461-465

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 461ถึง465

ใช้เวลาตระหนักมรรคอยู่เกือบสิบปีเต็ม ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สร้างมหามรรคที่เป็นของตนได้สำเร็จ

ทันทีที่รู้แจ้งถึงมหามรรคแห่งตนแล้ว กลิ่นอายทั่วร่างของหานเจวี๋ยก็พลันแปรเปลี่ยน ไอดำสายหนึ่งพัวพันอยู่รอบกายเขา ทำให้ดวงจิตประหลาดตกใจจนไม่กล้าเข้าใกล้ ซุกอยู่ในมุมตัวสั่นงันงก

และในเวลาเดียวกันนี้

ท่ามกลางความมืดมิดมีรัศมีแสงวงหนึ่งปรากฏขึ้น และค่อยๆ แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

มีเงาร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดทีละร่างๆ มองไปทางรัศมีแสงที่อยู่ไกลออกไป

“มหามรรควิถีใหม่หรือ”

“ทำนายไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่รังสรรค์ขึ้น”

“อาจจะเป็นมหามรรคที่วิวัฒนาการขึ้นตามธรรมชาติ”

“ยังคงต้องรอให้ถึงงานชุมนุมรวมวิถีครั้งต่อไป หรือนานกว่านั้น มหามรรควิถีนี้ถึงจะสามารถบัญญัติกฏเกณฑ์ของตน ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตในวงจรของตนได้”

“พวกเจ้าต้องการมหามรรคนี้เช่นนั้นหรือ หากมหามรรคนี้สรรสร้างขึ้นโดยผู้บำเพ็ญจริงๆ ระวังจะเสียเวลาเปล่า”

“รอดูกันไปเถิด”

….

หานเจวี๋ยไม่ทราบเลยว่าในขณะที่ตนสรรสร้างมหามรรค ภายในส่วนลึกของความมืดมิดที่ไม่ทราบชื่อเรียกมีโชควาสนาใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว

เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น

เขารับรู้ได้ว่ามีอำนาจแห่งมหามรรควิถีใหม่อยู่ภายในจักรวาลโลกดารา รูปร่างคล้ายหมอกดำ ปะทุพลุ่งพล่านอยู่บริเวณชายขอบ

มหามรรควิถีนี้ผสานอัตลักษณ์ของร่างจำลองเทพมารทั้งแปดตนที่เขาถือครองไว้

เทพมารขุนพลสวรรค์ เทพมารนวอันธการ เทพมารวาตะวิปโยค เทพมารเงาไพศาล เทพมารสุญตา เทพมารฟ้ากระจ่าง เทพมารวารีแช่มช้อย เทพมารสิ้นแสง!

ภายภาคหน้า เขายังสามารถเรียนรู้ร่างจำลองเทพมารตนที่เหลือ นำมาเพิ่มโชควาสนาแก่มหามรรคให้มากขึ้นกว่าเดิม

มหามรรคนี้คือสิ่งที่มิเคยปรากฏมาก่อน และเป็นมหามรรคที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุด เนื่องจากมันผสานรวมอัตลักษณ์ของมหามรรคอื่นๆ ไว้

“เรียกว่ามหามรรคเอกอุบัติแล้วกัน”

หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ตั้งชื่อให้มหามรรควิถีใหม่

เอก คือเป็นเอกเลิศล้ำ เป็นเอกเหนือมหามรรคสามพันวิถี

อุบัติ คือการก่อเกิดจากรากฐาน อุบัติขึ้นจากมหามรรคสามพันวิถี

หลังจากผสานรวมมหามรรคทั้งสามพันเข้าด้วยกันแล้ว จึงก่อเกิดเป็นมหามรรคสามพันวิถี!

ท่ามกลางความมืด หานเจวี๋ยรับรู้ได้ว่ามหามรรคเอกอุบัติกำลังตอบรับตน ยอมรับนามแห่งมหามรรคนี้แล้ว

[ตรวจสอบพบว่าท่านสรรสร้างมหามรรคขึ้นเป็นครั้งแรก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง แสดงธรรมเผยแพร่มรรค ให้สรรพสิ่งฝึกฝนมหามรรคเอกอุบัติ จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่เปิดเผยการมีอยู่ของมหามรรคเอกอุบัติ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]

ผู้เฒ่ายังเรียนรู้ได้ไม่แตกฉาน แล้วจะเผยแพร่มรรคได้อย่างไร!

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที

ทันทีที่เผยแพร่มหามรรคออกไป ต้องดึงดูดความสงสัยของอริยะระดับมหามรรคและดวงจิตมหามรรครวมถึงนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้นเป็นแน่ แล้วหานเจวี๋ยเองก็มิใช่คนโง่ด้วย

[ท่านเลือกเก็บตัวบำเพ็ญ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วยท่านได้รับบัววายุกระจ่างไร้ร่องรอย]

[บัววายุกระจ่างไร้ร่องรอย: สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า ดำดินไร้ร่องรอย หว่านเมล็ดได้นับพันล้าน ก่อเกิดปราณฟ้าประทานมากมายมหาศาล]

ไม่เลวเลย เอาไปปลูกไว้นอกเกาะสำนักซ่อนเร้นได้ ยกระดับปราณฟ้าประทานในละแวกนี้

ส่วนภายในอาณาเขตเต๋า ไม่จำเป็นต้องยกระดับปราณฟ้าประทานอีก ที่มีอยู่แต่เดิมก็หนาแน่นเต็มที่แล้ว

พอดีนัก ต่อไปเหล่าศิษย์และชาวเผ่าเอกาสามารถอาศัยอยู่ด้านนอกได้ ส่วนเกาะสำนักซ่อนเร้นก็เก็บซ่อนไว้ในที่มิดชิด ใช้หลบหนียามฉุกเฉิน

การบำเพ็ญในปัจจุบันของหานเจวี๋ยไม่ต้องการพลังวิญญาณและปราณฟ้าประทานแล้ว เพียงต้องดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรเท่านั้น

หานเจวี๋ยลุกขึ้น กระโดดออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น

เมื่อออกมาด้านนอก เขาพบว่าต้นไม้รอบข้างลดน้อยลงไปมาก ในระยะร้อยก้าวปรากฏสิ่งปลูกสร้างจำพวกตำหนักวัดวาอารามที่ใหญ่โตเรียงรายกันหลายหลัง

หานเจวี๋ยสัมผัสถึงกลิ่นอายของเหล่าศิษย์ได้ แต่ละคนเสาะหาที่พักของตนกันแล้ว

เขานำบัววายุกระจ่างไร้ร่องรอยออกมา สิ่งนี้เป็นเมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ดมีขนาดเท่าถั่วลิสง เขาโยนมันลงพื้นไปตรงๆ เพียงพริบตาเดียวเมล็ดพันธุ์ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หานเจวี๋ยส่งพลังจิตดำดินลงไป เขามองเห็นบัววายุกระจ่างไร้ร่องรอยกำลังแตกหน่ออย่างรวดเร็ว

ต่อจากนี้เพียงแค่รอคอยให้บัววายุกระจ่างไร้ร่องรอยเติบโตเท่านั้น

หานเจวี๋ยปลดปล่อยกลิ่นอายของตนออกมา ด้วยการปกปิดของระบบ ตบะของเขาถูกกดเอาไว้ในระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ

ในไม่ช้า เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็พากันมารวมตัว ทั้งหมดคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย แม้กระทั่งสิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็มาด้วยเช่นกัน

สวินฉางอัน อู้เต้าเจี้ยน ลี่เหยา ถูหลิงเอ๋อร์ จ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุน เจียงอี้ แปดพี่น้องหาน ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ฉู่ซื่อเหริน มู่หรงฉี่ จินกังนู่ หลี่ว์ฮว่าซวี โจวหมิงเยวี่ยต่างมากันพร้อม

สำหรับตบะระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏที่หานเจวี๋ยปลดปล่อยออกมา ไม่มีผู้ใดเชื่อเลย

เจียงอี้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงการพบกันครั้งแรกของตนและหานเจวี๋ย สบถอยู่ในใจ ‘คิดจะหลอกคนอีกแล้ว!’

สรรพสิ่งใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์สูญสิ้นแล้ว ยังคิดจะหลอกผู้ใดอีก

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “คิดเห็นอย่างไรกับที่นี่”

มู่หรงฉี่กล่าวตอบเป็นคนแรก “สืบพบว่าที่นี่เคยเป็นอาณาเขตเดิมของเผ่ากิเลน เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ เหมาะสำหรับอยู่อาศัยจริงๆ ขอรับ ท่านอาจารย์ ต้องการตั้งชื่อให้พื้นที่แห่งนี้หรือไม่ขอรับ”

คนอื่นๆ ต่างเห็นพ้องด้วย

ไม่มีชื่อเรียกสถานที่ พวกเขามักรู้สึกว่าขาดอะไรไปอยู่ตลอด

อีกทั้งพวกเขาก็ไม่กล้าตั้งกันโดยพลการ

หานเจวี๋ยครุ่นคิด เอ่ยไปว่า “เรียกว่าเขตเซียนร้อยคีรีเถิด”

“มีความหมายอย่างไร” เจียงอี้ถาม

หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ตอบสั้นๆ “ไม่มีความหมาย”

เจียงอี้ตะลึงงัน ขณะที่กำลังจะจี้ถาม ไก่คุกรัตติกาลก็แผดเสียงขึ้นมา “นายท่านว่าอย่างไรก็ว่ากันตามนั้น! เจ้าหนูเจียงอี้ไม่เชื่อฟังอย่างนั้นหรือ”

“นายท่าน ให้เขาโขกศีรษะไปร้อยปี กล่าวว่าตนผิดไปแล้วเถิด!”

เจียงอี้โมโหแทบตายแล้ว ไก่สุนัขตัวนี้ต่ำช้าเกินไปแล้วกระมัง!

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ต่อไปพวกเจ้าก็อาศัยอยู่ละแวกนี้เถิด ข้าจะพักอยู่ภายในเกาะสำนักซ่อนเร้น หากมีธุระก็เรียกหาข้าได้ตลอด สรรพสิ่งภายใต้มรรคาสวรรค์แทบจะสูญสิ้นไปหมดแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดล้วนเป็นตัวตนที่อยู่ในระดับเทพขึ้นไป หากพบพานเข้า ให้รับมือด้วยความระมัดระวัง ข้าจะให้หลี่ว์ปู้และหม่าเชาออกมาพิทักษ์เขตเซียนร้อยคีรี”

“อย่าได้ออกจากเขตเซียนร้อยคีรี เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากข้า ฝึกบำเพ็ญให้ดี เมื่อสิ่งมีชีวิตภายใต้มรรคาสวรรค์ถือกำเนิดใหม่ พวกเจ้าจะเปรียบได้กับตัวตนในตำนาน นี่ก็คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่สุดหลังผ่านพ้นมหาเคราะห์”

เมื่อได้ฟังคำพูดของหานเจวี๋ยแล้วแต่ละคนต่างมีปฏิกิริยาต่างกันไป พวกเขาคาดเดาถึงสถานการณ์นี้อยู่ก่อนแล้ว แต่พอได้ทราบจากปากของหานเจวี๋ย ก็ยังรู้สึกตื่นตะลึงอยู่ดี

เจียงอี้เอ่ยถาม “เผ่าอีกาทองของข้าก็สูญสิ้นเช่นกันหรือ”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ผู้ที่อยู่ในระดับต้าหลัวน่าจะยังมีชีวิตอยู่”

จ้าวเซวียนหยวนสีหน้าหม่นหมอง ต้าหลัวของเผ่ามนุษย์มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์คล้ายจะนึกถึงอะไรบางอย่าง ท่าทางแปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมองเลื่อนลอยเช่นกัน

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของพวกนาง จึงกล่าวว่า “โลกเมฆาแดงแต่เก่าก่อนยังคงอยู่ ข้าปกป้องไว้ ยามนี้เรียกขานว่าโลกเขย่าพิภพ”

หลี่ว์ฮว่าซวีพยักหน้าเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ข้าก็มาจากโลกเขย่าพิภพ โลกเขย่าพิภพคล้ายจะไม่ตั้งอยู่ในห้วงอวกาศแล้ว ผู้ที่สำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์เคยกล่าวไว้ว่า หลังออกจากโลกเขย่าพิภพจะเผชิญกับหมอกมหาศาลน่าพรั่นพรึง ปิดกั้นเส้นทางของพวกเขา”

ส่วนที่ว่าโลกเขย่าพิภพอยู่ที่ใดนั้น หานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยต่อ

อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงการสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยก็นึกขึ้นได้ว่าจนถึงตอนนี้ตนก็ยังไม่เคยทำเลย

ด้วยตบะของเขาในปัจจุบันนี้ การสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์ไม่มีความหมายแล้ว การสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์เพียงช่วยยกระดับตบะของโลกระดับล่างเท่านั้น หากขึ้นสู่สวรรค์หลังจากเป็นเซียนทองต้าหลัวแล้วกลายเป็นครึ่งอริยะได้ละก็ ต้าหลัวรายอื่นคงคิดหาวิธีสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์อีกครั้งไปแล้ว

“อาจารย์ หากพวกเราแสดงธรรมต่อสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกของมรรคาสวรรค์ จะได้รับผลกุศลมหาศาลไร้สิ้นสุด หรือแม้กระทั่งโอกาสในการพิสูจน์มรรคกลายเป็นครึ่งอริยะหรือไม่ขอรับ”

จู่ๆ จ้าวเซวียนหยวนก็ถามขึ้นด้วยดวงตาทอประกาย

คนที่เหลือต่างก็พากันสนใจขึ้นมาแล้วเช่นกัน

พวกเขาเคยได้ยินตำนานเล่าขานของอริยะมากมาย อริยะส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพราะมีผลกุศลมหาศาลจากสรรพสิ่ง ถึงได้กลายเป็นอริยะมรรคาสวรรค์!

“ไม่ง่ายดายปานนั้น หากไม่สามารถกลายเป็นอริยะได้ แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ที่พวกเจ้าได้รับจะกลายเป็นสิ่งผูกมัดเจ้า เมื่อมหาเคราะห์ไร้สิ้นสุดครั้งต่อไปมาเยือน พวกเจ้าจะหลบเลี่ยงอย่างไรเล่า หากไม่สำเร็จเป็นอริยะ สุดท้ายจะกลายเป็นธุลีปลิดปลิวในมหาเคราะห์”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเรียบเฉย คำพูดของเขาทำให้ทุกคนจมอยู่ในภวังค์ความคิด

ไก่คุกรัตติกาลร้องขึ้นว่า “ต่อสู้แก่งแย่งอันใดกัน ติดตามนายท่าน พลังมรรคก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง หลีกห่างจากเภทภัย ยังไม่นับว่ามีความสุขอีกหรือ คิดดูเถิดตบะของพวกเจ้า เพิ่มขึ้นเร็วไม่เท่าไปแก่งแย่งโชควาสนาจริงๆ น่ะหรือ”

เมื่อฟังแล้วทุกคนต่างก็ได้สติขึ้นมา

“ใช่แล้ว มีชีวิตรอดสิถึงจะสำคัญที่สุด”

“ตอนนี้พวกเราคือคนส่วนน้อยที่มีชีวิตรอดมาได้ เมื่อสรรพสิ่งใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์ถือกำเนิดขึ้น พวกเราก็จะกลายเป็นลูกพี่ใหญ่”

“หากคิดแย่งชิงอริยะ วันหน้าก็ถอนตัวลำบากแล้ว”

“ถึงอย่างไรข้าก็จะเชื่อฟังอาจารย์”

“ข้าก็เช่นกัน”

ทุกคนพากันพูดคุยออกความคิดเห็น หานเจวี๋ยยิ้มแวบหนึ่ง ไม่ได้ร่วมวงต่อ

เขาเริ่มมองซ้ายมองขวา เตรียมสร้างอารามเต๋าของตนขึ้นมาสักหลัง ส่วนเกาะสำนักซ่อนเร้นก็ใช้เป็นพื้นที่ลับ

มรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง วันเวลาแปรเปลี่ยนเป็นเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า

หานเจวี๋ยพบตำแหน่งเหมาะก็พลันโบกมือขวา อารามเต๋าหลังหนึ่งที่ขนาดไม่นับว่าใหญ่เกินไปก่อตัวปรากฏขึ้นภายในป่า

“พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญไปตามวิถีของตนเถิด ถึงแม้จะไร้ซึ่งสรรพสิ่งใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์ ก็ไม่อาจชักช้าเสียเวลาได้”

หานเจวี๋ยเปิดปากเอ่ย เหล่าศิษย์ต่างสลายตัวไปทันที

สิงหงเสวียนขยับเข้ามาหา ยิ้มหวานพลางเอ่ยถาม “ท่านพี่ ข้าสามารถอยู่ร่วมอารามกับท่านได้หรือไม่”

หานเจวี๋ยตอบว่า “เจ้าย้ายมาอยู่ข้างๆ ข้าได้ ข้าไม่สะดวกที่จะอาศัยอยู่ร่วมกัน”

สิงหงเสวียนเบะปาก ได้เพียงพยักหน้ารับ เข้าใกล้หานเจวี๋ยได้อีกนิดก็ยังดี

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์อยากเอ่ยวาจาแต่ก็เงียบไป สุดท้ายยังคงเลือกตามเซียนซีเสวียนจากไป

ตบะของสตรีทั้งสองล้วนสู้สิงหงเสวียนไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีความกล้ามากเท่าสิงหงเสวียน

หานเจวี๋ยไม่ได้กลับเข้าไปในอารามเต๋า แต่เริ่มเตร็ดเตร่ไปรอบๆ เขตเซียนร้อยคีรี

ถึงแม้อายุใกล้จะครบแปดพันปีแล้ว แต่เขายังไม่เคยไปไหนเลยจริงๆ ครั้งก่อนที่มาเยือนแดนเซียน อยู่ได้ไม่นานก็เผ่นหนีแล้ว ด้วยกลัวว่าจะได้พบกับอันตราย

ในเวลานี้ ภายใต้มรรคาสวรรค์ไม่มีผู้ใดสามารถคุกคามเขาได้ เขาย่อมใจกล้าขึ้นมาเล็กน้อย

คนอื่นๆ ไม่ได้ตามหานเจวี๋ยไป ต่างทราบดีว่าหานเจวี๋ยอยากเดินเพียงลำพัง

ลี่เหยาเอ่ยเรียบๆ ว่า “เขาอยู่ในแดนต้องห้ามก็ยังรับรู้สถานการณ์ของมหาเคราะห์ได้ตลอด ข้าสงสัยว่าเขาคงอยู่ไม่ไกลจากระดับอริยะแล้ว ไม่แน่ว่าอาจพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะแล้วก็เป็นได้ ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจไยดีตำแหน่งอริยะเลย”

อู้เต้าเจี้ยนอดพยักหน้ารับไม่ได้ รู้สึกว่าคำพูดนั้นฟังดูมีเหตุผล

หานเจวี๋ยเดินทอดน่องพลางแผ่จิตรับรู้ออกไป

เขารู้สึกว่าพื้นที่แถบนี้ค่อนข้างพิเศษ สามารถคงสภาพภูมิประเทศป่าเขาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนมหาเคราะห์จะสิ้นสุดลงต้องเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาก่อนเป็นแน่

พลังวิญญาณของที่นี่ก็นับว่าพรั่งพร้อม เกือบจะเทียบเคียงกับพลังวิญญาณในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสิงหงเสวียนที่เผ่ามนุษย์ก่อนหน้านี้ได้เลย แต่แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับอาณาเขตเต๋าของเขาแล้ว ยังห่างชั้นกันไกลนัก

ผ่านไปไม่นาน หานเจวี๋ยก็ค้นพบพื้นที่ต้องห้ามอันลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน

เขาดำดินลงไปทันที มาถึงห้องใต้ดินลึกลับแห่งหนึ่ง ด้านหน้าคือประตูศิลาบานใหญ่มโหฬาร สูงตระหง่านน่าเกรงขาม บนประตูสลักลวดลายโบราณเอาไว้มากมาย

ประตูศิลาบานนี้ผสานผลึกอาคมอันทรงพลังไว้ หากจิตรับรู้ที่เข้าใกล้มิใช่ระดับเซียนทองต้าหลัว จะไม่มีทางรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงทุกสิ่งที่อยู่ภายในประตูเลย

หานเจวี๋ยสำแดงร่างจำลองเทพมารสุญตาออกมา เทพมารสุญตาพลันโบกมือคราหนึ่ง พลังสุญตาเข้าปะทะประตูศิลา ผลึกของประตูศิลาอันตรธานหายไปในทันใด แม้แต่บานประตูก็สลายกลายเป็นธุลีลอยล่อง หานเจวี๋ยเพ่งมองเข้าไปพบว่าด้านหลังประตูศิลาคือโพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่มืดสลัวไปหมด ด้านในเก็บซ่อนไข่ใบใหญ่ยักษ์ไว้มากมาย

หืม?

หานเจวี๋ยแผ่จิตรับรู้ออกไป พบว่าไข่เหล่านั้นมีสัญญาณชีพแฝงอยู่ ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่

พวกมันรอดพ้นจากพลังวิเศษทลายมรรคามาได้อย่างไร

เขาเอ่ยถามในใจทันที

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[เซียนทองต้าหลัวแห่งเผ่ากิเลนเสียสละพลังมรรคและดวงชะตาตลอดจนพลังวิเศษฟ้าประทานของตน ปิดกั้นถ้ำนี้ออกจากมรรคาสวรรค์ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากพลังทำลายล้างของพลังวิเศษทลายมรรคา]

เผ่ากิเลน!

หานเจวี๋ยลอบตระหนกกับตัวเอง จิตรับรู้ของเขาตรวจจับตัวตนทรงพลังอื่นใดไม่ได้แล้ว เขาเรียกแบบจำลองการทดสอบออกมาตรวจสอบดู ก็ตรวจไม่พบถึงการมีอยู่ของเซียนทองต้าหลัวเผ่ากิเลนเลย

กล่าวอีกนัยคือ คนผู้นั้นตายไปแล้วจริงๆ

หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในถ้ำ ตรวจนับไข่กิเลนเหล่านี้

เมื่อตัดไข่ที่สูญเสียสัญญาณชีพไปแล้ว ยังมีไข่กิเลนที่มีชีวิตเหลืออยู่กว่าหนึ่งพันสองร้อยใบ ภายในถ้ำมีผนึกบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ สามารถชักนำพลังวิญญาณจากใต้ดินถ่ายทอดเข้าสู่ไข่กิเลน ทำให้มันเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

‘หากเก็บไข่พวกนี้ไว้จะเกิดบ่วงกรรมเกี่ยวเนื่องกับอริยะหรือไม่’ หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ยังไม่พบในขณะนี้]

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็สามารถเก็บไข่กิเลนเหล่านี้ไว้ได้

เขาตรวจตราถ้ำนี้อย่างละเอียด เมื่อแน่ใจแล้วไม่มีอันตรายจึงเรียกมู่หรงฉี่และเต้าจื้อจุนมา

มู่หรงฉี่นับว่าเป็นผู้จัดการประจำสำนักซ่อนเร้น งานประลองใหญ่ประจำศตวรรษก็เป็นเขาที่จัดขึ้น เขามีความสามารถด้านการจัดการยิ่งนัก ส่วนเต้าจื้อจุนก็เป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด

“นำไข่กิเลนเหล่านี้กลับไปที่สำนักซ่อนเร้น ต่อไปพวกเจ้าก็ใส่ใจดูแลให้มากหน่อยเถิด”

เมื่อมู่หรงฉี่และเต้าจื้อจุนมองเห็นไข่กิเลนกว่าหนึ่งพันใบที่อยู่ในถ้ำก็พลันตกตะลึงไป

เต้าจื้อจุนเอ่ยด้วยอย่างทอดถอนใจ “เป็นพื้นที่ของเผ่ากิเลนจริงๆ สินะ”

มู่หรงฉี่เอ่ยถาม “เผ่ากิเลนสูญสิ้นแล้วหรือ”

หานเจวี๋ยจำต้องวิวัฒนาการดูอีกครั้ง เมื่อแลกเปลี่ยนด้วยอายุขัยสองพันล้านปี ก็ได้รับการยืนยันว่าเผ่ากินเลนสิ้นเผ่าพันธุ์แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงไข่เหล่านี้

“อืม ไข่ที่เหลืออยู่เหล่านี้ ต่อไปให้รับเข้าสู่สำนักซ่อนเร้น” หานเจวี๋ยกล่าว จากนั้นก็หันหลังจากไป

มู่หรงฉี่และเต้าจื้อจุนเดินเข้าไปในถ้ำ อุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ

เมื่ออกมาจากใต้ดินแล้ว หานเจวี๋ยก็เดินเตร็ดเตร่ต่อไป

ผ่านไปหลายวัน เขาถึงกลับไปบำเพ็ญในอารามเต๋า เขาแยกร่างหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ออกมาตนหนึ่ง ให้ออกไปตรวจสอบสถานการณ์

ถึงแม้เขาจะแข็งแกร่งมากพอแล้ว แต่เขายังคงไม่อยากออกไปเดินสะเปะสะปะอยู่ดี

หากเผชิญกับการปิดล้อมโจมตีจากครึ่งอริยะนับร้อย จะทำอย่างไรเล่า

อะแฮ่ม

พูดจาเกินจริงไปหน่อยแล้ว จะมีครึ่งอริยะนับร้อยได้อย่างไรกัน

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่มั่นคงปลอดภัยเต็มที่ หานเจวี๋ยไม่คิดจะออกนอกบริเวณอาณาเขตเต๋า

เขากางเขตอาคมระบบไว้ภายในอารามเต๋าหลังใหม่ ทุกอย่างที่อยู่ภายนอกไม่สามารถสอดส่องเข้ามาในอารามเต๋าได้

ความตื่นเต้นยินดีที่มาถึงในคราแรกถูกกาลเวลาลบเลือนไปอย่างรวดเร็ว เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญ

….

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว

ภายในอารามเต๋า อักษรสามแถวเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ยในทันใด

[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบแปดพันปีแล้ว ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เผยตัวต่อโลกทันที เผยแพร่มรรคไปทั่วหล้า สร้างชื่อเสียงขจรหมื่นโลกา จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[สอง เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่ร่วมแก่งแย่งชิงดี จะได้รับองครักษ์อาณาเขตเต๋าหนึ่งนาย]

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างไม่ลังเลเลย

องครักษ์เต๋ารายนี้ก็เป็นได้เพียงระดับครึ่งอริยะเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเลือกสือตู๋เต้าอีกครั้ง

[เริ่มคัดลอกองครักษ์อาณาเขตเต๋า]

หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา เอ่ยถามในใจว่า ‘ข้าสามารถเคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋าออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้นได้หรือไม่’

อาณาเขตเต๋ามีพื้นที่กว้างขวางครอบคลุมยิ่งนัก ยามนี้ไม่เหมาะจะจำกัดไว้เพียงในเกาะสำนักซ่อนเร้นอีก

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

แพงขนาดนี้เชียว?

หานเจวี๋ยลอบสบถในใจ อดทนไว้!

เมื่อพิจารณาถึงความปลอดภัย ย้ายออกมาจะเหมาะกว่า

ดำเนินการต่อ!


เมื่อหานเจวี๋ยย้ายอาณาเขตเต๋าออกมา กางอาณาเขตคลุมเขตเซียนร้อยคีรีไว้ พลังวิญญาณของเขตเซียนร้อยคีรีก็เริ่มยกระดับขึ้น แทบทุกคนล้วนสัมผัสรับรู้ได้

พลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นมานี้พวกเขาคุ้นเคยยิ่งนัก ตอนอยู่ในเกาะสำนักซ่อนเร้นก็เคยสัมผัสมาก่อน

พวกเขาสันนิษฐานว่าหานเจวี๋ยกำลังสำแดงพลังวิเศษอยู่ ดังนั้นจึงไม่ตระหนกตกใจแต่อย่างใด

หลังจากที่แน่ใจว่าอาณาเขตเต๋าถูกย้ายออกมานอกเกาะสำนักซ่อนเร้นแล้ว จู่ๆ หานเจวี๋ยก็มีความคิดอาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ในเมื่อตอนนี้สามารถเคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋าได้ เช่นนั้นวันหน้าหากเขาไปที่ใด ก็สามารถย้ายอาณาเขตเต๋าไปที่นั่นได้ใช่ด้วยหรือไม่

ไม่ได้

หนึ่งแสนล้านปีมากเกินไป

หานเจวี๋ยยังคงใช้ระบบวิวัฒนาการอยู่เป็นประจำ วันหน้าอาจต้องสาปแช่งศัตรูอีก เมื่อนำหลายๆ ด้านมารวมกัน ช่างผลาญอายุขัยมากมายเหลือเกิน ไม่อาจทำบ่อยจนกลายเป็นความเคยชินได้

‘อาณาเขตเต๋าสามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดหรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[ทุกครั้งที่เคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋า อายุขัยที่ต้องแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และห้ามเคลื่อนย้ายอีกเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี]

ยังจะเพิ่มเป็นเท่าตัวอีกหรือ

หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้ว ต่อไปจะไม่เคลื่อนย้ายอาณาเขตเต๋าส่งเดช

จากนั้น หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ

พลังวิญญาณและปราณฟ้าประทานของเขตเซียนร้อยคีรีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปสิบปีจึงบรรลุถึงขีดสูงสุด

แม้จะสู้เกาะสำนักซ่อนเร้นไม่ได้ แต่ก็ทรงพลังกว่าก่อนหน้านี้มากนัก

หานเจวี๋ยย้ายต้นฝูซังออกมาด้วย ปลูกไว้ท่ามกลางขุนเขา ตั้งตระหง่านงามสง่า สูงเสียดเมฆา

จ้าวอวิ๋นและเตี่ยนเหวยองครักษ์คนใหม่คอยเฝ้าอยู่หน้าวังวนมิติ ส่วนหลี่ว์ปู้และหม่าเชาคอยเฝ้าอยู่ที่พรมแดนเขตตะวันตกและตะวันออกของเขตเซียนร้อยคีรี

หลังจากต้นฝูซังปรากฏขึ้น ไก่คุกรัตติกาลและเจ้าใหญ่เจ้ารองก็ย้ายขึ้นไปอยู่บนต้นฝูซังทันที พวกมันเคยชินกับการอยู่บนต้นฝูซัง

ตอนนี้นับว่าปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว

หานเจวี๋ยนำเกาะสำนักซ่อนเร้นไปเก็บไว้ในจักรวาลโลกดาราที่อยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ จากนั้นก็บำเพ็ญต่อ

ต้องพยายามเข้าสู่ระดับครึ่งอริยะให้ได้ในเร็ววัน!

หลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นอีกครั้งแดนเซียนก็อ้างว้างอย่างยิ่ง หลังผ่านภัยพิบัติล้างสังหารแอ่งโลหิตยังมิเหือดหายไปอย่างสมบูรณ์ ถึงอย่างไรตบะของสิ่งมีชีวิตที่เข้าร่วมมหาเคราะห์ต่างก็ไม่อ่อนด้อย สำหรับวิญญาณทั่วไปแล้วโลหิตของพวกเขาเป็นทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งชั่วร้าย ไม่สามารถขจัดออกจากโลกได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

เพียงพริบตาเดียว เวลาผ่านไปสามสิบปีแล้ว

เกิดเสียงครืนดังสนั่น ฟ้าดินสั่นสะเทือน!

หานเจวี๋ยที่กำลังบำเพ็ญอยู่ลืมตาขึ้นมา สายตาของเขามองทะลุอารามเต๋าและทิวเขาได้ มองเห็นนิ้วมือขนาดใหญ่ยักษ์นิ้วหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า พุ่งแหวกไปยังขอบฟ้า

นั่นคือนิ้วมือคน ยาวหลายหมื่นจั้ง ยังมองเห็นกระดูกขาวโพลนตรงช่วงโคนอีกด้วย

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

นิ้วมือของครึ่งอริยะ!

กลิ่นอายนี้แข็งแกร่งว่าเซียนทองต้าหลัวนัก

ในไม่ช้า นิ้วมือนิ้วนั้นก็หายลับไปที่ปลายขอบฟ้า จากนั้นพายุโหมกระโชกที่น่าหวาดหวั่นลูกหนึ่งก็พลันกวาดม้วนเข้ามา ภูเขาที่อยู่ระหว่างสองข้างทางถูกสั่นสะเทือนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ พัดกวาดไปนับร้อยล้านลี้ สะเทือนมาถึงเขตเซียนร้อยคีรี

ค่ายอาคมอาณาเขตเปิดระบบป้องกันโดยอัตโนมัติ พายุกระโชกถูกสกัดกั้นไว้ ก่อรูปเป็นกำแพงสายลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตระการตาอย่างยิ่ง เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นและชาวเผ่าเอกาล้วนมองเห็นอย่างชัดเจน

“นั่นคืออะไร”

“นิ้วมือผู้ใดหลุดลงมากัน”

“ดูเหมือนจะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่บนท้องฟ้า”

“หากพวกเราถูกลูกหลง…”

“เจ้าสำนักกางค่ายอาคมลงบนเขตเซียนร้อยคีรีตั้งแต่เมื่อไรกัน ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะไม่สังเกตเห็นเลย…”

….

ยามที่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น บนฟ้าก็ปรากฏชิ้นส่วนร่างกายขนาดใหญ่ยักษ์มากมายขึ้นอีกครั้ง ร่วงหล่นลงสู่โลกาดุจสายฝน มาพร้อมกับโลหิต อาบย้อมฟากฟ้าและเมฆาให้กลายเป็นสีแดงฉาน

หานเจวี๋ยหรี่ตามอง เขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของชิ้นส่วนเหล่านี้แตกต่างกันไป ที่แข็งแกร่งที่สุดบรรลุถึงระดับครึ่งอริยะ ที่อ่อนแอที่สุดมีตบะระดับเซียนทองไท่อี่

เหตุใดจึงมากมายเช่นนี้

สายตาของหานเจวี๋ยมองไปบนฟากฟ้า ทะลุผ่านสามสิบชั้นฟ้าขึ้นไป เขามองเห็นคนชุดดำลึกลับที่เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนคนหนึ่งกำลังโบกแขนเสื้ออยู่ ชิ้นส่วนร่างกายนับไม่ถ้วนหล่นออกมาจากแขนเสื้อของเขา ตกลงสู่โลกา

ทิศทางการโปรยของเขาแตกต่างกันไป เห็นได้ชัดว่าต้องการโปรยไปให้ทั่วแดนมรรคาสวรรค์

หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ ‘คนผู้นี้คือใคร’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

ดูเหมือนจะเป็นอริยะ

[มหาจักรพรรดิเซียว: ไม่ทราบตบะ อริยะระดับมรรคาสวรรค์ ศิษย์เอกบรรพชนเต๋า หนึ่งในบรรพชนต้นตระกูลเผ่ามาร]

อริยะมรรคาสวรรค์!

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะเป็นหนึ่งในบรรพชนต้นตระกูลของเผ่ามาร ซ้ำยังฝากตัวเป็นศิษย์บรรพชนเต๋าด้วยอย่างนั้นหรือ

อริยะมรรคาสวรรค์ที่เขารู้จักได้แก่หนี่ว์วา ฝูซีเทียน เทพสูงสุดหนานจี๋ ฉิวซีไหล เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย อริยะมิ่งจี อริยะจินอัน มหาจักรพรรดิเซียว ยังขาดอีกคนหนึ่งก็จะครบจำนวนเก้าอริยะ

‘ข้าอยากรู้ว่ามหาจักรพรรดิเซียวทำเช่นนี้เพราะเหตุใด’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ทำไมยังเป็นหลักพันล้านอยู่อีกเล่า

หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ

จากนั้น เขาเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ

สถานที่แห่งนี้คือตำหนักใหญ่ที่มืดสลัว มีร่างสองร่างนั่งอยู่ตรงข้ามกัน เมื่อมองเห็นรูปลักษณ์ของหนึ่งในนั้นก็ทราบว่าเป็นมหาจักรพรรดิเซียว ส่วนอีกคนหนึ่งแม้จะนั่งอยู่ก็ยังมีรูปร่างใหญ่โตกว่ามหาจักรพรรดิเซียวมากมายหลายเท่า มีเปลวเพลิงสีดำลุกไหม้อยู่ทั่วร่าง

“มรรคาสวรรค์เริ่มต้นอีกครั้ง เศษชิ้นส่วนร่างกายที่ให้เจ้ารวบรวมมาเตรียมพร้อมแล้วหรือ” เงาร่างเพลิงสีดำถาม

มหาจักรพรรดิเซียวตอบ “เตรียมพร้อมแล้ว”

“อืม นำไปโปรยให้ทั่วแดนสรวงมรรคาสวรรค์”

“เพื่ออะไร”

“เศษชิ้นส่วนเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปนเปื้อนแรงกรรมและไอพยาบาทมากมายล้นฟ้า เมื่อมรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ถือโอกาสยามที่มรรคาสวรรค์กำลังดำเนินการ นำไปโปรยให้ทั่วสรวงสวรรค์ จะกลายเป็นการสาปแช่งสรรพสิ่ง สาปแช่งมรรคาสวรรค์ กรุยทางเพื่อให้เผ่ามารได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า”

“เหล่าอริยะจะขัดขวางข้าหรือไม่”

“ข้าจะล่อพวกเขาออกไป”

“ตกลง”

ฉากสถานการณ์สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เผ่ามารอีกแล้ว

เขาเงยหน้ามองอีกครั้ง มหาจักรพรรดิเซียวยังคงโปรยเศษชิ้นส่วนอยู่ ยากจะจินตนาการได้ว่าคนผู้นี้เก็บรวบรวมซากศพไว้มากเพียงใด

ทันใดนั้นมหาจักรพรรดิเซียวก็สบสายตากับหานเจวี๋ยเข้า สายตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ

หานเจวี๋ยหันเหสายตาออกไปทันที

เหนือชั้นฟ้าที่สามสิบ มหาจักรพรรดิเซียวขมวดคิ้ว

“ประหลาด ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อครู่ข้าจะไม่สามารถมองทะลุอาณาเขตเต๋าของคนผู้นั้นได้” มหาจักรพรรดิเซียวพึมพำกับตัวเอง

เขานับนิ้วทำนาย สีหน้าพลันแปลกพิกลยิ่งขึ้น

บ่วงกรรมของคนผู้นี้น้อยยิ่งนัก…

เทียบวิญญาณธรรมดาไม่ได้ด้วยซ้ำ!

ตบะเขามาถึงระดับนี้ได้อย่างไร

มหาจักรพรรดิเซียวบังเกิดความสนใจต่อหานเจวี๋ย ขณะเดียวกันเขาก็มีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่าคนผู้นี้จะเป็นอุปสรรคในการผงาดรุ่งเรืองของเผ่ามาร

[มหาจักรพรรดิเซียวเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 0.5 ดาว]

0.5 ดาว?

หานเจวี๋ยมองแจ้งเตือนตรงหน้า สีหน้าพิกลอย่างยิ่ง

เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับค่าความประทับใจ 0.5 ดาว

ค่าความประทับใจที่ต่ำเตี้ยเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นศัตรูคู่แค้น

อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย มหาจักรพรรดิเซียวเข้าสู่แดนเซียนด้วยร่างจริงไม่ได้ เช่นนั้นก็คุกคามเขาไม่ได้เช่นกัน

เศษชิ้นส่วนที่มหาจักรพรรดิเซียวโปรยลงมามีมากเหลือเกิน หานเจวี๋ยคร้านจะไปขัดขวาง ทั้งเปลืองแรงและยังไม่ได้ประโยชน์อันใด

ยกให้คนอื่นไปจัดการกันเอาเถิด

รอให้เหล่าอริยชนกลับมา น่าจะคิดหาทางรับมือได้

หานเจวี๋ยหลับตาลง บำเพ็ญต่อไป

เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ไม่มีเศษชิ้นส่วนใหญ่ยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าแล้ว แดนเซียนกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

ชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านพ้นไปอีกสามสิบสองปี

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ข้อความแจ้งเตือนรูปแบบนี้เริ่มเด้งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

หานเจวี๋ยลอบสบถว่าเดรัจฉาน ไม่ใช่คนแล้ว!

หานเจวี๋ยเลือกยอมรับการเข้าฝันของฉิวซีไหล

ยังคงเป็นโถงใหญ่ที่คุ้นตาแห่งนั้น ฉิวซีไหลเอ่ยขึ้นมาก่อน “เห็นเศษร่างกายที่ร่วงจากฟ้าหรือไม่”

หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ

บัดซบ

คงไม่ใช่ว่าคนผู้นี้จะให้ข้าไปเก็บกวาดกระมัง

“ทำเป็นไม่เห็นเถอะ เจ้าบำเพ็ญไปตามปกติ อย่างแพร่งพรายเรื่องนี้ต่ออริยะที่เหลือ” ฉิวซีไหลเอ่ยต่อ

หานเจวี๋ยตะลึงงัน

ห้ามพูดหรือ

เจ้าสุนัขนี่สมคบคิดกับเผ่ามารเสียได้!

หานเจวี๋ยกล่าวไปว่า “ตอนนี้นอกจากท่าน ก็มิมีอริยะคนอื่นมายุ่งเกี่ยวกับข้า”


“ได้”

เมื่อได้รับคำตอบของหานเจวี๋ย ฉิวซีไหลก็ตอบรับคำหนึ่ง ไม่รู้ว่าเชื่อเขาหรือไม่

หานเจวี๋ยถาม “ซูฉีศิษย์ข้า…”

วาจาส่วนหลังเขาไม่ได้กล่าวจนจบ ก็เชื่อว่าฉิวซีไหลจะเข้าใจ

ฉิวซีไหลตอบ “เขาถูกคุมขังไว้ในคุกเผ่าสวรรค์ จะลงโทษประหารในอีกร้อยปีให้หลัง เมื่อถึงเวลาข้าจะคุ้มครองวิญญาณไว้ แล้วค่อยมอบให้เจ้า จำไว้ อย่าให้เขาอยู่ในขอบเขตมรรคาสวรรค์”

หานเจวี๋ยเอ่ยขอบคุณทันที

ขอเพียงเหลือโอกาสรอดให้ซูฉีสักนิดก็พอแล้ว

ซูฉีสมควรตายจริงๆ ใช้พลังวิเศษทลายมรรคากวาดล้างสรรพสิ่ง หากไม่ถูกลงโทษเสียบ้าง คงมีเพียงภูตผีเท่านั้นที่รู้ว่าวันหน้าจิตใจของคนผู้นี้จะบิดเบี้ยวกำเริบเสิบสานขึ้นมาหรือไม่

ฉิวซีไหลก็ไม่พูดต่อให้มากความเช่นกัน สลายแดนความฝันไปทันที

จิตรับรู้ของหานเจวี๋นกลับสู่ความเป็นจริง จู่ๆ เขาก็พบว่าท่าทีที่ฉิวซีไหลมีต่อตนคล้ายจะมิได้กระตือรือร้นมากเท่าก่อนหน้านี้ คล้ายจะลดทอนลงไปมาก

อาจเป็นเพราะมหาเคราะห์ปิดฉากลง ฉิวซีไหลรู้สึกว่าตนมีชัยแล้ว จึงไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่บรรพชนเต๋าเรียกว่าตัวแปรอีกต่อไป

หานเจวี๋ยยิ้มแวบหนึ่ง นี่ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน

ยิ่งฉิวซีไหลไม่ให้ความสำคัญกับเขามากเท่าไร เขาก็ยิ่งเติบโตอย่างเงียบเชียบได้มากขึ้นเท่านั้น

รอจนกว่าฉิวซีไหลจะไหวตัวทัน ก็พบว่าหานเจวี๋ยเป็นอริยะไปแล้ว เช่นนั้นจะน่าตะลึงสักเพียงใดเล่า

หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อไป

ว่ากันตามวิชายุทธ์มหามรรควัฏจักรอนธการที่รับสืบทอดมา หากอยากบรรลุระดับครึ่งอริยะ จำเป็นต้องแตกฉานในมหามรรคเสียก่อน หานเจวี๋ยดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรพลางทำความเข้าใจมหามรรคเอกอุบัติไปด้วย

ส่วนมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดก่อนหน้านี้ หานเจวี๋ยตั้งใจว่าจะละทิ้ง

หากว่ามหามรรคเวียนว่ายตายเกิดมีผู้ฝึกไปก่อนแล้ว เช่นนั้นต่อให้หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญเท่าใด ก็ยากจะเหนือกว่าอีกฝ่ายได้

แต่มหามรรคเอกอุบัติกลับต่างออกไป เป็นมหามรรคของหานเจวี๋ยโดยเฉพาะ เขาสามารถฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจได้

ในไม่ช้า หานเจวี๋ยก็เข้าสู่สภาวะตระหนักมรรค

มหามรรคเอกอุบัติลึกลับยากจะคาดเดา แม้ว่าหานเจวี๋ยเป็นผู้สรรสร้างขึ้น แต่หากอยากรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ถ่องแท้ ก็ต้องใช้เวลายาวนานเช่นกัน

….

ระยะเวลาร้อยปีผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา

วันนี้ ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้เห็นจดหมายของซูฉี

[ซูฉีลูกศิษย์ของท่านเผชิญทัณฑ์สวรรค์จากเผ่าสวรรค์ ตัวตายมรรคผลสลาย โชคดีที่ดวงวิญญาณได้รับการช่วยเหลือจากอริยะ]

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถึงแม้ฉิวซีไหลจะซุกซ่อนแผนร้ายไว้ แต่ก็ยังรักษาคำพูดจริงๆ

ระยะนี้ กล่องจดหมายของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง แทบทั้งหมดล้วนเป็นจดหมายแจ้งว่าบรรดาสหายเผ่าสวรรค์ได้รับโอกาสวาสนา

สรรพสิ่งใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์ดับสูญ มีสมบัติวิเศษมากมายนักที่หลงเหลือทิ้งไว้บนโลกมนุษย์

หานเจวี๋ยคิดไปคิดมาก็เรียกเหล่าศิษย์มารวมตัวกัน

“พวกเจ้าอยากออกไปหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม

เมื่อเหล่าศิษย์ได้ฟังต่างตกตะลึง ไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาเลย ด้วยคิดว่าหานเจวี๋ยกำลังแสร้งพูดเพื่อลองเชิงพวกเขาอยู่

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มีของล้ำค่าตกค้างอยู่ในโลกามากมาย หากว่าพวกเจ้าต้องการ สามารถออกไปเก็บเกี่ยวได้ สมบัติวิเศษล้วนจะเป็นของพวกเจ้า หากเก็บได้ของล้ำค่าแห่งฟ้าดิน ให้นำกลับมาเพาะปลูกที่เขตเซียนร้อยคีรี”

“จำไว้ หากพบเจอเศษซากศพใหญ่ยักษ์เหล่านั้น จงเลี่ยงไปเสีย เศษร่างเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว เจือปนพลังคำสาป อาจจะเข้าสู่ร่างกายพวกเจ้าก็เป็นได้”

ทุกคนตาลุกวาวทันที อันที่จริงพวกเขามีความคิดเช่นนี้อยู่นานแล้ว แต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากหานเจวี๋ย พวกเขาก็ไม่กล้าทำตัววุ่นวาย

พวกจ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุน เจียงอี้ มู่หรงฉี่และสวินฉางอันต่างพากันเอ่ยขออนุญาต

หานเจวี๋ยอนุญาตทุกคน

ท้ายที่สุด เหลือเพียงไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นและลี่เหยาที่รั้งอยู่ แม้แต่สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ออกไปเช่นกัน

อู้เต้าเจี้ยนได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกประหม่ายิ่งนัก แต่มีคนอื่นๆ ร่วมทางไปด้วย น่าจะไม่เกิดเรื่องขึ้น

หานเจวี๋ยไม่ให้พวกเขาเดินทางตามลำพัง ต้องจับกลุ่มสามคนขึ้นไป

หานเจวี๋ยมองสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น เอ่ยหยอกเย้า “เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่า”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นส่ายหน้าด้วยความหวาดผวา เอ่ยตอบ “ข้าไม่มีทางออกไป ภายภาคหน้าถึงต้องตายข้าก็จะไม่ออกไป!”

หานเจวี๋ยขบขัน

ดูเหมือนหลี่เสวียนเอ้าจะสร้างปมในใจไว้ให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมากมายเหลือเกิน

เมื่อนึกถึงหลี่เสวียนเอ้า ระยะนี้กลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวของหลี่เต้าคงเลย คนผู้นี้เพิ่งบรรลุระดับเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์เมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าคงปิดด่านฝึกฝนอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ไก่คุกรัตติกาลหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ไอ้ลูกหมา รู้ความดียิ่ง”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยิ้มยิงฟัน ท่าทางภูมิใจอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยมองไปที่ลี่เหยา เอ่ยถาม “เจ้าก็ไม่กล้าออกไปหรือ ถึงแม้คุณสมบัติของเจ้าจะยอดเยี่ยม แต่มีของวิเศษน้อยเกินไป”

ลี่เหยาส่ายหน้ากล่าวตอบ “สมบัติวิเศษสุดท้ายก็เป็นสิ่งนอกกาย ข้าเชื่อมั่นในพลังวิเศษของตนเท่านั้น”

สำหรับจุดนี้ หานเจวี๋ยก็ไม่มีอะไรให้พูดเช่นกัน

ทั้งสี่แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างไปฝึกบำเพ็ญ

ห้าปีผ่านไป

ฉิวซีไหลมาเข้าฝันหานเจวี๋ย บอกว่าจะส่งมอบวิญญาณของซูฉีให้เขา ให้เขาออกไปนอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม นั่นคือพื้นที่นอกเหนือการควบคุมของมรรคาสวรรค์

หานเจวี๋ยคิดเล็กน้อย จากนั้นก็ให้หุ่นเชิดสวรรค์ของตนไปจัดการแทน

หลังจากหุ่นเชิดสวรรค์ได้รับพลังเวทของเขา ก็มีระดับเทียบเท่าเซียนทองต้าหลัว เหาะไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสามได้ไม่ยากเย็น

ครึ่งปีผ่านไป หุ่นเชิดสวรรค์ก็นำดวงวิญญาณของซูฉีกลับมา

หานเจวี๋ยรับมันเข้าสู่จักรวาลโลกดาราทันที บรรจุไว้ในดาราดวงหนึ่ง สะกดพลังแห่งความโชคร้ายไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยปล่อยซูฉีออกสู่สังสารวัฏอีกครั้ง

ภายในอารามเต๋าเหลือเพียงหานเจวี๋ยเท่านั้น ช่วงนี้ดวงจิตประหลาดชอบตระเวนไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี กลับมาน้อยครั้งยิ่ง อย่างไรก็ตามมันสามารถควบคุมพลังของตนได้แล้ว ไม่ทำร้ายผู้อื่นอีก ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงปล่อยให้มันคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรี ขอเพียงไม่ออกจากอาณาเขตเต๋าก็พอ

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งอริยะมิ่งจี

เขตเซียนร้อยคีรีมีอาณาเขตเต๋าปิดกั้น อารามเต๋ามีเขตอาคมของระบบคอยป้องกัน มีการป้องกันแบบสองชั้น หานเจวี๋ยจึงไม่กังวลว่าจะถูกผู้ใดจับได้

ช่วงเวลาเช่นนี้ดำเนินไปอยู่หลายปี ภารกิจสาปแช่งอริยะมิ่งจีทุกๆ สิบปีก็กระทำเป็นประจำมิเคยขาด

….

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดไข่กิเลนในถ้ำใต้ดินของเขตเซียนร้อยคีรีก็ฟักตัวออกมาใบหนึ่ง หานเจวี๋ยให้หลิวเป้ยผู้เป็นร่างแยกวัฏจักรคอยดูแล หลิวเป้ยจึงแจ้งให้หานเจวี๋ยทราบเป็นลำดับแรก

หานเจวี๋ยถ่ายทอดคำสั่งต่อหลิวเป้ย ให้เขาดูแลลูกกิเลนตัวนี้

หลิวเป้ยย่อมรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา หากอบรมเลี้ยงดูให้ดี วันหน้าเผ่ากิเลนอาจจะเชื่อฟังคำสั่งของเขาก็เป็นได้ เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะมีสิทธิ์มีเสียงในสำนักซ่อนเร้น

ถึงแม้หลิวเป้ยจะเป็นร่างแยกของหานเจวี๋ย แต่ก็มีความคิดจิตใจเป็นของตัวเอง นอกเหนือจากเรื่องที่ไม่มีทางทรยศหักหลังหานเจวี๋ยอย่างเด็ดขาดแล้ว เขาก็มีจิตใจแบบมนุษย์ทั่วไป

เวลาผ่านไปยาวนานขนาดนี้ เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นที่ออกไปท่องโลกก็ยังไม่กลับมา คาดว่าคงเก็บเกี่ยวของล้ำค่าอยู่ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บเลย

หานเจวี๋ยยังอยู่ห่างจากระดับครึ่งอริยะอีกไกลโข แต่เขากลับไม่ร้อนรนเลยแม้แต่นิด ยามนี้สิ่งที่เขาไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือเวลา

วันนี้ ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ของหานเจวี๋ยได้รับการติดต่อเข้ามา

หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา เชื่อมต่อกระแสจิต

“อาจารย์” น้ำเสียงนอบน้อมของฟางเหลียงแว่วเข้ามา

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้ายังมีชีวิตอยู่สินะ”

เขารู้อยู่แล้วว่าฟางเหลียงยังมีชีวิตอยู่ จงใจเอ่ยหยอกล้อเท่านั้น

ฟางเหลียงเอ่ยด้วยความกระดากอาย “แค่กๆ นับว่ายืนหยัดจนผ่านพ้นไปได้ขอรับ ยามนี้มรรคาสวรรค์เมตตาต่อเผ่าสวรรค์ หัวหน้าเผ่าสวรรค์คือจี้เซียนเสิน อาจารย์ ท่านกลับสู่แดนเซียนได้แล้วขอรับ ปลอดภัยแน่นอน”

หานเจวี๋ยตอบกลับ “ข้ากลับมาแล้ว”

“โอ้ อยู่ที่ใดหรือขอรับ ข้าไปเยี่ยมคารวะได้หรือไม่”

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เจ้ามีธุระใดอีกหรือไม่”

หานเจวี๋ยตื่นตัวยิ่งนัก ต่อให้เป็นศิษย์ของตนก็ไม่ได้เชื่อใจอีกฝ่ายอย่างเต็มที่เช่นกัน

ฟางเหลียงจึงกล่าวว่า “มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ข้าอยากเชิญสำนักซ่อนเร้นเข้าร่วมวังสวรรค์กลายเป็นเทพเซียน วันหน้าจะมีโอกาสได้สำเร็จเป็นเผ่าสวรรค์ต่อไป เผ่าสวรรค์และเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์จะไม่ได้รับผลกระทบจากมหาเคราะห์อีกหลายต่อหลายครั้งในภายภาคหน้าขอรับ”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

พอฟังแบบนี้ แปลว่าวังสวรรค์กลายเป็นกลุ่มอิทธิพลย่อยของเผ่าสวรรค์ไปเสียแล้ว


“ตอนนี้วังสวรรค์ยอมจำนนต่อเผ่าสวรรค์หรือ” หานเจวี๋ยถามตรงๆ

ฟางเหลียงเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่ข้าคิดออกขอรับ จี้เซียนเสินและข้ามีไมตรีแน่นแฟ้น พวกเราร่วมมือกัน ก็เท่ากับได้ควบคุมทั้งเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์และกลุ่มอิทธิพลมรรคาสวรรค์ ต่อไปในอนาคตพวกเราก็ไม่ต้องมองสีหน้าของอริยะอีกต่อไป”

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนดู ความสัมพันธ์ระหว่างจี้เซียนเสินและฟางเหลียงนั้นไม่เลวเลยจริงๆ อยู่ร่วมกันมานานหลายพันปี

อย่างไรก็ตามหากเปลี่ยนเป็นหานเจวี๋ย เขาจะไม่มีทางไปพึ่งพาคนอื่นเด็ดขาด

“แล้วไปเถอะ ขอเพียงมีอัตราความเสี่ยง ข้าไม่มีทางปล่อยให้เพื่อนร่วมสำนักของเจ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวง่ายๆ” หานเจวี๋ยกล่าวเรียบๆ

ฟางเหลียงถอนหายใจ ทว่าก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายเลย

เขาถามด้วยความอยากรู้ “ในสำนักซ่อนเร้นศิษย์คนใดแข็งแกร่งที่สุดหรือขอรับ”

หานเจวี๋ยตอบว่า “ผู้แข็งแกร่งที่สุดเพิ่งบรรลุถึงระดับจักรพรรดิเซียน”

“ไม่เลวเลย”

“แน่นอน พากเพียรบำเพ็ญมีประโยชน์ยิ่งนัก”

“อาจารย์กล่าวถูกแล้วขอรับ”

ทั้งสองพูดคุยกันต่อไม่กี่ประโยคก็ตัดการเชื่อมต่อไป

ณ พระราชวังเทียมเมฆา

ฟางเหลียงวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง ถอนหายใจออกมาเงียบๆ

อาจารย์พูดจาสุภาพเกรงใจ ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้นจะเหินห่างกันไปเสียแล้ว

พูดกันตามตรงคืออาจารย์กังวลว่าเขาจะฉุดสำนักซ่อนเร้นลงน้ำไปด้วย

ฟางเหลียงอดไม่ได้ที่จะย้อนทบทวนดู เส้นทางที่ตนก้าวเดินถูกต้องแล้วจริงๆ น่ะหรือ

เขาไม่เชื่อว่าศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักซ่อนเร้นจะอยู่ระดับจักรพรรดิเซียน ต้องมีผู้ที่บรรลุระดับเทพแล้วอย่างแน่นอน!

เวลานี้เอง ยอดแม่ทัพเทพเดินเข้ามาในตำหนัก

เขาเข้ามาทำความเคารพตรงหน้าฟางเหลียง เอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาท แดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ต่างถูกสำนักพุทธ นิกายเจี๋ย นิกายฉ่าน นิกายเหรินรวมถึงเผ่าสวรรค์เข้ายึดครองทั้งยังวางกำลังไว้หมดแล้ว วังสวรรค์ของพวกเราจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ”

ฟางเหลียงกล่าวว่า “มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่ สรรพสิ่งยังมิปรากฏ วางกำลังในยามนี้แล้วอย่างไรเล่า ทำได้เพียงยึดครองพื้นที่ไว้เท่านั้น”

ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยต่อ “ฝ่าบาท ท่านเรียกตัวเผ่าสกุลฟางให้จุติลงสู่โลกก่อน ให้ขยายเผ่าพันธุ์อย่างต่อเนื่อง วันหน้าก็จะกลายเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งเช่นกัน ”

“อืม ความคิดนี้ยอดเยี่ยมนัก”

ฟางเหลียงหันเหหัวข้อสนทนา ถามขึ้นว่า “แม่ทัพเทพสวรรค์และแม่ทัพเทพยุทธ์เล่า”

ยอดแม่ทัพเทพตอบอย่างสงบ “พวกเขาเข้าร่วมนิกายเหรินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฟางเหลียงเงียบไป

หลังจากเผชิญมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เทพเซียนทั้งหมดในวังสวรรค์รวมกันแล้วเหลืออยู่ไม่ถึงร้อย ทหารและแม่ทัพสวรรค์ล้วนสิ้นชีพไปเพราะพลังวิเศษทำลายมรรคา

จนตรอกและอับจนหนทาง นี่คือนิยามของวังสวรรค์ในตอนนี้

ยอดแม่ทัพเทพคล้ายจะมองออกว่าฟางเหลียงอารมณ์มิสู้ดี จึงเอ่ยปลอบใจ “ฝ่าบาท วังสวรรค์รอดมาได้ก็นับเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว พวกเราประสบหายนะครั้งใหญ่จากศึกระหว่างอริยะ ท่านทำดีที่สุดแล้ว อย่าโทษตัวเองเลย”

ฟางเหลียงยิ้มออกมา กล่าวว่า “เรามียอดแม่ทัพเทพอยู่ ในใจย่อมมีความหวัง”

….

เวลาผ่านไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งอริยะมิ่งจีพลางตรวจดูจดหมาย

[จ้าวเซวียนหยวนลูกศิษย์ของท่านได้รับยอดสมบัติเผ่ามนุษย์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ ดวงชะตาได้รับการชี้ทางเบิกปัญญา พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[อู้เต้าเจี้ยนสหายของท่านได้รับสมบัติวิญญาณมรรคาสวรรค์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[เต้าจื้อจุนลูกศิษย์ของท่านพลัดหลงเข้าสู่ดินแดนเผ่าพันธุ์บรรพกาล]

[เจ้าใหญ่สหายของท่านกลืนกินชีพจรวิญญาณ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[เจ้ารองสหายของท่านกลืนกินชีพจรวิญญาณ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[โจวฝานสหายของท่านถูกคืนชีพโดยผู้ทรงพลังลึกลับ หวนสู่แดนเซียน]

[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านฟื้นฟูวิชาวัฏจักรหกวิถี]

….

ต่างเป็นโชควาสนาทั้งสิ้น!

หานเจวี๋ยเห็นโจวฝานฟื้นคืนชีพมาหลายต่อหลายครั้ง จึงไม่รู้สึกประหลาดใจแล้ว

เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าอริยะเจ็ดวิถีดวงจิตมหามรรคมีความคิดต่อมรรคาสวรรค์ ดังนั้นถึงได้คืนชีพให้โจวฝานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สงสารเพียงโม่ฝูโฉ่ว นับว่ากลายเป็นของร่วมฝังไปเสียแล้ว

ห้าวันต่อมา

หานเจวี๋ยหยุดการสาปแช่ง ขณะที่กำลังจะบำเพ็ญต่อนั้นเอง

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หืม?

ไม่ได้เห็นแจ้งเตือนเช่นนี้มานานมากแล้ว หานเจวี๋ยรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที

เขาเลือกตรวจสอบทันที

[ศิลาพลัดสวรรค์: ดวงจิตฟ้าประทาน เป็นหินวิญญาณก้อนแรกหลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แฝงดวงชะตาอันยิ่งใหญ่แห่งมรรคาสวรรค์]

หินวิญญาณมรรคาสวรรค์ก้อนแรก น่าจะหมายความว่าเป็นจิตวิญญาณศิลาตนแรก

หานเจวี๋ยตรวจจับตำแหน่งของศิลาพลัดสวรรค์ทันที อยู่ภายในเขตเซียนร้อยคีรี

สิ่งนั้นเป็นหินสีดำก้อนหนึ่ง หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่ามันเบิกปัญญาแล้ว

เมื่อตรองดูแล้ว หานเจวี๋ยก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปรบกวนมันในตอนนี้ รอให้มันใกล้จะแปลงกายได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

‘ภายหน้าจะมีสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าถือกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนตำนานเบิกฟ้า’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจเกิดความคาดหวังขึ้นมาบ้าง

หลังจากเวลาผ่านพ้นไป เขาจะกลายเป็นบรรพชนในตำนานเล่าขาน แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งแล้ว

….

บนหน้าผาแห่งหนึ่ง จ้าวเซวียนหยวน ฉู่ซื่อเหริน โจวหมิงเยวี่ย หลี่ว์ฮว่าซวีกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญอยู่

โจวหมิงเยวี่ยทนไม่ไหวลืมตาขึ้นพลางเอ่ย “อาจารย์ปู่จ้าว พวกเรารออะไรอยู่กันแน่”

จ้าวเซวียนหยวนเป็นศิษย์รุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้น โจวหมิงเยวี่ยเป็นศิษย์รุ่นที่สี่ ดังนั้นจึงเรียกเขาว่าอาจารย์ปู่

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวตอบ “สหายเก่าคนหนึ่ง”

ฉู่ซื่อเหรินเหลือบมองโจวหมิงเยวี่ยแวบหนึ่ง ทำให้โจวหมิงเยวี่ยหุบปากฉับทันที

หลายชั่วยามผ่านไป

ร่างหนึ่งเหาะลงมาจากขอบฟ้า เป็นโจวฝานนั่นเอง

โจวฝานสวมชุดสีม่วงขลิบทอง สวมกวานครอบผมฝังหยก บุคลิกเลิศล้ำ มิใช่เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปมานานแล้ว

เขาร่อนลงตรงหน้าจ้าวเซวียนหยวน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องจ้าวไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะรอดพ้นมหาเคราะห์มาได้ เจ้าเข้าร่วมเผ่าสวรรค์แล้วหรือ”

จ้าวเซวียนหยวนยิ้มบางๆ พลางตอบ “เปล่าเลย ข้าเพียงกราบผู้มีพลังวิเศษมหาศาลท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ พวกเราทั้งสำนักต่างฝ่าเคราะห์กรรมได้สำเร็จ ซ้ำยังได้รับดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตอีกด้วย”

โจวฝานอดที่จะสงสัยไม่ได้ จึงถามออกมา “ผู้ใดกัน”

เขาหันไปเห็นพวกฉู่ซื่อเหรินทั้งสาม จึงนับนิ้วทำนาย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปทันที

เขาถามด้วยความตกใจ “พวกเจ้าล้วนมาจากโลกเมฆาแดงอย่างนั้นหรือ ช้าก่อน พวกเจ้ารู้จักหานเจวี๋ยหรือไม่”

ผู้คนที่ผงาดขึ้นมาจากโลกเมฆาแดง ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ยไม่มากก็น้อย

เขาเองก็เช่นกัน!

“เจ้าบังอาจขานนามเต็มของอาจารย์ปู่ทวดข้าได้อย่างไร” โจวหมิงเยวี่ยกล่าวด้วยความไม่พอใจ

ถึงแม้โจวฝานจะดูแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่ต่อให้แข็งแกร่งเช่นไรก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแกร่งกว่าจ้าวเซวียนหยวน

จ้าวเซวียนหยวนก็มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน

โจวฝานมองไปที่จ้าวเซวียนหยวน ถามด้วยความประหลาดใจ “คงมิใช่ว่าอาจารย์ของเจ้าก็คือหานเจวี๋ยกระมัง”

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “สำรวมด้วย อาจารย์ข้ามินับเป็นผู้อาวุโสสำหรับเจ้าหรอกหรือ”

โจวฝานตกตะลึงไป

จ้าวเซวียนหยวนและเต้าจื้อจุนล้วนมีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล แต่ก่อนเขาเคยได้ยินทั้งสองบอกว่ากราบอาจารย์คนเดียวกัน เพียงแต่มิได้บอกว่าเป็นผู้ใด

ไม่นึกเลยว่าจะเป็นหานเจวี๋ย

หลังจากโจวฝานหายตกใจ ก็กลายเป็นตื่นเต้นแทน

“หาน…ตอนนี้ผู้อาวุโสหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมากหรือ” โจวฝายเอ่ยถามด้วยแววตาเร่าร้อน

จ้าวเซวียนหยวนมองความคิดของเขาออก จึงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า “สมาชิกของสำนัก ดวงชะตารอดพ้นมาได้ทั้งหมดหรือไม่เล่า”

ความหมายในวาจาคือหานเจวี๋ยแข็งแกร่งกว่าอริยะเสียอีก!

โจวฝานจึงกล่าวว่า “พาข้าไปหาเขาได้หรือไม่ ข้ากับเขาเป็นศิษย์ร่วมสำนัก พวกเราเคยรู้จักกันสมัยอดีตที่อยู่ในโลกมนุษย์”

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยตอบ “คุยกันเรื่องแดนลึกลับบรรพกาลก่อนเถิด ผนึกอาคมด้านในนั้นกล้าแกร่งยิ่ง ข้าต้องการให้เจ้ามาร่วมมือกับข้า”

“ได้!”

โจวฝานตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ความคิดของเขาลอยไปอยู่ที่ตัวหานเจวี๋ยแล้ว

….

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปี

หานเจวี๋ยก้าวมาหยุดตรงหน้าศิลาพลัดสวรรค์ ศิลาพลัดสวรรค์สามารถขยับเคลื่อนย้ายได้แล้ว

มันเติบโตเร็วยิ่ง ต้องยกความดีความชอบให้พลังวิญญาณอันหนาแน่นในอาณาเขตเต๋า

เมื่อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้น ศิลาพลัดสวรรค์ก็ตกใจและถอยหนีไปทันที ราวกับปูก็มิปาน หานเจวี๋ยมองมันอย่างขบขัน

รอจนมันซ่อนตัวเรียบร้อยแล้ว หานเจวี๋ยค่อยไปปรากฏตัวตรงหน้ามันอีกครั้ง มันถอยหนีต่อไปอีก หานเจวี๋ยรอให้มันซ่อนก่อน แล้วค่อยไปหาอีกครั้งหนึ่ง

วนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องหลายสิบครั้ง ศิลาพลัดสวรรค์เหนื่อยแล้ว หยุดนิ่งอยู่หน้าพงหญ้าไม่ขยับเขยื้อนอีก

หานเจวี๋ยยืนตรงหน้ามัน ถามด้วยรอยยิ้ม “ไยไม่หนีต่อเล่า”

ศิลาพลัดสวรรค์นิ่งเงียบ

หานเจวี๋ยพลันยกนิ้วหนึ่งขึ้นมา ลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในศิลาพลัดสวรรค์ ช่วยมอบความสามารถในการพูดคุยสื่อสารให้มัน