411-415
บทที่ 411
หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนสองหมื่นล้านปี!
มรรคจิตของหานเจวี๋ยเริ่มสั่นคลอน อายุขัยที่ถูกผลาญไปทุบสถิติได้อีกครั้ง
จำเป็นจริงๆ น่ะหรือ
จำเป็น!
ต้องฆ่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้ได้!
แค่ครั้งนี้เท่านั้น ไม่มีครั้งต่อไปแล้ว!
หานเจวี๋ยกัดฟันยืนหยัดต่อไป
ในตอนที่อายุขัยถูกผลาญไปเกือบหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านปี ในที่สุดเขาก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน มรรคจิตแตกสลาย พลังเวทปั่นป่วน โชคร้ายผนวกด้วยแรงกรรมมหันต์เข้าโจมตีเขาเนื่องจากการสาปแช่งของท่าน]
หานเจวี๋ยหยุดมือทันที
สาปแช่งอยู่นานขนาดนี้ หานเจวี๋ยกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด ลมหายใจเพียงรวนเรไปเล็กน้อยเท่านั้น
สมกับที่เป็นระดับต้าหลัว มั่นคงดั่งขุนเขา
หานเจวี๋ยตั้งตารอดูว่าตนจะผลาญอายุขัยมากที่สุดอยู่ที่เท่าไรกัน แต่เขาก็ไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้นแล้ว เขากลัวว่าตนจะเสพติดเข้า
ต่อให้อายุขัยยืนยาวแค่ไหนก็ทนรับการผลาญอายุหลักแสนล้านปีนับครั้งไม่ถ้วนไม่ไหวอยู่ดี
หานเจวี๋ยเตือนสติตัวเอง จะติดใจไม่ได้เด็ดขาด
แม้ว่าจะเป็นเซียนทองต้าหลัวแล้ว ก็ไม่อาจเผลอเรอจนไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งได้
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ปล่อยดวงจิตประหลาดออกมา และเริ่มบำเพ็ญต่อ
ผ่านมานานหลายสิบปีที่เขาห่างหายจากการบำเพ็ญ ถึงขั้นมีความรู้สึกเหินห่างบางประการเพิ่มขึ้นมา
เขาบำเพ็ญตบะพลางเริ่มตรวจดูจดหมายไปด้วย
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านเริ่มหลอมรวมเข้ากับเซียนทองต้าหลัว]
[ซูฉีศิษย์ของท่านพลัดหลงเข้าสู่วังวนเทพมาร]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์] x1092
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านได้พบกับบรรพชนเต๋าในระหว่างบำเพ็ญเพียร พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โจวฝานสหายของท่านกลืนกินเพลิงแท้สุริยะ ได้รับการยอมรับจากระฆังบรรพกษัตริย์]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้ฟังธรรมจากอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
หลงเฮ่าหลอมรวมกับเฮ่าเทียนงั้นหรือ
ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าสองคนนั้นจะก่อคลื่นลมแบบไหนขึ้น
นับตั้งแต่หลงเฮ่าเริ่มขัดแย้งกับจักรพรรดิสวรรค์ ความรู้สึกดีๆ ที่หานเจวี๋ยมีต่อเขาก็หมดสิ้นไปแล้ว เขาไม่สนใจความเป็นความตายของอีกฝ่ายอีกต่อไป
ใจคนแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าหลี่เต้าคงเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ เขาเป็นถึงเซียนทองต้าหลัวแล้ว ผู้ทรงพลังลึกลับต้องแข็งแกร่งกว่าเซียนทองต้าหลัวในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็คงเป็นระดับครึ่งอริยะ
ข้างกายจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีครึ่งอริยะอยู่ด้วยหรือ
หานเจวี๋ยพบว่าตนดูแคลนเส้นสายของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไปเสียแล้ว
ยังมีโจวฝานอีกคน นี่เป็นการสืบทอดตำแหน่งต่อจากตี้หล่านเทียน เขาคิดจะกุมบังเหียนเผ่าเทพอีกาทองสินะ
มิเสียทีที่เป็นวัชระอริยะกลับชาติมาเกิด ตัวเอกที่ฟ้ากำหนดไว้!
กล่าวโดยสรุปคือ บรรยากาศคลี่คลายลงไปไม่น้อยเลย อย่างน้อยๆ ในกลุ่มเหล่าสหายของเขาก็เป็นเช่นนั้น สิบปีที่ผ่านมานี้ค่อนข้างสงบสุขดี
หลังจากหานเจวี๋ยตรวจดูจดหมายเรียบร้อยก็ทุ่มสมาธิไปกับการบำเพ็ญ
แม้จะกลายเป็นเซียนทองต้าหลัวแล้ว หานเจวี๋ยก็ยังพึ่งพาการดูดซับแรงกรรมมาเพิ่มพลังได้ แรงกรรมที่อยู่ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรนั้นมีมากมายล้นเหลือ ไม่รู้ว่าต้องผ่านความเหนื่อยยากจากเคราะห์กรรมมามากมายเพียงใด ถึงสามารถเรียกได้ว่ามากมายไร้สิ้นสุด ใช้ได้ไม่มีวันหมด
วันเวลาเคลื่อนคล้อย เดือนปีไหลผ่านดั่งกระสวยทอผ้า
หานเจวี๋ยจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญ เนื่องจากมหาเคราะห์ คลื่นลมในแดนเซียนจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บุคคลผู้มีพรสวรรค์มากมายปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในบรรดาคนเหล่านั้น กระแสของเผ่ามนุษย์แกร่งกล้าขึ้นมาทุกที ยอดฝีมือผู้สันโดษของเผ่ามนุษย์ปรากฏตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งจึงได้ค้นพบว่าเผ่ามนุษย์นั้นมีฐานะเป็นตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ มิใช่ปุถุชนที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพเซียนและสำนักนิกายต่างๆ ของอริยะอีกต่อไป
ถึงขนาดที่ว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ปุถุชนยังอยู่เหนือกว่าเทพเซียนเสียอีก
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
ผ่านไปอีกราวๆ สิบเจ็ดปี
เกาะสำนักซ่อนเร้นสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง ในครั้งนี้ ทุกคนล้วนสงบนิ่งยิ่งนัก หานเจวี๋ยสัมผัสถึงคลื่นพลังความมืดที่ถาโถมเข้ามา โชคดีที่อาณาเขตเต๋ายกระดับแล้ว จึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
หนึ่งก้านธูปผ่านไป หานเจวี๋ยพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแสนคุ้นเคยที่วาบผ่านไป
หือ?
ซูฉี
บังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ
หานเจวี๋ยรู้ว่าซูฉีอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ แต่แดนต้องห้ามอันธการกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะบังเอิญพบเขาได้ หรือว่าจะเป็นแผนร้ายที่ตัวตนลึกลับบางท่านวางเอาไว้
‘ข้าอยากรู้ว่าการได้พบซูฉีที่นี่ เป็นแผนการของผู้ใดหรือไม่’
หานเจวี๋ยสอบถามในใจ ตัวเขาในอนาคตไปล่วงเกินอริยะเข้า แต่เขาระมัดระวังตัวขนาดนี้ ไม่น่าเป็นไปได้เลย เกรงว่าคงจะถูกคนอื่นวางแผนเล่นงานเสียแล้ว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องระวังตัวมากขึ้น
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มากขนาดนี้เชียว
โกงกันชัดๆ!
ดำเนินการต่อ!
ในสมองของหานเจวี๋ยมีเงาร่างองอาจร่างหนึ่งปรกฏขึ้นมา ตัวอักษรแถวหนึ่งโผล่ขึ้นตรงหน้าเขา
[จินอัน: ไม่ทราบตบะ อริยะระดับมรรคาสวรรค์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต หนึ่งในเซียนทองแห่งนิกายเจี๋ย เนื่องจากทำนายได้ว่าซูฉีและท่านมีกรรมเชื่อมโยงกัน จึงจงใจชักนำซูฉีให้ตระเวนไปทั่วแดนต้องห้ามอันธการ เพื่อหาตัวท่าน]
หืม
อริยะระดับมรรคาสวรรค์อย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยตะลึงงัน เขาหลงนึกว่านิกายเจี๋ยมีอริยะเพียงท่านเดียว ซึ่งก็คือเจ้านิกายทงเทียน ถึงอย่างไรเขาก็เคยอ่านเฟิงเสินหยี่ยนอี้[1]มาก่อน
อีกทั้งนิกายเจี๋ยก็สิ้นท่าพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ
‘ศิษย์เอ๋ย คงต้องให้เจ้าทนรับความอยุติธรรมไปก่อนแล้ว’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นก็บำเพ็ญต่อ รอให้ซูฉีผ่านไป
ด้วยเหตุนี้ อริยะจินอันจึงไม่สามารถสอดแนมอาณาเขตเต๋าได้
ส่วนซูฉี คราแรกเป็นเขาเองที่ต้องการออกไป ทุกอย่างในตอนนี้คือผลกรรมที่เขาสมควรต้องยอมรับ
ผ่านไปสักพัก กลิ่นอายของซูฉีก็เลือนหายไป หานเจวี๋ยไม่อาจสอดส่องแดนต้องห้ามอันธการได้ แต่ซูฉีมิได้เกี่ยวข้องกับแดนต้องห้ามอันธการ ในแดนต้องห้ามอันธการเขาเปรียบเสมือนตะเกียงที่เจิดจ้าอยู่ท่ามกลางรัตติกาล ดูสะดุดตาอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ในแดนต้องห้ามอันธการซูฉีก็สูญเสียประสาทการรับรู้ไปเช่นกัน ไม่สามารถสอดส่องทุกสิ่งรอบข้างได้ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าหลายปีมานี้ เจ้าหนุ่มคนนี้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
หลังจากซูฉีไปแล้ว เกาะสำนักซ่อนเร้นก็กลับสู่ความสงบ
หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
สามปีผ่านไป
งานประลองประจำศตวรรษของสำนักซ่อนเร้นถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ลี่เหยายังคงแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ลูกศิษย์ แต่เมื่อเทียบกับจักรพรรดิเซียนคนอื่นๆ แล้ว ยังไม่อาจต่อกรได้
เจียงอี้กลับทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้ ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถเอาชนะจอมปีศาจคุกรัตติกาลได้ เรื่องนี้กลายเป็นแรงกระตุ้นสำหรับจอมปีศาจคุกรัตติกาล
เจียงอี้รู้สึกฮึกเหิมภูมิใจ ในที่สุดก็สามารถยืดอกอย่างผึ่งผายได้แล้ว คนผู้นี้ไม่รู้จักประเมินกำลังของตนเลยสักนิดยังคิดจะท้าสู้กับหานเจวี๋ยอยู่อีก
สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยไม่ได้ปฏิเสธ เขาใช้วัชระเทพมารขุนพลสวรรค์ชกอีกฝ่ายตายภายในหมัดเดียว
ถึงแม้จะเป็นแบบจำลองการทดสอบ แต่เจียงอี้ก็ถึงกับสติหลุดไปเลย
คนอื่นๆ ต่างพากันสงสัยว่าเจียงอี้ประสบพบเจอกับสิ่งใดมา
“ฮ่าๆ คงมิใช่ว่าเขาถูกนายท่านชกตายในหมัดเดียวหรอกกระมัง” ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยเยาะเย้ย หัวเราะเสียงดังลั่น
คนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน หานเจวี๋ยมิใช่เผ่าเอกาเสียหน่อย จะป่าเถื่อนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
เจียงอี้ตะคอกใส่ “หุบปาก!”
เมื่อเห็นเขาอับอายจนพาลโกรธเช่นนี้ ทุกคนล้วนตะลึงงัน
หรือสิ่งที่เจ้าไก่เหม็นพูดจะเป็นความจริง
….
เหนือมวลเมฆา ใต้พฤกษาเก่าแก่
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยืนประจันหน้ากับต้าจิ่วเทียนที่แผ่แสงแห่งเทพออกมา
“พิจารณาดีแล้วหรือ” ต้าจิ่วเทียนถาม
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีสีหน้าไม่น่ามอง เอ่ยเสียงเข้ม “ข้ายังไม่แพ้ ก่อนหน้านี้ที่ถูกหลี่เต้าคงโจมตีจนต้องล่าถอยเป็นเพราะจู่ๆ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สาปแช่งข้า หาไม่แล้วหลี่เต้าคงจะมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าเลย!”
ต้าจิ่วเทียนส่ายหน้าพลางกล่าว “แพ้ก็คือแพ้ เจ้าเป็นครึ่งอริยะทว่าไม่สามารถสังหารต้าหลัวได้ ช่างน่าขันนัก”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเงียบลง สีหน้าเขียวคล้ำ
ต้าจิ่วเทียนถอนหายใจ “นี่คือความประสงค์ของอริยะ แต่ข้ากลับมีแผนการอย่างหนึ่ง”
“แผนอันใด”
“สังหารหลี่เสวียนเอ้าแห่งนิกายเหริน สลับบทบาทของนิกายเหรินที่มีต่อเผ่ามนุษย์”
หลังจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้ฟัง ก็แทบหลุดปากสบถเสียงดังออกมา
การกระทำนี้คือการฉีกหน้านิกายเหรินอย่างแน่นอน เขามิใช่คู่ต่อสู้ของอริยะเลย!
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกมีนัย “หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป จุดจบของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้ารู้ดีที่สุด ข้าเพียงหวังดีต่อเจ้าเท่านั้น”
“มหาเคราะห์มรรคาสวรรค์ในยามนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เคราะห์กรรมที่แท้จริงคือหลังจากนี้ต่างหาก เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับอริยะล้วนเป็นเพียงมดปลวกทั้งสิ้น!”
………………………………………………………………
[1] เฟิงเสินเหยี่ยนอี้ เป็นวรรณกรรมจีนโบราณประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง จัด อยู่ในประเภทนิยายที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้ากับมาร และมีเนื้อหาผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นเป็นอันสองรองจากซีโหยวจี้ (ไซอิ๋ว)
บทที่ 412
สามสิบปีผ่านไป
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น คิ้วของเขาขมวดแน่น
ระดับความยากในการบำเพ็ญของระดับเซียนทองต้าหลัวแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้มากนัก ถึงแม้ความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของเขาจะยังคงรวดเร็วเช่นเดิม แต่ฐานการบำเพ็ญกลับเพิ่มขึ้นไม่มากเลย อยู่ห่างจากการบรรลุเซียนทองต้าหลัวระยะกลางอีกมากโข
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับร่างจำลองเสรีสุญญตา
ตอนนี้ร่างจำลองเสรีสุญญตาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้เขาได้
ถึงแม้ภายในอาณาเขตเต๋าจะปลอดภัยอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นมหาเคราะห์ หานเจวี๋ยต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองอย่างสุดกำลัง
ร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลร่างที่สองแตกต่างจากร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ เป็นพลังหยินสุดขั้ว พิสดารน่าพรั่นพรึง
หานเจวี๋ยฝึกฝนร่างจำลองนี้อย่างระมัดระวังยิ่ง ด้วยเกรงว่าจะเผชิญกับการสะท้อนกลับ
วิชาร่างจำลองนี้หานเจวี๋ยใช้เวลาฝึกฝนเกือบยี่สิบปีเต็ม
ร่างจำลองเทพมารเก้าหยิน พลังแห่งหยินกลืนเวทกินวิญญาณ ทรงพลังอย่างยิ่ง หากฝึกฝนสำเร็จในขั้นสูงสุดจะถึงขนาดที่สามารถกลืนกินมรรคาสวรรค์ได้ด้วยซ้ำ!
หลังจากหานเจวี๋ยฝึกสำเร็จ ก็เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบทันที
เมื่อสำแดงร่างจำลองทั้งสองอย่างออกมา ระดับที่ต่ำกว่าเซียนทองต้าหลัวระยะกลางลงไป ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเขาได้ ต่อให้เป็นเซียนทองต้าหลัวระยะปลาย หานเจวี๋ยก็สู้ได้เช่นกัน
หลังจากบรรลุระดับต้าหลัว นอกจากพลังเวทแล้ว สิ่งที่ต้องทดสอบอย่างจริงจังคือพลังวิเศษและสมบัติวิเศษ
เซียนทองต้าหลัวทุกคนต่างมีสมบัติวิเศษอันทรงพลังเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตามมิใช่ทุกคนที่จะมียอดสมบัติมรรคาสวรรค์เช่นเดียวกับหานเจวี๋ย
‘แข็งแกร่งเกินไปแล้ว นี่เป็นร่างจำลองของสองร่างแรกเท่านั้น ถ้าฝึกฝนร่างจำลองครบร้อยร่าง ข้ามิกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในระดับต้าหลัวไปเลยหรอกหรือ’
หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
เขาทำความเข้าใจร่างจำลองลำดับที่สามต่อไป
จากนั้น เขาก็พลันตกตะลึงเมื่อค้นพบว่าตนไม่สามารถทำความเข้าใจร่างจำลองลำดับที่สามต่อไปได้ ราวกับร่างจำลองเสรีสุญญตาได้ปิดประตูใส่เขาแล้ว ความทรงจำมหาศาลนั้นก็อันตรธานหายไปด้วย
เกิดอะไรขึ้น
หรือว่าร่างจำลองเสรีสุญญตาของเขาสามารถเรียนได้เพียงสองลำดับแรกเท่านั้น
หานเจวี๋ยจับสัมผัสดูอย่างละเอียด ความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดร่างจำลองเสรีสุญญตามายังคงอยู่ เพียงแต่ปิดผนึกตัวเองไว้ในส่วนลึกของวิญญาณเขา เขาไม่สามารถบังคับให้เผยออกมาได้ มีอำนาจประหลาดขัดขวางเขาเอาไว้
หัวใจหานเจวี๋ยพลันเต้นแรง เอ่ยถามในใจ ‘ร่างจำลองเสรีสุญญตาเป็นแผนการของอริยะหรือไม่’
[ทุกอย่างที่ได้รับจากระบบล้วนปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์]
หานเจวี๋ยยิ้มเยาะตัวเองคราหนึ่ง
ระแวงเกินไปแล้วจริงๆ
‘เช่นนั้นข้าอยากรู้ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถรับสืบทอดมรดกต่อไปได้’ หานเจวี๋ยถามอยู่ในใจ
[ตบะไม่เพียงพอ พลังวิเศษแฝงผนึกแห่งมหามรรคเอาไว้]
หานเจวี๋ยพลันกระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
ดูเหมือนการเลือกฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตาก่อนจะไม่เป็นผลเสียแล้ว ยังคงต้องเพิ่มพูนตบะก่อนอยู่ดี
หานเจวี๋ยถอนหายใจคราหนึ่ง ทำได้เพียงเริ่มดูดซับแรงกรรมอันยาวนานและน่าเบื่อหน่าย
ช่วงเวลานี้ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเหตุใดเซียนทองต้าหลัวเหล่านั้นจึงเอ้อระเหยกันถึงเพียงนั้น
ขนาดมีกายดาราอนธการยังบำเพ็ญอย่างลำบากลำบนถึงเพียงนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ เลย
….
เวลาผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ซูฉีศิษย์ของท่านกลืนกินสิ่งชั่วร้ายอัปมงคล พลังแห่งความโชคร้ายเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านพลิกฟื้นดวงชะตาวังสวรรค์ ฟื้นคืนชีพให้ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่าน โชควาสนาของวังสวรรค์เริ่มฟื้นตัว]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์] x122287
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญของท่านเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านสรรสร้างพลังวิเศษมรรคาสวรรค์ สะท้านฟ้าสะเทือนดินเทพผีโหยไห้]
….
เมื่อหานเจวี๋ยอ่านพบว่าซูฉีกลืนกินสิ่งชั่วร้ายอัปมงคลเข้าไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง
ดูเหมือนเจ้าหนุ่มคนนี้จะเลือกเดินไปบนเส้นทางแห่งความชั่วร้ายเสียแล้ว แถมยิ่งเดินก็ยิ่งเก่งกาจเสียด้วย
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ซูฉีก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นจอมวายร้ายผู้ชั่วช้า!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีผู้สืบทอดแล้ว!
ยังมีฟางเหลียงอีกคน ไม่น่าเชื่อว่าจะพลิกชะตาวังสวรรค์ได้ นี่เขาใช้วิธีการใดกัน
หานเจวี๋ยถึงกับตกตะลึงเลยทีเดียว ขนาดคนที่ตัวตายมรรคผลสลาย เขาก็ยังคืนชีพให้ได้งั้นหรือ
คงมิใช่ว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิดกระมัง
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกสงสัย
‘ข้าอยากรู้ตัวตนแท้จริงที่ปกปิดไว้อย่างลึกล้ำที่สุดของฟางเหลียง’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
แพงขนาดนี้เชียว!
หานเจวี๋ยสบถอยู่ในใจ ทำไมผู้คนรอบตัวถึงล้วนมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่กันนะ
หรือจะมีมือใหญ่ข้างหนึ่งคอยผลักดันทุกอย่างอยู่ในมุมมืด
[ฟางเหลียง: จักรพรรดิเซียนสามวัฏ ทายาทบรรพชนเต๋า เจ้าแห่งวังสวรรค์ บรรพชนเต๋าเทศนาเต๋าแก่สรวงสวรรค์ แบ่งปันโชควาสนาแก่ลูกหลานในดินแดนต่างๆ เนื่องจากฟางเหลียงยังคงพุ่งทะยานขึ้นเเรื่อยๆ อีกทั้งมีกรรมเชื่อมโยงกับท่าน ดังนั้นจึงถูกบรรพชนเต๋าคัดเลือกเป็นทายาท]
ทายาทบรรพชนเต๋าหรือ!
เยี่ยมยอดขนาดนี้เชียว
หานเจวี๋ยตกตะลึง ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับเขาได้ล่ะ
บรรพชนเต๋าจับตามองเขาอยู่งั้นหรือ
นอกจากบรรพชนเต๋า หนี่ว์วา จักรพรรดินีผืนพิภพ อริยะจินอันรวมถึงปรมาจารย์ลัญจกรสรวงแล้ว หานเจวี๋ยพบว่าตนถูกอริยะมากมายกำลังจับตามองอยู่
สิ่งสำคัญที่สุดคืออริยะเหล่านี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง แต่ใช้คนอื่นเพื่อเข้าใกล้เขา
หรือเป็นเพราะเขาข้ามผ่านห้วงอันธการมา
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้
หากอริยะคิดจะทำร้ายเขา ก็ต้องเกิดความเคียดแค้นชิงชังในตัวเขาก่อน
ถ้ามองจากปัจจุบันนี้ เหล่าอริยะสนใจในตัวเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ใช่แล้ว อริยะที่ทอดสายตามองปวงสวรรค์หมื่นโลกา จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับกับสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยคนหนึ่งที่ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงได้อย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดคือตอนนี้เหล่าอริยะไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน!
หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องกังวลเลย
หลังจากคิดได้เช่นนี้แล้ว หานเจวี๋ยก็รู้สึกผ่อนคลายลง
ไม่ว่าอย่างไร ฟางเหลียงก็มีฐานะเป็นทายาทบรรพชนเต๋า ภายหน้าคงสามารถกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้
‘มหาเคราะห์ครานี้น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ แม้แต่บรรพชนเต๋าก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วย’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ยามนี้พอคิดดูแล้ว การที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนคิดจะล้มล้างบรรพชนเต๋า ช่างน่าขันโดยแท้
บรรพชนเต๋าเปิดศึกกับหนี่ว์วา ยิ่งน่าขันเป็นที่สุด
ทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของอริยะทั้งสิ้น!
‘ช้าก่อน คงมิใช่ว่าความผกผันของมหาเคราะห์ครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าด้วยกระมัง’
เมื่อหานเจวี๋ยนึกถึงจุดนี้ ก็พลันบังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาทันที
เขาก็อับจนหนทางมากเช่นกัน
นี่คือโชคชะตางั้นหรือ
อริยะก็ยากจะผ่านไปได้ใช่หรือไม่
….
วังสวรรค์ ณ อุทยานหลวง
ฟางเหลียงนั่งอยู่ในสวน จิบสุรากับยอดแม่ทัพเทพ
ฟางเหลียงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ขุนนางรักรู้สึกอย่างไรบ้าง”
ยอดแม่ทัพเทพตอบรับด้วยความซาบซึ้ง “ขอบพระทัยฝ่าบาทยิ่งนัก พลังวิเศษของฝ่าบาทช่างเลิศล้ำไพศาล พลังวิเศษระดับนี้ แม่ทัพอย่างข้าไม่เคยยลยินมาก่อนเลยจริงๆ”
เขาไม่ได้ประจบเอาใจ การฟื้นชีพคืนวิญญาณเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์โดยแท้
สีหน้าของฟางเหลียงดูซีดขาวอยู่บ้าง เขาเอ่ยยิ้มๆ “ในบรรดาสามยอดแม่ทัพสวรรค์ เราไว้ใจเจ้าที่สุด แม่ทัพเทพสวรรค์คาดเดาได้ยาก แม่ทัพเทพยุทธ์กระหายในอำนาจความสำเร็จ เพื่อไม่ให้เจ้าต้องวุ่นวายในภายภาคหน้า เราได้จัดเตรียมฐานะและตัวตนใหม่ไว้ให้เจ้าแล้ว”
“ทุกอย่างแล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงจัดการพ่ะย่ะค่ะ”
ยอดแม่ทัพเทพกล่าวอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็หันเหหัวข้อสนทนา เอ่ยถามขึ้นมา “ไม่ทราบว่าสถานการณ์ของอดีตจักรพรรดิสวรรค์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
ฟางเหลียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด เขาไม่เป็นอะไร ดูเหมือนฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์จะมองคนไม่ผิดเลยจริงๆ เจ้าสัตย์ซื่อถือคุณธรรมเช่นนี้ หากได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์ ก็นับเป็นโชคของวังสวรรค์แล้ว”
ยอดแม่ทัพเทพส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ตัวดีพ่ะย่ะค่ะ ข้าเหมาะกับการศึก ไม่เหมาะกับอำนาจ”
ฟางเหลียงเพียงแย้มยิ้ม ไม่พูดมากอีก
เวลานี้เอง ท้องนภาพลันเปลี่ยนสี เมฆาม่วงฉาบทอฟ้า บังเกิดนิมิตมหัศจรรย์ เทพธิดาโปรยบุปผา สามวิเศษรวมศูนย์ เจิดจ้าแยงตา
ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้ว เอ่ยพึมพำ “บรรลุต้าหลัวอีกรายแล้ว”
ฟางเหลียงเอ่ยถาม “เจ้าอยากบรรลุต้าหลัวหรือไม่”
ยอดแม่ทัพเทพได้ฟังก็มองเขาด้วยความรู้สึกแปลกใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาใดแฝงในคำพูด
ฟางเหลียงกล่าวอย่างสงบเยือกเย็น “แม้เราจะเป็นเพียงจักรพรรดิเซียน ทว่ากลับมีวิธีช่วยเหลือเจ้าให้บรรลุต้าหลัวโดยเร็วได้ เพียงแต่เจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัสเช่นกัน”
บทที่ 413
วาจาของฟางเหลียงทำให้ยอดแม่ทัพเทพจมอยู่ในภวังค์ความคิด
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฟางเหลียงถึงคืนชีพให้เขา นี่สินะเหตุผลที่แท้จริง
แต่พอนึกถึงจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน เพลิงโทสะของยอดแม่ทัพเทพก็พลันลุกโชน
แค้นนี้ต้องชำระให้ได้!
“พ่ะย่ะค่ะ ข้ายินดี!” ยอดแม่ทัพเทพตอบตกลงเสียงขรึม
ฟางเหลียงเผยรอยยิ้มอันซีดเซียว เอ่ยว่า “วางใจเถอะ เราไม่ทำร้ายเจ้าแน่ เดิมทีต้าหลัวก็เป็นระดับที่สรรพสิ่งยากจะบรรลุได้ในชั่วชีวิตหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน ต้องใช้เวลาหนึ่งพันปี”
ยอดแม่ทัพเทพพยักหน้า เขารู้ว่าวาจานี้เป็นความจริง
แม้เขาจะเป็นถึงแม่ทัพสวรรค์ผู้เป็นเลิศด้านการศึกของวังสวรรค์ แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากระดับต้าหลัวเหลือเกิน ลำพังตัวเขาเองยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุต้าหลัวได้เลย
ดูเอาเถอะ ในวังสวรรค์มีต้าหลัวทั้งหมดกี่คนกันเล่า
….
ยี่สิบปีผ่านไป
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยหยุดบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ตราบใดที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยังไม่ตาย เขาก็ไม่อาจสบายใจได้
จนถึงวันนี้ หานเจวี๋ยสาปแช่งเพียงจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนคนเดียวเท่านั้น
ศัตรูลดน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว เขาต้องทะนุถนอมไว้
แต่แน่นอนว่าการไม่มีศัตรูเลยจะดีที่สุด
ห้าวันผ่านไป ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะบำเพ็ญต่อ ดวงจิตประหลาดก็ลอยมาหยุดตรงหน้าเขา โยกไปโยกมาไม่หยุด คล้ายอยากจะพาหานเจวี๋ยไปที่ไหนสักแห่ง
หานเจวี๋ยลังเล เขาสามารถรับรู้อารมณ์ของดวงจิตประหลาดได้ เจ้าสิ่งนี้อยากพาเขาออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น
ล้อเล่นอะไรอยู่!
ด้านนอกอันตรายถึงเพียงนั้น จะออกไปได้อย่างไร
หานเจวี๋ยจับดวงจิตประหลาดไว้ สื่อว่าไม่ให้มันออกไป
ดวงจิตประหลาดเริ่มดื้อดึง หานเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิด จึงจับมันขังไว้ในบัวดำล้างโลกสามหกวัฏจักร
หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้ว ยังคงใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบหาศัตรูทรงพลังรอบๆ อาณาเขตเต๋า
ถึงขนาดที่สามารถทำให้ดวงจิตประหลาดกระสับกระส่ายได้ขนาดนี้ ต้องมีอะไรแน่นอน
อย่าเป็นสิ่งมีชีวิตเลยจะดีที่สุด!
[ต้าจิ่วเทียน: ไม่ทราบตบะ ลูกศิษย์อริยะ ผู้ทรงเกียรติแห่งนิกายฉ่าน]
หืม?
ไม่ทราบตบะหรือ
เช่นนั้นก็เป็นครึ่งอริยะน่ะสิ!
ซ้ำยังเป็นลูกศิษย์อริยะด้วย
นิกายฉ่านช่างเลิศล้ำเสียจริง
หานเจวี๋ยคิดมาโดยตลอดว่านิกายฉ่านลึกล้ำยากจะคาดเดา ในอดีตเคยเชื้อเชิญบุตรสวรรค์ทั้งหมดในแดนเซียนมารวมตัวกัน รากฐานแข็งแกร่ง แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
หานเจวี๋ยรอคอยด้วยความอดทน
หลังจากตรวจไม่พบต้าจิ่วเทียนแล้ว หานเจวี๋ยจึงเริ่มเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น
คนผู้นี้มีของอยู่บ้างนี่
หานเจวี๋ยงัดออกมาทุกกระบวนท่า ยังทำได้แค่เสมอกันไปอย่างถูไถเท่านั้น
คนผู้นี้ไม่เพียงแต่มีพลังวิเศษมหาศาล สมบัติวิเศษก็แกร่งกล้ายิ่ง โชคดีที่หานเจวี๋ยมีบัวดำล้างโลกสามสิบวัฏจักรอยู่
หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้ว ต่อไปจะนำต้าจิ่วเทียนมาเป็นเป้าหมาย
ถึงแม้ต้าจิ่วเทียนนั้นแข็งแกร่ง แต่หากคิดจะฆ่าหานเจวี๋ยในเสี้ยววินาทีก็ยังยากมากอยู่ดี
เป้าหมายของหานเจวี๋ยคือสังหารอีกฝ่ายภายในเสี้ยววินาที!
หลังจากต้าจิ่วเทียนไปแล้ว ดวงจิตประหลาดก็สงบลง หานเจวี๋ยจึงปล่อยมันออกมา
หานเจวี๋ยเอ่ยถามข้อสงสัยอยู่ในใจ ‘เมื่อครู่นี้เป็นสิ่งใดที่ทำให้ดวงจิตประหลาดกระสับกระส่ายเช่นนี้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
ราคาอายุขัยสูงขนาดนี้ ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่!
[ดวงจิตประหลาดชั้นรอง: ไม่ทราบตัวตน สืบทอดโชควาสนาของเทพมารฟ้าบุพกาลตนหนึ่ง ได้รับการฟูมฟักมาหลายยุคหลายสมัย และจะก่อวิญญาณสำเร็จในไม่ช้า]
หือ?
ดวงจิตประหลาดอีกดวงงั้นหรือ
แต่เป็นชั้นรอง
หานเจวี๋ยนึกถึงเรื่องที่สงสัยอีกครั้ง ‘ดวงจิตประหลาดทั้งสองแตกต่างกันตรงที่ใด’
[ดวงจิตประหลาดของท่านสืบทอดโชควาสนาจากเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งหมด ดวงจิตประหลาดชั้นรองสืบทอดโชควาสนาจากเทพมารฟ้าบุพกาลเพียงตนเดียว]
โอ้ เช่นนั้นก็ห่างชั้นกันมากสินะ
หานเจวี๋ยรู้สึกสบายใจแล้ว ขอเพียงของที่ดีที่สุดอยู่ในมือเขา แค่นั้นก็พอแล้ว
หลังจากนั้น หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรต่อไป
….
ณ ห้วงจักรวาลอันมืดมิด เหนือมวลเมฆา ใต้พฤกษาเก่าแก่
เงาร่างเปี่ยมด้วยแสงแห่งเทพหยุดลงตรงหน้าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน เขาก็คือต้าจิ่วเทียน
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยถาม “ถูกสาปแช่งอีกแล้วหรือ”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนลืมตาขึ้น พยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่ไม่น่ามองนัก
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการประหนึ่งฝันร้าย ทุกๆ สิบปีจะทำการสาปแช่งหนึ่งครั้ง พอรู้กำหนดเวลา ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดกว่าเดิม
ถึงจะรู้ไปก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ความรู้สึกนี้ช่างน่าคับข้องหมองใจจริงๆ
ช่วงที่ผ่านมานี้ จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนทำนายดวงชะตาอยู่ตลอด ต้องการตามหาตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่จนปัญญาที่ไม่เป็นผลเลย
ต้าจิ่วเทียนชูมือขวาขึ้นมา เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามองเห็นสิ่งที่อยู่ในมือข้าหรือไม่“”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าวด้วยความมึนงง “ไม่มีอะไรเลย เจ้าพูดถึงอะไรอยู่”
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยว่า “นี่คือสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ได้รับการฟูมฟักอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ แฝงพลังแห่งเทพมารฟ้าบุพกาลในตำนานไว้ หากชุบเลี้ยงไว้ จะสามารถโค่นล้มมหาเคราะห์ได้แน่ ถึงขั้นที่มีสิทธิ์ชี้ขาดในมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ด้วย”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่เชื่อหรือ เช่นนั้นเจ้าก็ลองสัมผัสดูเถิด” ต้าจิ่วเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เขาโบกมือขวาคราหนึ่ง หลังจากนั้น จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็สัมผัสได้ถึงไอหยินชั่วร้ายสายหนึ่งที่เข้ามาใกล้ตน ทำให้เขาขนลุกชัน สะดุ้งโหยงทันที
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนสังเกตดูอย่างละเอียด ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เขามองต้าจิ่วเทียนด้วยความประหลาดใจ
ต้าจิ่วเทียนกล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ ต่อให้เป็นครึ่งอริยะอย่างเจ้าก็ไม่สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของมันได้ หากมันต้องการสังหารเจ้า เจ้าจะป้องกันได้อย่างไร”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนขทวดคิ้วแน่น เอ่ยถาม “แล้วเจ้ามองเห็นได้อย่างไร”
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตาคู่นี้ของข้าได้รับการเบิกเนตรจากเจ้านิกายแล้ว”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเงียบไป
“ต่อไปนี้ พวกเราต้องหาวิธีทำให้มันแข็งแกร่งขึ้น เจ้าห้ามไปหาเรื่องหลี่เต้าคงอีก เขามีอริยะหนุนหลังอยู่ ข้าลงมือสังหารเขาด้วยตัวเองไม่ได้” ต้าจิ่วเทียนกล่าวอย่างเคร่งขรึม
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเอ่ยเสียงขรึม “ไม่ใช่ข้าที่ไปหาเรื่องเขา เป็นเขาที่ไม่สนใจความเป็นความตาย มาหาเรื่องข้าอยู่ตลอด!”
เมื่อเอ่ยถึงหลี่เต้าคง เขาก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
เจ้าคนผู้นี้สู้พวกเขาสองคนไม่ได้ชัดๆ ก็ยังมารนหาที่ตายอยู่ตลอด
แต่พอนึกถึงอริยะแห่งนิกายเหริน ในใจของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็พลันอ่อนแรงลงอย่างมาก
ตัวเขาในตอนนี้ยังห่างไกลและไร้คุณสมบัติจะไปท้าทายอริยะ
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลบเลี่ยงเขาซะ” ต้าจิ่วเทียนกล่าวอย่างหนักแน่นจริงจัง
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
….
แปดปีผ่านไป
[ตรวจสอบพบว่ามีผู้ทรงพลังลึกลับควบคุมสิ่งชั่วร้ายที่ถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่เข้ากวาดล้างสรวงสวรรค์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการเก็บตัวทันที สังหารสิ่งชั่วร้าย จะได้รับมหากุศลมรรคาสวรรค์ ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง ปิดด่านต่อไป เก็บตัวบำเพ็ญ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยไม่ลังเลเลย เลือกข้อที่สองทันที
เขาสะสมชิ้นส่วนมหามรรคได้ห้าชิ้น เข้าใกล้การรวบรวมให้ครบเก้าชิ้นขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ว
‘สิ่งชั่วร้ายนี้น่าจะเป็นดวงจิตประหลาดชั้นรองกระมัง’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ดวงจิตประหลาดยังไม่เจริญเติบโตเลย คาดว่าชั้นรองเองก็คงต้องใช้เวลาเช่นกัน
ฉะนั้นคุกคามหานเจวี๋ยไม่ได้อยู่แล้ว!
หานเจวี๋ยไม่คิดให้มากความอีก บำเพ็ญตบะต่อไป
ครึ่งปีผ่านไป
มู่หรงฉี่เข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิแล้ว
จนถึงตอนนี้ ในบรรดาลูกศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นมีลี่เหยา ถูหลิงเอ๋อร์ ฟางเหลียง มู่หรงฉี่ หลงเฮ่าและซูฉีที่บรรลุระดับจักรพรรดิแล้ว
นี่คือมหาเคราะห์ ระดับความเร็วในการบำเพ็ญของผู้ที่อยู่ในการดูแลของมรรคาสวรรค์ล้วนรวดเร็วขึ้นยิ่งนัก
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำคือกำกับมรรคจิตของพวกเขาให้เสถียรมั่นคง คอยห้ามปรามไม่ให้พวกเขายื่นหัวไปส่งให้คนอื่น
หานเจวี๋ยเรียกมู่หรงฉี่เข้ามาในถ้ำ ถ่ายทอดพลังวิเศษอย่างหนึ่งให้
ถึงแม้จุดสูงสุดในชีวิตชาติที่แล้วของมู่หรงฉี่จะห่างชั้นจนไม่อาจนำมาเทียบกับหานเจวี๋ยในตอนนี้ได้ แต่คำชี้แนะของหานเจวี๋ยก็เพียงพอจะทำให้เขาได้รับประโยชน์แล้ว
เวลาผ่านประมาณสามปี
ฉู่ซื่อเหรินมาคารวะหานเจวี๋ย
สำหรับบรรพชนพุทธภควัตท่านนี้ หานเจวี๋ยปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยฐานะที่เท่าเทียมกัน ถึงขั้นที่เหนือกว่าแล้วด้วยซ้ำ
เขาเคยต่อสู้กับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ในแบบจำลองการทดสอบแล้ว สามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้
บรรพชนพุทธภควัตผู้นี้ดูเหมือนจะด้อยกว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เสียอีก
บทที่ 414
“คารวะอาจารย์”
ฉู่ซื่อเหรินคุกเข่าคารวะอย่างนอบน้อม ไม่มีท่วงท่าของบรรพชนพุทธเลย
หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “มาหาข้าด้วยเรื่องใด”
ฉู่ซื่อเหรินเงยหน้ามองหานเจวี๋ย ลอบตระหนกอยู่ในใจ
เขาเป็นต้าหลัวระยะต้นแล้วจริงๆ น่ะหรือ
กลิ่นอายของหานเจวี๋ยที่แผ่ออกมาทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายทรงพลังกว่าบรรดาต้าหลัวรุ่นใหญ่เหล่านั้นเสียอีก
อีกอย่าง หลังจากเข้ามาในถ้ำเทวาฟ้าประทาน เขามีความรู้สึกขนลุกอยู่ตลอดเวลา ราวกับมีสิ่งชั่วร้ายอันใดจับจ้องเขาอยู่ในความมืดมิด พร้อมจะพุ่งเข้าใส่เขาได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกนี้ยากจะบรรยายได้ ทำให้จิตใจเขากระสับกระส่าย
ความรู้สึกนี้ทำให้ฉู่ซื่อเหรินยิ่งเคารพยำเกรงในตัวหานเจวี๋ยยิ่งกว่าเดิม
ฉู่ซื่อเหรินปรับอารมณ์ เอ่ยเสียงเบา “อาจารย์ ถ่ายทอดพลังวิเศษที่ยิ่งใหญ่ให้ข้าได้หรือไม่”
ในงานประลองใหญ่ประจำศตวรรษช่วงที่ผ่านมา เขาพบว่าพลังวิเศษของตนสู้พวกลี่เหยาและถูหลิงเอ๋อร์ไม่ได้
ชาติก่อนมีฐานะเป็นบรรพชนพุทธ สิ่งที่เขาร่ำเรียนล้วนเป็นพระธรรม ถึงแม้ตบะจะสูงส่งลึกล้ำแต่พลังวิเศษกลับไม่ได้เรื่องเลย
พลังวิเศษที่เขาถือครองเมื่อเทียบกับพลังวิเศษที่หานเจวี๋ยถ่ายทอด ยังนับว่าห่างชั้นกันมากนัก
หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “หากเจ้าพิสูจน์จักรพรรดิเซียนแล้ว ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษขั้นสูงสุดให้แก่เจ้า”
ฉู่ซื่อเหรินเงยหน้าถาม “จริงหรือขอรับ”
“อืม ข้าคาดหวังในตัวเจ้าเสมอมา”
“ขอบพระคุณอาจารย์!”
หานเจวี๋ยถลึงตาใส่ดวงจิตประหลาดที่อยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง เมื่อครู่เจ้าสิ่งนี้ไปหมอบอยู่ข้างๆ ฉู่ซื่อเหริน เห็นได้ชัดว่าทำให้ฉู่ซื่อเหรินรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงของฉู่ซื่อเหริน หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจยิ่งนัก
คนผู้นี้หากมิใช่เพราะมีแนวคิดที่แปลกแยกแตกต่าง เกรงว่าคงจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาห้าบรรพชนพุทธไปแล้ว
หลังฉู่ซื่อเหรินออกไป หานเจวี๋ยก็บำเพ็ญตบะต่อ
ดวงจิตประหลาดก็เกาะอยู่บนหลังเขาด้วย
หลังจากช่วยเหลือหานเจวี๋ยในการพิสูจน์ต้าหลัวแล้วดวงจิตประหลาดก็ช่วยหานเจวี๋ยดูดซับพลังปราณอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความช่วยเหลือของมัน ความเร็วในการดูดซับของหานเจวี๋ยรุดหน้าไปไกลกว่าการบำเพ็ญเพียงลำพัง
ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ดวงจิตประหลาดเองก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
ไม่นานมานี้หานเจวี๋ยได้ใช้แบบจำลองการทดสอบกับมัน เจ้าสิ่งนี้มีพลังต่อสู้ในระดับเซียนทองต้าหลัวแล้ว
แต่มันเซ่อซ่าโง่เขลา ยามต่อสู้ไม่ใช้พลังวิเศษเลยสักนิด เอาแต่พุ่งไปพุ่งมา เงอะงะอย่างยิ่ง
สภาวะการอยู่ร่วมกันระหว่างหานเจวี๋ยและดวงจิตประหลาดดูแปลกประหลาดอย่างสิ้นเชิง
ภายใต้สภาวะการอยู่ร่วมกันเช่นนี้ ยิ่งหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไร ดวงจิตประหลาดก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่หานเจวี๋ยสามารถควบคุมความเป็นความตายของดวงจิตประหลาดอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ได้
ดูคล้ายกับ…
หานเจวี๋ยนึกถึงนิยายแฟนตาซีที่เคยอ่านในชาติที่แล้ว จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
น่าสนใจยิ่ง!
มีดวงจิตประหลาดอยู่ วันหน้าในยามที่หานเจวี๋ยต่อสู้ก็เสมือนมีร่างแยก เสริมด้วยวัชระเทพมารฟ้าบุพกาลสามพันตน
หนึ่งคนมิเทียบเท่าหนึ่งกองทัพเลยหรือ
หานเจวี๋ยใจเต้นแรง
เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นผู้ไร้เทียมทานในกลุ่มคนระดับเดียวกัน ระดับต้าหลัวเป็นเช่นนี้ หลังจากพิสูจน์มรรคแล้วก็จะเป็นเช่นเดียวกัน
….
เดือนปีผันผ่านดั่งกระสวยทอผ้า
เวลาห้าสิบปีไหลผ่านไปในชั่วพริบตาเดียว
หานเจวี๋ยยังคงรักษากิจวัตรในการสาปแช่งหนึ่งครั้งทุกสิบปีเอาไว้ ที่น่าตะลึงคือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกลับไม่เป็นอะไรเลย แต่ช่วงนี้เขาก็ไม่ได้ก่อเรื่องเลยเช่นกัน
ระยะนี้แดนเซียนสงบสุขอย่างยิ่ง สงบสุขจนหานเจวี๋ยหลงนึกไปว่ามหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้ว
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านได้รับสืบทอดมรดกจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน
ฟางเหลียงทรยศหรือ
หรือว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยอมจำนนแล้ว
หานเจวี๋ยคิดจะใช้ระบบวิวัฒนาการตรวจสอบดู แต่พอใคร่ครวญดูแล้ว ก็คิดว่าไม่จำเป็น
ถึงอย่างไรจุดจบของมหาเคราะห์ก็เปลี่ยนไปแล้ว จักรรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่มีทางเป็นผู้ที่จะหัวเราะในฉากสุดท้ายอีก ไยเขาต้องใส่ใจสถานการณ์ปัจจุบันของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนด้วยเล่า
ค่าความเกลียดชัง 6 ดาว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสาปแช่งให้ตาย หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
‘ไม่อาจปล่อยให้เขาผงาดขึ้นมาอีกครั้งหรือว่ามีโอกาสกลับตัวได้’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ช่วงนี้ตบะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย ได้เวลาถลุงอายุขัยเพื่อความสำราญสักหน่อยพอดี
เขาขังดวงจิตประหลาดไว้ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยจึงเริ่มลดลง
….
แดนเซียน ณ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ภายในอุทยานหลวง
ฟางเหลียง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนและต้าจิ่วเทียนนั่งล้อมวงกันอยู่หน้าโต๊ะศิลา ต้าจิ่วเทียนเผยใบหน้าจริงออกมาแล้ว หน้าตาราวกับบัณฑิต ทว่าร่างกายกำยำล่ำสันยิ่ง
“เรามีข้อเรียกร้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ปล่อยตัวจักรพรรดิสวรรค์ซะ” ฟางเหลียงเปิดปากเอ่ย
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนส่ายหน้าแล้วกล่าว “เดิมทีเขาก็แค่แสร้งตายอยู่แล้ว เราไม่ได้ทรมานเขาเลย ยามนี้เขาอยู่สุขสบายดี หากเจ้าไม่วางใจ เราจะให้พวกเจ้าได้พบหน้ากันสักครั้ง”
ฟางเหลียงพยักหน้าช้าๆ
เขามองไปที่ต้าจิ่วเทียน เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสามารถเป็นตัวแทนของนิกายฉ่านได้หรือไม่”
ต้าจิ่วเทียนกล่าวตอบ “ย่อมได้ เผ่ามนุษย์พุ่งทะยาน ต้านไม่อยู่แล้ว มหาเคราะห์ครั้งนี้แจ่มชัดแล้ว เป็นศึกระหว่างทวยเทพและมนุษย์แน่นอน เผ่ามนุษย์มีอริยะท่านอื่นยื่นมือไปถึงก่อนแล้ว วังสวรรค์ก็เป็นกลุ่มอิทธิพลที่ได้รับการสนับสนุนจากลัทธิเต๋า พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว”
แววตาฟางเหลียงวูบไหว รู้สึกทรมานใจนัก
ถึงอย่างไรเขาก็มาจากเผ่ามนุษย์เช่นกัน
ต้าจิ่วเทียนเอ่ยต่อไป “หากฝ่าบาทได้รับความช่วยเหลือจากพวกเราสองคน วังสวรรค์ต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน ถ้าหากเผ่ามนุษย์มีชัย ท่านคิดว่าเผ่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อวังสวรรค์อย่างไรเล่า วังสวรรค์ยกโทษให้เผ่ามนุษย์ได้ แต่เผ่ามนุษย์ไม่มีทางทำได้”
ฟางเหลียงขวดคิ้ว เรื่องนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงยิ่ง และเป็นเรื่องจริง
เขาเคยสัญจรอยู่ในแดนมนุษย์ รู้ซึ้งถึงความชั่วร้ายของมนุษย์ดี
ถ้าหากเผ่ามนุษยีชัยเหนือวังสวรรค์ เทพเซียนจะไม่คงอยู่อีกต่อไป ต่อให้รอดไปได้ ก็คงอยู่ไปวันๆ เท่านั้น
หากปล่อยให้เทพเซียนตกเป็นทาสมนุษย์ เช่นนั้นจะยังเป็นเทพเซียนอยู่อีกหรือ
“หากวังสวรรค์มีชัย ได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ฝ่าบาทเป็นผู้ครอบครอง เผ่ามนุษย์ก็ยังมีทางรอดอยู่” ต้าจิ่วเทียนเอ่ยเกลี้ยกล่อมต่อไป
ฟางเหลียงถอนหายใจ รู้อยู่ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย
วังสวรรค์ในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในแดนเซียนล้วนจ้องจะโค่นล้มการปกครองที่ปกครองโดยเทพเซียนอยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ถึงแม้จะไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่ทรงพลัง วังสวรรค์ก็จะเหลือแค่ชื่ออยู่ดี
ในฐานะจักรพรรดิ ฟางเหลียงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทาง
ในขณะที่ฟางเหลียงกำลังลังเลอยู่นั้น จู่ๆ จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็กระอักเลือดออกมา พ่นกระเซ็นเป็นฝอยบนโต๊ะศิลาในทันใด ฟางเหลียงตกใจจนลุกขึ้นถอยหนี
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนรีบนั่งสมาธิ โคจรพลังสะกดพลังคำสาปแช่งอันแรงกล้าไว้
ต้าจิ่วเทียนขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอีกแล้วหรือ”
ใบหน้าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนซีดเผือด ตอบกลับว่า “นอกจากเขาจะยังมีผู้ใดอีก”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความอับจนหนทาง ยามนี้เขาถึงขั้นที่ไม่มีแม้กระทั่งความโกรธเกรี้ยว
เนื่องจากเขาเคยชินไปเสียแล้ว
ฟางเหลียงเอ่ยถาม “นิกายฉ่านทำนายไม่ได้หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือผู้ใด”
ต้าจิ่วเทียนและจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต่างก็เงียบเสียงลง
ถูกต้อง!
แม้แต่อริยะก็ทำนายไม่ได้!
นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนบังเกิดความสิ้นหวังขึ้นในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้
การถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการตามตอแยเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะเผชิญหายนะจนถึงแก่ความตายไปวันไหน
ทันใดนั้น!
พลังคำสาปแช่งที่รุนแรงกว่าเดิมก็โถมเข้าโจมตี จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหน้าเปลี่ยนสี รีบเอ่ยขึ้นว่า “รีบใช้พลังเวทของเจ้าช่วยสะกดมรรคผลข้าที!”
เมื่อต้าจิ่วเทียนได้ยิน พลันเคลื่อนกายไปอยู่ข้างหลังจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ยกมือทาบลงบนแผ่นหลังของเขา
ในไม่ช้า ต้าจิ่วเทียนก็อดแสดงสีหน้าออกมาไม่ได้เช่นกัน
เขาไม่เคยถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่ง ดังนั้นในใจจึงมีข้อกังขามาโดยตลอด
คำสาปแช่งจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการน่ากลัวถึงเพียงนั้นจริงๆ น่ะหรือ
ยามนี้พอได้สัมผัสแล้ว…
ทรงพลังนัก!
‘คนผู้นั้นใช้อายุขัยในการสาปแช่งแน่นอน เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขานำของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนมาเซ่นสังเวย ดังนั้นจึงทำการสาปแช่งหนึ่งครั้งต่อสิบปี’
ต้าจิ่วเทียนขมวดคิ้วครุ่นคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องเป็นเช่นนี้แน่
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการช่างร้ายกาจนัก!
เปี่ยมความอำมหิตชั่วร้ายโดยแท้ อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด!
ฟางเหลียงมองอยู่ด้านข้าง สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของคนทั้งสอง ในสมองของเขามีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
หรือว่าสองคนนี้จะจนตรอกแล้ว เลยตั้งใจมาหลอกลวงเขา
บทที่ 415
หานเจวี๋ยไม่รู้เลยว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกำลังเผชิญหน้าฟางเหลียง เขาทุ่มพลังสาปแช่งอย่างเต็มที่
เตรียมพร้อมจะสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้บาดเจ็บสาหัสให้ได้ในครั้งนี้
หลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าคนผู้นี้มาปองร้ายลูกศิษย์ของเขา
หานเจวี๋ยทำการสาปแช่งพลางจ้องมองหน้าจอค่าสถานะไปด้วย
อายุขัยของเขาถูกผลาญไปแปดหมื่นล้านปีแล้ว!
แปดหมื่นล้านปี ดวงดาวมากมายยังมีอายุขัยไม่มากเท่านี้เลย!
ทำต่อไป!
เก้าหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนล้านปี!
หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนสองหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนสามหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านปี!
หัวใจของหานเจวี๋ยเริ่มหลั่งเลือดแล้ว ลังเลว่าจะทำต่อไปดีหรือไม่
มารดามันเถอะ!
สู้ตายเลยแล้วกัน!
ทุ่มเทไปมากถึงเพียงนี้ จะยอมเลิกราได้อย่างไร
ยืนหยัดต่อไปจะต้องทำสำเร็จแน่!
จะถอดใจไปก่อนไม่ได้!
หานเจวี๋ยยืนหยัดสาปแช่งต่อไป ไอดำทะมึนแปลกๆ หลายเส้นเข้าพัวพันรอบตัวเขา ช่างแปลกประหลาดและน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ไม่ช้าไม่นาน อายุขัยของเขาก็ลดลงไปหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านปี
ไม่น่าเชื่อว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะยังสามารถยืนหยัดได้อยู่อีก!
หานเจวี๋ยโมโหแทบตายแล้ว ทำได้เพียงกัดฟันสาปแช่งต่อไป
ยามที่อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงเกือบหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านปี ในที่สุดเขาก็มองเห็นข้อความแจ้งเตือน
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่านมรรคผลแตกร้าว พลังเวทปั่นป่วน สูญเสียสติสัมปชัญญะเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
หานเจวี๋ยหยุดสาปแช่งทันที
เสียอายุขัยไปเกือบหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านปีแล้ว!
หัวใจของหานเจวี๋ยหลั่งเลือดแล้ว
ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
มิเสียทีที่เป็นครึ่งอริยะ สาปแช่งไปขนาดนี้ก็ยังแค่สูญเสียสติสัมปชัญญะไปเท่านั้น
ดูเหมือนความคิดที่ต้องการสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้ตายด้วยคำสาปแช่ง ยังคงเป็นการดูหมิ่นครึ่งอริยะเกินไป
สิ่งที่หานเจวี๋ยทำเป็นเพียงแค่การกระตุ้นเย้าแหย่ความรู้สึกนึกคิดของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเท่านั้น
หลังจากเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย หานเจวี๋ยก็เริ่มใช้ความคิดอย่างหนัก
สรุปแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะสังหารจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงเซวี่ยหมิงเหอ บังเกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา
เขารีบสำแดงพลังวิเศษความฝันอันธการเพื่อเข้าฝันเซวี่ยหมิงเหอ
จากนั้น เขาก็เข้าสู่แดนความฝัน พบกับเซวี่ยหมิงเหอ
ที่นี่คือเนินเขาแห่งหนึ่ง เซวี่ยหมิงเหอกำลังนั่งสมาธิอยู่ เขาลืมตาขึ้นทันที พอมองเห็นหานเจวี๋ย เขาพลันรู้สึกยินดีปรีดา
เขาลุกขึ้นมาทันที คุกเข่าลงตรงหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยขึ้นว่า “น้อมพบเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!”
หานเจวี๋ยสวมบทบาทเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้าต้องการให้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนตาย”
เซวี่ยหมิงเหอเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างไม่ลังเล “ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด เอ่ยมาได้เต็มที่เลยขอรับ!”
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่เต้าคงโจมตีจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจนล่าถอยไป เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย สาเหตุที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องล่าถอย เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่ง
หลังจากนั้น เซวี่ยหมิงเหอก็มั่นใจในจุดหนึ่งว่า จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแน่นอน!
หลังจากถูกจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนทำให้อับอาย เซวี่ยหมิงเหอก็รอคอยโอกาสมาโดยตลอด
ในที่สุดโอกาสก็มาถึงแล้ว!
“จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องการกวาดล้างสรรพสิ่ง เข้าแทนที่อิทธิพลของบรรพชนเต๋าที่มีต่อมรรคาสวรรค์ ครอบครองมรรคาสวรรค์เพียงผู้เดียว เจ้าจงแพร่ข่าวนี้ออกไป” หานเจวี๋ยเปิดปากเอ่ย
น้ำเสียงเขาราบเรียบ จนไม่สามารถจับอารมณ์ของเขาได้
เซวี่ยหมิงเหอกล่าวขึ้นมาทันที “ข้าจะให้ลัทธิอันธการและเผ่าอสูรแพร่กระจายข่าวนี้ออกไปขอรับ!”
เขาไม่สนใจเลยว่าเรื่องที่หานเจวี๋ยพูดจะเป็นความจริงหรือไม่ หรือต่อให้เป็นเรื่องเท็จ เขาก็มีวิธีทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้
“อืม”
หานเจวี๋ยจ้องมองเซวี่ยหมิงเหอ ไม่เอ่ยวาจาต่ออีก
เมื่อถูกจ้องมอง หัวใจของเซวี่ยหมิงเหอพลันกระสับกระส่าย ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหานเจวี๋ยจะพูดอะไรต่อ
ผ่านไปพักใหญ่
ในขณะที่เซวี่ยหมิงเหอใกล้จะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว หานเจวี๋ยก็สลายแดนความฝันทันที
เมื่อกลับไปที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็รู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมาแล้ว
เหตุใดเซวี่ยหมิงเหอถึงเชื่อฟังขนาดนี้ ไม่มีข้อเรียกร้องสักนิดเลยหรือ
ลองตรวจดูความคิดที่แท้จริงของเขาดีหรือไม่นะ
ช่างเถอะ
ต่อให้เซวี่ยหมิงเหอไม่เชื่อฟัง ก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าจะปล่อยให้ตนเสพติดการผลาญอายุขัยไม่ได้
หลังจากบรระลุระดับต้าหลัวแล้ว หากคิดจะทะลวงระดับต่อ ก็ต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานนัก
เขาไม่อยากใช้อายุขัยหมดก่อนที่อายุขัยใหม่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ต่อให้ใช้แค่ครึ่งเดียวก็ไม่ดีเหมือนกัน
ความเคยชินนั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว จะเปลี่ยนแปลงก็ช่างทำได้ยากนัก
หานเจวี๋ยเข้าฝันอีกครั้ง ครั้งนี้เลือกไปเข้าฝันจิ่งเทียนกง เรื่องที่มอบหมายให้ก็เป็นเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้
จิ่งเทียนกงก็ตอบรับอย่างว่องไวเช่นกัน แต่มีส่วนที่เขาแตกต่างไปจากเซวี่ยหมิงเหอ เขาสอบถามถึงทัศนคติที่หานเจวี๋ยมีต่อนิกายเจี๋ย
หานเจวี๋ยให้คำตอบอย่างคลุมเครือ กล่าวทำนองว่าหากนิกายเจี๋ยไม่เป็นศัตรูกับเขา เขาก็ไม่มีทางพุ่งเป้าไปที่นิกายเจี๋ย
จิ่งเทียนกงรู้สึกสบายใจแล้ว เอ่ยว่าจะใส่ไคล้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้จงได้
หานเจวี๋ยฟังแล้วไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
อะไรคือการใส่ไคล้!
นี่เป็นความจริง!
หลังจากเข้าฝันไปสองครั้ง หานเจวี๋ยก็ไม่ตรากตรำต่อแล้ว บำเพ็ญเพียรต่อไป
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี จึงไปสอดส่องจักรพรรดิสวรรค์ดูเล็กน้อย
ช่วงนี้จักรพรรดิสวรรค์คล้ายจะเข้าสู่ทางธรรมแล้ว ไม่ได้ถูกเคี่ยวกรำทรมาน และไม่มีผู้ใดสาปแช่งเขาแล้ว
ก็แน่อยู่แล้ว สรรพสิ่งต่างคิดว่าจักรพรรดิสวรรค์ดับสูญแล้ว
‘จักรพรรดิสวรรค์ รออีกหน่อยเถิด รอจนข้าสังหารจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้ ท่านก็รอดพ้นแล้ว’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
การจะสังหารครึ่งอริยะ จำเป็นต้องใช้เวลา ผู้ใดใช้ให้หานเจวี๋ยมิใช่ครึ่งอริยะกันเล่า
….
ณ พระราชวังเทียมเมฆา หมู่เทพเซียนมาชุมนุม
เซียนเฒ่าคนหนึ่งเอ่ยอย่างตัวสั่นงันงก “ฝ่าบาท จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องการกวาดล้างสรรพสิ่ง เข้าแทนที่มรรคาสวรรค์ เรื่องแพร่กระจายไปทั่วสวรรค์แล้ว วังสวรรค์ไม่อาจให้ความร่วมมือได้นะพ่ะย่ะค่ะ มีแต่ต้องทำตรงกันข้าม พวกเราต้องประกาศศึกกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน!”
ยอดแม่ทัพเทพก้าวออกมา เอ่ยเสียงขรึม “มิผิด จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องตาย!”
หลี่เต้าคงแววตาเยียบเย็น จ้องมองฟางเหลียง
ภายในห้องโถงเสียงดังโหวกเหวกอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินฟางเหลียงกล่าวว่าจะแต่งตั้งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเป็นมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์ เหล่าเทพเซียนล้วนแตกตื่นขึ้นมา
วังสวรรค์เสื่อมถอยลง ก็เป็นเพราะจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ยามนี้หากเป็นพันธมิตรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน จะเอาศักดิ์ศรีของวังสวรรค์ไปไว้ที่ใดเล่า
ฟางเหลียงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ “ความคิดเห็นของขุนนางรักทุกท่าน เรารับฟังแล้ว นับจากนี้ไป จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะเป็นศัตรูของวังสวรรค์ไปชั่วนิรันดร์ พร้อมทั้งเพิกถอนป้ายบูชาจักรพรรดิของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ดับธูปตัดกรรมที่เชื่อมต่อกับวังสวรรค์”
เมื่อวาจานี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาเทพเซียนต่างพากันร้องว่าดี
หลี่เต้าคงเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
หลี่เสวียนเอ้าร้องจุ๊ๆ พลางกล่าวชื่นชม “ดับธูปตัดกรรม โหดเหี้ยมจริงๆ”
ตอนแรกยังพูดอยู่เลยว่าจะแต่งตั้งเป็นมหาจักรพรรดิ ต่อมากลับตัดขาดทางรอดของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเสียแล้ว
หลี่เสวียนเอ้าไม่รู้จะพูดว่าฟางเหลียงปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดีหรือว่าโหดเหี้ยมเด็ดขาดกันแน่
ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าฟางเหลียงจะคิดอย่างไร จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็อย่าหวังจะได้เหยียบวังสวรรค์อีก
ฟางเหลียงมองจี้เซียนเสิน เอ่ยถามเขา “สถานการณ์นอกโพ้นทะเลเป็นอย่างไรบ้าง”
จี้เซียนเสินกล่าวตอบ “เกณฑ์เทพเซียนได้นับแสนแล้วพ่ะย่ะค่ะ เทพเซียนครึ่งหนึ่งมีตบะในระดับเซียนสวรรค์ขึ้นไปพ่ะย่ะค่ะ”
บรรดาเซียนฝ่ายบุ๋นตกตะลึงแล้ว
มากมายขนาดนี้เชียวหรือ
ฟางเหลียงเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยว่า “ยังเกณฑ์มาเพิ่มอีกได้หรือไม่”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่จำเป็นต้องใช้รายนามสถาปนาเทพ ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นต่างไม่วางใจ หวังว่าจะได้รับชะตาแห่งเทพเซียน” จี้เซียนเสินพยักหน้าพลางเอ่ยวาจา
รายนามสถาปนาเทพ สำหรับเทพเซียนบางส่วนแล้วถือเป็นการผูกมัด เป็นโซ่ตรวน แต่สำหรับผู้คนมากมายแล้วถือเป็นหลักประกันในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งเทพเซียน
เทพเซียนมิใช่จะแต่งตั้งเอาเองได้ ต้องได้รับการยอมรับจากมรรคาสวรรค์ด้วย ไม่มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ เทพเซียนที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ มีสวัสดิการเหนือกว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน
เนื่องด้วยเหตุนี้ เทพเซียนจึงไม่กล้าลงมือสังหารล้างบางง่ายๆ ด้วยเกรงว่าจะละเมิดกฎสวรรค์ ก่อให้เกิดแรงกรรมมากมายล้นฟ้า
ฟางเหลียงเอ่ยถาม “เผ่ามนุษย์ยุ่งเกี่ยวกับนอกโพ้นทะเลหรือไม่”
จี้เซียนเสินส่ายหน้าแล้วตอบกลับ “ไม่พ่ะย่ะค่ะ เผ่ามนุษย์รวมตัวกันเป็นการภายใน”
เวลานี้ เซียนฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งก้าวออกมา กล่าวว่า “ฝ่าบาท เผ่ามนุษย์ประกาศศักดาว่าจะถล่มพระราชวังเทียมเมฆา จะกำราบปราบปรามให้ได้ พวกเขาประกาศกร้าวว่าเผ่ามนุษย์เหนือกว่าเทพเซียน ปลุกระดมจิตใจคน นี่มิใช่สัญญาณดีเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
เผ่ามนุษย์เหนือกว่าเทพเซียน!
ฟางเหลียงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว บรรดาเทพเซียนก็เช่นกัน