456-460

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบเซียนอมตะ
บทที่ 456ถึง460

“ขอบคุณสำหรับความเข้าใจของเจ้าแม่ ข้าจะคัดเลือกผู้มีจิตเมตตาอารีมีใจโอบเอื้อต่อสรรพสัตว์มาสืบทอดตำแหน่งอริยะแน่นอน”

หานเจวี๋ยประสานหมัดกล่าววาจา น้ำเสียงสัตย์ซื่อจริงจังอย่างยิ่ง

เจ้าแม่หนี่ว์วายิ้มบางๆ เอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้ละไว้เช่นนี้ก่อนเถอะ จากนี้มรรคาสวรรค์จะไร้ซึ่งหนี่ว์วาแล้ว เจ้ายังคงต้องพึ่งพาตัวเอง ข้าไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องของมรรคาสวรรค์ได้ จะเป็นการละเมิดต่อมหามรรค”

หานเจวี๋ยพยักหน้ารับคำ “เข้าใจแล้ว ข้าก็ไม่กล้ารบกวนเจ้าแม่เช่นกัน”

เจ้าแม่หนี่ว์วาโบกแขนเสื้อ ความฝันพลันสลายลง

จิตนึกคิดของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง

เขาพรูลมหายใจยาวๆ ออกมาคราหนึ่ง

อริยะช่างเล่นเกมเป็นจริงๆ แต่ละแผนต่างลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใดจะคาดถึงว่าหนี่ว์วามิได้ดับสูญอย่างแท้จริง เหล่าอริยะล้วนมิมีผู้ใดทราบ!

‘ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้รับตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์และไม่ได้พึ่งพาอริยะ เช่นนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จนถึงตอนนี้ เขายังคงมิได้ล่วงเกินอริยะเลยเว้นก็แต่อริยะมิ่งจี และผู้ที่ล่วงเกินอริยะมิ่งจีคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เกี่ยวข้องอันใดกับตัวเขาหานเจวี๋ยเล่า

หานเจวี๋ยถอนหายใจคราหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี

ทุกสิ่งล้วนจัดการอย่างเหมาะสม แม้แต่อริยะก็จัดการได้หมดแล้ว สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำในตอนนี้คือบำเพ็ญตบะต่อ พยายามกลายเป็นผู้ทรงพลังไร้พ่ายในหมู่ผู้ที่ต่ำกว่าระดับอริยะให้ได้ก่อนเข้าสู่แดนเซียน ต่อให้ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร หากอยู่ภายในอาณาเขตเต๋าอริยะก็ล้วนฝ่าเข้ามาไม่ได้

ช้าก่อน

ยังมีจุดที่ต้องระวังอยู่

‘ค่ายกลของอาณาเขตเต๋าสามารถสกัดกั้นการบุกรุกของอริยะมรรคาสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[ไม่สามารถสกัดกั้นได้หากอริยะอริยะมรรคาสวรรค์บุกเข้ามาพร้อมกันหลายคน]

เปลือกตาหานเจวี๋ยกระตุกไม่หยุด

ยังไม่ปลอดภัยสินะ

ดูเหมือนก่อนที่อาณาเขตเต๋าจะยกระดับอีกครั้ง ยังไม่อาจล่วงเกินอริยะได้ ต้องปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความนบน้อมเกรงใจและตื่นตัวอยู่เสมอ

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดขำ แล้วบำเพ็ญต่อ

….

เรื่องหนี่ว์วาดับสูญส่งผลให้สรรพสิ่งภายใต้มรรคาสวรรค์บ้าคลั่งยิ่งขึ้น หลังจากสรรพสิ่งทราบว่าอริยะมิได้เป็นอมตะคงกระพัน ความกล้าก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนต้องการแย่งชิงโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ในมหาเคราะห์ ถึงขั้นที่ต้องการจะพิสูจน์มรรคกลายเป็นอริยะด้วย!

วังสวรรค์และเผ่ามนุษย์ยุติสงครามแล้ว แต่กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ที่สนับสนุนพวกเขากลับเริ่มเข่นฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง ที่มีแค้นก็ทำไปเพื่อชำระแค้น ที่ไม่มีแค้นก็ทำไปเพื่อแย่งชิงทรัพยากร แดนเซียนพลันโกลาหลวุ่นวายยิ่งขึ้นในชั่วขณะ

ในชั่วขณะนั้น มีกลุ่มอิทธิพลมากมายที่โผล่ออกมาเรื่อยๆ และมีผู้ทรงพลังที่สร้างชื่อเสียงดังก้องไปทั่วหล้าเพิ่มมากขึ้น

ส่วนเผ่าสวรรค์ ขณะนี้กลับเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย

แดนต้องห้ามอันธการก็เริ่มไม่สงบสุขขึ้นมาแล้วเช่นกัน

เวลาผ่านไปสี่สิบห้าปี เกาะสำนักซ่อนเร้นเผชิญกับการโจมตีจากดวงจิตอัปมงคลอีกครั้ง

หานเจวี๋ยปล่อยดวงจิตอัปมงคลเข้ามาตรงๆ จากนั้นก็ให้จ้าวอวิ๋นต่อสู้กับดวงจิตอัปมงคลดวงนี้

จ้าวอวิ๋นคือองครักษ์คนใหม่ ผลงานที่จำลองขึ้นจากสือตู๋เต้า!

นี่คือศึกแรกของจ้าวอวิ๋น เขายกมือขึ้นมา บดอัดดวงจิตอัปมงคลลงบนหาดทรายตรงๆ จนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นที่แอบมองอยู่ล้วนตกตะลึงจนตาค้าง

องครักษ์ใหม่รายนี้เก่งกาจกว่าหลี่ว์ปู้และหม่าเชาเสียอีก!

หลังจากปราบดวงจิตอัปมงคลลงได้ ดวงจิตประหลาดก็ลอยเข้าไปกลืนกินทันที เสริมพลังให้กับตัวมันเองอีกครั้ง

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นมองไม่เห็นดวงจิตประหลาด หลงนึกไปว่าเป็นพลังเวทบางอย่างของจ้าวอวิ๋นที่ทำให้ดวงจิตอัปมงคลมลายหายไป

หลังจัดการดวงจิตอัปมงคลแล้ว จ้าวอวิ๋นก็กลับขึ้นไปบนต้นฝูซังด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ปักหลักเฝ้าอยู่หน้าวังวนมิติ

รูปโฉมของสือตู๋เต้าไม่น่าเกรงขามเท่าจู่ถู ถึงขั้นที่ดูอ่อนแอเสียด้วยซ้ำ ทว่าแววตาของเขาเยียบเย็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบสายตา

อีกด้านหนึ่ง

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยมีสีหน้าเป็นกังวล

ดวงจิตอัปมงคลในครานี้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมากนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นที่ของแดนต้องห้ามอันธการคงเต็มไปด้วยดวงจิตอัปมงคลจริงๆ

หากวันใดมีดวงจิตอัปมงคลที่อยู่เหนือกว่าอริยะมรรคาสวรรค์โผล่มา แบบนั้นคงไม่ดีแน่

หานเจวี๋ยขับเคลื่อนเกาะสำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง หากมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับดวงจิตอัปมงคลเข้า เช่นนั้นคงจะแย่

หลายวันผ่านไป เกาะสำนักซ่อนเร้นหยุดลงแล้ว

หานเจวี๋ยบำเพ็ญต่อไป มุ่งสู่ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์

….

แดนเซียน ริมฝั่งทะเลไร้ขอบเขต มีชะง่อนผากั้นอยู่ริมทะเล ราวกับจะปิดกั้นท้องทะเลไว้ที่นี่

บนชะง่อนผามีเงาร่างยืนอยู่สองร่าง

เป็นโจวฝานและซูฉี

โจวฝานสวมชุดสีดำ สวมกวานหยกมังกรดำไว้บนศีรษะ ถือกระถางสำริดใบหนึ่งด้วยมือข้างเดียว ไอสังหารคละคลุ้ง

ซูฉีก็สวมชุดสีดำเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาปล่อยผมแผ่สยาย สองตามืดดำ บนหน้าผากมีอักขระแปลกประหลาดเคลื่อนไหวคืบคลานอยู่

ทั้งสองต่างจ้องมองกันและกัน นิ่งเฉยอยู่เป็นเวลานาน

โจวฝานค่อยๆ เปิดปากเอ่ย “ไม่นึกเลยว่าคู่ต่อสู้คนสุดท้ายของข้าจะเป็นเจ้า”

ซูฉีกล่าว “ข้าก็ไม่คิดเช่นกันว่าในสถานที่เล็กจ้อยอย่างโลกเมฆาแดงจะซุกซ่อนผู้ฝ่าเคราะห์ไว้มากมายขนาดนี้”

“หากหานเจวี๋ยทราบว่าพวกเราต้องต่อสู้ตัดสินกัน เขาจะคิดอย่างไรเล่า”

“คงจะรู้สึกสังเวชใจ แต่ไม่มีทางส่งผลกระทบต่อมรรคจิตของผู้อาวุโสอย่างเขาเป็นแน่ การต่อสู้ระหว่างพวกเราอาจเป็นเพียงการละเล่นของเด็กน้อยในสายตาเขา”

“ก็ถูก ตอนนี้เขาคงมุ่งสู่เซียนทองต้าหลัวแล้วกระมัง”

“แน่นอนอยู่แล้ว คุณสมบัติของท่านอาจารย์ข้านั้นเลิศล้ำไม่เป็นสอง”

“เลิศล้ำไม่เป็นสองอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้จักคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลหรือไม่”

“รู้ เจ้าเองก็รู้จักเช่นกันสินะ”

“ฮ่าๆ”

โจวฝานหัวเราะดังลั่น ปราณสีเหลืองผุดออกมาจากกระถางสำริดใบใหญ่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างเขาทีละสายๆ รัศมีของเขาเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาแล้ว

อาภรณ์ซูฉีขยับไหว ไอแห่งความโชคร้ายปะทุออกมา

โจวฝานต้องการผลกุศลไร้สิ้นสุด เพื่อต่อต้านสวรรค์

ซูฉีต้องการโชควาสนาอันยิ่งใหญ่เพื่อชำระล้างความโชคร้ายของตน

ทั้งสองต่างไม่คิดจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ครั้งนี้ ระหว่างพวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นคนคุ้นเคย เพียงรู้จักหานเจวี๋ยด้วยกันทั้งคู่เท่านั้น และแค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาละทิ้งการเข่นฆ่าซึ่งกันและกันได้

….

สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งอริยะมิ่งจี พร้อมทั้งตรวจดูจดหมายไปด้วยความเคยชิน

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านถูกฉิวซีไหลสหายของท่านเนรเทศ เข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเข้าร่วมเผ่าสวรรค์ ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากซูฉีศิษย์ของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากโจวฝานสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[โม่จู๋สหายของท่านเนื่องจากได้รับการชี้แนะจากอริยะ เรียนรู้วิชายุทธ์ไร้สิ้นสุด]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน]

….

เมื่อเห็นสถานการณ์ของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ฉิวซีไหลทำตามที่รับปากไว้จริงๆ เพียงแต่จักรพรรดิสวรรค์ไปแดนเทพหวนปัจฉิมแล้วจะมีอันตรายหรือไม่

ต้องคำนวณเพื่อไปเข้าฝันสักหน่อยแล้ว

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าในที่สุดโม่จู๋ก็มีความเคลื่อนไหวแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ทราบว่าโม่จู๋ถูกนิกายเหรินรับตัวไว้เป็นศิษย์ และถูกหลี่มู่อีรับไว้ ตอนนี้ร่ำเรียนวิชายุทธ์ไร้สิ้นสุด ก็นับว่าเป็นโอกาสดีอย่างหนึ่ง

หากว่าหลี่มู่อีแค่ต้องการดึงหานเจวี๋ยไปเข้าพวก เกรงว่าโม่จู๋คงสิ้นชีพในแดนเซียนไปนานแล้ว

สำหรับภรรยาสาวคนนี้ หานเจวี๋ยหวังให้นางได้อยู่ดี แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจจนเกินไป

ในอดีตเขาเคยรั้งนางไว้แล้ว นางดึงดันจะจากไป ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องรับผิดชอบต่อทางเลือกของตนเอง

เวลาสามารถเจือจางทุกสิ่งได้ และสามารถพิสูจน์ทุกอย่างได้เช่นกัน

ห้าวันผ่านไป

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ถามในใจ ‘มีอริยะอยู่ใกล้ๆ จักรพรรดิสวรรค์หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[มี]

หานเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิด เหตุใดยังมีอยู่อีกเล่า

หรือว่าฉิวซีไหลจะติดตามจักรพรรดิสวรรค์อยู่ตลอด

ช่างเถิด ค่อยไปเข้าฝันวันหลังแล้วกัน

หานเจวี๋ยเตรียมบำเพ็ญตบะต่อ

ในเวลานี้เอง เขาพลันสัมผัสถึงกลิ่นอายทรงพลังบางอย่างที่ใกล้เข้ามาได้

มาจากต้นฝูซัง!

วังวนมิติ!

ในเวลาเดียวกัน บนต้นฝูซัง จ้าวอวิ๋นและหม่าเชาลุกขึ้นพร้อมกัน มาขวางอยู่ด้านหน้าวังวนมิติ ภายในวังวนมีดวงตาเย็นชาคู่หนึ่งปรากฏขึ้น

“ไม่คิดเลยว่าจะจับผลัดจับผลูค้นพบเขตมิติแห่งหนึ่งเข้า ใช้สร้างอาณาเขตเต๋าของข้าได้พอดี!”

น้ำเสียงเย้ยหยันแว่วออกมาจากวังวนมิติ

“ฮึ่ม โอหังนัก!”

หม่าเชาตะโกนด้วยความโกรธ พุ่งเข้าไปในวังวนมิติทันที

น้ำเสียงเย้ยหยันแว่วขึ้นมาอีกครั้ง “เซียนทองต้าหลัวรึ ไม่แปลกเลยที่สามารถมีเขตอาคมเช่นนี้ได้ แต่ยังไม่พอหรอก ที่นี่ต้องเป็นของข้า!”

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นได้ยินวาจาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะประหม่ากังวลขึ้นมา

เกาะสำนักซ่อนเร้นตัดขาดจากโลกภายนอกมานานเหลือเกิน เป็นเหตุให้พวกเขารู้สึกหวั่นวิตกอยู่บ้าง

เวลานี้ จ้าวอวิ๋นพลันก้าวเข้าสู่วังวนมิติ

เวลาผ่านไปไม่ถึงสามช่วงลมหายใจ

“เป็นไปได้อย่างไร! เจ้าเป็นผู้ใด”

“สหายเต๋า! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”

เมื่อได้ยินคำพูดสองประโยคนี้ ชาวสำนักซ่อนเร้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็พากันหัวเราะออกมา

ไก่คุกรัตติกาลสบถว่า “แค่นี้หรือ ทำข้าตกใจจนขนลุกไปหมด!”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นร้องขึ้นมา “ผู้อาวุโสจ้าวอวิ๋นเก่งกาจนัก ต่อไปนี้เขาคือลูกพี่ของข้า!”

คนอื่นๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาเช่นกัน

จ้าวอวิ๋นหิ้วตัวชายผมขาวคนหนึ่งก้าวออกมาจากวังวนมิติ หม่าเชาเดินตามหลังออกมาติดๆ

ชายผมขาวขดตัวเข้าหากัน ราวกับถูกเชือกที่มองไม่เห็นผูกมัดเอาไว้ จ้าวอวิ๋นโยนเขาไว้บนกิ่งไม้

อีกด้านหนึ่ง

หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจดูตบะของคนผู้นี้

[อู๋เต้า: เซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์ ผู้บำเพ็ญอิสระเผ่ามนุษย์]

หืม?

ไม่มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่สินะ

หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที

อู๋เต้าสามารถสะกดข่มหม่าเชาที่มีตบะเท่าจู่ถูได้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ต้องทราบก่อนว่าจู่ถูคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในมหาเคราะห์แดนเซียน ซึ่งเท่ากับเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในระดับต้าหลัว

จะจัดการอย่างไรดี

ปล่อยไปไม่ได้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นแล้วตำแหน่งที่ตั้งของวังวนมิติอาจจะถูกเปิดเผย

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปหาจ้าวอวิ๋น

จ้าวอวิ๋นก้มมองอู๋เต้า ดางตาปรากฏเจตนาสังหาร อู๋เต้าหวาดกลัวจนรีบตะโกนดังลั่น

“ผู้อาวุโส ข้าผิดไปแล้ว! ข้าก็ถูกตามล่าอยู่เช่นกัน จนตรอกไร้หนทางแล้ว ปล่อยข้าไปเถิด ข้าจะไม่กลับมาอีกอย่างแน่นอน!”

“ไม่ปล่อยข้าไปก็ได้ ข้ายอมเป็นทาส อย่าสังหารข้าเลย!”

ยิ่งมีตบะสูงเท่าไร ก็ยิ่งรักชีวิตมากเท่านั้น ดูเหมือนอู๋เต้าจะไม่มีวิธีรักษาชีวิตหนทางอื่นเหลืออยู่แล้ว ท่าทางหวาดกลัวอย่างยิ่ง

จ้าวอวิ๋นหิ้วอู๋เต้าไว้แล้วเหาะเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน จากนั้นก็กลับไปที่ต้นฝูซังตามลำพัง

เหล่าศิษย์ต่างไม่รู้สึกเป็นห่วงหานเจวี๋ยเลยแม้แต่น้อย กลับเริ่มพูดคุยกันแล้วว่าอู๋เต๋าจะรอดหรือไม่

ลี่เหยากล่าวว่า “ดีที่สุดคือฆ่าทิ้งเสีย ตัดปัญหาในอนาคต”

ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เจ้าช่างเหี้ยมเกรียมเหลือเกิน”

อู้เต้าเจี้ยนแค่นเสียง “มิใช่ว่าเมื่อครู่คนผู้นั้นโอหังยิ่งนักหรอกหรือ หากพวกเราสู้เขาไม่ได้ เจ้าคิดว่าเขาจะไว้ชีวิตพวกเราหรืออย่างไร”

“เขาก็ไม่ได้พูดว่าจะสังหารพวกเรานี่!”

“แค่ไม่ทันได้พูดเท่านั้นเอง”

“เข่นฆ่ามากไปก็มิใช่เรื่องดี หากคุยเรื่องนี้ต่อไปจะเป็นการไม่เคารพต่อการเวียนว่ายตายเกิด”

เมื่อเห็นคนทั้งสามกำลังจะทะเลาะกันแล้ว จอมปีศาจคุกรัตติกาลจึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อให้เขารอดไปได้ ถึงอย่างไรก็ต้องถูกข้าทุบตีอยู่ดี”

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวด้วยความภูมิใจ “ไม่เหมือนข้าเลย ข้าสายตายอดเยี่ยม ยอมศิโรราบด้วยตัวเอง”

เมื่อเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นมาได้สักพัก ทุกครั้งที่จ้าวเซวียนหยวนนึกถึงอดีตขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ

นี่เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตนี้ของเขา!

ในอดีตเขาเชื่อฟังการจัดการของเหล่าผู้อาวุโสมาโดยตลอด น้อยมากที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง

การออกจากเผ่ามนุษย์ กราบหานเจวี๋ยเป็นอาจารย์ สำหรับผู้มีฐานะเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์อย่างเขาแล้ว ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างแน่นอน

อีกด้านหนึ่ง

ภายในถ้ำ

หานเจวี๋ยจ้องมองอู๋เต้า ถามขึ้นว่า “สถานการณ์ของโลกพันอนันต์เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าถูกผู้ใดตามล่า”

อู๋เต้ากล่าวด้วยความประหม่า “ช่วงนี้โลกพันอนันต์วุ่นวายยิ่ง สำนักที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่ต่างต่อสู้กันไม่หยุดหย่อน อริยบุคคลไม่ปรากฏตัวขึ้นเลย ข้าถูกศัตรูตามล่า”

“ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ปล่อยข้าไปเถิด”

หานเจวี๋ยถามต่อ “หากข้าปล่อยเจ้าไป เจ้าจะเคียดแค้นชิงชังข้าหรือไม่”

“จะเป็นไปได้อย่างไร!”

[อู๋เต้าเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

อู๋เต้าลอบด่าอยู่ในใจ จะไม่เกลียดชังพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า

เมื่อนึกถึงว่าตัวเขาก็เป็นผู้ทรงพลังที่มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือนามของโลกพันอนันต์เช่นกัน ในยุครุ่งโรจน์ มีศิษย์นับล้านมาฟังเขาแสดงธรรม หากตอนนี้ไม่ตกอับล่ะก็…

ยิ่งคิดอู๋เต้าก็ยิ่งหดหู่ใจ

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง นำตัวอู๋เต้าเข้าสู่จักรวาลโลกดาราทันที จากนั้นก็สังหารเสีย

อู๋เต้าไม่ทันตั้งตัวเลย เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นในจักรวาลโลกดาราก็ถูกวัชระเทพมารขุนพลสวรรค์ชกจนสิ้นชีพ กายสิ้นจิตสลาย

‘น่าเสียดาย จิตใจเจ้าไม่ดีงามพอ เจ้ามาหาเรื่อง ข้าคิดจะปล่อยเจ้าไป เจ้าสมควรต้องซาบซึ้งในตัวข้ามิใช่หรือ’

หานเจวี๋ยคิดด้วยสีหน้านิ่งเฉย

สำนักซ่อนเร้นในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องดึงดูดยอดฝีมือเข้ามาแล้ว แทนที่จะรับตัวยอดฝีมือจากภายนอกที่ไม่มีเสถียรภาพเข้ามา มิสู้ปลูกฝังชุบเลี้ยงจากในสำนักดีกว่า

นอกจากเหล่าศิษย์ของเขาแล้ว เผ่าเอกาก็มีศักยภาพมากเช่นกัน

นับตั้งแต่จักรพรรดินีผืนพิภพยกเผ่าเอกาให้หานเจวี๋ยแล้ว เผ่าเอกาก็นับถือหานเจวี๋ยเป็นเทพบิดร พวกเขาถึงขั้นก่อสร้างรูปสลักศิลาของหานเจวี๋ยขึ้นมาเพื่อสักการะบูชาด้วย

ตอนนี้ เผ่าเอกาและสำนักซ่อนเร้นยังมิได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีการติดต่อสื่อสารกันเป็นระยะ ไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นชอบไปเล่นกับพวกเขาเป็นที่สุด

หานเจวี๋ยหลับตาลง บำเพ็ญต่อไป

เขาไม่ได้เคลื่อนย้ายเกาะสำนักซ่อนเร้น ถึงอย่างไรวังวนมิติที่เชื่อมต่อกับทางโลกพันอนันต์ก็ไม่อาจเคลื่อนย้ายได้อยู่ดี

หลายเดือนผ่านไป

อู๋เต้ายังไม่ออกมาจากถ้ำเทวา เหล่าศิษย์ต่างทราบดีว่าเขาไม่รอดแล้ว

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเดาได้ว่าอู๋เต้าต้องมีจิตพยาบาทชิงชังแล้วถูกหานเจวี๋ยจับสังเกตได้เป็นแน่

เขาเคยติดต่อกับต้วนหงเฉินมาก่อน รู้สึกว่าหานเจวี๋ยมีความสามารถในการอ่านใจ

และข้อสันนิษฐานนี้ของเขาก็ทำให้คนอื่นเชื่อถือเช่นกัน

หานเจวี๋ยไม่มีทางเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่หากมาคุกคามเขา เขาไม่มีทางปรานีเด็ดขาด

ฉู่ซื่อเหรินก็ไม่ได้พูดอันใดมากนัก เขาไม่เชื่อคนอื่น แต่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของหานเจวี๋ย

ตั้งแต่ติดตามหานเจวี๋ยมา พวกเขาไม่เคยประสบกับความทุกข์ยากอันตรายอีกเลย ทุกวันล้วนฝึกฝนบำเพ็ญอย่างสบายใจ ที่นี่ปลอดภัยกว่าสำนักพุทธเสียอีก

….

ภายใต้ท้องนภาที่มีเมฆฝนปกคลุม ปฐพีย้อมด้วยโลหิต ขุนเขานทีสะบั้นทลาย ราวกับเคยถูกพลังอันน่าหวาดหวั่นบางอย่างเข้าถล่ม ผืนธรณีมิมีส่วนที่สมบูรณ์เลยสักแห่ง

ซูฉีพิงเศษศิลาขนาดมหึมาก้อนหนึ่ง เขาหอบหายใจอย่างหนัก สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่ขอบฟ้า

สิ่งมีชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่ที่ขอบฟ้าและบนพื้นดิน ปิดล้อมเขาไว้ เมื่อกวาดตามองไป ในแต่ละทิศล้วนมีเงาร่างของผู้บำเพ็ญจากเผ่ามนุษย์ ปีศาจ มังกร วิหคแดงและกิเลนอยู่เต็มไปหมด

สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต่างมองซูฉีด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยเจตนาสังหาร ทั้งชิงชังและโกรธเกรี้ยว

ซูฉีต่อสู้เพื่อวังสวรรค์มานานหลายปี โชคร้ายของเขาแทบจะแพร่ไปทั่วทุกซอกมุมของแดนเซียนแล้ว เขาล่วงเกินศัตรูไว้มากมายเกินไปจริงๆ

ยามนี้วังสวรรค์ตกอับ ใกล้จะล่มสลายแล้ว ซูฉีจึงกลายเป็นตัวระบายความโกรธแค้นของสรรพสิ่ง

“ซูฉี เจ้าหนีไม่รอดแล้ว! เทพเซียนก็ไม่มีทางมาช่วยเจ้าแล้ว!”

ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์รายหนึ่งตะโกนเย้ยหยัน น้ำเสียงดังก้องฟ้าดิน ดึงดูดให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ พากันตะโกนด่าทอตาม ถ้อยคำระคายหูสารพัดแว่วมาให้ได้ยิน

ทว่าซูฉีมิได้รู้สึกโกรธเคืองเลย กลับเผยรอยยิ้มออกมา

“พวกเจ้าคิดจะมาล้างแค้นข้าหรือ แต่พวกเจ้าเคยจดจำบ้างหรือไม่ว่าตนก่อกรรมไว้มากน้อยเพียงใด ก่อกรรมก็คือก่อกรรม ไม่แบ่งแยกใหญ่เล็ก สิ่งที่ตัวข้าซูฉีเคยกระทำ ข้ายอมรับ แต่ถ้าต้องการสังหารข้า ก็ลงมือได้เลย อย่ามัวพล่ามไร้สาระเพื่อหวังปลอบประโลมจิตใจอันไม่สงบของพวกเจ้าเลย!”

ซูฉีเอ่ยพลางเหาะขึ้นไป ไอแห่งความโชคร้ายทะลักออกมาอีกครั้ง ลอยอบอวลอยู่รอบกายเขา

ภาพนี้ทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตพากันถอยกรูดออกไป ไม่มีใครกล้าเข้าไปสังหารซูฉีเป็นคนแรก

ครืน! ครืน! ครืน…

พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงฝีเท้าอันน่าหวาดหวั่นแว่วดังมาจากขอบฟ้า ทุกคนต่างหันไปมอง เงาร่างที่สูงนับหมื่นจั้งร่างหนึ่งก้าวเข้ามา

“ซูฉี เจ้ากวาดล้างเผ่าพันธุ์ของข้า วันนี้จะต้องทำให้เจ้าจิตสิ้นวิญญาณสลายให้ได้!”

เสียงตะคอกที่เปี่ยมด้วยความโกรธแค้นดังก้องขึ้น สั่นสะเทือนไปทั่ว

ซูฉีขมวดคิ้ว รับรู้ได้ถึงแรงกดดัน

ในยามนี้เอง เสียงหนึ่งแว่วขึ้นข้างหูซูฉี

‘อยากจบทุกอย่างหรือไม่ ขอเพียงเจ้ายอมสำแดงพลังวิเศษ มหาเคราะห์จะปิดฉากลงตรงนี้ สรรพสิ่งที่เหลือรอดจะรู้สึกซาบซึ้งในตัวเจ้า ถึงขนาดที่เจ้าจะได้รับแรงกุศลมรรคาสวรรค์ เนื่องจากเจ้าได้หยุดยั้งมหาเคราะห์อันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้’


ซูฉีขมวดคิ้ว ทราบดีว่าอริยะมิ่งจีกำลังล่อลวงตนอยู่

แต่เขาก็นึกถึงคำพูดของหานเจวี๋ยขึ้นมา นี่คือกับดัก

ซูฉีกวาดสายตามอง สุดขอบฟ้าดินทั่วสารทิศมีเงาร่างใหญ่ยักษ์โผล่ออกมามายขึ้นเรื่อยๆ เงาร่างเหล่านี้อย่างน้อยๆ ก็เป็นตัวตนในระดับเทพทั้งสิ้น

วินาทีนี้ ซูฉีรู้สึกเศร้าหมอง

ผู้อื่นเข้าร่วมการต่อสู้เป็นกลุ่มเสมอ มีเพียงตัวเขาที่ไม่ว่าจะต่อสู้เพื่อตัวเองหรือต่อสู้เพื่อวังสวรรค์ก็ตัวคนเดียวเสมอมา

ซูฉีนึกถึงวิชาอัญเชิญเทพ เขาสามารถเชิญหานเจวี๋ยมาช่วยเหลือได้

ถึงหานเจวี๋ยจะบอกว่าไม่สนใจพวกเขา แต่เขาเชื่อว่าหากเขาสำแดงวิชาอัญเชิญเทพ หานเจวี๋ยจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือแน่นอน

ไม่ได้!

ข้ามีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร

‘อาจารย์ช่วยเหลือข้ามากมายยิ่งนักแล้ว ข้าจะลากเขาเข้าสู่เคราะห์ได้อย่างไร’

แววตาของซูฉีทวีความดุร้ายยิ่งขึ้น

ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็มีแต่ต้องสู้ตายแล้ว!

อย่างมากก็แค่ตาย!

ชาตินี้ข้าใช้ชีวิตมาพอแล้ว!

ซูฉีชูมือขวาของตนขึ้น ยิ้มอย่างบ้าคลั่งแล้วกล่าวด้วยความเย่อหยิ่งโอหัง “วันนี้ข้าจะดูสิว่าผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะสามารถสังหารข้าได้!”

เมื่อวาจานี้ถูกกล่าวออกมา สรรพสิ่งทั้งหมดในโลกล้วนระเบิดโทสะออกมา พุ่งเข้าโจมตีเขาอย่างบ้าคลั่ง

ภาพเหตุการณ์หยุดนิ่ง ซูฉีที่ถูกสรรพสิ่งในโลกาปิดล้อมโจมตีกลายเป็นจุดเล็กจิ๋ว เสมือนกรวดก้อนหนึ่งในป่าเขาพงพณา จากนั้นก็ถูกสิ่งมีชีวิตมากมายท่วมทับ

….

นับตั้งแต่สังหารอู๋เต้า ชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกสี่สิบปีแล้ว

วันนี้ จิตใจของหานเจวี๋ยกระวนกระวาย

เขาอยู่ในระดับต้าหลัว ไม่มีทางบังเกิดอารมณ์ขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เขาเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจสอบดูทันที

[ซูฉีลูกศิษย์ของท่านสำแดงพลังวิเศษทลายมรรคา ดวงชะตาตกต่ำ]

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]

[ซูจินซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ เคราะห์ดีได้รับการปกปักจากดวงชะตาเผ่าสวรรค์]

[มหาจักรพรรดิเหยียนจวินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ เคราะห์ดีได้รับการปกปักจากดวงชะตาเผ่าสวรรค์]

[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]

[หานมิ่งสหายของท่านได้รับความช่วยเหลือจากอริยะ คืนชีพให้แก่เสี้ยววิญญาณสุดท้าย]

….

เมื่อไล่ดูลงไป มีผู้ที่ตัวตายมรรคผลสลายมากมายนัก!

สหายทางฝั่งวังสวรรค์ล้มตายกันแทบจะหมดแล้ว

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เหตุใดซูฉียังคงสำแดงพลังวิเศษทลายมรรคาออกมาอีกเล่า

หานเจวี๋ยสอบถาม ‘ปวงสวรรค์หมื่นโลกามีสรรพสิ่งมากน้อยเพียงใดที่สิ้นชีพเพราะซูฉี’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[สิ่งมีชีวิตเก้าสิบเปอร์เซ็นต์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ยากจะคำนวณปริมาณที่แน่นอนได้]

หานเจวี๋ยเงียบไป

มากขนาดนี้เชียว

หานเจวี๋ยตรวจสอบตบะของซูฉี ยังคงเป็นตบะระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ แต่หลังจากสำแดงพลังวิเศษทลายมรรคาออกมาก็ลดฮวบลงไปหนึ่งระดับ กล่าวอีกนัยคือก่อนหน้านี้ซูฉีบรรลุถึงระดับเทพแล้ว

โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว

นี่ก็คือพลังวิเศษทลายมรรคาอย่างนั้นหรือ

หากผู้สำแดงพลังคืออริยะ เช่นนั้นสิ่งมีชีวิตใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์มิสิ้นชีพกันหมดเลยหรือ

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

….

เรื่องนี้เร่งด่วนจนไม่อาจรอได้แม้เพียงชั่วครู่จริงๆ

ยอมรับ!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยเข้าสู่แดนความฝัน

ยังคงเป็นห้องโถงใหญ่ที่คุ้นเคย พระพุทธรูปทองคำที่คุ้นตา

ฉิวซีไหลเอ่ยเสียงขรึม “ซูฉีศิษย์ของเจ้าสำแดงพลังวิเศษทลายมรรคา กวาดล้างสรรพสิ่ง ฝืนบังคับมหาเคราะห์ให้ปิดฉากลง”

หานเจวี๋ยตกตะลึง เอ่ยถามว่า “พลังวิเศษทลายมรรคราหรือ นั่นคือสิ่งใด เขามีความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไร”

เขาแสดงท่าทางหวาดผวาอย่างเกินจริง ราวกับได้ยินข่าวร้ายแรงยิ่งยวด

ฉิวซีไหลถอนหายใจพลางกล่าวว่า “มิใช่แค่แดนเซียนเท่านั้น โลกอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ ล้มตายกันเป็นเบือ ศิษย์เจ้าสิ้นชีพอย่างแน่นอนแล้ว ข้าก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

ฉิวซีไหลเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยขึ้นมา “เขาจำเป็นต้องตาย มิเช่นนั้นก็ยากจะบรรเทาเพลิงโทสะของอริยะท่านอื่นๆ ได้ และไม่สามารถให้คำอธิบายต่อมรรคาสวรรค์ได้ ข้าทำได้เพียงช่วยเก็บวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเขาไว้ จะส่งมอบให้เจ้าในภายหน้า นับจากนี้ไป เขาต้องไม่ปรากฏตัวขึ้นในขอบเขตมรรคาสวรรค์อีก มิเช่นนั้นจะต้องร่างสิ้นจิตมลาย”

หานเจวี๋ยทราบดีว่านี่คือฉากจบที่ดีที่สุดแล้ว

เขารีบคารวะขอบคุณฉิวซีไหล พลางถามด้วยความสงสัยว่า “พลังวิเศษที่ร้ายกาจเช่นนี้ ศิษย์ของข้าไปเรียนรู้มาจากที่ใดกัน”

ฉิวซีไหลถอนหายใจพลางตอบ “พลังวิเศษทลายมรรคาเป็นสิ่งที่บรรพชนเต๋าถ่ายทอดให้แก่อริยะ คาดว่าศิษย์ของเจ้าก็คงถูกอริยะสักคนหลอกใช้ ส่วนจะเป็นผู้ใดนั้นขณะนี้ยังบอกเจ้าไม่ได้ ผลกรรมของอริยะ ตัวเจ้าในตอนนี้ยังไม่อาจรับไหว ข้าทำไปเพราะหวังดีต่อเจ้า”

หานเจวี๋ยเงียบไป

ดูมีความเป็นไปได้ที่ฉิวซีไหลและอริยะมิ่งจีจะสมรู้ร่วมคิดกัน

กลับไปแล้วค่อยวิวัฒนาการดูแล้วกัน

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ไว้ใจฉิวซีไหลและเจ้าแม่หนี่ว์วาไปเสียทั้งหมด แต่เป็นเพราะยังแข็งแกร่งไม่พอ จึงทำได้เพียงแสร้งว่าไว้เนื้อเชื่อใจ

“มหาเคราะห์นับว่าสิ้นสุดลงแล้ว ภายในสิบปีนี้ เหล่าอริยชนจะขจัดแรงกรรมแห่งฟ้าดิน หลังจากนั้นเจ้าก็สามารถกลับไปยังแดนเซียนได้ทุกเมื่อ” ฉิวซีไหลกล่าวต่อไป

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ยามใดถึงจะเติมเต็มสิ่งมีชีวิตในแดนเซียนได้”

ฉิวซีไหลตอบว่า “ด้วยการหล่อเลี้ยงของฟ้าดิน ท้ายที่สุดแล้วจะก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตแต่ละเผ่าพันธุ์ขึ้น เจ้าก็สามารถอาศัยโอกาสนี้ก่อตั้งสำนักขึ้นได้ หลังจากผ่านไปอีกหลายพันปี เจ้าจะกลายเป็นผู้ทรงพลังที่สรรพสิ่งในโลกเคารพบูชา เช่นเดียวกับบรรพชนพุทธ จักรพรรดิเซียนและจักรพรรดิปีศาจในกาลก่อน”

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง

มหาเคราะห์ เคราะห์แห่งความตาย!

มีคนเพียงส่วนน้อยที่สามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้!

สิ่งมีชีวิตที่รอดมาได้ต้องสงบใจบำเพ็ญ เมื่อเวลาผันผ่านไป จะยืนอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวงไม่ช้าก็เร็ว

เท่ากับมีเวลาบำเพ็ญล่วงหน้าก่อนสิ่งมีชีวิตยุคใหม่มากมายหลายพันปี ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาสามัญ ก็สามารถสำเร็จเป็นผู้ทรงพลังได้

“หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง อริยะจะไม่สามารถสอดมือเข้ายุ่งกับเรื่องภายใต้มรรคาสวรรค์ได้อีกต่อไป ในจุดนี้ เจ้าวางใจเถอะ ผู้ที่กำกับดูแลสรรพสิ่งคือเผ่าสวรรค์ หัวหน้าเผ่าคือสหายเก่าคนหนึ่งของเจ้า วันหน้าเจ้าจะได้รู้เอง กล่าวโดยสรุปคือ เจ้ากลับไปอย่างสบายใจได้เลย ไม่มีอันตรายอีกแล้ว”

เมื่อฉิวซีไหลกล่าวจบ แดนความฝันก็พังทลายลง

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาถามทันที ‘คำพูดทั้งหมดของฉิวซีไหลเป็นความจริงหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[เป็นความจริง]

หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างไรก็ตามพอถึงเวลาที่เขาจะกลับแดนเซียนจริงๆ ค่อยวิวัฒนาการดูอีกครั้ง

หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างฉิวซีไหลและอริยะมิ่งจีเป็นอย่างไร’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[วัดจากค่าความประทับใจ พวกเขามีความประทับใจต่อกันในระดับ 3 ดาว]

สามดาว!

กล่าวอีกนัยคือ แม้ตอนนี้พวกเขาจะสมคบคิดกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะแตกหักกัน!

ไม่สามารถไว้ใจฉิวซีไหลอย่างสมบูรณ์ได้จริงๆ

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

เมื่อคิดว่ามหาเคราะห์สิ้นสุดลง มรรคาสวรรค์เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในใจหานเจวี๋ยรู้สึกปลดปลงอย่างยิ่ง

โชคดีที่เขาย้ายโลกเขย่าพิภพออกมาก่อน มิเช่นนั้นโลกเขย่าพิภพก็คงไม่เหลือเช่นกัน

ช้าก่อน!

กล่าวเช่นนี้คือ โลกเขย่าพิภพมิใช่โลกที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์เพียงอย่างเดียวแล้วใช่หรือไม่

ถ้าหากเร่งการพัฒนาอีกนิด…

หานเจวี๋ยใจเต้นแรงขึ้นมา ไม่กล้าคิดต่อแล้ว

เขามองเห็นอำนาจและผลประโยชน์ที่จะหลั่งไหลเข้ามาหาตนอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ขอเพียงเขามุมานะสักหน่อย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นตัวตนที่ทรงพลังสูงสุดรองลงมาจากอริยะก็เป็นได้!

อาจจะแข็งแกร่งกว่าวีรชนอย่างจักรพรรดิสวรรค์ จู่ถูรวมถึงบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ในกาลก่อนก็เป็นได้!

‘ไม่ถูกแล้ว! นี่คือกับดัก!’

‘หากต้องการทำลายคนผู้หนึ่ง ก็ต้องทำให้บ้าคลั่งในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียก่อน!’

“อริยะต้องการทำร้ายข้า!”

“ข้าไม่อาจปรากฏตัวอย่างเปิดเผยได้ ทว่าสามารถสนับสนุนเหล่าศิษย์ได้…ในมหาเคราะห์ครั้งถัดไป หากข้าพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะ อริยะมรรคาสวรรค์คนอื่นๆ จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีก และหากกลุ่มอิทธิพลทั้งหมดที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ล้วนเป็นสาขาย่อยของสำนักซ่อนเร้น เช่นนั้นมิใช่ว่า…”

ถูกอริยะควบคุมมานานถึงเพียงนี้ เขาก็ควรผงาดขึ้นมาได้แล้ว!


‘ไม่ได้!’

‘ยังคงต้องระมัดระวังไว้บ้าง จะต่อสู้กับอริยะได้อย่างไร เว้นแต่ว่าข้าจะสังหารพวกเขาได้ในชั่วพริบตา ถึงจะต่อกรกับพวกเขาได้ ทว่าตอนนี้ไม่อาจมีเจตนาในเชิงนี้’

‘บรรพชนเต๋าคือแบบอย่างของข้า เผยตัวต่อโลกในยามที่ใต้หล้าไร้ศัตรูแล้ว’

หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

ต้องกล่าวเลยว่าคำพูดของฉิวซีไหลแฝงเจตนาล่อลวงไว้เด่นชัดเกินไป อย่าว่าแต่คนที่เอาแต่ฝึกบำเพ็ญอย่างเขาเลย หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นก็คงแบกรับไม่ไหวเช่นกัน

หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้ว ก่อนที่จะอยู่เหนือกว่าอริยะมรรคาสวรรค์ ตนจะไม่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเขาเด็ดขาด

ในตอนนี้ยังคงต้องเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่อไป

จากนั้น หานเจวี๋ยจึงฝึกบำเพ็ญต่อ

ต้องทะลวงถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์ให้ได้ก่อน ถึงจะมุ่งสู่ระดับครึ่งอริยะได้

….

สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จู่ๆ พลันมีลำแสงสายหนึ่งส่องกระทบลงบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน หานเจวี๋ยที่อยู่ภายในถ้ำถูกแสงเจิดจ้าเข้าปกคลุม

[ตรวจสอบพบว่ามหาเคราะห์มรรคาสวรรค์สิ้นสุดลงแล้ว มรรคาสวรรค์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ท่านได้รับดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง กลับสู่แดนเซียนมรรคาสวรรค์ ปูทางเพื่อกลายเป็นตำนานในภายภาคหน้า จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสเปิดใช้งานความสามารถใหม่ของระบบหนึ่งครั้ง]

[สอง ไม่หวนคืนแดนเซียน รั้งอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการตลอดไป จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]

มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตเช่นนั้นหรือ

หานเจวี๋ยตัดสินใจยังไม่เลือกในตอนนี้ รอเขากลับไปที่แดนเซียนแล้วค่อยเลือกอีกครั้ง ความสามารถใหม่ของระบบมีแรงดึงดูดมากเหลือเกิน

เขาทุ่มความสนใจให้กับมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต

ดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้เขาเข้าสู่เคราะห์แล้วและนับว่ารอดพ้นมาได้

‘ดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตมีประโยชน์อย่างไร’

[ช่วยต้านทานความเย้ายวนจากแรงกรรมมรรคาสวรรค์ให้ท่านได้ ไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะไปในมหาเคราะห์มรรคาสวรรค์ครั้งถัดไป]

แค่นี้เองหรือ

หานเจวี๋ยแอบนึกดูถูกอยู่ในใจ

หานเจวี๋ยตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ พบว่าจ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุน เจียงอี้ มู่หรงฉี่ สิงหงเสวียน ฟางเหลียง จี้เซียนเสิน ซูฉี หวงจุนเทียนต่างได้รับฉายามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตเช่นกัน

ตัวตนแทบทั้งหมดที่รอดชีวิตจากมหาเคราะห์มาได้ล้วนได้รับดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต

แต่ผู้คนจำพวกไก่คุกรัตติกาลและสวินฉางอันที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตเต๋ามาโดยตลอดกลับไม่ได้รับ เพราะหลังจากมรรคาสวรรค์เริ่มขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้ย่างเท้าออกไปนอกอาณาเขตเต๋าเลย

‘แดนต้องห้ามอันธการไม่เกี่ยวข้องกับมรรคาสวรรค์ ดวงชะตามรรคาสวรรค์ยังถ่ายทอดมาถึงข้าได้อีกหรือ’

หานเจวี๋ยลอบตระหนกอยู่กับตัวเอง พลังของมรรคาสวรรค์ช่างพิสดารจริงๆ

ช้าก่อน!

‘ดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตมาจากมรรคาสวรรค์หรือมาจากมหามรรค’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[มหามรรค]

ว่าแล้วเชียว!

มหามรรคคงอยู่ทุกแห่งหน สูงส่งกว่ามรรคาสวรรค์!

ถึงแม้แดนต้องห้ามอันธการจะห่างไกลจากมรรคาสวรรค์ ทว่ายังคงอยู่ภายใต้มหามรรค

หานเจวี๋ยถามต่อ ‘หากข้ากลับสู่มรรคาสวรรค์ จะถูกอริยะสังหารหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสี่พันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ตรวจสอบพบว่าระเบียบมรรคาสวรรค์ฟื้นฟูแล้ว ข้อผูกมัดแห่งมรรคาสวรรค์ที่มีต่ออริยะมรรคาสวรรค์ก็กลับคืนมาเช่นกัน อริยะไม่สามารถเข้าสู่ปวงสวรรค์หมื่นโลกาด้วยร่างจริงได้ และไม่สามารถลงมือสังหารสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ตรงๆ ได้ มิเช่นนั้นจะเผชิญผลสะท้อนกลับจากมรรคาสวรรค์]

ไม่แปลกเลยที่เหล่าอริยะต่างลงมือในมหาเคราะห์ทั้งสิ้น ทั้งที่ตามปกติแล้วต้องอยู่ที่ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ที่แท้มีสาเหตุมาจากกฏมรรคาสวรรค์

ตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์รับไว้ไม่ได้จริงๆ!

ถึงแม้จะเป็นอมตะ แต่ก็สูญเสียความเป็นอิสระไป

ถ้าลองคิดกลับกันดู อริยะมรรคาสวรรค์ไม่อาจลงมือภายใต้อำนาจมรรคาสวรรค์ได้ เช่นนั้นก็สามารถลงมือในแดนต้องห้ามอันธการได้อย่างนั้นหรือ

แดนต้องห้ามอันธการจะกลายเป็นสถานที่อันตรายใช่หรือไม่?

หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้วว่าหลังจากที่บรรลุเซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์แล้วจะกลับไปแดนเซียน

ก่อนเกิดมหาเคราะห์ขึ้น ต่อให้มีอริยะต้องการสังหารเขา ก็ทำได้เพียงเชิญผู้ทรงพลังคนอื่นมาลงมือแทน ทว่าครึ่งอริยะก็ไม่สามารถบุกเข้ามาในอาณาเขตเต๋าของหานเจวี๋ยได้อยู่ดี

หานเจวี๋ยกล่าว “ทุกคนจงเร่งฝึกบำเพ็ญ เมื่อผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง ให้เตรียมตัวหวนคืนแดนเซียน”

เสียงของเขาดังก้องไปทั่วอาณาเขตเต๋า

เมื่อทุกคนได้ยินก็ล้วนตื่นเต้นกันขึ้นมาทันที ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ประหม่ากังวลอย่างยิ่งอยู่ด้วย

“ในที่สุดก็จะได้กลับไปแล้ว”

“มหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้วอย่างนั้นหรือ”

“ถูกต้อง เมื่อครู่ข้าได้รับดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ จึงรู้ว่ามหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้ว”

“มหาเคราะห์ครานี้ช่างรวดเร็วจริงๆ เรียกได้ว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย”

“เพิ่งจะไม่กี่พันปีเท่านั้นเองกระมัง อาจเป็นเพราะมีอริยะเข้าร่วมด้วย”

“ทำอย่างไรได้ อริยะแข็งแกร่งเกินไป เมื่อพวกเขาเข้าสู่เคราะห์ สรรพสิ่งจะเล่นกันอย่างไรได้เล่า”

….

หลังจากตกลงใจว่าจะกลับสู่แดนเซียนแล้ว หานเจวี๋ยก็เร่งบำเพ็ญตบะต่อทันที

ผ่านมาห้าร้อยปีแล้วนับจากการทะลวงระดับในครั้งก่อน หากคาดคะเนจากเวลา ก็ใกล้จะได้เวลาทะลวงระดับอีกครั้งแล้ว

ระดับต้าหลัวช่างบำเพ็ญได้ยากเย็นโดยแท้

หานเจวี๋ยไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าผู้บำเพ็ญที่ใช้เวลานับล้านปีหรือหลายสิบล้านปีเพื่อทะลวงระดับเล็กๆ สักขั้นเหล่านั้นมีความมุ่งมั่นเพียงใดกัน

หลังจากซูฉีสำแดงพลังวิเศษทลายมรรคา กล่องจดหมายของหานเจวี๋ยก็ซบเซาลงไปไม่น้อย ในหนึ่งปียังไม่แน่ว่าจะมีจดหมายเข้ามาสักฉบับหนึ่ง

หลังจากมหาเคราะห์ผ่านพ้นไป ช่างซบเซาเปล่าเปลี่ยวโดยแท้

เวลาไหลผ่านไปดั่งกระสวยทอผ้า

เก้าสิบเจ็ดปีผ่านไป ในที่สุดโอกาสในการทะลวงขั้นของหานเจวี๋ยก็มาถึงแล้ว

ใช้เวลาหกปี เขาถึงจะสามารถทะลวงขั้นได้สำเร็จ

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 7909/100, 999, 999, 999, 999, 999, 999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ (มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต) ]

[ตบะ: เซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]

….

อายุขัยทะลุขีดจำกัดอีกแล้ว!

หนึ่งร้อยเก้าจุดเก้าพันล้านล้านปี!

อารมณ์ของหานเจวี๋ยเบิกบานขึ้นมาทันที อายุขัยที่ใช้จ่ายไปก่อนหน้าได้กลับคืนมาอีกครั้งแล้ว

ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถบรรลุระดับครึ่งอริยะได้ก่อนอายุหมื่นปีหรือไม่

หานเจวี๋ยเริ่มทำให้ตบะเสถียร

ใช้เวลาห้าปี เขาจึงทำให้ตบะมั่นคงสมบูรณ์ได้ จากนั้นจึงเริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่

ครึ่งปีผ่านไป พลังวิเศษมรรคกระบี่แต่ละอย่างของหานเจวี๋ยยกระดับถึงขีดสูงสุดแล้ว ทั้งหมดล้วนบรรลุระดับครึ่งอริยะ!

พลังวิเศษล้วนยกระดับความแข็งแกร่งถึงระดับครึ่งอริยะแล้ว เหลือแค่ยกระดับตบะขึ้นไปให้ถึงเท่านั้น

เขาเริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา

ร่างจำลองเทพมารตนที่หก เทพมารฟ้ากระจ่าง พลังแห่งสุริยะ ร่างจำลองที่แผดเผาทุกสรรพสิ่งได้!

ร่างจำลองเทพมารตนที่เจ็ด เทพมารวารีแช่มช้อย สายน้ำอันทรงพลังที่สามารถท่วมทับทุกตัวตนได้!

ร่างจำลองเทพมารตนที่แปด เทพมารสิ้นแสง มหามรรคแห่งความมืดมิด ทำให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกโสตสัมผัสของสิ่งมีชีวิต!

สองปีผ่านไป หานเจวี๋ยฝึกฝนร่างจำลองเทพมารสำเร็จไปสามตนแล้ว จากนั้นก็พลันไม่มีความทรงจำในการฝึกฝนร่างจำลองเทพมารตนที่เก้าปรากฏขึ้นมาอีก

เมื่อเทพมารทั้งแปดตนปรากฏขึ้นพร้อมกัน ผู้ใดจะสามารถต่อกรได้เล่า

หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ ครั้งนี้เขาเป็นผู้คงกระพันไร้พ่ายในระดับที่ต่ำกว่าอริยะลงไปแล้วจริงๆ

แต่สำหรับตัวตนที่บรรลุระดับครึ่งอริยะตอนปลาย หานเจวี๋ยยังไม่สามารถสังหารในชั่วพริบตาได้

เช่นสือตู๋เต้า หานเจวี๋ยต่อสู้ด้วยเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปถึงจะปลิดชีพอีกฝ่ายได้

สือตู๋เต้าสามารถกลืนกินพลังวิเศษทุกอย่างได้ ทว่าไม่สามารถกลืนกินพลังแห่งมหามรรคได้ อีกทั้งตัวเขามียอดสมบัติสายป้องกัน ร่างจำลองเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งแปดตนปิดล้อมโจมตีเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปถึงจะจัดการได้

ส่วนพวกหลี่เต้าคง กลายเป็นเป้าหมายที่หานเจวี๋ยสามารถสังหารได้ในชั่วพริบตาแล้ว

ระดับที่ต่ำกว่าอริยะลงไป น่าจะไม่มีผู้ใดฆ่าหานเจวี๋ยได้

แน่นอน นี่เป็นเพียงการคาดเดาของหานเจวี๋ยเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็ต้องคำนึงถึงผู้สดับมรรคในตำหนักเอกอนันต์ด้วย บางทีในมหามรรคอาจยังมีตัวตนแข็งแกร่งอีกมากมายหลบเร้นอยู่ หรือยังมีโลกมรรคาสวรรค์อื่นใดอยู่อีก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หานเจวี๋ยสามารถหวนคืนแดนเซียนได้แล้ว!

เขาควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้ลอยไปยังแดนเซียน ภายในแดนต้องห้ามอันธการ ประสาทสัมผัสของเขาใช้การไม่ได้ แต่เขาสามารถรับรู้ถึงตราประทับหกวิถีได้ วิญญาณของพวกฟางเหลียงและหวงจุนเทียนล้วนมีตราประทับหกวิถีอยู่ พวกเขาล้วนอยู่ในทิศทางเดียวกัน คาดว่าที่นั่นน่าจะเป็นแดนเซียน

‘ข้ากลับแดนเซียนตอนนี้จะมีอันตรายหรือไม่’ หานเจวี๋ยถามในใจ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!!

[ขณะนี้ยังไม่มี]

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีศัตรูในทางแจ้งอีก ผู้คนที่ชิงชังคั่งแค้นเขานอกเหนือจากอริยะมิ่งจี ก็แทบจะสิ้นชีพไปหมดแล้ว

ระหว่างที่บินมุ่งหน้าไปยังแดนเซียน หานเจวี๋ยกดเลือกตัวเลือกแรกของระบบก่อนหน้านี้เงียบๆ

[ต้องไปถึงแดนเซียนมรรคาสวรรค์ก่อน ถึงจะสามารถเลือกตัวเลือกนี้ได้]

หานเจวี๋ยจึงทำได้เพียงรอไปก่อน

ถึงแม้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของตราประทับหกวิถีได้ แต่เกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนย้ายไปมาในแดนต้องห้ามอันธการอยู่หลายครั้ง อยู่ห่างไกลจากแดนเซียนเกินไปจริงๆ ไม่สามารถไปถึงแดนเซียนได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

เมื่อนึกถึงตราประทับหกวิถี หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่นึกถึงจักรพรรดิเซียนวัฏจักรขึ้นมา คนผู้นี้ไม่มีความเคลื่อนไหวมานานมากแล้ว จากจอค่าความสัมพันธ์เห็นได้ชัดว่าเขายังมีชีวิตอยู่

สิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงคือ ตบะของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรคือเซียนทองต้าหลัวระยะกลาง

สามารถปลอมตัวอยู่ข้างกายจักรพรรดิสวรรค์ ซ้ำยังไม่ถูกจับได้ ตบะย่อมไม่มีทางต่ำกว่าจักรพรรดิสวรรค์อย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ไม่อยู่ในสายตาของหานเจวี๋ยแล้ว

นับตั้งแต่เริ่มสาปแช่งอริยะมิ่งจี หานเจวี๋ยก็ไม่เห็นเซียนทองต้าหลัวอยู่ในสายตาอีก

เมื่อมองย้อนกลับไป หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหลุดยิ้มออกมา

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เขาเคยมองจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเป็นศัตรูตัวฉกาจ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเวลาผันผ่านไป จักรพรรดิเซียนวัฏจักรกลับถอยห่างออกจากเวทีแห่งการชิงอำนาจในสายตาของหานเจวี๋ยไปเสียแล้ว

นี่เป็นเรื่องของคุณสมบัติ!

หานเจวี๋ยไม่ต้องการต่อสู้แย่งชิงอันใด เพียงอยากซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจที่ไหนสักแห่ง คาดว่าศัตรูยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนองก็คงถูกเขาแซงหน้าไปแล้ว

‘ก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งต่อไปจะมาถึง ข้าต้องพิสูจน์มรรคให้ได้!’

หานเจวี๋ยกำหนดเป้าหมายให้ตัวเอง

เมื่อมหาเคราะห์ไร้สิ้นสุดเริ่มขึ้น กลไกสวรรค์จะถูกบดบัง อริยะลงสู่แดนมนุษย์ได้ เมื่อถึงเวลานั้น แดนเซียนมรรคาสวรรค์จะกลายเป็นสถานที่อันตราย!

หากพิจารณาจากอดีตที่ผ่านมา ยังอีกนานนักกว่าจะถึงมหาเคราะห์ไร้สิ้นสุดครั้งต่อไป ถึงอย่างไรวังเทพก็ผงาดขึ้นในช่วงที่มหาเคราะห์ไร้สิ้นสุดปิดฉากลง ต่อให้มีชื่อเสียงสะท้านโลกาเพียงใด ก็ยากที่จะพัฒนาขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ

….

เจ็ดปีผ่านไป

ในที่สุดเกาะสำนักซ่อนเร้นก็เข้าสู่แดนเซียนแล้ว หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้มุ่งหน้าต่อไป ขณะเดียวกันก็ใช้พลังจิตสังเกตการณ์ทุกอย่างรอบข้างไปด้วย

ผืนธรณีรกร้าง มองไม่เห็นสีเขียวเลยแม้แต่น้อย แอ่งโลหิตมากมายยังมิเหือดแห้งไป ขอบฟ้ามืดมน ไม่เห็นดวงตะวัน แลดูเปลี่ยวร้างและวังเวงยิ่งนัก

หานเจวี๋ยถอดถอนใจกับตัวเอง

ตลอดการเดินทางหลายวันมานี้ หานเจวี๋ยไม่พบเห็นสิ่งมีชีวิตใดเลย

ต้องทราบว่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของเกาะสำนักซ่อนเร้นไม่นับว่าเชื่องช้าเลย หากปล่อยไว้ในอวกาศ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถโคจรรอบทางช้างเผือกได้แล้ว

และนี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้รับรู้อย่างแท้จริงว่าแดนเซียนกว้างใหญ่นัก กว้างไกลกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ ถึงขั้นเรียกได้ว่าไร้ขอบเขตสุดสายตา ไอรีนโนเวล : เนื่องจากทันตอนล่าสุดตามต้นทางแล้วจึงเหลือวันละตอน

โลกที่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้มีเหตุสังหารครั้งใหญ่ดำเนินอยู่หลายพันปี จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดสิ้นชีพไป ช่างน่าหวาดหวั่นโดยแท้

เกาะสำนักซ่อนเร้นเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อยๆ หานเจวี๋ยต้องการเสาะหาสถานที่ที่สะอาดหมดจดสักแห่งหนึ่ง

ส่วนเรื่องพลังวิญญาณ เขาไม่คิดกังวลเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย ทั่วทั้งแดนเซียนล้วนมิอาจเสาะหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นยิ่งกว่าอาณาเขตเต๋าของเขาได้อีกแล้ว

เวลาผ่านไปถึงหนึ่งปีเต็ม ในที่สุดหานเจวี๋ยก็พบหุบเขาที่สะอาดหมดจดแห่งหนึ่ง กินพื้นที่นับล้านลี้ ป่าไม้ชอุ่ม เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ขาดเพียงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น

เกาะสำนักซ่อนเร้นร่อนลงภายในป่าผืนหนึ่ง เสมือนก้อนกรวดที่ร่วงหล่นลงกลางกองใบไม้ ไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย

หานเจวี๋ยเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน โบกมือขวาคราหนึ่ง เคลื่อนย้ายทุกคนออกจากอาณาเขตเต๋า แล้วเขาจึงตามออกไป

เมื่อชาวเผ่าเอกาและเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นร่อนลงภายในป่า ทั้งหมดล้วนตะลึงงัน

“ที่นี่คือแดนเซียน นับจากวันนี้ไป พวกเราจะลงหลักปักฐานกันที่นี่ พวกเจ้าอย่าได้ออกนอกพื้นที่ในรัศมีหนึ่งล้านลี้ ให้สร้างที่พักอาศัยอยู่ในละแวกนี้ เพื่อก่อตั้งเป็นหุบเขาสำนักซ่อนเร้น” หานเจวี๋ยเอ่ย เสียงแว่วเข้าสู่หูของของคนทั้งปวง

เมื่อวาจานี้ถูกเปล่งออกมา ทุกคนล้วนตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาทันที ในที่สุดก็กลับถึงแดนเซียนแล้ว

เหล่าศิษย์ที่ไม่เคยมาเยือนแดนเซียนต่างรู้สึกประหม่ากันอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยกลับเข้าไปในเกาะสำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง

[ท่านเลือกกลับสู่แดนเซียน ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสเปิดใช้งานความสามารถใหม่ของระบบหนึ่งครั้ง]

[ระบบเปิดใช้งานความสามารถชำระล้างขั้นสมบูรณ์]

[ความสามารถชำระล้างขั้นสมบูรณ์: ช่วยชำระล้างปัจจัยเลวร้ายใดๆ ก็ตามในสมบัติวิเศษและสิ่งมีชีวิตตลอดจนขุมทรัพย์แห่งฟ้าดิน รวมไปถึงผลลัพธ์ทุกอย่างที่เกิดจากการปิดผนึกและคำสาปแช่งได้ โดยใช้อายุขัยเป็นการแลกเปลี่ยน]

หืม?

ชำระล้างหรือ

หานเจวี๋ยเหม่อลอยไปชั่วขณะ เช่นนี้คือ…

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง เอ่ยถามในใจ ‘ผลลัพธ์เลวร้ายใดๆ ก็สามารถใช้ได้หรือ หากว่าอริยะระดับมหามรรคสาปแช่งข้าหรือว่าใช้วิชาต้องห้ามอันใดกับข้า ข้าก็สามารถชำระล้างได้เช่นนั้นหรือ’

[ได้ ขอเพียงแลกเปลี่ยนด้วยจำนวนอายุขัยที่เท่าเทียม]

แบบนั้นก็ไม่เลวเลย

สิ่งที่หานเจวี๋ยมีอยู่มากก็คืออายุขัย

‘ลองใช้กับตัวข้าดูก่อนแล้วกัน’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ราคาไม่แตกต่างไปจากระบบวิวัฒนาการเลย หานเจวี๋ยยังพอรับได้

หากว่าการชำระล้างหนึ่งครั้งต้องการอายุขัยนับหมื่นล้านปี หรืออาจจะมากกว่านั้น เช่นนั้นจะคุ้มกันหรือ

กระแสความร้อนอันน่าประหลาดสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ภายในร่างหานเจวี๋ย รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย คันยุบยิบอยู่บ้าง

สิบนาทีผ่านไป

[ชำระล้างเสร็จสิ้น สภาวะสมบูรณ์แบบ]

หานเจวี๋ยยิ้มออกมา ไม่ศึกษาความสามารถนี้ต่อแล้ว

ชิ้นส่วนมหามรรคของเขารวบรวมครบเก้าชิ้นแล้ว ต่อไปก็เริ่มผสานรวมเข้าด้วยกันได้แล้ว!

เขาหยิบชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าชิ้นออกมา เริ่มผสานรวม

ครั้งนี้เป้าหมายของเขาคือก่อตั้งมหามรรคของเขาเอง!

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

ชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าผสานรวมกัน หานเจวี๋ยเริ่มเข้าสู่ภาวะตระหนักรู้มหามรรค

แรงบันดาลใจและความคิดน่าอัศจรรย์อันไร้ที่สิ้นสุดผุดขึ้นในสมองของเขา เขาธำรงความคิดนี้เอาไว้ตลอด

มหามรรคใหม่!

….

ภายในหุบเขา เขาทุกลูกทอดยาวเชื่อมต่อกัน เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นและชาวเผ่าเอกาต่างจับกลุ่มตระเวนไปทั่ว

ในบรรดานั้น จ้าวเซวียนหยวน เต้าจื้อจุนและเจียงอี้เดินไปด้วยกันอย่างไร้จุดมุ่งหมาย เตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย

ในอดีตทั้งสามต่างเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งจากกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ พูดจาประสาเดียวกัน ดังนั้นจึงสนิทสนมกัน

“แรงกรรมแห่งฟ้าดินสลายไปแล้ว มหาเคราะห์สิ้นสุดลงอย่างแท้จริงแล้ว” เต้าจื้อจุนสะเทือนใจอย่างยิ่ง

เขาเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นช้าที่สุด ยามที่เขาจากไป แรงกรรมแห่งฟ้าดินเข้มข้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับไฟโลกันต์แห่งปรโลก

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “โชคดีที่พวกเราเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น มิเช่นนั้นจะได้รับดวงชะตามหาจักรพรรดิไร้สิ้นสุดได้อย่างไร”

เจียงอี้เหลียวซ้ายแลขวา ตัดอารมณ์หม่นหมองของคนทั้งสองลงด้วยการเอ่ยว่า “บริเวณนี้คล้ายว่าจะไม่ธรรมดาเลย รู้สึกคล้ายกับว่าเคยมาเยือนที่นี่แล้ว”

เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวเซวียนหยวนและเต้าจื้อจุนก็เริ่มสังเกตอย่างละเอียดเช่นกัน

ผ่านไปสักพักหนึ่ง

จู่ๆ เต้าจื้อจุนก็เอ่ยขึ้นด้วยความตระหนก “ที่นี่คล้ายว่าจะเป็นอาณาเขตเก่าของเผ่ากิเลน มิน่าเล่าทิวเขาในแถบนี้จึงไม่ได้รับผลกระทบเลย เป็นไอมงคลของเผ่ากิเลนที่สกัดกั้นแรงกรรมแห่งฟ้าดินเอาไว้”

เจียงอี้ถามด้วยความฉงน “เหตุใดจึงไม่เห็นกิเลนสักตัวเลยเล่า”

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยคล้อยตาม “หรือจะสิ้นชีพไปหมดแล้ว”

เปลือกตาเต้าจื้อจุนและเจียงอี้กระตุกไม่หยุดแล้ว

ตบะของพวกเขาล้วนไม่อ่อนด้อย เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจหาภายในรัศมีไม่เกินหนึ่งล้านลี้ นอกจากสำนักซ่อนเร้นแล้ว พวกเขาก็ตรวจจับร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้เลย

พวกเขาพลันนึกถึงความเป็นไปได้อันน่าหวาดหวั่นอย่างหนึ่งขึ้นมา

คงมิใช่ว่าสรรพสิ่งในแดนเซียนล้วนวอดวายไปหมดสิ้นแล้วกระมัง

พวกเขาสบตากันแวบหนึ่ง ทั้งสามดีดเท้าเหาะขึ้นไป เริ่มตรวจสอบดูทั่วทั้งสี่ทิศ

หานเจวี๋ยไม่อนุญาตให้พวกเขาออกนอกรัศมีหนึ่งล้านลี้ แต่พวกเขาสามารถสำแดงพลังวิเศษแยกร่าง ให้ร่างแยกออกไปตรวจสอบได้

หนึ่งปีผ่านไป

ทั้งสามก็ได้ข้อสรุปว่า

สิ่งมีชีวิตใต้ร่มมรรคาสวรรค์สูญสิ้นหมดแล้วจริงๆ!

อย่าว่าแต่ในรัศมีหนึ่งล้านลี้เลย ร่างแยกของพวกเขาตระเวนไปทั่วแผ่นดินก็ไม่พบเห็นสิ่งมีชีวิตใดสักชนิดเลย

พวกเขานำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวต่อชาวสำนักซ่อนเร้นคนอื่นๆ เป็นเหตุให้ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นพากันตื่นตะลึงไปเช่นกัน

หลังจากสะเทือนใจกันอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็เริ่มรู้สึกโชคดีที่ได้ติดตามหานเจวี๋ย

หากมิได้ติดตามบำเพ็ญเพียรกับหานเจวี๋ย เกรงว่าพวกเขาก็คงสิ้นชีพในมหาเคราะห์เช่นเดียวกัน