431-435
บทที่ 431
หลี่มู่อีพยายามเข้าฝันหานเจวี๋ยหลายครั้ง จนยอมแพ้ไปในที่สุด
[ความเกลียดชังที่หลี่มู่อีมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]
ช่างเป็นอริยะที่เอาแต่ใจจริงๆ
หานเจวี๋ยแอบบ่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด
ความเกลียดชังระดับ 2 ดาวยังถือว่าอยู่ในระดับความประทับใจต่ำ อยู่ในขั้นเหม็นขี้หน้า แต่ยังไม่ถึงขั้นที่อยากจะฆ่าแกงกัน
หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่สร้างความสัมพันธ์กับอริยะง่ายๆ เพราะอันตรายเกินไป
รอให้เขาพิสูจน์มรรคได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
หลังจากแตกกิ่งคลื่นวนมิติครั้งแรก ความเร็วในการบำเพ็ญของต้นฝูซังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปราณฟ้าประทานที่ผลิตออกมาก็พลอยมากขึ้นตามไปด้วย
ภายในระยะสั้นๆ ต้นฝูซังยังคงไม่สามารถแตกแขนงคลื่นวนมิติกิ่งที่สองได้ แต่ตามคำแนะนำของระบบ ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะเชื่อมต่อกับปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้แล้ว
ถึงตอนนั้นหานเจวี๋ยจะใช้ต้นฝูซังเป็นชุมทางเพื่อข้ามไปยังปวงสวรรค์หมื่นโลกา และอาจถึงขั้นสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือยิ่งกว่าปวงสวรรค์หมื่นโลกา ราวกับชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นอาณาเขตเต๋าของอริยะขึ้นมาได้
นี่เป็นแผนการระยะยาว แต่ก่อนที่หานเจวี๋ยจะพิสูจน์มรรค เขาจะไม่มีวันสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์และสร้างปัญหาขึ้นมาเป็นอันขาด
นอกจากต้นฝูซังแล้ว ในกายของหานเจวี๋ยยังมีปราณเทพมารที่สามปรากฏขึ้นแล้ว ลักษณะเหมือนกับปราณเทพมารสองกลุ่มก่อนหน้า เพียงแต่ยังอยู่ในระหว่างการบ่มเพาะ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานอีกเท่าไรถึงจะบ่มเพาะออกมาเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลได้
จะต้องเป็นการรอคอยที่ยาวนานแรมปีอย่างแน่นอน อาจต้องรอจนถึงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งถัดไปก็เป็นได้
หานเจวี๋ยเข้าสู่การบำเพ็ญประจำวัน ทุกวันดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
หนึ่งศตวรรษผันผ่านราวกับห้วงฝัน
เมื่อไม่นานมานี้อู้เต้าเจี้ยนได้เข้าสู่ระดับจักรพรรดิ หลังจากได้รับวิชาสืบทอดจากหานเจวี๋ย
ถือเป็นเรื่องปกติ ที่คนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับจักรพรรดิซึ่งก็คือไก่คุกรัตติกาลและสวินฉางอัน จะไม่สามารถเอาชนะอู้เต้าเจี้ยนได้ เพราะเท่ากับว่าหานเจวี๋ยเปิดประตูหลังให้นาง
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ อู้เต้าเจี้ยนก็กลายเป็นคนที่มีจิตใจฮึกเหิม ฉู่ซื่อเหรินที่ถูกกระตุ้นจากเรื่องนี้ก็เริ่มฝึกบำเพ็ญอย่างเอาเป็นเอาตาย หวังจะทะลวงระดับจักรพรรดิให้ได้เช่นกัน
ในหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สงครามระหว่างวังสวรรค์และเผ่าพันธุ์มนุษย์กลายเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออ่านจดหมายก็จะเห็นคนบาดเจ็บและถูกโจมตีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
ไม่อาจรู้ได้เลยว่าทั้งสองฝ่ายจะเข่นฆ่ากันต่อไปอีกนานเท่าไร
ตบะของฟางเหลียงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้สามารถไปถึงระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏได้แล้ว
นี่จะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างแน่นอน
บางทีนี่อาจจะเป็นข้อดีของการต่อสู้แย่งชิงดวงชะตา ไม่แปลกใจเลยที่สรรพชีวิตทั้งหลายจะลุ่มหลงมันมากขนาดนี้
อยู่มาวันหนึ่ง
หานเจวี๋ยนำดวงจิตประหลาดไปขังไว้ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร จากนั้นหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งต้าจิ่วเทียน
ผ่านมาตั้งร้อยปีแล้ว ต้าจิ่วเทียนคงจะไม่ได้อยู่ข้างกายอริยะแล้วกระมัง
ลองคำนวณดูหน่อย!
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
หากว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ข้างกายอริยะต่อไปแล้ว เขาก็จะลงทุนอายุขัยสักสองพันล้านปีเพื่อสาปแช่งอีกฝ่าย นั่นไม่ต่างอะไรจากขนนกหรอก!
[เขาอริยะยังคงอยู่ข้างกายอริยะ]
‘ไอ้ชาติสุนัข! คิดจะหลบอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิตเลยหรืออย่างไร’
หานเจวี๋ยแอบแดกดันต้าจิ่วเทียนที่ทำตัวไร้ยางอาย
…
ภายในพระราชวังไร้ขอบเขต
ต้าจิ่วเทียนที่นั่งสมาธิอยู่ขมวดคิ้วและกัดฟันโดยไม่รู้ตัว
‘เจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังไม่เลิกแล้วต่อกันอีก! ไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร อีกฝ่ายไปจับสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนกัน หรือว่าเขาจะกักขังแล้วเลี้ยงเอาไว้?’
ต้าจิ่วเทียนสบถด่าอยู่ในใจ รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด
หากรู้แต่แรก เขาคงไม่ไปยั่วโมโหเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ว่าแต่เขาเป็นอริยะท่านใดกันแน่ ไม่คิดว่าพฤติกรรมเช่นนี้ของตนเป็นการลดทอนคุณค่าตนเองบ้างหรืออย่างไร
ในใจของต้าจิ่วเทียนเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
อริยะเทพสูงสุดหนานจี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาเอ่ยถาม “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเจ้าอีกแล้วหรือ”
ต้าจิ่วเทียนถอนหายใจและกล่าวว่า “ใช่แล้วขอรับ ศิษย์ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดีแล้วขอรับ”
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยพึมพำ “ในบรรดาอริยะทั้งหมด คนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุดเห็นจะมีแต่สำนักพุทธแดนปัจฉิมผู้นั้น”
ต้าจิ่วเทียนเบิกตาโพลง เขาถามอย่างสงสัย “แต่ว่าข้าไม่เคยพุ่งเป้าไปยังสำนักพุทธเลยนะขอรับ แม้ว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะเคยท้าทายสำนักพุทธมาแล้ว แต่ว่าเขาแจ้งต่ออริยะสำนักพุทธล่วงหน้าแล้ว”
เทพสูงสุดหนานจี๋กล่าวอย่างใจเย็น “เขาอาจจะจำใจตกลงเพราะกลัวเสียหน้าก็เป็นได้ ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้วเหล่าอริยะเคยเดิมพันกันว่าชัยชนะของนิกายฉ่านจะเป็นโอกาสที่ทำให้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนคว้าดวงชะตาอันยิ่งใหญ่มาได้ แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างทำให้อริยะจากทุกท่านเกิดเปลี่ยนใจกันหมด ฝูซีเทียนถึงกับลงสนามด้วยตนเองซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลก”
ต้าจิ่วเทียนไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาไม่กล้าออกความเห็นอะไรเกี่ยวกับอริยะ
เทพสูงสุดหนานจี๋ยกมือขวาขึ้น ดวงแสงอันเจิดจ้าปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ก่อนจะรวมตัวกันเป็นรูปร่างของชายชราผู้หนึ่ง
“ขอบังอาจถามบรรพชนเต๋า มหาเคราะห์ครานี้จะทุกข์เข็ญเพียงใด” เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยถาม
ต้าจิ่วเทียนก้มศีรษะจนติดกับพื้น ไม่กล้ามองบรรพชนเต๋าตรงๆ
บรรพชนเต๋าตอบกลับ “อริยะเข้าสู่เคราะห์ มรรคาสวรรค์ตกอยู่ในอันตราย”
เทพสูงสุดหนานจี๋ขมวดคิ้ว
เขาสะบัดมือหนึ่งที ภาพเสมือนของบรรพชนเต๋าก็พลันสลายไป
ต้าจิ่วเทียนเงยหน้าขึ้น เขาเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “ไม่ใช่ว่าท่านผู้เฒ่าบรรพชนเต๋า…”
เทพสูงสุดหนานจี๋ตอบกลับ “นี่คือร่างจำลองของบรรพชนเต๋า เป็นสิ่งชี้ทางให้แก่อริยะ ทว่าทำได้เพียงไต่ถามความเป็นไปในภาพรวมเท่านั้น ไม่อาจตัดสินชะตาของเหล่าอริยะและสรรพชีวิต”
ต้าจิ่วเทียนฟังแล้วก็เข้าใจในทันที
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ย “นับแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าจงอยู่ภายใต้อาณาเขตเต๋า ข้าจะเกณฑ์คนอื่นให้เข้าสู่เคราะห์แทน”
ต้าจิ่วเทียนรู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบคำนับขอบคุณอีกฝ่ายยกใหญ่
อันที่จริงเขาไม่กล้าเข้าสู่เคราะห์อีกแล้ว แต่ทว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังคงจับตามองเขาอยู่
“ข้าจะไปหาสำนักพุทธแดนปัจฉิมสักหน่อย” เทพสูงสุดหนานจี๋กล่าวพร้อมกับลุกขึ้น
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก “ท่านจะกลับมาเมื่อใดหรือขอรับ”
เทพสูงสุดหนานจี๋เหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “ไปพบอริยะ ใช้ร่างต้นไปพบนับเป็นมารยาท อยู่ในอาณาเขตเต๋าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่กล้าเข้ามาสังหารเจ้าหรอก ส่วนคำสาปแช่ง อาณาเขตเต๋าจะช่วยสกัดกั้นให้เจ้าส่วนหนึ่ง ไม่ต้องกังวลไป ไม่นานข้าก็กลับมาแล้ว”
ต้าจิ่วเทียนทำได้เพียงพยักหน้าเท่านั้น
…
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
สาปแช่งไปแล้วห้าวัน อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง สีหน้าของเขาเศร้าหมองลงเล็กน้อย
หากต้าจิ่วเทียนเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ภายในอาณาเขตเต๋าของเทพสูงสุดหนานจี๋ไปชั่วชีวิต เขาก็ไม่มีวันสังหารอีกฝ่ายได้เลยน่ะสิ?
ไม่มีทาง
ระดับของความเกลียดชังของอีกฝ่ายอยู่ในระดับที่สูงมาก อีกทั้งเขายังเป็นภัยคุกคามต่อจักรพรรดิสวรรค์อีกด้วย
อย่างไรก็ต้องสังหารเสีย
“หรือจะลองคำนวณดูอีกครั้งดี เผื่อออริยะจะเพิ่งจากไป”
หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้
ลองคำนวณแค่ครั้งเดียวพอ!
ไม่ได้ ตอนนี้ต้องปล่อยวางไปก่อน
ถึงกระนั้น หานเจวี๋ยก็ยังผลาญอายุขัยไปอีกสองพันล้านปีอยู่ดี
[อริยะไม่ได้อยู่ข้างเขา]
หานเจวี๋ยเบิกตาโพลงทันที ดวงตาสองข้างเปล่งประกาย
โอกาสมาแล้ว!
บิดาจะได้สังหารเจ้าให้ตายสักที!
หานเจวี๋ยทุ่มกำลังสาปแช่งอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ อายุขัยลดลงอย่างรวดเร็ว
ต้าจิ่วเทียนที่อยู่ภายในอาณาเขตเต๋าของอริยะสีหน้าเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน
แย่แล้ว! คนผู้นี้ต้องเป็นอริยะอย่างแน่นอน! เทพสูงสุดหนานจี๋เพิ่งจากไปไม่นาน อีกฝ่ายก็เริ่มสาปแช่งเขาอย่างรุนแรงทันทีเลยหรือ หากไม่ใช่อริยะแล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า?
ต้าจิ่วเทียนรีบเคลื่อนย้ายลมปราณเพื่อต่อต้านทันที
ภายในอาณาเขตเต๋าเกิดพายุคลั่งพัดกระหน่ำ คลื่นลมนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าไปในกายของต้าจิ่วเทียน แปรเปลี่ยนเป็นพลังลึกลับ ที่ช่วยให้เขาต้านทางแรงสาปแช่งได้
ทว่าแรงสาปแช่งคราวนี้รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องการสังหารเขา!
บัดซบ!
ต้าจิ่วเทียนคำรามลั่น “อาจารย์! ช่วยข้าด้วย!”
แม้ว่าเทพสูงสุดหนานจี๋จะออกไปแล้ว แต่ขอเพียงเขาเรียกขาน เขาเชื่อว่าเทพสูงสุดหนานจี๋จะต้องได้ยินอย่างแน่นอน
“ตอนนี้ข้าอยู่ในวงล้อมของอริยะ ยังช่วยเหลือเจ้าไม่ได้ เจ้าพยายามช่วยเหลือตัวเองไปก่อนก็แล้วกัน”
เทพสูงสุดหนานจี๋ส่งเสียงตอบกลับมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
ใบหน้าของต้าจิ่วเทียนซีดขาว มิน่าเล่าเทพสูงสุดหนานจี๋ถึงได้จากไปหลายวันและยังไม่กลับมา ที่แท้ก็เป็นแผนการนี่เอง!
อริยะจงใจเรียกตัวเทพสูงสุดหนานจี๋ออกไป จากนั้นก็จะสังหารเขาหรือ? ทำไมล่ะ! นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
บทที่ 432
สองแสนล้านปี!
สามแสนล้านปี!
สี่แสนล้านปี!
ห้าแสนล้านปี!
ตาของหานเจวี๋ยเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ครั้งนี้เขาตัดสินใจจะสังหารต้าจิ่วเทียนให้จงได้
เป็นเพราะต้าจิ่วเทียน จักรพรรดิสวรรค์ถึงถูกดวงจิตประหลาดขั้นรองสับเปลี่ยนวิญญาณ ตอนนี้ต้องตกอยู่ในสภาพเหมือนครึ่งเทพครึ่งปีศาจไปเสียแล้ว
นอกจากนี้ชายผู้นี้ยังสนับสนุนจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้เอาชนะดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ และทำลายล้างสรรพชีวิต หากหานเจวี๋ยไม่เปลี่ยนแปลงชะตากรรม คนรอบข้างของเขาต้องตายด้วยน้ำมือของต้าจิ่วเทียนเป็นแน่
อย่างไรต้าจิ่วเทียนก็ต้องตาย!
ผู้ที่เป็นศัตรูโดยตรงของหานเจวี๋ยนั้นมีไม่มาก แต่ตราบใดที่คนผู้นั้นเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขาและคนรอบข้าง เขาย่อมไม่ปล่อยไปอย่างเด็ดขาด
ครั้งนี้เขาจะทำลายขีดจำกัดคำสาปแช่งของตนเอง
หกแสนล้านล้านปี!
[ต้าจิ่วเทียนศัตรูคู่อาฆาตของท่านเกิดมารในใจ เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
[ความเกลียดชังที่ต้าจิ่วเทียนมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
เจ็ดแสนล้านปี!
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่ได้ยี่หระแต่อย่างใด
[ต้าจิ่วเทียนศัตรูคู่อาฆาตของท่านมารในใจอาละวาด พลังเวทปะทุ มรรคผลต้าหลัวแตกสลาย เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
แปดแสนล้านปี!
‘จะตายได้หรือยัง หา!’ หานเจวี๋ยแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว คนผู้นี้มันแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
ก่อนหน้านี้ที่เขาสาปแช่งต้าหลัว ยังใช้อายุขัยแค่เท่าไรเอง หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นอันดับหนึ่งในหมู่ครึ่งอริยะ?
เก้าแสนล้านปี!
[ต้าจิ่วเทียนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน มารในใจกัดกินดวงวิญญาณ มรรคจิตแตกสลาย ชีวิตดับสูญด้วยตนเอง ตัวตายมรรคผลสลาย]
หานเจวี๋ยหยุดมือทันที
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากของเขา
‘เซียนทองต้าหลัวก็เหงื่อออกได้เหมือนกันรึนี่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงได้ถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่’
หานเจวี๋ยตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ ภาพประจำตัวของต้าจิ่วเทียนหายไปแล้ว
‘ตายแล้วจริงๆ’
เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เก้าแสนล้านปี
แม้ว่าหานเจวี๋ยจะรู้สึกปวดใจมาก แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าอยู่ดี
หากไม่ปลิดชีพศัตรูตัวฉกาจเช่นนี้ ในอนาคตจะต้องเกิดปัญหาตามมามากมายอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยไม่หวังให้ศัตรูที่เก่งกาจกว่านี้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา กลับกันเขาอยากจะไปปรากฏตัวต่อหน้าและสังหารฝ่ายนั้นเองเสียมากกว่า
ศัตรูที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าเขานั้น ต้องเป็นศัตรูที่เขาสามารถสังหารได้ในชั่วพริบตา!
ไม่เช่นนั้นก็นับว่าน่าหวั่นใจ!
‘ต้าจิ่วเทียนตายแล้ว อนาคตของมหาเคราะห์ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน แต่ข้าไม่จำเป็นต้องคำนวณดู ตอนนี้ข้าหลีกหนีจากมหาเคราะห์ รอให้โลกาสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก่อนแล้วค่อยคำนวณก็ไม่สาย’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
เขาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมไม่หยุดหย่อน ดังนั้นจุดจบของมหาเคราะห์จึงเปลี่ยนไปตลอดเวลาเช่นกัน
อนาคตจะเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ เว้นแต่เขาจะหยุดเปลี่ยนแปลงมัน
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำคือเฝ้าคอยให้อนาคตที่เขาพอใจปรากฏขึ้น ทว่ายังมีอริยะที่คอยผลักดันชะตากรรมอยู่ในเงามืด ก่อนหน้านี้เคยมีอนาคตในแบบที่เขาพอใจปรากฏขึ้นเช่นกัน แต่ก็เกิดถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี
ทุกวันนี้หานเจวี๋ยไม่เคยหวังจะทำนายอนาคตอีก แต่อยากจะสังหารศัตรูตัวฉกาจที่โผล่มาในอนาคตที่เคยทำนายเอาไว้แทน
ทันทีที่ต้าจิ่วเทียนตาย หานเจวี๋ยก็ไม่รู้ว่าต้องสาปแช่งใครไปอีกระยะหนึ่ง
เดิมทีเฮ่าเทียนก็อยู่ในรายชื่อของคนที่เขาต้องสาปแช่งด้วย ทว่าตั้งแต่เฮ่าเทียนหลอมรวมร่างกับหลงเฮ่า เขาก็สาปแช่งอีกฝ่ายได้ยากลำบากขึ้น เพราะอย่างไรเสียเฮ่าเทียนก็ไม่ได้มีความเกลียดชังในตัวเขา อีกทั้งจนถึงทุกวันนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ทำอันตรายต่อจักรพรรดิสวรรค์แต่อย่างใด
‘ช่างเถอะ ไม่ต้องสาปแช่งก็ดี จะได้ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบสุข’ หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบเชียบ
…
การสิ้นชีพของต้าจิ่วเทียนไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายใดๆ ขึ้น เพราะในแดนเซียนนั้น เขาเป็นเพียงบุคคลนิรนาม
ครึ่งอริยะสิ้นชีพไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครรู้ ช่างน่าเศร้าและหดหู่ใจเหลือเกิน
เมื่อไม่มีศัตรูให้สาปแช่ง หานเจวี๋ยก็มุ่งความสนใจไปกับการฝึกบำเพ็ญ
ยี่สิบสามปีต่อมา
มีกระแสจิตส่งมาจากภายในอาณาเขตฟ้าบุพกาล ใครบางคนกำลังเรียกหานเจวี๋ยอยู่
หานเจวี๋ยส่งจิตรับรู้มุ่งหน้าไปยังอาณาเขตฟ้าบุพกาลทันที ดวงจิตประหลาดก็ตามเขาไปด้วย
หานเจวี๋ยพบว่าภายในอาณาเขตฟ้าบุพกาลนอกจากเต้าจื้อจุน และจ้าวเซวียนหยวนแล้วยังมีผู้อื่นอยู่อีกหนึ่งคน
‘คนผู้นี้หน้าตาดูคุ้นๆ ช้าก่อน!’
หานเจวี๋ยรีบเปิดจดหมายขึ้นมาตรวจสอบ
[โจวฝานสหายของท่านดูดซับต้นกำเนิดของทะเลเลือดไร้สิ้นสุด กายเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล]
‘แบบนี้ก็ได้หรือ ต่อให้เจ้าเป็นวัชระอริยะ ก็โกงสกิลแบบนี้ได้อย่างนั้นน่ะหรือ? มรรคาสวรรค์เหตุใดจึงไม่ส่งอสนีบาตมาฟาดเขาให้ตายเสียเลยเล่า’ หานเจวี๋ยก่นด่าในใจ
บุตรแห่งสวรรค์สามคนรีบปรี่เข้ามา เขาชิงเอ่ยขึ้นก่อน “ท่านผู้นี้คือบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดและคอยช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด”
บุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด!
หานเจวี๋ยไม่กล้ายอมรับตำแหน่งนี้เลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกได้ว่านี่จะต้องเป็นกับดักอย่างแน่นอน
เขาไม่รู้จักมักคุ้นกับโจวฝานเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งสี่คนเห็นเพียงเงาของแต่ละฝ่ายเท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ถึงรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของแต่ละคนได้
หลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานกว่าพันปี โจวฝานจะจำหานเจวี๋ยไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะของวิเศษของหานเจวี๋ยนั้นถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทั้งเสื้อผ้า รูปร่างของเขาก็แตกต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ
“คารวะผู้อาวุโส!” โจวฝานกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม น้ำเสียงเปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้น
คนผู้นี้คงอยู่ในอาณาจักรสูงสุดแล้วสินะ!
ภายใต้มรรคาสวรรค์ ก็มีเพียงพวกเขาสี่คนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล หากพูดกันแบบหน้าไม่อายละก็ พวกเขาสี่คนนี่แหละที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุด!
โจวฝานที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ มีหรือจะไม่รู้สึกตื่นเต้น
หานเจวี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “มีเรื่องอันใดกันอีกแล้วเล่า”
จ้าวเซวียนหยวนก้มศีรษะลงด้วยท่าทีอึดอัด
หัวใจของหานเจวี๋ยพลันเต้นไม่เป็นจังหวะ
‘ใช่จริงๆ ด้วย พวกเจ้าไม่กลัวตายกันบ้างหรืออย่างไร?’
เต้าจื้อจุนกระแอมไอครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “หลังจากครั้งทะเลเลือดไร้สิ้นสุด พวกเราก็ตามรอยเผ่ามารไป จนพบกับโลกาสวรรค์วิวัฒนาการของปรมาจารย์มารดึกดำบรรพ์เข้า หลังจากพ่ายแพ้มหาเคราะห์แล้ว ปรมาจารย์มารดึกดำบรรพ์ยังคงมีชีวิตอยู่ และได้เรียนรู้การแบ่งฟ้าแยกแผ่นดินจากเทพยักษ์ผานกู่ พวกเราถูกขังอยู่ในค่ายกล…”
หานเจวี๋ยขัดจังหวะขึ้น “คราวก่อนบอกว่าชิ้นส่วนยอดสมบัติใช่หรือไม่”
“อยู่ที่จักรพรรดิสวรรค์ฟางแล้วล่ะ ท่านสามารถไปเอามาได้ทุกเวลาเลย!”
“แล้วครั้งนี้เล่า?”
“พวกเราเจอบัลลังก์ดอกบัวหลังหนึ่ง เป็นหนึ่งในยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ สามารถยกให้ท่านได้”
“ช่างใจกว้างเสียเหลือเกิน หรือเป็นเพราะพวกท่านใช้งานไม่ได้กันแน่”
“น่าละอายนัก…พวกข้าใช้ไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของปรมาจารย์มารได้ มิฉะนั้นปวงสวรรค์จะมีภัย”
‘ฮ่าๆ! มีจิตใจเที่ยงธรรมใช้ได้เลยแฮะ!’
หานเจวี๋ยกล่าวพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเอ่ย “ได้ ข้าจะช่วยพวกท่านส่งสารไปบอกจักรพรรดิสวรรค์ฟางเอง”
“ขอบคุณมาก!” เต้าจื้อจุนกล่าวขอบคุณ
หานเจวี๋ยตัดการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว
โจวฝานอดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “ผู้อาวุโสท่านนี้แท้จริงแล้วเป็นใครหรือ”
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด หานเจวี๋ยทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เต้าจื้อจุนกล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน จักรพรรดิสวรรค์พระองค์ก่อนเก็บงำเรื่องของเขาไว้เสียมิดชิด จักรพรรดิสวรรค์ฟางที่มารับตำแหน่งแทนก็ให้ความเคารพเขาอย่างที่สุดเช่นกัน คงจะเป็นผู้ทรงพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ มีพลังเวทสูงสุด และฝึกคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลอย่างแน่นอน แรกเริ่มเดิมทีข้าก็เคยคิดดูแคลนเขาอยู่ หากแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องขอช่วยเหลือจากเขาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ช่างน่าขันจริงๆ”
เมื่อโจวฝานได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวของหานเจวี๋ยมากขึ้น
จ้าวเซวียนหยวนกล่าว “พี่เต้า ถ้ากลับมาแล้วข้าอยากจะเข้าร่วมสำนักของผู้อาวุโสท่านนั้น ท่านคิดว่าอย่างไรบ้าง”
เต้าจื้อจุนเหลือบมองเขาครู่หนึ่งและถาม “หมายความว่าอย่างไร”
จ้าวเซวียนหยวนยิ้มขมขื่น “ร่างกายของข้าไม่อำนวยเสียแล้ว พวกท่าน…”
เต้าจื้อจุนแสนกล้าหาญ ส่วนโจวฝานหากกล่าวตามตรง เขาก็คือคนบ้าดีๆ นี่เอง
จ้าวเซวียนหยวนรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากพวกเขาทั้งสองคน ตัวเขามีพรสวรรค์ที่ดีเลิศถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่จำเป็นต้องไปตะลอนๆ เสี่ยงตายไปกับคนพวกนี้
กลับกันเขารู้สึกสนใจหานเจวี๋ยมากกว่า
เขามีลางสังหรณ์ว่าหากเขาเข้าร่วมสำนักกับหานเจวี๋ย จะได้รับโอกาสวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“ถ้าเรื่องนี้คลี่คลายเมื่อไร ก็สุดแล้วแต่เจ้าเถิด” เต้าจื้อจุนแค่นเสียงกล่าว รู้สึกไม่พอใจนัก
…
หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อติดต่อกับฟางเหลียง
หลังจากที่ฟางเหลียงได้รับรู้เรื่องราวนี้ เขาก็รู้สึกตกใจมาก “พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ คิดอย่างไรถึงไปยั่วโมโหปรมาจารย์มารดึกดำบรรพ์! วังสวรรค์ไม่มีเทพเซียนคนใดจะไปให้การช่วยเหลือพวกเขาได้หรอก”
“เช่นนั้นก็แปลว่าช่วยไม่ได้อย่างนั้นสินะ”
“อืม…”
“ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกนั้นตายไปเถิด”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าแล้วกล่าว นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่าแส่หาเรื่องใส่ตัว
ทว่าโจวฝานก็อยู่ด้วย สามคนนั้นไม่น่าจะตายง่ายๆ หรอก
ฟางเหลียงกล่าว “ยอดสมบัติที่เต้าจื้อจุนมอบให้ท่านมาถึงแล้ว ท่านจะมารับไปเองหรือไม่ ข้าจะใช้วิชาอัญเชิญเทพเชิญท่านมา วางใจเถิด ไม่ทำให้ท่านเสียเวลาอย่างแน่นอน”
บทที่ 433
ได้ฟังคำพูดของฟางเหลียง หานเจวี๋ยกลับไม่ได้ตอบรับในทันที
เขาถามในใจอย่างระมัดระวัง ‘หากข้าไปหาฟางเหลียงตอนนี้ จะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่’
อันตรายน่ะคงจะมีอยู่แล้ว แต่ขอเพียงอย่าถึงแก่ชีวิตก็เป็นพอ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[เบื้องต้นยังไม่มี]
หานเจวี๋ยตอบกลับทันที “ได้”
ฟางเหลียงเริ่มสำแดงพลังวิเศษ
ไม่นาน คลื่นวนสีดำก็ปรากฏเบื้องหน้าของหานเจวี๋ย เขาก้าวเข้าไปด้านใน
ณ แดนเซียน พระราชวังเทียมเมฆา
ฟางเหลียงลุกขึ้นยืน เขามองไปยังคลื่นวนสีดำที่ลอยคว้างอยู่กลางท้องพระโรง อดรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
ไม่ได้พบหานเจวี๋ยมานานมากแล้ว ภาพของหานเจวี๋ยในหัวของเขายิ่งดูลึกลับขึ้นเรื่อยๆ
ร่างร่างหนึ่งก้าวออกมาจากคลื่นวนสีดำ เขาสวมใส่อาภรณ์มหามรรคบัญชาสวรรค์ ช่วงเอวคาดเข็มขัดโลหิตลัญจกรทอง ที่เท้าสวมรองเท้าอักขระลับบัญญัติมรรคา กายห่มไหมเมฆฟ้าปรารถนา ท่าทางดูน่าเกรงขาม
นั้นไม่ใช่หานเจวี๋ยแล้วจะเป็นใครได้?
แม้แต่ฟางเหลียงซึ่งเป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้เมื่อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัว
สมแล้วที่เป็นอาจารย์ปู่
แม้ว่าดวงวิญญาณเขาจะเคยข้ามสู่บรรพกาล หากแต่ฟางเหลียงก็ยังไม่เคยเห็นชายใดรูปงามเท่าหานเจวี๋ย แม้แต่หญิงงามที่ว่าสวยที่สุดใต้มรรคาสวรรค์แห่งนี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับหานเจวี๋ย นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลย
เมื่อหานเจวี๋ยก้าวสู่พื้นเบื้องล่าง ฟางเหลียงก็รีบแสดงการคารวะ
“ของเล่า?” หานเจวี๋ยถามเข้าประเด็นทันที
แม้ใบหน้าของเขาจะสงบราบเรียบ แต่ในใจนั้นกลับลอบตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย
เขาตรวจสอบพบผู้แข็งแกร่งที่สุดอยู่ใกล้ๆ นี้
[หลี่เต้าคง: ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะปลาย ศิษย์คนโตแห่งนิกายเหริน]
ซ่า…
‘เจ้าหมอนี่ไปถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะปลายแล้วหรือ? เร็วเกินไปแล้ว!’
หานเจวี๋ยลอบตกใจอยู่เล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำการคัดลอกตบะของหลี่เต้าคงไปด้วย เพื่อที่จะได้ใช้เป็นคู่ต่อสู้ในแบบจำลองการทดสอบในภายหลัง
ฟางเหลียงยกมือขึ้น ชิ้นส่วนแผ่นหยกสีขาวก็ปรากฏอยู่บนมือของเขา
หานเจวี๋ยรับเอาสมบัติมาใส่เข้าไปในแขนเสื้อ และหมุนกายเดินกลับเข้าไปในคลื่นวนสีดำทันที
“อาจารย์ปู่ ท่านจะไม่นั่งพักสักหน่อยหรือ” ฟางเหลียงรีบตะโกนเรียก
นี่จะเร็วเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยกล่าว “มีอะไร”
ฟางเหลียงเอ่ยอย่างจนใจ “ที่นี่คือวังสวรรค์และเราก็เป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์ จะมีอันตรายใดได้อย่างไรกัน หากที่นี่มีอันตรายจริง ป่านนี้วังสวรรค์ไม่พินาศไปหมดแล้วหรือ เราเพียงอยากพูดคุยกับอาจารย์ปู่เท่านั้น”
หานเจวี๋ยเห็นสีหน้าของเขาดูอิดโรย จึงตอบตกลง
“ให้เวลามากสุดครึ่งชั่วยาม”
“ไม่มีปัญหาขอรับ!”
ฟางเหลียงรู้สึกยินดีระคนประหลาดใจ
เขาหยิบเบาะรองนั่งออกมาทันที วางไว้ตรงข้ามกับพระที่นั่งของจักรพรรดิสวรรค์
ทั้งสองนั่งลง ฟางเหลียงเริ่มพูดถึงความก้าวหน้าของวังสวรรค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้
วังสวรรค์ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ตลอด ในขณะเดียวกันก็เชิญเทพเซียนจากต่างแดนมาร่วมด้วย หลายปีผ่านไป ทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์ไม่ได้ลดน้อยลงเลย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
เมื่อมหาเคราะห์ทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนในแดนเซียนก็ไม่สามารถอยู่รอดได้โดยลำพังและต้องเข้าสู่เคราะห์ในที่สุด
ฟางเหลียงกล่าว “ทุกวันนี้ทั่วทั้งแดนเซียนอัดแน่นไปด้วยแรงกรรม ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีกนานเท่าไร หายนะที่แท้จริงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “หากว่าวังสวรรค์พ่ายแพ้ เจ้าจะ…”
ฟางเหลียงส่ายหน้า “ก็เป็นได้ ทว่าวังสวรรค์ไม่พ่ายแพ้หรอกขอรับ เพราะผู้ทรงพลังที่สนับสนุนวังสวรรค์นับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ความพ่ายแพ้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างหากที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แม้ว่าวังสวรรค์จะได้รับชัยชนะ ทว่าตำแหน่งของเราในฐานะจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่มั่นคงเสมอไป”
ฟางเหลียงรู้ดีว่าตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ของตนนั้นเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราว เป็นเพียงเกราะกำบังเท่านั้น
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบไป
เขาไม่สามารถออกความคิดเห็นเกี่ยวกับทางเลือกของฟางเหลียงได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้าสู่มหาเคราะห์เพื่อฟางเหลียง
ในตอนนี้เอง
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกถึงสองกลิ่นอายอันทรงพลังที่กำลังเข้ามาใกล้ เขาลุกพรวดขึ้นทันที หมุนกายพลางกล่าวว่า “มีคนมา ข้าไปก่อนล่ะ”
หานเจวี๋ยปรี่เข้าไปยังคลื่นวนสีดำที่ลอยคว้างกลางอากาศทันที
ทันใดนั้นสายลมคลั่งก็พัดมา
“จะไปไหน!” เสียงของหลี่เสวียนเอ้าดังขึ้น
หานเจวี๋ยเร่งฝีเท้าแล้วก้าวเข้าสู่คลื่นวนสีดำทันที
เพียงชั่วสายฟ้าฟาด หลี่เสวียนเอ้าก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังพร้อมกับเอื้อมมือมาจะคว้าตัวเขา
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น
คนผู้นี้เป็นเพียงปฐมเทพขั้นหก รวดเร็วถึงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน พลังวิเศษของนิกายเหรินอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยยกมือขึ้น สำแดงหัตถาสวรรค์มหาวิมุต
สีหน้าหลี่เสวียนเอ้าเปลี่ยนไปกะทันหัน รีบยกดาบขึ้นต้านโดยสัญชาตญาณ
“ช้าก่อน พวกเราไม่ได้มาร้าย!”
เสียงของหลี่เต้าคงลอยมา ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็ได้ยินประโยคทั้งหมดของเขาในชั่วพริบตา
หานเจวี๋ยยั้งมือไว้ หัตถาสวรรค์มหาวิมุตหยุดตรงหน้าของหลี่เสวียนเอ้า ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้เส้นผมยาวสยายของหลี่เสวียนเอ้าปลิวกระจายอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าของเขาแข็งทื่อ
“แข็งแกร่งเหลือเกิน…”
หานเจวี๋ยหรี่ตามอง หลี่เต้าคงกลายร่างเป็นภาพลวงตาก่อนจะเหาะทะยานเข้ามาในท้องพระโรง
ฟางเหลียงมองด้วยความตกตะลึง
เขารู้ว่าหานเจวี๋ยเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก แต่เขานึกไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งจนสามารถทำให้หลี่เสวียนเอ้าตื่นตระหนกได้ขนาดนี้
หลี่เต้าคงหยุดลงโดยรักษาระยะห่างจากหานเจวี๋ย ดวงตาที่ลุกโชนพินิจมองที่หานเจวี๋ยก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กน้อย กลายเป็นเซียนทองต้าหลัวไปเสียแล้ว หรือว่าเจ้าจะได้รับคำชี้แนะจากอริยะอย่างนั้นหรือ”
เขายังจำหานเจวี๋ยได้ นอกจากหานเจวี๋ยแล้วก็ไม่มีใครที่เขาอยากรับเป็นศิษย์อีก
หานเจวี๋ยเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ผู้อาวุโสหลี่ ไม่เจอกันนานเลยนะขอรับ”
เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถามของหลี่เต้าคง
หากตอบว่าไม่ใช่ก็จะถูกอีกฝ่ายสงสัย แต่หากตอบว่าใช่ก็จะถูกซักไซ้ต่อว่าเป็นอริยะท่านใด ไม่จบไม่สิ้น
หานเจวี๋ยกล่าว “พวกท่านพูดคุยกันต่อเถิด ข้าขอตัวก่อน”
“ช้าก่อน พวกข้าไม่ใช่ศัตรูเสียหน่อย เจ้าจะกลัวอะไรเล่า”
หลี่เต้าคงรั้งหานเจวี๋ยไว้
หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่ได้ออกมาข้างนอกเสียนาน ข้ากลัวคนแปลกหน้าน่ะ”
หลี่เสวียนเอ้าจ้องมองหานเจวี๋ยตาเขม็ง ราวกับจะจับเขากินเสียให้ได้
แต่โชคดีที่คนผู้นี้ไม่ได้เพิ่มความเกลียดชังที่มีต่อหานเจวี๋ยแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วขากลับหานเจวี๋ยคงต้องให้บทเรียนสั่งสอนเขาเสียหน่อย
หลี่เต้าคงยิ้มและกล่าวว่า “มาเข้านิกายเหรินของข้าเถิด เจ้าไม่จำเป็นต้องนับข้าเป็นอาจารย์ พวกเราเป็นสหายร่วมสำนักก็ย่อมได้ อาจารย์ของข้าสนใจในตัวเจ้ามากทีเดียว”
‘หลี่มู่อีน่ะหรือ? ไอ้คนใจแคบนั่นน่ะนะ?’
หานเจวี๋ยกล่าว “ไว้มหาเคราะห์สิ้นสุดแล้วค่อยว่ากันเถิด ตอนนี้อันตรายเกินไป ข้าไม่กล้าสร้างพันธะสัญญาอันใดกับพวกท่าน”
หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออด “มหาเคราะห์ไม่ส่งผลกระทบต่อรากฐานนิกายเหรินของพวกข้า พวกข้าเป็นถึงอริยะนิกายเหรินเชียวนะ มาเข้าร่วมสำนักกับพวกข้า นั่นถึงจะเป็นโอกาสวาสนาของเจ้า!”
หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “หลายปีมานี้ พวกท่านสบายดีหรือไม่”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงกล่าว “แล้วจะไม่ดีได้อย่างไรเล่า”
ในใจเขารู้สึกปวดร้าว อันที่จริงแล้วไม่สบายเลยสักนิด ทรมานมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยมองไปทางหลี่เต้าคง แล้วกล่าว “ขอขอบคุณในความปรารถนาดีของผู้อาวุโสหลี่ ขอลา!”
พูดจบ เขาก็กระโจนเข้าไปในคลื่นวนสีดำทันที
เพียงชั่วประกายแสงวาบผ่านดวงตา หลี่เต้าคงก็พุ่งตัวตามเขาเข้าไปในคลื่นวนสีดำแล้ว
ปราณกระบี่ระเบิดออกโดยฉับพลัน ผลักหลี่เต้าคงให้ลอยละลิ่วออกไป ปราณกระบี่พุ่งผ่านพระราชวังเทียมเมฆาออกไปตัดทะเลเมฆเป็นสองส่วน ตามมาด้วยคลื่นวนสีดำที่หดเล็กลง
หลี่เต้าคงร่วงลงไปกองกับพื้นท้องพระโรง เขาขยับตัวเล็กน้อย
ดวงตาของฟางเหลียงเบิกกว้างขึ้น
หลี่เสวียนเอ้าหันหน้ากลับมาถาม “ศิษย์พี่ ท่านไล่ตามเขาไม่ทันเช่นนั้นหรือ”
หลี่เต้าคงไม่ตอบ มือขวาสั่นไหวเล็กน้อย
“ช่างเป็นปราณกระบี่ที่ทรงพลังนัก เจ้าเด็กนั่นมันไล่ตามข้าทันแล้ว…”
เมื่อครู่แม้ว่าเขาจะประมาทไป แต่หานเจวี๋ยที่สกัดกั้นเขาได้ภายในดาบเดียว ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว
ฟางเหลียงสังเกตที่มือขวาของหลี่เต้าคง ในใจของเขาก็พลันปั่นป่วนขึ้นมา
‘อาจารย์ปู่แข็งแกร่งเพียงใดกันแน่’
…
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หลังจากคลื่นวนสีดำย่อขนาดลงแล้ว หานเจวี๋ยก็ใช้อายุขัยหนึ่งร้อยล้านปีตรวจสอบดูว่ามีใครตามเขามายังเกาะสำนักซ่อนเร้นหรือไม่ คำตอบคือยังไม่มี
[ความประทับใจที่หลี่เต้าคงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หา?
ทำไมระดับความประทับใจถึงเพิ่มขึ้นล่ะ
หานเจวี๋ยรู้สึกงุนงงอย่างมาก เขายังคิดว่าหลี่เต้าคงเป็นพวกที่ทะนงตนว่าตนเองแข็งแกร่งที่สุด เมื่อใดที่ศักดิ์ศรีของตนถูกทำลาย ก็ต้องเอาคืนอย่างบ้าคลั่งเสียอีก
บทที่ 434
หลังจากปรับสภาพจิตใจแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มดำเนินแบบจำลองการทดสอบ
คู่ต่อสู้ของเขาแน่นอนว่าต้องเป็นหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงในแบบจำลองการทดสอบก่อนหน้านี้ คือหลี่เต้าคงฉบับก่อนตำหนักเอกอนันต์ ไม่แข็งแกร่งเท่ากับปัจจุบัน
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วก้านธูป หานเจวี๋ยก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เขากล่าาวอย่างทอดถอนใจ “หลี่เต้าคง ข้ายอมเรียกเจ้าว่าต้าหลัวอันดับหนึ่งก็ได้!”
ชายผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆ นอกจากวิชากระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวแล้ว ยังมียอดสมบัติคุ้มกัน
หากไม่ได้วัชระเทพมารสามตน ก็คงเอาชนะเขาไม่ได้
หลี่เต้าคงไม่เพียงแต่เอาชนะได้ยาก เขายังสามารถทำร้ายหานเจวี๋ยได้อีกด้วย ต่างจากการต่อสู้ที่เขาเคยผ่านมาในอดีตอย่างสิ้นเชิง
หานเจวี๋ยในปัจจุบัน คู่ต่อสู้ในระดับครึ่งอริยะลงไปยากที่จะรับมือเขาได้
แม้จะเป็นครึ่งอริยะแต่ที่พอจะประมือกับเขาได้ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ครึ่งอริยะไม่นับเป็นอริยะ คำเรียกขานต่างกันเพียงเล็กน้อยหากแต่ความสามารถกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หานเจวี๋ยดำเนินแบบจำลองการทดสอบต่อไป หวังจะหาวิธีสังหารหลี่เต้าคงให้ได้ภายในพริบตา
วิธีการต่อสู้แตกต่างกัน เวลาที่ต้องใช้ย่อมต่างกันไปด้วย
ไม่ว่าใครล้วนมีจุดอ่อน ต่อให้ตบะจะสูงต่ำอย่างไรก็ตาม
ไม่กี่วันต่อมา
หานเจวี๋ยยังคงไม่อาจหาวิธีสังหารหลี่เต้าคงในชั่วพริบตาได้ เวลาที่สั้นที่สุดคือสามนาที
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของหานเจวี๋ยลุกโชนพร้อมกับเป้าหมายที่ต้องการจะสังหารหลี่เต้าคงให้ได้ภายในพริบตา
หลี่เต้าคงแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในขณะที่หานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้น หลี่เต้าคงเองก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน เรียกได้ว่าแข็งแกร่งขึ้นรวดเร็วราวกับติดปีก
หานเจวี๋ยไม่ได้ดำเนินแบบจำลองการทดสอบอีก แต่กลับหยิบแผ่นหยกที่ฟางเหลียงมอบให้ออกมาแทน
‘นี่คงไม่ใช่ชิ้นส่วนแผ่นหยกนำโชคของบรรพชนเต๋าหรอกกระมัง’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างคาดหวัง ว่านี่จะเป็นของตอบแทนจากเต้าจื้อจุนตอนที่เขาช่วยเหลืออีกฝ่าย
จิตรับรู้ของเขาแทรกลงไปในแผ่นหยก พลันรู้สึกได้ถึงพลังยับยั้งที่คอยสกัดกั้นจิตของเขาอยู่
เขาพยายามทะลวงอย่างเต็มกำลัง แต่ก็ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้
มิน่าเล่าเต้าจื้อจุนถึงยกให้เขา ที่แท้ก็ไม่สามารถใช้ได้นี่เอง
หานเจวี๋ยจำต้องใช้ความสามารถวิวัฒนาการมาคำนวณ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สามพันล้านปี? นี่มันทัดเทียมกับระดับของอริยะมรรคาสวรรค์แล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
อย่างไรก็ต้องคำนวณ!
ตัวอักษรเบื้องหน้าของหานเจวี๋ยเกิดการแปรเปลี่ยน ปรากฏเป็นคำบรรยายขึ้นมา
[หยกเทพหวนปัจฉิม: ยอดสมบัติมหามรรคที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวกันว่าแดนเทพหวนปัจฉิมคือวิวัฒนาการของมหามรรค บรรพชนเต๋าเป็นผู้ครอบครองแดนเทพหวนปัจฉิม แทนที่มหามรรคด้วยมหามรรค จนกระทั่งมหามรรคกลายเป็นหยกเทพหวนปัจฉิมเจ็ดชิ้น สามารถฟื้นคืนมหามรรคและควบคุมแดนเทพหวนปัจฉิมได้]
‘หืม? นี่มันคือกุญแจไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้มันกลับไร้ประโยชน์เสียแล้วนี่สิ’
หานเจวี๋ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ทำได้เพียงวางหยกเทพหวนปัจฉิมลง
เขาได้ยินเรื่องของแดนเทพหวนปัจฉิมมาหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยสนใจนัก
พูดให้ชัดเจนที่นั่นก็คือแดนเซียนแห่งหนึ่ง ธรณีประตูนั้นสูงลิ่ว อันตรายอย่างยิ่งยวด
หากหานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นอริยะ ถึงขั้นที่ไร้เทียมทานในแดนเซียน เมื่อนั้นเขาก็จะอยู่แต่ในแดนเซียนและไม่เหยียบย่างไปยังแดนเทพหวนปัจฉิมที่แกร่งกว่าเป็นอันขาด
กว่าจะฝึกบำเพ็ญในแผนที่หนึ่งจนถึงจุดสูงสุดได้ ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จ ก็ต้องไปสู่แผนที่ที่มีระดับสูงขึ้นอีกแล้ว แบบนี้ไม่เรียกว่ารนหาที่หรอกหรือ
ทุกครั้งที่หานเจวี๋ยอ่านนิยายแฟนตาซี จะเห็นตัวละครที่ต้องก้าวกระโดดสู่ระดับที่สูงขึ้นไม่มีหยุดหย่อน ทำเอาเขารู้สึกเหนื่อยใจแทน
ชีวิตคนเราใช่ว่าต้องดิ้นรนตลอดเวลาเช่นนั้นเสียเมื่อไร หาเรื่องใส่ตัวให้น้อยลงหน่อย อยากหยุดพักเมื่อไรก็สามารถทำได้
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญขณะที่ภายในใจก็คิดไปเรื่อยเปื่อย
เมื่ออายุมากขึ้น ก็มักจะคิดถึงสิ่งเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญในชาติภพก่อนขึ้นมาอยู่บ่อยๆ
บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่มีประสบการณ์ชีวิตในชาตินี้กระมัง มันทั้งน่าเบื่อ ทั้งไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับชีวิตมนุษย์ทั่วไป
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด กลับกันเขารู้สึกขอบคุณทุกย่างก้าวที่ตนได้ประสบมา
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการมีชีวิตอยู่อีกแล้ว!
…
พระราชวังเทียมเมฆา
เทพเซียนต่างมารวมตัวกัน บรรยากาศเคร่งเครียด
ฟางเหลียงนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ สายตากวาดมองไปทั่วท้องพระโรง
แม่ทัพเทพสวรรค์ทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยขึ้นว่า “วัชระของฝูซีเทียนอยู่ในระดับครึ่งอริยะ หากคิดจะต่อกรกับเขา ต้องขอความช่วยเหลือจากอริยะ หรือไม่ก็ต้องขอให้รองเจ้านิกายจากสำนักต่างๆ มาช่วยเหลือ”
เทพเซียนออกความเห็นกันไปต่างๆ นานา
“ฝูซีเทียนเสียแรงที่เป็นถึงอริยะ ที่แท้ก็ลงมือเองหรือนี่!”
“ปัดโธ่ เขาเป็นถึงวัชระอริยะ ครึ่งอริยะทั่วไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“นี่มันเกินไปแล้ว”
“วังสวรรค์มีอริยะคอยสนับสนุนอยู่ไม่ใช่หรือ”
“หากต้องการกำจัดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ก็ต้องกำราบฝูซีเทียน!”
เมื่อได้ฟังความเห็นของเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย ฟางเหลียงไร้ซึ่งคำตอบโต้
เขามองไปทางหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงกล่าวอย่างใจเย็น “ศิษย์น้อง เจ้าจงมุ่งหน้าไปเชิญผู้อาวุโสแห่งนิกายเหรินให้มาช่วยเหลือเถิด”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้ว แม้จะรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นักแต่ก็ยอมจากไปแต่โดยดี ต่อหน้าธารกำนัล หลี่เต้าคงก็ยังจิกหัวใช้เขาเป็นว่าเล่น ช่างไม่รู้จักไว้หน้ากันบ้างเสียเลย ‘เหตุใดเจ้าไม่ไปเชิญเองเล่า’
หลังจากที่หลี่เสวียนเอ้าจากไปแล้ว เหล่าเทพเซียนต่างก็โล่งใจ
ในที่สุดก็มีคนออกหน้าแทน คราวนี้พวกเขาก็ไม่ต้องออกไปรนหาที่ตายแล้ว
“แนวหน้าหยุดโจมตี รอจนกว่าผู้ทรงพลังแห่งนิกายเหรินจะมา!” ฟางเหลียงกล่าวพลางสะบัดแขนเสื้อ
เหล่าเทพเซียนต่างแสดงการคารวะ จากนั้นก็ทยอยจากไปทีละคน ในไม่ช้าก็เหลือเพียงฟางเหลียงและหลี่เต้าคงอยู่ในท้องพระโรง
ฟางเหลียงจ้องมองหลี่เต้าคง สีหน้างงงวย
หลี่เต้าคงเอ่ยถาม “อาจารย์ปู่ของเจ้าอยู่ที่ใดกัน เจ้าเชิญเขามาได้อย่างไร”
ฟางเหลียงไม่เอ่ยตอบอันใด
หลี่เต้าคงพูดต่อ “ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่อยากเรียนรู้จากเขา ข้าประทับใจในตัวเขาอย่างยิ่ง พูดกันตามตรง ข้าไม่เคยสนใจใครมากเช่นนี้มาก่อน หากได้เป็นคนสนิทของเขาคงจะดีไม่น้อย เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ ”
ฟางเหลียงสบถในใจ ‘ดีกับผีน่ะสิ! คิดว่าเราอยากจะผูกมิตรไมตรีกับนิกายเหรินอย่างพวกเจ้าหรือ’
ฟางเหลียงยิ้มออกมาอย่างจนใจ “เราไม่ทราบจริงๆ เราทำได้เพียงใช้พลังวิเศษเชิญอาจารย์ปู่มาเท่านั้น หากแต่ไม่อาจสัมผัสถึงตัวอาจารย์ปู่ได้ ส่วนเรื่องที่ว่าอาจารย์ปู่จะมาหรือไม่นั้น เราเองก็ไม่อาจไปบังคับท่านได้”
หลี่เต้าคงขมวดคิ้ว
เขาลืมกระบี่นั้นของหานเจวี๋ยไม่ลง แม้จะดูสะเปะสะปะ แต่ก็อัดแน่นด้วยความรู้สึกที่น่าเกรงขาม!
ในบรรดามรรคกระบี่ทั้งหลาย นอกจากอริยะแล้ว เขาก็ไม่เคยเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นนี้มาก่อน
เขารู้สึกตื่นเต้นมาก ต้องการจะร่ำเรียนมรรคกระบี่อีก
ฟางเหลียงกล่าว “รอให้มหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้วค่อยไปเยี่ยมเยือนอาจารย์ปู่เถิด เจ้าน่าจะเข้าใจว่าอาจารย์ปู่ของเรากำลังเลี่ยงเคราะห์กรรมอยู่ คงไม่อาจติดต่อกับเจ้าได้”
หลี่เต้าคงทำได้เพียงยอมแพ้ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อเขาจากไปแล้ว ดวงตาของฟางเหลียงก็เต็มไปด้วยความสับสน
‘ตกลงแล้วอาจารย์ปู่มีตัวตนอย่างไรกันแน่ แรกเริ่มเดิมทีเราคิดจะส่งโอกาสวาสนาไปให้ท่าน แต่กลับถูกมหามรรคโชคชะตาขัดขวางเอาไว้ หรือว่าท่านจะสามารถควบคุมอดีตและอนาคตของตนเองได้?’ ฟางเหลียงครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
หลายครั้งที่เขาวิญญาณข้ามสู่บรรพกาล เปลี่ยนแปลงผู้ทรงพลังมากมาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเหล่าอริยะ แต่กลับไม่อาจส่งผลกระทบต่อหานเจวี๋ยได้ นั่นมันความหมายว่าอย่างไรกัน?
หมายความว่าอย่างน้อยหานเจวี๋ยก็ต้องเป็นอริยะ หรือไม่ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น
ฟางเหลียงอดสงสัยในมรรคจิตของตนเองไม่ได้ การที่เขาออกมาเผชิญโลกตัวคนเดียวเช่นนี้มันจำเป็นจริงๆ หรือหากติดตามหานเจวี๋ยต่อไปจะดีกว่าหรือไม่
พึงรู้ว่าหากหานเจวี๋ยไม่เปลี่ยนชะตาชีวิตเพื่อเขา เขาก็ไม่มีทางกลายเป็นบุตรแห่งฟ้าดิน หรือแม้แต่ได้ความรับสนใจจากอริยะได้
ยิ่งคิดฟางเหลียงก็ยิ่งรู้สึกสับสน
เขาคิดถึงมู่หรงฉี่ ไม่รู้ว่าครั้งต่อไปที่พบมู่หรงฉี่ ระหว่างเขาสองคนใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
…
ในระหว่างที่หานเจวี๋ยบำเพ็ญ เวลาก็ล่วงเลยไปอีกสามสิบปี
อยู่มาวันหนึ่ง
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
‘อีกแล้วหรือ?’
หานเจวี๋ยเลือกที่จะไม่สนใจ
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
หลังจากนั้น ข้อความดังกล่าวก็โผล่ขึ้นมาไม่หยุด
หานเจวี๋ยจำยอมแต่โดยดี ‘เจ้าเด็กนี่วอนหาเรื่องอย่างนั้นสินะ?’
แต่ในทางกลับกัน หากเขาตอบรับแดนความฝัน จะถือเป็นการเปิดเผยอาณาเขตเต๋าหรือไม่
หานเจวี๋ยตัดสินใจวิวัฒนาการดู
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[อาณาเขตเต๋าตั้งอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ อริยะไม่อาจแกะรอยได้ แม้จะมีพลังวิเศษในการเข้าฝันแต่ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน]
บทที่ 435
‘โอ้? แดนต้องห้ามอันธการสามารถปิดกั้นได้แม้แต่อริยะ!’
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบรับคำขอเข้าฝันจากหลี่มู่อีในทันที
ระดับความเกลียดชังระดับสองดาวยังคงอยู่ หากหลี่มู่อีมอบหมายภารกิจให้และเขาปฏิเสธ ระดับความเกลียดชังจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
แทนที่จะทำเช่นนั้น ไม่สู้เมินไปเลยยังดีเสียกว่า
หากเขาเป็นอริยะแทน เขาก็คงจะสงสัยตัวเอง ไม่มีทางสงสัยฝ่ายตรงข้าม
จะมีใครต้านทานพลังวิเศษของอริยะได้อีกหรือ
แต่หานเจวี๋ยไม่ใช่อริยะ!
หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว หานเจวี๋ยจึงค่อยรู้สึกวางใจลง
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
…
แม้ว่าหานเจวี๋ยจะหลับตา แต่ก็ยังเห็นการแจ้งเตือนระบบอยู่ดี น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
‘นี่ใช่อริยะเสียที่ไหน ชักจะก่อกวนกันเกินไปแล้ว! ก่อนหน้านี้หนี่ว์วากับตี้จวินยังไม่เคยตามตื๊อเขาถึงเพียงนี้เลย’
หานเจวี๋ยทำได้เพียงอดทน
กว่าหลี่มู่อีจะถอดใจก็กินเวลาไปถึงครึ่งปีเต็มๆ
หานเจวี๋ยแอบแช่งชักหักกระดูกอีกฝ่ายในใจ
เป็นอริยะที่ไม่เหมือนอริยะเลยแม้แต่น้อย ผู้ก่อตั้งนิกายเหรินสั่งสอนมาอย่างไรกันแน่
‘ข้าอยากรู้ว่าที่หลี่มู่อีตามหาข้า มีเรื่องอันใด’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
ทำความเข้าใจสักหน่อย จะได้ป้องกันได้ถูก
จิตนึกติดของหานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เขามาโผล่ที่พระราชวังของอริยะ อาณาเขตเต๋าของอริยะมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือมีขนาดใหญ่ ภายในห้องโถงไร้ขอบเขต ไร้สิ้นสุด ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง
คนสามคนมารวมตัวอยู่ที่เดียวกัน หนึ่งในนั้นคือหลี่มู่อี
อีกสองคนที่เหลือก็มีกลิ่นอายเช่นเซียนและล้ำลึกพอๆ กัน
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าพวกเขาหน้าตาคล้ายกัน ทั้งหมดสวมชุดคลุมเต๋า ผมยาวสยาย ลักษณะท่าทางสูงส่ง เฉกเช่นผู้ที่ละทางโลกแล้ว
นอกจากหลี่มู่อียังมีเจ้านิกายฉ่าน เทพสูงสุดหนานจี๋อยู่ด้วย
หานเจวี๋ยจำได้ว่าเขาคือผู้อุปถัมภ์ของต้าจิ่วเทียน
เทพสูงสุดหนานจี๋เอ่ยปาก “ฝูซีเทียนเข้าสู่เคราะห์ด้วยตนเอง นี่ถือเป็นสัญญาณที่รุนแรงมาก ข้ากำลังสงสัยว่าฝูซี หนี่ว์วา และสำนักพุทธแดนประจิมจะร่วมมือกัน ยามนี้ข้าถูกสามเทพสะกดเอาไว้ เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือของผู้ใด”
หลี่มู่อีถามพลางขมวดคิ้ว “พวกเขาล้วนเป็นอริยะทั้งสิ้น เหตุใดเจ้าถึงไม่ทราบตัวตนของพวกเขา”
เทพสูงสุดหนานจี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ร่างของพวกเขาโอบล้อมด้วยปราณฟ้าบุพกาล สามารถอำพรางโชคชะตาได้”
อริยะที่อีกท่านหนึ่งที่นิ่งเงียบไม่ปริปากมาตลอด เอ่ยขึ้นเนิบๆ “เตรียมตัวรับศึกเถิด สามสำนักเต๋าเองก็ควรต้องร่วมมือกัน เห็นได้ชัดว่ามหาเคราะห์ครั้งนี้มีคนคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง หวังจะทำลายล้างสามนิกายสำนักเต๋า หรืออาจถึงขั้นล้มล้างดวงชะตาของบรรพชนเต๋า”
เทพสูงสุดหนานจี๋แค่นเสียงกล่าว “นิกายฉ่าน นิกายเจี๋ย นิกายเหรินล้วนแต่ก่อตั้งโดยศิษย์สายตรงของบรรพชนเต๋า อริยะพวกนี้ช่างวางแผนเก่งจริงๆ บรรพชนเต๋าหายตัวไปเพียงไม่กี่มหาเคราะห์เท่านั้น ก็คิดที่จะโค่นล้มระบบเต๋าของท่านเสียแล้วหรือ? ไร้สาระสิ้นดี!”
เจ้านิกายทั้งสามสำนักเริ่มหารือกันเกี่ยวกับวิธีตอบโต้
หานเจวี๋ยฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นเคยมากมาย เขาเองก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการคำนวณเอาทั้งสิ้น
หลี่มู่อีพูดถึงตัวแปรอย่างหานเจวี๋ย
“อริยะท่านอื่นยังต้องการสร้างสัมพันธ์กับคนผู้นี้ พวกเราต้องรีบลงมือให้ไว ศิษย์พี่หลี่ ศิษย์ของท่านมีผลกรรมมากที่สุด ท่านติดต่อหาเขาเถิด” เจ้านิกายเจี๋ยกล่าว
หลี่มู่อีพยักหน้า แต่สีหน้ากลับดูไม่ดีเลยแม้แต่น้อย
เทพสูงสุดหนานจี๋ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ตัวแปรผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการใช่หรือไม่”
เจ้านิกายเจี๋ยกล่าว “น่าจะเป็นเช่นนั้น คิดจะติดต่อเขานั้นไม่ง่ายเลย”
ภาพเบื้องหน้าพลันสลายไป
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง ใบหน้าของเขาฉายแววเศร้าหมอง
‘ทุกคนล้วนแต่อยากดึงเขาไปเป็นพวกทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรือ นี่ไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย!’
ไม่ว่าหานเจวี๋ยจะเลือกฝ่ายใดก็ตาม เขาจะต้องทำให้อริยะมรรคาสวรรค์ฝ่ายตรงข้ามขุ่นเคืองอย่างแน่นอน
ต้องโทษบรรพชนเต๋านั่นแหละ! ที่บอกว่าเขาเป็นตัวแปรอะไรนั่น!
‘ข้าคือเซียนทองต้าหลัวธรรมดา ข้าสามารถย้อนกลับมหาเคราะห์เอกภพได้เสียที่ไหน’ หานเจวี๋ยยิ้มให้กับตนเอง
‘อย่างมากที่สุดข้าก็แค่สาปแช่งศัตรูอยู่เบื้องหลังเท่านั้น’
หลังจากที่ได้รู้ถึงที่มาที่ไปแล้ว หานเจวี๋ยก็เลิกคิดมากแล้วฝึกบำเพ็ญต่อไป
…
วันปีเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตราวดั่งความฝัน ยี่สิบหกปีผ่านไป
วันนี้หานเจวี๋ยก็ได้รับคำขอเข้าฝันจากหลี่มู่อีอีกแล้ว เขาทำเพียงเมินมันไปเสียดื้อๆ
สามเดือนต่อมา ในที่สุดหลี่มู่อีก็ยอมแพ้ไป
ในตอนที่หานเจวี๋ยคิดว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที เทพสูงสุดหนานจี๋ก็เริ่มขอเข้าฝันเขา
หานเจวี๋ยก็เมินเขาไปเช่นเดียวกัน
หนึ่งเดือนต่อมา
อริยะอีกท่านมาขอเข้าฝันหานเจวี๋ยอีกครั้ง
[เจ้านิกายเทียนเจวี๋ยต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
หานเจวี๋ยไม่สนใจอีกฝ่าย เขาใช้อายุขัยสามพันล้านปีของตนเองเพื่อสืบหาความเป็นมาของคนผู้นี้
[เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย: ไม่ทราบตบะ อริยะมรรคาสวรรค์ เจ้านิกายเจี๋ย มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เนื่องจากต้องการผูกไมตรีกับท่าน จึงต้องการเข้าฝันท่าน]
เจ้านิกายเจี๋ย!
หานเจวี๋ยอดยิ้มอย่างขมขื่นไม่ได้ ‘จากนี้ต่อไปคงจะมีอริยะรู้สึกขุ่นเคืองใจเขาอยู่ไม่น้อย’
ตอนนี้อริยะมรรคาสวรรค์ที่เขารู้จักก็มีเทพสูงสุดหนานจี๋ เจ้านิกายเทียนเจวี๋ย หนี่ว์วา ฝูซีเทียน
หลี่มู่อีไม่ใช่อริยะมรรคาสวรรค์เสียด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าที่จะก่อกวนเขา ท่าทางจะเสียสติไปแล้ว
หานเจวี๋ยเองก็อยากรู้ว่าจะมีอริยะคนใดจะมาขอเข้าฝันเขาอีก
สามปีต่อมา
[ฉิวซีไหลต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
เอาอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยใช้อายุขัยอีกสามพันล้านปีเพื่อดูตัวตนของอีกฝ่าย
[ฉิวซีไหล: ไม่ทราบตบะ อริยะมรรคาสวรรค์ เจ้าสำนักพุทธแดนปัจฉิม มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เนื่องจากต้องการผูกไมตรีกับท่าน จึงต้องการเข้าฝันท่าน]
‘เจ้าสำนักพุทธแดนปัจฉิม?’ หานเจวี๋ยรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ เขาสังหารบรรพชนพุทธไปคนหนึ่ง ย่อมไม่กล้าที่จะคบค้ากับสำนักพุทธ
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพูดไม่ออกคือ ฉิวซีไหลคนนี้ขี้ตื๊อเสียยิ่งกว่าหลี่มู่อี เพียงแค่วันเดียว เขาก็ส่งคำขอเข้าฝันมาแล้วกว่าพันครั้ง
หานเจวี๋ยแทบจะระเบิดออกมา
ชายผู้นี้ธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วหรืออย่างไร นี่ชักจะบ่อยเกินไปแล้ว!
ไม่กี่วันต่อมา คำขอขอฝันของฉิวซีไหลก็ยิ่งถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อความแจ้งเตือนโผล่ขึ้นมาจนหานเจวี๋ยตาลาย เขาเกือบจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งฉิวซีไหลให้รู้แล้วรู้รอด
ถ้าไม่ใช่เพราะตบะต่างกันลิบลับแล้วล่ะก็ หานเจวี๋ยจะต้องปลิดชีพเขาอย่างแน่นอน
บางครั้งจิตสังหารก็พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อฉิวซีไหลหยุดขอเข้าฝัน หานเจวี๋ยก็พลันรู้สึกโล่งใจ
เกิดอะไรขึ้นกับอริยะพวกนี้กัน หรืออริยะต้องการประกาศสงคราม?
มีอริยะมรรคาสวรรค์ทั้งหมดห้าคนที่ถอดใจไปแล้ว ยังเหลืออีกสี่คนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร
เวลาผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายหลังจากฝึกบำเพ็ญ
[โจวฝานสหายของท่านได้รับวิชาสืบทอดจากปรมาจารย์มารดึกดำบรรพ์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเผ่าพันธุ์มนุษย์] x322228
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านดูดซับแรงกรรม พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลงเฮ่าศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับแรงกรรมมรรคาสวรรค์อย่างใหญ่หลวง เนื่องจากสาปแช่งผู้คนมากเกินไป]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเซียนทองต้าหลัวแห่งวังสวรรค์] x7
…
โจวฝานก็คือโจวฝาน รอดชีวิตจากความตาย และได้รับโอกาสวาสนา
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสถานการณ์ของหวงจุนเทียน ชายผู้นี้สาปแช่งคนอื่นด้วย?
น่าสมเพชจริงๆ ไม่มียอดสมบัติแล้วจะเอาอะไรไปสาปแช่งคนอื่นกัน
ว่าไปแล้วเขาก็ไม่ได้เจอหวงจุนเทียนมาสักพักใหญ่ๆ แล้วนับตั้งแต่ที่เขาปลอมตัวเป็นสายลับ ติดต่อไปสักหน่อยดีหรือไม่นะ
ชายผู้นี้กลายเป็นจักรพรรดิเซียน และยังได้เป็นรองเจ้านิกายเจี๋ย แข็งแกร่งยิ่งกว่าศิษย์บางคนของหานเจวี๋ยเสียอีก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความประทับใจของหวงจุนเทียนในตัวเขานั้นไม่เคยลดลงเลย
ช้าก่อน ไม่นานมานี้เหล่าอริยะลงสู่สมรภูมิ ไม่แน่ว่าหวงจุนเทียนอาจจะถูกจับตามองจากอริยะอยู่ก็เป็นได้
หานเจวี๋ยสงสัยว่าเหตุผลที่หวงจุนเทียนรู้สึกชื่นชมนิกายเจี๋ยมากถึงเพียงนี้ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเขา
เหล่าอริยะนิกายเจี๋ยอยากดึงเขาไปเป็นพวก ไม่มีทางที่จะคำนวณกรรมระหว่างเขาและหวงจุนเทียนไม่พบ
กรรมของหานเจวี๋ยเกี่ยวพันกับคนไม่กี่คน แต่ปกติคนที่เขาเกี่ยวพันด้วยล้วนผูกสัมพันธ์แล้วเจริญรุ่งเรืองทั้งนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!