถูกกลิ่นอายของข้าขู่ขวัญจนล่าถอยไป”


พอฟังหม่าเชาพูดจบ หานเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

นี่มิใช่เรื่องดีเลย!

‘อริยะของโลกพันอนันต์สามารถบุกเข้ามาในอาณาเขตเต๋าผ่านทางวังวนมิติได้หรือไม่‘ หานเจวี๋ยถามอยู่ในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

อืดอาดเสียจริง!

[ขณะนี้ยังทำไม่ได้ อาณาเขตเต๋าตั้งอยู่ในขอบเขตมรรคาสวรรค์ อริยะต้องก้าวข้ามการควบคุมของมรรคาสวรรค์ ถึงจะสามารถเข้าสู่อาณาเขตเต๋าได้]

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายต้องแย่แน่

จะต้องจัดการอันตรายแฝงเร้นแต่เนิ่นๆ

หานเจวี๋ยพลันนึกถึงซูฉี ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ทำให้ซูฉีควบคุมโชคร้ายอย่างเบ็ดเสร็จได้ เช่นนั้นจะสามารถทำให้ต้นฝูซังควบคุมวังวนมิติได้หรือไม่

เขาใช้ความสามารถชำระล้างสมบูรณ์กับต้นฝูซังทันที

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

หานเจวี๋ยคร้านจะถามต่อให้มากความ ถ้าถามก็ต้องเสียอายุขัยอีกหลายล้านปี มิสู้ดำเนินการไปตรงๆ เลยดีกว่า

ต้นฝูซังเริ่มขยับไหว ราวกับมนุษย์ที่คันคะเยอไปทั้งตัว ดีดดิ้นไม่หยุด

หานเจวี๋ยเปิดปากกล่าว “อย่ากังวล ข้าช่วยเจ้าอยู่”

เมื่อต้นฝูซังได้ยิน จึงถามด้วยความสงสัย “ช่วยข้าด้วยเรื่องใด”

“ช่วยให้เจ้าควบคุมวังวนมิติได้ ที่นี่อันตรายเกินไป หากควบคุมไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นคงได้แต่…”

วาจาส่วนหลังหานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยต่อ ทว่าต้นฝูซังฟังแล้วตกใจแทบตาย

หม่าเชา เตี่ยนเหวย และจ้าวอวิ๋นต่างเงียบงัน

องครักษ์สามารถสื่อสารได้ แต่เจตจำนงของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียว คือเชื่อฟังคำสั่งของหานเจวี๋ย ไม่มีทางใคร่ครวญถึงเรื่องอื่น

หานเจวี๋ยอยู่บนต้นฝูซัง รอคอยให้การชำระล้างสมบูรณ์เสร็จสิ้น

ผ่านไประยะหนึ่ง

การชำระล้างขั้นสมบูรณ์เสร็จสิ้นลง

วังวนมิติก็หดตัวลงด้วยเช่นกัน

ต้นฝูซังเอ่ยด้วยความปรีดา “ข้าสามารถควบคุมวังวนมิติได้ เช่นเดียวกับกิ่งก้านของข้า ข้าสามารถควบคุมการเปิดปิดของวังวนได้”

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความเข้าใจที่มีต่อความสามารถชำระล้างสมบูรณ์ลึกล้ำไปอีกขั้นแล้ว

มิใช่เพียงขจัดข้อเสีย ยังเพิ่มพูนประสิทธิภาพด้วย!

หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “ต่อไปหากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามเปิดวังวนมิติ”

ต้นฝูซังรับคำ “ได้!”

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน หานเจวี๋ยยังคงให้เตี่ยนเหวยเฝ้าอยู่ที่นี่ ส่วนองครักษ์ที่เหลือให้เฝ้าดูแลตามทิศต่างๆ ของเขตเซียนร้อยคีรี

หานเจวี๋ยกลับไปที่อารามเต๋า ฝึกบำเพ็ญต่อ

ผ่านมานานหลายปี เขายังคงอยู่ห่างไกลจากระดับครึ่งอริยะระยะกลาง โชคดีที่ความก้าวหน้ายังคงเห็นได้ชัดเจน

นับตั้งแต่ได้รับมหามรรคต้นกำเนิด โจวฝาน ลี่เหยา เต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน และเจียงอี้ทั้งห้าคนต่างเริ่มปิดด่าน ทุกคนล้วนสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของพวกเขากล้าแกร่งขึ้น ศิษย์ที่เหลือต่างอยากรู้ว่าหานเจวี๋ยมอบกลเม็ดเคล็ดลับอันใดให้แก่พวกเขา

หานเจวี๋ยมีเป้าหมายจะให้สำนักซ่อนเร้นทั้งสำนักฝึกฝนมหามรรคต้นกำเนิด

ยิ่งฝึกฝนมหามรรคอย่างลึกซึ้ง ศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นก็จะยิ่งไม่สามารถทรยศเขาได้

หากเขาดับสูญ จะเกิดหายนะต่อผู้ฝึกฝนมหามรรคต้นกำเนิดทั้งหมด

แน่นอน ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเท่าไร ผู้ฝึกฝนมหามรรคต้นกำเนิดล้วนจะได้รับผลดีไปด้วย

หานเจวี๋ยต้องการสร้างมรรควิถีแห่งตน

….

ระยะเวลาห้าร้อยปีผ่านไปในชั่วพริบตา

สัตว์ร้ายรอบเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มิใช่เป็นเพราะถูกดึงดูดเข้ามา แต่เป็นเพราะสัตว์ร้ายในโลกเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที

ภายในเขตเซียนร้อยคีรีก็มีสิงสาราสัตว์ถือกำเนิดขึ้นไม่น้อย แต่เนื่องจากตัดขาดจากมรรคาสวรรค์ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากดวงชะตามรรคาสวรรค์ ไม่ได้กลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเช่นเดียวกับหานตั้วเทียน

คุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเหล่านี้ห่างชั้นกับหานตั้วเทียนอยู่มากนัก ไม่มีสัญญาณว่าจะกลายเป็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดเลย หานเจวี๋ยจึงมิได้แยแสพวกมัน

กลับเป็นหานตั้วเทียนที่นึกสนใจพวกมันยิ่งนัก พวกมันยังไม่มิทันแปลงกายได้ก็เรียกขานพวกมันว่าพี่น้องแล้ว นับทุกตัวเป็นน้องชายของตน

สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจเลย

หานตั้วเทียนมีลำดับอาวุโสต่ำที่สุดในสำนักซ่อนเร้น หากสามารถผูกสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเหล่านั้นได้ ก็นับว่าไม่เลวเลย

จนกระทั่งวันนี้

มีแขกมาเยือนเขตเซียนร้อยคีรี

“ข้าน้อยฟางฮวงจุนจากเผ่าสวรรค์ มาเยี่ยมคารวะเจ้าสำนักซ่อนเร้นโดยเฉพาะ”

เสียงหนึ่งแว่วลอยเข้ามาในอาณาเขตเต๋า

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น

ฟางฮวงจุน มิใช่หัวหน้าคนปัจจุบันของชนเผ่าตระกูลฟางที่ฟางเหลียงก่อตั้งขึ้นหรอกหรือ

การที่อาณาเขตเต๋าถูกค้นพบ ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของหานเจวี๋ยเลย

เผ่าสวรรค์เป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ ภายใต้สภาวะที่มีสิ่งมีชีวิตไม่มากนัก การจะออกท่องไปทั่วแดนเซียนมิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด

หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้น “มีธุระอันใดหรือ”

เสียงฟางฮวงจุนแว่วเข้ามาอีกครั้ง “เผ่าสวรรค์เตรียมจัดงานเลี้ยงขึ้น ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม เชื้อเชิญกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในใต้หล้าเข้าร่วม หัวหน้าเผ่าสั่งการลงมาเป็นพิเศษ สำนักซ่อนเร้นก็เป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่เช่นกัน ให้ข้ามาเรียนเชิญด้วยตัวเอง”

งานเลี้ยงหรือ

หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้วตอบไปว่า “ข้าคงไม่ไป ขอบใจสำหรับน้ำใจจากหัวหน้าเผ่าของพวกเจ้า”

ฟางฮวงจุนเอ่ยต่อว่า “หัวหน้าเผ่ากล่าวว่า ท่านมิจำเป็นต้องกังวล ในช่วงเวลานั้นวังสวรรค์และเผ่าสวรรค์จะคอยดูแลสำนักซ่อนเร้นให้ หากท่านไม่อยากมา สามารถส่งศิษย์ไปเป็นตัวแทนได้ งานเลี้ยงครั้งนี้จะมีการจัดสรรปันส่วนดินแดนต่างๆ ของวังสวรรค์ วันหน้าสำนักซ่อนเร้นคงไม่อยากตกอยู่ในอาณาเขตของกลุ่มอิทธิพลใหญ่อื่นๆ หรอก กระมัง เมื่อถึงเวลาจะมีเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน เช่นนั้นแล้วท่านจะฝึกบำเพ็ญได้อย่างไร”

หานเจวี๋ยเงียบลง

นี่คือเรื่องจริง

เขาไม่อยากปะทะกับกลุ่มอิทธิพลใหญ่อื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

‘คำพูดของฟางฮวงจุนเป็นเจตนาจากใจจริงหรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ฟางฮวงจุนมิได้พูดปด]

หานเจวี๋ยเปิดปากถาม “เมื่อไร”

“อีกห้าสิบปีให้หลัง งานเลี้ยงจัดเป็นเวลาสิบปี”

“ได้”

“เช่นนั้นข้าน้อยขออำลา”

“เดินทางปลอดภัย ไม่ขอส่งแล้ว”

หลังจากฟางฮวงจุนจากไป หานเจวี๋ยเรียกมู่หรงฉี่ เต้าจื้อจุนและเจียงอี้มาหา

“งานเลี้ยงเผ่าสวรรค์ในอีกห้าสิบปีให้หลัง พวกเจ้าสามคนไปร่วมเถอะ แต่จงนำเผ่าเอกาจำนวนหนึ่งร้อยคนไปร่วมงานด้วย มู่หรงฉี่รับผิดชอบจัดการ ที่เหลือให้ทำตามที่เขาบอก” หานเจวี๋ยสั่งการ

ถึงแม้ลำดับอาวุโสของมู่หรงฉี่จะน้อยกว่า แต่เขาสุขุมที่สุดและเคยควบคุมดูแลกลุ่มอิทธิพลของตัวเองมาก่อน

เต้าจื้อจุนตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหา”

เจียงอี้เลิกคิ้วพลางเอ่ยว่า “เผ่าเอกาหนึ่งร้อยคนจะน้อยเกินไปหรือไม่ หากพวกเราอยากหลีกห่างจากปัญหาวุ่นวาย ก็จำเป็นต้องแสดงอำนาจ พาไปด้วยอีกเก้าร้อยคนเถอะ”

สำนักซ่อนเร้นมีจักรพรรดิเซียนนับหมื่น พลังระดับนี้น่าหวาดหวั่นยิ่ง

ในยุครุ่งเรืองของวังเทพและวังสวรรค์ก็ยังมาไม่ถึงระดับนี้ ดังนั้นเจียงอี้จึงไม่เห็นกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ อยู่ในสายตาเลยจริงๆ

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “แข็งแกร่งเกินไปก็ไม่ดี เพิ่มจำนวนอีกร้อยคนเถิด ไม่มากไปกว่านี้แล้ว พวกเจ้าจงไปหารือเอากับหานโยว”

เจียงอี้เม้มปากตอบรับ “ก็ได้”

หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา เอ่ยไปว่า “ห้ามเป็นฝ่ายไปหาเรื่องศัตรูก่อน แต่หากมีคนมาหาเรื่องพวกเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องอดทน”

ขี้ขลาดเกินไปบ้างครั้งกลับมิใช่เรื่องดี

ทั้งสามคนพยักหน้ารับคำ จากนั้นหานเจวี๋ยจึงให้พวกเขาออกไป

หานเจวี๋ยรำพันเงียบๆ ‘สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ายังมิผงาดขึ้นมา กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ก็ทนรอจัดสรรปันอาณาเขตกันแทบไม่ไหวแล้ว สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในยุคนี้ช่างน่าเวทนาโดยแท้’

เป้าหมายของเขามิได้อยู่ที่แดนเซียนมานานแล้ว คู่ต่อสู้ของเขาก็มิใช่ครึ่งอริยะ แต่เป็นอริยะต่างๆ

ต้องพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะให้ได้เร็ววันจริงๆ เสียแล้ว

จะว่าไป สำนักซ่อนเร้นยังขาดผู้คอยออกหน้าประสานงานอยู่

ถึงแม้มู่หรงฉี่จะสุขุมเยือกเย็น ทว่าคุณสมบัติยังอ่อนด้อยไปบ้าง

จ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุนและเจียงอี้ ต้องรีบเกื้อหนุนใครสักคนจากสามคนนี้ให้กลายเป็นผู้ทรงพลังโดยเร็ว อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับเซียนทองต้าหลัว

เท่าที่เห็นจากตอนนี้ เต้าจื้อจุนดูจะบรรลุต้าหลัวได้ก่อนใคร แต่คนผู้นี้บ้าบิ่นเกินไป ยากจะรับผิดชอบงานสำคัญได้

มิเช่นนั้นหากวันหน้าสำนักซ่อนเร้นเกิดเรื่อง ก็ต้องคอยพึ่งหานเจวี๋ยอยู่เสมอ

ดูจากสามนิกายสำนักเต๋าเถิด เจ้านิกายล้วนเป็นศิษย์ อริยะสูงส่งอยู่เบื้องบน

หานเจวี๋ยขบคิดพลางหลับตาลง

ในเวลาเดียวกันนี้ เหล่าศิษย์แห่งสำนักซ่อนเร้นมารวมตัวกันที่ตำหนักหมื่นโลกาหารือเรื่องงานเลี้ยงเผ่าสวรรค์

พวกเขาต่างสนอกสนใจกันอย่างยิ่ง นี่้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสำนักซ่อนเร้นกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลใหญ่ของแดนเซียนอย่างแท้จริง


ห้าสิบปีต่อมา

แดนเซียน ณ ชั้นฟ้าที่สิบสาม

ตำหนักอาคารแต่ละหลังตั้งเรียงรายอยู่เหนือหมู่เมฆ วิหคสวรรค์เรียงแถวโผบิน งดงามดั่งภาพวาด

มู่หรงฉี่ เต้าจื้อจุน และเจียงอี้นำเผ่าเอกาสองร้อยคนเหาะเหินเข้ามา พวกเขก้าวเดินไปด้านหน้าพลางเหลือบซ้ายแลขวา

“ที่นี่น่ะหรือเผ่าสวรรค์”

“ให้ความรู้สึกงามสง่าโอ่อ่ากว่าวังสวรรค์ในอดีตเสียอีก”

“ได้ยินว่าหัวหน้าเผ่าสวรรค์มีไมตรีใกล้ชิดกับเจ้าสำนักของพวกเราอย่างนั้นหรือ”

“จี้เซียนเสินเคยร่วมมือกับอาจารย์ปู่ต่อสู้กับเทพเซียน”

“ร่วมมือกันจริงๆ เลยหรือ”

พวกมู่หรงฉี่ทั้งสามคนกระซิบพูดคุย สายตาของพวกเขาสอดส่ายไปทั่วไม่หยุด

อำนาจกดดันของจักรพรรดิเซียนสองร้อยคนเมื่อรวมกันแล้วกล้าแกร่งยิ่งนัก ดึงดูดสายตาของสิ่งมีชีวิตต่างๆ หน้าตำหนักที่อยู่สองข้างทาง

ฟางฮวงจุนเหาะเข้ามา หยุดลงเบื้องหน้ามู่หรงฉี่พลางถาม “พวกเจ้าคือ…”

มู่หรงฉี่ตอบ “ศิษย์จากสำนักซ่อนเร้น มู่หรงฉี่”

ฟางฮวงจุนเลิกคิ้ว เขามองไปที่เต้าจื้อจุนและเจียงอี้

เขามีสีหน้าประทับใจอยู่บ้าง

เต้าจื้อจุนถาม “ฟางเหลียงล่ะ ยังไม่มาพบพวกเราอีกหรือ”

ฟางฮวงจุนกล่าวว่า “พวกเจ้าตามข้ามา จักรพรรดิสวรรค์ฟางกำลังหารือกับปรมาจารย์สวรรค์อยู่”

มู่หรงฉี่พยักหน้ารับ

ผู้คนจากสำนักซ่อนเร้นเดินหน้าต่อ การปรากฏตัวของพวกเขาก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำขึ้นในชั้นฟ้าที่สิบสาม

หลังจากซูฉีสำแดงพลังวิเศษทำลายมรรคา อย่าว่าแต่จักพรรดิเซียนเลย แม้กระทั่งตัวตนระดับเทพก็เหลืออยู่ไม่เท่าไร แม้แต่จักรพรรดิเซียนแห่งสามนิกายสำนักเต๋าก็เหลืออยู่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

จักรพรรดิเซียนของเผ่าสวรรค์มีอยู่มากที่สุด เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากพลังวิเศษทำลายมรรคา

ตำหนักหลังหนึ่งในบรรดานั้นเป็นที่พำนักชั่วคราวของนิกายเจี๋ย

ภายในตำหนัก จิ่งเทียนกงและหวงจุนเทียนกำลังหารือเรื่องพื้นที่ที่ต้องการช่วงชิงมาให้ได้

ถึงแม้แดนเซียนจะใหญ่โต แต่นิกายเจี๋ยมีฐานะเป็นนิกายหลักของสำนักเต๋า พื้นที่ที่ต้องได้รับไม่อาจน้อยไปกว่ากลุ่มอิทธิพลอื่นได้ นี่เป็นปัญหาเรื่องหน้าตา หากเป็นเช่นนี้นานไปจะถูกกลืนกินอย่างเงียบงัน ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของนิกายเจี๋ยในใจของสรรพสิ่ง

ทันใดนั้นศิษย์คนหนึ่งวิ่งถลาเข้ามา

“เจ้านิกาย รองเจ้านิกาย กลุ่มอิทธิพลลึกลับกลุ่มหนึ่งมาเยือนชั้นฟ้าที่สิบสาม ไม่น่าเชื่อว่ามีจักรพรรดิเซียนถึงสองร้อยคน!”

ศิษย์นิกายเจี๋ยคุกเข่าอยู่บนพื้น เอ่ยเสียงขรึม

จักรพรรดิเซียนสองร้อยคน!

จิ่งเทียนกงและหวงจุนเทียนล้วนแสดงสีหน้าประหลาดใจ

จิ่งเทียนกงเอ่ยถาม “กลุ่มอิทธิพลใดกัน”

ศิษย์นิกายเจี๋ยเอ่ย “ดูเหมือนจะเรียกว่าสำนักซ่อนเร้นขอรับ”

สำนักซ่อนเร้น!

หนังตาหวงจุนเทียนพลันกระตุก

จิ่งเทียนกงหรี่ตาพลางกล่าวว่า “สำนักซ่อนเร้น…เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ช้าก่อน ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์ฟางก็มาจากสำนักซ่อนเร้น สำนักซ่อนเร้นเป็นกลุ่มอิทธิพลจากโลกมนุษย์หรือ”

ศิษย์นิกายเจี๋ยเอ่ยว่า “ผู้นำคณะสำนักซ่อนเร้นคืออดีตจักรพรรดิเมี่ยวเจินบุตรแห่งสวรรค์จากวังเทพ ซ้ำยังมีเต้าจื้อจุนบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของวังเทพและเจียงอี้บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งจากเผ่าเทพอีกาทองด้วยขอรับ”

ตอนนี้ จิ่งเทียนกงสงบใจไม่อยู่แล้ว

กลุ่มอิทธิพลที่เก่งกาจเช่นนี้จำเป็นต้องให้ความสนใจ!

เช่นเดียวกับวังเทพในครั้งอดีต จู่ถูรับตัวผู้ปราชัยจากกลุ่มอิทธิพลต่างๆ รวมตัวก่อตั้งเป็นกลุ่มวังเทพ เคยเป็นหนึ่งในสี่กลุ่มอิทธิพลมรรคาสวรรค์

“เห็นทีว่าข้าจะต้องไปจัดการด้วยตัวเองแล้ว” จิ่งเทียนกงพึมพำกับตัวเอง

สถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นในตำหนักที่พักของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เช่นกัน

หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง กลุ่มอิทธิพลที่ยังสามารถนำจักรพรรดิเซียนสองร้อยคนออกมาได้เช่นนี้น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง จะต้องพยายามดึงมาเป็นพวกให้ได้ หรืออย่างน้องก็ต้องเชื่อมสัมพันธ์ไว้ หลีกเลี่ยงการกลายเป็นศัตรูกันในวันข้างหน้า

….

เขตเซียนร้อยคีรี

หานเจวี๋ยคำนวณเวลา งานเลี้ยงเผ่าสวรรค์น่าจะเริ่มขึ้นแล้ว

เขาหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ติดต่อหาฟางเหลียง หวังว่าฟางเหลียงจะช่วยดูแลชาวสำนักซ่อนเร้นสักหน่อย

ฟางเหลียงรับประกันว่าจะไม่เกิดเรื่องกับสำนักซ่อนเร้นแน่นอน กล่าวว่าเขาหารือกับจี้เซียนเสินไว้เรียบร้อยแล้ว จะต้องปฏิบัติต่อสำนักซ่อนเร้นอย่างดีแน่นอน

หานเจวี๋ยยังคงไว้ใจพวกเขาทั้งสองยิ่งนัก

ในมหาเคราะห์ก่อนหน้านี้ ทั้งสองเองก็ไม่เคยทำร้ายศิษย์สำนักซ่อนเร้นเลย

ในวันนี้

หานเจวี๋ยเดินออกจากอารามเต๋า เขาไปหาโจวหมิงเยวี่ย

ฉู่ซื่อเหริน โจวหมิงเยวี่ย หลี่ว์ฮว่าซวีและหานตั้วเทียนกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมลำธารสายหนึ่ง

ฉู่ซื่อเหรินกำลังเทศนาธรรมอยู่ โจวหมิงเยวี่ยฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้เพียงอดทน

เมื่อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้น โจวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นเป็นคนแรก ร้องทักด้วยความยินดี “อาจารย์ปู่ทวด!”

เมื่ออีกสามคนได้ยินก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพ

หานเจวี๋ยยังคงพกหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทรามาด้วย แสงเทพสาดส่อง ทำให้คนไม่อาจสอดส่องเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้

หานตั้วเทียนรู้สึกประหม่าอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พบหน้าหานเจวี๋ย เขาจะรู้สึกกริ่งเกรงอย่างไม่มีสาเหตุ แต่โดยทั่วไปเขาก็นับถือหานเจวี๋ยเป็นที่สุด ความรู้สึกเช่นนี้ช่างขัดแย้งกันยิ่งนัก

หลี่ว์ฮว่าซวีผู้เป็นมหาจักรพรรดิจื่อเวยกลับชาติมาเกิดแอบคาดหวังกับตัวเอง หรือว่าหานเจวี๋ยจะมามอบเคล็ดลับอะไรให้แก่พวกเขา

ฉู่ซื่อเหรินเปิดฉากถามก่อน “อาจารย์ปู่ มีเรื่องใดหรือขอรับ”

ดวงตาเขาส่องประกายเจิดจ้า

ถัดจากพวกเต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน โจวฝาน เจียงอี้และลี่เหยา เขารู้สึกว่าพรสวรรค์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย เขาถึงขั้นที่คิดอยากไล่ตามให้ทันด้วย

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “นั่งมานานแล้ว อยากออกมาเดินเล่น พวกเจ้าก็มาเดินเป็นเพื่อนข้าเถอะ”

เมื่อทั้งสี่ได้ยินต่างรีบพยักหน้าตอบรับ

ศิษย์อาจารย์ทั้งห้าคนจึงเริ่มเดินเล่นไปตามป่าเขา หานเจวี๋ยเริ่มเล่าถึงเรื่องราวในอดีต เขาเล่าประสบการณ์ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์สมัยที่ตนยังเยาว์วัย โดยไม่เอ่ยถึงระบบเลย

เรื่องที่พูดล้วนเป็นการปลูกต้นไม้ใบหญ้า พวกฉู่ซื่อเหรินทั้งห้าฟังอย่างตั้งใจยิ่ง

หานเจวี๋ยไม่ใช่คนพูดมาก ที่เล่าเรื่องนี้จะต้องมีความหมายแฝงอยู่แน่นอน

ระหว่างที่เล่า หานเจวี๋ยก็ดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำเช่นกัน

จากปุถุชนกลายเป็นเซียน วันเวลาไหลผ่านไป

ชีวิตผันผวนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

หลังจากหานเจวี๋ยเล่าจบก็ไม่พูดอะไรอีก ก้าวเดินพลางจมอยู่ในห้วงอดีตของตน

พวกฉู่ซื่อเหรินทั้งห้าต่างครุ่นคิดกันไปต่างๆ นานา

เรื่องนี้จะสื่อถึงสิ่งใดกัน

หากว่าแม้แต่เรื่องนี้ก็ยังทำความเข้าใจไม่ได้ พวกเขาจะยังมีหน้าให้หานเจวี๋ยมอบเคล็ดลับให้แก่พวกเขาได้อีกหรือ

ท้ายที่สุด จนถึงยามที่แยกย้ายกัน หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ไขข้อสงสัยหรือความนัยที่แฝงอยู่ ทั้งห้าคนต่างเริ่มพูดคุยหารือกันเป็นการส่วนตัว

….

สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยคิดว่างานเลี้ยงเผ่าสวรรค์สิ้นสุดลงแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะตรวจดูจดหมาย

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากครึ่งอริยะ สังขารถูกทำลาย เคราะห์ดีได้ยอดสมบัติคุ้มกาย]

[เต้าจื้อจุนศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากครึ่งอริยะลึกลับ]

….

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เกิดอะไรขึ้น เจียงตู๋กูโจมตีงานเลี้ยงเผ่าสวรรค์อย่างนั้นหรือ

มิใช่ว่าเจียงตู๋กูเข้าร่วมเผ่าสวรรค์แล้วหรอกหรือ

หานเจวี๋ยสอบถามทันที ‘เหตุใดเจียงตู๋กูถึงโจมตีงานเลี้ยงเผ่าสวรรค์’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ

เจียงตู๋กูคุกเข่าอยู่หน้าเงาแสงร่างหนึ่ง

เงาแสงเปิดปากเอ่ย “ปรมาจารย์สวรรค์ของเผ่าสวรรค์ลำพองเกินไป คิดว่าตนได้รับการปกปักจากมรรคาสวรรค์แล้วจะทำอะไรก็ได้ นิกายเหรินก็ควรผงาดขึ้นมาเช่นกัน นับจากวันนี้ไป เจ้าคือเจ้านิกายเหริน มีอำนาจสั่งการนิกายเหริน ถ่ายทอดมรรควิถี ก่อนจะถึงมหาเคราะห์ครั้งต่อไป นิกายเหรินต้องการเป็นกลุ่มอิทธิพลเลิศล้ำมิเป็นสองรองใครของโลกให้จงได้”

“งานเลี้ยงเผ่าสวรรค์ครานี้ เจ้าจงไปสั่งสอนจี้เซียนเสินสักหน่อยเถิด”

เจียงตู๋กูขมวดคิ้วเอ่ยถาม “มหาเคราะห์ครั้งต่อไป นิกายเหรินจะเข้าสู่เคราะห์กรรมหรือขอรับ”

มหาเคราะห์ครั้งก่อนเพิ่งสิ้นสุดลง ยามนี้เขาย้อนนึกถึงก็ยังรู้สึกผวาอยู่เลย ไม่อยากเข้าสู่เคราะห์อีก

เงาแสงตอบกลับมาว่า “หากเจ้าทำได้ดี พิสูจน์มรรคกลายเป็นอริยะได้ก่อนมหาเคราะห์จะมาเยือน หนี่ว์วาดับสูญ ตำแหน่งอริยะก็ถูกนิกายเหรินควบคุมไว้แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้า”