406-410
บทที่ 406
ดวงจิตประหลาดเกาะติดอยู่บนแผ่นหลังของหานเจวี๋ย คล้ายว่าต้องการจะผสานเข้ากับร่างกายของเขา
ตอนแรกหานเจวี๋ยรู้สึกประหม่ายิ่งนัก คิดว่าเจ้าสิ่งนี้ต้องการกลืนกินเจ้านายของมัน
แต่ในไม่ช้าเขาก็พบว่ามิใช่เช่นนั้น
พอดวงจิตประหลาดเชื่อมต่อกับพลังเวทในร่างเขา พลังเวทของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาในทันใด มันค่อยๆ แกร่งกล้าขึ้น
ราวกับมีคลื่นความถี่บางอย่างกำลังสั่นสะเทือน
แม้แต่มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดภายในร่างของหานเจวี๋ยก็เริ่มสั่นไปด้วย ระดับความเร็วในการหลอมรวมเข้ากับพลังเวทเพิ่มมากขึ้น
“นี่มัน…”
หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าดวงจิตประหลาดจะมีความสามารถเช่นนี้
เขาคิดมาโดยตลอดว่าดวงจิตประหลาดเป็นมือสังหาร ไม่คิดเลยว่าจะกลายมาเป็นผู้ช่วย
หานเจวี๋ยยังคงระแวดระวังอยู่ คอยจับตามองมันต่อไป
ดวงจิตประหลาดกำลังช่วยเสริมพลังเวทของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ถึงขั้นที่หลอมรวมเข้ากับมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดด้วย
นี่…มันกำลังจะช่วยให้เขากลายเป็นต้าหลัวหรือ
ดวงจิตประหลาดยังมีความสามารถเช่นนี้ด้วยหรือ
หานเจวี๋ยสอบถามอยู่ในใจ ‘การที่มันทำเช่นนี้จะทำร้ายข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำนเนินการต่อ!
[ไม่]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้แต่คำว่าชั่วขณะก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ!
ต่อให้เป็นเช่นนี้ แต่หานเจวี๋ยก็ยังคงมีสติ จับตามองมันอย่างจริงจัง
เวลาไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่อง
ครึ่งปีผ่านไป
ดวงจิตประหลาดผสานเข้าสู่ร่างของหานเจวี๋ยอย่างสมบูรณ์แล้ว กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา
ถึงแม้จะผสานรวมเป็นหนึ่งแล้ว แต่หานเจวี๋ยยังคงรับรู้ถึงการมีอยู่ของดวงจิตประหลาดได้ และสามารถผลักดันมันออกมาจากร่างได้ทุกเมื่อ
ดวงจิตประหลาดสร้างเส้นทางเชื่อมต่อแปลกๆ ขึ้นภายในร่างของหานเจวี๋ย ด้วยความช่วยเหลือของมัน พลังเวทของหานเจวี๋ยและมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความเร็วสูง
ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ระดับต้าหลัวก็มีหวังแล้ว!
หานเจวี๋ยคิดๆ แล้วก็รู้สึกว่าช่างน่าตื่นเต้นนัก พลันบังเกิดความรู้สึกดีต่อดวงจิตประหลาดขึ้นมาในระดับ 5 ดาว
ดูเหมือนการตัดสินใจเก็บดวงจิตประหลาดเอาไว้ในคราแรกจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว!
เมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยจึงทุ่มสมาธิไปกับการพิสูจน์ต้าหลัว ไม่สนใจเรื่องราวภายนอกอีก
….
ณ แดนเซียน ภายในตำหนักศิลาเก่าแก่โบราณหลังหนึ่ง หลี่เต้าคง หลี่เสวียนเอ้าและหวงจี๋เฮ่าสืบเท้าเข้าไปภายในตำหนัก สองข้างทางมีรูปสลักหินตั้งเรียงรายอยู่ นั่นคือจักรพรรดิในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ละคนต่างน่าเกรงขามไม่ธรรมดา
หวงจี๋เฮ่าเดินตามมาอยู่ด้านหลังสุด เขากวาดตามองรอบข้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลี่เสวียนเอ้ากดเสียงต่ำเอ่ยถาม “ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ให้เกียรติพวกเราเลย”
หลี่เต้าคงเอ่ยด้วนสีหน้าเรียบเฉย “ไม่เป็นไร ให้พวกเขาดูไปเถิด จะได้ถือโอกาสหยั่งเชิงวัดความสามารถของตนไปด้วย”
ทั้งสามคนเดินเข้าไปพร้อมกัน เดินมาจนถึงด้านหน้าศิลาจารึกขนาดมหึมาก้อนหนึ่ง
ศิลาจารึกก้อนนี้สูงถึงพันจั้ง บนศิลาสลักลวดลายสีแดงเอาไว้สารพัด คล้ายว่าจะเป็นการจารึกประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการของเผ่ามนุษย์ไว้ เพียงกวาดตามองแวบเดียว ก็สามารถรับรู้ถึงยิ่งใหญ่เกรียงไกร ประหนี่งมหากาพย์
หลี่เต้าคงหยุดเดิน หลี่เสวียนเอ้าและหวงจี๋เฮ่าก็หยุดด้วยเช่นกัน
ศิลาจารึกส่องแสงออกมา มีเงาร่างก้าวออกมาจากศิลาจารึกทีละร่างๆ
ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง ขนคิ้วงอกยาวจนบดบังตาทั้งสอง เขาหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวขึ้นว่า “คารวะสองปรมาจารย์เซียนแห่งนิกายเหริน”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงอย่างเย็นชาเอ่ยติง “ไม่ออกมาต้อนรับพวกเราด้วยตัวเอง ซ้ำยังแอบสอดส่องถ้ำมอง คิดว่าพวกเราจะจับสังเกตไม่ได้หรือ หวาดกลัวพวกเราหรืออย่างไร”
“ย่อมต้องกริ่งเกรงเป็นธรรมดา พวกท่านทั้งสองสั่นคลอนปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้ ปุถุชนอย่างพวกเราจะไม่กริ่งเกรงได้อย่างไร”
“เฮอะ!”
หลี่เสวียนเอ้ามีสีหน้าอ่อนลง
หลี่เต้าคงเอ่ยขึ้นมา “เผ่ามนุษย์ควรร่วมมือกับนิกายเหรินเพื่อต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน”
ชายชราผมขาวเอ่ยถาม “นิกายฉ่านและนิกายเจี๋ยเล่า”
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เชื่อมั่นในความสามารถของพวกหลี่เต้าคง
นั่นคือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ผู้ทรงพลังยุคบรรพกาลที่สะกดข่มแดนเซียนได้เมื่อไม่นานมานี้เชียวนะ!
หลี่เต้าคงระทืบเท้าขวาทีหนึ่ง กระบี่เล่มหนึ่งโผล่ออกมาจากอากาศปรากฏขึ้นด้านหลังเขา สองแสงสีม่วงเจิดจ้าจนตาพร่า ไอกระบี่อันน่าพรั่นพรึงแผ่ออกมาอย่างกำเริบเสิบสาน รูปสลักจักรพรรดิมนุษย์ทั้งหมดที่อยู่ภายในตำหนักเริ่มสั่นไหว รวมไปถึงศิลาจารึกสูงพันจั้งที่อยู่ด้านหน้าด้วย
กลุ่มผู้ทรงพลังจากเผ่ามนุษย์เกิดความประทับใจแล้ว
‘ไอกระบี่ช่างน่าพรั่นพรึงนัก!’
‘ไม่แปลกเลยที่เขาจะได้เป็นศิษย์คนโตของนิกายเหริน!’
‘เห็นทีว่าข่าวลือจะเป็นความจริง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็จัดการเขาไม่ได้เช่นกัน’
‘กระบี่เล่มนั้นมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ พลังเวทของข้าควบคุมไม่อยู่แล้ว ถูกมันดึงดูดเข้าไปแล้ว!’
‘กลิ่นอายนี้…เขาเพิ่งแตะถึงระดับต้าหลัวจริงๆ หรือ’
ผู้ทรงพลังเผ่ามนุษย์สื่อสารกันผ่านกระแสจิต ส่วนใหญ่ล้วนรู้สึกตกตะลึงกันยิ่งนัก
ชายชราผมขาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เผ่ามนุษย์ยินดีให้ความร่วมมือกับนิกายเหริน”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงด้วยความดูแคลน
พลิกสีหน้าเก่งจริงๆ!
อาจารย์ลุงมีความอดทนกว่าอาจารย์ของเขามากนัก!
ยิ่งได้ใกล้ชิดติดตามหลี่เต้าคงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกนับถือหลี่เต้าคงมากขึ้นเท่านั้น
อาจารย์ของหลี่เสวียนเอ้านั้นไม่ได้เรื่อง หวาดเกรงผู้แข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอ หนำซ้ำยังพูดมาก หากไม่มีหลี่เต้าคงคอยช่วยเหลือก็ไม่รู้ว่าหลี่เสวียนเอ้าจะตายไปกี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว
“จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องการสังหารล้างบางสรรพสิ่ง เผ่ามนุษย์สามารถช่วยกระจายข้อมูลนี้ออกไปได้” หลี่เต้าคงกล่าวต่อ
ชายชราผมขาวถามด้วยความแปลกใจ “เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ”
หลี่เต้าคงตอบอย่างสงบนิ่ง “จริงหรือเท็จแล้วอย่างไรเล่า”
ชายชราผมขาวนิ่งเงียบไป
….
สิบปีผ่านไป
พลังเวทและมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดของหานเจวี๋ยผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังเวทใหม่เอี่ยมทั้งหมดในร่างเขาเริ่มควบรวมกันเป็นมรรคผลแห่งต้าหลัว
ขอเพียงควบรวมสำเร็จ เขาก็จะเข้าสู่ระดับต้าหลัวแล้ว!
อย่างไรก็ตามการควบรวมพลังนั้นต้องใช้เวลา พลังเวทของต้าหลัวแผ่ไพศาลไร้เทียมทาน ย่อมไม่อาจทำสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
โชคดีที่หานเจวี๋ยไม่ต้องคอยลงมือกำกับควบคุม มรรคผลแห่งต้าหลัวสามารถควบรวมได้ด้วยตัวเอง
หานเจวี๋ยลุกขึ้น เดินออกจากถ้ำ
“เตรียมแสดงธรรม!”
เสียงของหานเจวี๋ยดังก้องไปทั่วเกาะ ทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นคึกคักขึ้นมา รวมไปถึงชาวเผ่าเอกาอีกหนึ่งหมื่นคนด้วย
เผ่าเอกาไม่สามารถสืบทายาทได้ จำนวนคนจึงมีเท่าเดิมเสมอมา คุณสมบัติของพวกเขาล้วนยอดเยี่ยม ถึงเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังบรรลุระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่หมดแล้ว
หานเจวี๋ยนั่งลงใต้ต้นฝูซัง
อู้เต้าเจี้ยนก้าวไปหยุดข้างกายเขา ถามด้วยความสงสัยว่า “นายท่าน ดวงตาของท่าน…”
คนอื่นๆ ก็มองหานเจวี๋ยด้วยความแปลกใจเช่นกัน
พอหานเจวี๋ยได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะตรวจดูอย่างละเอียด พบว่าม่านตาของตนกลายเป็นสีม่วง และมิใช่แบบชั่วคราวแต่เป็นถาวร ทำให้ตัวเขาดูลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก
มิใช่เพียงม่านตาเท่านั้น หว่างคิ้วของเขายังปรากฏลวดลายสีดำบางๆ หลายสายขึ้นมาอีกด้วย ลวดลายนั้นขยับไหวนิดๆ ราวกับเส้นหนวดก็มิปาน
หานเจวี๋ยอธิบาย “ก็แค่ขอบเขตพลังอย่างหนึ่งเท่านั้น พวกเขาไม่เข้าใจหรอก”
เมื่ออู้เต้าเจี้ยนได้ยินดังนั้นก็ไม่ถามมากอีก
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าลี่เหยาและถูหลิงเอ๋อร์ต่างมองเขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาดยิ่ง ราวกับอยากกินเขาเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ออกมาจากถ้ำเช่นกัน เมื่อพวกนางเห็นหานเจวี๋ย ต่างก็ตกอยู่ในภวังค์อย่างไม่อาจควบคุมได้
หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม
ทันทีที่เปล่งเสียงออกมา วิญญาณของทุกคนพลันสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที จากนั้นก็เข้าสู่สภาวะตระหนักมรรคาไปตามลำดับ
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะยังไม่ได้เข้าสู่ระดับต้าหลัวอย่างสมบูรณ์ แต่มีเจตจำนงมรรคาแห่งต้าหลัวแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาแล้ว
แม้กระทั่งชาวเผ่าเอกาก็ฟังอย่างดื่มด่ำดุจเมามายเช่นกัน
ช่วงเวลาในการแสดงธรรมผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปแปดปีแล้ว
มรรคผลแห่งต้าหลัวของหานเจวี๋ยยังควบรวมไม่สำเร็จ เขาวางแผนว่าจะแสดงธรรมต่อไป ในระหว่างที่แสดงธรรม จะได้ถือโอกาสสะสางทบทวนมรรคของตนไปด้วย
ในเวลานี้เอง
ตัวอักษรสามแถวเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา
[ตรวจสอบพบว่ามีอริยะลงมาเยือน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง เข้าสู่เคราะห์ทันที เปิดศึกกับอริยะ ชิงชัยเพื่อโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง ยังไม่เข้าสู่เคราะห์ ตั้งใจบำเพ็ญ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
อริยะลงสู่โลกาอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น
เขาคิดในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าเป็นอริยะท่านใดที่ลงสู่โลกา’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
บทที่ 407
หลังจากหานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ อักษรแถวหนึ่งก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
[ฝูซีเทียน: ไม่ทราบตบะ อริยบุคคลชั้นมรรคาสวรรค์ บรรพบุรุษต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าแห่งข่าวซุบซิบนินทา เนื่องจากได้รับการอัญเชิญจากเผ่ามนุษย์ ลงสู่โลกาตามกฏเกณฑ์ จึงหลบเลี่ยงกลไกสวรรค์ได้ ตั้งมั่นที่จะสนับสนุนเผ่ามนุษย์เพื่อช่วงชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่]
ฝูซีเทียน…
จักรพรรดิฝูซีในตำนานเล่าขานของจีนงั้นหรือ
ในเมื่อมาเพื่อช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็รู้สึกวางใจแล้ว
อย่างน้อยสิงหงเสวียนก็จะปลอดภัย
บางทีฝูซีเทียนอาจจะต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้
หานเจวี๋ยตั้งตารอยิ่งนัก
หลังจากเข้าใจกระจ่างดีแล้ว หานเจวี๋ยจึงแสดงธรรมต่อ
เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีก
ผ่านพ้นไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยแสดงธรรมเสร็จสิ้นแล้ว เขาไม่ได้รีบร้อนจากไปในทันที แต่ยังคงอยู่ใต้ต้นฝูซัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ศิษย์คนอื่นๆ ของเขายังคงอยู่ในสภาวะตระหนักมรรคา เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ยังยากจะดึงสติกลับมาได้
มรรคผลแห่งต้าหลัวในร่างหานเจวี๋ยควบรวมไปกว่าครึ่งแล้ว ดวงจิตประหลาดลอยออกมาจากร่างเขา มุ่งหน้าไปยังต้นฝูซัง มันร่าเริงอย่างยิ่ง บินวนรอบต้นฝูซังไม่หยุด
ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของดวงจิตประหลาดได้ รวมไปถึงต้นฝูซังด้วย
หลังจากดวงจิตประหลาดออกจากร่าง ลวดลายสีดำกลางหว่างคิ้วหานเจวี๋ยก็เลือนหายไป แต่ม่านตายังคงเป็นสีม่วงเช่นเดิม
หานเจวี๋ยไม่ได้ขัดขวางดวงจิตประหลาด พอผ่านการหลอมรวมครั้งนี้ ดวงจิตประหลาดก็มีพลังเวทของหานเจวี๋ยแล้ว พลังเวทในส่วนนี้พวกเขาสามารถใช้ร่วมกันได้ หานเจวี๋ยใช้พลังเวทกางกั้นพลังพิสดารของมันไว้ เลี่ยงไม่ให้ต้นฝูซังได้รับความเสียหาย
สายตาของหานเจวี๋ยจับจ้องอยู่ที่ดวงจิตประหลาด
เขาสัมผัสได้ว่าตนสามารถควบคุมดวงจิตประหลาดได้อย่างสมบูรณ์ นับจากนี้ไปเขาสามารถลบสติปัญญาของมันทิ้งได้ตลอดเวลา ดูดซับพลังของมันมาเป็นของตัวเองได้
อย่างไรก็ตามดวงจิตประหลาดมีส่วนช่วยเขาอย่างมหาศาล เขาย่อมไม่มีทางใจจืดใจดำถึงเพียงนั้น
‘ไม่รู้ว่าในภายภาคหน้าเจ้าสิ่งนี้จะแข็งแกร่งขึ้นมากแค่ไหน’
หานเจวี๋ยคิดพลางตั้งตารอ พลังของดวงจิตประหลาดนั้นยากที่จะทำความเข้าใจได้ หากจะบอกว่ามันแข็งแกร่ง ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
หากจะบอกว่ามันไม่แข็งแกร่ง แต่นอกจากผู้มีคุณสมบัติกายดาราอนธการแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถสอดแนมหรือรับรู้ถึงตัวตนของมันได้
ไม่ว่าอย่างไร ศักยภาพของดวงจิตประหลาดก็น่าหวาดหวั่นยิ่ง
ถึงอย่างไรมันก็ได้รับสืบทอดดวงชะตาของเทพมารฟ้าบุพกาลมาเชียวนะ!
เมื่ออยู่ว่างๆ ไม่มีเรื่องให้ทำ หานเจวี๋ยจึงเรียกจดหมายขึ้นมาตรวจดู
ช่วงนี้อยู่ระหว่างควบรวมมรรคผลแห่งต้าหลัว หานเจวี๋ยจึงไม่กล้าใช้พลังเวทสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน และไม่อาจรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ของแดนเซียนตอนนี้เป็นเช่นไร
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าปีศาจ] x189900
[ซูฉีศิษย์ของท่านดูดซับพลังความมืด พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน จึงสังเวยดวงวิญญาณ เคาะระฆังบรรพกษัตริย์]
[บรรพชนเต๋าสหายของท่านดวงชะตาตกต่ำ]
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะอริยะ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
เมื่อไล่อ่านลงไปเรื่อยๆ ก็สามารถสรุปได้ว่า แดนเซียนค่อนข้างสงบสุขดี การต่อสู้ไม่นับว่ารุนแรงมากนัก
ระยะนี้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็ดูเหมือนจะนิ่งสงบไปเช่นกัน
หานเจวี๋ยตรวจดูค่าความสัมพันธ์เล็กน้อย รูปประจำตัวของบรรดาสหายที่เขาห่วงใยล้วนยังอยู่ครบ
‘รอให้ข้ากลายเป็นต้าหลัวก่อนเถิด จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ข้าจะทุ่มอายุขัยหนึ่งแสนล้านปีให้เจ้า ดูสิว่าเจ้าจะทนรับไหวหรือไม่!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาพลันนึกถึงจักรพรรดิสวรรค์ขึ้นมา สมควรไปเข้าฝันจักรพรรดิสวรรค์ได้แล้ว สอบถามสถานการณ์ของเขาดูสักเล็กน้อย
การใช้ความฝันอันธการไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังวิเศษ ใช้แค่จิตนึกคิดเท่านั้น
ในไม่ช้า หานเจวี๋ยก็สร้างแดนความฝันขึ้น
เมื่อได้พบจักรพรรดิสวรรค์อีกครั้ง จักรพรรดิสวรรค์ดูผ่ายผอมลงมาก ดวงตาไร้ประกาย
เมื่อจักรพรรดิมองเห็นหานเจวี๋ยในคราบของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าปรากฏออกมาให้เห็นเลย เขาค่อยๆ นั่งลงแล้วเอ่ยถามว่า “มาหาเราด้วยเรื่องใด”
เขาเริ่มจัดแจงเสื้อคลุมมังกรบนร่าง ฟื้นฟูรัศมีจักรพรรดิสวรรค์กลับมาอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “นอกจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนแล้ว ท่านไม่มีที่พึ่งอื่นเลยหรือ”
เขาจำได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์เคยไปเยือนคุนหลุน
ก่อนหน้านี้ที่หน้าตำหนักเอกอนันต์ จักรพรรดิสวรรค์ก็ยิ้มแย้มพูดคุยกับผู้ทรงพลังหลายท่านอีกด้วย
จักรพรรดิสวรรค์แย้มยิ้มพลางกล่าวตอบ “เจ้าอยากให้เราจัดการจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหรือ”
หานเจวี๋ยมิได้ตอบ เพียงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ยังไม่ปรากฏตัวอีกหรือ”
พอสิ้นเสียงของเขา จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็พลันปรากฏตัวขึ้น
หานเจวี๋ยลอบสบถอยู่ในใจ
ไอ้ลูกหมา!
อยู่จริงๆ ด้วย!
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเอ่ยถาม “เจ้าคิดตกแล้วหรือ”
ช่วงหลายสิบปีมานี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้สาปแช่งเขาเลย เขาจึงนึกว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยอมจำนนแล้ว
หานเจวี๋ยเปิดปากถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีอริยะลงมาเยือนโลก”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนพลันเงียบไป
จักรพรรดิสวรรค์มีความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า
เหตุผลที่หานเจวี๋ยเอ่ยเรื่องนี้ออกมา ก็เพราะอยากสร้างความตระหนกให้กับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ป้องกันไม่ให้คนผู้นี้ล้มล้างสังหารสรรพสิ่งก่อนเวลาอันควร
ถึงแม้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีเจตนาจะล้มล้างโลกา แต่เพราะเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในแดนเซียนต่างมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือ
ต่อหน้าอริยะอริยะ เขายังคงอ่อนแอนัก
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนซักถาม “กลุ่มอิทธิพลใด”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างติดตลก “เรื่องนั้นเจ้าต้องไปสืบเอาเองแล้ว ตัวหมากของเจ้ายังมีไม่มากพอนะ”
[ความเกลียดชังที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
ดีมาก!
ไม่ตายไม่เลิกราอย่างสมบูรณ์แล้ว!
คนที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเกลียดชังคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เหตุผลที่หานเจวี๋ยเอ่ยเตือน เป็นเพราะพวกเขาต่างก็เคยพบกันในแดนความฝัน
ขอเพียงจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่ทราบว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือเขา เขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
เรื่องก็มีอยู่แค่นี้…
หานเจวี๋ยนึกถึงจิตวิญญาณอันเร่าร้อนสมัยที่ตนท่องอินเตอร์เน็ตในชาติก่อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถามขึ้น “เจ้ากับเราต้องเป็นศัตรูกันจริงๆ น่ะหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ถ้าเจ้าไม่คุกคามข้า ข้าก็ไม่คุกคามเจ้าเช่นกัน”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยิ้มออกมา
หานเจวี๋ยก็ยิ้มทว่าไม่เอ่ยตอบเช่นกัน
บรรยากาศเงียบลงอีกครา
ผ่านไปพักใหญ่
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็เอ่ยขึ้น “พลังคำสาปแช่งของเจ้าอ่อนแอเกินไป คงมิใช่ว่าแม้แต่ระดับต้าหลัวเจ้าก็ยังไม่บรรลุกระมัง เพียงอาศัยใบบุญยอดสมบัติสาปแช่งศัตรูของเจ้าเท่านั้นสินะ”
หานเจวี๋ยตอบโต้ “ข้ากำลังรอโอกาสอยู่”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเงียบลงอีกครั้ง
โอกาสอันใดน่ะหรือ
ก็ต้องเป็นโอกาสที่เขาจะได้ต่อสู้กับศัตรูที่ทรงพลังกว่าอย่างไรเล่า!
หานเจวี๋ยสลายแดนความฝันในทันที จิตนึกคิดพลันกลับสู่ความเป็นจริง
เมื่อแน่ใจแล้วว่าจักรพรรดิสวรรค์ไม่เป็นอะไร ทั้งยังได้สร้างเรื่องกวนใจจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไปพอสมควรแล้วด้วย
ต่อจากนี้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนน่าจะไม่กล้าก่อเรื่องอีก หานเจวี๋ยสามารถเข้าสู่ระดับพิสูจน์ต้าหลัวอย่างสบายใจได้แล้ว
หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เหล่าศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นจึงค่อยได้สติกลับคืนมา
หานเจวี๋ยกลับไปที่ถ้ำอีกครั้ง
เวลาผ่านพ้นไปปีแล้วปีเล่า
ผ่านไปอีกยี่สิบปี
มรรคผลแห่งต้าหลัวของหานเจวี๋ยก็เสถียรอย่างสมบูรณ์ เขาปล่อยให้พลังเวททั้งหมดถูกดูดกลืนเข้าสู่มรรคผลแห่งต้าหลัว
ครืนๆ…
เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเริ่มสั่นสะเทือนไปทั้งลูก
อานุภาพอันยิ่งใหญ่มหาศาลโหมกระหน่ำเข้าใส่อาณาเขตเต๋า ทำให้ทุกคนบนเกาะแตกตื่นจนเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าได้อย่างชัดเจน
ฉู่ซื่อเหรินเบิกตากว้าง เอ่ยพึมพำ “ต้าหลัว!!”
เร็วเกินไปแล้ว!
เวลาเพิ่งผ่านไปได้เท่าไรกัน
หานเจวี๋ยเก็บตัวอยู่ในเกาะมาโดยตลอด ทว่ายังคงทะลวงขั้นได้อย่างรวดเร็ว!
ถึงแม้เสียงของเขาจะแผ่วเบายิ่ง แต่คนอื่นล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจน!
พวกสวินฉางอันและไก่คุกรัตติกาลที่อยู่กับหานเจวี๋ยมานานก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้านับถือและปีติยินดีออกมา
หานเจวี๋ยเพิ่งอายุเท่าไรกันเชียว
“ว่าอย่างไรนะ เขาบรรลุถึงระดับต้าหลัวแล้วหรือ”
เจียงอี้กล่าวด้วยความตกตะลึง น้ำเสียงราวกับไม่อยากจะเชื่อ
ครั้งแรกที่พบกัน หานเจวี๋ยมิใช่แม้กระทั่งจักรพรรดิเซียนด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขายังอยู่ในระดับจักรพรรดิ ทว่าหานเจวี๋ยนำหน้าไปถึงระดับเทพ บรรลุระดับต้าหลัวแล้วงั้นหรือ
นี่มันเรื่องล้อเล่นอันใดกัน!
หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นบรรพชนเต๋าจริงๆ
เจ้าไก่เน่าตัวนั้นไม่ได้ล้อเล่นหรอกหรือ
ในเวลาเดียวกันนี้
ภายในถ้ำ ทั่วร่างหานเจวี๋ยถูกแสงสีม่วงสายหนึ่งโอบคลุมไว้ วิญญาณของเขาเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว
ระดับต้าหลัว!
หลุดพ้นเหนือกฎเกณฑ์สวรรค์!
หานเจวี๋ยรับรู้ได้ว่ากายเนื้อและดวงวิญญาณแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ อารมณ์ปลอดโปร่งอย่างยิ่ง
ระดับต้าหลัว ในที่สุดก็มาถึงแล้ว!
บทที่ 408
หลังจากหานเจวี๋ยควบรวมมรรคผลแห่งต้าหลัวสำเร็จ ท่ามกลางความมืดมัว เขาได้รู้แจ้งมากมายนัก
ระดับต้าหลัว หนึ่งความคิดตระหนักสวรรค์ หนึ่งความคิดข้ามผ่านห้วงเวลา หนึ่งความคิดเปลี่ยนโชคชะตา
เมื่อบรรลุถึงระดับต้าหลัว จะกลายเป็นตัวตนอมตะที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์
แน่นอน ถ้าหากเผชิญการโจมตีจากผู้ทรงพลังที่แกร่งกล้ากว่า ต้าหลัวก็ดับสูญได้เช่นกัน
ผู้ที่จะโจมตีต้าหลัวได้ก็มีเพียงต้าหลัวด้วยกันเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นตัวตนที่เหนือชั้นกว่าต้าหลัว กฎเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์ไม่อาจสังหารต้าหลัวโดยตรงได้
ซึ่งนี่ก็คือต้าหลัว
ผ่านไปหลายวัน พลังเวททุกส่วนของหานเจวี๋ยถ่ายเทเข้าสู่มรรคผลแห่งต้าหลัว พลังมหามรรคอันน่าอัศจรรย์ครอบคลุมไปทั่วร่างหานเจวี๋ย
ทะลวงระดับสำเร็จแล้ว!
ระดับต้าหลัว!
เมื่อหานเจวี๋ยรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนได้ ก็แทบจะกรีดร้องออกมา!
ยอดเยี่ยม!
สิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่าในครั้งก่อนยังคงเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน
จากระดับปฐมเทพขั้นหกจนกระทั่งบรรลุระดับต้าหลัว เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างยากที่จะจินตนาการได้
ลำพังในแง่ของพลังเวท หานเจวี๋ยก็สัมผัสได้แล้วว่าแข็งแกร่งกว่าในอดีตนับพันเท่า ในแง่ของจิตนึกคิดก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังคงสอดส่องแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้
หานเจวี๋ยควบรวมตบะพลางตรวจดูหน้าจอแสดงคุณสมบัติไปด้วย
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 6062/1099, 999, 999, 999, 999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]
[ตบะ: เซียนทองต้าหลัวระยะต้น]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]
….
ระดับต้าหลัว หรือที่เรียกว่าเซียนทองต้าหลัว เป็นระดับยิ่งใหญ่ที่มีเพียงขั้นเดียว แต่แบ่งออกเป็น ระยะต้น ระยะกลาง ระยะปลายไปจนถึงระยะสมบูรณ์
เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นคำว่าเซียนทองต้าหลัวสี่คำนี้แล้ว ก็รู้สึกเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง
อายุขัยก็เพิ่มขึ้นอีกสองหลักแล้ว!
พันล้านล้านปี!
แทบจะชั่วนิรันดร์แล้ว!
หานเจวี๋ยสงสัยว่ามรรคาสวรรค์จะมีการคงอยู่เนิ่นนานขนาดนี้ด้วยหรือไม่
[ตรวจสอบพบว่าท่านบรรลุระดับเซียนทองต้าหลัว เริ่มต้นการยกระดับระบบ]
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นตัวอักษรแถวนี้ ในใจพลันรู้สึกปรีดา
ถึงแม้จะไม่ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหรือหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ แต่การยกระดับระบบ หมายความว่าอาณาเขตเต๋าจะยกระดับไปด้วย ทำให้เขาปลอดภัยยิ่งขึ้น
หลังจากผ่านการพิสูจน์ต้าหลัว หานเจวี๋ยก็นับว่ามีพลังป้องกันตัวเองได้แล้ว ไม่ใช่ไก่อ่อนให้ผู้ใดมาบงการได้อีกต่อไป
ใช้เวลาอยู่เจ็ดปี หานเจวี๋ยจึงควบรวมตบะเสร็จสิ้น
เขาขังดวงจิตประหลาดไว้ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
จากนั้นเรื่องแรกที่เขาทำคือหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
‘เมื่อก่อนเจ้าถากถางว่าพลังสาปแช่งของข้าไม่แรงพอสินะ ขนาดที่สู้ต้าหลัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ข้าพิสูจน์ต้าหลัวแล้ว เจ้าเตรียมรับมือกับเพลิงโทสะแสนล้านปีไว้หรือยังเล่า’
หานเจวี๋ยยกมุมปากขึ้นนิดๆ ยิ้มอย่างปรามาสยิ่ง
ต้าหลัวอายุหกพันปีอย่างเขามีสิทธิ์ที่จะผยอง!
พลังเวทระดับต้าหลัวถ่ายเทเข้าสู่หนังสือแห่งความโชคร้าย หนังสือแห่งความโชคร้ายแผ่แสงสีดำทะมึนออกมา ส่องสะท้อนใบหน้าของหานเจวี๋ย
แสงสีดำทะมึนไหววูบวาบอยู่ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ขับเน้นให้ยิ่งดูมืดมนสยองขวัญ
ห้าวันผ่านไป
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง เขาเรียกจอค่าสถานะออกมา จับตามองอายุขัยอย่างระมัดระวัง
ระดับความเร็วในการลดลงช่างรวดเร็วยิ่งนัก!
ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อายุขัยของเขาลดลงไปหมื่นล้านปีแล้ว!
ตัวเขาที่บรรลุต้าหลัวแล้วกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด ยังคงสาปแช่งต่อไป!
….
ภายในตำหนักหลังหนึ่ง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน กลุ่มอิทธิพลต่างๆ มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ฟางเหลียง หลงเฮ่า เซวี่ยหมิงเหอ จักรพรรดิสวรรค์ พญายมไปจนถึงพวกบรรพชนพุทธเทวัญ หัวหน้ากลุ่มอิทธิพลต่างๆ ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
พวกเขากำลังหารือกันเรื่องแบ่งสันปันส่วนอาณาเขตแดนเซียน มีเพียงเผ่ามนุษย์ที่ยังไม่มา
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่ได้เอ่ยปากใดๆ เลย สีหน้าเขาดูไม่ดีอย่างยิ่ง
เซวี่ยหมิงเหอสังเกตเห็นสีหน้าอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปมาของเขา จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “จักรพรรดิหยก ท่านเป็นอันใดไป”
เมื่อประโยคนี้แว่วขึ้น ทุกคนต่างมองไปที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
พวกเขาเพิ่งเคยเห็นจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเผยสีหน้าเช่นนี้ออกมาเป็นครั้งแรก
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนตอบกลับไปว่า “เราไม่เป็นไร พวกเจ้าคุยต่อเถิด”
เขากำลังโคจรพลังต้านทานพลังคำสาปแช่ง
เขารู้ดีว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเริ่มแผลงฤทธิ์แล้ว
พลังคำสาปในครานี้รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้มากนัก!
แต่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก็ไม่กล้าสั่งเลิกประชุม ถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นการเผยพิรุธออกมา
“คงมิใช่ว่าท่านถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งอยู่กระมัง” เซวี่ยหมิงเหอแสร้งถามด้วยความกริ่งเกรง
ทว่าในใจเขากลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
ในที่สุดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ลงมือแล้ว!
เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันเผยสีหน้าแปลกๆ ออกมา
หากว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา เพียงแต่พวกเขาไม่กล้าแสดงออกมาเท่านั้น
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเอาแต่ซุ่มหมอบคลานอยู่ในมุมมืด พลังคำสาปแช่งของเขาไม่มีทางทำร้ายเราได้!”
วาจานี้เปรียบเสมือนยอมรับโดยปริยายแล้ว
เซวี่ยหมิงเหอเกือบเผลอโห่ร้องด้วยความยินดี แต่เขาควบคุมเอาไว้ได้
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว จิ่งเทียนกงตัวแทนจากนิกายเจี๋ยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน
แดนเซียนในยามนี้ ต่ำกว่าอริยะลงไปมีผู้ใดบ้างที่สามารถต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้
นอกจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว จะยังมีผู้ใดอีก
ครืน…
แรงกดดันอันน่าหวาดผวาสายหนึ่งโจมตีเข้ามาจากนอกตำหนัก มองเห็นประตูใหญ่กลายเป็นธุลีปลิดปลิว เงาร่างของคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ใต้ฝ่าเท้าปรากฏเงากระบี่สีทองขึ้นเล่มแล้วเล่มเล่า ผู้มาเยือนสวมชุดขาวปราดเปรียว หล่อเหลางามสง่า
หากมิใช่หลี่เต้าคง แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
“จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน การต่อสู้ระหว่างข้าและเจ้ายังไม่ได้บทสรุป!”
หลี่เต้าคงแววตาเยียบเย็น สำเนียงวาจาเปี่ยมเจตนาสังหาร
ผู้นำกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ที่อยู่ในตำหนักล้วนมีความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าแล้ว
พลังอำนาจช่างแกร่งกล้านัก!
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้ยินมาว่าหลี่เต้าคงกำลังสู้ตายกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอยู่ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นเองกับตา
“อมิตาพุทธ นิกายเหรินได้ศิษย์ยอดเยี่ยมคนหนึ่งจริงๆ พรสวรรค์เลิศล้ำนัก” บรรพชนพุทธเทวัญกล่าวด้วยความปลดปลง
ทุกคนล้วนถูกรัศมีท่วงท่าของหลี่เต้าคงทำให้ตกตะลึง
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเอ่ยพลางยิ้มเยาะ “หลี่เต้าคง เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเราเลย หากมิมีอริยะคอยปกป้องเจ้าไว้ เจ้าตายไปนานแล้ว”
หลี่เต้าคงยังเดินหน้าต่อไป จ้องจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเขม็ง
ศึกใหญ่ฉากหนึ่งกำลังจะอุบัติขึ้นแล้ว!
….
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยสาปแช่งพลางจ้องมองจอค่าสถานะไปด้วย
อายุขัยของเขาลดลงไปห้าหมื่นล้านปีแล้ว!
เขายังไม่รู้สึกถึงความอึดอัดหรือทรมานใดๆ เลย ยังคงสาปแช่งอีกฝ่ายต่อไป
หกหมื่นล้านปี!
เจ็ดหมื่นล้านปี!
แปดหมื่นล้านปี!
ลมหายใจของหานเจวี๋ยเริ่มถี่กระชั้นแล้ว มิใช่เพราะผลสะท้อนจากการสาปแช่ง เขาเพียงรู้สึกปวดใจอยู่เท่านั้น
เป็นครั้งแรกที่สิ้นเปลืองอายุขัยไปมากมายขนาดนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยังไม่เกิดปัญหาจากการถูกสาปแช่งเลย
ทำต่อไป!
ข้าไม่เชื่อหรอก!
หานเจวี๋ยกัดฟันยืนหยัดต่อไป
เก้าหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนล้านปี!
ครืน!
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังกึกก้องออกมาจากหนังสือแห่งความโชคร้าย ราวกับมีสัตว์ร้ายบรรพกาลตัวหนึ่งกำลังคำราม
ไอดำมากมายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าล้นทะลักออกมา จากนั้นก็เข้าพัวพันหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ นี่มันอะไรกัน
ไอดำเหล่านี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง…
ช้าก่อน!
สิ่งนี้มิใช่ไอดำจากดวงจิตประหลาดหรอกหรือ
หรือว่าดวงจิตประหลาดจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับหนังสือแห่งความโชคร้าย
อัตราความเร็วในการลดลงของอายุขัยพลันพุ่งทะยานขึ้นมา
หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านปี!
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่านพลังเวทปั่นป่วน โชคร้ายพัวพันกาย และบังเกิดจิตมารเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
ในที่สุดก็เกิดปัญหาแล้ว!
หานเจวี๋ยรีบหยุดมือทันที
ไอดำรอบกายถูกหนังสือแห่งความโคร้ายดูดกลับลงไป แสงสีดำทะมึนก็หายไปเช่นกัน
หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบสถานะของตนทันที เพื่อดูว่าไอดำเมื่อครู่ส่งผลกระทบต่อตนหรือไม่
โชคดีนัก ไม่ส่งผลกระทบใดเลย
อาจจะเป็นเพราะเขายั้งมือได้ทันเวลา หรือไม่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอมรวมเข้ากับดวงจิตประหลาดก่อนหน้านี้
‘จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนบังเกิดจิตมาร เช่นนั้นเขาก็อยู่ห่างจากความตายไม่ไกลแล้ว ฉากจบของมหาเคราะห์น่าจะเปลี่ยนไปแล้วกระมัง’
เมื่อหานเจวี๋ยคิดได้เช่นนี้ เขาก็เริ่มลังเลขึ้นมา
ทำนายฉากจบของมหาเคราะห์ดูสักหน่อยดีหรือไม่
คงจะไม่มีอุปสรรคมาขัดขวางอีกกระมัง
นอกเหนือจากตัวเขาที่สามารถเปลี่ยนแปลงมหาเคราะห์ได้ อริยะก็ทำได้เช่นกัน
ช่างเถอะ ทำนายดูสักหน่อยแล้วกัน อย่างน้อยๆ จะได้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในบางประการได้
‘ข้าอยากรู้ว่าใครคือผู้มีชัยสูงสุดในมหาเคราะห์ครั้งนี้!’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
………………………………………………………………
บทที่ 409
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยอยากเห็นว่าในอนาคตจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น
หลังจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนสิ้นท่าแล้ว จะมีจอมเผด็จการคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาหรือไม่
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ
เขาอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่มีทิวทัศน์งดงามชวนตะลึง ป่าท้อรายล้อมยืนต้นตระหง่าน กลิ่นดอกท้อหอมอบอวล เมื่อทอดสายตาไปตามทางเท้าเส้นเล็กๆ จะมองเห็นอารามเต๋าหลังหนึ่งอยู่ตรงเชิงเขา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยรู้สึกว่าป่าผืนนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
เขาเพียรบำเพ็ญเซียนหรือ
ช้าก่อน!
ผู้มีชัยในท้ายที่สุดคือตัวเขางั้นหรือ
ขณะที่หานเจวี๋ยคิดจะยกเท้าเดินเข้าไป ก็พลันมองเห็นคนสองคนเดินออกมาจากประตูใหญ่ของอารามเต๋า
หนึ่งในนั้นคือตัวหานเจวี๋ยเอง ส่วนอีกคนก็คือหลี่เต้าคง
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็นตัวเขาจริงๆ
เช่นนั้นก็ดีแล้ว!
หานเจวี๋ยในอนาคตหยุดเดิน เอ่ยขึ้นว่า “ส่งเจ้าถึงตรงนี้แล้วกัน”
หลี่เต้าคงหันกลับมาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์จะไปแล้ว เจ้าไม่เรียกเรียกขานด้วยความเคารพหน่อยหรือ เจ้าเป็นศิษย์คนโตรุ่นต่อไปของนิกายเหริน ต้องรู้ธรรมเนียมมารยาทนะ”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
บ้าอะไรกัน
ตัวเขาในอนาคตกลายเป็นศิษย์คนโตของนิกายเหรินงั้นหรือ
หานเจวี๋ยในอนาคตเอ่ยอย่างไม่มีทางเลือก “ขอรับ อาจารย์”
หือ?
ผู้มีชัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่หานเจวี๋ย แต่เป็นหลี่เต้าคงหรอกหรือ
หานเจวี๋ยตะลึงงันไปแล้ว เนื้อเรื่องนี้ดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย
หลี่เต้าคงเลิกคิ้วพลางกล่าว “อะไรกัน ยังไม่ยินยอมพร้อมใจอีกหรือ ตอนนั้นที่เจ้าเข้าสู่นิกายเหริน ข้าก็หาได้บังคับเจ้าไม่ ผู้ใดใช้ให้เจ้าไปล่วงเกินอริยะเล่า”
หานเจวี๋ยในอนาคตเอ่ยถาม “อริยะท่านนั้นยอมวางมือแล้วจริงๆ หรือ”
“ขอเพียงอริยะแห่งนิกายเหรินยังอยู่ เขาก็ไม่กล้ามาวุ่นวาย”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ภาพเหตุการณ์พังทลายลงเช่นนี้
หานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง ใบหน้าคมสันของเขาฉายแววตึงเครียด
หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เนื่องจากเขาล่วงเกินอริยะเข้า จึงจำใจต้องเข้าร่วมนิกายเหรินหรือ
นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย!
หานเจวี๋ยไม่อยากเข้าร่วมสำนักของอริยะหน้าไหนทั้งนั้น หากทำแบบนั้นจะต้องแบกรับผลกรรมมหาศาล และสูญเสียอิสระไป
สิ่งสำคัญที่สุดคือมีอริยะบางท่านกำลังลอบจับตามองเขาอยู่ เขาจะสงบใจได้อย่างไรเล่า
ไม่ได้การแล้ว!
ต่อไปต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น!
หรือจะเป็นเพราะมรรคผลจากการพิสูจน์ต้าหลัวที่ทำให้เขารู้สึกเหลิง จากนั้นจึงไปล่วงเกินอริยะเข้า
หานเจวี๋ยต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น
‘ข้าอยากรู้ว่าอริยะท่านนั้นที่ข้าเผลอล่วงเกินเป็นผู้ใด’
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ
[ไม่สามารถวิวัฒนาการผลกรรมจากอริยะที่ยังไม่อุบัติขึ้นได้ จะเป็นการทำให้อริยะรู้ตัว]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วอีกครั้ง
‘อริยะวิเศษขนาดนี้เชียวหรือ
ช่างเถอะ’
หานเจวี๋ยไม่คิดต่อแล้ว รอให้ระบบยกระดับเสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เขาเก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายให้เรียบร้อย ปล่อยดวงจิตประหลาดออกมา
จากนั้น เขาเริ่มยกระดับพลังวิเศษต่างๆ ของตน ยกระดับทุกอย่างจนถึงขีดสูงสุด ใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งปีเต็ม
เขาไม่ได้เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบในทันที ฝึกฝนเพียงร่างจำลองเสรีสุญญตาเท่านั้น
เวลาผ่านไปถึงสิบปีเต็ม
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ฝึกฝนร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลตนแรกสำเร็จแล้ว
ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ พละกำลังมหาศาลไร้สิ้นสุด หนึ่งหมัดถล่มมรรคาสวรรค์ได้!
แน่นอน พลังนี้มีขีดจำกัด หานเจวี๋ยมีตบะระดับต้าหลัวเท่านั้น ร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ของเขาย่อมไม่น่าเกรงขามถึงเพียงนั้น
หลังฝึกสำเร็จ หานเจวี๋ยเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบทันที คู่ต่อสู้ที่เลือกประลองคือหลี่เต้าคง
หลังจากเข้าสู่การต่อสู้ หานเจวี๋ยสำแดงร่างจำลองเทพมารขุนพลสวรรค์ออกมาทันใด
เงาร่างมืดทะมึนสูงใหญ่ที่น่าพรั่นพรึงร่างหนึ่งก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะของเขา เงาร่างนั้นเหวี่ยงหมัดออกไป
หลี่เต้าคงดับสลายไปในทันที!
จัดการได้ในชั่วพริบตา!
ยอดเยี่ยม!
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงความชื่นมื่นของการมีอำนาจอยู่เหนือกฏเกณฑ์!
เขาจำลองการทดสอบต่อไป
ตัวตนระดับเทพไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานหมัดแห่งเทพมารขุนพลสวรรค์ได้เลย
ระดับที่ต่ำกว่าเซียนทองต้าหลัวระยะปลายลงไป หากไม่มียอดสมบัติคุ้มกาย ต่างยากจะต้านรับหมัดของเขาได้ทั้งสิ้น
จักรพรรดิสวรรค์ เซียนทองต้าหลัวระยะกลาง หากมีสมบัติวิเศษ ตั้งรับได้สิบหมัดก็จบสิ้นแล้ว
เซวี่ยหมิงเหอ เซียนทองต้าหลัวระยะต้น ล้วนสิ้นชีพในหมัดเดียว!
ผ่านไปหลายวัน
หานเจวี๋ยทำความคุ้ยเคยกับวิธีต่อสู้ของร่างจำลองเทพมานขุนพลสวรรค์อยู่ตลอด
กล่าวโดยสรุปคือ หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
ร่างจำลองเสรีสุญญตาร้ายกาจเกินไปแล้ว แค่ร่างจำลองของตนแรกก็อหังการถึงขนาดนี้ หากสำแดงของทั้งสามพันตนออกมา เช่นนั้นน่ากลัวถึงเพียงใดกัน
เขาคนเดียวก็สามารถทำลายมหามรรคทั้งหมดได้แล้วกระมัง
แค่คิดหานเจวี๋ยก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
จากนั้น หานเจวี๋ยเริ่มเข้าสู่สภาวะตระหนักต้าหลัว
หลังจากกลายเป็นเซียนทองต้าหลัว หานเจวี๋ยสามารถสัมผัสถึงพลังแห่งกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นห้วงเวลา
ตอนนี้เขาสามารถข้ามผ่านห้วงเวลา ย้อนอดีตข้ามอนาคตได้ง่ายดายยิ่ง แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า ถ้าทำเช่นนี้จะต้องแบกรับผลกรรมมหาศาล อย่าได้กระทำส่งเดช
ไม่ใช่แค่ข้ามผ่านห้วงเวลาเท่านั้น หานเจวี๋ยยังมองเห็นแม่น้ำแห่งโชคชะตา ลอยตัวอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง และปวงสวรรค์หมื่นโลกา แต่อยู่ในอีกระดับหนึ่ง ด้วยดวงตาของต้าหลัวมองแวบเดียวก็เห็นแล้ว
มิติประเภทนี้มีความลึกลับยิ่ง ไม่สามารถอนุมานตามหลักสามัญสำนึกได้ ระดับที่ต่ำกว่าต้าหลัวลงไปไม่มีทางสอดส่องโดยตรงได้
หานเจวี๋ยสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าตัวตนระดับต้าหลัวเหล่านั้นเข้าสู่แม่น้ำแห่งโชคชะตาได้อย่างไร
แม่น้ำแห่งโชคชะตามองแล้วก็ไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น
ขณะที่หานเจวี๋ยยังคงตระหนักต้าหลัวอยู่นั้น แดนเซียนได้เกิดมรสุมขึ้นอีกครั้ง
เผ่ามนุษย์ผงาดขึ้นมาแล้ว!
ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตอนไหน เหล่าบุตรแห่งสวรรค์จากเผ่าพันธุ์มนุษย์ทะลวงระดับอย่างต่อเนื่อง รัศมีพลังดั่งสายรุ้ง ส่งผลให้โชคชะตาของเผ่ามนุษย์ทั้งเผ่าพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ สร้างความตกตะลึงให้ปวงสวรรค์หมื่นโลกา
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
ฟางเหลียงนั่งอยู่บนบัลลังก์ เทพเซียนในห้องโถงลดน้อยลงเกินครึ่งเมื่อเทียบกับในอดีต ดูโหวงเหวงเป็นอย่างยิ่ง
ที่อยู่ด้านหน้าสุดคือแม่ทัพเทพสวรรค์ แม่ทัพเทพยุทธ์ จี้เซียนเสินและพวกหลี่เต้าคง
เซียนเฒ่าผมขาวรายหนึ่งทำความเคารพตามพิธีการ กล่าวขึ้นว่า “ฝ่าบาท เผ่ามนุษย์ทะยานขึ้นมา จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนปิดด่าน นี่เป็นโอกาสดีที่วังสวรรค์จะได้ฟื้นตัว ไม่เข้าสู่เคราะห์อีกต่อไป”
เทพเซียนที่เหลือต่างพยักหน้าอย่างคล้อยตาม
หลังจากเผชิญเคราะห์จากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ดวงชะตาวังสวรรค์เสียหายอย่างหนัก พวกเขาล้วนรู้สึกหวาดกลัวแล้ว
ฟางเหลียงเอ่ยย่างสงบนิ่ง “เรามีแผนการในใจแล้ว แต่การจะพักฟื้นไม่สามารถพักอย่างสมบูรณ์ได้ มหาเคราะห์ไร้ขอบเขต โอกาสมักเลือนหายไปได้ทุกขณะ”
“เราตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดรับเทพเซียนจากนอกโพ้นทะเล ขุนนางที่รักทุกท่าน คิดเห็นว่าอย่างไร”
นอกโพ้นทะเล!
บรรดาเทพเซียนต่างก็แตกตื่นกันขึ้นมาแล้ว
แม่ทัพเทพสวรรค์กล่าวสรรเสริญ “ก่อนหน้านี้นอกโพ้นทะเลถูกนิกายเจี๋ยและเผ่ามังกรแท้ยึดครองกรรมสิทธิ์ไว้เพียงผู้เดียว ยามนี้นิกายเจี๋ยไปหลบซ่อนในแดนชำระบาปเก้าขุม ส่วนเผ่ามังกรแท้หลังจากเข้าร่วมกับวังมังกร ได้นำเผ่าออกรบทัพจับศึก นอกโพ้นทะเลไม่มีกลุ่มอิทธิพลใดถือกรรมสิทธิ์แล้วอย่างแท้จริง นับแต่โบราณมา นอกโพ้นทะเลมีผู้บำเพ็ญที่หลบเร้นปลีกวิเวกอยู่มากมาย”
พอเขาเปิดปากพูด เหล่าแม่ทัพสวรรค์ต่างส่งเสียงสนับสนุน
เซียนฝ่ายบุ๋นต่างมองหน้ากันเหลอหลา ทว่าก็ไม่มีผู้ใดก้าวออกมาโต้แย้ง
ในช่วงระหว่างมหาเคราะห์ คำพูดของแม่ทัพสวรรค์มีอำนาจมากกว่า
ฟางเหลียงมองไปที่หลี่เต้าคง เอ่ยถาม “สหายเต๋าหลี่คิดเห็นอย่างไร”
หลี่เต๋าคงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นิกายเหรินสนับสนุนวังสวรรค์อย่างเต็มที่ หากฝ่าบาทรู้สึกว่าไม่สะดวกใจ ข้าสามารถไปเยือนโพ้นทะเลเพียงลำพัง แล้วใช้กระบี่เกณฑ์เทพเซียนมาเข้าร่วมได้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาพูดจาตามอำเภอใจยิ่ง แต่บรรดาเทพเซียนต่างก็สัมผัสถึงรัศมีอำนาจของเขาได้
ไม่มีผู้ใดแคลงใจเลย เนื่องจากหลี่เต้าคงเป็นจอมอหังการที่สามารถโจมตีจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจนล่าถอยไป
ใช่แล้ว!
สาเหตุที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนปิดด่าน ก็เพราะถูกหลี่เต้าคงโจมตีจนต้องล่าถอย
แม้เซวี่ยหมิงเหอจะบอกว่าเป็นผลงานของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่สิ่งที่ปรากฏในฉากหน้า หลี่เต้าคงคือผู้ที่โจมตีจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจนล่าถอยไปจริงๆ
ด้วยการต่อสู้ในครั้งนี้ ชื่อเสียงของหลี่เต้าคงขจรขจายไปทั่วแดนสวรรค์ กลายเป็นเซียนกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนสวรรค์ ชื่อเสียงไม่เป็นสองรองผู้ใดในชั่วพริบตา
ฟางเหลียงออกคำสั่ง “เรื่องนั้นไม่รบกวนสหายเต๋าหลี่หรอก แม่ทัพเทพยุทธ์ จี้เซียนเสิน พวกเจ้าทั้งสองนำทัพทหารสวรรค์ห้าพันนายมุ่งหน้าไปนอกโพ้นทะเล สามารถคัดเลือกเซียนฝ่ายบุ๋นไปช่วยงานได้ตามสะดวก”
บทที่ 410
หานเจวี๋ยไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ในแดนเซียน เขากำลังตั้งใจตระหนักมรรคแห่งต้าหลัวอยู่
ชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสามสิบปีแล้ว
ในที่สุดการยกระดับระบบก็สำเร็จลุล่วง ขัดการทำสมาธิของหานเจวี๋ย
[การยกระดับระบบเสร็จสมบูรณ์]
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับครึ่งอริยะ ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้น]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นห้าเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับมรรคาสวรรค์ได้]
[ระบบเพิ่มองครักษ์ใหม่หนึ่งนาย สามารถทำการคัดลอกผู้ทรงพลังระดับต้าหลัวจากแบบจำลองการทดสอบมาเป็นองครักษ์ได้หนึ่งราย ผู้เป็นองครักษ์จะซื่อสัตย์ภักดีต่อท่าน ไม่สามารถออกจากอาณาเขตเต๋าเกินครึ่งชั่วยามได้ มิฉะนั้นจะละลายหายไปทันที]
ผ่านไปหลายสิบปีในที่สุดก็ยกระดับเสร็จ!
หานเจวี๋ยมองแวบหนึ่ง พลันรู้สึกตื่นเต้นยินดีขึ้นมา
ค่ายกลระดับครึ่งอริยะ ปัจจัยด้านความปลอดภัยของอาณาเขตเต๋าก็ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ใช่แค่นั้น ยังสามารถปิดกั้นการสอดแนมทางพลังจิตของตัวตนระดับมรรคาสวรรค์ได้อีกด้วย!
หานเจวี๋ยสัมผัสถึงความรู้สึกปลอดภัยอันแน่นหนาได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงเขาไม่ออกไป ก็ไม่มีทางที่เขาจะสิ้นชีพในมหาเคราะห์!
หานเจวี๋ยเริ่มคัดเลือกแม่แบบขององครักษ์ลำดับที่สอง และในเวลานี้เอง พลังวิญญาณและปราณฟ้าประทานภายในอาณาเขตเต๋าก็เริ่มพลุ่งพล่านเอ่อล้นขึ้นมา บรรดาลูกศิษย์ต่างก็คิดว่าหานเจวี๋ยกำลังสำแดงพลังวิเศษอยู่ จึงมิได้รู้สึกตระหนกตกใจใดๆ ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกอยู่แล้ว
หลังจากลังเลอยู่นาน หานเจวี๋ยยังคงตัดสินใจเลือกจู่ถูเป็นแม่แบบตามเดิม
ถึงอย่างไรจู่ถูก็เคยเป็นอันดับหนึ่งในมหาเคราะห์ เท่ากับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในระดับต้าหลัว
‘ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป จะสร้างกองทัพจู่ถูขึ้นมาได้หรือไม่นะ’
หานเจวี๋ยคิดอย่างตลกร้าย
ถึงจู่ถูจะตาย แต่ตัวคัดลอกยังคงอยู่
การคัดเลือกองครักษ์ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน หานเจวี๋ยจึงตระหนักมรรคผลแห่งต้าหลัวต่อ
หลังจากทะลวงระดับได้ เขายังไม่เคยเริ่มบำเพ็ญตบต่อะเลย เอาแต่ตระหนักทำความเข้าใจมรรคผลแห่งต้าหลัวมาโดยตลอด
มรรคผลแห่งต้าหลัว ลึกล้ำครอบจักรวาล สอดแทรกความหมายที่แท้จริงของฟ้าดินและกฏเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์เอาไว้นับไม่ถ้วน ทำให้คนดำดิ่งตกอยู่ในภวังค์
เซียนทองต้าหลัวมิได้มีแค่พลังเวทอันกล้าแกร่งเท่านั้น ยังมีข้อได้เปรียบอันลึกซึ้งในด้านอื่นๆ อยู่อีกด้วย หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถทำทุกอย่างได้ตามประสงค์
ห้าปีผ่านไป
องครักษ์คนที่สองคัดลอกเสร็จสมบูรณ์แล้ว
หานเจวี๋ยตั้งชื่อให้ว่าหม่าเชา
หลี่ว์ปู้อยู่ในสามก๊กยุคแรก หม่าเขาอยู่ในสามก๊กยุคหลัง จินหลี่ว์ปู้ อิ๋นหม่าเชา เข้าคู่กันดี!
ยามที่หม่าเชาเดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ทุกคนล้วนตกตะลึง
ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าหลี่ว์ปู้มิใช่จู่ถูจริงๆ จู่ถู่มอดม้วยไปแล้ว หานเจวี๋ยเพียงใช้พลังวิเศษแสนทรงพลังบางอย่างสร้างจู่ถูคนใหม่ขึ้นมา
หม่าเชาไม่ใช่แค่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนจู่ถูทุกอย่างเท่านั้น กลิ่นอายก็ยังน่ากริ่งเกรงอย่างยิ่งเช่นกัน
เหล่าศิษย์ผู้มีพรสวรรค์อย่างฉู่ซื่อเหริน มู่หรงฉี่ ลี่เหยาและถูหลิงเอ๋อร์ล้วนตกอยู่ในภวังค์กันถ้วนหน้า
พวกเขารู้สึกว่าสำหรับหานเจวี๋ยแล้ว พวกเขาอาจจะไม่มีประโยชน์คุณค่าใดๆ เลย
หานเจวี๋ยสามารถสร้างลูกน้องที่ทรงพลังกว่าพวกเขาได้มากมาย แล้วไยจะต้องชุบเลี้ยงพวกเขาอีก
กล่าวอีกนัยคือ หานเจวี๋ยปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความจริงใจ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พวกเขาก็ยิ่งซาบซึ้งในตัวหานเจวี๋ยมากขึ้น
หลังจากหม่าเชาออกไปแล้ว หานเจวี๋ยก็ได้รับการแจ้งเตือนค่าความประทับใจที่เพิ่มขึ้นหลายรายการ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกงงงวย
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ ตระหนักรู้ในมรรคผลแห่งต้าหลัวต่อไป
….
เมื่อหานเจวี๋ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิงหงเสวียนได้ใช้วิชาอัญเชิญเทพเรียกตัวเขา
เขาตรวจสอบหน้าจอสถานะเล็กน้อย พบว่าเวลาผ่านไปอีกสี่สิบสามปีแล้ว
เขาอดทอดถอนใจมิได้ ความฝันยาวนานสามพันปีในตำนานเป็นความจริงสินะ
สำหรับเซียนทองต้าหลัว ในระหว่างที่งีบหลับไปคราหนึ่งแดนมนุษย์อาจผลัดราชวงศ์ไปแล้วหลายต่อหลายรุ่น
หานเจวี๋ยกระโจนเข้าสู่คลื่นวนดำ มาถึงตำหนักบรรทมของสิงหงเสวียน
เขาพบว่าภายในตำหนักบรรทมของสิ่งหงเสวียนปรากฏปราณฟ้าประทานขึ้น แถมยังหนาแน่นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏกายขึ้น สิงหงเสวียนรีบปรี่เข้ามาหา ยิ้มหวานพลางกล่าว “ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!”
นางดึงหานเจวี๋ยให้นั่งลงหน้าโต๊ะ ทันทีที่นางสังเกตเห็นม่านตาสีม่วงของหานเจวี๋ย ก็ลอบตกใจกับตัวเอง
ท่านพี่ทะลวงระดับอีกแล้ว!
นางไม่ได้ซักถามถึงเรื่องนี้ แต่เริ่มบอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ตนพานพบในช่วงที่ผ่านมานี้
หนึ่งร้อยปีก่อน เผ่ามนุษย์ได้ต้อนรับการมาเยือนของอริยบรรพชนท่านหนึ่ง ด้วยพลังวิเศษมหาศาลของอริยบรรพชนท ดวงชะตาของเผ่ามนุษย์พุ่งทะยาน ไอเซียนในภูมิภาคยิ่งเอ่อล้นเพิ่มพูน ทำให้ตบะของผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ปะทุพวยพุ่งขึ้น
ยามนี้ เผ่ามนุษย์มีจิตใจทะเยอทะยานยิ่งนัก
เผ่ามนุษย์ต้องการล้มล้างเผ่าพันธุ์ตลอดจนสำนักนิกายต่างๆ ที่ถือครองโชควาสนา!
ต้องการครอบครองมรรคาสวรรค์เพียงหนึ่งเดียว!
หลังจากหานเจวี๋ยได้ฟังก็พูดไม่ออกแล้ว
เผ่ามนุษย์ก็กำเริบเสิบสานเช่นกันหรือ
หานเจวี๋ยนึกถึงวังปีศาจ วังสวรรค์ วังเทพและวังมังกรก่อนหน้านี้
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มหาเคราะห์จะไม่ยืดเยื้อไปตลอดกาลหรอกหรือ
สิงหงเสวียนกล่าวขึ้นมา “ท่านพี่ ท่านคิดว่าข้ากุมอำนาจไว้ได้หรือไม่”
หานเจวี๋ยย้อนถาม “กุมอำนาจอันใด”
สิงหงเสวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนกล่าวตอบ “อำนาจจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์!”
นางมองหานเจวี๋ยด้วยความประหม่ากังวล นางรู้ว่าความคิดนี้ของตนช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก หากพูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะหานเจวี๋ย เขาที่กลัวความยุ่งยากวุ่นวายเป็นที่สุด จะตัดขาดกับนางด้วยเรื่องนี้หรือไม่นะ
ทว่าหานเจวี๋ยกลับไม่มีท่าทางแปลกใจใดๆ เลย ถึงขั้นสงบนิ่งเสียด้วยซ้ำ
“แล้วแต่เจ้าเถอะ”
“เอ่อ…ท่านพี่ไม่เป็นห่วงข้าเลยหรือ”
“เจ้ามีอะไรน่าห่วงกัน ต่อให้เจ้าตายอยู่ข้างนอก ข้าก็ไม่เสียใจ”
“เชอะ ท่านพี่จอมปากแข็ง”
“บอกให้เจ้ากลับมาตั้งนานแล้ว เจ้าก็ไม่ยอมกลับ ข้าเคารพในความตั้งใจของเจ้า แต่เจ้าก็อย่าได้คิดจะลากข้าไปตายด้วย”
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะพูดจาไร้เยื่อใย แต่สิงหงเสวียนกลับไม่เสียใจเลย
นางไม่ได้โง่ หากหานเจวี๋ยไร้เยื่อใยจริงๆ นางคงเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏไปสิบกว่ารอบแล้ว
สิงหงเสวียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่วางใจได้เลย หากข้าตายไปจะไม่เกี่ยวข้องไปถึงท่านแน่นอน แต่หากข้าทำสำเร็จ ภายภาคหน้าท่านอยากได้สิ่งใด ขอเพียงข้าทำได้ จะให้ท่านได้สมประสงค์แน่นอน ถึงขั้นที่ข้าสามารถเคลื่อนพลเผ่ามนุษย์ทั่งเผ่าพันธุ์ทำงานเพื่อท่านได้เลย!”
หานเจวี๋ยแค่นเสียงเอ่ยวาจา “เจ้าระวังตัวหน่อยเถอะ การชิงตำแหน่งจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์มิได้ง่ายดายปานนั้น”
“คิกๆ ข้ามีแผนการในใจแล้ว”
หานเจวี๋ยเห็นนางยิ้มแย้มมั่นใจในตัวเองเช่นนี้ ก็อดคาดคะเนไม่ได้ หรือว่าหนี่ว์วาจะพูดอะไรกับนาง
มีความเป็นไปได้สูง!
ถึงแม้สิงหงเสวียนจะขวัญกล้าเพียงใด ก็ไม่เคยทำเรื่องที่ไม่มีความมั่นใจ
หลังจากหานเจวี๋ยคิดตกแล้ว ก็ไม่ได้เอ่ยทัดทานอีก
ขอเพียงหนี่ว์วาไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อนางและเขา น้ำใจในครานี้รับไว้จะเป็นอันใดไปเล่า
อริยะก็ต้องทำกรรมดีสั่งสมบุญเช่นกัน
หานเจวี๋ยเริ่มชี้แนะแนวทางบำเพ็ญให้สิงหงเสวียน ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ตนประสบมากับตัว
….
หนึ่งปีผ่านไป
หานเจวี๋ยกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน เขาเดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน เตรียมจะแสดงธรรมให้ทั้งสำนักซ่อนเร้น โดยมีดวงจิตประหลาดติดตามอยู่ด้านหลัง ดุจเงาตามตัว
เมื่อได้ยินว่าหานเจวี๋ยจะแสดงธรรม ลูกศิษย์ทั้งหมดต่างพากันมาชุมนุม ชะเง้อคอรอคอย
หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม ดึงดูดทุกคนให้เข้าสู่สภาวะตระหนักมรรค
เวลาเก้าปีผ่านไปในชั่วพริบตาเดียว
หานเจวี๋ยไม่ได้ไขข้อสงสัยแก่ลูกศิษย์ไปทีละคนๆ เช่นแต่ก่อน แต่หันหลังกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที
เขาเก็บดวงจิตประหลาดไว้ในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา
‘ไม่ได้ใส่ใจเจ้าเสียนาน ครั้งนี้จะใส่ใจเป็นพิเศษเลย’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ค่าความเกลียดชังที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีต่อเขาบรรลุถึงขั้น 6 ดาวแล้ว จำเป็นต้องสังหารเสีย มิเช่นนั้นปัญหาจะตามมาไม่รู้จบ!
ก่อนจะลงมือเขาให้ความสนใจกับจดหมายอยู่บ้าง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนนิ่งเงียบไปหลายสิบปี ช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ถึงได้เริ่มกลับมาโลดแล่นอีกครั้งแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งโจมตีหลี่เต้าคงไป
ในอดีตหานเจวี๋ยเคยใช้ฐานะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกล่าวว่าเขาใส่ใจหลี่เต้าคง จะเล่นละครก็ต้องเล่นให้ถึงที่สุด อาศัยข้ออ้างนี้มาสังหารจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเสีย
ห้าวันผ่านไป
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลงแล้ว
หนึ่งหมื่นล้านปี!
สองหมื่นล้านปี!
ห้าหมื่นล้านปี!
แปดหมื่นล้านปี!
หนึ่งแสนล้านปี!
ไอ้เฒ่าทารกผู้นี้ยังอยู่ดี ต้องสาปแช่งเขาต่อไป!