96-100

บทที่ 96
พลังจิตของหานเจวี๋ยแทรกซึมเข้าไปในตำหนักที่โม่จู๋อยู่ เขามองไม่เห็นโม่จู๋ แต่เห็นไข่สีดำใบยักษ์ที่ก่อตัวจากไอมารกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ดูน่าสะพรึงกลัวมาก

ไอสังหารที่น่ากลัวแผ่ปกคลุมในตำหนัก ทำให้อุณหภูมิด้านในราวกับอยู่ในห้องเย็นใต้ดิน

หานเจวี๋ยเคลื่อนตัวเข้าไปในตำหนักทันที

เขาเดินมาตรงหน้าไข่ไอมารสีดำ ครั้นปล่อยจิตเข้าไปในนั้น ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของโม่จู๋

ไอมารกลุ่มนี้มีแรงต้านมหาศาลมาก ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับสุญตาก็ไม่แน่ว่าจะทะลวงไอมารเข้าไปได้

หานเจวี๋ยออกแรงเล็กน้อย พลังจิตพุ่งผ่านไอมารเข้าไปในไข่ไอมารสีดำ

เขารู้สึกกระดากอายทันที เพราะโม่จู๋ที่อยู่ภายในไข่มีสภาพเปลือยเปล่า ผิวขาวราวหิมะทำให้ตาพร่า

พอหานเจวี๋ยโบกมือขวา พลังวิญญาณหกสายก็แผ่พุ่งออกมาปิดผนึกตำหนักหลังนี้ไว้

เขาเอามือลูบคางพลางคิดอย่างเงียบๆ ‘นี่นางเป็นอะไรไป’

หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าในร่างของโม่จู๋ไม่มีดวงวิญญาณอื่นอีก หรือพูดได้อีกแบบคือนางไม่ได้ถูกยึดร่าง

เพียงแค่วิญญาณของนางกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงจนดูไม่เหมือนคน

‘ตระกูลโม่มีภูมิหลังที่มาอย่างไรกันแน่ ก่อนหน้านั้นโม่ฟู่โฉวก็ถลำเข้าสู่สายมาร…’ หานเจวี๋ยลูบคางครุ่นคิด

โม่ฟู่โฉวก็ไม่ธรรมดา ตบะไม่ได้ตามหลังโจวฝานมากนัก โจวฝานเพิ่งทะลวงถึงระดับปราณก่อกำเนิดไม่นาน เจ้าหมอนี่ก็บรรลุระดับปราณก่อกำเนิดเช่นกัน

หานเจวี๋ยไม่กล้าขัดจังหวะโม่จู๋โดยง่าย เพราะเกรงว่านางจะถูกพลังโจมตีกลับ

ความเคลื่อนไหวในตำหนักแห่งนี้ดึงดูดให้นักพรตเต๋าจิ้งซวีมาเยือน นางคิดจะเข้าไปในตำหนัก แต่ถูกพลังหกสายของหานเจวี๋ยต้านไว้

‘ไม่เป็นไร มีข้าอยู่’

เสียงของหานเจวี๋ยถูกถ่ายทอดส่งไป เมื่อนักพรตเต๋าจิ้งซวีได้ยินก็วางใจลง เนื่องจากหานเจวี๋ยเคยกำชับเอาไว้ ท่าทีที่หลี่ชิงจื่อมีต่อโม่จู๋ก็ระมัดระวังมาก ปกติจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้ตำหนักหลังนี้ และให้นักพรตเต๋าจิ้งซวีมีอำนาจดูแลทั้งหมด

หลังจากนักพรตเต๋าจิ้งซวีจากไปแล้ว หานเจวี๋ยรอคอยต่อไป

หลายวันต่อมา

ในที่สุดไข่ไอมารสีดำก็เริ่มสลายตัว ตอนที่ร่างของโม่จู๋ร่วงลงพื้น หานเจวี๋ยรีบหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้นางทันที

หานเจวี๋ยเผยสีหน้าแปลกประหลาด ไม่นึกว่าตบะของโม่จู๋จะบรรลุถึงระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว

จุดที่สำคัญที่สุดก็คือแม่นางคนนี้ไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์!

ไร้เหตุผลสิ้นดี!

โม่จู๋ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ใบหน้าของหานเจวี๋ยตกอยู่ในสายตาของนาง นางไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด กลับมองหานเจวี๋ยด้วยสายตาพร่ามัวพลางค่อยๆ ยกมือขวาไปลูบคลำใบหน้าเขา

เทียบกับในอดีตแล้ว โม่จู๋ในขณะนี้งดงามกว่ามาก ใบหน้ามีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม พอที่จะทำให้บุรุษมากมายใจเต้นได้

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าว “แม่นางโม่ ฟื้นสิ!”

โม่จู๋ราวกับไม่ได้ยิน ยังคงลูบคลำหานเจวี๋ย

เพียะ!

หานเจวี๋ยตบนางไปฉาดหนึ่ง นางได้สติในทันที

โม่จู๋กุมใบหน้าเรียวของตนเองแล้วกล่าวด้วยความน้อยใจ “ทำไมท่านถึงตีข้าอีกแล้ว!”

‘อีกแล้ว? ข้าเคยตีเจ้าตอนไหนกัน’

หานเจวี๋ยไม่คิดอะไรมาก แต่ถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลโม่ของเจ้า เหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นมารไปแล้ว”

โม่จู๋ได้สติกลับมา นางมองร่างของตัวเองตามจิตใต้สำนึก พอเห็นว่าชุดคลุมของตนเองถูกเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีขาวของหานเจวี๋ย นางก็ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับตื่นเต้นดีใจ

“ท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าหรือ”

“ใช่…”

“ท่านเห็นเรือนร่างของข้าหมดแล้ว?”

“ข้าไม่ได้มอง ข้าหลับตาตอนสวมเสื้อผ้าให้เจ้า”

“เหตุใดท่านถึงหลับตา ไม่ใช่ว่ามองเห็นแล้วถึงหลับตาหรอกหรือ”

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอโทษด้วย”

“ข้าไม่ต้องการ อย่างไรเสียท่านก็ต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะตามพัวพันท่าน”

“เจ้าฉวยโอกาสกันนี่”

“ฉวยโอกาส?”

หานเจวี๋ยปวดหัว เกิดมารูปงามเกินไปก็มีข้อเสียเช่นกัน

เขายอมรับว่านอกจากตัวเองจะหล่อเหลาและเคยช่วยชีวิตโม่จู๋ไว้แล้ว ในหลายปีที่ผ่านมานี้เขาก็ไม่เคยเป็นห่วงโม่จู๋เลย

หากเปลี่ยนเป็นโจวฝาน โม่จู๋คงเปลี่ยนใจไปนานแล้ว

โม่จู๋กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ จากนั้นก็เริ่มตอบคำถามเมื่อครู่ “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ตั้งแต่เข้าสู่ระดับรวมแก่นปราณ ขณะที่ข้าฝึกบำเพ็ญมักจะได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นมารในใจ เมื่อไม่นานมานี้ถึงพบว่าไม่ใช่มารในใจ แต่เป็นเจตจำนงที่บรรพชนตระกูลโม่ส่งต่อมา ตระกูลโม่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญสายมารในแดนบำเพ็ญพรต ทว่าเป็นมารที่แท้จริง มารเคยเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งในอดีต ต่อมาหลังจากสูญสิ้น วิชายุทธ์ของเผ่ามารก็ตกทอดสู่เผ่ามนุษย์ จึงมีผู้บำเพ็ญสายมารเกิดขึ้นมา ตระกูลโม่นับว่าเป็นลูกหลานของการผสานรวมระหว่างเผ่ามารกับเผ่ามนุษย์”

หานเจวี๋ยหรี่ตาถาม “เช่นนี้เจ้าจะสูญเสียการควบคุมหรือไม่”

หากโม่จู๋เกิดคลั่งขึ้นมาแล้วจะล้างบางโลกมนุษย์ เขาต้องตบหน้าสักกี่ฉาดถึงจะช่วยชีวิตนางได้

โม่จู๋กลอกตาก่อนกล่าว “ข้าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญสายมารเสียหน่อย จะเสียการควบคุมได้อย่างไร ผู้บำเพ็ญสายมารเสียการควบคุมได้ง่าย ก็เพราะร่างของพวกเขารับความแข็งแกร่งของวิชามารไม่ไหว มารในใจพวกเขาคือการสะท้อนกลับของจิตสำนึกเผ่ามาร”

หานเจวี๋ยบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ถ้าเช่นนั้นเจ้าอย่าก่อกรรมทำเข็ญ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ดีร้ายอย่างไรสำนักหยกพิสุทธิ์ก็เป็นสำนักสายหลัก นอกเสียจากว่าจะมีใครทำร้ายเจ้าก่อน”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น”

ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมา

[โม่โยวหลิงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

เขารีบเปิดค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจสอบข้อมูลของโม่โยวหลิง

ภาพประจำตัวของโม่โยวหลิงงดงามมาก ดูคล้ายกับโม่จู๋อยู่หลายส่วน

[โม่โยวหลิง: ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นห้า ประมุขรุ่นที่สองของตระกูลโม่ ถูกขังอยู่ในแดนต้องห้ามลึกลับ ไม่อาจหลุดออกจากผนึกได้ นางตัดสินใจเลือกโม่จู๋เป็นผู้สืบทอดของตนเอง หวังจะพึ่งพาโม่จู๋ช่วยตนเองให้รอดพ้น เพราะโม่จู๋มีใจให้กับท่าน นางจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อท่าน และคิดว่าท่านอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของโม่จู๋ จึงคิดจะกำจัดท่านเสีย ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นมาในหัวของหานเจวี๋ย

ทันใดนั้นโม่จู๋ก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว เรียกความกล้าแล้วกล่าวออกมา “หานเจวี๋ย ข้าได้รับสืบทอดวิชายุทธ์ของบรรพชนตระกูลโม่มา ในนั้นมีวิธี…ฝึกฝนคู่ร่วมกัน ท่านต้องการฝึกฝนพร้อมกับข้าหรือไม่ เช่นนี้จะเป็นผลดีทั้งกับท่านและข้า…”

นางกระบิดกระบวน ขวยเขินยิ่งนัก

ส่วนหานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

……

หนึ่งเดือนต่อมา

หานเจวี๋ยปลอบขวัญโม่จู๋แล้ว ก็กลับไปถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หลังจากกลับมา เรื่องแรกที่เขาทำคือนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งโม่โยวหลิง

แม่นางผู้นี้คิดจะมาสังหารเขา?

เขาจะทนได้หรือ

หานเจวี๋ยกลัวว่าสักวันหนึ่งนางจะทำลายผนึกออกมาด้วยตัวเองแล้วมารบกวนการฝึกฝนของเขา ถึงเวลานั้นอาจจะทำให้เขาตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะโม่จู๋ได้ ไม่สู้ทำให้โม่โยวหลิงไม่มีเวลาว่างจะดีกว่า

อืม ต่อไปทุกๆ สองสามปี จะต้องสาปแช่งโม่โยวหลิงหนึ่งครั้ง

หลังจากสาปแช่งไปเจ็ดวัน หานเจวี๋ยก็นำโอสถของเฒ่าประหลาดอู้เต้าออกมา และเริ่มการฝึกฝน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

โม่จู๋ราวกับภรรยาตัวน้อยยามอยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยให้นางฝึกฝนอยู่ในตำหนักอย่างวางใจ ไม่ต้องออกไปข้างนอก นางก็ตอบรับด้วยความดีใจ ถึงอย่างไรพวกเขาก็อยู่ร่วมกันมาหนึ่งเดือนแล้ว ความสัมพันธ์จึงรุดหน้าไม่น้อย

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปหาหลี่ชิงจื่อ ให้หลี่ชิงจื่อมอบโอสถจำนวนหนึ่งให้โม่จู๋

ครั้นได้ยินว่าโม่จู๋อยู่ระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว หลี่ชิงจื่อก็ดีใจมาก ให้สถานะศิษย์แกนหลักกับโม่จู๋ทันที และให้นักพรตเต๋าจิ้งซวีไปส่งโอสถกับของล้ำค่าฟ้าดินให้นางเป็นระยะ

สำนักหยกพิสุทธิ์ในตอนนี้คือพยัคฆ์น้อยตัวหนึ่งที่เงียบสงบอยู่ในสายธารประวัติศาสตร์อันยาวนาน กำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่กระพือข่าว ไม่กำเริบเสิบสาน ไอรีนโนเวล

เวลาแปดปีผ่านไปไวยิ่ง

หานเจวี๋ยอาศัยโอสถจนบรรลุระดับรวมกายาขั้นห้าในที่สุด โอสถของเฒ่าประหลาดอู้เต้าก็ถูกใช้จนหมด

การฝึกบำเพ็ญระดับรวมกายายากมาก ตบะของหานเจวี๋ยนับว่าเพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วมากแล้ว

ระดับรวมกายาขั้นห้าที่อายุสี่ร้อยปี หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะมีใครเชื่อ

ในวันนี้ สิงหงเสวียนกลับมาแล้ว

เรื่องแรกที่หญิงสาวคนนี้ทำคือมาหาหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยให้นางเข้ามา อดอยากรู้ไม่ได้ว่าครั้งนี้นางจะมอบอะไรให้

สิงหงเสวียนนั่งลงข้างกายเขา ก่อนจะล้วงหญ้าสีม่วงต้นหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ ใบหญ้ามีแสงกะพริบอยู่จางๆ

“ท่านพี่ นี่คือสิ่งที่ข้าขุดมาได้จากดินแดนของเผ่าปีศาจ ช่วงที่ผ่านมาข้าออกจากต้าเยี่ยนไปยังเขตแก่นประจิม หญ้าต้นนี้ไม่ธรรมดามาก ตอนที่ข้าพบมันมีราชาปีศาจสองตนแย่งชิงกันอยู่ ข้าฉวยโอกาสตอนที่พวกมันบาดเจ็บถึงชิงมาได้” สิงหงเสวียนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

หานเจวี๋ยถามอย่างประหลาดใจ “ตอนนี้เจ้าร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว”

สิงหงเสวียนเพิ่งมีตบะแค่ระดับรวมแก่นปราณขั้นสี่ จะแย่งสมบัติระดับนี้มาจากมือของราชาปีศาจสองตนได้อย่างไร

“ก่อนหน้านั้นข้าตระหนักรู้วิชาเทพในแดนลึกลับไม่ใช่หรอกหรือ ในวิชาเทพบันทึกพลังวิเศษสำหรับเคลื่อนย้ายอย่างหนึ่งไว้ ข้าฝึกชำนาญแล้ว สู้ไม่ไหวก็สามารถหนีได้ ไม่มีมนุษย์กับปีศาจใดที่ตามข้าได้ทัน” สิงหงเสวียนปิดปากกล่าวยิ้มๆ

เหตุใดหานเจวี๋ยถึงรู้สึกว่าดวงชะตาของแม่สาวคนนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว

หรือว่าจะเป็นผลจากอิทธิพลดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียนของเขา

หานเจวี๋ยรับหญ้าสีม่วงในมือนางมา อักษรแถวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า

[ตรวจสอบพบว่าของล้ำค่าฟ้าดินนี้มีพลังแฝงของผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หือ?

หญ้าต้นนี้กลายเป็นภูตได้หรือ

บทที่ 97
หญ้าต้นหนึ่งก็สามารถเป็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดได้ด้วย?

พิสดารจริง!

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบที่มาของมันทันที

[หญ้าโลกาสวรรค์: หนึ่งหมื่นปีก่อน เดิมทีเป็นแค่หญ้าเขียวธรรมดาต้นหนึ่ง บังเอิญมีเทพเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์ มานั่งสมาธิรู้แจ้งอยู่รอบๆ มัน เมื่อได้สัมผัสไอเซียนนับร้อยปี มันค่อยๆ หลุดพ้นจากการเป็นหญ้าธรรมดา ในช่วงหนึ่งหมื่นปีมักจะประสบกับการดับสูญ ก่อนการดับสูญแต่ละครั้งมันจะสลายเป็นขี้เถ้าปลิวกระจายในโลกมนุษย์ตามสัญชาตญาณ และเติบโตใหม่อีกครั้ง หญ้านี้มีคุณสมบัติจะเปลี่ยนเป็นหญ้าเทพ ไปจนถึงกลายเป็นเทพเซียนด้วย]

‘คุณสมบัติเทพเซียนหรือ

น่าตกใจไม่น้อยเลย!’

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

พลังชีวิตนี้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ ยืนหยัดมาได้ถึงหมื่นปี

หานเจวี๋ยรับหญ้าโลกาสวรรค์ไว้ และกล่าวกับสิงหงเสวียนด้วยรอยยิ้ม “หญ้านี้ข้ารับไว้แล้ว หลายปีมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

สิงหงเสวียนดีใจมากกว่าเดิม เริ่มเล่าประสบการณ์ในหลายปีมานี้ให้ฟัง

หลายปีมานี้ สิงหงเสวียนกลายเป็นตัวเอกในนิยายกำลังภายในเทพเซียน กุมกระบี่เดินทางสุดหล้าฟ้าเขียว พบความอยุติธรรมระหว่างทางก็ชักกระบี่ช่วยเหลือ ทั้งปะทะผู้บำเพ็ญสายมาร บุกรุกสุสานโบราณ ตามล่าศัตรูคู่แค้น บุกสังหารเข้าไปในแดนปีศาจ

หานเจวี๋ยฟังจนอยากออกไปเผชิญโลกกว้างบ้าง

‘เดี๋ยวก่อน!’

หานเจวี๋ยระแวดระวัง

แม่นางผู้นี้จะต้องเป็นคนที่สวรรค์ส่งมาหลอกล่อให้เขาออกไปแน่

ประสบการณ์สี่ร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้คือความสำเร็จ เมื่อหันกลับไปมองดู ไม่รู้ว่ามีศัตรูตัวฉกาจตั้งเท่าไรกลายเป็นกระดูกขาวเพราะไม่รู้พลังแท้จริงของเขา จะว่าไปแล้ว ศัตรูของเขานับว่ามีน้อย ก็แค่ไม่กี่คนเท่านั้น

ดูอย่างพวกโจวฝาน หยางเทียนตง สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ซูฉี…

ทุกครั้งที่อ่านจดหมายแจ้งเตือนล้วนเห็นพวกเขาถูกโจมตี

หลี่ชิงจื่อก่อนหน้านั้นก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงออกไปข้างนอกก็ต้องทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้วันๆ อยู่แต่ในสำนักหยกพิสุทธิ์ กลับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

“พอออกไปแล้วถึงรู้ว่าต้าเยี่ยนเล็กขนาดไหน ยกตัวอย่างเขตแก่นประจิมก็แล้วกัน หากสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่ในเขตแก่นประจิมก็เป็นไม่ได้แม้แต่สำนักอันดับสอง สำนักหยกพิสุทธิ์มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ได้ล้วนอาศัยท่านพี่ค้ำจุนไว้ การจัดอันดับร้อยยอดผู้บำเพ็ญในใต้หล้าที่สั่นสะเทือนไปทั่วแดนบำเพ็ญพรตในช่วงนี้ ข้าว่าท่านพี่น่าจะอยู่ในอันดับต้นๆ เลย!”

สิงหงเสวียนยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงคนส่วนหนึ่งในชาติก่อนที่ได้กลับบ้านเกิดหลังจากระหกระเหินสู้ชีวิตในเมือง

ยังมีร้อยอันดับยอดผู้บำเพ็ญในใต้หล้าอีก นี่มันเรื่องอะไรกัน

ของธรรมดา!

หานเจวี๋ยไม่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียง เน้นแค่ผลกำไรที่ได้รับ

รอจนสิงหงเสวียนกล่าวจบ หานเจวี๋ยถึงนำโอสถเพิ่มอายุขัยจำนวนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ ก่อนจะเอ่ย “ของเหล่านี้มอบให้เจ้า คุณสมบัติของเจ้าธรรมดา ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายเร็วเกินไป”

สิงหงเสวียนกลอกตา “ท่านพี่ก็รู้จักหยอกล้อข้าเล่นด้วย”

“ข้าเปล่า นี่ข้าจริงจัง”

“วางใจเถอะ ข้ากินไปนานแล้ว ยังมีของล้ำค่าฟ้าดินอีก อายุขัยของข้ายาวนานอยู่นะ”

“เช่นนั้นก็ดี”

“พูดถึงอายุขัย หลิ่วซานซินศิษย์เอกของยอดเขาหยกวิเวกที่ท่านเคยอยู่สิ้นไปเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ในสำนักหยกพิสุทธิ์มีสิ่งของและโอสถเพิ่มอายุขัยน้อยเกินไป หากเขาไปจากต้าเยี่ยนเร็วกว่านี้ บางทีอาจยังมีความหวังอยู่บ้าง”

สิงหงเสวียนถอดทอนใจกล่าว หานเจวี๋ยฟังแล้วอึ้งไป

เขามักจะรู้สึกว่าในรายชื่อสหายมีคนจำนวนหนึ่งหายไป แต่ว่าก็นึกไม่ออก

พูดถึงหลิ่วซานซิน หานเจวี๋ยยังจำได้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้เคยบอกว่าจะดูแลตน

หานเจวี๋ยยังไม่ทันได้รับกวนเขา เขาก็จากไปเสียแล้ว

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง “ตั้งใจฝึกฝนเถอะ อย่าได้เป็นแบบศิษย์พี่หลิ่ว”

“ข้ายังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากโลกนี้ไป ข้ายังอยากอยู่เป็นเพื่อนท่านพี่”

จากนั้นหานเจวี๋ยก็ให้สิงหงเสวียนนำหุ่นเชิดสวรรค์ออกมา เขาต้องการปรับพลังวิญญาณให้หุ่นเชิดสวรรค์ใหม่

หลังจากใช้เวลาไปหลายวัน เขาก็เติมเต็มพลังวิญญาณหกสายให้หุ่นเชิดสวรรค์ ก่อนจะให้สิงหงเสวียนเก็บเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ

มีหุ่นเชิดแห่งสวรรค์อยู่ หานเจวี๋ยก็วางใจให้นางออกไปเผชิญโลกกว้างได้แล้ว

เดิมทีหานเจวี๋ยคิดว่าเรื่องคงจบลงเช่นนี้ ไม่นึกว่าสิงหงเสวียนจะอยู่พัวพันเขาอีกหนึ่งเดือน

เฮ้อ

หลังจากสิงหงเสวียนไปแล้ว หานเจวี๋ยนำหญ้าโลกาสวรรค์ออกมาปลูกไว้ในถ้ำเทวา

หญ้าต้นนี้เล็กเกินไป หากปลูกไว้ใต้ต้นฝูซังอาจถูกเหยียบตายเข้าสักวัน

เมื่อปลูกเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยยิ้มด้วยความพอใจ

ช่วงนี้อารมณ์ดีไม่น้อย ไม่สู้ไปสาปแช่งจูเชวี่ยกับโม่โยวหลิงให้ครื้นเครงใจสักหน่อย

……

ภายในถ้ำใต้ดินแห่งหนึ่ง หนามดินหลายต่อหลายเส้นที่ห้อยอยู่บนเพดานดูดุร้ายน่ากลัว ทั้งยังมีน้ำหยดลงมา

หนามดินหนึ่งในนั้นมีเอ็นโลหิตผูกอยู่ ด้านล่างมีคนสองคนถูกมัดไว้ พวกเขาคือโจวฝานกับมู่ฟู่โฉว ทั้งสองคนผมเผ้าสยายยุ่ง เสื้อผ้าขาดวิ่น บนตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด ด้านล่างของพวกเขาเป็นหม้อขนาดใหญ่ ในหม้อมีน้ำมันเดือดพล่าน

เมื่อทอดสายตามองไป ภายในถ้ำมีแต่ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วน ส่วนมากกำลังงีบหลับ

โจวฝานกัดฟันกรอดพลางมองไปยังทิศทางหนึ่ง ทางนั้นมีปีศาจยักษ์ที่แปลงกายมาตนหนึ่งนั่งอยู่ ทั้งที่นั่งแต่ยังสูงถึงห้าจั้ง ร่างกายกำยำ สวมเกราะหนักที่ทำจากเกล็ดอสรพิษ มีหัวอสรพิษอันดุร้ายอัปลักษณ์งอกออกมา

เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างปีศาจอสรพิษ นั่นคือหยางเทียนตง ศิษย์เอกของหานเจวี๋ย

“ถุย! มารปีศาจชาติสุนัข!”

โจวฝานแอบด่า รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก

โม่ฟู่โฉวทอดถอนใจกล่าว “จะโทษเขาก็ไม่ได้ หากจะโทษก็ต้องโทษพวกเราที่โชคไม่ดี บุกเข้ามาในถิ่นของพญาอสรพิษหยกโดยไม่ทันระวัง เจ้ายังบุ่มบ่ามสังหารเสี่ยวจวนเฟิงปีศาจลาดตระเวนของพวกมันอีก”

โจวฝานได้ยินก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม แอบด่าว่า “เจ้านั่นกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว เอาแต่พูดว่าเราเป็นมนุษย์ธรรมดา ทั้งยังให้พวกเราคุกเข่าร้องขอชีวิตอีก ยังจะทนได้หรือ”

โม่ฟู่โฉวยิ้มขมขื่น ตอนนี้จะพูดอะไรก็สายไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง

พญาอสรพิษหยกกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะลั่น “ตงเอ๋อร์ เจ้าว่าจะจัดการสองคนนี่อย่างไรดี ต้มหรือว่าหลอมเป็นโอสถ”

หยางเทียนตงขมวดคิ้ว ตอบอย่างจนปัญญาว่า “พ่อบุญธรรม จะต้องฆ่าพวกเขาให้ได้เลยหรือ”

“พวกมันสังหารทหารปีศาจของข้า จะต้องตายเท่านั้น ตงเอ๋อร์ เจ้าอยากจะสืบทอดอำนาจของข้า ก็ต้องตัดความสัมพันธ์กับเผ่ามนุษย์ มนุษย์กับปีศาจไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ นี่เป็นกฎแห่งฟ้าดิน ไม่อาจสั่นคลอนได้”

ครั้นได้ยินคำพูดของพญาอสรพิษหยก หยางเทียนตงแอบด่าในใจ ‘เจ้าคิดว่าข้าอยากเป็นปีศาจหรือ’

หยางเทียนตงได้ยินคำที่โจวฝานด่าตนเองก็ยิ่งเจ็บปวดใจ

เมื่อปีนั้นเขากับโจวฝานถูกลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจับตัวไป จึงต่อต้านด้วยกัน ถูกทุบตีด้วยกัน เกิดเป็นมิตรไมตรีที่ลึกซึ้ง ตอนนี้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด หากให้เขามองดูพวกโจวฝานสองคนถูกต้มทั้งเป็น เขาจะไปสู้หน้าสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างไร จะสู้หน้าหานเจวี๋ยอย่างไร

‘วันหน้า ยามข้ากลายเป็นเทพปีศาจ จะต้องสังหารรราชาปีศาจอย่างพวกเจ้าให้สิ้นซาก!’

หยางเทียนตงโกรธจนรู้สึกแน่นหน้าอก

เขาออกมาจากต้าเยี่ยนก็เพราะราชาปีศาจเตี่ยนซู่ควบคุมเผ่าปีศาจไว้เพียงผู้เดียว เขาไม่อาจกุมอำนาจได้ ดังนั้นถึงอยากออกมาเผชิญโลกกว้างในดินแดนอื่นของเผ่าปีศาจ

เขาต่อสู้มาตลอดทาง ไม่ง่ายเลยกว่าจะสามารถยึดกองทัพปีศาจได้กลุ่มหนึ่ง สุดท้ายก็มาพบกับพญาอสรพิษหยก

พญาอสรพิษหยกควบคุมทหารปีศาจนับล้าน มีชื่อเสียงบารมีสูงมากในเผ่าปีศาจใต้หล้า ถ้าหยางเทียนตงเผชิญหน้าด้วยจะรับมือไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

พญาอสรพิษหยกรู้สึกว่าสายเลือดของเขามีคุณสมบัติไม่เลว จึงรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม เขาได้แต่ใช้ชีวิตเยี่ยงสุนัขเพื่อรักษาชีวิตไว้ และรอโอกาสหนีหรือสังหารกลับ ต่อมาก็พบกับพวกโจวฝานที่ถูกจับไว้

วาสนาเช่นนี้ทำให้หยางเทียนตงทุกข์ทนมาก

‘หรือไม่ก็ให้อาจารย์ช่วย’

ความคิดเช่นนี้ปรากฏในหัวของหยางเทียนตง แต่ก็ถูกปฏิเสธไปอย่างรวดเร็ว

ห้ามรบกวนอาจารย์เด็ดขาด!

ขณะนั้นเอง

ปีศาจอินทรีตัวหนึ่งบินเข้ามา ก่อนพูดเสียงสูงว่า “จอมราชา ผู้บำเพ็ญที่บอกว่าตนเองคือตงหวางเซียนแห่งสำนักไร้ลักษณ์กำลังร้องเอะอะอยู่ด้านนอก บอกว่าจะสังหารพวกเราให้สิ้นซากเพื่อแก้แค้นให้อาจารย์ของมัน! มันแข็งแกร่งเกินไป! พวกผู้น้อยไม่อาจต้านทานได้!”

พญาอสรพิษหยกได้ยินก็มีสีหน้าเคร่งขรึม แค่นเสียงแล้วจึงกล่าว “สำนักไร้ลักษณ์? พอดีเลย ข้ามีความแค้นกับเฒ่าประหลาดอู้เต้าอยู่พอดี!”

เขาลุกขึ้นทันที ไอปีศาจที่น่ากลัวปะทุออกมา ทำให้ทั่วทั้งถ้ำใต้ดินสั่นสะเทือน

“ตงเอ๋อร์ เจ้าอยู่ที่นี่แหละ คอยดูพวกมันให้ดี หวังว่าตอนที่ข้ากลับมาพวกมันจะลงหม้อไปแล้ว!”

พญาอสรพิษหยกกลายเป็นไอปีศาจสีเขียวหายวับไปในอากาศ

หยางเทียนตงมองพวกโจวฝานสองคนอีกครั้ง จมอยู่กับความคิดขัดแย้งในใจ

จะอาศัยโอกาสนี้ช่วยพวกเขาดีหรือไม่?

บทที่ 98
ท่ามกลางหมู่เขา ปีศาจนับไม่ถ้วนกำลังล้อมโจมตีบุรุษสวมชุดสีทองคนหนึ่ง เขาก็คือตงหวางเซียนแห่งสำนักไร้ลักษณ์นั่นเอง

ตงหวางเซียนจับกระบี่ด้วยสองมือ เดินเหยียบอากาศไปด้านหน้า ร่มสีแดงคันหนึ่งกางออกและหมุนวนด้วยความรวดเร็วอยู่รอบตัวตงหวางเซียน หั่นสะบั้นปีศาจแต่ละตนที่โจมตีเข้ามาจนเลือดสาดกระเซ็นเต็มฟ้า

มองลงไปด้านล่าง ทั่วทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยศพของปีศาจที่สภาพไม่สมบูรณ์ น่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง

“พวกเจ้ามีกำลังแค่นี้เองหรือ ราชาของพวกเจ้าเล่า”

ตงหวางเซียนหัวเราะอย่างโอหัง จิตใจฮึกเหิม ความกรุ่นโกรธคลายลงด้วยความตื่นเต้นจากการฆ่า

นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการที่สุด!

กระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสาน!

ไม่อาจหยุดยั้งได้!

ตู้ม!

ปลายเส้นขอบฟ้ามีไอปีศาจที่น่าหวาดกลัวทะลักขึ้นมา ก่อนพุ่งสู่ท้องฟ้า สะเทือนแม่น้ำและภูเขา ต้นไม้บนเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับจะถูกพายุคลั่งที่เกิดจากไอปีศาจม้วนพัดไปได้ตลอดเวลา

ตงหวางเซียนหันหน้าไปทันที สีหน้าเคร่งขรึมยิ่ง

ไอปีศาจนี้…

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเจอไอปีศาจน่ากลัวเช่นนี้ ทำให้เขาขนลุกชันอย่างอดไม่ได้

แต่ว่าเขาเป็นถึงใคร?

บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของสำนักไร้ลักษณ์จะหวาดกลัวได้อย่างไร

ตงหวางเซียนคำรามด้วยความโมโห “เฒ่าประหลาดอู้เต้าอาจารย์ของข้าถูกพวกเจ้าเหล่าปีศาจสังหารใช่หรือไม่”

เสียงหัวเราะของพญาอสรพิษหยกดังมา “เฒ่าประหลาดอู้เต้าตายแล้วหรือ ฮ่าๆๆ! เป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ! เจ้าเป็นศิษย์ของเฒ่าประหลาดอู้เต้ารึ เช่นนั้นเจ้าก็อย่าคิดจะมีชีวิตอยู่เลย! ข้าจะต้มเจ้าตุ๋นน้ำแกง!”

ตงหวางเซียนได้ยินก็ตาแดงขึ้นมา!

ที่แท้ก็ถูกปีศาจที่นี่สังหารจริงๆ ด้วย!

“ข้าจะสู้แลกชีวิตกับเจ้า!”

……

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หลังจากสิงหงเสวียนจากไปแล้ว หานเจวี๋ยเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ บางครั้งก็รดน้ำให้หญ้าโลกาสวรรค์

พลังวิญญาณชนิดต่างๆ ที่ควรมีในถ้ำเทวาล้วนมีครบหมด ภายใต้ระยะเวลายาวนาน หญ้าโลกาสวรรค์เกิดความเคยชินในการดูดซับและคายพลังวิญญาณฟ้าดินแล้ว ความจริงไม่จำเป็นต้องให้หานเจวี๋ยดูแลเป็นพิเศษ เพียงแค่ไม่เหยียบโดนมันก็พอแล้ว

เวลาสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หญ้าโลกาสวรรค์สูงขึ้นไม่น้อย พลังวิญญาณของที่นี่ก็หนาแน่นกว่าแดนปีศาจที่มันเคยอยู่

หานเจวี๋ยเฝ้ารอคอยให้มันเกิดสติปัญญาขึ้นมา หากบ่มเพาะให้เป็นภูตต้นหญ้าได้ก็น่าสนใจอยู่บ้าง

สุนัขสวรรค์ ไก่ เถาน้ำเต้า ต้นฝูซัง โสมวิญญาณบรรพกาล ภูตต้นหญ้า…

จิ๊ๆ หานเจวี๋ยคิดว่าตัวเองสามารถเปิดสวนพฤกษศาสตร์ได้แล้ว

ในวันนี้ หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยียน

หานเจวี๋ยรออีกฝ่ายเข้ามาด้านในแล้วก็รีบถาม “สำนักไร้ลักษณ์มาแล้วหรือ”

หลี่ชิงจื่อส่ายหน้าบอก “มิใช่ แต่เป็น…ผู้อาวุโสสูงสุดใกล้จะถึงขีดจำกัดอายุขัยแล้ว”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

สำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้อาวุโสสูงสุดแค่ท่านเดียว ซึ่งก็คืออาจารย์ของหลี่ชิงจื่อ แต่ก่อนก็เคยคบค้าสมาคมกับหานเจวี๋ย

ทว่านึกดูอย่างละเอียดก็เป็นเรื่องปกติ หานเจวี๋ยอายุสี่ร้อยกว่าปีแล้ว หลายปีมานี้ตบะของผู้อาวุโสสูงสุดแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย จึงยากที่อายุขัยจะเพิ่มขึ้นด้วย

“ต้องการพบข้าหรือ” หานเจวี๋ยถาม

อย่างไรเสียก็นับว่าเป็นคนรู้จักเก่าแก่ หานเจวี๋ยไม่อยากเสียใจเหมือนคราวผู้เฒ่าเถี่ย

หลี่ชิงจื่อส่ายหน้ากล่าว “อาจารย์ไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว หากท่านไม่กลับมาภายในยี่สิบปี นั่นก็หมายความว่าท่านสิ้นแล้ว ท่านให้ข้ามาเอ่ยคำขอบคุณ ท่านบอกว่าหากไม่มีผู้อาวุโสหาน สำนักหยกพิสุทธิ์ก็คงไม่มีวันนี้”

หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ

คำขอบคุณอาจจะมาจากใจจริง แต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้ยังมีความหมายแฝงอีกชั้นหนึ่ง

หานเจวี๋ยไม่ได้ปฏิเสธ เขาเองก็เข้าใจได้

ตอนนี้เขาอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างสุขสบาย ไม่มีใครรบกวน เขาต้องการอะไรพวกหลี่ชิงจื่อก็พยายามทำให้เขาพอใจอย่างสุดความสามารถ

“ผู้อาวุโสหาน แม้ว่าตบะของข้าก็กำลังยกระดับขึ้น แต่รู้สึกว่าการจะสำเร็จระดับเปลี่ยนวิญญาณนั้นยากนัก หากวันใดข้าเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตัวเองเช่นกัน ท่านคิดว่าใครเหมาะสมจะเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป” หลี่ชิงจื่อถาม

สีหน้าของเขาไม่ได้เศร้าหมองแต่อย่างใด เขามีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ ส่งศัตรูไปนรกไม่รู้เท่าไร จึงคุ้นชินกับการดับสูญตายจากแล้ว

เดิมทีเส้นทางสู่การมีชีวิตยืนยาวก็ลำบากยากเข็ญ หากมนุษย์ทุกคนแค่มุมานะฝึกบำเพ็ญก็มีอายุขัยยืนยาวได้ ผู้คนคงไม่บ้าคลั่งเพื่อการมีอายุยืนขนาดนั้น

หานเจวี๋ยส่ายหน้า “ข้าปิดด่านฝึกฝนตลอดปี ไหนเลยจะรู้ได้”

หลี่ชิงจื่อถามด้วยรอยยิ้ม “มองไปทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์ ศิษย์ที่มีพรสวรรค์และแกร่งที่สุดล้วนอยู่ในความดูแลของท่าน เมื่อครู่ข้าพบว่าตบะของสวินฉางอันกับมู่หรงฉี่ล้วนกำลังทะลวงระดับปราณก่อกำเนิด มองไปทั่วสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว ความเร็วระดับนี้นอกจากผู้อาวุโสหานก็ไม่มีใครสามารถเทียบได้”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

นี่หลี่ชิงจื่อจะผูกมัดเขาไว้กับสำนักหยกพิสุทธิ์จนตายนี่!

หากศิษย์หรือศิษย์หลานของหานเจวี๋ยขึ้นเป็นเจ้าสำนัก เขาก็ไม่อาจจากไปได้

“เจ้าสำนัก ความจริงข้าเข้าใจเจตนาของท่าน พรสวรรค์ของสองคนนี้ไม่เลวจริงๆ แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัดเจน วันหน้าหากข้าอยากไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ พวกเขาทั้งสองก็ไม่อาจรั้งข้าไว้ได้ หากข้าไม่อยากไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ แต่สำนักหยกพิสุทธิ์เผชิญกับศัตรูที่ข้าไม่อาจต้านทานไหว เพื่อรักษาชีวิตไว้ ข้าก็อาจจากไปได้เช่นกัน

ตั้งแต่ข้ารู้ความ เป้าหมายในชีวิตข้ามีอยู่อย่างเดียว นั่นก็คือมีชีวิตเป็นอมตะ ข้าอาจช่วยเหลือสำนักหยกพิสุทธิ์ในระหว่างที่แสวงหาเป้าหมายนี้ได้ แต่จะไม่ละทิ้งเป้าหมายนี้เพราะสำนักหยกพิสุทธิ์เด็ดขาด”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง หลี่ชิงจื่อก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใด

เหตุผลหลักที่เลือกมู่หรงฉี่กับสวินฉางอันก็เพราะพรสวรรค์ของทั้งสองคน

แม้ว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะเติบใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น แต่ศิษย์ที่มีพรสวรรค์เทียบสองคนนี้ได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เจ้าสำนักที่แข็งแกร่งถึงจะสามารถนำพาสำนักหยกพิสุทธิ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ หลี่ชิงจื่อรู้สึกแล้วว่าตนเองมีใจแต่ไร้กำลัง คุณสมบัติของเขาจำกัดขีดสูงสุดของเขาไว้

คนทั้งสองสนทนากันต่อ

ในระหว่างนี้ หานเจวี๋ยแอบลงตราประทับหกวิถีไว้ที่หลี่ชิงจื่อ

หลี่ชิงจื่อดีกับเขาไม่น้อย เขาก็เกิดความรู้สึกดีกับตัวหลี่ชิงจื่อ หากได้พบหลี่ชิงจื่อในภพหน้า เขาก็ยังยินดีจะช่วยเหลือสักหน่อย

สุดท้ายหานเจวี๋ยก็ยินยอมให้หลี่ชิงจื่อพามู่หรงฉี่ไปบ่มเพาะให้เป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไป

ก่อนอีกฝ่ายจะไป จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ถามขึ้นมา “เจ้าสำนัก อายุขัยของเซียนซีเสวียนเป็นอย่างไรบ้าง”

หลี่ชิงจื่อตอบด้วยรอยยิ้ม “คุณสมบัติของศิษย์น้องหญิงสูงกว่าข้ามาก ก่อนหน้านี้ก็ได้รับโอกาสวาสนา การมีชีวิตอยู่อีกหลายร้อยปีคงไม่เป็นปัญหาอะไร นางเพิ่งกลับมา หากท่านไม่มีธุระอันใดก็ไปเยี่ยมเยียนนางได้”

เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ถึงอย่างไรแต่ก่อนหานเจวี๋ยกับเซียนซีเสวียนก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน

หานเจวี๋ยได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย

หลังจากหลี่ชิงจื่อไปแล้ว หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

ถึงแม้สวินฉางอันจะแปลกใจที่มู่หรงฉี่ถูกหลี่ชิงจื่อนำตัวไป แต่หานเจวี๋ยอนุญาตแล้ว เขาจึงไม่ได้คัดค้านอะไร

มู่หรงฉี่เองก็ไม่ปฏิเสธ พากเพียรฝึกฝนมานานขนาดนี้ เขารู้สึกเบื่อเล็กน้อยแล้ว ออกไปเล่นบ้างก็ไม่เลว

……

ห้าปีผ่านไป

ในที่สุดหญ้าโลกาสวรรค์ก็เกิดสติปัญญา ยังไม่สามารถคิดใคร่ครวญได้ แต่ก็นับว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว

ในเมื่อมีสติปัญญา ก็ไม่อาจปฏิบัติเหมือนมันเป็นหญ้าได้

หานเจวี๋ยตั้งชื่อให้มัน

หญ้าพยาบาท!

เจ้านี่มีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นเทพเซียน เพื่อเป็นการฉลองสักเล็กน้อย หานเจวี๋ยจึงนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจูเชวี่ยกับโม่โยวหลิง

ขณะที่สาปแช่งไปพลาง เขาก็เปิดดูค่าความสัมพันธ์เพื่ออ่านจดหมายไปพลาง

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ สามารถรอดพ้นความตายมาได้]

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ สามารถรอดพ้นความตายมาได้]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านตั้งตนเป็นใหญ่ เผชิญกับการล้อมปราบจากราชาปีศาจทั่วทิศ ได้รับบาดเจ็บสาหัส สามารถรอดพ้นความตายมาได้]

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของคนร่วมสำนัก] x17

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ชะตาของสำนักมารปีศาจถดถอย ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติหิมะน้ำค้างแข็งในรอบหลายพันปี บาดเจ็บและล้มตายไปกว่าครึ่ง]

……

เอ๊ะ?

หยางเทียนตง โจวฝาน และโม่ฟู่โฉวถูกราชาปีศาจโจมตีติดต่อกัน ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือว่าจะถูกราชาปีศาจคนเดียวกันโจมตี?

หานเจวี๋ยลูบคางพลางครุ่นคิด รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้มาก

เดิมทีหยางเทียนตงกับโจวฝานก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ออกไปนานหลายปีเช่นนี้ หากได้พบหน้า มีความเป็นไปได้มากว่าจะท่องโลกกว้างไปด้วยกัน

บทที่ 99
แม้ว่าหยางเทียนตงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก

นี่เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง หานเจวี๋ยไม่ใช่พ่อแม่เขาที่ต้องติดตามอยู่ทุกวัน

อีกอย่างหยางเทียนตงมีสายเลือดเทพปีศาจ ไม่ตายง่ายขนาดนั้นแน่

หานเจวี๋ยทะลวงระดับรวมกายาขั้นหกต่อ

เมื่อสำนักหยกพิสุทธิ์มีคนเวียนว่ายตายเกิดอย่างต่อเนื่อง ความคิดที่จะมุมานะฝึกบำเพ็ญของหานเจวี๋ยก็ยิ่งหนักแน่น

ไม่เพียงตนเองจะพากเพียรฝึกบำเพ็ญเท่านั้น ยังต้องเร่งรัดให้สิงเสวียนกับโม่จู๋ฝึกฝนไปพร้อมกัน ไม่อาจหย่อนยานได้

……

พริบตาเดียว เวลาเจ็ดปีก็ผ่านพ้นไป

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับรวมกายาขั้นหกสำเร็จ

บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนนับว่าเป็นสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นที่สุดในต้าเยี่ยนแล้ว ต้นฝูงซังกับเถาน้ำเต้าพิภพเซียนล้วนสร้างพลังวิญญาณอยู่ตลอด

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงเรื่องของผู้อาวุโสสูงสุด จึงใช้พลังจิตตรวจสอบไปทางยอดเขาหยกวิเวก

เซียนซีเสวียนยังฝึกฝนอยู่ในตำหนักหยกวิเวก

ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ นางอยู่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเก้าแล้ว นางสามารถทะลวงระดับเช่นนี้ได้ ต้องขอบคุณโอกาสวาสนาที่พบเจอด้านนอกก่อนหน้านี้

‘เซียนซีเสวียน ไม่สู้ย้ายมาที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน ข้าจะเปิดถ้ำเทวาสักแห่งให้ท่านเอง’

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปหาเซียนซีเสวียน

เซียนซีเสวียนลืมตาขึ้นมา บุคลิกของนางเหนือโลกีย์ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ใบหน้างดงามล่มเมืองไม่ได้ดูเย้ายวนเลย แต่เป็นความงามแบบที่ทำให้คนชมชอบอย่างบริสุทธิ์ใจ ราวกับนางเซียนบนสรวงสวรรค์

เซียนซีเสวียนขมวดคิ้วกล่าว “นั่นคือเขาของเจ้า ข้าไปคงไม่สะดวกกระมัง”

“ท่านคงทราบเรื่องของผู้อาวุโสสูงสุดแล้ว ชีวิตนี้ข้าล้วนมุมานะฝึกบำเพ็ญ มีคนที่ใส่ใจอยู่ไม่มาก ท่านเซียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้าหวังว่าจะได้ไปสู่มหามรรคาด้วยกันกับท่านเซียน ไม่อยากให้ในตอนสุดท้ายของการบำเพ็ญเพียรอันยาวนานเหลือเพียงข้าคนเดียว ต้องเดินต่อไปอย่างโดดเดี่ยว”

หากคนอื่นได้ยินคำพูดของหานเจวี๋ย จะต้องคิดว่าเขาหาเรื่องโดนตีแน่ แต่เซียนซีเสวียนรู้จักหานเจวี๋ยดี ตั้งแต่หานเจวี๋ยเข้าร่วมยอดเขาหยกวิเวก เขาก็มุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญมาตลอด ไม่เคยไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์เลยด้วยซ้ำ

เซียนซีเสวียนนึกถึงผู้อาวุโสสูงสุด หัวใจก็หนักอึ้งเล็กน้อย

แม้จะส่งศิษย์พี่ศิษย์น้องรุ่นเดียวกันจากไปไม่น้อยแล้ว แต่ว่าการจากไปของอาจารย์ก็ยังคงทำให้นางค่อนข้างปวดใจ

‘มาเถอะ หากไม่มีธุระใดข้าจะไม่รบกวนท่านเซียน’ หานเจวี๋ยกล่าวต่อ

เซียนซีเสวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบตกลง

หานเจวี๋ยให้นางเก็บของสักครู่แล้วตรงมาเลย ส่วนตนเองออกจากถ้ำไปเปิดถ้ำเทวาให้เซียนซีเสวียน ซึ่งอยู่ตรงเนินเขาไม่ไกลออกไป

สวินฉางอันกับไก่คุกรัตติกาลรู้สึกประหลาดใจ

“อาจารย์ ท่านจะเปิดถ้ำเทวาให้ข้าหรือ” สวินฉางอันถามด้วยความเกรงใจ

เขาเคยชินกับการอยู่ใต้ต้นฝูซังแล้ว

หานเจวี๋ยกลอกตาใส่เขาก่อนกล่าว “นี่คือถ้ำเทวาของเซียนซีเสวียน เซียนซีเสวียนเคยเป็นอาจารย์ของข้า ตอนนี้ก็เป็นสหายของข้า หากไม่มีเรื่องใดห้ามรบกวนการฝึกฝนของนาง เข้าใจหรือไม่”

สวินฉางอันเข้าใจในฉับพลัน เขาย่อมเคยได้ยินชื่อเซียนซีเสวียนมาแล้ว

ไก่คุกรัตติกาลถามว่า “เซียนซีเสวียนจะอยากกินท่านหรือไม่”

“เจ้าวอนหาเรื่องรึ”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก เมื่อก่อนไก่คุกรัตติกาลอาจจะไม่เข้าใจจริงๆ ทว่าตอนนี้ต้องเข้าใจแล้วแน่นอน แต่กลับกล้าหยอกล้อเขา!

ไก่คุกรัตติกาลตกใจจนตัวสั่น ไม่กล้าพูดอะไรมากอีก

ไม่นานก็เปิดถ้ำเทวาสำเร็จ เซียนซีเสวียนก็เข้าไปอยู่ด้านในแล้ว

พอได้เห็นรูปโฉมของเซียนซีเสวียน สวินฉางอันสติหลุดลอยไปพักหนึ่ง

เขายิ่งหนักแน่นกับมรรคจิตของตนมากขึ้น

อาจารย์กล่าวไว้ไม่มีผิด ขอเพียงตบะแข็งแกร่ง ก็จะมีหญิงงามมาชอบตนเอง

ความจริงเชี่ยนเอ๋อร์ก็หน้าตาธรรมดา เขาไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายเพื่อนางก็ได้

ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หลังจากสำเร็จวิชากระบี่บินไร้หัวใจขั้นสมบูรณ์แล้ว เวลาสวินฉางอันนึกถึงนางจะสงบมาก ไม่กระสับกระส่ายเหมือนแต่ก่อน

เมื่อเซียนซีเสวียนย้ายเข้ามา หานเจวี๋ยก็รู้สึกวางใจแล้ว

ส่วนโม่จู๋นั้นช่างเถอะ จากนี้ค่อยว่ากันอีกที

คุณสมบัติของนางโดดเด่น ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ อีกอย่างนางกับสิงหงเสวียนไม่ค่อยถูกกันด้วย

ช่วงนี้สิงหงเสวียนออกเดินทางอีกแล้ว แต่มีหุ่นเชิดสวรรค์อยู่ หานเจวี๋ยจึงไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับนาง

หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ด้านหนึ่งใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายทำภารกิจประจำวัน อีกด้านก็ตรวจดูจดหมาย

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น โจวฝาน โม่ฟู่โฉว รวมทั้งหยางเทียนตงเริ่มแข่งกันโดนโจมตีอีกแล้ว

และก็มีบางคนได้รับโอกาสวาสนาไป

จุดที่คู่ควรให้กล่าวถึงก็คือ สำนักมารปีศาจถดถอยลงทุกวัน หานเจวี๋ยคิดว่าสำนักมารปีศาจใกล้จะล่มสลายแล้ว

ดาวโชคร้ายเกิดมีคุณสมบัติเทพตื่นขึ้น นั่นจะน่ากลัวเพียงใดกัน

สำนักมารปีศาจสามารถยืนหยัดมาได้นานเช่นนี้ ก็นับว่าสมกับชื่อสำนักใหญ่แล้ว!

……

ภายในหุบเขากว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง สุนัขปีศาจขนเงินตัวหนึ่งหมอบคลานอยู่กลางไหล่เขา ภายในหุบเขามีปีศาจประหลาดยึดครองอยู่จำนวนมาก แม้แต่ยอดเขาของทิวเขาที่อยู่รอบๆ ก็เป็นเช่นนี้

สุนัขปีศาจขนเงินตัวนี้ก็คือสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนั่นเอง

เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่ได้อ้วนท้วนเหมือนตอนยังเด็กแล้ว แต่กลับแข็งแรงบึกบึนมาก ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ร่างปีศาจดูงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

ยามนี้ มันกำลังมองคนที่อยู่ตรงตีนเขาด้วยความเกียจคร้าน

หยางเทียนตง!

หยางเทียนตงมองสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นซึ่งอยู่บนที่สูงด้วยสีหน้าซับซ้อน เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงกล่าว “สุนัขสวรรค์ พิจารณาแล้วได้ความว่าอย่างไร พวกเราร่วมมือกันสังหารพญาอสรพิษหยก ถึงตอนนั้นก็แบ่งอาณาเขตอย่างเท่าเทียมกัน”

นึกถึงในตอนแรก หยางเทียนตงเห็นสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นโตมากับตา ตอนนี้พลังของมันเหนือกว่าเขาไปแล้ว นี่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความต่างชั้นของสายเลือด

“เรียกข้าว่าพญาฮุ่นตุ้น” สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นหาวหวอดและพูดอย่างไม่ไยดี

หยางเทียนตงหงุดหงิดทันที “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะกลับไปหาอาจารย์!”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นได้ยินก็พลันสั่นสะท้าน ขนบนร่างตั้งชันขึ้นมา จ้องมองหยางเทียนตงพร้อมกับพูดว่า “เจ้ายังมีหน้าไปหาเขาอยู่อีกหรือ เจ้ายังไม่กลับไปเลย ยังมีหน้ามาว่าข้าอีก?”

หยางเทียนตงกระอักกระอ่วน เขาไม่กล้ากลับไปพบหน้าหานเจวี๋ยจริงๆ

ตั้งแต่เป็นราชาปีศาจ เมล็ดพันธุ์ของอำนาจและความทะเยอทะยานก็เริ่มงอกเงยในใจเขา เขาไม่อาจพากเพียรฝึกบำเพ็ญได้อย่างแต่ก่อนอีก

“ดีร้ายอย่างไรพวกเราก็นับว่ามาจากที่เดียวกัน ควรจะช่วยเหลือกันและกัน ข้าได้ยินว่าเจ้าถูกราชาปีศาจตนอื่นตามล่าอยู่บ่อยๆ ลำบากทุกข์ทนเกินบรรยาย เจ้ากับข้าร่วมมือกันถึงจะชนะทั้งคู่!” หยางเทียนตงกล่าวอย่างจริงจัง

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นพูดด้วยความลังเล “พญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งเกินไป ในสิบเขตเก้าราชวงศ์มีปีศาจไม่กี่ตัวที่เอาชนะมันได้”

หยางเทียนตงกล่าว “ข้ากลับไปเชิญราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่ต้าเยี่ยนมาได้ เขาเป็นถึงมารปีศาจหมื่นปี พลังลึกล้ำเกินหยั่งถึงเช่นกัน”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนิ่งเงียบ

“พญาอสรพิษหยกกำลังขยายอำนาจอย่างบ้าคลั่ง ช้าเร็วอย่างไรก็จะรุกมาถึงเจ้าทางนี้แน่นอน สำนักไร้ลักษณ์เจ้าคงรู้จักกระมัง หลายปีมานี้สำนักไร้ลักษณ์ปิดล้อมกำราบเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่ล้วนคอตกกลับไป ทว่าพญาอสรพิษหยกก็ถูกลดทอนพลังอยู่ตลอดเพราะเหตุนี้ด้วย นี่เป็นโอกาสของพวกเรา หากรอต่อไป ข้ากับเจ้าก็เป็นได้แค่สุนัขของเขาเท่านั้น!”

“หือ? นี่ดูถูกสุนัขหรือ”

“เป็นทาสของเขาก็ได้!”

“ไม่ได้ อาศัยแค่พวกเราไม่พอ เจ้าต้องเกลี้ยกล่อมราชาปีศาจตนอื่นอีก”

“ได้!”

……

หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกับหยางเทียนตงกำลังทำอะไรอยู่ข้างนอก ตั้งแต่เซียนซีเสวียนย้ายเข้ามา ชีวิตของเขาก็มีความอภิรมย์ขึ้นมาบ้าง

ทุกๆ สองปี หานเจวี๋ยจะไปหาเซียนซีเสวียนเพื่อสนทนาเต๋า เซียนซีเสวียนก็ยินดีต้อนรับเขา อย่างไรเสียพวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

มรรควิถีของหานเจวี๋ยลึกซึ้งกว่าเซียนซีเสวียน แต่ความรอบรู้ของเซียนซีเสวียน หานเจวี๋ยยังห่างชั้นอีกไกล

เรื่องดำเนินไปเช่นนี้ จนเวลาล่วงเลยไปแปดปี

มู่หรงฉี่กลายเป็นศิษย์เอกฝ่ายในของสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว ด้วยพลังระดับรวมแก่นปราณที่แข็งแกร่งไร้คู่ต่อกร ไม่มีใครกล้าสงสัยในตัวเขาอีก

ในวันนี้

ท่ามกลางหมู่เขานอกสำนักหยกพิสุทธิ์ โจวฝาน โม่ฟู่โฉว และสตรีชุดม่วงแซ่เซวียนผู้นั้นกำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ

“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!”

โจวฝานตื่นเต้นจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

โม่ฟู่โฉวทอดถอนใจกล่าว “สำนักหยกพิสุทธิ์เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ”

พลังวิญญาณบนแม่น้ำภูเขาในแถบนี้หนาแน่นกว่าแต่ก่อนมาก กลางอากาศมีศิษย์หลายคนขี่กระบี่เหินเวหาเข้าๆ ออกๆ ดูไปแล้วแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย

สตรีชุดม่วงอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับสำนักหยกพิสุทธิ์มาก สิ่งที่อยากรู้ที่สุดก็คือคู่บำเพ็ญเพียรผู้นั้นของศิษย์พี่หญิงของนาง

“เจ้าไปหาศิษย์น้องโม่จู๋ ข้าไปหาหานเจวี๋ย ข้าอยากจะดูสักหน่อยว่าตอนนี้เขาร้ายกาจแค่ไหน” โจวฝานกล่าวอย่างคาดหวังรอคอย

บทที่ 100
“ช่างเถอะ ช่วงนี้แม้แต่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็ยังถูกสำนักหยกพิสุทธิ์กลืนเลย มีความเป็นไปได้สูงมากว่าหานเจวี๋ยจะแข็งแกร่งกว่าเจ้า”

โม่ฟู่โฉวส่ายหน้าพลางเอ่ย ความประทับใจที่เขามีต่อหานเจวี๋ยไม่เลวเลย รู้สึกมาโดยตลอดว่าพรสวรรค์ของหานเจวี๋ยยิ่งใหญ่ แม้ว่าโจวฝานจะเก่งกาจ แต่ส่วนมากอาศัยโอกาสวาสนาทั้งนั้น

โจวฝานแค่นเสียงกล่าว “สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตบากหน้ามาพึ่งสำนักหยกพิสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะถูกสำนักไร้ลักษณ์บีบหรอกหรือ ต่อมาที่สำนักไร้ลักษณ์ไม่พุ่งเป้ามาที่สำนักหยกพิสุทธิ์อีก ข้าว่าเป็นเพราะเฒ่าประหลาดอู้เต้าประสบเคราะห์ร้าย พวกเขาแค่ไม่มีเวลามาหาเรื่องสำนักหยกพิสุทธิ์ ใช่ว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะแข็งแกร่งกว่าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตเสียหน่อย”

โม่ฟู่โฉวรู้สึกว่าก็มีเหตุผล

ศิษย์ที่บินไปบินมาอยู่บนฟ้าไม่ได้แข็งแกร่งเท่าศิษย์สำนักใหญ่เลย

สายตาของสตรีชุดม่วงกลับมองไปที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน คิ้วงดงามของนางขมวดมุ่น

“พลังวิญญาณบนเขาลูกนั้นเต็มเปี่ยมมาก เป็นไปได้อย่างไร…”

สตรีชุดม่วงตื่นตกใจ พลังวิญญาณเช่นนี้เทียบได้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ลึกลับและตระกูลที่บำเพ็ญเพียรหมื่นปีบางส่วนแล้ว

ในขณะเดียวกัน

หานเจวี๋ยกำลังสั่งสอนไก่คุกรัตติกาลอยู่ใต้ต้นฝูซัง

ในช่วงแปดปีนี้ ไก่คุกรัตติกาลฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จระดับสุญตาแล้ว มันไปฝ่าด่านเคราะห์ที่แดนหมื่นปีศาจเช่นกัน ตอนนั้นบรรดาผู้อาวุโสของสำนักหยกพิสุทธิ์ต่างก็ไปสังเกตการณ์ พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก

ไก่ของผู้อาวุโสสังหารเทพบรรลุระดับสุญตาแล้ว!

หลิ่วปู๋เมี่ยเจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตและเซียวเหยาก็ตกใจเช่นกัน

ภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยในใจพวกเขายิ่งถูกยกระดับขึ้น

“อาจารย์ มันคือสิ่งใดกันแน่ คุณสมบัติเช่นนี้ไม่เหมือนไก่เลยนี่!” สวินฉางอันอดถามไม่ได้

ไก่คุกรัตติกาลสะบัดปีกเร็วรี่อยู่ริมหน้าผา ก่อให้เกิดปราณกระบี่เป็นพักๆ

ไม่เลว!

ปราณกระบี่!

หานเจวี๋ยถ่ายทอดวิชาดรรชนีกระบี่เทพให้กับไก่คุกรัตติกาล และมันก็เรียนได้จริงๆ ขนไก่ส่งปราณกระบี่ออกมา พลังทำลายล้างก็น่าชมยิ่งนัก

หานเจวี๋ยยังไม่ทันได้ตอบ ไก่คุกรัตติกาลก็หันหน้ามาด่า “ท่านไก่เคยบอกเจ้านานแล้ว ท่านไก่คือหงส์เพลิง เจ้าคิดว่าท่านไก่เป็นไก่จริงๆ หรือ”

หลังจากกลืนกินจูโต้วไปแล้ว ไก่คุกรัตติกาลก็เปลี่ยนจากพี่ไก่เป็นท่านไก่

แน่นอนว่ามันตั้งขึ้นมาเอง

“เจ้าเองก็ไม่ธรรมดา ขยันให้มากเข้า จงเชื่อมั่นในสายตาของอาจารย์” หานเจวี๋ยลูบศีรษะของสวินฉางอัน กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

แม้ว่าจะพูดเช่นนี้ แต่ในใจของหานเจวี๋ย สวินฉางอันเป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น

ขณะนั้นเอง

หานเจวี๋ยพลันเหลือบเห็นโม่ฟู่โฉว โจวฝาน และสตรีชุดม่วงกำลังบินมาทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

โจวฝานเหลียวเห็นหานเจวี๋ยก็รีบหยุดลงทันที

ครั้นแม่นางชุดม่วงมองเห็นหานเจวี๋ย ดวงตาของนางพลันเป็นประกาย

‘ช่างเป็นบุรุษที่รูปงามนัก!

หรือจะเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่หญิง?’

โจวฝานตื่นเต้นมาก เขาโบกมือพลางส่งเสียงโหวกเหวก “หานเจวี๋ย ไม่เจอกันนาน! เจ้าคงยังจำข้าได้อยู่กระมัง!”

ได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ยิ้มตอบว่า “จำได้ หลายปีมานี้คงใช้ชีวิตลำบากกันสินะ”

เสียงของเขาลอยเข้าหูพวกโจวฝาน ทั้งสามคนได้ยินอย่างชัดเจนยิ่ง

โม่ฟู่โฉวได้ยินแล้วรู้สึกใจปวดร้าว

ไม่ใช่แค่ลำบากเท่านั้น พูดได้ว่าพวกเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายเลย

“พวกเราใช้ชีวิตอย่างผ่าเผย กุมกระบี่เดินทางไปทั่วหล้า มีบุญคุณก็ตอบแทนมีแค้นก็ชำระ ทั้งยังได้รับโอกาสวาสนาไม่น้อย” โจวฝานกล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

แพ้ไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้!

โจวฝานไม่ยอมให้หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนเองแย่เด็ดขาด

“เป็นอย่างไรบ้าง อยากออกไปท่องโลกกว้างกับพวกเราหรือไม่ การบำเพ็ญเพียรต้องเสี่ยงโชค ปิดด่านฝึกฝนตลอดใช่ว่าจะดี”

โจวฝานกล่าวเชิญชวนด้วยรอยยิ้ม ขณะเดียวกันก็บินไปทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

หานเจวี๋ยแสดงวิชาอย่างเงียบๆ เพื่อปิดค่ายกลใหญ่ที่คุ้มกันภูเขาอยู่

คนทั้งสามร่อนลงบนขอบหน้าผาอย่างรวดเร็ว

สตรีชุดม่วงจ้องหานเจวี๋ยด้วยสายตาแวววาว ทำให้หานเจวี๋ยอึดอัดอย่างยิ่ง

สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย!

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบผู้แข็งแกร่งในสำนักหยกพิสุทธิ์ ไม่นานก็หยุดอยู่ที่รายชื่อหนึ่ง

[เซวียนซือซือ: ระดับรวมกายาขั้นเก้า ศิษย์น้องของจอมมาร]

‘หือ? ศิษย์น้องของจอมมาร?

น้องภรรยาหรือ’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

โม่ฟู่โฉวประสานมือคารวะแล้วยิ้มกล่าว “สหายหาน ไม่เจอกันนาน ท่านยังคงสง่างามน่าเกรงขามเช่นเดิม”

หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “สหายโม่เองก็เช่นกัน”

โจวฝานมองไปที่ไก่คุกรัตติกาล ก่อนถามด้วยความประหลาดใจ “หานเจวี๋ย ไก่ที่เจ้าเลี้ยงดูไม่อ่อนแอเลยนี่!”

ไหนเลยเขาจะมองออกว่าไก่คุกรัตติกาลมีตบะระดับสุญตา

เมื่อไก่คุกรัตติกาลได้ยินก็รู้สึกไม่พอใจทันที

อะไรคือดูไม่อ่อนแอ

มันยังไม่ทันได้เอ่ยปาก โจวฝานก็พลันก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “หานเจวี๋ย แลกเปลี่ยนฝีมือกันสักหน่อยเถอะ เมื่อก่อนข้าเคยแพ้ให้กับเจ้า ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว!”

ตามที่พลังจิตของเขารับรู้ได้ หานเจวี๋ยเพิ่งจะอยู่ระดับสร้างฐานขั้นเก้า เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่ใช้วิธีพิเศษเฉพาะปิดบังตบะที่แท้จริงไว้

โจวฝานไม่อาจดูเบาหานเจวี๋ยได้ ในความคิดของเขาหานเจวี๋ยน่าจะมีตบะระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว

นึกถึงในตอนนั้น หานเจวี๋ยก็เคยสังหารผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณมาแล้ว!

ผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ ตบะจะคงอยู่ที่ระดับเปลี่ยนวิญญาณได้อย่างไร!

โดยทั่วไปเมื่อถึงระดับปราณก่อกำเนิด หากไม่มีโอกาสวาสนา อาศัยแค่การมุมานะฝึกบำเพ็ญ ก็ยากที่จะพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “เจ้าเพิ่งกลับมา ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนฝีมือกับข้าหรอกกระมัง ไปรายงานตัวกับเจ้าสำนักเถอะ”

โจวฝานพูดยั่วยุ “หานเจวี๋ย เจ้ากลัวหรือ วางใจเถอะ พวกเราประมือกันเงียบๆ ไม่ให้คนอื่นรู้ ข้าแค่อยากให้เจ้าเห็นสักหน่อยว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน ตอนนี้ข้าหลอมร่างสกรรจ์สำเร็จแล้ว เคยสังหารระดับเปลี่ยนวิญญาณมาแล้วด้วย!

หากเจ้าอยากออกไปเผชิญโลกกว้าง ข้ากับศิษย์พี่โม่สามารถพาเจ้าไปได้!”

หานเจวี๋ยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ไก่คุกรัตติกาลอดด่าไม่ได้ “เจ้าเป็นใครกัน! เป็นแค่ระดับปราณก่อกำเนิดก็กล้ายั่วยุนายท่านของข้ารึ แม้แต่ท่านไก่อย่างข้าเจ้ายังสู้ไม่ได้เลย!”

พอคำพูดนี้ออกจากปาก พวกโจวฝานทั้งสามคนก็พากันหันไปมองมัน

เซวียนซือซือเลิกคิ้ว ทำหน้าแปลกใจ

‘สัตว์เลี้ยงปีศาจระดับสุญตา! คนผู้นี้ไม่ธรรมดานี่…’

“ไก่ของเจ้าตัวนี้คึกดีจังนะ” โจวฝานยิ้มตายีเอ่ย เริ่มเกิดโทสะในใจบ้างแล้ว

ไก่คุกรัตติกาลชูคอกล่าว “แล้วจะอย่างไรล่ะ”

มันอดใจรอที่จะแสดงความแข็งแกร่งของตนเองไม่ไหวแล้ว

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่กลับมาเลย สวินฉางอันและมู่หรงฉี่ต่างอ่อนแอนัก เหลือแค่หานเจวี๋ยที่มันก็ไม่กล้ายุแหย่อีก

โจวฝานมองหานเจวี๋ยและถามด้วยรอยยิ้ม “หานเจวี๋ย ข้าช่วยสั่งสอนมันแทนเจ้าดีหรือไม่”

หานเจวี๋ยเห็นว่าโจวฝานจริงจังมาก หากดึงดันปฏิเสธต่อไป หลังจากนี้เจ้าหมอนี่คงพัวพันเขาไม่เลิก

เขามองไปทางไก่คุกรัตติกาลก่อนสั่ง “ห้ามทำร้ายคน!”

ไก่คุกรัตติกาลพยักหน้าอย่างเต็มที่

โจวฝานไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม

หมายความว่าอย่างไร

หานเจวี๋ยคิดว่าเขาสู้ไก่ตัวนี้ไม่ได้หรือ

โม่ฟู่โฉวรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ คาดไม่ถึงว่าเขาจะมองตบะของไก่คุกรัตติกาลไม่ออก เขาถ่ายทอดเสียงไปให้โจวฝาน ‘ไก่ตัวนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แล้วๆ กันไปเถอะ เพิ่งกลับมาเอง พวกเราพักผ่อนสองสามวันก่อน สืบที่มาของไก่ตัวนี้สักหน่อย’

โจวฝานไม่สนใจโม่ฟู่โฉว หันกายเดินไปทางไก่คุกรัตติกาล พละกำลังของเขาปะทุเพิ่มขึ้นในทุกๆ ย่างก้าว

ครืน!

เขาเพียรบำเพ็ญเซียนสั่นสะเทือน ร่างของโจวฝานเปล่งพลังอำนาจที่น่าหวาดกลัวออกมา ลมแรงที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าวนรอบตัวเขา กล้ามเนื้อทั้งตัวแน่นคับจนชุดคลุมนูนขึ้นมา บนใบหน้ายังมีเส้นเลือดประหลาดไต่ขึ้นมาหลายเส้น

หานเจวี๋ยมองไปที่เขาอย่างประหลาดใจ นี่ก็คือร่างสกรรจ์หรือ

ไก่คุกรัตติกาลเบิกตาโต เห็นได้ชัดว่าทึ่งมาก

โจวฝานนึกว่ามันกลัวจึงยิ้มกล่าว “เจ้าลูกไก่ กลัวแล้วล่ะสิ หากขอโทษข้าตอนนี้ ข้าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้า!”

ไก่คุกรัตติกาลกระพือปีกบินขึ้นไป พูดจาโหวกเหวกว่า “มาสิ! ท่านไก่กลัวเจ้าหรือไง”

โม่ฟู่โฉวมองหานเจวี๋ยก่อนกล่าวอย่างเกรงใจ “สหายหาน นี่…”

“ไม่เป็นไร ข้าจะไม่ให้พวกเขาทำร้ายกันและกัน”

หานเจวี๋ยส่ายหน้าบอก แม้ว่าโจวฝานจะหยิ่งยโสไปหน่อย แต่ระดับความประทับใจของเขาไม่เคยลดลงเลย หานเจวี๋ยย่อมไม่ทำร้ายเขาอยู่แล้ว

ครืน!

พายุรุนแรงพลันปะทุออกมา พัดจนเสื้อผ้าของหานเจวี๋ย โม่ฟู่โฉว เซวียนซือซือ และสวินฉางอันโบกสะบัด

ทั้งสี่คนหันหน้าไปมอง เห็นเพียงว่าโจวฝานชกหมัดใส่ปีกของไก่คุกรัตติกาลที่ไขว้กันอยู่ ขนไก่ทั่วตัวไก่คุกรัตติกาลสั่นไหว ราวกับว่ามีเปลวไฟสีดำลุกไหม้อยู่บนตัว

รอยยิ้มของโจวฝานเมื่ออยู่ในร่างสกรรจ์ดุร้ายและโอหังมาก

ไก่คุกรัตติกาลเบิกตากว้าง พูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “แค่นี้รึ”