416-420
บทที่ 416
เทพเซียนรวมถึงเผ่าพันธุ์อีกมากมาย หลังจากกลายเป็นเทพเซียนแล้ว พวกเขาจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน หากวังสวรรค์ถูกทำลาย ชะตากรรมและโชควาสนาของพวกเขาล้วนจะเสื่อมถอย ดังนั้นถึงแม้จะเป็นเทพเซียนจากเผ่ามนุษย์แต่เมื่อได้ยินว่าเผ่ามนุษย์จะโค่นล้มเทพเซียน พวกเขาก็รู้สึกโกรธแค้นมากเช่นกัน
กว่าพวกเขาจะกลายเป็นเทพเซียน ต้องมานะพากเพียรอยู่ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี จะปล่อยให้ผู้อื่นมากดหัวได้อย่างไร
“เผ่ามนุษย์กำแหงเกินไปแล้ว วังสวรรค์ของพวกเราปกป้องดูแลพวกเขา ปราบปีศาจกำจัดมารให้พวกเขา ดูแลชะตาฟ้า ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้”
“ใช่แล้ว ในอดีตวังปีศาจก่อหายนะแก่เผ่ามนุษย์ มิใช่วังสวรรค์ของพวกเราหรือที่ยื่นมือช่วยเหลือ”
“หมาป่าตาขาว มีอริยะให้ท้าย จึงคิดจะท้าทายเทพเซียนงั้นหรือ”
“ถูกต้อง พวกเราก็สามารถเชิญอริยะมาสนับสนุนได้เช่นกัน!”
เหล่าเทพเซียนพากันวิพากษ์วิจารณ์ ต่างมีศัตรูคู่แค้นร่วมกัน
พื้นเพฟางเหลียงมาจากเผ่ามนุษย์ จึงไม่อยากเห็นมนุษย์และเทพเซียนกลายเป็นศัตรูกัน แต่ตอนนี้เขาต้องตัดสินใจแล้ว
นี่น่ะหรือมหาเคราะห์ มิใช่แค่ต่อสู้ห่ำหั่นเท่านั้น ยังต้องเลือกระหว่างความเป็นความตายและระหว่างศีลธรรมกับความถูกต้อง
แววตาของฟางเหลียงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนสงบลง
เทพเซียนทั้งหมดต่างมองไปที่เขา
ฟางเหลียงเปิดปากเอ่ย “เตรียมการประกาศศึกกับเผ่ามนุษย์ ในเมื่อมหาเคราะห์ต้องการให้มนุษย์และเทพเซียนต่อสู้ตัดสินกัน วังสวรรค์ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ทำได้เพียงเผชิญหน้ากับสงครามแล้ว!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าเทพเซียนต่างพากันตอบรับเป็นอย่างดี
ต่อให้วังสวรรค์ล่มสลาย ศักดิ์ศรีของเทพเซียนก็มิใช่สิ่งที่มนุษย์สามัญจะแตะต้องได้
….
สิบห้าปีผ่านไป
หานเจวี๋ยยังคงดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรอยู่ในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ตัวอักษรสี่แถวพลันเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา
[ตรวจสอบพบว่าศึกชิงโชคชะตาแห่งมหามรรคาไร้สิ้นสุดเปิดฉากขึ้นแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง เข้าร่วมเผ่ามนุษย์ เข่นฆ่าเทพเซียน จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง เข้าร่วมวังสวรรค์ ขยายอำนาจเทพเซียน จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
[สาม เก็บตัวบำเพ็ญ ปลีกตัวจากความขัดแย้ง จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยตกตะลึง
ศึกชิงโชคชะตาเปิดฉากขึ้นแล้วหรือ
หรือว่าศึกตัดสินครั้งสุดท้ายของมหาเคราะห์ในครั้งนี้คือศึกระหว่างเผ่ามนุษย์และวังสวรรค์
ช้าก่อน
หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ฟ้าลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งหนาวสะท้าน หากว่าทุกอย่างล้วนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว วังปีศาจ วังเทพ สำนักพุทธ เผ่าเทพอีกาทอง วังมังกรรวมถึงยมโลก ล้วนเป็นตัวรับเคราะห์
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สามในทันที
[ยินดีด้วยท่านได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[รองเท้าอักขระลับบัญญัติมรรคา: ยอดสมบัติต้าหลัว ยอดสมบัติที่ก่อกำเนิดขึ้นจากปราณฟ้าบุพกาล เคลื่อนไหวอย่างอิสระอยู่เหนืออำนาจแห่งกฎเกณฑ์ มีผนึกกลไกป้องกันการโจมตีจากพลังจิตระดับเซียนทองต้าหลัวได้]
สมบัติชิ้นนี้ไม่เลวเลย!
ชิ้นส่วนมหามรรคก็ได้เพิ่มเป็นหกชิ้นแล้ว
หานเจวี๋ยหยิบรองเท้าอักขระลับบัญญัติมรรคาออกมา เริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
ความคิดของเขาล่องลอยออกไป
ผู้นำวังสวรรค์คือฟางเหลียงศิษย์ของเขา ส่วนว่าที่ราชาแห่งมวลมนุษย์ของเผ่ามนุษย์คือสิงหงเสวียน…
ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนของเขา…
อิทธิพลของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นมากถึงเพียงนี้โดยไม่ทันรู้ตัว
ตอนนี้พอเขาหยุดคิดแล้วมองย้อนกลับไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกราวกับฝันไป
ตอนนั้น เขาเพียงคิดอยากมีทางรอดชีวิตให้มากหน่อยถึงได้รับศิษย์ ไม่คิดเลยว่าจะค่อยๆ ก้าวมาจนถึงวันนี้ได้
“ข้ากลายเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปแล้วจริงๆ”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ยิ้มอย่างจนปัญญา
แต่เขากลับไม่นึกเสียใจเลย
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้วอย่างไรเล่า ขอเพียงมีชีวิตรอดไปตลอดรอดฝั่ง ไล่ตามมหามรรคไปได้ตลอด เขาก็ยินดีเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
แน่นอน ยอมรับแค่ภายในใจเท่านั้น ไม่สามารถออกหน้ายอมรับได้
มีพวกผู้คนมากมายเหลือเกินที่โยนความผิดของตนให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ช่างไร้ยางอายนัก
ตราบจนวันนี้ มีผู้คนมากมายในแดนเซียนที่คอยสาปแช่งศัตรูของตัวเองอยู่ มิตรสหายมากมายของหานเจวี๋ยล้วนเผชิญหน้ากับคำสาปแช่งลึกลับ รวมถึงพวกฟางเหลียง จี้เซียนเสินและโจวฝาน
รอให้มหาเคราะห์ครั้งนี้ผ่านพ้นไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
เช้าวันรุ่งขึ้น
หานเจวี๋ยสวมรองเท้าอักขระลับบัญญัติมรรคา จากนั้นก็สำแดงวิชาความฝันอันธการ เข้าฝันสิงหงเสวียน
ในความฝัน ทั้งสองอยู่ในท่ามกลางป่าเขาตามลำพัง
หานเจวี๋ยนั่งอยู่ข้างกายนาง เอ่ยกระซิบ “มหาเคราะห์ที่แท้จริงมาเยือนแล้ว ตัวเอกในมหาเคราะห์ครั้งคือเผ่ามนุษย์และวังสวรรค์ จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ได้รับชัยชนะไป เจ้าระวังตัวด้วย”
สิงหงเสวียนพยักหน้าและเอ่ยขึ้นว่า “วางใจเถอะ ถ้าข้าเลี่ยงสงครามได้ก็จะเลี่ยง”
หานเจวี๋ยถามต่อ “เจ้าคิดว่าผู้ใดจะได้ชัย”
“ไม่อาจทราบแน่ชัด ข้าไม่รู้เรื่องทางฝั่งวังสวรรค์ แต่เหล่าผู้อาวุโสเผ่ามนุษย์ต่างก็มั่นอกมั่นใจนัก ข้าได้พบอริยะที่จำแลงกายลงมาท่านนั้นแล้ว ช่างทรงพลังจริงๆ เพียงมองเขาแวบเดียว ข้าก็สั่นทะท้านขึ้นมาอย่างน่าประหลาด”
เมื่อนึกถึงฝูซีเทียน สิงหงเสวียนก็รู้สึกพรั่นพรึงอย่างยิ่ง
สำหรับนางอริยะอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ตัวนางในอดีตคิดว่าอริยะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญที่มีพลังเวทแกร่งกล้ายิ่งเท่านั้น จนกระทั่งนางได้พบกับฝูซีเทียน นางถึงตระหนักได้ว่ามิใช่เช่นนั้นเลย
เมื่ออยู่ต่อหน้าอริยะ นางต่อต้านขัดขืนไม่ได้แม้แต่น้อย ไม่บังเกิดความคิดดูหมิ่นล่วงเกิน วิญญาณสั่นสะท้านไปหมด
หานเจวี๋ยลอบคาดเดากับตัวเอง คาดว่าวังสวรรค์คงมีอริยะคอยช่วยเหลืออยู่เช่นกัน มิเช่นนั้นวังสวรรค์ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ถึงขั้นที่ไม่อาจบรรลุเป้าหมายชำระล้างที่มรรคาสวรรค์มุ่งหมายได้
อันสิ่งที่เรียกว่ามหาเคราะห์ ในมุมมองของหานเจวี๋ย คือการล้างกระดานปวงสวรรค์หมื่นโลกาเท่านั้น เมื่อสิ่งมีชีวิตบรรลุจุดสูงสุด โชคชะตาแห่งมรรคาสวรรค์จะแปรเปลี่ยน ดึงดูดให้สรรพสิ่งเข่นฆ่ากัน
สิงหงเสวียนถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่ ท่านจะสนับสนุนวังสวรรค์หรือ”
นางได้ยินมาว่าจักรพรรดิสวรรค์องค์ปัจจุบันคือฟางเหลียง
ศักยภาพของฟางเหลียง นางเคยเห็นมาก่อน หานเจวี๋ยมีสัมพันธ์อันดีกับจักรพรรดิสวรรค์ ไม่มีทางบังเอิญชื่อคล้ายกันเท่านั้น จะต้องเป็นคนเดียวกันแน่นอน
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้าไม่สนับสนุนฝ่ายใดทั้งนั้น”
สิงหงเสวียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สมกับเป็นท่าน”
หืม
เหตุใดคำพูดนี้ถึงดูแปลกๆ กันนะ
สิงหงเสวียนไม่ได้พูดคุยในหัวข้อนี้ต่อไปอีก แต่เริ่มเล่าถึงสิ่งที่นางประสบพบพานในช่วงที่ผ่านมา
นอกเหนือไปจากการบำเพ็ญแล้ว นางได้ติดตามเผ่ามนุษย์ออกรบไปทั่วสารทิศ เผ่าบรรพกาลที่ถูกเผ่ามนุษย์โจมตีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างการต่อสู้ ตบะบุตรแห่งสวรรค์ของเผ่ามนุษย์เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ช่างน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
สิงหงเสวียนคาดเดาว่าเป็นเพราะอริยะ ส่วนหานเจวี๋ยคิดว่ามีสาเหตุมาจากมหาเคราะห์
ท่ามกลางมหาเคราะห์ การทะลวงระดับและการบำเพ็ญจะก้าวหน้าเร็วกว่าปกติ มรรคาสวรรค์กำลังผลักดันทุกสิ่งอยู่เงียบๆ
สิงหงเสวียนเล่าต่อไปเรื่อยๆ หานเจวี๋ยคอยรับฟังเสียเป็นส่วนใหญ่
ความฝันครั้งนี้ดำเนินอยู่เป็นระยะเวลานาน
เมื่อกลับสู่ความเป็นจริง หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว แต่ในระยะนี้กลับไม่มีความเคลื่อนไหวเลย เขาไม่อาจคลายความระแวงลงได้
คิดว่าคนผู้นี้คงหลบไปรักษาตัวในซอกมุมใดมุมหนึ่ง ต้องรอจังหวะเอาชีวิตเขาอยู่แน่นอน
ครั้งนี้หานเจวี๋ยสาปแช่งเขาด้วยอายุขัยห้าหมื่นล้านปี
ทรมานเขาให้ตายไปอย่างช้าๆ
หลายวันผ่านไป
หานเจวี๋ยปล่อยดวงจิตประหลาดออกมา ดูดซับแรงกรรมต่อไป
ในเวลาเดียวกัน
ใต้ต้นฝูซัง
ทุกคนห้อมล้อมอยู่รอบตัวหลี่ว์ฮว่าซวี เขาแผ่พลังปราณสีม่วงออกมารอบกาย เรือนผมยาวปลิวไสว กลิ่นอายกดดันน่าหวาดกลัวกำลังกลั่นตัวขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นกับเขา” สวินฉางอันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
มู่หรงฉี่หรี่ตาลงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เขากำลังปลุกพลังในอดีตชาติอยู่ กลิ่นอายเช่นนี้…”
ฉู่ซื่อเหรินกล่าวอย่างหนักแน่นมั่นใจ “หนึ่งในสี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์มหาจักรพรรดิจื่อเวย!”
มู่หรงฉี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ
ทำไมเจ้าคนผู้นี้ชอบพูดสอดขึ้นมาอยู่เรื่อยเลยนะ!
เจ้ารู้อยู่คนเดียวหรือไร
อู้เต้าเจี้ยนถามต่อด้วยความอยากรู้ “มหาจักรพรรดิจื่อเวยร้ายกาจมากเลยหรือ”
ฉู่ซื่อเหรินตอบ “ถูกยกย่องให้เป็นจักรพรรดิร่วมกับจักรพรรดิสวรรค์ เจ้าว่าร้ายกาจหรือไม่เล่า”
บทที่ 417
ขณะที่บรรดาศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นกำลังล้อมวงพูดคุยอยู่รอบตัวหลี่ว์ฮว่าซวี หานเจวี๋ยก็สังเกตเห็นสถานการณ์ของหลี่ว์ฮว่าซวีแล้วเช่นกัน
เขาสัมผัสถึงพลังอันแข็งแกร่งที่ตื่นขึ้นในส่วนลึกของวิญญาณหลี่ว์ฮว่าซวีได้
สี่ยอดมหาจักรพรรดิ ล้วนเป็นตัวตนระดับต้าหลัวทั้งสิ้น
หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์ ตรวจสอบรูปประจำตัวของหลี่ว์ฮว่าซวี
[หลี่ว์ฮว่าซวี: ระดับเซียนแท้ไท่อี่ระยะต้น ดาวจักรพรรดิจื่อเวย ต้าหลัวกลับชาติมาเกิด เคยดำรงตำแหน่งหนึ่งในสี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์ กลับชาติมาเกิดพร้อมยอดสมบัติมรรคาสวรรค์หอกประกายม่วง หอกประกายม่วงก่อวิญญาณ ทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ พรสวรรค์เลิศล้ำ ไม่ถึงสามร้อยปีก็บรรลุระดับเซียนพิภพไท่อี่ ปลุกมรรคผลแห่งดาวจักรพรรดิจื่อเวย ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]
ด้วยฐานะศิษย์คนล่าสุดที่เข้าสู่สำนัก การที่เขาสามารถบรรลุระดับเซียนแท้ไท่อี่ระยะต้นได้ แสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ของศิษย์สำนักซ่อนเร้นนั้นมีมากเพียงใด
หานเจวี๋ยเห็นว่าระดับของหลี่ว์ฮว่าซวียังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงไม่กังวลมากนัก
แม้ว่าหลี่ว์ฮว่าซวีจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นมหาจักรพรรดิจื่อเวยระดับเซียนทองต้าหลัว แต่หานเจวี๋ยก็ไม่กลัว
อีกอย่างหานเจวี๋ยกลายเป็นยอดฝีมือในระดับเซียนทองต้าหลัวแล้ว สององครักษ์ในอาณาเขตเต๋าก็มิใช่เล่นๆ เช่นกัน
หลี่ว์ปู้และหม่าเชา เทพสงครามพิทักษ์สำนัก!
เวลาผ่านไปราวๆ ครึ่งปี หลี่ว์ฮว่าซวีตื่นขึ้นมาแล้ว
หลังจากหลี่ว์ฮว่าซวีตื่นขึ้นมาคล้ายกับว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดเลย ทุกคนซักถามเขา เขาก็เพียงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แต่หลังจากนั้นความเร็วในการบำเพ็ญของเขาก็เพิ่มพูนขึ้น ทำให้ทุกคนตกตะลึง
ต่อจากมู่หรงฉี่และฉู่ซื่อเหริน ก็มีผู้ทรงพลังอีกท่านตื่นรู้ขึ้นมาอีกคนแล้ว
ด้วยการอธิบายจากฉู่ซื่อเหริน ทุกคนต่างทราบว่าหลี่ว์ฮว่าซวีคือมหาจักรพรรดิจื่อเวย หนึ่งในสี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์ นี่คือผู้ทรงพลังของปวงสวรรค์หมื่นโลกาอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากมีกรณีของบรรพชนพุทธภควัตเป็นแบบอย่างมาก่อน ทัศนคติที่ทุกคนมีต่อหลี่ว์ฮว่าซวีจึงมิได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุนี้
แต่ก่อนปฏิบัติต่อเขาอย่างไรก็ปฏิบัติไปตามนั้น โดยเฉพาะไก่คุกรัตติกาล เจ้าตัวนี้เป็นหัวโจกที่คอยรังแกหลี่ว์ฮว่าซวี ยิ่งฐานะของหลี่ฮว่าซวีเลิศล้ำมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น
การพุ่งทะยานขึ้นมาของหลี่ว์ฮว่าซวีทำให้การแข่งขันกันเองภายในสำนักซ่อนเร้นดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง
ในช่วงเวลาอันน่าเบื่อหน่าย ต้องมีการแข่งขันกันบ้าง ถึงจะน่าสนุก
….
ห้วงจักรวาลอันมืดมิด ใต้พฤกษาเก่าแก่เหนือหมู่เมฆ
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกำลังโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ ใบหน้าของเขาซีดขาวอย่างยิ่ง คิ้วขมวดแน่น
เวลานี้เอง ต้าจิ่วเทียนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนแค่นเสียง เอ่ยขึ้นโดยไม่ลืมตาขึ้นมาแม้แต่น้อย “มาหาเราอีกทำไม”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจในตัวต้าจิ่วเทียน
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “เจ้านิกายมีคำสั่ง ให้เจ้าก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิสวรรค์ เข้าสู่รายนามสถาปนาเทพซะ”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนลืมตาขึ้นทันที ตะคอกออกมาด้วยความโกรธ “หมายความว่าอย่างไร คิดจะดูหมิ่นเราหรือ”
เขาเคยเป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์ ก่อนหน้านี้ก็เคยสะกดข่มวังสวรรค์มาก่อน ตอนนี้จะให้เขาไปเป็นลูกน้องของจักรพรรดิสวรรค์ฟาง นี่เป็นการดูหมิ่นเขาอย่างแน่นอน!
ต้าจิ่วเทียนกล่าวต่อไปว่า “เจ้าล้มเหลวแล้ว เหล่าอริยะทำนายได้ว่า ตัวเอกในมหาเคราะห์ครั้งนี้คือเผ่ามนุษย์และเทพเซียน หากเจ้าอยากต่อสู้ต่อ ก็ต้องเป็นเทพเซียนของวังสวรรค์เท่านั้น”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเอ่ยถาม “เหตุใดเราถึงเข้าร่วมกับเผ่ามนุษย์ไม่ได้”
ต้าจิ่วเทียนไม่ตอบ
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนรู้สึกโกรธเกรี้ยวอยู่ในใจ รู้ดีว่านี่คือแผนร้ายของอริยะ
เขาเป็นแค่หมากในมือของอริยะ มีสิทธิ์เลือกเสียที่ไหน
สมควรตายนัก!
พลาดไปนิดเดียวเท่านั้น!
หากมิใช่เพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของเขา ค่อยๆ กลืนกินมรรคาสวรรค์ไปทีละขั้นๆ เขาจะตกต่ำจนมีจุดจบเช่นนี้ได้อย่างไร
ยิ่งคิดจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกคับข้องใจ ชิงชังเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจนถึงที่สุด
ต้าจิ่วเทียนเลือนหายไปจากจุดเดิม ทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว “เจ้าเหลือเพียงเส้นทางนี้เท่านั้น หากขัดความประสงค์ของเจ้านิกาย เจ้าน่าจะรู้จุดจบดี”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนโมโหจนทรวงอกกระเพื่อม
เขาไม่ได้บริภาษออกมา ได้แต่กัดฟันอดกลั้นไว้
“เป็นพวกเจ้าที่บีบคั้นเรา”
สองเนตรของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนทอแววมืดมิดชั่วขณะหนึ่ง
….
ยี่สิบปีผ่านไป
เมื่อว่างเว้นจากการบำเพ็ญหานเจวี๋ยจะทำการสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน พร้อมกับตรวจดูจดหมายไปด้วย
[โจวฝานสหายของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หานมิ่งสหายของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ต้วนหงเฉินสหายของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านได้รับคุณสมบัติกายเทพบรรพกาล พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญของท่านเข้าสู่วังสวรรค์ ดำรงตำแหน่งเทพเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
….
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง ตกใจจนเกือบทึ่มไปแล้ว
นี่มันบ้าอะไรกัน!
สหายเกินครึ่งเข้าร่วมวังสวรรค์งั้นหรือ
ฟางเหลียงไปได้มหาเสน่ห์มาจากที่ใดกัน
หานเจวี๋ยพิศดูอย่างละเอียด ก็พบว่าเซวี่ยหมิงเหอพาสำนักอันธการเข้าร่วมวังสวรรค์แล้วเช่นกัน
วังสวรรค์ที่เดิมทีปวกเปียกอ่อนแอกลับกลายเป็นแข็งแกร่งขึ้นมาทันที
นี่คือการเลือกข้างหรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เซวี่ยหมิงเหอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า
หานเจวี๋ยเข้าฝันเซวี่ยหมิงเหอทันที
เมื่อพบกันในความฝัน เซวี่ยหมิงเหอเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “เจ้าสำนัก ท่านทราบอยู่แล้วใช่ไหมขอรับ”
หานเจวี๋ยตอบ “อืม”
เซวี่ยหมิงเหอเอ่ยต่อว่า “ตัวเอกของมหาเคราะห์ก็คือเผ่ามนุษย์และวังสวรรค์ ท่านสนับสนุนวังสวรรค์มาตั้งแต่แรก ดังนั้นข้าจึงนำสำนักอันธการไปเข้าร่วมกับวังสวรรค์ คงไม่ได้ทำผิดพลาดไปใช่ไหมขอรับ”
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย
นึกไม่ถึงเลยว่าที่พึ่งพาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวังสวรรค์ก็คือเขา
เวลานี้ หานเจวี๋ยไม่กล้าโต้แย้งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือว่าวังสวรรค์ ก็ล้วนเป็นคนของเขาทั้งคู่ จะช่วยฝ่ายไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะเป็นเผ่ามนุษย์ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับเผ่ามนุษย์ของที่นี่ ถึงอย่างไรชีวิตนี้เขาก็เคยอยู่ที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เท่านั้น คนที่รู้จักก็มีไม่มาก
“มีผู้อื่นติดต่อเจ้ามาหรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
เซวี่ยหมิงเหอกล่าวตอบ “มีขอรับ มีอริยะมาเข้าฝันข้า ให้ข้าเข้าร่วมวังสวรรค์ ตรงกับความคิดของข้าพอดี ดังนั้นข้าจึง…”
พอเอ่ยมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา
ช้าก่อน
เจ้าสำนักจะเข้าใจผิดว่าเขาเกลือเป็นหนอนหรือไม่
เขาคุกเข่าลงด้วยความหวาดผวา เอ่ยขึ้นว่า “ใจข้าภักดีต่อเจ้าสำนัก มิแปรพักตร์ผันใจ ส่วนอริยะท่านนั้น ข้าไม่รู้เลยว่าเป็นผู้ใดกันแน่”
หานเจวี๋ยถามต่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีอริยะอริยะกี่ท่าน”
เซวี่ยหมิงเหอหลงนึกว่าหานเจวี๋ยกำลังทดสอบตัวเองอยู่ ดังนั้นจึงตอบว่า “อริยะอริยะมรรคาสวรรค์ มีเก้าท่าน ชั่วนิรันดร์ไม่แปรผัน อย่างไรก็ตามตั้งแต่โบราณมามีผู้ทรงพลังอยู่หลายท่าน อยู่เหนือกว่ามรรคาสวรรค์ สรุปแล้วมีอริยะอยู่มากน้อยเพียงใด ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด บรรดาอริยะล้วนอยู่เหนือชั้นฟ้าที่สามสิบสามหรือไม่ก็แดนเทพหวนปัจฉิม”
หานเจวี๋ยยังคงไล่ต้อนต่อไป “เช่นนั้นต้าหลัวเล่า”
“จำนวนต้าหลัว ยากจะคาดเดาได้ ถึงอย่างไรมหาเคราะห์ก็เกิดขึ้นมามากกว่าสิบครั้งแล้ว…”
“เช่นนั้นเจ้ารู้จักแดนเทพหวนปัจฉิมหรือไม่”
“รู้ขอรับ ที่นั่นคือดินแดนเริ่มต้นของมรรคาสวรรค์ยุคบรรพกาล เนื่องจากในมหาเคราะห์ครั้งหนึ่ง อริยะได้ลงมือทำลายล้างโลก บรรพชนเต๋าจึงแบ่งแยกแดนบรรพกาลออกมา หลงเหลือเผ่าพันธุ์ต่างๆ เอาไว้ในแดนเซียน ณ ปัจจุบันนี้ มีเพียงผู้ทรงพลังเท่านั้นที่สามารถไปยังแดนเทพหวนปัจฉิม หลีกห่างจากมหาเคราะห์มรรคาสวรรค์”
“แดนเทพหวนปัจฉิมเลิศล้ำกว่าแดนเซียนมากหรือไม่”
“กล่าวได้ยาก แต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของอริยะ”
หานเจวี๋ยไม่ถามต่อแล้ว
เซวี่ยหมิงเหอพลันกระสับกระส่ายขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะนึกทบทวนคำพูดของหานเจวี๋ยอีกครั้ง
หรือว่าเจ้าสำนักกำลังตักเตือนเขา บอกเขาว่า เหนือคนยังมีคนเหนือฟ้ายังมีฟ้า
มีความเป็นไปได้สูง!
ต่อไปไม่อาจทำอะไรโดยพลการได้แล้ว ต้องรอให้เจ้าสำนักมาจัดการ
“อืม ก็เอาเช่นนี้เถอะ นับจากนี้เจ้าจงเชื่อฟังจักรพรรดิสวรรค์ฟาง จนกว่าข้าจะมีคำสั่งใหม่ให้เจ้า”
เมื่อพูดจบหานเจวี๋ยก็สลายความฝันทันที
หลังกลับสู่ความเป็นจริง หานเจวี๋ยไม่ได้ยุ่งเรื่องวังสวรรค์ต่อแล้ว
จากนั้น เวลาก็ผ่านไปอีกสิบแปดปี
หานเจวี๋ยได้ทราบผ่านทางจดหมายว่าหลงเฮ่าและตี้หล่านเทียนก็เข้าร่วมกับวังสวรรค์เช่นกัน…
เผ่ามนุษย์วิกฤติแล้ว!
บทที่ 418
หลังจากวังมังกรเข้าร่วมกับวังสวรรค์ วังสวรรค์ก็นับเป็นกลุ่มอิทธิพลอันดับหนึ่งแห่งแดนเซียน
และด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่อย่างลัทธิอันธการ เผ่าอสูร วังมังกร นิกายเหรินรวมถึงนิกายฉ่าน วังสวรรค์ถึงขั้นที่เรียกได้ว่ามาถึงยุครุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขนาดที่แข็งแกร่งกว่าวังปีศาจที่เคยสร้างหายนะให้แก่แดนเซียนเมื่อครั้งก่อนเสียด้วยซ้ำ
เวลาเพิ่งผ่านไปเท่าไรกัน
หานเจวี๋ยพลันตกตะลึงในพลังอำนาจของอริยะ
อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยกลับมีลางสังหรณ์ว่า ยิ่งวังสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสพ่ายแพ้มากขึ้นเท่านั้น
ศึกมหาเคราะห์ไม่มีชัยชนะอย่างถาวร อาจจะเสมอกัน บาดเจ็บ พ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย หรือไม่ก็ตรงกันข้าม
สิ่งที่มรรคาสวรรค์ต้องการคือให้สิ่งมีชีวิตจำนวนน้อยอยู่รอดต่อไป
‘ข้าขอรับบทผู้ชม เฝ้ามองความรุ่งโรจน์และตกต่ำของพวกเขาแล้วกัน’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จักรพรรดิสวรรค์ไม่อยู่แล้ว ยามนี้วังสวรรค์เริ่มพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง บุญคุณที่เขาติดค้างอีกฝ่ายนับว่าได้ชำระคืนแล้ว
ถ้าหากไม่มีเขาคอยช่วยเหลืออยู่ในมุมมืดมาโดยตลอด วังสวรรค์และจักรพรรดิสวรรค์คงพินาศไปนานแล้ว
ตอนนี้ยังมีอีกหนึ่งเป้าหมาย นั่นก็คือการสังหารจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ช่วยเหลือจักรพรรดิสวรรค์
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
หลายวันผ่านไป เขาบำเพ็ญตบะต่อ
ระดับต้าหลัวบำเพ็ญตบะยากเย็นยิ่ง มรรคผลแห่งต้าหลัวของหานเจวี๋ยราวกับหลุมที่ไร้ก้นบึ้ง แรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรยังคงหลั่งไหลเข้าสู่มรรคผลแห่งต้าหลัวอย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่มีวันเติมให้เต็มได้
หานเจวี๋ยเองก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นกันว่าตนจะทะลวงระดับเป็นเซียนทองต้าหลัวระยะกลางได้เมื่อไร
เส้นทางแห่งมหามรรค อยู่ห่างไกลเหลือเกิน!
….
วันเวลาค่อยๆ ผันผ่านไป
ช่วงที่สำนักซ่อนเร้นเก็บตัวบำเพ็ญอยู่นั้น ในที่สุดสงครามใหญ่ระหว่างมนุษย์และเทพเซียนก็อุบัติขึ้นในแดนเซียนแล้ว
พลังในการขยายเผ่าพันธุ์ของเผ่ามนุษย์ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้จะอยู่ในช่วงระหว่างสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปีเผ่ามนุษย์กลับมีประชากรเพิ่มขึ้นมาหลายพันล้านคน
เผ่ามนุษย์ในแดนเซียน มีประชากรมหาศาลนัก นับประสาอะไรกับเผ่ามนุษย์ในปวงสวรรค์หมื่นโลกา นี่สินะตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวังสวรรค์ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แรกเริ่มเผ่ามนุษย์ก็ต้องประสบกับความยากลำบาก แพ้ศึกอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ด้วยเหตุนี้จุดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเผ่ามนุษย์จึงปรากฏออกมาให้เห็น
ใจสู้ไม่ท้อถอย ไม่มีวันยอมแพ้!
ยิ่งเผ่ามนุษย์พ่ายแพ้มากเท่าไร เผ่ามนุษย์ก็ยิ่งกลมเกลียวขึ้นมากเท่านั้น สมัครสมานเป็นปึกแผ่น
ผู้บำเพ็ญจากโลกอื่นๆ ต่างรีบมุ่งมาให้การสนับสนุนที่แดนเซียน มหาศึกสะเทือนโลกากำลังอุบัติขึ้น
เวลาผ่านไปอีกประมาณสามสิบปี
หานเจวี๋ยออกจากถ้ำ เตรียมแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้น
หลี่ว์ฮว่าซวีพลันก้าวเข้ามาทำความเคารพอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยถามว่า “อาจารย์ รายนามสถาปนาเทพกำลังเรียกตัวข้า ท่านคิดว่าข้าควรทำอย่างไรดีขอรับ”
หานเจวี๋ยกกล่าวตอบ “ห้ามไป มิฉะนั้นตายแน่”
เปลือกตาหลี่ว์ฮว่าซวีกระตุกอย่างรุนแรง
หลี่ว์ฮว่าซวีปลุกความทรงจำของมหาจักรพรรดิจื่อเวยได้แล้ว แต่ความเคารพยำเกรงที่เขามีต่อหานเจวี๋ยกลับลึกล้ำยิ่งขึ้น เนื่องจากเขาก็เป็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คิดว่าหานเจวี๋ยอาจจะเป็นบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิด
มองดูบรรดาศิษย์เหล่านี้ของสำนักซ่อนเร้นแล้ว ทั้งหมดล้วนสามารถรวมตัวกันกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ทรงพลังได้
ในอดีตวังสวรรค์ก็มีต้าหลัวเพียงห้าคนเท่านั้น ซึ่งสี่ยอดมหาจักรพรรดิไม่อยู่ที่วังสวรรค์มานานมากแล้ว แต่สำนักซ่อนเร้นกลับมีมหาจักรพรรดิถึงสามคน หลี่ว์ปู้และหม่าเชาต่างก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับจู่ถู
ต้องทราบก่อนว่าแค่จู่ถูคนเดียวก็สามารถต่อกรกับสี่ยอดมหาจักรพรรดิได้แล้ว
“ทุกคนจงนั่งลง เตรียมสดับธรรม!”
หานเจวี๋ยเดินอ้อมหลี่ว์ฮว่าซวี มานั่งลงด้านหน้าต้นฝูซัง
เมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว เขาจึงเริ่มแสดงธรรม
หานเจวี๋ยก็ไม่คิดจะอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการไปตลอดเช่นกัน รอให้มหาเคราะห์สิ้นสุดลง เขาจะไปที่แดนเซียน
แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องทำให้สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งขึ้นมาให้ได้ เช่นนี้เขาจึงจะบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ ให้ลูกศิษย์คอยปกป้องสำนักซ่อนเร้น
นอกจากสำนักซ่อนเร้นแล้ว โลกเขย่าพิภพก็กำลังแกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
สักวันหนึ่ง โลกเขย่าพิภพจะอยู่เหนือกว่าโลกมนุษย์ พัฒนาเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่ หานเจวี๋ยก็ตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึงอยู่เช่นกัน
ตบะของพุทธะอาภรณ์ขาวก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรลุระดับจักรพรรดิเซียนสามวัฏแล้ว ต้องยกความดีความชอบให้โชคชะตาที่เพิ่มพูนขึ้นของโลกเขย่าพิภพ
เจ็ดปีผ่านไป
หานเจวี๋ยแสดงธรรมจบแล้ว
ครั้งนี้ เขาไม่ได้ตรงกลับไปที่ถ้ำทันที แต่รอคอยให้เหล่าศิษย์ได้สติกลับมา
หนึ่งปีผ่านไป
ศิษย์ทั้งหมดได้สติกลับมาแล้ว เมื่อเห็นหานเจวี๋ยยังคงอยู่ ก็เฝ้ารอให้เขาพูดต่อ
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นว่า “ศึกใหญ่ที่แท้จริงของมหาเคราะห์ในครานี้เริ่มขึ้นแล้ว เป็นศึกระหว่างมนุษย์และวังสวรรค์”
เมื่อวาจานี้ถูกกล่าวออกมา ทุกคนล้วนตะลึงงัน
มู่หรงฉี่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “วังเทพ สำนักพุทธและวังปีศาจล่ะขอรับ”
ถูหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยถามเช่นกัน “เผ่าเทพอีกาทองล่ะเจ้าคะ”
เมื่อเอ่ยถึงเผ่าเทพอีกาทอง สีหน้าท่าทางของเจียงอี้ดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
หรือว่าเผ่าเทพอีกาทองจะล่มสลายไปแล้ว
ฉู่ซื่อเหรินนับนิ้วทำนาย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์
สวินฉางอันสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงเอ่ยปากถาม “เจ้าทำนายพบสิ่งใด”
สวินฉางอันยังมีนิสัยคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน คอยสังเกตใส่ใจฉู่ซื่อเหรินอยู่เสมอ
ถึงอย่างไรเขาก็เคยถือกำเนิดในสำนักพุทธ ส่วนฉู่ซื่อเหรินก็เป็นบรรพชนพุทธ
“กลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ในสรวงสวรรค์ต่างก็เข้าร่วมกับวังสวรรค์ ทำสงครามกับเผ่ามนุษย์ มีผู้ที่ต้องการล้มล้างฐานะตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ของเผ่ามนุษย์ ฝีมือช่างทรงพลังนัก!”
ฉู่ซื่อเหรินสีหน้าเคร่งเครียด เขาคือบรรพชนพุทธภควัต แนวคิดในอดีตคือต้องการให้สรรพสัตว์มีสันติภาพ มรรคาพุทธมีหลักมาจากเผ่ามนุษย์ ย่อมไม่ต้องการให้เผ่ามนุษย์ถูกสังหาร
เมื่อศิษย์ทุกคนได้ฟัง ต่างตกตะลึงยิ่ง วังสวรรค์ทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร
หานเจวี๋ยเปิดปากเอ่ย “เห็นหรือยัง นี่ก็คือมหาเคราะห์ นี่ก็คือโชคชะตา ตัวตนที่เคยยิ่งใหญ่อหังการยโสโอหังล้วนกลายเป็นหินรองเท้าได้ทั้งสิ้น สำนักซ่อนเร้นไม่แก่งแย่งโชควาสนา ไม่ฝักใฝ่อำนาจ สิ่งที่มุ่งหมายคือมหามรรค พวกเจ้าจงบำเพ็ญกันให้ดี อย่าได้คิดจะออกไปอีก รอจนมหาเคราะห์สิ้นสุดลง พวกเราจะหวนคืนแดนเซียนอีกครั้ง”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นตะโกนขึ้นมา “ยังต้องกลับไปที่แดนเซียนอีกหรือ เหตุใดไม่อยู่ที่นี่ตลอดไปเล่า!”
ไก่คุกรัตติกาลฟาดปีกใส่มันคราหนึ่ง ร้องด่า “ความประสงค์ของนายท่าน เจ้าก็กล้าโต้แย้งหรือ”
ส่วนคนอื่นๆ ตาลุกวาวขึ้นมาแล้ว
มิใช่ทุกคนที่ต้องการปลีกวิเวกจากทางโลกไปตลอด
ที่ฝึกฝนบำเพ็ญบางครั้งก็เพียงเพื่อให้เหนือกว่าผู้อื่นเท่านั้น
“ก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งนี้จะสิ้นสุดลง ข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะบรรลุระดับจักรพรรดิ ทำได้หรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
จักรพรรดิเซียนทั้งสำนัก!
เป้าหมายเช่นนี้ทุกคนฟังแล้วใจเต้นแรงขึ้นมา
ต่อให้เป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ในแดนเซียน ก็ยังมีจักรพรรดิเซียนอยู่ไม่มาก
“ทำได้แน่นอน!”
หลี่ว์ฮว่าซวีกล่าวอย่างฮึกเหิม คนอื่นๆ ก็พากันตอบรับด้วย
จอมปีศาจคุกรัตติกาล จินกังนู่และเจียงอี้มองหน้ากัน ทุกคนล้วนตกตะลึงอยู่ในใจ
พวกเขารับรู้ถึงความทะเยอทะยานของหานเจวี๋ยได้
หรือหานเจวี๋ยกำลังวางแผนสำหรับมหาเคราะห์ครั้งต่อไป
เป็นไปได้สูง!
เช่นนี้มิใช่การเดินตามรอยวังเทพเมื่อครั้งอดีตหรอกหรือ
วังเทพก็ผงาดขึ้นมาหลังมหาเคราะห์สิ้นสุดลงเช่นกัน ฉวยโอกาสที่ใต้หล้าวุ่นวาย ยังไม่ได้จัดระเบียบวางลำดับ เผยตัวออกมาในทันใด เก็บเกี่ยวบุตรแห่งสวรรค์ไป รุ่งเรืองขึ้นมาทีละขั้นๆ
หานเจวี๋ยยิ้มด้วยความพอใจ จากนั้นหันหลังกลับเข้าสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ดวงจิตประหลาดโผตามเขามา
หานเจวี๋ยโบกมือ สื่อว่าให้มันไสหัวไปไกลๆ หน่อย
ดวงจิตประหลาดคล้ายจะร้อนรนยิ่ง เกาะแกะหานเจวี๋ยไม่หยุด
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ตรวจหาศัตรูทรงพลังรอบๆ อาณาเขตเต๋าทันที
ไม่มีศัตรูที่ทรงพลังคนใดเลย
เช่นนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ในเวลานี้ ดวงจิตประหลาดพลันมุดเข้าไปในร่างของหานเจวี๋ย ความทรงจำมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมองของหานเจวี๋ยทันที
ความทรงจำกว้างไกลไร้ขอบเขต ยาวนานอย่างยิ่ง
ที่นั่นว่างเปล่า อวลไอหมอก พายุโหมกระโชก ทั้งหมดมาจากทิศทางเดียวกัน ในมุมมองของหานเจวี๋ย เมฆหมอกแยกเปิด เขามองเห็นเงาร่างสูงใหญ่มหึมา ใหญ่โตกว่าไท่กู่หยวนเฟิ่งที่เขาเคยพบก่อนหน้านี้
ขนาดเซียนทองต้าหลัวอย่างหานเจวี๋ยเมื่อได้เห็นเงาร่างนี้ ก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
สูงใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด!
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยนึกถึงผานกู่เบิกฟ้าในตำนานเทพของจีนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด!
มหายักษ์ผานกู่งั้นหรือ
เหตุใดดวงจิตประหลาดถึงอยากให้เขาเห็นความทรงจำนี้
เวลานี้จู่ๆ หานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ว่ามีสายตาที่น่าหวาดหวั่นมองมาที่ตน ถึงแม้เขาจะมองไม่เห็นสายตาคู่นั้น ทว่าก็รับรู้ถึงแรงกดดันได้ นั่นเป็นแรงกดดันขนาดที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้านได้
บทที่ 419
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาลึกลับ หานเจวี๋ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาอย่างไม่อาจเลี่ยง จนต้องเงยหน้าขึ้นมองในที่สุด
สายตาของหานเจวี๋ยมองทะลุทะลวงไอหมอกที่ตลบอบอวล เขามองเห็นดวงตาคู่หนึ่ง ซึ่งดูคล้ายกับดวงตาของมนุษย์อย่างยิ่ง มันดูเย็นชาจนคล้ายกับไร้ความรู้สึก
ตู้ม!
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยพลันเดือดพล่าน ท่ามกลางความมืดมิด เขามองเห็นมหาสงคราม สิ่งมีชีวิตรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่ร่างกำยำมหึมาอย่างที่สุดร่างหนึ่ง ราวกับแมลงเม่าบินเข้าหากองไฟ
ร่างกำยำเหยียบบนบัลลังก์ดอกบัว ในมือถือขวานยักษ์ พร้อมทั้งลำแสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรองสาดส่องอยู่เหนือศีรษะ ความองอาจทรงพลังนั้นทำให้หัวใจของหานเจวี๋ยสั่นสะท้าน
‘ช่างองอาจเสียนี่กระไร! ไม่มีทางอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้เลย’
หานเจวี๋ยไม่ทันเห็นตอนจบของสงครามนั้น เมื่อเขาเรียกสติกลับคืนมา ก็เหลือเพียงห้วงอากาศว่างเปล่าอันแสนยุ่งเหยิง ทว่าร่างสูงใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าได้อันตรธานไปเสียแล้ว
“มรรคาสวรรค์เป็นดั่งความฝัน ทุกสิ่งเป็นเพียงภาพลวง เจ้ามนุษย์เอ๋ย เจ้าจะมีชีวิตที่แท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหลุดพ้นจากภาพลวงโดยเร็วที่สุด”
น้ำเสียงคลุมเครือดังขึ้นที่ข้างหูของหานเจวี๋ย มันเนิบช้าเอื่อยเฉื่อยเช่นเดียวกับน้ำเสียงของมหามรรค
หานเจวี๋ยพลันตกตะลึง นี่มันหมายความว่าอย่างไร
ทันใดนั้นภาพความทรงจำนี้ก็แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง ดวงจิตประหลาดลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าของเขา
หานเจวี๋ยถามในใจ ‘คนที่พูดเมื่อครู่เป็นใครกัน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหนึ่งแสนล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งแสนล้านปี?
หานเจวี๋ยสะดุ้งโหยงทันที
‘ค่าตัวสูงขนาดนี้ ต้องเป็นบุคคลระดับใดกันแน่ จะต้องคำนวณออกมาให้ได้!’
ดำเนินการ!
[ผลกรรมยิ่งใหญ่เกินไป สัมพันธ์กับระดับขอบเขตพลังที่ระบบปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้ในขณะนี้ ไม่อาจวิวัฒนาการได้ ยกเลิกการหักค่าตอบแทนอายุขัย]
‘หืม ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ’ หานเจวี๋ยรู้สึกหวาดกลัว แม้แต่บรรพชนเต๋าระบบก็ยังสามารถคำนวณได้ แต่คนผู้นี้เหนือกว่าบรรพชนเต๋าอีกงั้นหรือ
‘หรือจะเป็นเทพยักษ์ผานกู่จริงๆ’ หานเจวี๋ยรู้สึกกระวนกระวายใจ จึงถามต่อ ‘ตอนนี้นอกจากสำนักซ่อนเร้น ยังมีใครอีกบ้างที่ล่วงรู้ที่อยู่ของข้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ยังไม่มีข้อมูลรั่วไหลในขณะนี้]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เช่นนั้นก็ดีไป
เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เขายังคงควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้เคลื่อนย้ายหนีออกไปจากที่นี่ได้ตามเดิม
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หานเจวี๋ยเคลื่อนสายตาไปมองที่ดวงจิตประหลาด
‘เหตุใดดวงจิตประหลาดถึงนำความทรงจำนี้มาให้ข้า หรือภาพความทรงจำเมื่อครู่คือภาพสงครามของเทพมารฟ้าบุพกาลเมื่อครั้งบุพกาลกันแน่’
ดวงจิตประหลาดดูเหมือนจะลืมเลือนเหตุการณ์เมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น และเที่ยวเตร่ไปรอบๆ อีกครั้ง
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ
พูดให้ชัดเจน เป็นเพราะขอบเขตพลังต่ำเกินไป จึงไม่อาจมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
…
แดนเซียน ริมแม่น้ำสวรรค์
ฟางเหลียงยืนอยู่บนก้อนเมฆ สองมือไพล่หลัง สายตาของเขาทะนงองอาจ ข้างกายมีเทพเซียนคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับเขาทุกกระเบียดนิ้วยืนอยู่
หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดฟางเหลียงก็ได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์อย่างสมบูรณ์แบบ สายตาสง่าภูมิฐาน สติปัญญาปราดเปรื่องล้ำลึก
ยอดแม่ทัพเทพปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ฟางเหลียง เขาเหลือบมองเทพเซียนข้างกายฟางเหลียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามฟางเหลียง “ฝ่าบาท ตระกูลเจียงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ เลือกสนับสนุนเผ่าพันธุ์มนุษย์ เจียงตู๋กูกลับมาแล้ว เขานำไท่กู่หยวนเฟิ่งมากลืนกินทหารสวรรค์และแม่ทัพสวรรค์เรือนแสน นำความเสียหายครั้งใหญ่มาสู่วังสวรรค์”
“หลี่เต้าคงรู้เรื่องเจียงตู๋กูหรือไม่”
ยอดแม่ทัพเทพตอบ “หลี่เต้าคงเข้าร่วมสงครามแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฟางเหลียงจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปเนิ่นนาน
ฟางเหลียงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “ส่งเทพเซียนไปยังสุดดินแดนขั้วอุดร เชิญตระกูลฟางมา”
‘ตระกูลฟางหรือ’ ยอดแม่ทัพเทพตกตะลึงไป เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านมีความสัมพันธ์กับตระกูลฟางหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฟางเหลียงพยักหน้าน้อยๆ
ยอดแม่ทัพเทพลอบตกใจ ที่แท้ที่จักรพรรดิสวรรค์เลือกฟางเหลียงก็เพราะมีความสัมพันธ์เช่นนี้นี่เอง
เขารับคำสั่งและจากไปทันที
ฟางเหลียงหันไปมองเทพเซียนข้างกาย พร้อมกล่าวพึมพำ “สงครามครั้งนี้ขึ้นอยู่กับพลังศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแล้ว”
เทพเซียนผู้มีใบหน้าเหมือนกันกับฟางเหลียงราวกับแกะสีหน้านิ่งเฉย ไม่เปลี่ยนแปลง ดูราวกับหุ่นเชิด
…
วันเวลาผันผ่าน ยี่สิบปีล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน พร้อมกับอ่านจดหมายไปด้วย
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเผ่าพันธุ์มนุษย์] x170098
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเผ่าพันธุ์มนุษย์] x390221
[ผานซินสหายของท่านเข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผานซินสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผานซินสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
…
เจียงตู๋กูและผานซินเข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์มนุษย์งั้นหรือ
ช่างแข็งแกร่งจริงๆ!
เมื่อไล่สายตาอ่านลงมาเรื่อยๆ เขาก็พบว่าผานซินทำการใหญ่พอตัว ถึงขั้นที่ทำให้สหายของหานเจวี๋ยได้รับบาดเจ็บไปหลายคน
‘ทำไมเจ้าคนขี้ขลาดนี่ถึงก้าวสู่เคราะห์ได้’ หานเจวี๋ยเกิดความสงสัยเกี่ยวกับสงครามในแดนเซียนอย่างยิ่ง
‘ข้าอยากรู้ว่ามหาเคราะห์ครั้งนี้ เผ่าพันธุ์ใดจะได้รับชัยชนะ’ หานเจวี๋ยถามในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[วังสวรรค์]
เปลือกตาของหานเจวี๋ยกระตุกไม่หยุด
‘เผ่าพันธุ์มนุษย์จะถูกทำลายงั้นหรือ’ หานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกราวกับทัศนะสามประการของเขาได้พังทลายลงมาหมดแล้ว จิตใต้สำนึกของเขาเชื่อว่าตัวเขาเองยังเป็นมนุษย์อยู่ จึงหวังใจอยู่เสมอว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะอยู่ยั้งยืนยง
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘จุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะเป็นอย่างไร’
[ทั้งหมดจะสูญพันธุ์ ผู้ที่เกิดมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องตกตายทั้งหมด รวมถึงเทพเซียนเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย]
คราวนี้ไม่หักอายุขัย น่าจะเพราะเกี่ยวเนื่องมาจากคำถามเมื่อครู่
ทั้งหมดจะสูญพันธุ์…รวมถึงเทพเซียนเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน
‘หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุด ข้าจะตายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่ตาย]
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าจะมีแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ในแดนเซียนเท่านั้นที่ต้องตาย
เช่นนั้นควรจะทำอย่างไรดี
หานเจวี๋ยตัดสินใจเข้าฝันสิงหงเสวียน และบอกให้นางกลับมา
เขาสำแดงพลังวิเศษ และดึงตัวสิงหงเสวียนเข้าไปในแดนความฝันทันที
ทั้งสองพบกันเหนือปุยเมฆ
สีหน้าของสิงหงเสวียนไม่ชอบมาพากล นางไม่โผเข้ามากอดหานเจวี๋ยทันทีที่พบ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘เป็นอะไรไป หรือสิงหงเสวียนไม่สะดวกเข้าฝันในเวลานี้’
เขาเห็นร่างร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายของสิงหงเสวียน ร่างนั้นเป็นหญิงสาว รูปร่างหน้าตาเหมือนกับอู้เต้าเจี้ยนทุกกระเบียดนิ้ว
‘ไท่ซู่เทียน! ให้ตายสิ! อุตส่าห์ระวังตัวดันมาตกม้าตายเสียได้! ต่อไปถ้าจะเข้าฝัน คงต้องคำนวณสถานการณ์ของอีกฝ่ายล่วงหน้าไว้ก่อน’ หานเจวี๋ยแอบก่นด่าตนเองที่ประมาทเลินเล่อ
ไท่ซู่เทียนจ้องหานเจวี๋ยตาเขม็ง และเอ่ยปากพูด “ได้โปรดช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย!”
‘ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างนั้นหรือ’
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่มีทางเลือก “เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องการความช่วยเหลือจากข้าด้วยหรือ”
ไท่ซู่เทียนตอบ “ต้องการสิ ในบรรดาอริยะมรรคาสวรรค์เก้าท่าน มีหกท่านเลือกที่จะสนับสนุนวังสวรรค์ กำจัดเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีเพียงอริยะหนี่ว์วา และอริยะฝูซีเท่านั้น ที่เลือกปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ จักรพรรดิสวรรค์ฟางเป็นศิษย์หลานของเจ้า ผลกรรมของเจ้าบางเบา แต่กลับเกี่ยวพันลึกซึ้งกับผู้ฝ่าเคราะห์ไม่น้อย บางทีเจ้าอาจจะพลิกสถานการณ์ได้”
หานเจวี๋ยกล่าว “แต่ตบะของข้าไม่มากพอ”
“ข้าเคยได้ยินอริยะกล่าวว่า อย่างต่ำเจ้าก็เป็นบุคคลในระดับเทพ”
ได้ยินดังนั้น เขาก็รู้พลันสึกใจคอไม่ดี อริยะหนี่ว์วาจับตามองเขาอยู่
เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นหลุมลึกที่หานเจวี๋ยไม่คิดจะกระโจนลงไป ต่อให้ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์จริง แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลืออย่างโจ่งแจ้งได้ เพื่อหลีกเลี่ยงกรรมหนักที่จะเกิดแก่ตัว
ไท่ซู่เทียนพูดต่อ “หากเผ่าพันธุ์มนุษย์รอพ้นจากมหาเคราะห์ครั้งนี้ อริยะจะตอบแทนเจ้าด้วยโอกาสวาสนาครั้งใหญ่ รวมถึงวิชาพิสูจน์มรรคด้วย!”
‘วิชาพิสูจน์มรรค! พิสูจน์มรรคเพื่ออะไร เพื่อเป็นอริยะไม่ใช่หรือ!’
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “อริยะไม่ได้มีเพียงเก้าคนหรอกหรือ”
ไท่ซู่เทียนตอบ “อริยะหนี่ว์วากำลังจะสละตำแหน่งอริยะมรรคาสวรรค์”
บทที่ 420
ได้ฟังคำพูดของไท่ซู่เทียนแล้ว หานเจวี๋ยก็อดนึกถึงภาพวิวัฒนาการจุดจบของมหาเคราะห์ก่อนหน้านี้ไม่ได้ จู่ถูที่วิ่งโร่ไปยังวังหนี่ว์วา ป่าวร้องว่าตนถูกหลอกใช้ ถูกหลอกลวง และคิดจะล้างแค้นอริยะ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพวิวัฒนาการครั้งนั้นเป็นดั่งเงามืดในใจหานเจวี๋ยมาตลอด ทำให้เขาไม่อาจเชื่อใจอริยะแห่งวังหนี่ว์วาผู้นั้นได้อย่างเต็มที่
อีกอย่างเขาไม่อยากเป็นอริยะมรรคาสวรรค์
มองปราดเดียวก็รู้ว่าเก้าอริยะมรรคาสวรรค์เป็นหุ่นเชิดให้กับมรรคาสวรรค์ มิฉะนั้นคงไม่มีนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น ดวงจิตนิจนิรันดร์ หรือดวงจิตมหามรรคเกิดขึ้นมาเป็นแน่
หานเจวี๋ยจะไม่ตัดสินจากนิยายลวงโลก หรือตำนานปรัมปราที่ตนเคยมาอ่านอีก อย่างไรเสียตั้งแต่กำเนิดมรรคาสวรรค์มาจนถึงทุกวันนี้ ก็เกิดมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาแล้วหลายสิบครั้ง และมีผู้แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นมาจำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน
อย่างไรก็ไม่อาจรับปากไท่ซู่เทียนได้!
หานเจวี๋ยไตร่ตรองก่อนจะกล่าว “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้องคิดทบทวนเสียก่อน”
ไท่ซู่เทียนพยักหน้า “ได้สิ หากเจ้าไตร่ตรองดีแล้ว สามารถบอกข้าผ่านสิงหงเสวียนได้ทุกเวลา”
“อืม”
ทั้งสองคนตกสู่ความเงียบ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปชั่วขณะหนึ่ง
หานเจวี๋ยแสร้งกระแอมไอครั้งหนึ่ง “ขอเวลาส่วนตัวให้เราสองสามีภรรยาหน่อยได้หรือไม่”
สิงหงเสวียนได้ยินดังนั้น ก็จิตใจเบิกบานขึ้นมาทันที
คำว่าสามีภรรยาทำให้นางรู้สึกดีใจถึงที่สุด
ไท่ซู่เทียนหายตัวไปทันที โดยไม่พูดให้มากความ
หานเจวี๋ยถามในใจ ‘แดนความฝันแห่งนี้ยังมีบุคคลที่สามสอดแนมอยู่หรือไม่’
[พลังวิเศษนี้เป็นพลังวิเศษแห่งมหามรรค มีเพียงผู้ที่เข้าฝัน หรือผู้ที่อยู่เหนือมหามรรคเท่านั้นจึงจะสามารถสอดแนมได้]
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาเอ่ยถาม “ที่นางพูดมาเมื่อครู่ เจ้าคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
สิงหงเสวียนหันซ้ายหันขวา ก่อนจะถ่ายทอดเสียงว่า ‘ไม่น่าเชื่อถือ!’
หานเจวี๋ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี หญิงสาวคนนี้ระแวดระวังตัวจนถึงขั้นที่อยู่ในแดนความฝันก็ยังใช้วิธีถ่ายทอดเสียง
หานเจวี๋ยเองก็ถ่ายทอดเสียงเช่นกัน “เช่นนั้นแล้วเจ้ายังไม่รีบกลับมาอีกหรือ”
“กลับอย่างไรเล่า จะไปหาท่านได้ที่ใด”
“เจ้ามุ่งหน้าไปยังห้วงอากาศว่างเปล่า ข้าจะหาวิธีไปพบเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะ”
“อย่าไปแหวกหญ้าให้งูตื่นล่ะ หาโอกาสและข้อแก้ตัวหลบเลี่ยงสายตาของไท่ซู่เทียนด้วย”
“ไม่ต้องห่วง เรื่องแบบนี้ข้าถนัดนัก”
หลังจากหารือกันแล้ว ทั้งสองก็ตีหน้าซื่อแสร้งไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน ราวกับมีใครกำลังสอดแนมพวกเขาอยู่จริงๆ
…
กลับสู่โลกความจริง หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น
ต่อไปไม่สามารถเข้าฝันใครง่ายๆ ได้อีก อริยะอาจจะคำนวณถึงตัวเขาได้ตลอดเวลา!
แต่โชคดีที่อีกฝ่ายเป็นเพียงไท่ซู่เทียน หากเผชิญหน้ากับอริยะขึ้นมา หานเจวี๋ยคงปฏิเสธอีกฝ่ายไม่ได้
“มหาเคราะห์ครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามของอริยะหรือ”
หานเจวี๋ยพึมพำ หากเป็นเช่นนั้นจริง แดนเซียนคงไม่รอด
แดนเซียนแดนต่อไปคงไม่ใช่แดนชำระบาปเก้าขุมใช่หรือไม่
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น
แดนชำระบาปเก้าขุมเป็นสถานที่ที่กลุ่มอิทธิพล สิ่งมีชีวิตต่างมาหลบเลี่ยงเคราะห์กันที่นี่ อริยะแค่เทแรงกรรมในแดนชำระบาปเก้าขุมทิ้ง เพียงเท่านี้ก็ได้ดินแดนแห่งใหม่แล้ว
หานเจวี๋ยรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที จึงไม่คิดถึงมันต่ออีก
ฝึกบำเพ็ญไปตามวิถีจะดีกว่า
ช่วงเวลาหนึ่งหลังจากนั้น ก็มีสหายของเขาเข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์มนุษย์บ้าง วังสวรรค์บ้างเป็นระยะๆ
ยี่สิบปีต่อมา นอกจากคนในสำนักซ่อนเร้นแล้ว สหายของหานเจวี๋ยต่างก็แบ่งพรรคพวก แบ่งเป็นฝั่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ และฝั่งวังสวรรค์
ตอนนี้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันแล้วเรียบร้อย ต่อไปก็ถึงคราวของสงคราม!
หานเจวี๋ยก่นด่าในใจ
มหาเคราะห์ที่ตกลงกันไว้กินเวลาถึงหมื่นปี หรืออาจจะยาวไปถึงล้านปีกันแน่ นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่พันปี จะรวบรัดตัดตอนเข้าสู่ช่วงตัดสินแล้วหรือ คงจะไม่กระทบถึงแดนต้องห้ามอันธการใช่หรือไม่
หานเจวี๋ยจำต้องใช้ความสามารถวิวัฒนาการเพื่อซักถาม
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่]
‘เยี่ยม! เฉียบขาด ตอนนี้ไม่มีคำไหนจะอธิบายได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว!’ หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งใจ เหมือนได้เกิดใหม่หลังหายนะพ้นผ่าน
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน และอ่านจดหมายไปด้วยในขณะเดียวกัน
ทันใดนั้นเขาก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านถูกสับเปลี่ยนวิญญาณกับดวงจิตประหลาดขั้นรอง วิญญาณถูกสะกด]
‘อะไรนะ’ หานเจวี๋ยรู้สึกเดือดดาลอย่างยิ่ง
เขาจำได้ว่าดวงจิตประหลาดขั้นรองถูกคนของต้าจิ่วเทียนชิงไป คนผู้นี้เป็นครึ่งอริยะ
หรือว่าผู้ทรงพลังลึกลับที่คอยช่วยเหลือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็คือต้าจิ่วเทียน?
รนหาที่ตายแท้ๆ!
หานเจวี๋ยทนไม่ไหวอีกต่อไป ก่อนที่เขาจะเติบใหญ่ จักรพรรดิสวรรค์ยอมเขาทุกอย่าง ไม่ว่าเขาต้องการอะไร จักรพรรดิสวรรค์ก็สรรหามาให้ เขาจะปล่อยให้จักรพรรดิสวรรค์ต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูเช่นนี้ได้หรือ
ก่อนอื่นใช้อายุขัยสองแสนล้านปีกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเสียก่อน!
แล้วค่อยใช้อายุขัยสามแสนล้านปีกับต้าจิ่วเทียน!
อายุขัยเพียงห้าแสนล้านปีสำหรับหานเจวี๋ยผู้มีอายุขัยกว่าแสนล้านล้านปีนั้น ไม่ต่างอะไรจากเม็ดฝนที่ตกปรอยๆ เท่านั้น ใช้เลขศูนย์อย่างไรก็ใช้ไม่หมด!
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง เขาจ้องมองหน้าจอแสดงคุณสมบัติตาเขม็ง
อายุขัยแสนล้านปีถูกผลาญทิ้งอย่างรวดเร็ว!
…
ภายในพระราชวังลึกลับแห่งหนึ่ง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น สีหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวอย่างยิ่ง
ต้าจิ่วเทียนอยู่ข้างๆ จักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์สภาพผิดไปจากปกติ ดวงตาสองข้างสีดำทะมึน เรือนผมหงอกขาว ร่างของเขาแน่นิ่งราวกับหุ่นไม้ ไม่ขยับเขยื้อน
ต้าจิ่วเทียนเดินไปเดินมารอบตัวจักรพรรดิสวรรค์ บางครั้งก็พยักหน้ากับตนเองเป็นครั้งคราว ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ในตอนนี้เอง
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็ลืมตาขึ้น และกรีดร้องออกมา”ช่วยข้าด้วย!”
พรูด…
เขากระอักเลือดสีทองออกมา เผาไหม้พื้นเบื้องล่างจนเป็นหลุมขนาดใหญ่
ต้าจิ่วเทียนหันไปมองเขา ขมวดคิ้วแน่น
สายตาของเขาฉายแววเบื่อหน่ายออกมา
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถูกสาปแช่งมาตั้งหลายครั้ง และทุกครั้งก็ต้องร้องขอให้เขาช่วย
ต้าจิ่วเทียนอยากให้คนผู้นี้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
ไอ้คนไร้ประโยชน์ ทำงานไม่สำเร็จไม่พอ ยังเป็นภาระเสียอีก!
เขาแอบก่นด่าในใจ แต่ถึงกระนั้นก็อ้อมมาด้านหลังของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนและรักษาให้อยู่ดี
ไม่นานสีหน้าของต้าจิ่วเทียนก็เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน
แรงสาปแช่งทรงพลังนัก!
เขาสัมผัสถึงความเคียดแค้นของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แรงสาปแช่งนี้เป็นดั่งทะเลคลั่ง ที่พร้อมจะฉุดจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้จมดิ่ง
แย่แล้ว!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องการจะสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้ถึงแก่ความตาย!
แม้ว่าการสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้ตกตายได้นั้นจะยากเย็นอย่างยิ่ง แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป มรรคผลจะสั่นคลอน พลังมรรคเสื่อมถอย จนกระทั่งธาตุไฟเข้าแทรกและกลายเป็นมารสวรรค์
ต้าจิ่วเทียนช่วยเขาอย่างเต็มที่ แต่แรงสาปแช่งยังคงเพิ่มพูน!
‘หยุดไม่ได้! บัดซบ! จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกำลังจะตายแล้ว!’
สีหน้าของต้าจิ่วเทียนบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดอย่างยิ่ง
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แล้วส่งเสียงคำรามลั่นอย่างโกรธแค้น
“อ๊ากกก”
เสียงร้องโหยหวนนี้ดังไปทั่วหมื่นแดนใต้หล้า สรรพชีวิตทั้งหลายต่างรับรู้ถึงความอาฆาตในน้ำเสียงของเขา
กายเนื้อของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนระเบิดเป็นจุณ ดวงวิญญาณสลายกลายเป็นเพียงหมอกสีดำ
ต้าจิ่วเทียนสีหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขากรีดร้องออกมา “ไอมาร! เป็นไปได้อย่างไร!”
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ
คนผู้นี้หันไปพึ่งบรรพชนมารจริงๆ! รนหาที่ตายแท้ๆ!
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนที่กลายสภาพเป็นหมอกสีดำพุ่งตัวไปยังต้าจิ่วเทียน และคำรามลั่น”ในเมื่อข้าตายไปแล้ว ก็จะลากเจ้าไปตายด้วยเช่นกัน! ต้าจิ่วเทียน! เจ้าต้องไม่ตายดี!”
ต้าจิ่วเทียนแอบก่นด่าว่าคนผู้นี้เสียสติไปแล้ว พลางยกมือขึ้นร่ายวิชาเพื่อต่อต้าน
…
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่านกายเนื้อดับสูญ ดวงวิญญาณถูกบรรพชนมารกลืนกิน เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
เมื่อเห็นจดหมายฉบับนี้ หานเจวี๋ยก็ถอนหายใจโล่งอก
‘ครั้งนี้เล่นเอาใจสั่นเลย’
เขาผลาญอายุขัยไปถึงสามแสนปีโดยไม่คิด ทำเอามือที่ถือหนังสือแห่งความโชคร้ายพลอยสั่นระริกไปด้วย
‘ถลุงไปเยอะเลย! จักรพรรดิสวรรค์ ข้าทำเต็มที่แล้วจริงๆ พะย่ะค่ะ’
ดวงตาของหานเจวี๋ยฉายแววคมกริบ
‘มันยังไม่จบ! ต่อไปถึงตาของต้าจิ่วเทียน!’
แต่ก่อนอื่น หานเจวี๋ยต้องพักผ่อนสักหน่อย
ไม่กี่วันต่อมา
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาอีกครั้ง และสาปแช่งต้าจิ่วเทียนทันที
อีกด้านหนึ่ง
ต้าจิ่วเทียนที่เพิ่งต่อสู้ขับไล่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนออกไปจากวังได้สำเร็จ กำลังนั่งรักษาตนอยู่ แต่จู่ๆ กลับรู้สึกได้ถึงแรงสาปแช่งที่รุนแรง
สีหน้าของเขาอึมครึมราวกับฟ้าครึ้มฝน
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเฮงซวยนั่นหมายหัวเขาอยู่จริงๆ ด้วย!