426-430

บทที่ 426
เมื่อได้ฟังคำพูดของฟางเหลียง หลี่เสวียนเอ้าก็หน้าถอดสี คล้ายกับถูกขยี้บาดแผล

จริงๆ แล้วตัวเขาเองก็เคยตั้งคำถามเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบจึงต้องยอมล้มเลิกไป

หลี่เสวียนเอ้าและหลี่เต้าคงนั้นเข้าสู่เคราะห์แล้ว แม้คิดอยากจะถอนตัว แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

หลี่เต้าคงกล่าวเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงต่อสู้เพื่อตนเอง หรือต่อสู้เพื่ออริยบุคคกันแน่”

ฟางเหลียงหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะกล่าว “เหตุใดต้องถามออกมาตรงๆ ด้วยเล่า พวกเจ้าทั้งสองต่างก็ได้รับการปกป้องจากนิกายเหรินมาโดยตลอด จึงเติบใหญ่ขึ้นมาได้อย่างราบรื่นไร้กังวล เรื่องที่ว่าแท้จริงแล้วตัวเรานั้นต้องการสิ่งใด พวกเจ้าเองก็คงจะรับรู้ได้เช่นกัน”

หลี่เต้าคงขมวดคิ้ว

หลี่เสวียนเอ้ารู้สึกโกรธจัด จึงชักกระบี่ออกมาและพูดว่า “ฟางเหลียง เจ้าชักจะเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าเราสองคนเป็นบริวารของเจ้าหรือไร”

ฟางเหลียงส่ายหน้าและกล่าวว่า “เรายังให้การเคารพยกย่องพวกเจ้าทั้งสองไม่พออีกหรือแผนการของอริยะไม่อาจก้าวล่วงได้ ตัวเราเองก็ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้”

หลี่เต้าคงหมุนตัวเดินจากไปทันที “ศิษย์น้อง พวกเราไปกันเถิด”

หลี่เสวียนเอ้าจ้องมองฟางเหลียงก่อนครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินตามเขาออกไป

หลังจากที่ทั้งสองจากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของฟางเหลียงก็พลันหุบลง ฝ่ามือใต้แขนเสื้อกำแน่น ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่


สิบปีต่อมา

งานประลองประจำศตวรรษเพิ่งจบลง ในบรรดาศิษย์ของหานเจวี๋ย ไม่มีใครสามารถเอาชนะลี่เหยาได้

เจียงอี้เองก็สู้ต่อกับลี่เหยาหนึ่งยก เป็นการต่อสู้ที่กินเวลายาวนาน

หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ผ่านพ้นไป เจียงอี้ก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป

เขาเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งเชียวนะ จะพ่ายแพ้ให้กับเด็กเมื่อวานซืนได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงผู้หญิง

สิงหงเสวียนไม่ได้เข้าร่วมการประลอง แต่นางรู้สึกทึ่งกับแบบจำลองการทดสอบ พร้อมกับสงสัยในตบะของหานเจวี๋ยมากยิ่งขึ้น

นางไม่เคยเห็นพลังวิเศษระดับนี้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เผ่าพันธุ์มนุษย์มาก่อน

ก่อนหน้านี้นางได้ยินมาว่าหานเจวี๋ยพิสูจน์ต้าหลัวแล้ว

‘เร็วขนาดนี้เชียว…ช่างเก่งกาจเกินใครจริงๆ!’

สิงหงเสวียนเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ แต่หานเจวี๋ยไม่ใช่ ทั้งยังอายุน้อยกว่าตนมาก

ตอนที่ทั้งสองพบกันครั้งแรก หานเจวี๋ยยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจงานประลองประจำศตวรรษในครั้งนี้ งานนี้มู่หรงฉี่เป็นคนจัด และไม่มีของรางวัลอะไร แต่ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นก็ยังคงตั้งตาคอยกันเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง

หานเจวี๋ยหยุดฝึกบำเพ็ญ เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู และอ่านจดหมายไปด้วย

สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และวังสวรรค์ยังคงดำเนินต่อไป เวลานี้ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ

หลี่เต้าคงยังคงต่อสู้กับเจียงตู๋กูอย่างเอาเป็นเอาตาย จนตนเองบาดเจ็บสาหัสอยู่ครั้งหนึ่ง

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจความคิดของผู้บำเพ็ญในนิกายเหริน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้สึกตื่นเต้นกับการสู้กับคนของตนเองเหลือเกิน

ครั้งนี้ หานเจวี๋ยตั้งใจจะใช้อายุขัยห้าหมื่นล้านปีสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน

ในตอนที่อายุขัยของเขาลดลงเหลือสี่หมื่นล้านปี เขาก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง

[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่านถูกแรงกรรมพันพัวกาย พลังเวทปะทุ เจตจำนงสุดท้ายถูกมารสวรรค์กลืนกิน ตัวตายมรรคผลสลาย เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]

‘ในที่สุดก็ตายแล้วอย่างนั้นหรือ’

หานเจวี๋ยรีบเปิดดูค่าความสัมพันธ์ และเห็นภาพประจำตัวของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหายไปโดยสมบูรณ์

เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ผู้ที่เกลียดชังเขาในระดับหกดาว สุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือเขาอีกคนแล้ว

นี่แหละมรรควิถี สหายเต๋าตายแต่เราต้องรอด!

หานเจวี๋ยท่องบทสวดพระไวโรจนพุทธะท่อนหนึ่ง เพื่อเป็นการส่งวิญญาณของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน

แม้ว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะสูญสิ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปทั้งหมดแล้ว แต่หานเจวี๋ยก็รู้สึกดีขึ้น หากได้ทำเช่นนี้

อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็เป็นถึงผู้ทรงพลังคนหนึ่ง เป็นถึงมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เป็นตัวตนที่สั่นสะเทือนโลกาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!

หานเจวี๋ยรู้สึกผิดต่อเขาเล็กน้อย ที่เขาต้องตายไปโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้

แต่ความรู้สึกผิดที่มีต่ออีกฝ่ายก็คงอยู่ไม่นานนัก

‘ยังมีอีกคน ต้าจิ่วเทียน! ต้องสาปแช่งเขาต่อ!’

ห้าวันให้หลัง หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงอีกครั้ง และกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อเพื่อทะลวงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลาง

ในขณะเดียวกันปราณเทพมารทั้งสองกลุ่มก็ยังคงดูดซับปราณอนธการภายในโลกดารา

นอกจากโลกเขย่าพิภพ ดาวดวงอื่นยังไม่ได้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมา นั่นจึงเปรียบเสมือนกับคลังที่สะสมพลังเวทเอาไว้

หานเจวี๋ยเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ถ้าหากโลกดาราแห่งนี้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยตัวมันเอง เช่นนั้นแล้วเขาจะกลายเป็นมรรคาสวรรค์หรือไม่

เป็นไปได้หรือไม่ว่าดินแดนที่ว่านี้ แท้จริงแล้วเป็นร่างกายของตัวตนอันลึกลับสุดจะจินตนาการถึง

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ดังกล่าว เขาก็อดสั่นกลัวขึ้นมาไม่ได้

ตัวตนเช่นนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน

ในฐานะเซียนทองต้าหลัว หานเจวี๋ยไม่เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังสามารถมองเห็นกฎเกณฑ์ของมรรคาสวรรค์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผลกรรมโชคชะตา แต่ในขณะเดียวกันเขากลับไม่อาจสัมผัสได้ว่าภายนอกมรรคาสวรรค์นั้นคืออะไร เช่นเดียวกับแดนต้องห้ามอันธการ เพราะทันทีที่ก้าวออกมานอกเขตมรรคาสวรรค์แล้ว เขาก็สัมผัสถึงสิ่งใดไม่ได้อีกเลย

นี่คือช่องว่างของขอบเขตพลัง

บางทีหากเขาพิสูจน์มรรคและกลายเป็นอริยะแล้ว เขาอาจจะสัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตนอกมรรคาสวรรค์ได้

ว่ากันว่าแดนเทพหวนปัจฉิมซ่อนเร้นอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ แต่หานเจวี๋ยกลับไม่เคยพบแดนเทพหวนปัจฉิมเลยสักครั้ง


ณ แดนเซียน เผ่าพันธุ์มนุษย์

โจวฝานยืนอยู่อยู่บนแท่นบูชาแห่งหนึ่งอย่างผ่าเผย เมฆฝนบนท้องฟ้าบิดเกลียวก่อตัวเป็นคลื่นวนขนาดใหญ่ ดูน่าสะพรึงกลัว

โม่ฟู่โฉวและบุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่เบื้องล่างของแท่นบูชา กำลังถกเกียงกันยกใหญ่

“สหายโจวช่างน่าทึ่งยิ่งนัก ที่สามารถกระตุ้นมรรคาสวรรค์ได้”

“ว่ากันว่าเขาได้รับวิชาสืบทอดจากจักรพรรดิมนุษย์ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจักรพรรดิมนุษย์ท่านใด”

“นี่คือยุครุ่งเรืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์ วิชาสืบทอดของจักรพรรดิมนุษย์ที่ผ่านมาต่างตกทอดมาสู่เราทั้งสิ้น พวกเราต้องเอาชนะวังสวรรค์ได้อย่างแน่นอน”

“อนิจจา สมรภูมิสวรรค์ชั้นเจ็ดมีคนตายหลายสิบล้านคน ช่างน่าเศร้านัก”

“ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาเจราจากันไม่ได้เลยหรือ”

“เจรจากันคงเป็นไปไม่ได้ ว่ากันว่าอริยะมรรคาสวรรค์ต้องการจะเปลี่ยนตัวเอกมรรคาสวรรค์ พวกเราเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกทอดทิ้งแล้ว”

เมื่อได้ฟังบทสนทนาของบุตรแห่งสวรรค์ โม่ฟู่โฉวก็อดที่จะส่ายหน้าไม่ได้

เขาไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ทะเยอทะยานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ใครถูกใครผิดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

โจวฝานหันไปมองโม่ฟู่โฉวอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “พี่โม่ เจ้าเห็นว่าพลังของมรรคาสวรรค์เป็นอย่างไรบ้าง สามารถเอาชนะหานเจวี๋ยได้หรือไม่”

เพียงเขายกมือขวาขึ้น อัสนีบาตมรรคาสวรรค์ก็เกี่ยวกระหวัดอยู่กลางฝ่ามือของเขา

ท่าทางของเขาในตอนนี้ทำให้ดูราวกับทพเจ้าก็ไม่ปาน

โม่ฟู่โฉวยิ้มและเอ่ยขึ้น “เหตุใดเจ้าต้องหมกมุ่นอยู่แต่กับการเอาชนะเขาด้วย เจ้าได้รับโอกาสวาสนาตั้งมากมายถึงเพียงนี้ ส่วนเขาเอาแต่ปิดด่านฝึกฝน การคิดแต่จะเอาชนะเขานั้น ดูออกจะข่มเหงผู้คนไปหน่อยกระมัง”

โจวฝานได้เป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว คู่ต่อสู้ในระดับจักรพรรดินั้นมีเพียงหยิบมือ ต่อให้พรสวรรค์ของหานเจวี๋ยจะเลิศเลอปานใด แต่การที่เขาเอาแต่ปิดด่านฝึกฝน จะเทียบกับโจวฝานได้อย่างไร

“ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ข้าถึงรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของเขาสักที” โจวฝานส่ายหน้า พลางกล่าวยิ้มๆ

เขารู้สึกว่าตนเองถูกทำร้ายจนเสียสติไปแล้ว

นอกจากหานเจวี๋ยแล้ว ไม่ว่าจะต่อสู้กับใครก็ตาม หรือแม้แต่กับผู้ทรงพลังนับแต่บรรพกาลเขาก็ล้วนมั่นใจในชัยชนะทั้งสิ้น หากแต่ทุกครั้งที่คิดถึงหานเจวี๋ย เขากลับรู้สึกสูญเสียความมั่นใจไปเสียอย่างนั้น

โม่ฟู่โฉวไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงแต่มองขึ้นไปยังเมฆพายุที่หมุนวนเบื้องบน ในดวงตาฉายแววริษยาออกมา

เขาเองก็อยากจะอยู่ในระดับเดียวกับโจวฝาน แต่ดวงชะตาของเขาไม่ดีเท่ากับโจวฝาน และเขาเองก็ไม่ได้โหดเหี้ยมเท่าโจวฝาน

เคยมีครั้งหนึ่งที่โอกาสวาสนาปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาทั้งสอง ทั้งคู่ทนทุกข์ทรมานไปด้วยกัน ทว่ากลับเขาถอนตัวเสียก่อน ส่วนโจวฝานยังคงกัดฟันทนทุกข์ต่อไป จนในที่สุดก็ได้รับวิชาสืบทอดมาครอบครอง

หลังจากนั้น โม่ฟู่โฉวก็เข้าใจแล้วว่าตนเองไม่มีทางไล่ตามอีกฝ่ายได้ทันอีกตลอดไป

เขาเองก็คาดหวังในตัวโจวฝานอย่างมาก ขอเพียงรอดพ้นจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้ โจวฝานก็จะผงาดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาทั้งสองคนก็จะเป็นจริง

ในขณะนี้เอง ก็มีใครคนหนึ่งขี่กระบี่มา อานุภาพอันทรงพลังทำให้เมฆพายุมรรคาสวรรค์กระจัดกระจายไปในทันที คนทั้งหมดล้วนหันไปมองผู้มาใหม่เป็นตาเดียว

“นั่นมันจ้าวเซวียนหยวน!”

ใครบางคนอุทานขึ้น เมื่อชื่อนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้คนต่างก็พากันส่งเสียงอื้ออึงทันที

โจวฝานหันไปมอง คิ้วขมวดแน่น

จ้าวเซวียนหยวนหน้าตาหล่อเหลา สง่างามราวกับเซียนจากสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์

เขามาหยุดอยู่เหนือศีรษะของโจวฝาน และเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโส “เจ้า มากับข้า ข้าจะมอบโอกาสวาสนาให้แก่เจ้า”
บทที่ 427
“โอกาสวาสนาเช่นนั้นหรือ โอกาสอันใด”

โจวฝานขมวดคิ้วถาม เขาไม่ได้พูดคุยสนิทสนมกับจ้าวเซวียนหยวนมากนัก จึงไม่อาจไว้ใจอีกฝ่ายได้ง่ายๆ

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ยังไม่สามารถบอกได้ ยังมีบุตรแห่งสวรรค์ที่ไร้เทียมทานอีกหลายคนตามมาด้วย เจ้าแทบไม่มีคุณสมบัติเลยด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะผู้นำของข้าสั่งให้พาคนมาทั้งหมดสิบคน ข้าก็ไม่ชายตามองเจ้าหรอก”

“เจ้า…”

โจวฝานเกือบจะบันดาลโทสะเสียแล้ว คนผู้นี้ช่างจองหองยิ่งนัก

แต่โอกาสวาสนาก็ทำให้เขารู้สึกลังเลเป็นอย่างมาก

ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ เขาก็พึ่งพาโอกาสวาสนามาตลอด

เขาไม่อยากพลาดโอกาสวาสนาไปแม้สักครั้งเดียว

โจวฝานเห็นว่าจ้าวเซวียนหยวนหยิ่งยโสยิ่งนัก ดูท่าทางไม่น่าจะเป็นคนชอบโป้ปด โดยทั่วไปนั้นคนที่โกหกมักจะมีนิสัยขี้ประจบประแจง แต่ท่าทีของจ้าวเซวียนหยวนนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจไยดีแม้แต่น้อย โจวฝานจะมาหรือไม่ก็ช่าง

โจวฝานกล่าว “ได้ ข้าไปด้วย!”

จ้าวเซวียนหยวนทิ้งคำพูดไว้คำหนึ่งก่อนจากไป “เจ็ดวันให้หลัง ไปเจอกันหน้าประตูตงหวง”

โม่ฟู่โฉวกระโดดขึ้นไปบนแท่นบูชา และเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ “เจ้าเก่งกาจถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดยังต้องออกไปเสี่ยงภัยอีกเล่า”

โจวฝานกล่าวตอบอย่างใจเย็น “พี่โม่ เส้นทางสายนี้ไม่สามารถหยุดพักได้ ไว้ข้าได้รับโอกาสวาสนามาแล้ว ข้าจะมาแบ่งปันให้กับเจ้านะ”

โม่ฟู่โฉวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

ทุกครั้งที่โจวฝานพูดเช่นนี้ เขาก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้ทุกครั้ง ดังนั้นที่โม่ฟู่โฉวพูดเช่นนี้ เพียงเพราะเขากังวลว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับอีกฝ่าย

นับตั้งแต่ที่ทั้งสองสิ้นลมจากโลกมนุษย์มาเกิดยังแดนเซียน พวกเขาผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกันมากมาย

ตอนนี้พวกเขาเป็นคนสำคัญที่สุดของกันและกัน ทั้งสองล้วนเท่าเทียม

โม่ฟู่โฉวทำได้เพียงรอคอยโจวฝาน เขาไม่กล้าแม้แต่จะติดตามไปด้วย เพราะกลัวว่าจะเป็นภาระให้กับอีกฝ่าย

โจวฝานถูกเขาถ่วงแข้งถ่วงขามาหลายครั้ง จนท้ายที่สุดถึงขั้นสิ้นลมในมือเขา


สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยกำลังสาปแช่งต้าจิ่วเทียน เขาไม่ได้ทะลวงระดับมาเกือบหกร้อยปีแล้ว กระนั่นก็ไม่อาจละทิ้งภารกิจอันใหญ่หลวงได้

เขาคาดว่าในอีกไม่ถึงหนึ่งร้อยปี เขาจะสามารถไปถึงระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลางได้

ระยะทางระหว่างระยะกลางและระยะปลายจะห่างไกลกันมากหรือไม่นะ

และหลังจากไปถึงระยะปลายแล้ว ระยะสมบูรณ์จะยังเป็นปัญหาอีกหรือ

หลังจากระยะสมบูรณ์ ก็จะเป็นระดับครึ่งอริยะแล้ว

หานเจวี๋ยปลุกใจตัวเองไม่หยุด

อยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็รุ้สึกเหมือนมีใครบางคนเรียกเขาจากอาณาเขตฟ้าบุพกาล

เขาไม่สนใจ ยังคงสาปแช่งต่อไป

สามวันถัดมา ก็มีคนเรียกหานเจวี๋ยจากอาณาเขตฟ้าบุพกาลอีกครั้ง หลังหานเจวี๋ยสาปแช่งเสร็จ จึงไปเยือนยังอาณาเขตฟ้าบุพกาล

จ้าวเซวียนหยวนและเต้าจื้อจุนปรี่เข้ามาหาเขาทันที

“สหายเต๋า!”

“สหาย ในที่สุดท่านก็มาจนได้!”

เมื่อเห็นหน้าคนทั้งสอง หานเจวี๋ยก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “จะขอความช่วยเหลือจากข้าอีกแล้วหรือ”

เต้าจื้อจุนกล่าว “สหาย ท่านช่วยข้ามานับครั้งไม่ถ้วน บุญคุณของท่านข้าไม่มีวันลืม หากวันหน้าท่านต้องการความช่วยเหลือ ข้าล้วนแต่ยินดีช่วยเหลือทั้งสิ้น ไม่ว่าท่านจะเป็นเรื่องใดก็ตาม!”

จ้าวเซวียนหยวนพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะก้มหน้าหลบตา

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ให้ข้าช่วยอย่างไร”

เต้าจื้อจุนกล่าว “ช่วยส่งข้อความจากข้าไปถึงจักรพรรดิสวรรค์ฟางที ว่าเราติดอยู่กลางทะเลเลือดไร้สิ้นสุด และค้นพบแผนร้ายครั้งใหญ่ที่เป็นภัยต่อหมื่นแดนใต้หล้าแล้ว”

หานเจวี๋ยกล่าว “บอกไปแล้วข้าจะได้อะไร คำสอนมรรคครั้งก่อนเล่า”

เต้าจื้อจุนกล่าวอย่างจนใจ “คำสอนมรรคนั้นล้ำลึกเกินไป จนตอนนี้เราก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ จะต้องได้เจอกันต่อหน้าเสียก่อน ข้าถึงจะดูให้ท่านได้ ตอนนี้ยังไม่อาจรับปากได้”

“เช่นนี้ดีกว่า หากท่านช่วยพวกเรา เราจะมอบยอดสมบัติชิ้นหนึ่งให้กับท่าน สมบัติชิ้นนี้คือแผ่นหยก ลึกลับเกินบรรยาย จิตรับรู้ของเราไม่อาจทะลวงผ่านผนึกควบคุมภายในของมันได้ หากมอบมันให้ท่าน ไม่แน่ท่านอาจจะทำสำเร็จก็เป็นได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หานเจวี๋ยก็พูดได้เพียง “ได้ ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ครั้งหน้าไม่มีข้อยกเว้นอีก”

เต้าจื้อจุนกล่าวยิ้มๆ “ทำไมเล่า อย่างไรเสียท่านก็ไม่ได้เสี่ยงอันตราย ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับผลกรรม ทั้งยังได้ผลประโยชน์เต็มๆ แบบนี้ยังไม่ดีอีกหรือ พวกเราเองก็ต่อสู้ช่วงชิงโอกาสวาสนาอย่างไร้ยางอายเช่นกัน”

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวเสริม “ครั้งไม่ได้มีแต่พวกเรา บุตรแห่งสวรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์จำนวนมากก็ถูกกดขี่เช่นกัน เรื่องราวชักจะบานปลายใหญ่โตเสียแล้ว”

หานเจวี๋ยชำเลืองมองจ้าวเซวียนหยวนครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านติดตามเขาเอง เหตุใดไม่หัดเรียนรู้จากคนดีๆ หากแต่ไปเอาแบบอย่างจากคนที่ไม่เอาไหน ข้าว่าท่านควรจะมาเป็นลูกศิษย์ของข้าดีกว่า ข้าจะสั่งสอนท่านอย่างดี”

เจ้าเซวียนหยวรู้สึกกระอักกระอ่วน จึงแสร้งกระแอมไอก่อนจะกล่าว “สหายเต๋าช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง”

เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย เขาก็รู้สึกลนลานไม่น้อย

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกว่าหานเจวี๋ยนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง บางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าเต้าจื้อจุนเสียด้วยซ้ำ

เต้าจื้อจุนทรงพลังถึงเพียงนั้น ยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหานเจวี๋ย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเต้าจื้อจุนไม่รู้แม้แต่ตัวตนที่แท้จริงของหานเจวี๋ยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้เต้าจื้อจุนเคยได้ยินจักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถึงหานเจวี๋ยมาบ้าง จักรพรรดิสวรรค์นั้นปกป้องหานเจวี๋ยอย่างที่สุด ไม่ยอมเผยข้อมูลใดออกมาเลยแม้แต่นิด แสดงให้เห็นว่าตัวตนของหานเจวี๋ยนั้นสูงส่งมากทีเดียว

“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน พอจบเรื่องแล้วพวกท่านก็ส่งยอดสมบัตินั่นให้จักรพรรดิสวรรค์ฟางเถิด”

หานเจวี๋ยโบกมือ และตัดการเชื่อมต่อทันที

เมื่อกลับมายังถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็หยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อหาฟางเหลียง และถ่ายทอดสิ่งที่เต้าจื้อจุนฝากฝังมาอย่างรวดเร็ว

ฟางเหลียงตอบรับทันที และไม่ว่าทะเลเลือดไร้สิ้นสุดจะอยู่ที่ใด วังสวรรค์ก็จะหาวิธีค้นหาจนพบในที่สุด

หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง และปล่อยดวงจิตประหลาดออกมา

ดวงจิตประหลาดโถมตัวเข้าสู่อ้อมแขนของเขา ถูไถเขาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความรักใคร่เต็มเปี่ยม

หานเจวี๋ยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ต่อไปอย่าเป็นเหมือนสองคนนี้เด็ดขาดล่ะ ไร้ความสามารถแล้วยังเที่ยวหาเรื่องใส่ตัวไปทั่ว”

ดวงจิตประหลาดเอียงหัว คล้ายกับครุ่นคิดว่าหานเจวี๋ยกำลังพูดอะไร

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ


ณ ทะเลเลือดไร้สิ้นสุด น้ำทะเลล้วนเป็นสีเลือดทุกอณู

ที่ก้นทะเล มีโดมแสงขนาดใหญ่ครอบอยู่ ข้างในมีคนนั่งสมาธิอยู่หลายสิบคน

เต้าจื้อจุน จ้าวเซวียนหยวน โจวฝานก็อยู่ในนั้นด้วย

จู่ๆ จ้าวเซวียนหยวนก็กล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ทุกท่าน พวกเราหาคนมาช่วยได้แล้ว วังสวรรค์จะรีบมาช่วยพวกเราโดยเร็ว”

บุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์คนหนึ่งเอ่ยถาม “จิตรับรู้ไม่อาจฝ่าเขตอาคมออกไปได้ไม่ใช่หรือ”

เต้าจื้อจุนกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “อย่าลืมสิ พวกเรามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ซึ่งคุณสมบัติกายดังกล่าวก็มีอยู่ในตัวของคนผู้นี้ด้วยเช่นกัน พวกเจ้าวางใจเถิด คนที่ข้าฝากฝังนั้นพึ่งพาได้เป็นที่สุด”

บุตรแห่งสวรรค์จากเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกคนเอ่ยถามต่อ “พวกเราเป็นบุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์นะ วังสวรรค์จะ…”

เต้าจื้อจุนกล่าว “จักรพรรดิสวรรค์ฟางเองก็เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ สงครามระหว่างเทพเซียนและเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นสงครามช่วงชิงโชคชะตา พวกเจ้าล้วนแต่เป็นเบี้ยตัวหนึ่ง เขาไม่มีทางหมายหัวพวกเจ้าแน่”

เหล่าบุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ยินดังนั้น ก็แค่นหัวเราะออกมา แต่อย่างไรเสีย คำพูดดังกล่าวก็ทำให้พวกเขารู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

โจวฝานพยักหน้า เขาไว้ใจฟางเหลียงเป็นอย่างมาก

เขาเอ่ยถามต่ออย่างอยากรู้อยากเห็น “คนที่พวกเจ้าฝากฝังนั้นเป็นผู้ใดกัน”

จ้าวเซวียนหยวนส่ายหน้าพร้อมกล่าว “คนผู้นั้นเป็นถึงผู้อาวุโส ไม่ใช่คนที่พวกเจ้ารู้จักหรอก”

โจวฝานแอบก่นด่าในใจ ‘เจ้าจะเก๊กขรึมหามารดาเจ้าหรืออย่างไร! ก่อนหน้านี้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามีโอกาสวาสนาครั้งใหญ่ สุดท้ายก็มาติดแหง็กอยู่ที่นี่กันหมด’

เต้าจื้อจุนหลับตาแล้วกล่าว “พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญต่อไปเถอะ ยังมีการต่อสู้รออยู่ข้างหน้า”

บุตรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมองหน้ากันไปมาอย่างอดไม่ได้


เวลาผ่านไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งต้าจิ่วเทียน และอ่านจดหมายไปพลางๆ

ทันใดนั้นเขาก็เห็นจดหมายสองฉบับ

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ กายเนื้อสิ้นสูญ เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ กายเนื้อสิ้นสูญ ดวงวิญญาณถูกทรมาน ก่อเกิดมารในใจ]

‘น่าอเนจอนาถถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

ฟางเหลียงไม่ได้ส่งคนไปช่วยพวกนั้นหรอกหรือ

หานเจวี๋ยทำได้เพียงไว้อาลัยแก่พวกเขา

อย่างไรเสียสิ่งที่เขาสามารถทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว เขาไม่อาจผลาญอายุขัยของตนเพื่อทั้งสองคนนี้ได้

โจวฝานต้องรอดไปได้อย่างแน่นอน แต่สำหรับเต้าจื้อจุน ดูอย่างไรก็ราวกับว่าจะสามารถจบสิ้นได้ตลอดเวลา

น่าเสียดายที่หานเจวี๋ยยังไม่เคยได้เห็นท่าทางวางอำนาจของเต้าจื้อจุนหลังจากที่แกร่งกล้าขึ้นเลย

บุตรแห่งสวรรค์อย่างเต้าจื้อจุน หากมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาต้องกลายเป็นผู้ทรงพลังค้ำฟ้าระดับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอย่างแน่นอน บางทีเขาอาจจะยังมีความหวังถึงขั้นที่จะพิสูจน์มรรคได้อีกด้วย
บทที่ 428
หานเจวี๋ยตรวจสอบค่าความสัมพันธ์เพื่อให้แน่ใจว่าโจวฝานและเต้าจื้อจุนยังอยู่ดี จะได้ไม่ต้องกังวลใจอีก

แต่ละคนมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าเอาแต่เหลวไหล ไม่ตั้งใจบำเพ็ญให้ดีก็ต้องพบกับจุดจบ

หานเจวี๋ยจดจ่ออยู่กับการสาปแช่งต้าจิ่วเทียน

ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ของต้าจิ่วเทียนเป็นอย่างไรบ้าง

ทว่าหากต้าจิ่วเทียนสิ้นลมแล้ว คำสาปแช่งของหานเจวี๋ยก็จะไม่ส่งผล และเขาย่อมรับรู้ได้ทันที ดังนั้นหมายความว่าต้าจิ่วเทียนยังคงสุขสบายดีอยู่

คนผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ไม่อาจสาปแช่งให้ตกตายได้ง่ายดายนัก

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนผู้นี้ยังไม่เคยเข้าไปในแดนเซียน หานเจวี๋ยจึงจับจังหวะของอีกฝ่ายไม่ได้เลย

สำหรับสิ่งมีชีวิตทั่วไป พวกเขาไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของต้าจิ่วเทียนด้วยซ้ำ

ไม่กี่วันต่อมา หานเจวี๋ยก็วางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และฝึกบำเพ็ญต่อ

ประมาณห้าสิบเจ็ดปีผ่านไป

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้รับโอกาสทะลวงระดับ

เขาปล่อยดวงจิตประหลาดออกมา และเริ่มการทะลวงระดับ

ดวงจิตประหลาดเคยช่วยเขาทะลวงระดับเมื่อก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะช่วยได้อีกหรือไม่

การทะลวงระดับนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา

ผ่านไปเก้าปีเต็มๆ กว่าที่หานเจวี๋ยจะทะลวงระดับได้สำเร็จ

พลังเวทภายในมรรคผลต้าหลัวเพิ่มพูนขึ้น หานเจวี๋ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ากายเนื้อและจิตวิญญาณของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ช่างเป็นความรู้สึกที่น่าปลาบปลื้มเกินคำบรรยาย

ในขณะที่เขากำลังรวบรวมตบะ ก็ตรวจสอบหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตนเองได้ด้วย

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 6677/30,049,999,999,999,999,999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]

[ตบะ: ระดับเซียนทองต้าหลัว ระยะกลาง]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]


อายุขัยเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า!

เมื่อมองเลขเก้าที่ยาวเหยียด หานเจวี๋ยก็พลันรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา

‘อายุขัยยาวนานเช่นนี้ ใครหนอจะจับมือข้าท่องไปตามถนนมหามรรคสายนี้ อีกประเดี๋ยวยกอายุขัยห้าแสนล้านปีให้กับต้าจิ่วเทียนดีกว่า! ฉลองการทะลวงระดับคนเดียวสักหน่อย’

ห้าแสนล้านปีไม่สะเทือนเลขศูนย์แม้แต่หลักเดียว หานเจวี๋ยคิดจะมอบอายุขัยให้กับต้าจิ่วเทียนเพิ่มเป็นหนึ่งล้านล้านปีด้วยซ้ำ

แต่ทันทีที่ความคิดนี้โผล่ขึ้นมา เขาก็สลัดมันทิ้งไปทันที

อย่าเพิ่งทำซี้ซั้วดีกว่า ถ้าติดเป็นนิสัย ต่อไปจะลำบากเอาได้ อีกอย่างต้าจิ่วเทียนเป็นเพียงภัยคุกคามแฝง ตอนนี้เขายังไม่สามารถทำอันตรายต่อหานเจวี๋ยได้

สามปีต่อมา

ตบะของหานเจวี๋ยมีความเสถียรขึ้น ระดับเซียนทองต้าหลัวระยะกลาง!

เขาเริ่มพัฒนาพลังวิเศษมรรคกระบี่ โดยใช้เวลาอีกหนึ่งปี

จากนั้นหานเจวี๋ยก็ฝึกร่างจำลองเสรีสุญญตาต่อ

ความทรงจำแห่งวิชาสืบทอดคลายออกตามที่คาด ทำให้ความทรงจำของพลังวิเศษต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่สมองของหานเจวี๋ย

ร่างจำลองเทพมารองค์ที่สาม ร่างจำลองเทพมารวาตะวิปโยค!

มหามรรคแห่งวายุ ทำลายทุกสิ่งให้ย่อยยับ กวาดล้างจนสิ้นซาก!

ร่างจำลองเทพมารแต่ละชนิดเป็นตัวแทนของมหามรรคแต่ละประเภท เพียงแต่ในขณะนี้หานเจวี๋ยยังไม่อาจบำเพ็ญมหามรรคเหล่านี้ผ่านร่างจำลองเทพมารได้ ทำได้เพียงรับพลังมาเท่านั้น

ห้าปีต่อมา หานเจวี๋ยทำความเข้าใจในร่างจำลองเทพมารวาตะวิปโยคได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เมื่อมีร่างจำลองเทพมารสามองค์คอยอำนวยพร หานเจวี๋ยก็รู้สึกว่าตนเองนั้นไร้เทียมทาน

ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ ร่างจำลองเทพมารเก้าหยิน ร่างจำลองเทพมารวาตะวิปโยค!

หานเจวี๋ยเริ่มดำเนินแบบจำลองการทดสอบ

สังหารจักรพรรดิสวรรค์ได้ในเสี้ยววินาที!

สังหารหลี่เต้าคงได้ในเสี้ยววินาที!

สังหารเซวี่ยหมิงเหอได้ในเสี้ยววินาที!

สังหารจักรพรรดิปีศาจได้ในเสี้ยววินาที!

สังหารบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ได้ในเสี้ยววินาที!

สังหารประมุขแห่งวังเทพได้ในเสี้ยววินาที!


‘สังหารทั้งหมดนี้ได้ในเสี้ยววินาที นี่ออกจะเก่งเกินไปหน่อยแล้ว แค่มีร่างจำลองเทพมารสามองค์ จะยังมีใครเหนือกว่าข้าอีก!’

เซียนทองต้าหลัวสามารถต่อสู้ได้หลายสิบล้านรอบในหนึ่งลมหายใจ ดังนั้นที่บอกว่าฆ่าภายในเสี้ยววินาที ไม่ได้หมายความว่าต้องสังหารอีกฝ่ายภายในกระบวนท่าเดียวเสมอไป

ในระดับต้าหลัวนี้ นอกจากผู้ทรงพลังเพียงไม่กี่คน ที่เหลือหานเจวี๋ยล้วนสังหารได้ภายในพริบตา

ส่วนการเผชิญหน้ากับตัวตนที่ไม่ทราบตบะนั้น นับว่ากินแรงหานเจวี๋ยไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ครึ่งอริยะทุกคนต่างมีพลังวิเศษและยอดสมบัติอันยิ่งใหญ่ จึงไม่อาจสังหารได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

การต่อสู้กินเวลานานกว่าครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยขี้เกียจจะสู้ต่อ

ในสายตาของเขา การเสียเวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามแต่กลับเอาชนะศัตรูไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรจากการพ่ายแพ้

หากเขาเผชิญกับสถานการณ์จริง แล้วศัตรูมีพันธมิตรมาด้วย แบบนี้เขาจะไม่หืดขึ้นคอเอาหรือ

หานเจวี๋ยจะไม่ยอมให้ตนเองต้องพบเจอกับสถานการณ์เช่นนั้นแน่!

หานเจวี๋ยพยายามจะท้าทายปรมาจารย์ลัญจกรสรวง แต่เมื่อที่ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงส่งเสียงคำรามเพียงครั้งเดียว เขาก็ตายทันทีตามคาด

‘พวกระดับต่ำกว่าอริยะล้วนเป็นเพียงมดปลวกทั้งสิ้น!’

หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดใจแต่อย่างใด นานๆ ครั้งได้ลองท้าทายพลังที่เหนือกว่าตนเองบ้าง ก็ถือเป็นการเตือนใจตนเองได้ดีเหมือนกัน

หลังจากนั้น หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งต้าจิ่วเทียน


ในอุทยานของวังสวรรค์

ต้าจิ่วเทียนและฟางเหลียงกำลังหารือเรื่องของมหาเคราะห์อยู่ภายในศาลา แต่แล้วจู่ๆ สีหน้าของต้าจิ่วเทียนก็เปลี่ยนไป

ฟางเหลียงถามขึ้น “เจ้าเป็นอะไรหรือ”

ต้าจิ่วเทียนตอบ “ไม่เป็นอะไรพะย่ะค่ะ”

เขาไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่ง หากพูดไปแล้วตนจะเกลี้ยกล่อมฟางเหลียงได้อย่างไร

ไม่กี่วันต่อมา

ต้าจิ่วเทียนอยู่ในห้องของตน เขากำลังเคลื่อนย้ายลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ทว่าคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกลับยิ่งรุนแรงขึ้น

“เหตุใดพลังคำสาปแช่งของคนผู้นี้ถึงได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกแล้วเล่า” ต้าจิ่วเทียนขมวดคิ้วแน่น

ความหวาดหวั่นในใจของเขาเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

ก่อนหน้านี้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะทำการสาปแช่งเพียงห้าวันเท่านั้น แต่ครั้งนี้การสาปแช่งกลับดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเกินห้าวันไปแล้ว ทั้งยังรุนแรงขึ้นอีกด้วย

เมื่อนึกถึงจุดจบอันน่าเศร้าของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน เขาก็รู้สึกหวั่นใจยิ่งกว่าเดิม

ไม่มีทาง!

ข้าจะนิ่งเฉยรอความตายเช่นนี้ไม่ได้!

ต้าจิ่วเทียนกระโจนออกจากชั้นฟ้าที่เก้า และเหาะขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

อึก…

จู่ๆ ต้าจิ่วเทียนก็กระอักเลือดออกมา โลหิตทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด โลหิตเหล่านี้เกิดจากพลังเวทที่กลั่นตัวรวมกัน ทำให้พลังชีวิตของเขาเสียหายอย่างหนัก

“แย่แล้ว! ต้องรีบแล้ว!”

ต้าจิ่วเทียนสีหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาทะลวงผนึกควบคุมมรรคาสวรรค์ด้วยความเร็วเต็มกำลัง


ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยเห็นอายุขัยของตนเองที่ถูกหักไปกว่าสามแสนล้านปี ก็ต้องหยุดลงอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่ได้การ จะมัวแต่สาปแช่งสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ได้”

หานเจวี๋ยตัดสินใจเข้าฝันต้าจิ่วเทียน ทำให้ต้าจิ่วเทียนชิงชังตน แบบนี้จึงจะเข้าใจในสถานการณ์ของอีกฝ่าย

ไม่นาน คนทั้งสองก็มาเยือนแดนความฝัน

เมื่อใบหน้าซีดขาวของต้าจิ่วเทียนมองเห็นร่างดำทะมึนของอีกฝ่าย สีหน้าของเขาก็พลันสิ้นหวังลงทันที

‘เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!’ เมื่อห็นอีกฝ่าย เขาก็คาดเดาตัวตนของฝ่ายนั้นได้ทันที

เขาหันซ้ายหันขวา และพบว่าสถานที่แห่งนี้คือแดนความฝัน

‘นี่คือพลังวิเศษอะไรกัน เหตุใดข้าถึงไม่รู้สึกสังหรณ์ใจเลยแม้แต่น้อยว่าจะถูกดึงเข้ามาในที่แห่งนี้…’

ในใจของต้าจิ่วเทียนรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมา

เมื่อมองจากมุมนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างไร้ข้อกังขา

‘ต้องกำจัดให้สิ้นซาก!’

[ต้าจิ่วเทียนเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]

เมื่อเห็นข้อความแถวนี้ หานเจวี๋ยก็สลายแดนความฝันทันที

ต้าจิ่วเทียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในพระราชวังอันใหญ่โต

เบื้องหน้าของเขามีร่างร่างหนึ่งนั่งอยู่ ร่างนั้นเปล่งแสงเจิดจ้าจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้

“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงเหม่อลอยไปเช่นนั้น” ร่างแสงเจิดจ้าเอ่ยถาม

ต้าจิ่วเทียนตอบกลับ “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเข้าฝันข้า…”

เดี๋ยวก่อน!

เมื่อครู่อริยะไม่รู้สึกเอะใจบ้างเลยหรือ

เหตุผลที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสลายความฝันไปเสียดื้อๆ เป็นเพราะเห็นว่าข้างกายข้ามีอริยะอยู่หรือไม่

วินาทีนั้น หัวใจของต้าจิ่วเทียนก็พลันสั่นสะท้าน

นี่เขาไปยั่วยุบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวแบบไหนเข้าให้แล้ว หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเป็นอริยะ

สาเหตุที่เขาไม่เปิดเผยใบหน้า ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะดึงดูดปัญหาเข้ามาไม่สิ้นสุด แต่เพราะกลัวว่าจะทำลายบารมีของอริยะอย่างนั้นหรอกหรือ

ยิ่งคิดต้าจิ่วเทียนก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้น

“อืม เข้าฝันเช่นนั้นหรือ” ร่างแสงอันเจิดจ้าเริ่มนับนิ้วมือคำนวณ

แดนความฝันเมื่อครู่นั้นสั้นเกินไป ทั้งสองคนยังไม่ได้สนทนากัน ดังนั้นร่างแสงจึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังวิเศษของหานเจวี๋ย

พอมาคำนวณตอนนี้ ก็คำนวณอะไรออกมาไม่ได้เลย

เขาไม่คิดว่าต้าจิ่วเทียนจะโป้ปด

ดังนั้น จึงอธิบายได้เพียงอย่างเดียว

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้นแข็งแกร่งมาก!

“เป็นอริยะผู้ใดกันที่ทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้” ร่างแสงอันเจิดจ้าพึมพำกับตนเอง

เมื่อต้าจิ่วเทียนได้ยินดังนั้น วิญญาณก็แทบหลุดออกจากร่าง

เป็นอริยะจริงๆ เสียด้วย!

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถูกสาปแช่งอย่างน่าสยดสยองขึ้นมา ต้าจิ่วเทียนก็พลันรู้สึกว่าสติของเขากระเจิดกระเจิงไปอย่างสมบูรณ์แบบ
บทที่ 429
หลังจากสลายแดนความฝันไป หานเจวี๋ยก็สาปแช่งต้าจิ่วเทียนต่อทันที

เพิ่งสาปแช่งเสร็จสิ้นไปไม่นาน ดังนั้นแม้จะเพิ่งเริ่มสาปแช่งใหม่ ก็ยังผลาญอายุขัยของเขาต่อไปอยู่ดี

อายุขัยหนึ่งแสนล้านปี!

อายุขัยสองแสนล้านปี!

เมื่อสั่งสมไปถึงห้าแสนล้านปี ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับต้าจิ่วเทียน

หานเจวี๋ยไม่เชื่อ และสาปแช่งอีกฝ่ายต่อไป

เมื่อผลาญอายุขัยไปอีกประมาณห้าหมื่นล้านปี หานเจวี๋ยก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง

[ต้าจิ่วเทียนศัตรูคู่อาฆาตของท่านก่อเกิดมารในใจเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน แต่โชคดีที่อริยะใช้เสียงธรรมปกป้องจิตวิญญาณเอาไว้]

‘อริยะเช่นนั้นหรือ’

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงในทันใด

มิน่าเล่าที่เขาสาปแช่งมาตลอดถึงไม่ส่งผลกับอีกฝ่ายเลย

ชายคนนี้หลบซ่อนอยู่ข้างกายอริยะ

เยี่ยมจริงๆ!

“ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะหลบซ่อนไปได้ทั้งชีวิตหรือไม่!” หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ แต่ในใจกลับเดือดเป็นไฟ

ตั้งห้าแสนล้านปี คำนวณกลไกสวรรค์ได้ไม่รู้ตั้งกี่รอบต่อกี่รอบ!

เยี่ยมจริงๆ!

หานเจวี๋ยคิดในใจอย่างเงียบเชียบ ‘ข้าอยากรู้ว่าอริยะผู้ใดที่ปกป้องต้าจิ่วเทียน’

เขาไม่บังอาจสาปแช่งอริยะ แต่หากในภายหน้าบังเอิญได้เจอกับอริยะผู้นี้ เขาจะอยู่ห่างๆ เอาไว้ จะได้ไม่ถูกอีกฝ่ายหลอกใช้

อริยะเวลาพูดจานั้นไร้ซึ่งอารมณ์ ทำให้อ่านความรู้สึกได้ยาก และง่ายต่อการล่อลวงคน

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[เทพสูงสุดหนานจี๋: ไม่ทราบตบะ อริยะมรรคาสวรรค์ เจ้านิกายฉ่าน มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]

เจ้านิกายฉ่าน!

หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างไรเสียต้าจิ่วเทียนก็เป็นคนของนิกายฉ่าน

นิกายฉ่านเป็นนิกายที่ลึกลับมาก ตั้งอยู่ในคุนหลุน ไม่เข้าร่วมการต่อสู้ แต่สร้างสถานการณ์ใหญ่บ้างเป็นครั้งคราว เพื่อปลุกปั่นกระแสในแดนเซียน

กลุ่มอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ยากจะวัดระดับ

อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่านิกายเจี๋ย

ก่อนที่นิกายเจี๋ยจะบุกวังสวรรค์และพ่ายแพ้อยางย่อยยับ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่อาจเทียบกันได้เลยหานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะออกไปจากถ้ำเทวา

เพิ่งทะลวงระดับสำเร็จ ก็คิดอยากจะมอบความกรุณาให้แก่คนรอบข้างบ้าง

หานเจวี๋ยตัดสินใจแสดงธรรมเป็นเวลาสิบปี

เซียนทองต้าหลัวแสดงธรรม หากเป็นที่แดนเซียนคงหาได้ยากยิ่ง


ในอุทยานของวังสวรรค์

ฟางเหลียงและยอดแม่ทัพเทพนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ในขณะที่จี้เซียนเสินกำลังฝึกพลังวิเศษห่างออกไปไม่ไกล

ยอดแม่ทัพเทพเหลือบมองจี้เซียนเสินครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ผู้สูงศักดิ์แห่งนิกายฉ่านเล่า ช่วงนี้ไม่เห็นเขาปรากฏตัวเลย หรือว่าคิดจะกลับคำพูด”

ฟางเหลียงกล่าว “เราไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ พวกเราไม่อาจไว้ใจนิกายฉ่านได้ทั้งหมด เราได้รับข่าวมาว่ามีผู้ทรงพลังเผ่ามารแฝงตัวอยู่ในทะเลเลือดไร้สิ้นสุด เราเกรงว่าเมื่อสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และวังสวรรค์ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เผ่ามารจะเข้ามาคว้าผลประโยชน์ไปฝ่ายเดียว”

“ฝ่าบาทต้องการให้ข้าทำเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เรียกตัวแม่ทัพเทพสวรรค์มา นำกำลังทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์จำนวนหนึ่งล้านนายไปสนับสนุนมหาจักรพรรดิอีกสามพระองค์”

“เช่นนั้นวังสวรรค์ก็…”

“ไม่ต้องห่วง ยังมีนิกายเหรินอยู่อีกสองคน”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ฟางเหลียงพยักหน้าและส่งสัญญาณให้ยอดแม่ทัพเทพถอยออกไป

ยอดแม่ทัพเทพหายตัวไปจากจุดที่เขาอยู่ในพริบตา

ฟางเหลียงหันไปพูดกับจี้เซียนเสินว่า “ท่านยังจำโจวฝานได้หรือไม่ เด็กคนนั้นถูกคุมขังอยู่ในทะเลเลือดไร้สิ้นสุด”

จี้เซียนเสินเอ่ยไม่แยแส “เขาเป็นหนอนบ่อนไส้ เหตุใดข้าต้องจดจำเขาด้วย”

ฟางเหลียงส่ายหัวและกล่าวยิ้มๆ ว่า “ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเขาเป็นหนอนบ่อนไส้ หากว่าวังสวรรค์พ่ายแพ้ ท่านยังสามารถพึ่งพาเขาได้ ข้าตกลงกับเขาแล้ว”

เมื่อฟางเหลียงกล่าวจบ จี้เซียนเสินก็พลันหยุดการเคลื่อนไหว เขาหันหน้ามามองฟางเหลียง เอ่ยถามพร้อมขมวดคิ้ว “วังสวรรค์เกรียงไกรถึงเพียงนี้ ยังจะพ่ายแพ้ได้อีกหรือ”

“วังสวรรค์แข็งแกร่งมากก็จริง หากแต่ก็ไม่ใช่เหล็กกล้า ข้าเองก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ท่านเข้าใจหรือไม่”

“ก็จริง”

“เมื่อเสาหลักทั้งหมดของหอสูงแตกหักจนสิ้นแล้ว หอนั้นจะไม่พังทลายลงได้หรือ ผู้ที่อยู่บนยอดหอสูงเมื่อตกลงมาย่อมเจ็บหนักกว่าใคร”

ฟางเหลียงดูเศร้าโศก ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามก่อนหน้านี้

เขารู้สึกว่าตนเองจะต้องเป็นจักรพรรดิสวรรค์ที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

ใช่ว่าคุณสมบัติของเขาไม่ผ่าน แต่เขาขึ้นสู่บัลลังก์เร็วเกินไป ซ้ำยังต้องเผชิญกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอีก

หากให้เวลาเขาอีกสักนิด เขามั่นใจว่าจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดได้!

จี้เซียนเสินกล่าว “หากไม่ไหวจริงๆ ก็กลับไปหาอาจารย์ปู่ของเจ้าเถิด เขาต้องมีวิธีปกป้องเจ้าอย่างแน่นอน”

ฟางเหลียงยิ้มกล่าวว่า “ข้ารู้ แต่ข้าอยากต่อสู้ ข้าไม่อยากร่อนเร่พเนจร ความทุกข์ยากของพวกเรา พวกเรารู้ดีที่สุด ท่านไม่อยากไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของปวงสวรรค์หรอกหรือ”

เขาแทนตนเองด้วยคำว่า ‘ข้า’ แทนที่จะเป็น ‘เรา’ โดยไม่รู้ตัว

ราวกับว่ากลับไปเป็นฟางเหลียงคนเก่า

จี้เซียนเสินกำหมัดแน่น เขาสบถด่า “อยากสิ หากไม่เป็นเพราะโชคร้ายล่ะก็ พวกเราจะต้องไร้เทียมทานอย่างแน่นอน!”

กล่าวตามจริง นอกจากหานเจวี๋ยแล้ว จี้เซียนเสินล้วนไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งสิ้น

ไม่เว้นแม้แต่ฟางเหลียง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายด้อยกว่าตนเองเสมอ!

เขาต่างหากที่เหมาะจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

แต่ทว่าเขากลับต้องเผชิญกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

“คอยดูเถอะ หากข้าและท่านทำสำเร็จ มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งถัดไป พวกเราจะเป็นฝ่ายเดินหมากเอง!”

ฟางเหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ดวงตาลุกโชน ราวกับได้เห็นภาพแผนการอันแสนยิ่งใหญ่ของตนสำเร็จอย่างงดงาม

จี้เซียนเสินคลี่ยิ้มออกมา ราวกับสายลมในวสันตฤดู ปราศจากท่าทีแข็งกร้าวเย่อหยิ่งอย่างที่เคย


สามสิบปีผ่านไปในพริบตา

วันหนึ่ง หานเจวี๋ยที่เพิ่งจะสาปแช่งต้าจิ่วเทียนเสร็จก็เดินออกไปจากถ้ำเทวา ตรงไปหยุดอยู่หน้าต้นฝูซัง

ไม่นานมานี้เขาสัมผัสได้ว่าต้นฝูซังผลิตปราณฟ้าประทานเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนผิดปกติ

“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

คนอื่นๆ พากันลืมตาขึ้นและหันไปมองเขา

พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่าหานเจวี๋ยออกมาจากถ้ำเทวา จึงอดรู้สึกแปลกใจขึ้นมาไม่ได้

ต้นฝูซังตอบกลับ “ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ช่วงนี้ข้ารู้สึกร้อนไปทั้งหมดตัว ราวกับจะระเบิดเสียให้ได้”

น้ำเสียงของมันไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด กลับฟังดูคล้ายงุนงงเสียมากกว่า

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น

ต้นฝูซังเมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะสามารถเชื่อมต่อกับปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้ หรือว่าตอนนี้มันใกล้จะเติบใหญ่เต็มที่แล้ว

ไม่ใช่ว่าต้องใช้เวลาถึงล้านปีหรอกหรือ หรือล้านปีที่ว่าจะเป็นล้านปีในโลกมนุษย์

พลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นในเกาะสำนักซ่อนเร้นช่วยเร่งอัตราการเติบโตของต้นฝูซังขึ้นหรือเปล่า

หานเจวี๋ยใช้ความสามารถวิวัฒนาการเพื่อการคาดคะเน

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[ต้นฝูซังกำลังจะเติบโตเต็มวัย กฎเกณฑ์แห่งมิติอยู่ระหว่างการพิจารณา]

เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหานเจวี๋ยก็เปล่งประกายทันที

เขาสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าต้นฝูซังจะเชื่อมต่อกับโลกาสวรรค์ที่ใด

หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้น “เจ้ากำลังจะเติบโตเต็มที่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะเชื่อมต่อกับโลกาสวรรค์ที่อื่น เจ้าต้องระวังหน่อย อย่าบุ่มบ่ามเปิดประตูมิติเอาเองเล่า”

ต้นฝูซังสั่นกิ่งก้านของมันและกล่าวว่า “ข้าเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

คนอื่นๆ ทยอยกันเข้ามาห้อมล้อม

ฉู่ซื่อเหรินลูบคางของตน พลางกล่าว “ต้นฝูซังต้องใช้เวลากว่าล้านปีกว่าจะเติบโตเต็มวัย แต่พลังวิญญาณในเกาะเข้มข้นกว่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือในแดนเซียน จึงสามารถช่วยเร่งความเร็วในการเติบโตได้”

มู่หรงฉี่ถามอยากรู้อยากเห็น “มันจะเชื่อมต่อไปยังโลกมนุษย์โลกอื่นหรือ”

ฉู่ซื่อเหรินส่ายหน้า “ไม่แน่เสมอไป อาจจะเป็นโลกาสวรรค์ที่เราไม่รู้จัก นอกจากปวงสวรรค์หมื่นโลกาที่ต่ำกว่าแดนเซียนแล้ว อันที่จริงยังมีโลกาสวรรค์ที่ลึกลับและไม่เป็นที่รู้จักอีกมากมายซ่อนอยู่ อย่างเช่นแดนเทพหวนปัจฉิมหรือแดนบรรพกาลที่เหล่าผู้ทรงพลังเคยกล่าวถึง”

ทุกคนเริ่มออกความเห็นกันไปต่างๆ นานา

หานเจวี๋ยเกิดความกังวลว่าต้นฝูซังอาจจะดึงดูดพวกผู้ทรงพลังเข้ามาได้ จึงเอ่ยถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าหากต้นฝูซังเชื่อมต่อกับโลกาสวรรค์จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีบุคคลที่แข็งแกร่งกว่าข้ามาปรากฏตัวขึ้น’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[เป็นไปได้]

เปลือกตาของหานเจวี๋ยกระตุกไม่หยุด

‘แม่งเอ๊ย! แบบนี้มันคือการส่งศัตรูมาถึงหน้าประตูเลยไม่ใช่หรืออย่างไร’

แค่แข็งแกร่งกว่าหานเจวี๋ย ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นศัตรูได้ทั้งหมด และย่อมคุกคามความปลอดภัยของเขาด้วย

หานเจวี๋ยต้องป้องกันเอาไว้ก่อน

หานเจวี๋ยถามว่า “เจ้าสามารถควบคุมพลังในตัวของเจ้าได้หรือไม่ “

ต้นฝูซังตอบกลับ “ไม่ได้”

หานเจวี๋ยได้ยินดังนั้น ก็ย้ายหลี่ว์ปู้และหม่าเชามาเฝ้ายามอยู่หน้าต้นฝูซังทันที
บทที่ 430
เมื่อเห็นหลี่ว์ปู้และหม่าเชาถูกย้ายมาที่นี่ ทุกคนก็พากันแตกตื่นขึ้นมาทันที

ยากนักที่จะได้เห็นหานเจวี๋ยจัดวางกำลังเช่นนี้ หรือว่าโลกาสวรรค์ที่ต้นฝูซังเชื่อมต่อด้วยนั้นจะไม่ธรรมดา?

ทุกคนต่างก็เตรียมตัวพร้อมรบ

ลี่เหยาถามขึ้น “เจ้าสำนัก จะมีอันตรายหรือ จะให้โค่นต้นไม้ลงหรือไม่เจ้าคะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ต้นฝูซังก็สั่นเป็นไหวไม่หยุด

“ไม่เอา! ไม่เอา!” มันกรีดร้องอย่างน่าสยดสยอง รู้สึกว่าลี่เหยาช่างน่ากลัวเหลือเกิน เอะอะก็จะโค่นมันอยู่ท่าเดียว

หานเจวี๋ยครุ่นคิด

ไก่คุกรัตติกาลจ้องมองลี่เหยา ก่อนจะตวาดขึ้นมา “โค่นมันงั้นรึ แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ใดเล่า”

อีกาทองเจ้าใหญ่ เจ้ารองพลันพยักหน้าหงึกหงัก

รังของพวกมันยังอยู่บนต้นฝูซัง จึงไม่สามารถโค่นต้นไม้ลงได้

ศิษย์ค่อยๆ ทยอยมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

หานเจวี๋ยถามในใจ ‘อีกนานเท่าไรต้นฝูซังจึงจะเชื่อมต่อกับโลกาสวรรค์อื่น’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[3,890 วัน]

‘ถ้าแม่นยำถึงขั้นระบุวันได้แบบนี้ก็คงไม่เป็นอะไรแล้วกระมัง’

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ปล่อยให้หลี่ว์ปู้และหม่าเชาคอยเฝ้าอยู่ตรงต้นฝูซัง ส่วนตนเองก็กลับไปยังถ้ำเทวา

อู้เต้าเจี้ยนเดินตามหลังเขามาทันที

หลังจากที่ทั้งสองเข้าไปในถ้ำเทวาแล้ว หานเจวี๋ยก็ถามขึ้น “มีอันใด”

อู้เต้าเจี้ยนที่เดินตามหลังเขามา หัวเราะแห้งๆ พลางกล่าว “นายท่าน ท่านน่าจะต้องพูดถึงข้าหน่อยหรือไม่ ข้ารู้สึกว่าอีกเพียงก้าวเดียวข้าก็จะไปถึงระดับจักรพรรดิแล้ว!”

หลังจากได้มรรคกระบี่เทียมฟ้า ตบะของอู้เต้าเจี้ยนก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด คุณสมบัติของนางเดิมทีก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว จึงทำให้เข้าใกล้ระดับจักรพรรดิมากยิ่งขึ้นไปโดยปริยาย

หานเจวี๋ยนั่งอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร พินิจมองอู้เต้าเจี้ยน แล้วกล่าว “มรรคกระบี่เทียมฟ้าของเจ้าแข็งแกร่งมากก็จริง แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ หากในงานประลองประจำศตวรรษเจ้ากลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ที่มีระดับต่ำกว่าระดับจักรพรรดิ ข้าจะช่วยเจ้าพิสูจน์จักรพรรดิเอง”

เมื่อฟังจบสีหน้าของอู้เต้าเจี้ยนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่ได้เอ่ยปฏิเสธแต่กลับให้สัญญา “ได้เจ้าค่ะ! ข้าทำได้แน่นอน!”

หานเจวี๋ยโบกมือ เป็นการสื่อให้นางออกไป

อู้เต้าเจี้ยนลุกขึ้น นางจ้องมองหานเจวี๋ยครู่หนึ่ง อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป

และในที่สุดนางก็จากไป

หานเจวี๋ยสัมผัสใบหน้าของตน และบ่นพึมพำ “เกือบลืมไปแล้วว่าใบหน้าของข้าเป็นหนึ่งไม่มีสอง เจ้าต้นหญ้านี่โตแล้วสินะ ถึงได้คิดอะไรเพ้อเจ้อกับข้า”

ดูเหมือนว่ามหามรรคทรงเสน่ห์ของข้าเองก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยเช่นกัน

หานเจวี๋ยหัวเราะ ก่อนจะฝึกบำเพ็ญต่อ


สิบปีต่อมา หานเจวี๋ยนั่งไม่ติดที่อีกต่อไป

เมื่อรู้สึกว่าต้นฝูซังอาจจะเชื่อมต่อกับโลกาสวรรค์อื่นได้ตลอดเวลา หานเจวี๋ยก็ไม่สามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจอีก

อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลา เช่นนั้นก็สาปแช่งต้าจิ่วเทียนไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน

ผ่านมาหลายปีถึงเพียงแล้ว คนผู้นี้คงจะไม่ได้อยู่ข้างกายอริยะอีกต่อไปแล้วกระมัง

อริยะไม่น่ารำคาญบ้างหรือไร

หานเจวี๋ยสาปแช่งอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ห้าวันให้หลังอายุขัยของเขาก็เริ่มลดลง เพราะเขาไม่ได้เพิ่มพลังเวทเข้าไป พลังคำสาปแช่งจึงอยู่ในระดับธรรมดา ดังนั้นอัตราการลดลงของอายุขัยจึงช้าลงตามไปด้วย

ในที่สุด

ต้นฝูซังก็เติบโตเต็มวัย หานเจวี๋ยรีบวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงทันที แล้วหายตัวมาปรากฏตัวเบื้องหน้าต้นฝูซัง

ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหมดหันไปมองเป็นตาเดียว ทุกคนต่างตื่นตระหนกกันยกใหญ่

หานเจวี๋ยย้ายตัวหลี่ว์ปู้และหม่าเชามาที่นี่ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเตรียมพร้อมสู้รบอย่างเต็มที่

สายตาของหานจวี๋ยจับจ้องไปที่กิ่งหนึ่งของต้นฝูซังซึ่งอยู่ตรงกลางลำต้น และกำลังเชื่อมกับคลื่นวนสีเงินพร่างพราว

“อยู่นั่น!”

หานเจวี๋ยจัดสรรให้องครักษ์สองคนมาอยู่เบื้องหน้าของคลื่นวนสีเงิน

เขาส่งจิตรับรู้เข้าไปข้างใน ผ่านอุโมงค์มิติทอดยาว จิตรับรู้ของเขาทะลวงผ่านเมฆหมอกขมุกขมัว ก่อนจะเห็นโลกาสวรรค์ที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล

โลกาสวรรค์นี้ตั้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด

หานเจวี๋ยรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่มากมาย ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนต้องรีบดึงจิตรับรู้ของตนกลับมาอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าปิดกั้นโลกใบนี้ได้หรือไม่”

ต้นฝูซังตอบกลับ “ไม่ได้”

ลี่เหยาเอ่ยอย่างเหลืออด “โค่นมันสักทีเถิด!”

คนอื่นๆ ต่างทำท่าทางคล้อยตาม แน่นอนว่าพวกเขาส่วนใหญ่ล้อเล่นเท่านั้น

ต้นฝูซังสั่นไหวไปทั้งต้นด้วยความตกใจ จนใบไม้ร่วงลงมาเป็นจำนวนมาก

หานเจวี๋ยถามในใจ ‘อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นทางเข้านี้ได้หรือไม่’

อาณาเขตเต๋าปิดกั้นการสอดแนมระดับมรรคาสวรรค์ได้ หากว่าสามารถปิดกั้นทางเข้านี้ได้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่อีกด้านจะหาทางเข้าเจอได้อย่างไร

[ได้]

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งใจ เมื่อเขาเห็นคำนี้เด้งขึ้นมาตรงนี้เขา

แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี

เขามองไปทางหม่าเชา แล้วกล่าว “จากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงปกปักที่นี่ อย่าให้ใครเข้ามาได้และอย่าให้ใครออกไปได้เช่นกัน!”

หม่าเชารับคำสั่งทันที

หลี่ว์ปู้ถูกหานเจวี๋ยเรียกตัวกลับมาเช่นกัน จากนั้นก็ได้รับคำสั่งให้ไปปกป้องชายหาดของเกาะสำนักซ่อนเร้นตามเดิม

หานเจวี๋ยเริ่มกำชับคนอื่นๆ ว่าในเวลาปกติอย่าส่งจิตรับรู้เข้าไปสำรวจภายในมิติคลื่นวนนั้นเป็นอันขาด

“มีผู้แข็งแกร่งจำนวนไม่น้อยซ่อนตัวอยู่ในโลกาสวรรค์ฝั่งนั้น รวมไปถึงศัตรูของข้าด้วย หากพวกมันหาเราเจอ พวกเราได้ตายกันหมดแน่” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง

ทุกคนกล่าวให้คำมั่นสัญญา

ฉู่ซื่อเหรินเอ่ยพึมพำกับตนเอง “หรือจะเป็นแดนเทพหวนปัจฉิมกันนะ?”

ไก่คุกรัตติกาลตะโกนลั่น “นายท่าน ฉู่ซื่อเหรินอาจจะทำอะไรโดยไม่คิดก็เป็นได้ จับเขาไปขังเลยขอรับ!”

ขวับ!

ทุกคนหันไปมองฉู่ซื่อเหรินเป็นตาเดียว

ฉู่ซื่อเหรินสีหน้าเปลี่ยนไปฉับพลัน เขาโบกมือเป็นพัลวัน แล้วกล่าว “ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น จะไปทำอะไรอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า!”

หานเจวี๋ยจ้องมองเขาอย่างจับผิด

‘เจ้านี่คงไม่ได้สนใจในแดนเทพหวนปัจฉิมใช่หรือไม่’

เมื่อรู้สึกสายตาของหานเจวี๋ยที่จ้องมองมา เหงื่อเย็นก็ผุดออกมาจากหน้าผากของฉู่ซื่อเหริน

เขารีบกล่าวว่า “อาจารย์ปู่ อย่าไปฟังที่ไก่น่าเกลียดนี่พูดเลยขอรับ ข้าไม่อยากออกไปหรอก! จริงๆ นะขอรับ! ถ้าท่านไม่เชื่อก็ให้หม่าเชามาเฝ้าข้าได้เลย!”

หานเจวี๋ยพยักหน้า และหมุนตัวจากไป

ฉู่ซื่อเหรินถอนหายใจอย่างโล่งอก และหันไปมองไก่คุกรัตติกาลอย่างอาฆาตแค้น

ไก่คุกรัตติกาลรีบไปหลบอยู่ด้านหลังจอมปีศาจคุกรัตติกาล ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “ใครใช้ให้เจ้าชอบขัดจังหวะเล่า ทำเป็นรู้ดี!”

ฉู่ซื่อเหรินกล่าวด้วยความโมโห “เจ้ายังไม่เคยออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ ข้าทำให้เจ้าได้เรียนรู้เพิ่มกว่านี้ดีไหมหนอ”

คนอื่นๆ เริ่มโห่ไล่ทีละคนสองคน รู้สึกว่าไก่คุกรัตติกาลสมควรถูกฟาดสักที

พึงรู้ไว้ว่าสายตาของหานเจวี๋ยเมื่อครู่นั้นน่ากลัวนัก

แม้แต่เจียงอี้เองก็ยังคิดว่าหานเจวี๋ยจะจับฉู่ซื่อเหรินไปขังเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสียด้วยซ้ำ


หลังกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยนั่งอยู่กลางบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เขาถามในใจอย่างสงสัย ‘ต้นฝูซังเชื่อมโยงกับโลกาสวรรค์ที่ใด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

แค่หนึ่งร้อยล้าน คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

[โลกพันอนันต์: ดินแดนมรรคาสวรรค์ ถือกำเนิดขึ้นโดยอริยะนิกายเหริน เนื่องจากความวุ่นวายจากมหาเคราะห์ จึงถูกอริยะทอดทิ้ง ซ่อนเร้นอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ มีดวงชะตารุนแรง ห่างไกลจากมหาเคราะห์มรรคาสวรรค์]

ไม่ใช่แดนเทพหวนปัจฉิม แต่เป็นโลกพันอนันต์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอริยะนิกายเหริน

หานเจวี๋ยรู้สึกงุนงง

ในเมื่อนิกายเหรินเองก็มีโลกาสวรรค์เป็นของตัวเอง เหตุใดยังต้องไปก่อสงครามแย่งชิงดวงชะตาที่แดนเซียนด้วย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าแดนเซียนมีพันธนาการบางอย่างกับอริยะมรรคาสวรรค์?

เมื่อคิดอย่างละเอียด บุคคลผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งอย่างปรมาจารย์ลัญจกรสรวงและตี้จวิน ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจในแดนเซียนหรือมรรคาสวรรค์เลยแม้แต่น้อย

หานเจวี๋ยแอบรู้สึกยินดีเล็กๆ โชคดีที่ตนเองไม่รับปากหนี่ว์วาไป

ไม่เช่นนั้นอาจจะเจอกับดักก็เป็นได้!

แน่นอนว่าสำหรับสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่แล้ว ความปรารถนาอยากเป็นอริยะมรรคาสวรรค์นั้นเป็นเรื่องเกินเอื้อมและเพ้อฝันทั้งสิ้น

หากแต่หานเจวี๋ยมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม หากให้เวลาเขาสักหน่อย ไม่ช้าก็เร็วเขาจะเอาชนะอริยะมรรคาสวรรค์ได้อย่างแน่นอน

[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ตัวอักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของหานเจวี๋ย

หลี่มู่อีปัจจุบันเป็นเจ้านิกายเหริน แต่ไม่ใช่อริยะมรรคาสวรรค์

อีกฝ่ายจะเข้าฝันเขาเพื่ออะไรกัน

หรือจะเป็นเพราะหานเจวี๋ยใช้จิตรับรู้เข้าไปสำรวจโลกพันอนันต์เมื่อครู่

หานเจวี๋ยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ครึ่งชั่วยามต่อมา

[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ไม่เห็น!

เช้าวันรุ่งขึ้น

[หลี่มู่อีต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

หานเจวี๋ยหมดคำพูด พวกอริยะไม่ต้องรักษาศักดิ์ศรีกันบ้างหรืออย่างไร

ตื๊ออะไรขนาดนี้!