466-470

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 466ถึง470

หานเจวี๋ยลดมือลง อดทนรอคอยให้ศิลาพลัดสวรรค์ดูดซับความทรงจำด้านภาษาของหานเจวี๋ย

ผ่านไปพักใหญ่

ศิลาพลัดสวรรค์พลันร้องด่า “มารดาเจ้าสิ!”

หานเจวี๋ยตะลึงงัน

คำนี้มีเขาคนเดียวที่เป็นคนพูด ที่โลกนี้ ไม่มีแม่เจ้าสิ มีแค่มารดาเจ้าสิ

เขาไม่รู้สึกโกรธ กลับขบขันเสียด้วยซ้ำ

มิเสียทีที่เป็นดวงจิตฟ้าประทาน ความสามารถในการหลอมรวมช่างแข็งแกร่งนัก

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าโกรธมากหรือ”

ศิลาพลัดสวรรค์ย้อนถาม “หากเป็นเจ้า เจ้าจะไม่รู้สึกโกรธหรือ”

“เช่นนั้นข้าสังหารเจ้าได้หรือไม่”

หลังจากศิลาพลัดสวรรค์ได้รับการชี้แนะจากหานเจวี๋ยจึงทราบว่าความตายคือสิ่งใด มันตกใจจนร่างหินสั่นสะท้าน

มันกล่าวด้วยความขุ่นข้องใจ “ข้าไม่ได้ไปหาเรื่องเจ้าสักหน่อย!”

“เช่นนั้นแล้วเจ้าซ่อนตัวทำไม”

“จู่ๆ เจ้าก็โผล่มา ข้าไม่ซ่อนได้หรือ หากเป็นเจ้า เจ้าจะไม่ซ่อนหรือ”

“ลองดูไหมเล่า”

“เจ้า…ข่มเหงผู้คนเกินไปแล้ว!”

“เจ้าใช่คนหรือไร”

ศิลาพลัดสวรรค์โมโหจนอยากร้องไห้ หากมิใช่เพราะมันเป็นก้อนหิน คงร้องไห้หลายเป็นมนุษย์น้ำตาไปนานแล้ว

หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “นับจากนี้ก็เข้าสำนักซ่อนเร้นของข้าเถอะ ข้าจะจัดหาอาจารย์ให้เจ้าสักคน”

ศิลาพลัดสวรรค์ตกตะลึงไป

มันดีใจแทบบ้าแล้ว รีบเอ่ยขอบคุณทันที

“เจ้าดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินต่อไปเถอะ พื้นที่แถบนี้ไม่มีอันตรายอย่างแน่นอน” หานเจวี๋ยกล่าวประโยคนี้จบก็จากไปทันที

ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องรับศิษย์ด้วยตัวเอง

….

ผ่านไประยะหนึ่ง เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างก็ค่อยๆ ทยอยกันกลับมา

เวลาผ่านพ้นไปราวๆ สองร้อยปี บรรดาศิษย์ถึงกลับมากันครบถ้วน

โจวฝานเองก็ตามกลับมาด้วย

สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลย ก่อนหน้านี้จ้าวเซวียนหยวนเคยติดต่อมาผ่านทางอาณาเขตฟ้าบุพกาลมาก่อน ซึ่งยามที่สอบถามมานั้นโจวฝานไม่ได้เข้าสู่อาณาเขตฟ้าบุพกาลด้วย

หลังจากเข้าสู่เขตเซียนร้อยคีรี โจวฝานมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้นระคนแปลกใจ

มู่หรงฉี่เห็นเขาแล้วรู้สึกตกใจยิ่งนัก พลางถามว่า “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

โจวฝานพินิจดูมู่หรงฉี่ ลอบตกใจกับตัวเอง

คนผู้นี้ก็เป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว!

ในความทรงจำของเขา มู่หรงฉี่คือศิษย์น้องของเขาในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

“มาเยี่ยมอาจารย์ปู่ของเจ้า” โจวฝานตอบ

การมาถึงของโจวฝานดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ ทุกคนต่างพากันมองมาที่เขา

โจวฝานลอบตื่นตระหนกกับตัวเอง

เพราะเขามองระดับของหลี่ว์ปู้และหม่าเชาไม่ออก ซ้ำเขายังเห็นเจียงอี้อีกด้วย

เขาเคยพบเจียงอี้มาก่อน ยามนั้นเจียงอี้ทระนงองอาจ เป็นบุตรแห่งสวรรค์ชื่อเสียงเลื่องลือของแดนเซียน ไม่คิดเลยว่าจะเข้าสู่สำนักซ่อนเร้นด้วย

เมื่อโจวฝานสังเกตเห็นเผ่าเอกา ก็ยิ่งตื่นตะลึง

ผู้อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นระดับเซียนทองไท่อี่ มีคนส่วนน้อยที่บรรลุถึงระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว

เป็นไปได้อย่างไร!

สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ

จนกระทั่งโจวฝานถูกพามาถึงหน้าอารามเต๋าของหานเจวี๋ย เขาถึงได้สติกลับมา

“เจ้าเข้าไปคนเดียวเถอะ” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวประโยคนี้พลางหันหลังจากไป เขาต้องเร่งฝึกบำเพ็ญต่อ

โจวฝานสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เดินเข้าไปในอารามเต๋าอย่างระมัดระวัง

แสงเทวาเจิดจ้าสายหนึ่งทำให้เขาต้องหรี่ตาลง เขามองเห็นหานเจวี๋ยแล้ว

หานเจวี๋ยนั่งสมาธิอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราลอยอยู่ด้านหลัง ราวกับมีพระอาทิตย์สองดวงโคจรอยู่ด้านหลังเขา แผ่แสงเจิดจ้าพร่างพราว

จิตใจโจวฝานปั่นป่วนผัวผวนอย่างบ้าคลั่ง

เขามีตบะระดับปฐมเทพขั้นสองแล้ว ทว่ากลับไม่สามารถมองทะลุไปถึงใบหน้าที่แท้จริงของหานเจวี๋ยได้

แข็งแกร่งกว่าผู้ทรงพลังเลิศล้ำเหล่านั้นเสียอีก!

โจวฝานพลันนึกไปถึงอริยะ

คราแรกที่เขาพบพานอริยะ ก็ไม่สามารถมองทะลุไปถึงใบหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้เช่นกัน

หานเจวี๋ยเปิดปากถาม “อะไรกัน จำข้าไม่ได้แล้วหรือ”

โจวฝานยิ้มขื่นๆ รู้สึกได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง

เขารู้สึกว่าความมานะบากบั่นหลายพันปีของตนเมื่ออยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ยก็เป็นเพียงเรื่องน่าขันอย่างหนึ่ง

ดูเอาเถิด หานเจวี๋ยปิดด่านบำเพ็ญมาโดยตลอด ความห่างชั้นระหว่างตบะของคนทั้งสองยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

โจวฝานฝืนยิ้มพลางกล่าวไปว่า “หานเจวี๋ย ยามนี้เจ้าเก่งกาจโดยแท้ ใกล้จะพิสูจน์มรรคแล้วกระมัง”

หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “ที่ไหนกัน ยังเร็วไป เจ้ามาหาข้าเพราะอยากเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นของข้าใช่หรือไม่”

“ได้หรือ เจ้าจะรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่”

“ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่นับจากนี้ไปเจ้าออกไปยุ่มย่ามด้านนอกให้น้อยลงหน่อยเถอะ”

“ในมุมมองของเจ้า ข้าเป็นตัวยุ่มย่ามเช่นนั้นหรือ คุณสมบัติระหว่างเจ้ากับข้าห่างชั้นกันเกินไป ข้าทำได้เพียงสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย…เฮ้อ!”

โจวฝานจมจ่อมอยู่ในสภาวะเศร้าซึม

แสงเทวาบนร่างหานเจวี๋ยเจิดจ้าขึ้น น้ำเสียงลึกล้ำยากจะคาดเดา “เจ้ามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลแล้ว ไม่ใช่ตัวเจ้าคนเดิมอีกต่อไป ไยจึงไม่เข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นของข้า แยกตัวจากโลกเพื่อฝึกฝนบำเพ็ญเล่า”

เจ้าหนุ่มโจวฝานคนนี้มีอนาคตสดใสไร้สิ้นสุด หากกลับตัวจากความหลงงมงายได้ ภายหน้าต้องเป็นกำลังต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของสำนักซ่อนเร้นอย่างแน่นอน

เมื่อโจวฝานได้ฟังก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

….

หลายวันผ่านไป โจวฝานเดินออกมาจากอารามเต๋าของหานเจวี๋ย เขาเงยหน้ามองนภาสีคราม ใบหน้ามีรอยยิ้มสดใสที่ไม่ปรากฏมาเนิ่นนานนัก

ไก่คุกรัตติกาลโฉบเข้ามาตะโกนทักทาย “เจ้าหนุ่มเหม็นเน่า จะไปอีกแล้วหรือ”

มันจำโจวฝานได้ เมื่อแปดพันกว่าปีก่อนก็เคยมาเยี่ยมหานเจวี๋ย

โจวฝานก็จำไก่คุกรัตติกาลได้เช่นกัน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ไปแล้ว นับจากนี้ข้าคือศิษย์ลำดับที่แปดในรุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้น ปฏิบัติต่อข้าด้วยความเคารพด้วยล่ะ”

“เฮอะๆ ขนาดจ้าวเซวียนหยวนข้ายังไม่เคารพเลย เจ้านับเป็นอันใดกัน”

“เชื่อหรือไม่ว่าข้าทุบเจ้าได้!”

“ถ้าเจ้ามีฝีมือก็ไปที่แบบจำลองการทดสอบสิ รอจนเจ้าไร้พ่ายในสำนักซ่อนเร้นแล้วถึงจะมีสิทธิ์มาประลองกับข้า”

“หึ ข้าสนใจสิ่งนี้อยู่พอดี”

โจวฝานกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง หานเจวี๋ยดึงเขาเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ ซึ่งเขาคิดอยากจะทดลองอยู่พอดี

หลังจากบอกลาไก่คุกรัตติกาล โจวฝานก็เสาะหาพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งก่อสร้างอารามเต๋า จากนั้นก็เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ

คนแรกที่เขาเลือกท้าทายก็คือหานเจวี๋ย!

ถูกสังหารทันที!

โจวฝานตกตะลึง

“เป็นไปได้อย่างไร”

โจวฝานกัดฟัน รู้สึกไม่อยากเชื่อ ท้าประลองหานเจวี๋ยอีกครั้ง

หลังจากท้าประลองอยู่หลายร้อยครั้ง โจวฝานก็สิ้นหวังแล้ว

เขาลดระดับลงมา เริ่มท้าประลองศิษย์คนอื่นๆ

เลือกท้าประลองไก่คุกรัตติกาลก่อน

มารดามันเถอะ!

ไอ้ไก่สุนัขตัวนี้อ่อนแอเกินไปแล้วกระมัง

อาศัยสิ่งใดมาทำตัวกร่างเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ โจวฝานจึงหมกมุ่นอยู่ในแบบจำลองการทดสอบอย่างไม่อาจถอนตัว

อีกด้านหนึ่ง

โจวหมิงเยวี่ยไปหาศิลาพลัดสวรรค์ ยกมันขึ้นมา

“นี่ๆๆ เจ้าจะทำอะไร” ศิลาพลัดสวรรค์โวยวาย

โจวหมิงเยวี่ยแค่นเสียง “อาจารย์ปู่ทวดให้ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ จากนี้ไปเจ้าก็คือศิษย์ของข้า อาจารย์มีนามว่าโจวหมิงเยวี่ย!”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ อาจารย์ปู่ทวดของท่านมีนามว่าอะไร”

“หานเจวี๋ย แต่เจ้าจะขานชื่อเขาตรงๆ ไม่ได้”

“หาน…เจวี๋ย…ต่อไปนี้ข้าก็จะชื่อหานตั้วเทียน!”

“หวา ก้อนหินอย่างเจ้ารู้จักหาที่พึ่งยิ่งนัก นามนี้นับว่าไม่เลวเลย”

โจวหมิงเยวี่ยหัวเราะฮ่าๆ สำหรับชื่อนี้ เขาไม่มีความเห็นต่าง กลับรู้สึกพอใจอย่างยิ่งเสียด้วยซ้ำ

อย่าว่าแต่ศิลาพลัดสวรรค์เลย ตัวเขาก็อยากเปลี่ยนเป็นแซ่หานเช่นกัน เพียงแต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากหานเจวี๋ย ก็ละอายใจที่จะเปลี่ยนโดยพลการ อีกทั้งฉู่ซื่อเหรินอาจารย์ของเขาก็คงไม่อนุญาตเช่นกัน

ศิษย์รุ่นที่ห้าของสำนักซ่อนเร้นปรากฏตัวขึ้นแล้ว ดวงจิตฟ้าประทาน หานตั้วเทียน!

….

ยี่สิบปีผ่านไป

เจียงอี้มาขอเข้าพบหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในถ้ำ

และเป็นเช่นเดียวกับโจวฝาน เขาถูกแสงอันเจิดจ้าของหยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราส่องจนตาพร่ามัว

เขาคุกเข่าคารวะตรงหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก จนถึงที่สุดแล้วข้าก็ยังฝ่าทะลวงระดับเทพไม่ได้ โปรดชี้แนะข้าสักนิดได้หรือไม่”

นี่มันแสงอะไรกัน!

น่าเกรงขามนัก!

เจียงอี้ตัดสินใจกับตัวเองแล้ว กลับไปเขาก็จะทำให้ได้แบบนี้เช่นกัน

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะแสดงธรรมแก่เจ้า”

เจียงอี้รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมา จากนั้นก็รีบเอ่ยขอบคุณ

หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม

ด้วยคุณสมบัติของเจียงอี้การจะทะลวงระดับเทพนั้นมิใช่เรื่องยาก เดิมทีเขาก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเผ่าเทพอีกาทองอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดผู้ชี้แนะเท่านั้น

ว่ากันตามจริง โจวฝานกลับเหนือกว่าเจียงอี้ เขาบรรลุระดับเทพได้ก่อน ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา

บางครั้ง การเดินทางก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

เว้นแต่เจียงอี้จะมีคุณสมบัติไม่เป็นสองรองใครเช่นเดียวกับหานเจวี๋ย มิเช่นนั้นหากพึ่งพาเพียงการฝึกฝนบำเพ็ญ ยังคงไม่อาจนำไปเทียบกับโจวฝานได้จริงๆ


ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้นได้แก่หยางเทียนตง ซูฉี สวินฉางอัน ถูหลิงเอ๋อร์ หลงเฮ่า จ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุน โจวฝาน

ศิษย์รุ่นที่สามได้แก่มู่หรงฉี่ ฟางเหลียง ฉู่ซื่อเหริน

ศิษย์รุ่นที่สี่ก็ได้แก่โจวหมิงเยวี่ย หลี่ว์ฮว่าซวี ส่วนรุ่นที่ห้าได้แก่หานตั้วเทียน

คนเหล่านี้นับว่าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของหานเจวี๋ย ส่วนอยู่นอกเหนือจากนี้เช่น ลี่เหยา เจียงอี้ จินกังนู่ จอมปีศาจคุกรัตติกาล อู้เต้าเจี้ยน แปดพี่น้องหาน เจ้าใหญ่ เจ้ารอง ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ราชามังกรสามหัว สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์นับว่าเป็นศิษย์สำนักซ่อนเร้น แต่ไม่นับเป็นศิษย์ของหานเจวี๋ย

ปัจจุบันนี้ ศิษย์สำนักซ่อนเร้นรวมถึงเผ่าเอกา ตบะที่อ่อนด้อยที่สุดคือระดับเซียนทองไท่อี่

เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์แม้จะเป็นคนธรรมดา แต่ได้ฟังหานเจวี๋ยแสดงธรรมเป็นประจำ ประกอบกับพลังวิญญาณอันเข้มข้นในอาณาเขตเต๋าทำให้ทั้งคู่ต่างก็บรรลุระดับเซียนทองไท่อี่แล้ว แต่จะสำเร็จถึงระดับจักรพรรดิได้หรือไม่ นั้นก็ขึ้นอยู่กับวาสนา

หลังจากบรรลุตบะระดับเซียนทองไท่อี่ได้ เส้นทางจากนี้ไปก็ว่ากันยากนัก

แม้ว่าหานเจวี๋ยจะเป็นเซียนทองต้าหลัว แต่ก็ยังไม่อาจปลุกปั้นจักรพรรดิเซียนขึ้นมาได้อย่างง่ายดายนัก

หลังจากโจวฝานเข้าสำนัก สำนักซ่อนเร้นที่เดิมทีค่อนข้างผ่อนคลายก็พลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เพียงเพราะตบะของโจวฝานคือระดับปฐมเทพขั้นสอง คนผู้นี้อายุยังไม่ถึงเก้าพันปีเลยด้วยซ้ำ!

ด้วยศักยภาพเช่นนี้ทำให้เหล่าศิษย์อย่างเจียงอี้ ลี่เหยา ถูหลิงเอ๋อร์ต่างเต็มไปด้วยความกดดัน

หานเจวี๋ยยังคงแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์ในยามที่มีเวลาว่าง

ห้าสิบปีผ่านไป

เจียงอี้บรรลุระดับเทพแล้ว อยู่ในอาณาเขตเต๋าไม่ต้องเผชิญด่านเคราะห์ แต่ทุกคนล้วนรับรู้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งของเขาได้

ศิษย์ที่จะทะลวงระดับเทพได้เป็นคนต่อไปน่าจะเป็นลี่เหยา

สาวน้อยคนนี้ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด หากมิใช่เพราะความเร็วในการบำเพ็ญอันน่าตกตะลึงของนาง ก็ยังไม่แน่ว่าเจียงอี้จะสามารถทะลวงระดับได้รวดเร็วเช่นนี้

ในวันนี้ ขอบฟ้าเต็มไปด้วยเมฆาม่วง แผ่ขยายไร้สิ้นสุด งดงามดั่งภาพวาด

หานเจวี๋ยสัมผัสถึงกลิ่นอายอันทรงพลังขุมหนึ่งได้

มีคนกำลังพิสูจน์ต้าหลัวอยู่!

สรรพสิ่งภายใต้มรรคาสวรรค์ดับสูญ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ล้วนเป็นผู้ทรงพลังที่อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตสามัญ และจะกลายเป็นตัวตนในตำนานชื่อเสียงสะท้านฟ้าดินในภายภาคหน้า

หานเจวี๋ยได้ทำนายว่าเป็นผู้ใดกันที่พิสูจน์ต้าหลัว ตอนนี้นอกจากอริยะมิ่งจีแล้ว เขาก็ไม่มีศัตรูคนอื่นอีก

อริยะมิ่งจีเป็นอริยะ เป็นไปไม่ได้ที่จะมาพิสูจน์ต้าหลัวเวลานี้

หานเจวี๋ยบำเพ็ญต่อไป มุ่งหมายสู่ระดับครึ่งอริยะ

นับจากการฝ่าทะลวงในครั้งก่อน เวลาล่วงเลยมาเกือบพันปีแล้ว แต่หานเจวี๋ยยังคงอยู่ห่างไกลจากระดับครึ่งอริยะ

ความเร็วในการบำเพ็ญช่างเชื่องช้าเหลือเกิน!

แต่หานเจวี๋ยก็ไม่วิธีใดเร่งให้เร็วขึ้นเช่นกัน ได้แต่ย้ำเตือนตัวเองว่า ให้ยืนอยู่บนความเป็นจริง

วันนี้ปฐพีสั่นไหวอย่างรุนแรง เนื่องจากมีอาณาเขตเต๋าป้องกันอยู่เขตเซียนร้อยคีรีจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ หากแต่หานเจวี๋ยก็รับรู้ได้ชัดเจนว่าพื้นดินนอกอาณาเขตเต๋ากำลังสั่นสะเทือน

รัศมีการสั่นสะเทือนช่างกว้างยิ่งนัก หานเจวี๋ยแผ่จิตรับรู้ออกไป รัศมีของมันเทียบได้กับการเขย่าโลกหลายสิบใบ

อะไรกัน

แผ่นดินไหวอย่างนั้นหรือ

หรือว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้น?

หานเจวี๋ยนึกสงสัยอยู่ในใจ

เขาถามในใจทันที ‘ข้าอยากรู้ว่า ณ ปัจจุบันนี้มีผู้ทรงพลังในแดนเซียนคนใดเตรียมการจะสังหารข้าอยู่หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ขณะนี้ยังไม่มี]

หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งอก เช่นนั้นก็ดี

เขาหลับตาลง บำเพ็ญต่อไป

….

ใต้หมู่เมฆา ปฐพีกว้างไกลไร้ขอบเขตกำลังสั่นสะเทือน ขุนเขาธาราปริแยก ณ หุบเหวขนาดมหึมาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น ทอดตัวยาวนับหมื่นพันลี้

ในส่วนลึกของหุบเหวมีดวงตาใหญ่ยักษ์ข้างหนึ่งปรากฏขึ้น แววตาอำมหิตเย็นชา ดวงตาสั่นสะระริกไม่หยุด

“กรรซ์…”

ทันใดนั้นเสียงคำรามดังเสียดหูพลันแว่วขึ้นในโลกา พลันมีศีรษะมังกรขนาดใหญ่ยักษ์เศียรหนึ่งโผล่ออกมาจากหมู่เมฆ ดวงตามังกรใหญ่โตกว่าขุนเขา ดูราวกับว่าสามารถเขมือบฟ้ากลืนดินได้ภายในครั้งเดียว

นั่นเป็นมังกรดำตัวหนึ่ง

มังกรดำก้มมองดวงตาที่อยู่ในส่วนลึกของหุบเหว จากนั้นก็แผ่เจตนาสังหารออกมา

ครืน!

มังกรดำโฉบลงมาในทันใด ก่อให้เกิดสายลมกระโชกน่าพรั่นพรึง ฉีกทึ้งหมู่เมฆให้แยกกระจาย ร่างมังกรอันใหญ่โตของมันทะลวงผ่านปฐพี เศษหินพุ่งกระเด็นขึ้นสูงหมื่นจั้ง

ณ เขตเซียนร้อยคีรี

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นรวมตัวกันอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดลูกหนึ่ง สายตาของเขาเลิศล้ำ สามารถมองเห็นการต่อสู้อันน่าพรั่นพรึงที่อยู่ห่างไกลออกไปได้

“มังกรตัวนั้นช่างใหญ่โตนัก! เป็นระดับเซียนทองต้าหลัวหรือ” โจวหมิงเยวี่ยถามด้วยความตกใจ

ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เผ่ามังกรแท้ จิ่วเทียนเอ๋าอวี้”

ไก่คุกรัตติกาลถามด้วยความอยากรู้ “จิ่วเทียนเอ๋าอวี้เก่งกาจมากหรือ”

“ต้าหลัวที่มีน้อยยิ่งในเผ่ามังกร มีลำดับอาวุโสเทียบเท่ากับจักรพรรดิสวรรค์”

ฉู่ซื่อเหรินคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าพลันไม่น่ามองอย่างยิ่ง

เจียงอี้ร้องด่า “ข้ารู้จักเขา เมื่อก่อนเจ้าสุนัขผู้นี้มาข่มเหงเผ่าเทพอีกาทองของพวกเราอยู่บ่อยครั้ง ข้าอยากรู้ตัวตนของสัตว์ร้ายตัวนั้นที่กำลังสู้กับเขามากกว่า”

จ้าวเซวียนหยวนขมวดคิ้วเอ่ยว่า “สัตว์ร้ายตัวนี้รูปร่างคล้ายหมอกดำ เปลี่ยนรูปร่างได้ตลอดเวลา อาจจะเป็นหนึ่งในสี่สัตว์ร้ายในตำนานบรรพกาล ฮุ่นตุ้นกระมัง”

ฮุ่นตุ้นหรือ

ทุกคนตกตะลึง สี่สัตว์ร้ายในตำนานช่างเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลนัก

เล่าขานกันว่ายามที่เพิ่งเบิกฟ้า ไม่มีอริยะถ่ายทอดมรรค ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดๆ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดคือสัตว์ร้าย โง่เขลาป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม ไม่มีการพูดคุยสื่อสาร มีเพียงผู้อ่อนแอกลายเป็นอาหารของผู้แข็งแกร่ง

สี่สัตว์ร้ายคือมหาสัตว์ร้ายสุดแข็งแกร่งที่โดดเด่นออกมาจากหมู่สัตว์ร้ายมากมายมหาศาล สามารถกลืนสมุทรกินตะวันได้อย่างง่ายดาย

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความถอดถอนใจ “ดูเหมือนการเริ่มต้นใหม่ของมรรคาสวรรค์จะไม่ได้งดงามเหมือนที่พวกเราจินตนาการไว้ ตัวตนอันน่าหวาดผวาที่เคยถูกสะกดไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่ปรากฏสู่โลกาก่อนที่เผ่าพันธุ์ต่างๆ จะก่อเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตแรกกำเนิดฟ้าประทานจะปลุกสัญชาตญาณการต่อสู้ขึ้นมา”

ทุกคนพูดคุยกันต่อไป ต่างก็ไม่ได้รู้สึกร้อนรนหรือไม่สบายใจแต่อย่างใด

อยู่ในเขตเซียนร้อยคีรี ไม่มีทางเกิดเรื่องขึ้น

….

ชั่วพริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปีแล้ว

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังบำเพ็ญอยู่พลันมีข้อความสามแถวเด้งขึ้นมาตรงหน้า

[ตรวจสอบพบว่ายุคแห่งสัตว์ร้ายมรรคาสวรรค์กำลังจะมาเยือน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เผยตัวสู่โลกทันที สังหารสัตว์ร้ายทั้งหมด จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ความเกลียดชังจากอริยะมรรคาสวรรค์]

[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่เข้าร่วมสงครามสัตว์ร้าย จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

ยังต้องถามอีกหรือ

หานเจวี๋ยไม่มีทางล่วงเกินอริยะอย่างแน่นอน เขาเลือกตัวเลือกที่สองทันที

ตอนนี้เขาอยากฝึกบำเพ็ญดีๆ เท่านั้น ไม่อยากหาเรื่องวุ่นวาย

[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษมรรคกระบี่…หมื่นกระบี่ก่อกำเนิด]

[หมื่นกระบี่ก่อกำเนิด: พลังวิเศษมหามรรค เปลี่ยนสรรพสิ่งในโลกาเป็นกระบี่ พลังทำลายล้างมหาศาล สังหารอำมหิต]

ไม่ได้เรียนรู้พลังวิเศษมรรคกระบี่มาเนิ่นนานนัก ทั้งยังเป็นพลังวิเศษระดับมหามรรคด้วย ไม่เลว ไม่เลวเลย!

หานเจวี๋ยรับสืบทอดหมื่นกระบี่ก่อกำเนิดทันที

ตอนนี้เขาได้รับพลังวิเศษระดับมหามรรคสองอย่างแล้ว แบ่งเป็นร่างจำลองเสรีสุญญตาและหมื่นกระบี่ก่อกำเนิด

ความทรงพลังของร่างจำลองเสรีสุญญตานั้นหานเจวี๋ยเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ตอนนี้เขาใช้ร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลข่มศัตรูโดยตรง เรียบง่ายป่าเถื่อน ว่องไวเป็นที่สุด ทั้งเด็ดขาดทั้งอหังการ

หมื่นกระบี่ก่อกำเนิดก็เป็นพลังวิเศษระดับมหามรรค ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังวิเศษนี้ก็ไม่อ่อนด้อยไปกว่าร่างจำลองเสรีสุญญตาเลย หานเจวี๋ยเกิดความคาดหวังยิ่งนัก

ความทรงจำมากมายมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมองหานเจวี๋ย

แม้เขาจะเป็นเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์แล้วก็ยังคงมีความรู้สึกราวกับว่าสมองแทบจะระเบิดอยู่ดี

การตระหนักรู้ครั้งนี้ ใช้เวลาถึงสามปีเต็ม

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็รู้แจ้งแตกฉาน เชี่ยวชาญหมื่นกระบี่ก่อกำเนิด

หมื่นกระบี่ก่อกำเนิด เปลี่ยนสรรพสิ่งในโลกาให้กลายเป็นกระบี่ได้ สังหารศัตรูตามคำสั่งของเขา

หากตบะเขาแข็งแกร่งพอ เพียงคิดแวบเดียว ก็สามารถเปลี่ยนทุกอย่างในโลกให้กลายเป็นกระบี่ได้ ทรงพลังเลิศล้ำ

หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ

แบบจำลองการทดสอบสามารถสร้างสนามประลองได้ โดยทุกอย่างจะอ้างอิงจากจินตนาการของผู้ใช้ สิ่งที่หานเจวี๋ยจินตนาการถึงคือโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล

ทันทีที่เขาใช้ความคิด ขุนเขาธาราพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่เล่มยักษ์พุ่งขึ้นสู่ฟ้า ต้นไม้บนพื้นกลายเป็นกระบี่ไม้ แม้กระทั่งทะเลสาบและมหาสมุทรก็กลายเป็นกระบี่ทั้งสิ้น

เพียงพริบตาเดียว ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าล้วนกลายเป็นกระบี่ที่มีสีสันต่างกันไป ราวกับโลกทั้งใบสร้างขึ้นจากกระบี่ เป็นฉากที่ตระการตาอย่างยิ่ง


อาศัยเพียงหมื่นกระบี่ก่อกำเนิด หานเจวี๋ยยังคงเอาชนะผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับอริยะลงไปได้ เขาลองท้าทายอริยะดู ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายสามารถทำลายพลังวิเศษของเขาได้ภายในฝ่ามือเดียว จากนั้นก็สังหารเขาทันที

ถึงแม้หมื่นกระบี่ก่อกำเนิดจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถทำลายแก่นแท้ของพลังเวท

นั่นแปลว่าไม่สามารถสำแดงพลังในห้วงอวกาศได้

ห้วงอวกาศไม่มีสิ่งใดอยู่ จึงไม่อาจแปลงสิ่งใดเป็นกระบี่

หากว่าอยู่ในโลก หมื่นกระบี่ก่อกำเนิดจะมีพลังทำลายล้างสูงกว่าร่างจำลองเสรีสุญญตา แต่ก็ไม่มีความแน่นอนเท่าร่างจำลองเสรีสุญญตาที่สามารถใช้งานได้ทุกที่

อย่างไรก็ตาม หานเจวี๋ยครอบครองพลังวิเศษมหามรรคไว้สองอย่าง นับว่ายึดครองตำแหน่งผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งภายใต้ระดับต่ำกว่าอริยะไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว

แม้รู้เช่นนี้ทว่าหานเจวี๋ยก็มิได้ยโส ยังคงบำเพ็ญตบะต่อไป

ต้องบรรลุระดับครึ่งอริยะให้ได้ในเร็ววัน นี่สิถึงจะเป็นเรื่องสำคัญ

พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกสิบเจ็ดปี

อยู่มาวันหนึ่ง

ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ราชามังกรสามหัว จอมปีศาจคุกรัตติกาล เจียงอี้ เจ้าใหญ่และเจ้ารองต่างมาขอเข้าพบ

หานเจวี๋ยให้พวกเขาเข้ามาในอารามเต๋า

การที่คนมากมายเช่นนี้มาหาเขาพร้อมกัน ต้องไม่ธรรมดาแน่

หานเจวี๋ยมองพวกเขา ไม่รีบร้อยเอ่ยอันใด

เจียงอี้สูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “พวกเราอยากออกไป!”

หานเจวี๋ยถาม “เพราะเหตุใด”

เจียงอี้อธิบาย “สัตว์ร้ายมากมายทำลายผนึกปรากฏตัวขึ้นบนโลก พวกเรารับรู้ได้จากสัญชาตญาณว่าหากกลืนกินสัตว์ร้ายเหล่านั้น คุณสมบัติของพวกเราจะพัฒนาขึ้น”

หานเจวี๋ยเพิ่งสังเกตว่าผู้ที่มาล้วนเป็นเผ่าปีศาจ

เขามองไปที่ไก่คุกรัตติกาล

ไก่คุกรัตติกาลยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน ตัวสั่นพั่บๆ รู้สึกประหม่าอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็อยากออกไปหรือ”

เมื่อถูกสายตาของหานเจวี๋ยจับจ้อง ไก่คุกรัตติกาลก็กลืนน้ำลายพลางตอบ “ไม่อยากอย่างยิ่ง…”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวว่า “ให้มันตามพวกเราออกไปเถิด พวกเราเดินทางไปด้วยกัน ไม่มีทางเกิดเรื่อง มิเช่นนั้นด้วยคุณสมบัติของมัน วันหน้ายากประสบความสำเร็จได้”

หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่ใคร่ครวญดูอย่างลึกซึ้งก่อน

ราชามังกรสามหัวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นายท่าน ให้พวกเราไปเถิดขอรับ แม้ว่าสัตว์ร้ายเหล่านั้นจะแข็งแกร่ง แต่มิใช่คู่ต่อสู้ของเจียงอี้เลย พวกเรานัดแนะกันไว้เรียบร้อยแล้ว จะล่าสัตว์ร้ายทุกตัวด้วยกัน”

หานเจวี๋ยถามในใจ ‘หากพวกเขาออกไปล่าสัตว์ร้าย จะถูกมรรคาสวรรค์ควบคุมหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ไม่ นี่เป็นเพียงขั้นตอนวิวัฒนาการของมรรคาสวรรค์ ปลุกสัญชาตญาณของพวกเขา มิใช่เคราะห์]

หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้วจึงตอบว่า “ไปเถอะ ระวังตัวด้วย”

ได้ฟังดังนั้นพวกเขาก็พากันดีอกดีใจและเอ่ยปากรับคำเขาทันที

หานเจวี๋ยพลันนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่ไก่คุกรัตติกาลออกไปท่องโลก

ไม่ทราบเช่นกันว่ามันจะข้ามผ่านอุปสรรคในใจไปได้หรือไม่

เหล่าปีศาจแห่งสำนักซ่อนเร้นต่างออกเดินทางกันภายในวันนั้น จอมปีศาจคุกรัตติกาลก็พาหงส์คุกรัตติกาลตัวอื่นไปด้วย

ห้าปีผ่านไป

หานตั้วเทียนแปลงกายจากร่างศิลาพลัดสวรรค์แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้างกายโจวหมิงเยวี่ยจึงมีเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา โจวหมิงเยวี่ยไปไหน เขาก็ไปด้วย

สำหรับศิษย์ใหม่แห่งสำนักซ่อนเร้นคนนี้ ศิษย์คนอื่นๆ ล้วนสนใจใคร่รู้กันยิ่งนัก ต่างมาหาหานตั้วเทียนกันเป็นประจำ ถึงขั้นที่ชี้แนะการบำเพ็ญให้แก่เขาด้วย

แม้ว่าหานตั้วเทียนจะกราบโจวหมิงเยวี่ยเป็นอาจารย์ ทว่าก็ได้รับการดูแลจากคนทั้งสำนักซ่อนเร้น

ถูหลิงเอ๋อร์มองเขาแล้วรู้สึกโศกเศร้าอยู่เสมอ นางนึกถึงหลงเฮ่า

ปีนั้นนางเฝ้ามองหลงเฮ่าเติบใหญ่ ยามนี้มหาเคราะห์จบลงแล้ว หลงเฮ่าก็ไม่กลับมา มีความเป็นไปได้เก้าในสิบว่าจะสิ้นชีพไปแล้ว

โจวฝานเคยบอกว่า นอกจากเผ่าสวรรค์และสำนักดวงชะตาแล้ว สรรพสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับต้าหลัวลงไปต่างล้มตายแทบทั้งสิ้น เผ่ามังกรแท้ก็บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน จักรพรรดิสวรรค์ดับสูญแล้ว เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถปกป้องหลงเฮ่าได้

ไม่ใช่แค่หลงเฮ่าเท่านั้น ซูฉีและหยางเทียนตงก็หายสาบสูญไปนานมากแล้วเช่นกัน

ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้นสูญหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

เหล่าศิษย์ต่างห่วงว่าหานตั้วเทียนจะซ้ำรอยของหลงเฮ่า ดังนั้นจึงหยิบยกหลงเฮ่ามาเป็นอุทาหรณ์ตักเตือนเขา

โชคดีที่หานตั้วเทียนนิสัยอ่อนโยน ไม่มีความทะเยอทะยานมากนัก เขาไม่ได้สนใจด้านการบำเพ็ญมากนัก คาดว่าคงไม่ต้องการจะออกไป

หลังมหาเคราะห์สิ้นสุดลง หานเจวี๋ยถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าวันคืนไหลผ่านดั่งกระสวยทอผ้า บรรพกาลยาวนานนัก

แดนเซียนสงัดวังเวง กลับมานานถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่พบเห็นอันตรายใดๆ มาโจมตีเขตเซียนร้อยคีรีเลย ทั่วทั้งสำนักซ่อนเร้นสงบสุขและเงียบสงัดยิ่ง

วันเวลาเช่นนี้เป็นไปได้ว่าจะดำเนินไปอีกยาวนานนัก ฉู่ซื่อเหรินคาดคะเนว่าอาจต้องใช้เวลาหลายล้านปี ถึงจะมีสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้ากลุ่มแรกปรากฏขึ้นในแดนเซียน

หานตั้วเทียนสามารถแปลงกายได้รวดเร็วเช่นนี้ ต้องยกความดีให้พลังวิญญาณของอาณาเขตเต๋า เพราะนอกจากที่นี่แล้ว ทั่วทั้งแดนเซียนก็ไม่มีสถานที่ใดที่มีไอเซียนเหนือไปกว่าเขตเซียนร้อยคีรีอีก

สิบกว่าปีผ่านไป

[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุเก้าพันปีบริบูรณ์แล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เข้าสู่โลก ชี้แนะสรรพสิ่ง ต่อสู้ช่วงชิงแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น]

[สอง ไม่เข้าสู่โลกในขณะนี้ ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น องครักษ์อาณาเขตเต๋าหนึ่งนาย]

หานเจวี๋ยรู้สึกปลงอนิจจังยิ่งนัก

รู้ตัวอีกทีเขาก็อายุเก้าพันปีแล้ว

อย่างไรก็ตามอายุเก้าพันปีไยจึงคล้ายว่ากำลังถูกด่าอยู่เลยเล่า

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที

เลือกเป็นองครักษ์ระดับครึ่งอริยะเช่นเดิม

หานเจวี๋ยพลันมีความคิดอาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง

‘ข้าสามารถเลือกคัดลอกตัวข้าเองได้หรือไม่’

[ไม่ได้]

ความตื่นเต้นของหานเจวี๋ยถูกน้ำเย็นชามหนึ่งสาดใส่จนดับมอดลงทันที ได้แต่เลือกคัดลอกสือตู๋เต้าตามเดิม

องครักษ์คนใหม่ให้ชื่อว่า…

ซือหม่าอี้แล้วกัน!

ตอนนี้ หานเจวี๋ยมีองครักษ์ที่คัดลอกจากสือตู๋เต้าสามคนแล้ว จ้าวอวิ๋น เตี่ยนเหวย ซือหม่าอี้

ระบบรักษาความปลอดภัยของอาณาเขตเต๋าถูกยกระดับขึ้นอีกครั้ง

หานเจวี๋ยหยิบหินวิญญาณมรรคาสวรรค์และหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย

ที่เขาสามารถมีวันนี้ได้ หนังสือแห่งความโชคร้ายนับว่ามีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย จำเป็นต้องยกระดับให้เพื่อเป็นการตอบแทน

ความเสียหายที่หนังสือแห่งความโชคร้ายสร้างให้แก่ศัตรูที่ทรงพลังและเหนือชั้นกว่าเขานั้นช่างมากมายเหลือเกิน

หลายวันผ่านไป

หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับสำเร็จ จากสมบัติวิญญาณต้าหลัวเลื่อนระดับเป็นยอดสมบัติต้าหลัว

เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ หานเจวี๋ยจึงสาปแช่งอริยะมิ่งจีทันที แลกด้วยอายุขัยหนึ่งล้านล้านปี

ผลลัพธ์คือไม่เห็นจดหมายแจ้งเตือนจากอริยะมิ่งจีเลยสักฉบับเดียว

เสียเปล่าแล้ว

แต่หานเจวี๋ยก็ไม่หมดหวัง ขอเพียงจัดการเขาได้เท่านั้นพอ

อย่างไรก็ต้องทำให้เกิดเรื่องขึ้นได้ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน!

หลังสาปแช่งเสร็จ หานเจวี๋ยก็บำเพ็ญต่อไป

….

นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ภายในตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง

อริยะมิ่งจีลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น

‘เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใครกันแน่ พลังคำสาปนี้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ตบะเขาจะเพิ่มขึ้นเร็วเช่นนี้ พื้นฐานเขาต้องแข็งแกร่งอยู่แล้วเป็นแน่ ก่อนหน้านี้เพียงทำเพื่อให้ข้าลดความระแวงที่มีต่อเขาลงเท่านั้น’

‘เขาต้องเป็นอริยะอย่างแน่นอน’

อริยะมิ่งจีระแวงฉิวซีไหลเป็นรายแรก

ในหมู่อริยะ มีเพียงพวกเขาที่ถือครองพลังวิเศษทำลายมรรคา พวกเขาต่างเป็นภัยคุกคามต่อกันและกันมากที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคบค้ากันไว้ เลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายก่อความวุ่นวายขึ้น

แน่นอนว่าไม่สามารถตัดอริยะรายอื่นทิ้งไปได้ ซ้ำยังเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ของสำนักเต๋าทั้งสามด้วย

สำนักเต๋าทั้งสามสืบทอดแนวคิดมาจากบรรพชนเต๋า ครอบครองอำนาจหลักในหมู่อริยะมรรคาสวรรค์เสมอมา ปกติแล้วพวกเขาสมานฉันท์กลมเกลียว คบค้ากับอริยะรายอื่น อริยะมิ่งจีไม่ได้มาจากสำนักทั้งสาม ถึงขั้นมีความเกี่ยวพันกับบรรพชนเต๋าไม่มากนัก ยามนี้กลับได้ครอบครองพลังวิเศษทำลายมรรคา ย่อมถูกเพ่งเล็งอย่างแน่นอน

อริยะมิ่งจีรู้สึกว่าจำเป็นต้องสืบหาตัวตนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในภายภาคหน้า

‘หรือข้าควรสาปแช่งอริยะอื่นๆ โดยสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ทำให้เหล่าอริยะเกิดโกลาหลกันใหญ่โต เช่นนั้นคนผู้นั้นจะได้เผยร่องรอยออกมาง่ายๆ’

อริยะมิ่งจีคิดเงียบๆ

หากเขาเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้วถูกสาปแช่งกลับ จะต้องรู้สึกร้อนรนเป็นแน่ พลางคิดว่าตนถูกจับได้แล้ว และอาจจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไปสักระยะหรือไม่ก็เผยตัวออกมาตรงๆ

ซึ่งหากเผยตัวออกมาตรงๆ จริง อริยะมิ่งจีก็ไม่รู้สึกหวั่นเกรงแม้แต่น้อย ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอริยะมรรคาสวรรค์คนใดก็ตาม

ถ้าตัวต่อตัว เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม


[ระดับความเกลียดชังที่อริยะมิ่งจีมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]

เมื่อหานเจวี๋ยเห็นจดหมายฉบับนี้ ก็อดที่จะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาไม่ได้

นี่หมายความว่าพลังคำสาปแช่งของเขาสัมฤทธิ์ผลแล้ว

ผู้ที่อริยะมิ่งจีเกลียดชังคือตัวเขาในฐานะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ไม่ใช่หานเจวี๋ย ดังนั้นเขาย่อมไม่รู้สึกกังวล

อีกอย่าง ณ ปัจจุบันขอเพียงอยู่ในอาณาเขตเต๋า แม้จะเป็นอริยะมรรคาสวรรค์ก็บุกเข้ามาไม่ได้

หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อ

….

หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ วันเวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่ง

เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกแปดร้อยปีแล้ว

ในแดนมนุษย์ แปดร้อยปีเพียงพอจะทำให้เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์แล้ว

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ใกล้จะฝ่าทะลวงระดับครึ่งอริยะ แรงกรรมที่สั่งสมจากมหาเคราะห์หลายต่อหลายครั้งช่างมหาศาลไร้สิ้นสุด เพียงพอให้หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ

การทะลวงระดับครึ่งอริยะ ใช้เวลายาวนานกว่าการทะลวงระดับครั้งไหนๆ

เวลาผ่านไปยี่สิบปีเต็ม หานเจวี๋ยถึงได้เข้าสู่ระดับครึ่งอริยะ

เนื่องจากมีอาณาเขตเต๋าบดบังกลไกสวรรค์ หานเจวี๋ยจึงไม่ต้องเผชิญด่านเคราะห์ แต่อำนาจอันกล้าแกร่งที่เขาแผ่ออกมาแม้แต่เขตอาคมของระบบก็ไม่สามารถสะกดไว้ได้ ทุกคนในอาณาเขตเต๋าต่างสัมผัสรับรู้ได้

เขตอาคมระบบทำได้เพียงปกปิดสถานการณ์ภายในเท่านั้น ไม่สามารถปิดกั้นการรั่วไหลของกลิ่นอายภายในได้ ถึงอย่างไรหานเจวี๋ยก็มิใช่คนธรรมดา

แม้พลังอำนาจของหานเจวี๋ยจะกล้าแกร่ง ทว่าคนภายนอกก็ไม่สามารถมองทะลุค่ายกลป้องกันของอาณาเขตเต๋าได้

“อาจารย์ทะลวงระดับอีกแล้วหรือ”

“อำนาจกล้าแกร่งยิ่ง นี่มิใช่สิ่งที่ต้าหลัวจะบรรลุถึง”

“หรือจะเป็นอริยะ”

“ข้าว่าคงมิใช่การทะลวงระดับ แต่เป็นการสรรค์สร้างพลังวิเศษ”

“แน่นอน พลังวิเศษพวกนั้นของเจ้าสำนักล้วนเลิศล้ำอย่างยิ่ง มิเคยยลยินมาก่อน แสดงว่าระหว่างที่เขาฝึกบำเพ็ญได้ตระหนักรู้พลังวิเศษอยู่ตลอด”

สำหรับการทะลวงขั้นของหานเจวี๋ย ชาวสำนักซ่อนเร้นต่างรู้สึกปลดปลงยิ่งนัก

นี่ถือเป็นเรื่องดี ยิ่งหานเจวี๋ยแข็งแกร่งเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น และในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะถูกกระตุ้นให้ยกระดับพลังมรรคไปด้วย

ภายในอารามเต๋า

หานเจวี๋ยทำให้ตบะเสถียรพลางตรวจดูหน้าจอสถานะไปด้วย

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 9820/1, 290, 009, 999, 999, 999, 999, 999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต)]

[ตบะ: ระดับเซียนทองต้าหลัวเตรียมบุพกาลระยะต้น]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิน มหามรรคแห่งกรรม มหามรรคเอกอุบัติ]

….

เซียนทองต้าหลัวเตรียมบุพกาลระยะต้น!

เซียนทองต้าหลัวบุพกาลน่าจะหมายถึงระดับอริยะ

เป็นคำที่ชวนให้ลิ้นพันกันเสียจริง

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าอายุขัยของตนเพิ่มขึ้นสิบเท่าแล้ว!

หนึ่งแสนสองหมื่นล้านล้านล้านปี!

นอกจากข้าแล้วจะยังมีผู้ใดอีก!

รอจนตบะเสถียร หานเจวี๋ยจะสาปแช่งอริยะมิ่งจีเป็นอย่างดี

สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ การทะลวงระดับครึ่งอริยะของหานเจวี๋ยไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเลย

หรือว่าระบบไม่ยอมรับระดับขั้นนี้

หานเจวี๋ยรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง จากนั้นก็ตั้งใจฝึกบำเพ็ญต่อ

เขาใช้เวลาสิบปีถึงทำให้ตบะเสถียรได้ จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งอริยะมิ่งจี

ครั้งนี้เขาอยากเห็นว่าขีดจำกัดของตนอยู่ที่กี่ปี

ห้าวันผ่านไป

อายุขัยหานเจวี๋ยเริ่มลดลง เขาจ้องมองหน้าต่างค่าสถานะของตน

ร้อยล้านปี!

พันล้านปี!

หมื่นล้านปี!

แสนล้านปี!

อายุขัยลดลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ!

….

นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม อริยะมิ่งจี เทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย และอริยะจินอันรวมตัวกันอยู่ในศาลาหินหลังหนึ่ง เมฆหมอกโอบล้อมรอบๆ ดูสลัวและเลือนราง

ทุกคนพูดคุยกันตามปกติ จู่ๆ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยก็ถามขึ้นว่า “สหายเต๋ามิ่งจี เหตุใดจู่ๆ ถึงเงียบไปเล่า”

อริยะมิ่งจีสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เอ่ยตอบ “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำลังสาปแช่งข้า”

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!

เมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกมา อริยะทั้งสามท่านต่างขมวดคิ้ว

ก่อนหน้านี้เหล่าอริยะเคยหารือกันมาก่อน สังเกตเห็นว่ามหาเคราะห์ดำเนินไปรวดเร็วถึงเพียงนี้ มีสาเหตุมาจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่คอยสาปแช่งกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ต่างๆ ของแดนเซียน ถึงขั้นที่ก่อให้เกิดกระแสการสาปแช่ง ทำให้บรรดาอริยะจำเป็นต้องลงมือปิดฉากแผนการของแต่ละคนด้วยตัวเอง

พวกเขาถึงขั้นที่เคยรวมมือกันสืบหาแล้ว แต่ไม่อาจสืบทราบฐานะที่แท้จริงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการให้กระจ่างได้

ยามนี้อริยะมิ่งจีถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการตามสาปแช่ง นี่มิใช่เรื่องดี เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการพุ่งเป้ามาที่เหล่าอริยะ

พอคิดว่าอริยะมิ่งจีอาจถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่ยังไม่ทราบตัวตนสาปแช่งจนสิ้นชีพ เหล่าอริยะต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าหมองอาดูรในชะตากรรมของพวกพ้องที่มีความสัมพันธ์เชิงน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!

หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ ถึงอริยะถูกสาปแช่งตายไป อำนาจของอริยบุคคผู้นั้นจะตกอยู่ที่ใดเล่า

“เจ้ามั่นใจจริงๆ น่ะหรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคืออริยะมรรคาสวรรค์” เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยขมวดคิ้วพลางถาม

อริยะมิ่งจีย้อนถาม “นอกจากอริยะแล้ว สิ่งมีชีวิตสามัญจะมีฝีมือถึงขั้นนี้หรือ ส่วนตัวตนที่อยู่สูงขึ้นไป พวกเขาแยแสมรรคาสวรรค์เสียที่ไหน”

เมื่ออริยะทั้งสามได้ฟังก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน

การต่อสู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งของเหล่าอริยะลมีมาเนิ่นนานนัก เดิมทีต่างฝ่ายก็ต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันอยู่แล้ว

อริยะมิ่งจีกำลังสังเกตปฏิกิริยาของอริยะทั้งสาม ในใจเขาคิดสิ่งใดอยู่นั้น อริยะทั้งสามก็ไม่อาจทราบแน่ชัด

อันที่จริงอริยะทั้งสามต่างมีความสงสัยคลางแคลงว่าอริยะมิ่งจีเสแสร้งแกล้งทำ แสดงละครให้พวกตนดูอยู่หรือไม่

“ขอกล่าวอย่างไม่ปิดบัง ช่วงนี้ข้าเองก็ถูกสาปแช่งเช่นกัน”

จู่ๆ อริยะจินอันก็เอ่ยขึ้น ความหม่นหมองฉายชัดผ่านสีหน้า

อริยะมิ่งจีเหลือบมองเขา ถามขึ้นว่า “จริงหรือ”

อริยะจินอันยืนยัน “อืม เช่นเดียวกับเจ้า ถูกคนสาปแช่งหนึ่งครั้งทุกสิบปี เพียงแต่พวกเรามิได้ถูกสาปแช่งในเวลาเดียวกันเท่านั้น”

เทพสูงสุดหนานจี๋ “หากว่ากันตามนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็มิได้อยู่ในหมู่พวกเรา แต่เป็นอริยะรายอื่น สามนิกายสำนักเต๋าแม้จะแก่งแย่งชิงดี แต่ก็ไม่เคยลงมือจริงจังเลยสักครั้ง ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ของพวกเราก็เป็นหนึ่งคนรุ่งทุกคนรอด หนึ่งคนร่วงทั้งปวงล่ม”

เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย

อริยะมิ่งจีลอบสบถในใจ แต่ฉากหน้ากลับเอ่ยไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หวังว่าสหายเต๋าทั้งสามจะร่วมกันสืบหาตัวตนที่แท้จริงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”

“ได้!”

อริยะทั้งสามตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

….

สามล้านล้านปี!

หานเจวี๋ยทำลายสถิติใหม่ของตนอย่างต่อเนื่อง แต่อริยะระดับมรรคาสวรรค์เลิศล้ำจริงๆ สาปแช่งอย่างไรก็ไม่เกิดเรื่องขึ้น

หานเจวี๋ยอยากวัดขีดจำกัดของตัวเองว่าสรุปแล้วจะผลาญอายุขัยไปมากน้อยเพียงใด ถึงจะปรากฏค่าสถานะติดลบ

อายุขัยถูกหักลบไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งเสียไปสิบล้านล้านปี หานเจวี๋ยก็เริ่มใจสั่นแล้ว

บัดซบ เขาเป็นถึงครึ่งอริยะแล้ว จะสามารถสาปแช่งไปจนถึงท้ายที่สุดได้หรือไม่

ยืนหยัดต่อไปอีกหน่อยดีหรือไม่นะ

หานเจวี๋ยกัดฟันแน่น

ยามที่อายุขัยถูกหักไปสิบห้าล้านล้านปี ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง

[อริยะมิ่งจีศัตรูคู่อาฆาตของท่าน อริยะจิตปั่นป่วน บังเกิดจิตมารเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]

หานเจวี๋ยหยุดมือทันที

หัวใจเขายังคงหลั่งโลหิตอยู่ดี

เสียอายุขัยไปสิบห้าล้านล้านปีถึงพอฝืนสาปแช่งให้บังเกิดจิตมารได้

นี่น่ะหรืออริยะมรรคาสวรรค์

หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย ตัดสินใจว่าต่อไปจะไม่วุ่นวายแล้ว

สิ้นเปลืองเกินไป

อริยะมิ่งจีไม่มีทางเป็นศัตรูรายสุดท้าย วันหน้าย่อมมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า อยู่ที่ว่าจะปรากฏตัวขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้น หากต้องผลาญอายุขัยไปเรื่อยๆ เช่นนั้นจะคุ้มกันหรือ

ความเร็วในการฝ่าทะลวงของหานเจวี๋ยเชื่องช้าลง เช่นนี้หมายความว่าอายุขัยของเขาไม่อาจฟื้นฟูอย่างรวดเร็วได้อีก

ต่อไปต้องหนักแน่นกว่านี้

ขณะที่หานเจวี๋ยใคร่ครวญกับตัวเองอยู่ อริยะมิ่งจีก็รู้สึกตื่นตระหนกแล้ว

อริยะมิ่งจีไปหาฉิวซีไหล ทั้งสองพบปะกันในตำหนักทองวิจิตรหรูหราหลังหนึ่ง

“อะไรนะ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเจ้าจนเกิดจิตมารได้อย่างนั้นหรือ” ฉิวซีไหลได้ฟังก็ตกใจหน้าถอดสี

หากนำอริยะมิ่งจีมาเทียบกับเขา ย่อมมีเพียงความแข็งแกร่งมิมีอ่อนด้อย

หากสิ่งที่อริยะมิ่งจีบอกเป็นความจริง เจ้าแดนต้องห้ามอันธการผู้นั้นก็สามารถคุกคามเขาได้เช่นกัน

สีหน้าของอริยะมิ่งจีย่ำแย่อย่างยิ่ง เขากล่าวว่า “หากข้าพูดปด ดวงชะตามรรคาสวรรค์จะลดทอนลง!”

สีหน้าท่าทางของฉิวซีไหลดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นอริยะแน่นอน ถึงขั้นที่อาจจะแข็งแกร่งว่าอิรยะมิ่งจีเลยด้วยซ้ำ!

เป็นผู้ใดกันแน่



หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าการสาปแช่งอริยะมิ่งจีของตนสร้างความหวาดหวั่นแก่เหล่าอริยะเสียแล้ว

หลังสาปแช่งอริยะมิ่งจีเสร็จ เขาเริ่มยกระดับให้พลังวิเศษมรรคกระบี่ของตน ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

หลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา

เทพมารตนที่เก้า เทพมารสงคราม เจตจำนงแห่งสงคราม อาศัยเจตจำนงยกระดับตบะ ต่อสู้จนกว่าจะมอดม้วย

เทพมารตนที่สิบ เทพมารมรณะ มหามรรคแปลงปราณมรณะ ปราณมรณะกลืนกินปราณชีพ พิฆาตสรรพสิ่งให้วายชนม์

เทพมารตนที่สิบเอ็ด เทพมารลมหายใจพฤกษา ต้นกำเนิดแห่งพฤกษา พลังเวทกำเนิดแมกไม้ จองจำแดนสรวง

เทพมารตนที่สิบสอง เทพมารวิญญาณ ไร้รูปลักษณ์ กายวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งความคิดไร้ขอบเขต

เทพมารตนที่สิบสาม เทพมารจิตสังหาร จิตสังหารควบรวมเป็นมรรค ยิ่งจิตสังหารแกร่งกล้าเท่าไร มรรควิถีก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น

หานเจวี๋ยใช้เวลาเก้าปีเพื่อปรับหลอมร่างจำลองเทพมารทั้งห้า

เมื่อร่างจำลองเทพมารสิบสามตนออกโรงพร้อมกัน จะโหดเหี้ยมไร้ปรานี

ร่างจำลองเทพมารที่หานเจวี๋ยครอบครองอยู่ในปัจจุบันนี้แบ่งออกเป็นเทพมารขุนพลสวรรค์ เทพมารนวอันธการ เทพมารวาตะวิปโยค เทพมารเงาไพศาล เทพมารฟ้ากระจ่าง เทพมารวารีแช่มช้อย เทพมารสิ้นแสง เทพมารสงคราม เทพมารมรณะ เทพมารลมหายใจพฤกษา เทพมารวิญญาณ เทพมารจิตสังหาร

เขาเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ แม้จะเป็นการต่อกรกับครึ่งอริยะ เขาก็เสพสุขกับความรู้สึกที่ได้เป็นฝ่ายกดขี่อยู่ดี

ไม่ว่าพลังวิเศษของเจ้าจะมากมาย สมบัติวิเศษจะร้ายกาจมากแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าสิบสามร่างจำลองเทพมารก็เป็นแค่มดปลวกเท่านั้น

หานเจวี๋ยลองท้าทายอริยะมรรคาสวรรค์ฝูซีเทียนดู

อืม ยังคงถูกสังหารอยู่ดี

แต่ในที่สุดก็มิใช่การถูกสังหารในเสี้ยววินาทีอีก หานเจวี๋ยรับมือได้เป็นเวลาสองช่วงลมหายใจ

ก้าวหน้ามากนัก

หานเจวี๋ยอารมณ์ดีนัก จึงตัดสินใจจะแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์

เขาเดินออกมาจากอารามเต๋า มุ่งหน้าไปที่ต้นฝูซัง

ด้วยตบะของเขา สามารถเคลื่อนย้ายไปที่ต้นฝูซังได้ทันที แต่เขาชอบการเดินเท้า ถือเป็นการเดินเล่นไปด้วย

เวลาผ่านมานานถึงเพียงนี้ เขตเซียนร้อยคีรีก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน บัววายุกระจ่างไร้ร่องรอยแพร่ไปทั่ว ดอกบัวเขียวชูช่อเหนือผืนดิน แผ่ปราณฟ้าประทานอันเข้มข้น

แมกไม้ในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนเติบโตสูงใหญ่ ต้นที่สูงที่สุดสูงเกินร้อยจั้งแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าต้นฝูซัง ล้วนดูราวกับดอกหญ้า

ปัจจุบันต้นฝูซังสูงหมื่นจั้งแล้ว ราวกับมหาพฤกษาสวรรค์ที่เก่าแก่ที่สุดในตำนาน

เมื่อหานเจวี๋ยเดินมาถึงหน้าต้นฝูซัง ศิษย์ทั้งหมดต่างมารวมตัวกันแล้ว

เผ่าปีศาจอย่างพวกเจียงอี้และไก่คุกรัตติกาลยังไม่กลับมา แต่หานเจวี๋ยรู้จากจดหมายว่าพวกเขาอยู่ร่วมกันราบรื่นดียิ่ง เป็นเพราะกลืนกินสัตว์ร้าย คุณสมบัติจึงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

รอจนพวกเขากลับมา คาดว่าทั้งหมดคงจะบรรลุถึงระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว

ยุคสมัยแห่งสัตว์ร้าย เดิมทีก็เป็นงานเลี้ยงอันโอชะที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ทรงพลังแห่งฟ้าดินกลุ่มแรกอยู่แล้ว

สิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่รอดจากยุคสมัยแห่งสัตว์ร้ายได้จะต้องมีความสามารถ ความแข็งแกร่งและทักษะการต่อสู้ที่แกร่งกล้าสุดขีดแน่นอน หากให้เวลาสักหน่อย การจะกลายเป็นผู้ทรงพลังแห่งปวงสวรรค์หมื่นโลกาย่อมมิใช่เรื่องยาก

หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม เสียงกังวานไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ให้เผ่าเอกาได้รับฟังด้วย

หลังจากบรรลุระดับครึ่งอริยะ เสียงธรรมของหานเจวี๋ยนั้นแฝงมหาโชคยิ่งขึ้นไปอีก ระหว่างที่แสดงธรรมก็ยกระดับความรู้แจ้งของผู้สดับมรรคอย่างใหญ่หลวง มรรควิถีของพวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกคนล้วนสัมผัสรับรู้ได้

การแสดงธรรมครั้งนี้ยาวนานยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา

หานเจวี๋ยแสดงธรรมถึงห้าสิบปีเต็ม

หลังแสดงธรรมจบ หานเจวี๋ยกลับอารามเต๋าเพียงลำพัง

ความจริงแล้วการแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์ ก็เท่ากับเขาได้แยกแยะมรรควิถีของตนไปด้วย นับว่าได้รับประโยชน์มหาศาล

‘ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ทรงพลังเหล่านั้นชอบแสดงธรรม ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงน้ำใจแก่ผู้อื่นเท่านั้น ยังช่วยส่งเสริมพลังมรรคของตัวเองอีกด้วย’

หานเจวี๋ยยิ้ม จากนั้นจึงหลับตาฝึกบำเพ็ญต่อ

….

ป่าเขารกชัฏกันดาร หนอนยักษ์ขนาดใหญ่มโหฬารปานทิวเขาตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปด้านหน้า รูปร่างมันคล้ายตะขาบ ทว่าร้อยเท้ากลับคล้ายอุ้งเท้าสิงโต ยามที่เคลื่อนตัวจะบดอัดพื้นจนเป็นทางใหญ่สายหนึ่ง

คล้ายว่ามันกำลังหาอาหารอยู่จึงเดินๆ หยุดๆ

ในเวลานี้เอง แผ่นดินไหวถล่ม ปากที่อ้ากว้างสีแดงฉานพุ่งพ้นผืนดินออกมา กัดขย้ำหนอนยักษ์ตัวนี้ในคำเดียว โลหิตสาดกระจายเต็มพื้น

สัตว์ร้ายที่พุ่งทะลุดินออกมาตัวนี้ดูคล้ายกับหัวหมี มีตาแปดดวง กำลังกลอกกลิ้งไปในทิศทางที่ต่างกัน

ครืน!

สายลมกระโชกน่าพรั่นพรึงถาโถมลงมา กรงเล็บน่าผวาคู่หนึ่งโฉบทะลุหมู่เมฆ ตะครุบสัตว์ร้ายแปดตาเอาไว้ ลากออกมาจากดินทันที จากนั้นบินขึ้นไปเหนือเมฆ

“เคี้ยกๆๆ! ท่านไก่อย่างข้าได้กินอิ่มอีกมื้อแล้ว!”

เสียงหัวเราะที่หยิ่งผยองสุดขีดดังก้องฟ้า สัตว์ที่ตะครุบสัตว์ร้ายแปดตาไว้คือไก่ดำขนาดมหึมาตัวหนึ่ง

ไก่คุกรัตติกาล!

เมื่ออยู่ต่อหน้าไก่คุกรัตติกาล สัตว์ร้ายแปดตาดูเล็กจ้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ไก่คุกรัตติกาลสยายปีกโผไกลพันลี้ เมื่อกระพือสองปีกก็หายลับไปจากเส้นขอบฟ้า

บนหลังไก่คุกรัตติกาลมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ เป็นพวกเจียงอี้นั่นเอง

โลหิตสาดกระเซ็น เจียงอี้จำเป็นต้องสำแดงพลังวิเศษ สร้างโล่กำบังอันหนึ่งขึ้นมาป้องกันโลหิตที่สาดกระจาย

เจ้าใหญ่กล่าวด้วยความไม่พอใจ “ไก่เน่าตัวนี้ทำตัวเหิมเกริมเช่นนี้ทุกครั้ง จงใจทำสินะ!”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองไปที่จอมปีศาจคุกรัตติกาล เอ่ยว่า “เจ้าเป็นพี่ชายมันมิใช่หรือจัดการสิ!”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดี “จัดการอย่างไร มันทำตัวโอหังยิ่งนักเสมอมา”

ราชามังกรสามหัวร้องขึ้นว่า “ควรถึงตาข้าบ้างแล้ว พวกเจ้าช่วยปิดล้อมโจมตีให้ข้าซะ!”

ทุกคนโหวกเหวกโวยวาย ผ่านไปครู่หนึ่ง ไก่คุกรัตติกาลก็กินสัตว์ร้ายแปดตาจนหมดเกลี้ยงแล้ว

“หืม ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ร้ายอย่างพวกเจ้าจะมีสติปัญญาด้วย”

เสียงหนึ่งพลันดังก้องฟ้าดินขึ้นมา สีหน้าเจียงอี้แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน

ผู้ทรงพลัง!

เจียงอี้เอ่ยเสียงดัง “ผู้อาวุโส พวกเรามิใช่สัตว์ร้าย”

หากเป็นเมื่อก่อน เจียงอี้คงหลุดปากด่าทอใหญ่โตแน่นอน แต่ยามนี้เผ่าเทพอีกาทองเกรงว่าจะสูญสิ้นไปแล้ว ผู้ทรงพลังที่เหลือรอดมาได้ต่างเป็นตัวตนที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้ เขาจำเป็นต้องระมัดระวัง

“มีอีกาทองเสียด้วย คุณสมบัติไม่เลวเลย พวกเจ้าทั้งหมดจงเข้ามาอยู่ใต้อำนาจข้าเสียเถิด!”

ผู้ทรงพลังลึกลับคนนั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ จากนั้นขอบฟ้าก็พลันมืดลง ปรากฏเป็นพายุโหมน่าสะพรึงลูกหนึ่ง กวาดม้วนพวกเขาทั้งหมดขึ้นสู่ท้องฟ้า

พวกเจียงอี้เงยหน้ามอง ปรากฏเป็นปากแขนเสื้อขนาดมโหฬารข้างหนึ่งขึ้นที่ขอบฟ้า บดฟ้าบังตะวัน ยากจะคาดเดาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้

พวกเขาอยากหนี แต่ถูกพลังเวทอันแข็งแกร่งสะกดข่มเอาไว้ ไม่อาจดิ้นรนได้

ในไม่ช้า พวกเขาก็ถูกกวาดม้วนเข้าสู่แขนเสื้อ

….

ณ เขตเซียนร้อยคีรี

นับตั้งแต่สิ้นสุดการแสดงธรรมเวลาก็ผ่านไปแปดปีแล้ว

เหล่าศิษย์ไม่น้อยยังคงอยู่ในสภาวะตระหนักมรรค ยังคงไม่ได้สติกลับมา

หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ จู่ๆ ก็สัมผัสได้มีคนใช้วิชาอัญเชิญเทพ

เขานับนิ้วทำนาย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไก่คุกรัตติกาล

ผ่านมานานจนป่านนี้ เป็นครั้งแรกที่ไก่คุกรัตติกาลใช้วิชาอัญเชิญเทพ หรือว่าจะเกิดเรื่องแล้ว

ถึงแม้ใต้หล้าจะไร้สงครามแล้ว หานเจวี๋ยก็ยังใช้ระบบวิวัฒนาการด้วยความระแวง ‘หากข้าไป จะมีอันตรายหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ขณะนี้ยังไม่มี]

หานเจวี๋ยถอนหายใจ กระตุ้นสมบัติวิเศษทั้งหมดในร่างทันที หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราแผ่นแสงแห่งเทพออกมา ครอบคลุมร่างเขาเอาไว้

เขาลุกขึ้น เดินเข้าสู่คลื่นวนสีดำ

อีกด้านหนึ่ง

เจียงอี้ ไก่คุกรัตติกาลและพวกจอมปีศาจคุกรัตติกาลถูกขังไว้ในพื้นที่มิติแห่งหนึ่ง พื้นราวกับหยก ขอบพื้นที่มิติมืดสนิท ไม่อาจมองเห็นทางออกได้

เมื่อเงยหน้ามอง จะเห็นช่องรับแสงช่องหนึ่ง เพียงแต่มีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบ

ไก่คุกรัตติกาลมองคลื่นวนสีดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความกังวล

“นายท่านจะมาหรือไม่นะ” ไก่คุกรัตติกาลพึมพำกับตัวเอง

เวลานี้เอง แสงเจิดจ้าส่องวาบออกมาจากคลื่นวนสีดำ หานเจวี๋ยก้าวเท้าออกมา

ฝูงชนตื่นเต้นปรีดา พากันคุกเข่าคารวะหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยตรวจหาศัตรูที่แข็งแกร่งในบริเวณรอบข้างทันที

[ท่าเทียนเกอ: เซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์ เซียนแห่งนิกายฉ่าน]