401-405
บทที่ 401
หานเจวี๋ยอยากหนีออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่จู่ๆ ก็เกิดใจกล้าขึ้นมา
เจ้าดวงจิตประหลาดนี่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสติปัญญา สามารถนำมาใช้งานได้หรือไม่
ไม่หรอก! ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้น เหตุใดอริยะไม่เก็บเอาไว้ใช้เองเล่า
หานเจวี๋ยใช้ความสามารถวิวัฒนาการอย่างระแวดระวัง พร้อมถามในใจว่า ‘หากข้าปราบดวงจิตประหลาด จะมีอันตรายหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[เบื้องต้นไม่มี]
คำสี่คำลอยขึ้นมาตรงหน้าของหานเจวี๋ย
‘หากข้าปราบดวงจิตประหลาด จะมีผลกรรมเกี่ยวข้องกับผู้อื่นหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
นี่จะผลาญอายุขัยกันหรือ
หัวใจของหานเจวี๋ยเริ่มหลั่งเลือด แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งต้องระวังมากขึ้น อย่างไรเสียอายุขัยของเขาก็ยืนยาว
[ไม่มีผลกรรมอื่นๆ ที่ข้องเกี่ยวในขณะนี้]
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาเริ่มแบบจำลองการทดสอบ เพื่อทดสอบการต่อสู้ระหว่างดวงจิตประหลาดกับเขา
หนึ่งวินาทีต่อมา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าเปี่ยมด้วยความเบิกบานใจ
ดวงจิตประหลาดไม่มีทักษะการต่อสู้ ถูกเขาสังหารในทันที เช่นนี้ก็ปราบได้!
หลังจากที่หานเจวี๋ยตรวจพบที่อยู่ของดวงจิตประหลาดแล้ว เขาก็ส่งจิตรับรู้ตรงเข้าไปในถ้ำเทวา
มันคือมวลอากาศสีดำทะมึน มีรูปร่างเหมือนคน ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าของหานเจวี๋ย ดูแปลกประหลาดสุดขีด
ทันทีที่มันเข้ามา อุณหภูมิภายในถ้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
ดอกพลับพลึงแดงเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยสะดุ้งสุดตัว รีบใช้บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรสะกดดวงจิตประหลาดเอาไว้ทันที เพื่อไม่ให้ดอกพลับพลึงแดงนับพันดอกตายหมดเกลี้ยง
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็พบว่าเจ้าดวงจิตประหลาดสามารถดูดซับแรงกรรมได้เหมือนกันกับเขา!
สุดยอด!
หานเจวี๋ยเริ่มคาดหวังกับพรสวรรค์ในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมัน
แต่ก่อนอื่น หานเจวี๋ยต้องใช้ตราประทับหกวิถีสยบดวงจิตประหลาดให้ได้เสียก่อน
ดวงจิตประหลาดไม่มีสติปัญญา เมื่อเผชิญหน้ากับตราประทับหกวิถี มันก็ไม่ต่อต้านแม้แต่น้อย
‘ทำไมถึงไม่มีใครค้นพบดวงจิตประหลาดเลย’ หานเจวี๋ยเกิดความคิดสุดประหลาดขึ้นมาในหัว
[ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของดวงจิตประหลาด]
‘เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียว หรือเป็นเพราะระบบที่ยอดเยี่ยมกันแน่’ หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เกิดความคิดบางอย่าง จึงเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา
“เจ้ามองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของข้าหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม
ดวงจิตประหลาดคั่นกลางระหว่างทั้งสองคน บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรเปล่งแสงชั่วร้ายส่องไปทางดวงจิตประหลาด
อู้เต้าเจี้ยนตอบ “บัลลังก์ดอกบัวของท่านเปล่งแสงหรือเจ้าคะ”
“นอกเหนือจากนั้นล่ะ”
“ไม่มีแล้วนะเจ้าคะ”
อู้เต้าเจี้ยนดูสับสน ไม่เข้าใจในสิ่งที่หานเจวี๋ยถาม
หานเจวี๋ยไล่นางออกไป แล้วให้คนอื่นเข้ามาทีละคน
ไม่นานเขาก็ได้รู้สิ่งหนึ่ง นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครเห็นดวงจิตประหลาด หรือกระทั่งรับรู้ถึงกลิ่นอายของมันด้วยซ้ำ!
ขนาดคนของสำนักซ่อนเร้นยังไม่รู้ถึงตัวตนของดวงจิตประหลาด จักรพรรดิเซียนก็ยิ่งไม่มีทางสัมผัสถึงตัวตนของมันได้
นี่มันน่าทึ่งสุดๆ เลย!
หานเจวี๋ยลูบคาง พลางครุ่นคิด ‘เป็นเพราะกายดาราอนธการของข้า หรือเป็นเพราะระบบกันนะ’
[ระบบเป็นเพียงตัวช่วย ไม่ใช่พลังวิเศษ]
‘เจ้ามันน่าสมเพชกว่าพลังวิเศษเสียอีก!’ หานเจวี๋ยบ่นกระปอดกระแปดในใจ เช่นนั้นก็หมายความว่าตัวตนเทพมารอนธการของเขาสูงส่งกว่าดวงจิตประหลาด
ทว่าในทางกลับกัน แท้จริงแล้วระบบเป็นตัวตนเช่นไรกันแน่
หานเจวี๋ยถามในใจ “ระบบแข็งแกร่งกว่าบรรพชนเต๋าหรือไม่”
[ความแข็งแกร่งของระบบจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของท่าน ยิ่งท่านแข็งแกร่งขึ้นระบบก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ปัจจุบันระบบไม่สามารถต้านทานพลังของบรรพชนเต๋าได้]
หานเจวี๋ยยิ่งรู้สึกสงสัยใคร่รู้ยิ่งกว่าเดิม
‘ระบบจะไม่ถูกแปรเปลี่ยนโดยมหามรรคบางประการใช่หรือไม่’ หากระบบไม่ตอบคำถามดังกล่าว เขาก็ไม่อาจรู้ชัดได้
หากเขาอยากเข้าใจความจริงของระบบอย่างถ่องแท้ เขาก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยมุ่งความสนใจไปยังดวงจิตประหลาดอีกครั้ง
…
สิบปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ประทับตราประทับหกวิถีไว้ในส่วนลึกของดวงจิตประหลาดได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อาจลบล้างได้
เขาฝึกบำเพ็ญต่อ ส่วนดวงจิตประหลาดถูกพลังเวทปฐมเทพห่อหุ้มเอาไว้ ราวกับสวมเสื้อผ้าชั้นหนึ่ง ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อดอกพลับพลึงแดง
ในตอนแรกดวงจิตประหลาดไม่ได้เตร็ดเตร่ไปไหนมาไหน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เริ่มเคลื่อนไหว
ก่อนอื่นมันเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ เข้ามาใกล้หานเจวี๋ยบ้าง ออกไปดูวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าบ้าง ราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย
เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผันผ่านไปอีกสี่สิบปี
หานเจวี๋ยอยู่ไม่ไกลจากปฐมเทพขั้นระดับหกแล้ว ผ่านมาสองร้อยกว่าปีจากการทะลวงระดับครั้งล่าสุด เขายังคงรักษาความเร็วในการทะลวงระดับไว้ได้เป็นอย่างดี
หากบรรลุระดับปฐมเทพขั้นหกได้แล้ว ระดับต้าหลัวก็อยู่ไม่ไกล!
หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ดวงจิตประหลาดคล้ายจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเขา มันเข้ามาใกล้โดยสัญชาตญาณ และถูไถแผ่นหลังของเขา
หานเจวี๋ยรู้สึกเพลิดเพลิน ‘เจ้านี่กำลังนวดให้ข้าอยู่หรือ แต่จะว่าไปก็นวดสบายดีเหมือนกันนะเนี่ย!’
นวดอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเขาสามารถปลูกฝังและฝึกให้ดวงจิตประหลาดเรียนรู้ในด้านนี้ได้ เพื่อที่ต่อไปมันจะได้รับใช้เขาหลังจากการฝึกบำเพ็ญได้
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปได้
ในตอนนั้นเองหานเจวี๋ยก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนในอาณาเขตฟ้าบุพกาลกำลังเรียกตัวเขา
นอกจากเต้าจื้อจุนยังจะเป็นใครได้อีก
หานเจวี๋ยส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย จากนั้นก็ส่งจิตรับรู้เข้าไปในอาณาเขตฟ้าบุพกาลทันที
เมื่อมาถึงอาณาเขตฟ้าบุพกาล หานเจวี๋ยก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าดวงจิตประหลาดก็ตามเขามาด้วย
‘นี่…มันก็มีคุณสมบัติเทียบเท่าคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลหรือ ไม่จริงน่า!’
เจ้านี่สูงกว่าคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ดังนั้นจึงเข้ามาในอาณาเขตฟ้าบุพกาลได้
หานเจวี๋ยเริ่มเกิดความสงสัยว่าเต้าจื้อจุนและจ้าวเซวียนหยวนจะมองเห็นมันหรือไม่
เต้าจื้อจุนและจ้าวเซวียนหยวนอยู่กันพร้อมหน้า เมื่อเห็นหานเจวี๋ยก็เข้ามารุมล้อมทันที
“ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยเหลือ!”
จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยปากเป็นคนแรกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หานเจวี๋ยเกิดความระแวงทันที
พวกเจ้าได้รับความช่วยเหลือมากี่ปีแล้ว มาทำท่าเหมือนเพิ่งรอดตายอะไรเอาป่านนี้
ต้องมีกับดักแน่นอน!
เต้าจื้อจุนแกล้งกระแอมไอแล้วกล่าวว่า “ข้าติดหนี้บุญคุณท่านอีกแล้ว ดูจากนิสัยระแวดระวังตัวเช่นนี้ สงสัยข้าคงจะไม่มีวาสนาได้ตอบแทนบุญคุณของท่านไปชั่วชีวิต”
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร มาเป็นศิษย์สำนักของข้าสิ”
เต้าจื้อจุนนิ่งเงียบไป
เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของวังสวรรค์เขายังรับได้ แต่ถ้าให้เป็นลูกน้องของหานเจวี๋ย เช่นนั้นก็แสดงว่าเขามีศักดิ์ต่ำกว่า ทว่าเขาเห็นหานเจวี๋ยเป็นคู่แข่งมาตลอด
หานเจวี๋ยเมื่อเห็นว่าเจ้าหมอนี่ไม่ยอมรับคำ ก็เกิดความเกลียดชังระดับ 2 ดาวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ไอ้หมาป่าตาขาว!
จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยปาก “สหายเต๋า ผู้อาวุโสหลี่เต้าคงต้องการพบท่าน ท่านสะดวกหรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าว “เช่นนั้นท่านก็ไปเชิญเขามาสิ”
จ้าวเซวียนหยวน “…”
เต้าจื้อจุนอดขำไม่ได้ เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “เขามีคุณสมบัติที่จะเข้ามาในนี้ได้เสียที่ไหน”
แม้ว่าเขาจะไม่อาจเอาชนะหลี่เต้าคงได้ แต่เมื่อเทียบกันเรื่องพรสวรรค์ เขามีคุณสมบัติเพียงพอให้ดูแคลนหลี่เต้าคง
หานเจวี๋ยลอบยิ้ม ‘มิน่าล่ะท่านถึงได้ถูกหลี่เต้าคงจัดการเสียน่วม เพราะปากดีแบบนี้นี่เอง’
“พวกท่านเรียกข้า มีธุระอะไร”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าสองคนนี้มองไม่เห็นดวงจิตประหลาดจริงๆ หรือ
ดวงจิตประหลาดมีคุณสมบัติเหมาะแก่การเป็นมือสังหารจริงๆ!
ไม่มีใครมองเห็นมัน ดังนั้นมันจึงทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจสินะ
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคู่กับดวงจิตประหลาด แบบนี้ไม่เรียกว่าคู่สร้างคู่สมหรือไร
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
“ศิษย์หลานของท่าน จักรพรรดิสวรรค์ฟางจะจัดงานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนเป็นครั้งแรก เจ้าจะไม่มาเป็นกำลังใจให้เขาหน่อยหรือ” เต้าจื้อจุนถาม
หานเจวี๋ยตอบกลับ “ไม่ไป”
“ทำไมเล่า”
“หากไปต้องถูกรุมกระทืบอย่างแน่นอน”
หากไปงานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนแล้วไม่เกิดเรื่องขึ้น หานเจวี๋ยจะเขียนชื่อตัวเองกลับหัวเลย!
เต้าจื้อจุนกล่าวอย่างเอือมระอา “ท่านป็นถึงระดับเทพแล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก พวกเราสามคนร่วมมือกัน นอกจากต้าหลัวแล้ว ใครมันจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้อีก”
ยังคิดจะรวมหัวกันอีก!
หานเจวี๋ยอดคิดถึงตอนที่โจวฝาน โม่ฟู่โฉวยังไร้เดียงสาในสมัยวันวานอันนานแสนนานมาแล้ว
บทที่ 402
“พวกท่านจะหาเรื่องใส่ตัว ก็อย่าลากข้าไปเกี่ยวข้องด้วย พวกท่านลองถามตัวเองดีๆ ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พวกท่านได้ใช้ชีวิตอย่างดีแล้วจริงๆ หรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม อยู่ต่อหน้าพวกลูกหมาไม่รู้จักโตสองคนนี้ ไม่จำเป็นต้องถนอมน้ำใจ
โดยเฉพาะเต้าจื้อจุน เมื่อก่อนยังรู้สึกว่าเขาเก่งกาจพอตัว ทำไมเดี๋ยวนี้ทำตัวอย่างกับเหม่งทึ้ง เกาะติดเขาแจขนาดนี้กัน
ประสาท!
หานเจวี๋ยเตรียมจะจากไป
จู่ๆ เต้าจื้อจุนก็เอ่ยขึ้นมา “ท่านต้องเอาชนะข้าให้ได้ ข้าถึงจะยอมเข้าร่วมกับท่าน!”
หานเจวี๋ยปรายตามองแล้วกล่าว “หากท่านหาตัวข้าเจอ ก็ชนะไป”
พูดจบหานเจวี๋ยก็พาดวงจิตประหลาดจากไปทันที
หลังกลับคืนสู่ความเป็นจริง หานเจวี๋ยก็ให้ดวงจิตประหลาดรออยู่ด้านหนึ่ง จากนั้นเขาก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
ต่อไปคือการทะลวงระดับปฐมเทพขั้นหก!
จากนั้นก็ถึงระดับต้าหลัว!
…
ยี่สิบปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้รับโอกาสทะลวงระดับ
เขาปรับอารมณ์ตนเอง เริ่มอ่านจดหมายก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน
[โจวฝานสหายของท่านครอบครองเพลิงแท้สุริยะ วิวัฒนาการเป็นดวงจิตมรรคาสวรรค์]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าปีศาจ] x14009
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หล่านเทียนสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับยอดสมบัติ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ตัวตายมรรคผลสลาย]
…
‘ดวงจิตมรรคาสวรรค์? ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว! สมแล้วที่เป็นร่างจำลองอริยะ’
หานเจวี๋ยมีสัญชาตญาณว่าโจวฝานจะกลายเป็นม้ามืดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้
หลี่เต้าคงบาดเจ็บอีกแล้ว ทั้งยังถูกโจมตีจากจักรพรรดิสวรรค์ และผู้ทรงพลังลึกลับ
ยอดแม่ทัพเทพสิ้นลมแล้วจริงๆ ด้วย!
หานเจวี๋ยรู้สึกสงสัยในตัวของผู้ทรงพลังลึกลับที่ทำร้ายหลี่เต้าคงเป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้ทรงพลังลึกลับคนเดียวกันกับที่สังหารยอดแม่ทัพเทพ
เมื่อเห็นจดหมายที่บอกว่ายอดแม่ทัพเทพสิ้นชีพ หานเจวี๋ยก็รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย
อาจกล่าวได้ว่ายอดแม่ทัพเทพเป็นแม่ทัพสวรรค์ที่ตรากตรำที่สุดในวังสวรรค์เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็มักจะพุ่งทะยานไปเป็นแนวหน้าเสมอ
หานเจวี๋ยถามขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้ ‘ผู้ทรงพลังลึกลับที่สังหารยอดแม่ทัพเทพ ทำร้ายหลี่เต้าคงเป็นใคร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
หานเจวี๋ยรู้สึกว่านี่อาจเป็นภัยคุกคามมาถึงตัวเขาได้ จึงตัดสินใจตรวจสอบ
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน]
เบื้องหน้าของหานเจวี๋ยปรากฏเป็นชื่อหนึ่ง ด้านล่างเป็นคำบรรยายที่เหมือนกับที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ทุกกระเบียดนิ้ว
‘เป็นเจ้านี่จริงๆ ด้วย!’
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีแผนที่จะสังหารจักรพรรดิสวรรค์ใช่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ใช่]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘ไม่ได้! ต้องสั่งสอนคนผู้นี้เสียแล้ว!’
หลี่เต้าคงถูกทำร้ายปางตาย เป้าหมายต่อไปของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอาจจะเป็นฟางเหลียง ซ้ำร้ายคนผู้นี้ยังคิดจะสังหารสรรพชีวิต สร้างโลกแห่งมรรคาสวรรค์ที่ตนเป็นผู้ครอบครอง
ปล่อยให้เขาทำสำเร็จไม่ได้เป็นอันขาด! แต่ทะลวงระดับก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
หานเจวี๋ยเริ่มการทะลวงระดับทันที
ผ่านไปอีกสี่ปี เขาก็ทะลวงระดับสำเร็จลุล่วง กลายเป็นปฐมเทพขั้นหก!
พลังเวทของหานเจวี๋ยเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับที่สมบูรณ์แบบ
เขารวบรวมตบะ พร้อมกับตรวสอบหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตนเองไปด้วย
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 5932/999,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]
[ตบะ: ปฐมเทพขั้นหก]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]
…
‘เก้าสิบเก้าพันล้านปี! นอกจากตัวข้าแล้วจะมีใครทำได้อีก!’
ในใจของหานเจวี๋ยเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ขั้นต่อไปคือการทะลวงต้าหลัว!
ห้าปีต่อมา
หานเจวี๋ยรวบรวมตบะได้จนสมบูรณ์ เขาไม่รีบร้อนที่จะยกระดับพลังวิเศษ แต่เลือกที่จะเข้าฝันจักรพรรดิสวรรค์ก่อน
หลังจากเข้าสู่แดนความฝัน หานเจวี๋ยก็มองเห็นจักรพรรดิสวรรค์ และพบว่าจักรพรรดิสวรรค์อยู่ในสภาพที่ผมเผ้ากระเซิง ชุดมังกรขาดวิ่น สภาพราวกับนักโทษ
หานเจวี๋ยถามว่า “เจ้าเป็นอะไรไป”
เมื่อเห็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการปรากฏตัวขึ้น ดวงตาของจักรพรรดิสวรรค์ก็เปล่งประกายสุกใส
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่า “เจ้าเดาออกว่าเขามีจิตคิดต่อต้านบรรพชนเต๋าตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าว “ถูกต้อง มิฉะนั้นเหตุใดเขาจึงไม่ช่วยเหลือเจ้าสยบความโกลาหลในมรรคาสวรรค์กันเล่า”
จักรพรรดิสวรรค์ทอดถอนใจโดยไม่รู้ตัว
เห็นได้ชัดว่าที่เขารู้สึกจนมุมถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะตอบรับไมตรีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ในตอนนี้เอง
ร่างร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากห้วงอากาศข้างกายจักรพรรดิสวรรค์
รูปร่างของเขาขมุกขมัว ไม่อาจเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ เช่นเดียวกับหานเจวี๋ย
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน!
หานเจวี๋ยคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้อย่างถูกต้อง และแอบตกใจว่าคนผู้นี้เข้ามาในความฝันอันธการได้อย่างไร
หรือว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนควบคุมจักรพรรดิสวรรค์ได้แล้วงั้นหรือ
“เจ้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสินะ” จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบรับ
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมองข้ามจักรพรรดิสวรรค์ เขาจดจ้องหานเจวี๋ยพลางกล่าวว่า “มาร่วมมือกับเราเถิด วันหนึ่งเราจะขึ้นเป็นบรรพชนเต๋า ส่วนเจ้าก็จะได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์”
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเขาเสียสติเกินเยียวยา ‘เจ้าคิดว่าบรรพชนเต๋าจากไปแล้วจริงๆ หรือ’
ไม่แน่ว่าในความืดมิด บรรพชนเต๋าอาจจะทวีความเกลียดชังต่อจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจนกลายเป็น 2 ดาวไปแล้วก็เป็นได้
หานเจวี๋ยแกล้งทำเป็นเยาะเย้ย “เจ้ามีสิทธิ์อะไร”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าว “หากเจ้าปฏิเสธ เจ้าก็ถือเป็นศัตรูของเรา ก็ดี เราเองก็อยากแข่งขันกับคนอื่นเช่นกัน เพียงแต่ในโลกาสวรรค์แห่งนี้ ไม่มีใครมีคุณสมบัติมากพอที่จะมาต่อกรกับเรา!”
บ้าไปแล้ว! หานเจวี๋ยจะทนเขาได้อย่างไร
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าจะทำอย่างไรกับจักรพรรดิสวรรค์”
“เจ้าดูจะเป็นห่วงเขาเสียเหลือเกิน”
“ไม่ ข้าห่วงหลี่เต้าคง หากเจ้าทำร้ายหลี่เต้าคง เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆ แน่”
“หลี่เต้าคงยังไม่ตาย แต่ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องตายด้วยน้ำมือของเรา ส่วนจักรพรรดิสวรรค์ เรายังต้องใช้ประโยชน์เขาอีกนาน”
ทั้งสองดูเหมือนเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ที่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง
จักรพรรดิสวรรค์ยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่ปริปากสักคำ
ไม่นานทั้งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนและเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ต่างฝ่ายต่างเผชิญหน้ากัน
หานเจวี๋ยรีบออกไปจากความฝันอันธการทันที
[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
เยี่ยมยอด!
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที ในเมื่ออีกฝ่ายพบกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว หานเจวี๋ยก็ไม่จำเป็นต้องรีรออีกต่อไป
จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงไต่ถามระบบอย่างระมัดระวัง ‘จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของข้าหรือไม่’
[ไม่]
ครั้งนี้อายุขัยไม่ถูกหักออก
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเริ่มต้นสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนทันที
เอาไปเลยสามหมื่นล้านปีเบาะๆ!
หานเจวี๋ยไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็นอีกต่อไป และจะไม่จบเพียงแค่การผลาญอายุสามหมื่นล้านปีในคราวเดียว
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลงฮวบฮาบ เขาเปิดหน้าจอแสดงคุณสมบัติขึ้นมา และจ้องมองอย่างละเอียด
อัตราการลดลงของอายุขัยรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากความรุนแรงของพลังคำสาปแช่งของเขาหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา
เขาต้องทุ่มสุดตัวเพื่อเผชิญหน้ากับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ห้าพันล้านปี!
หนึ่งหมื่นล้านปี!
สองหมื่นล้านปี!
สามหมื่นล้านปี!
สี่หมื่นล้านปี!
หานเจวี๋ยต้องยั้งมืออย่างเลี่ยงไม่ได้ ใบหน้าของเขาอาบไปด้วยโลหิต สติสัมปชัญญะมึนงงจนแทบทนไม่ไหว
เขาตรวจสอบจดหมาย แต่ไม่เห็นจดหมายที่แจ้งว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนถูกสาปแช่งแต่อย่างใด
เขารู้สึกเศร้าใจอยู่ลึกๆ
คนคนนี้มันร้ายกาจจริงๆ!
…
ในจักรวาลอันมืดมิด เหนือทะเลเมฆา มีต้นไม้กิ่งก้านคดเคี้ยวตั้งอยู่ ใต้ต้นไม้มีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่
นั่นคือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น คิ้วขมวดมุ่น พร้อมกับเอ่ยพึมพำ “เราดูแคลนเจ้าเกินไป มิน่าเล่าต้าหลัวพวกนั้นถึงถูกเจ้าบีบไปสู่ความตายได้”
เขาเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บของตน
เมื่อเผชิญหน้ากับคำสาปแช่งอันน่าสยดสยองของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เขาก็แทบทรงตัวไม่อยู่ ยังดีที่เขามีพลังวิเศษอันแข็งแกร่ง และพลังเวทไร้ขอบเขต
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเกิดความหวั่นเกรงอย่างใหญ่หลวงต่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ คำสาปแช่งเมื่อครู่นั้นนับเป็นพลังทั้งหมดของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือไม่
นอกจากอริยะ เขาเพิ่งเคยพบเจอตัวตนที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก
บทที่ 403
[ความเกลียดชังที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
เมื่อเห็นข้อความแถบนี้ปรากฏขึ้น ความหม่นหมองใจของหานเจวี๋ยก็มลายหายไปในทันที
หากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรต่อคำสาปแช่งของเขาจริง แล้วความเกลียดชังจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
หากอายุขัยกว่าสี่หมื่นล้านปียังทำไม่ได้แม้แต่จะทำลายอารมณ์ของศัตรู เช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเสียเลือดเนื้อไปฟรีๆ น่ะสิ
หานเจวี๋ยปรับสภาพจิตใจของตน
ตอนนี้เขาซ่อนตัวอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่น่าจะค้นหาเขาเจอได้
เขาไม่อาจเปิดเผยตัวตน เพื่อเลี่ยงไม่ให้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนใช้คนรอบข้างมาข่มขู่เขา
ไม่กี่วันต่อมา
หลังจากสภาพร่างกายฟื้นฟูดีแล้ว เขาก็เริ่มยกระดับพลังวิเศษของตน เพื่อให้ความแข็งแกร่งของตัวเขาไปถึงขีดจำกัดในปัจจุบัน
หนึ่งปีต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มทำแบบจำลองการทดสอบ โดยต่อสู้กับหลี่เสวียนเอ้า
ปลิดชีพในเสี้ยววินาที!
ต่อสู้กับหลี่เต้าคง ปลิดชีพในไม่กี่อึดใจ!
ต่อสู้กับจักรพรรดิสวรรค์ ปลิดชีพภายในครึ่งชั่วยาม!
ต่อสู้กับเซวี่ยหมิงเหอ ปลิดชีพภายในชั่วก้านธูป!
หานเจวี๋ยท้าทายสาวกทั้งตำหนักเอกอนันต์ภายในคราวเดียว ในบรรดาระดับเทพไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาเลย พวกต้าหลัวปลายแถวที่อ่อนหัดหน่อยก็ถูกเขาสังหารเช่นกัน
พลังวิเศษต้าหลัว กายดาราอนธการ บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร!
นี่คือเหตุผลที่หานเจวี๋ยสามารถสังหารศัตรูข้ามระดับด้!
ความแตกต่างระหว่างปฐมเทพขั้นหกและปฐมเทพขั้นห้านั้นห่างไกลกันคนละโยชน์ ไม่เพียงแค่ปริมาณพลังเวทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแก่นแท้ของพลังเวทอีกด้วย
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงระดับต้าหลัวรางๆ แล้ว
ระดับต้าหลัวคือการหยั่งรู้มหามรรค
สิบสองจอมเวทบรรพชน แม้จะไร้ซึ่งจิตดั้งเดิม แต่กายเนื้อของพวกเขาแต่ละคนผ่านการฝึกฝนมหามรรคดั้งเดิมแขนงหนึ่งจนสามารถบรรลุระดับต้าหลัว หรือระดับที่แข็งแกร่งกว่าได้
หานเจวี๋ยเตรียมพร้อมที่จะหยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด เพื่อทะลวงระดับต้าหลัว
เขาต้องรอคอยเพียงเพราะมหามรรคแห่งกรรมถูกสั่งสอนโดยปรมาจารย์ลัญจกรสรวง หากวันใดวันหนึ่งปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเกิดจิตชั่วร้ายขึ้นมา เขาที่ฝึกมหามรรคแห่งกรรมจะไม่กลายเป็นหุ่นเชิดเอาหรือ
“เดี๋ยวก่อน ทำไมเราถึงสร้างมหามรรคแขนงใหม่ขึ้นมาไม่ได้ล่ะ”
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็เกิดความคิดสุดอาจหาญขึ้นมา แต่แล้วความคิดดังกล่าวก็ถูกเขาโยนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ลำพังตัวเขาคนเดียวทำไม่ได้แน่นอน นอกเสียจากจะรวบรวมชิ้นส่วนมหามรรคเก้าชิ้นให้ได้เสียก่อน!
ตอนนี้เพิ่งจะสะสมได้เพียงแค่ชิ้นเดียว ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรจะสะสมได้ครบเก้าชิ้น
“หกพันปีกับระดับต้าหลัวน่าจะหาให้ได้สักชิ้น”
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน ก่อนจะถึงตอนนั้น เขายังต้องพึ่งพามหามรรคเวียนว่ายตายเกิด
หานเจวี๋ยเริ่มหยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด ทะลวงระดับต้าหลัวตามที่ตั้งใจไว้
เมื่อเขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญ แดนเซียนก็เกิดกระแสคลื่นซัดสาด
อดีตจักรพรรดิสวรรค์จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนปรากฏตัวขึ้น พิชิตวังสวรรค์ ควบคุมสวรรค์เก้าชั้น
เขาปรากฏตัวขึ้นด้วยตัวของเขาเอง และสยบกลุ่มอิทธิพลรอบด้าน
วังมังกรพ่ายแพ้
เผ่ามังกรแท้พ่ายแพ้
ลัทธิอันธการพ่ายแพ้
เผ่ากิเลนพ่ายแพ้
ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์พ่ายแพ้
สรรพชีวิตทั้งหลายอยู่ในความโกลาหล!
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนใช้พลังเวทอันไร้เทียมทานของเขานำพาความสิ้นหวังมาสู่ทุกชีวิต
…
ภายในวังจักรพรรดิสวรรค์อันปรักหักพัง ฟางเหลียงนั่งสมาธิอยู่บนเบาะนั่ง มีคนสองคนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
นั่นคือแม่ทัพเทพสวรรค์และแม่ทัพเทพยุทธ์
ฟางเหลียงจ้องมองทั้งสองด้วยแววตามืดหม่น แล้วกล่าว “พวกเจ้ายังจดจำจักรพรรดิสวรรค์อย่างเราได้อีกหรือ”
แม่ทัพเทพยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ฝ่าบาทคือจักรพรรดิสวรรค์ นี่เป็นพระบัญชาจากจักรพรรดิสวรรค์องค์ก่อน เป็นจริงตามธรรมเนียม!”
แม่ทัพเทพสวรรค์ก็กล่าวร่วมด้วย “ท่านคือจักรพรรดิสวรรค์!”
ฟางเหลียงมองไปยังพวกเขา รู้สึกหมดอาลัยเต็มทน
ทันทีที่นึกถึงยอดแม่ทัพเทพ ในใจของเขาก็พลันหนักอึ้ง
“ตอนนี้เรากลายเป็นนักโทษของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน อย่างที่พวกเจ้าเห็น” ฟางเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
ยังไม่ทันคุ้นเคยกับตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ดี เขาก็ถูกกำราบเสียแล้ว ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกกล้ำกลืน
แม่ทัพเทพยุทธ์กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนช่างบังอาจนัก เขาคือความอัปยศของวังสวรรค์โดยแท้!”
แม่ทัพเทพสวรรค์ไม่ตอบรับ สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก
ฟางเหลียงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วกล่าว “ข้าอยากให้พวกเจ้าทำสิ่งหนึ่ง”
แม่ทัพเทพยุทธ์เอ่ยถาม “เรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“จงไปที่คุนหลุน รายงานสถานการณ์ของวังสวรรค์ให้แก่อริยะเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพเทพยุทธ์ตอบรับทันที
…
ภายในถ้ำอันมืดมิด
เซวี่ยหมิงเหอถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยกระบี่หยกขาวเจ็ดเล่ม ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ไกลออกไปคือเหล่าคนจากลัทธิอันธการจำนวนนับไม่ถ้วนที่มารวมตัวกัน ต้วนหงเฉิน เซวียนฉิงจวิน โม่ฟู่โฉวเองก็อยู่ด้วย
ทุกคนมองไปที่ร่างร่างหนึ่ง คนผู้นั้นถูกโอบล้อมด้วยเมฆหมอก นั่งอยู่บนเก้าอี้มังกร ท่าทางเย่อหยิ่ง แววตาดูถูกเหยียดหยาม เสื้อคลุมสีดำที่สวมใส่กระพือเล็กน้อย
เขาคือจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนขมวดคิ้ว เขาคำนวณมาหลายครั้ง แต่ก็คำนวณหาความเชื่อมโยงระหว่างเซวี่ยหมิงเหอกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่พบ
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จากที่ใดกันแน่”
สายตาของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจดจ้องไปยังเซวี่ยหมิงเหอ
เซวี่ยหมิงเหอกัดฟันกรอด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้ว่าเขาจะบูชาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่เขาก็รักตัวกลัวตายมากกว่า
เขากดเสียงต่ำ “ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอยู่ที่ใด!”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าว “ยังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่”
“อยาก!”
“ใช้สำนักของเจ้าสาปแช่งเผ่าพันธุ์มนุษย์เสีย”
“ว่าไงนะ”
เซวี่ยหมิงเหอตกใจจนหน้าถอดสี เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นตัวเอกมรรคาสวรรค์ สาปแช่งคนสองคนยังพอไหว แต่ให้สาปแช่งทั้งเผ่าพันธุ์แบบนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนส่งสายตาเย็นชากลับมา อุณหภูมิภายในถ้ำลดลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ทำให้ทุกคนต่างตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
เซวี่ยหมิงเหอทำได้เพียงพยักหน้าอย่างยากลำบาก
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหายตัวไปในอากาศ เหลือเพียงคำพูดเดียวที่ทิ้งเอาไว้ “สามพันมหามรรค เหลือความหวังเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะคว้าเอาไว้ได้หรือไม่”
กระบี่หยกขาวเจ็ดเล่มอันตรธานหายไปจากร่างของเซวี่ยหมิงเหอ
เขาก่นด่าอยู่ในใจ “ไอ้ชาติสุนัขเอ๊ย ถ้าไม่ติดที่ว่าเอาชนะเจ้าไม่ได้ล่ะก็…”
ตอนนี้เขาได้แต่ภาวนาขอให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการช่วยแก้แค้นให้กับเขา
…
เวลาผ่านไปสิบเก้าปี นับตั้งแต่เริ่มการหยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด
หานเจวี๋ยที่กำลังหมกมุ่นอยุ่กับการหยั่งรู้ก็ถูกขัดจังหวะด้วยข้อความของระบบ
[ตรวจสอบพบว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนต้องการบีบบังคับเร่งกระบวนการมหาเคราะห์ เป็นภัยต่อดวงชะตามรรคาสวรรค์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง สำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์ ต่อสู้กับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน นำความหวังไปสู่สรรพชีวิต จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง ได้รับสืบทอดยอดสมบัติหนึ่งครั้ง ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
[สอง ฝึกบำเพ็ญต่อไป หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยสบถด่าในใจ
ตัวเลือกเหล่านี้ช่างโหดเหี้ยมนัก
ทว่าเขากล้าสู้กับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเสียที่ไหน แบบนั้นไม่เรียกว่ารนหาที่ตายหรือ!
หานเจวี๋ยทำได้เพียงเลือกตัวเลือกที่สอง
แต่นี่ไม่ใช่ความสูญเสีย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ
[ท่านเลือกที่จะฝึกบำเพ็ญต่อไป ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยนำดวงจิตประหลาดเก็บลงไปในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร จากนั้นก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายและหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา
ระหว่างที่เขาทำการสาปแช่ง เขาจะขังดวงจิตประหลาดเอาไว้ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“ในเมื่อเจ้าเป็นบ้าขนาดนี้ เช่นนั้นข้าก็จะสู้กับเจ้าสักตั้ง!”
หานเจวี๋ยลอบคิดในใจ อีกครั้งแล้วที่เขาสวมบทบาทผู้ช่วยกอบกู้โลก แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงคุณงามความดีของเขา
แค่คิดก็รู้สึกอ้างว้างจับใจ
หานเจวี๋ยเริ่มหลอมรวมสมบัติทั้งสองชิ้น
หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นยอดสมบัติระดับเทพ เมื่อยกระดับแล้ว ก็จะสามารถไปถึงระดับต้าหลัวได้ เมื่อถึงเวลานั้นพลังแห่งคำสาปแช่งก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แค่คิดหานเจวี๋ยก็ตั้งตารอแล้ว
เขาหลอมรวมไปด้วย อ่านจดหมายไปด้วย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เซวี่ยหมิงเหอสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หลงเฮ่าลูกศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
…
หานเจวี๋ยไล่สายตาลงมา คิ้วขมวดแน่น
ชายผู้นี้ใช้วิธีนี้ในการเร่งกระบวนการมหาเคราะห์อย่างนั้นหรือ
บทที่ 404
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนโจมตีผู้นำของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ อย่างต่ำช้าไร้ยางอายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีการเจรจากับอริยะเอาไว้แล้ว
หานเจวี๋ยเป็นปฏิปักษ์กับเขา ก็เท่ากับกำลังเล่นเกมเดิมพันกับอริยะอยู่
กล่าวได้เลยว่าน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
ในตอนนี้อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมของอริยะได้ แล้วหานเจวี๋ยจะกลัวไปไยเล่า
แล้วเขาก็ไม่คิดจะสู้ตายกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนแบบตัวต่อตัวด้วย
อย่างไรก็ตามภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือพิสูจน์ต้าหลัวให้ได้เสียก่อน!
“ปวงสวรรค์หมื่นโลกา สรรพสิ่งในวิถีมรรคาสวรรค์ รอข้าทะลวงระดับก่อนเถิด!”
หานเจวี๋ยคิดด้วยความปลาบปลื้มภูมิใจ จากนั้นเขาก็หยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
….
โพ้นทะเลแดนเซียน บนเกาะลูกหนึ่ง
หลี่เต้าคงนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ โคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ ด้านข้างมีเงาร่างสองร่างยืนอยู่ เป็นหลี่เสวียนเอ้าและหวงจี๋เฮ่า
หวงจี๋เฮ่ามองใบหน้าที่ซีดขาวของหลี่เต้าคง ลอบตระหนกอยู่ในใจ
เขาเพิ่งเคยเห็นหลี่เต้าคงได้รับบาดเจ็บเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ในใจของเขา หลี่เต้าคงกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ แม้กระทั่งหลี่เสวียนเอ้าเอง อากาศของเขาก็ยังถูกหลี่เต้าคงสะกดข่มไว้อย่างมั่นคง
หลี่เสวียนเอ้าเปิดปากเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ ต้องการกลับคุนหลุนหรือไม่”
หลี่เต้าคงเอ่ยโดยไม่ลืมตาขึ้นเลย “เหตุใดต้องกลับไป”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้วพลางตอบ “วังสวรรค์ถูกจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนยึดอำนาจ ไม่มีความจำเป็นที่เราต้องให้การสนับสนุนต่อแล้ว”
“ที่ทำอยู่ตอนนี้มิใช่เพื่อวังสวรรค์ แต่เพื่อนิกายเหริน”
“หมายความว่าอย่างไร ท่านยังคิดจะไปสู้กับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอีกหรือ เขาเป็นครึ่งอริยะแล้ว ส่วนท่านเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับต้าหลัวได้สักเท่าไรกัน”
“เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า”
“แต่ว่า…”
“หึ หากมิใช่เพราะเขาควบคุมจักรพรรดิสวรรค์ให้ลอบโจมตีข้า ข้าไหนเลยจะปราชัยได้”
หลี่เต้าคงลืมตาขึ้นมา ดวงตาฉายแววเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลี่เสวียนเอ้าคิดจะกล่าวต่อแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
หลี่เต้าคงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากพูดอะไร ข้าก็ทราบเช่นกันว่าเวลานี้คือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต หากประมาทไปแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะสังขารสิ้นจิตแตกดับ ไม่อาจหวนกลับมาได้อีก แต่ถ้าข้าต้องการต่อสู้ ตัวเขาจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเองจะนับเป็นสิ่งใดได้”
หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยด้วยความจนปัญญา “ศิษย์พี่ เก็บความหยิ่งทะนงของท่านไว้เถิด พวกเรามิใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจริงๆ”
หลี่เต้าคงหลับตาลงอีกครั้ง กล่าวไปว่า “ศิษย์น้อง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าแตกต่างกับข้าอย่างไร”
“แตกต่างอย่างไร”
“เจ้า รู้ว่าควรทำถึงได้ลงมือทำ ส่วนข้า รู้ว่าทำไม่ได้แต่ยังมุ่งมั่นจะทำ ”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “เช่นนี้คือข้าสู้ท่านไม่ได้สินะ”
หลี่เต้าคงไม่เอ่ยวาจาอีก
หลี่เสวียนเอ้าจ้องมองหวงจี๋เฮ่าที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถาม “ศิษย์เอ๋ย เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
หวงจี๋เฮ่าโอดครวญกับตัวเองอยู่ในใจ ถึงแม้เขาจะเลื่อมใสในความหยิ่งทะนงของหลี่เต้าคง แต่ก็รู้สึกว่าเส้นทางที่หลี่เสวียนเอ้าเลือกเดินนั้นก็ไม่ได้ย่ำแย่เลย
เขาเคยรู้จักคนที่ระมัดระวังตัวยิ่งกว่าหลี่เสวียนเอ้ามาแล้ว
เขาถึงขั้นที่รู้สึกว่าหลี่เสวียนเอ้าไม่สมกับคำวิจารณ์ของหลี่เต้าคงเลย
หวงจี๋เฮ่ากลั่นกรองถ้อยคำ กล่าวออกมา “ต่างมีดีกันคนละแบบ”
หลี่เสวียนเอ๋าร้องเฮอะ ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
เขาหันไปมองหลี่เต้าคงพลางขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววกังวลแวบหนึ่ง
เขารู้ดีว่าคงไม่สามารถเกลี้ยกล่อมหลี่เต้าคงได้
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของหลี่เต้าคงได้ ต่อให้เป็นท่านอาจารย์ของพวกเขา หรืออริยะก็ทำไม่ได้
ในเวลานี้ หลี่เสวียนเอ้าค่อนข้างเหม่อลอยอยู่บ้าง
จู่ๆ เขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลี่เต้าคงถึงได้เป็นศิษย์คนโต เหตุใดถึงเดินนำหน้าเขาอยู่เสมอ
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมา
หรือว่าเขาคิดผิดไปแล้ว
….
เวลาผ่านไปอีกยี่สิบปี
หานเจวี๋ยหยุดการหยั่งรู้มรรค หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายที่ยกระดับเป็นสมบัติวิญญาณต้าหลัวขึ้นมาสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ทุกๆ ห้าปีเขาจะต้องสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหนึ่งครั้ง ป้องกันไม่ให้จักรพรรดิโจวเหยี่ยนทำลายล้างโลกได้สำเร็จ
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[โจวฝานสหายของท่านหลอมรวมโลหิตบรรพชนต้นตระกูลเผ่าเทพอีกาทอง ได้รับร่างจำลองอีกาทอง ได้รับดวงชะตาเผ่าเทพอีกาทอง]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านวิญญาณข้ามสู่แดนบรรพกาล]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[ผานซินสหายของท่านตื่นรู้พลังวิเศษ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านได้รับยอดสมบัติ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ] x13
[หลี่เต้าคงสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีมีอริยะช่วยเหลือ วิญญาณหลบหนีไปได้]
….
หานเจวี๋ยตระหนกอยู่ในใจ หลี่เต้าคงเข้าสู่เคราะห์แล้ว
สู้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่ได้ ยังจะบ้าเข้าไปสู้อีกหรือ
แน่นอน ยังมีความเป็นไปได้อีกข้อคือเขาถูกจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนตามล่า
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าวิญญาณของฟางเหลียงข้ามสู่แดนบรรพกาลอีกครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่เจ้าหนุ่มคนนี้ย้อนกลับไป เขาทำอะไรบ้างนะ
หานเจวี๋ยไม่ได้คิดต่อไปอีก ไว้สาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ทุ่มอายุขัยสองหมื่นล้านปีให้กับเขาโดยตรง ถือเป็นการให้เกียรติแล้ว!
ครึ่งเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เขาถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าวิญญาณฟางเหลียงข้ามสู่แดนบรรพกาลไปทำอะไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งหมื่นล้านปีหรือ
มากขนาดนี้เชียว
ไอ้หนุ่มคนนี้วางแผนอะไรอยู่กันแน่
หานเจวี๋ยรู้สึกตกใจขึ้นมาแล้ว เช่นนี้ต้องดำเนินการต่อเท่านั้น!
ดำเนินการต่อ!
[ไม่สามารถวิวัฒนาการได้ในครั้งเดียว มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากเกินไป ยกเลิกการหักอายุขัย]
หืม
คำนวณไม่ได้งั้นหรือ
หานเจวี๋ยจึงได้แต่เปลี่ยนวิธีถาม ‘วิญญาณฟางเหลียงข้ามสู่แดนบรรพกาลเพื่อทำร้ายข้าใช่หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่ใช่เพื่อทำร้ายท่าน]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาจำเป็นต้องระวังตัว ถึงแม้ค่าความรู้สึกดีที่ฟางเหลียงมีต่อเขาจะไม่ได้ลดลง แต่ห่างเหินกันไปเนิ่นนานปานนี้ ใจคนยากแท้หยั่งถึง จำเป็นต้องระวังเอาไว้
หานเจวี๋ยไม่วิวัฒนาการต่อแล้ว เขาทุ่มสมาธิจดจ่อกับการทะลวงระดับ
ด้วยกายดาราอนธการรวมถึงวิชายุทธ์ระดับมหามรรคอย่างมหามรรควัฏจักรอนธการ ความเร็วในการหยั่งรู้ของหานเจวี๋ยจึงรวดเร็วยิ่ง เขาคาดว่าตนน่าจะอยู่ไม่ไกลจากการพิสูจน์ต้าหลัวเท่าไรแล้ว
หากไม่บรรลุต้าหลัว เขาก็ไม่มีทางมีคุณสมบัติพอที่จะต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนได้
….
ณ เผ่ามนุษย์ในแดนเซียน
บนลานฝึกยุทธ์ที่ใหญ่โตกว้างขวางแห่งหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์มากมายนับไม่ถ้วนมารวมตัวกันที่นี่
สิงหงเสวียนก็รวมอยู่ในหมู่ฝูงชนด้วย รอบข้างรายล้อมไปด้วยผู้บำเพ็ญหญิง แต่ละคนล้วนมีท่าทางไม่ธรรมดา
ผู้บำเพ็ญทั้งหมดต่างมองดูท้องฟ้า ภาพวาดขนาดมหึมาแผ่นหนึ่งลอยอยู่เหนือทะเลเมฆหมอก ในภาพเป็นฉากขุนเขาธารา สดใสมีชีวิตชีวา วิหคสวรรค์สารพัดชนิดจับคู่บินโฉบผ่าน งดงามประหนึ่งแดนสวรรค์
“ลูกหลานเผ่าพันธุ์มนุษย์เอ๋ย มหาเคราะห์มาเยือนแดนเซียน สรรพสิ่งเผชิญอันตราย แล้วผู้บำเพ็ญอย่างพวกเราจะใช้ชีวิตบนโลกอย่างสงบสุขได้หรือ สมควรต้องขึ้นสู่สวรรค์เข้าร่วมสงคราม ช่วยเหลือเทพเซียนที่ถูกกักขังไว้!”
น้ำเสียงก้องกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อได้ยินคำพูดที่ปลุกเร้าทำให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ต่างรู้สึกฮึกเหิมคึกคัก
สิงหงเสวียนขมวดคิ้ว ร้องในใจว่าแย่แล้ว
ต้องแกล้งตายอีกแล้วหรือ
สิ่งที่วังสวรรค์เผชิญอยู่ นางเองก็เคยได้ยินมาบ้างเช่นกัน
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เทพเซียนล้วนถูกปราบปราม เผ่ามนุษย์อย่างพวกเขาจะสามารถต่อต้านจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนที่แสนทรงพลังได้อย่างไร
ในอดีตนางเป็นศัตรูของวังสวรรค์ ยามนี้กลับต้องช่วยเหลือวังสวรรค์…
สิงหงเสวียนไม่เข้าใจความคิดของผู้นำเผ่ามนุษย์เลย
ต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ให้ได้!
….
สองปีผ่านไป
หานเจวี๋ยประสบความสำเร็จรู้แจ้งมรรคแล้ว เริ่มหลอมรวมเข้ากับมหามรรคเวียนว่ายตายเกิด ประทับมันลงในพลังเวทของตน ใช้พลังเวทแปรสภาพ และยกระดับพลังจิต
เมื่อทุกอย่างในตัวเขาหลอมรวมเข้ากับมหามรรคแล้ว จะสามารถควบรวมเป็นมรรคผลแห่งต้าหลัว กลายเป็นต้าหลัวได้
ตามการชี้นำของมหามรรควัฏจักรอนธการ ระดับต้าหลัวจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์สวรรค์ ข้ามผ่านห้วงเวลา หมื่นเคราะห์ไม่สิ้นสูญ หมื่นภัยไม่แตกดับ
เคราะห์ภัยที่เอ่ยถึงในที่นี้คือเคราะห์สวรรค์ หากเผชิญการล่าสังหารจากตัวตนที่แข็งแกร่งกว่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว
[ตรวจสอบพบตัวตนลึกลับที่ส่งผลกระทบต่อดวงชะตาของท่าน จะป้องกันหรือไม่]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
เขาคิดจะตัดสินใจเลือกไปตามจิตใต้สำนึก
แต่เมื่อคิดดูแวบหนึ่ง ก็ถามไปก่อนว่า ‘เป็นผลดีหรือผลร้าย’
[ยังไม่ทราบชั่วขณะ]
‘ป้องกัน!’
หานเจวี๋ยตัดสินใจเลือกในทันที
บทที่ 405
[เริ่มป้องกันตัวตนลึกลับที่ส่งผลกระทบต่อดวงชะตาของท่าน]
[ป้องกันสำเร็จ]
เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นอักษรสองแถวนี้ก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะก่อให้เกิดผลดีหรือว่าผลเสีย แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า
หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงแล้ว
‘เป็นผู้ใดที่สร้างผลกระทบต่อดวงชะตาของข้า’
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ ถ้าหากเป็นศัตรู เช่นนั้นก็ต้องตาย!
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดของหานเจวี๋ย
ไม่นึกเลยว่าจะเป็นฟางเหลียง!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขามองเห็นแค่รูปร่างหน้าตาของฟางเหลียง แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่
ระบบก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าฟางเหลียงมีเจตนาดีหรือไม่ หรือว่าฟางเหลียงจะกำลังวางหมากอยู่?
หานเจวี๋ยจำได้ว่าก่อนหน้านี้วิญญาณเขาข้ามสู่แดนบรรพกาล ยังไม่ได้กลับมา
มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยเปลี่ยนวิธีถาม ‘ฟางเหลียงมีจิตมุ่งร้ายต่อข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ขณะนี้ยังไม่มี]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก งั้นก็ดีแล้ว
หลังจากนั้น เขาไม่คิดให้มากความอีก หยั่งรู้มรรคต่อไป
….
เวลาผ่านไปปีกว่าๆ
ตัวอักษรสามแถวก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุหกพันปีบริบูรณ์แล้ว ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไป]
[หนึ่ง เข้าสู่เคราะห์ทันที ช่วงชิงชื่อเสียงและมหาโชค จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น]
[สอง ยังไม่เข้าสู่เคราะห์ เก็บตัวบำเพ็ญเพียร จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
ครั้งนี้หานเจวี๋ยไม่ได้ตัดสินใจเลือกในทันที
เขาสอบถามเงียบๆ ‘ปัจจุบันนี้ยังไม่นับว่าข้าเข้าสู่เคราะห์หรือ’
[นับ แต่ท่านไม่ได้ช่วงชิงชื่อเสียงและมหาโชค จะต้องทำให้สรรพสิ่งรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของท่าน]
งั้นก็ไม่ต้องเลือกแล้ว!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สอง
[ท่านยังไม่เข้าสู่เคราะห์ในตอนนี้ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษมหามรรค…ร่างจำลองเสรีสุญญตา]
[ร่างจำลองเสรีสุญญตา: พลังวิเศษที่เกิดจากการควบรวมของมหามรรค รวบรวมร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลสามพันร่างเอาไว้]
พลังวิเศษระดับมหามรรค!
หานเจวี๋ยตกตะลึง รีบรับสืบทอดพลังวิเศษนี้ทันที
ความทรงจำมหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนหลั่งไหลเข้าสู่สมองของหานเจวี๋ย
ร่างจำลองแห่งเทพมารฟ้าบุพกาลสามพันร่างมิใช่กายเนื้อของพวกเขา แต่เป็นการสำแดงมรรคของพวกเขา ร่างจำลองจะเป็นที่ประจักษ์ก็ต่อเมื่อหานเจวี๋ยบำเพ็ญสำเร็จแล้ว
หลายวันผ่านไป หานเจวี๋ยเพิ่งย่อยความทรงจำมหาศาลเหล่านี้เสร็จสิ้น
ร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลร่างแรกที่เขาฝึกฝนร้ายกาจอย่างยิ่ง มรดกพลังวิเศษที่ได้รับมา คลุมเครือเข้าใจยาก เขาได้แต่ฝึกฝนไปทีละขั้นๆ
แต่พลังวิเศษระดับมหามรรคก็คือพลังวิเศษระดับมหามรรคอยู่วันยังค่ำ หานเจวี๋ยฝึกฝนอยู่หนึ่งเดือน ก็ยังจับจุดร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลตนแรกไม่ได้
ถ้าต้องการจับจุดร่างจำลองของเทพมารฟ้าบุพกาลทั้งสามพันร่างให้ได้ เช่นนั้นต้องรอไปจนถึงตอนไหนกัน
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องละไว้ชั่วคราวก่อนแล้วไปบำเพ็ญตบะต่อ
พิสูจน์ต้าหลัวให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!
….
ชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ถึงแม้หนังสือแห่งความโชคร้ายจะเป็นสมบัติวิญญาณระดับต้าหลัวแล้ว แต่หากต้องการให้ส่งผลกระทบต่อจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ยังคงต้องรอให้ตบะของหานเจวี๋ยพัฒนาไปถึงระดับต้าหลัวเสียก่อน
หานเจวี๋ยทำการสาปแช่งพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
[หลี่เต้าคงสหายของท่านหลอมรวมเข้ากับคำสอนมรรคลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านรู้แจ้งพลังวิเศษมหามรรค สะท้านฟ้าสะเทือนดิน เขย่าขวัญภูตผีเทพเซียน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ] x6
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านได้รับมรรคาสวรรค์ชี้ทางเบิกปัญญายกระดับเข้าสู่ชั้นจักรพรรดิ]
[หานมิ่งสหายของท่านได้รับสืบทอดมรดกจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
….
หลี่เต้าคงช่างบ้าคลั่งนัก!
แค่หานเจวี๋ยอ่านจดหมายก็สามารถจินตนาการถึงฉากสุดอันตรายที่หลี่เต้าคงสู้ตายกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนออกมาได้เลย
จากการตรวจดูจดหมาย มีแค่หลี่เต้าคงที่กล้าเข้าปะทะกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอยู่ตลอด
หลังจากตี้หล่านเทียนถูกจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจัดการไปครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย
สมแล้วที่เป็นศิษย์คนโตของนิกายเหริน!
‘พี่หลี่อย่าได้วิตกไป มีข้าคอยช่วยเจ้าอยู่ เจ้ามิได้ตัวคนเดียวแน่นอน’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เริ่มเพิ่มพลังสาปแช่งให้หนักขึ้น
เขาสังเกตเห็นว่าหานมิ่งได้รับสืบทอดมรดกจากผู้ทรงพลังลึกลับ ทว่าเขาไม่รู้สึกกังวลเลย เด็กหนุ่มคนนี้กลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว เกี่ยวอะไรกับเขากัน
ศัตรูก็อย่าคิดว่าจะนำหานมิ่งมาบีบคั้นเขาได้!
ห้าวันผ่านไป
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง
หนึ่งหมื่นล้านปี!
สองหมื่นล้านปี!
สามหมื่นล้านปี!
สี่หมื่นล้านปี!
หานเจวี๋ยหยุดการสาปแช่ง เขามีอาการเวียนหัวตาลาย เลือดออกเจ็ดทวาร ช่างน่าเวทนายิ่งนัก อย่างไรก็ตามบาดแผลภายนอกล้วนเล็กน้อย เพราะตัวเขาสามารถฟื้นฟูตัวเองได้รวดเร็ว
‘ไม่รู้เว่ายามนี้เจ้าคนผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว’
หานเจวี๋ยแอบตั้งตารออยู่ในใจ หลังจากเก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายเรียบร้อยแล้ว จึงปล่อยดวงจิตประหลาดออกมาจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
ดวงจิตประหลาดลอยอยู่ในอากาศ วนเวียนไปมาไม่ยอมหยุด คล้ายว่ากำลังแสดงออกถึงความไม่พอใจ
การอยู่กับหานเจวี๋ยทำให้สติปัญญาของมันเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้พวกเขาจะยังสื่อสารกันไม่ได้ แต่หานเจวี๋ยสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของมันได้แล้ว
“ไปเล่นด้านข้าง ห้ามรบกวนข้า!”
หานเจวี๋ยโบกมือ หลังจากใช้พลังเวทดันดวงจิตประหลาดออกไป เขาก็หยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดต่อ
ดวงจิตประหลาดจับจ้องเขา จากนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกเช่นกัน คล้ายว่ากำลังเข้าฌานอยู่
….
ใต้พฤกษาเก่าแก่ เหนือทะเลเมฆหมอก ในจักรวาลอันมืดมิด
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกำลังโคจรพลัง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง เห็นได้ชัดว่าทรมานอย่างยิ่ง
“สมควรตาย เขาจะจบหรือไม่จบกันแน่!”
เพลิงโทสะแผดเผาอยู่ในหัวใจของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
เมื่อไม่นานมานี้ขณะที่เขากำลังต่อสู้กับหลี่เต้าคง จู่ๆ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สาปแช่งเขา จนเกือบทำให้เขาเพลี่ยงพล้ำ
โดยเฉลี่ยแล้วเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะสาปแช่งเขาหนึ่งครั้งในทุกๆ ห้าปี หนำซ้ำแต่ละครั้งยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
ถึงแม้จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะไม่หวั่นเกรงต่อคำสาปแช่ง แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มันก็ช่างน่าหงุดหงิดโดยแท้
เขาเคยคิดจะติดต่อกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์เองก็ไม่อาจเป็นฝ่ายติดต่อไปหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก่อนได้
เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ทั่วร่างเขามีแสงแห่งเทพส่องพร่างพราว ร่างกายกำยำ ไม่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง
“จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน เจ้าหยิ่งยโสเกินไปแล้ว ทำให้อริยะบางท่านรู้สึกไม่พอใจ”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมา เอ่ยถาม “ต้าจิ่วเทียน เจ้ามาเพื่อขัดขวางข้าหรือ”
เงาเทพที่ถูกเรียกขานว่าต้าจิ่วเทียนแค่นเสียงพลางกล่าวตอบ “เจ้านิกายให้การสนับสนุนเจ้า ข้าย่อมให้การสนับสนุนเจ้าเช่นกัน แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ชักนำความเดือดร้อนมาให้เจ้านิกายมากไปกว่านี้ อริยะไม่อาจคาดเดาได้ อารมณ์ของอริยะก็ยิ่งยากจะเข้าใจ”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนลืมตาขึ้น เอ่ยถาม “ข้าอยากทราบว่าเป็นอริยะท่านใดที่หนุนหลังเผ่ามนุษย์อยู่”
ต้าจิ่วเทียนส่ายหน้า เอ่ยตอบเขา “ข้ายังไม่มีคุณสมบัติพอจะได้รู้ ต่อไปต้องกระทำการอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถึงเวลาแย่งชิงมหาโชค อย่าได้ฝ่าฝืนเจตจำนงแห่งมรรคาสวรรค์ให้มากนัก”
เมื่อกล่าวจบ ต้าจิ่วเทียนก็เลือนหายไป
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนขมวดคิ้ว แค่นเสียงอยู่ในใจ ‘รอจนมหาเคราะห์ครานี้สิ้นสุดลง เราก็จะกลายเป็นเจตจำนงแห่งมรรคาสวรรค์แล้ว’
….
[ความเกลียดชังที่จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีต่อท่านเพิ่มสูงขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยที่กำลังบำเพ็ญตบะอยู่ได้เห็นข้อความแจ้งเตือนนี้ ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย
อย่างไรทั้งสองก็เกลียดชังกันอย่างไม่ตายไม่เลิกรามาตั้งนานแล้ว!
นับจากการสาปแช่งครั้งล่าสุดก็ผ่านมาสี่ปีแล้ว อีกแค่ปีเดียวก็จะได้เล่นงานจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอีกครั้งแล้ว
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังคิดอยู่ จู่ๆ พลันสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งเกาะติดอยู่บนแผ่นหลังของตน
เป็นดวงจิตประหลาดนั่นเอง
หานเจวี๋ยตกตะลึงเมื่อค้นพบว่าดวงจิตประหลาดกำลังเชื่อมต่อกับพลังเวทของเขาอยู่
นี่มันคิดจะทำอะไรกันแน่