91-95

บทที่ 91
เมื่อได้ยินว่ามู่หรงฉี่ต้องการกราบเขาเป็นศิษย์ สวินฉางอันก็หรี่ตาลง พินิจพิเคราะห์มู่หรงฉี่

ตบะของสวิฉางอันอยู่ในระดับรวมแก่นปราณเช่นกัน ขอบเขตพลังสูงกว่ามู่หรงฉี่อยู่เล็กน้อย รับเขาเป็นศิษย์ก็ไม่ได้ลำบากอันใด หากแต่เรื่องนี้จำเป็นต้องสอบถามอาจารย์ก่อน

“เจ้าคำนับต่อไปเถิด”

ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้ว สวินฉางอันก็ขึ้นเขาไป

มู่หรงฉี่ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบตน

เขาคำนับต่อไป

มาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน สวินฉางอันเล่าเรื่องที่มู่หรงฉี่อยากกราบตัวเป็นศิษย์ของตนให้หานเจวี๋ยได้ฟัง

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้น สีหน้าของเขาแปลกประหลาด

มู่หรงฉี่อยากจะกราบสวินฉางอันเป็นศิษย์หรือ

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “เจ้าคิดเห็นเช่นไร”

สวินฉางอันที่อยู่ตรงปากถ้ำ เอ่ยว่า “ข้าถูกชะตากับคนผู้นี้ยิ่งนัก หากอาจารย์ไม่ว่าอะไร ข้าก็จะรับเขาไว้”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดเล็กน้อย อีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินกลับชาติมาเกิด เชื่อมสัมพันธ์ไว้ก็ไม่เลว

“เช่นนั้นก็รับไว้เถอะ”

หานเจวี๋ยเอ่ยอีกว่า “จะพาเขาไปฝึกฝนที่หน้าต้นฝูซังก็ได้ จากนี้เจ้าก็รับหน้าที่ดูแลเขา ไม่อนุญาตให้ออกห่างต้นฝูซังโดยพลการ”

สวินฉางอันดีใจเป็นอย่างมาก รีบร้อนคารวะขอบคุณหานเจวี๋ย

ไม่นาน เขาลงเขาเปิดค่ายกล ก่อนจะพามู่หรงฉี่เข้ามา

มู่หรงฉี่เดินมาเบื้องหน้าสวินฉางอัน คุกเข่าลงคำนับอย่างหนักแน่น เปลี่ยนคำเรียกเป็นอาจารย์ทันที

สวินฉางอันดีใจเป็นอย่างมาก นี่ก็คือศิษย์คนแรกของเขา

“ไปเถิด ตามข้าขึ้นไปบนเขา เขาลูกนี้นอกจากข้าแล้วยังมีอาจารย์ปู่ของเจ้า อาจารย์ย่า รวมไปถึงไก่ดำระดับเปลี่ยนวิญญาณ”

สวินฉางอันนำทางไปพลางกล่าวแนะนำ

มู่หรงฉี่ลอบรู้สึกตื่นตระหนก คาดไม่ถึงว่าบนเขาลูกนี้ก็มีวิหคปีศาจระดับเปลี่ยนวิญญาณด้วย!

นี่คือสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในสำนักหยกพิสุทธิ์หรือ

เดี๋ยวก่อน!

อาจารย์ปู่?

หรือว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ผู้อาวุโสสังหารเทพ?

มู่หรงฉี่พลันสังเกตเห็นว่าสวินฉางอันเป็นพระ หรือเขาก็คือพระที่ผู้อาวุโสกวนกล่าวว่าเคยคุกเข่าคำนับมาห้าปีท่านนั้น?

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มู่หรงฉี่กลับไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนหรือโกรธเคือง

เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่ดึงดูดตนเองก็คือสวินฉางอัน!

ทั้งสองเร่งฝีเท้า เมื่อมาถึงใต้ต้นฝูซัง มู่หรงฉี่ก็มองเห็นไก่คุกรัตติกาล

ต้นฝูซังนี้ทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก

นี่คือต้นอะไรกัน

ไก่คุกรัตติกาลลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ฉางอัน เจ้าบอกกฎระเบียบกับเขาแล้วใช่หรือไม่ คารวะเข้ามาอยู่กับนายท่านของข้าแล้ว ใช่ว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่วเหมือนหยางเทียนตงได้ หลังจากนี้เจ้าต้องอบรมดูแลเขาให้ดี หากเขาสร้างความวุ่นวายขึ้นมาเมื่อใด ข้าก็ไม่เกรงใจแน่”

สวินฉางอันก่นด่าในใจ ‘เจ้าไก่เหม็นโฉ่ เจ้าโอ้อวดอะไรกัน’

เมื่อคิดว่าหานเจวี๋ยอาจจะกำลังดูอยู่ภายในถ้ำเทวา เขาจึงทำได้เพียงรับปากกับไก่คุกรัตติกาล

สวินฉางอันให้มู่หรงฉี่คุกเข่าลง หันหน้าไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน โขกศีรษะลงคำนับ

“อดทนเพื่อทะเลกว้างและท้องนภาที่ไร้ขอบเขต?”

มู่หรงฉี่สังเกตเห็นอักขระแถวหนึ่งที่ปากถ้ำ ลอบครุ่นคิดกับตัวเอง

เขาคุกเข่าลงอย่างซื่อสัตย์จริงใจ โขกคำนับสามครั้ง

เพียงเท่านี้ มู่หรงฉี่ก็ได้เข้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียนแล้ว หานเจวี๋ยมีศิษย์หลานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

หลังจากฝึกฝนกับสวินฉางอัน มู่หรงฉี่ต้องรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าพลังงวิญญาณของที่นี่เข้มข้นยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าฌานข้างๆ สวินฉางอัน ไม่เพียงไม่ถูกรบกวน แต่ยังดูดซับพลังวิญญาณได้มากขึ้น

เป็นโอกาสวาสนาอย่างที่คิดไว้จริงๆ!

มู่หรงฉี่พึงพอใจ ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณของข้าจะไม่ผิด!

……

เวลาผ่านไปอีกปี

วันนี้หลิ่วปู๋เมี่ยเจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต และนักพรตเต๋าชิงเสียนมาเยือน

นักพรตเต๋าชิงเสียนรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะทิ้งวิญญาณอีกส่วนไว้ที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิต หากแต่ยังคงหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย

หานเจี๋ยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของพวกเขา รีบเร่งตรวจสอบสำนักหยกพิสุทธิ์ทันที

[หลิ่วปู๋เมี่ย: ระดับสุญตาขั้นเจ็ด เจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต]

แค่นี้เองหรือ

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจ สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตกล้าท้าทายสำนักไร้ลักษณ์ได้อย่างไร

ทว่าเมื่อหวนคิดแล้ว เขาก็เข้าใจในทันที

ภายในขอบเขตของต้าเยี่ยน ความแข็งแกร่งของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตนับว่ามีเพียงหนึ่งเดียว อีกทั้งอยู่ไกลจากสำนักไร้ลักษณ์ ในโลกนี้ก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ข่าวสารไม่แม่นยำก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

หานเจวี๋ยไม่ประมาท ยังคงใช้แบบจำลองการทดสอบต่อสู้กับพวกเขา

เขาสู้แบบสองต่อหนึ่งทันที

สังหารภายในพริบตา!

มั่งคงปลอดภัย!

พวกนักพรตเต๋าชิงเสียนไม่ได้บินไปยอดเขาหลัก แต่กลับมาที่หน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียนแทน

“เจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตหลิ่วปู๋เมี่ยและผู้อาวุโสนักพรตเต๋าชิงเสียนคารวะท่านผู้อาวุโสสังหารเทพ”

นักพรตเต๋าชิงเสียนคารวะ เขาเข้าใจดีว่ามีเพียงต้องทำให้ผู้อาวุโสสังหารเทพยินยอม สำนักหยกพิสุทธิ์ก็จะยินยอมด้วยเช่นกัน

หลิ่วปู๋เมี่ยคารวะตาม เขาเองก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ได้ยินมาว่าเมื่อนักพรตเต๋าชิงเสียนเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ก็ไม่พลังต้านทานแม้แต่น้อย ไหนเลยที่เขาจะกล้าดูแคลนหานเจวี๋ยได้

ใต้ต้นฝูซัง มู่หรงฉี่เบิกตาโต ก่อนเอ่ยด้วยความตกตะลึง “เจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตมาหรือ”

ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้บำเพ็ญอิสระ เคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตมาบ้าง เท่าที่เขารู้มา สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็แข็งแกร่งกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่มากนัก

สวินฉางอันเอ่ยอย่างไร้อารมณ์ว่า “ฝึกฝนต่อไป”

มู่หรงฉี่พยักหน้า ก่อนจะหลับตาลง ทว่าความสนใจของเขากลับล่องลอยไปยังตีนเขา

หานเจวี๋ยปรากฏกายขึ้นในอากาศเบื้องหน้าของพวกหลิ่วปู๋เมี่ย จิตกระบี่หวนคืนระเบิดออก กักพวกเขาทั้งสองให้อยู่กับที่

ชั่วพริบตาเดียว หลิ่วปู๋เมี่ยและนักพรตเต๋าชิงเสียนไม่สามารถขยับกายเคลื่อนไหวได้ พวกเขามีความรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับความตาย

ที่หน้าผากของคนทั้งสองเริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ผุดซึมขึ้นมา โดยเฉพาะนักพรตเต๋าชิงเสียนที่กลัวจนแทบขาดใจ เขากัดฟันเอ่ยว่า “ผู้อาวุโส พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย… เป็นพวกท่านที่เชิญพวกเรามาที่นี่”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้าหวังว่าหลังจากพวกเจ้าเข้าร่วมสำหนักหยกพิสุทธิ์แล้วอย่าได้มีความคิดที่จะทรยศ”

เขาวางมือกดลงบนไหล่ของทั้งสองคน ค่อยๆ ประทับตราประทับหกวิถีลงไป

ภายหน้า ไม่ว่าทั้งสองจะหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียว หานเจวี๋ยก็สามารถตามรอยของพวกเขาไปได้!

ตบะของหานเจวี๋ยแข็งแกร่งเหนือกว่าพวกเขามากนัก เดิมทีพวกเขาก็ไม่มีทางรู้สึกตัวเลย

นักพรตเต๋าชิงเสียนรีบเอ่ยปากยืนยันทันทีว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับสำนักพิสุทธิ์ด้วยใจบริสุทธิ์

หานเจวี๋ยก็ไม่ได้กดดันต่อ ปล่อยให้พวกเขาเดินทางไปที่ยอดเขาหลัก

ไหนเลยที่ทั้งสองคนจะกล้าปฏิเสธ เมื่อจิตกระบี่หวนคืนหายไป พวกเขารีบคารวะและจากไปในทันที

ออกจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ระหว่างทางที่บินไปยังยอดเขาหลัก หลิ่วปู๋เมี่ยอดไม่ได้ที่จะส่งกระแสเสียงเอ่ยขึ้นว่า ‘ศิษย์พี่ สำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้แข็งแกร่งระดับนี้ได้อย่างไร หรือเขาก็คือนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง?”

นักพรตเต๋าชิงเสียนส่งกระแสเสียงเอ่ยตอบว่า ‘ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่เขาไม่ใช่นักพรตเต๋าจิ่วติ่งแน่นอน นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเดินทางออกไปต่างแดนนานแล้ว”

ภายในใจเขาเต็มไปด้วยความปีติยินดี ดูเหมือนว่าการมาขอพึ่งพาสำนักหยกพิสุทธิ์ในครานี้ล้วนเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว!

อีกด้านหนึ่ง

หานเจวี๋ยกลับเข้ามาในถ้ำเทวา เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มต้นสาปแช่งเฒ่าประหลาดอู้เต้า

แม้โดยส่วนตัวเขาจะไม่หวาดเกรงสำนักไร้ลักษณ์ แต่สำนักไร้ลักษณ์นี้มีจำนวนคนมาก หากทั้งสำนักบุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว สำหนักหยกพิสุทธิ์คงสูญเสียอย่างหนักแน่

ตราบใดที่เฒ่าประหลาดอู้เต้ายังได้รับบาดเจ็บอยู่ตลอด เขาจะสามารถควบคุมสำนักไร้ลักษณ์ได้

หนึ่งเดือนผ่านไป

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้ประกาศเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์ หลิ่วปู๋เมี่ยนำคารวะเข้ายอดเขาสำนักพิสุทธิ์ด้วยตนเอง เรื่องเล็กใหญ่ในสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตมีรองเจ้าสำนักเป็นผู้จัดการ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็สั่นสะเทือนไปทั้งต้าเว่ย ต้าเยี่ยน เขตแก่นประจิมรวมถึงราชวงศ์และเขตอื่นๆ ใกล้เคียง

ทุกสายตาล้วนจับจ้องสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักนี้ดูเหมือนอ่อนแอ แต่ช่วงร้อยปีหลังมานี้ส่อให้เห็นเค้าลางที่เปลี่ยนผันอย่างมหาศาล

ข่าวนี้กระจายไปถึงสำนักไร้ลักษณ์

หลังจากเฒ่าประหลาดอู้เต้าได้ยิน คิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่น

“สำนักหยกพิสุทธิ์…”

เขาอดนึกถึงสิงหงเสวียนไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขายังคิดให้สิงหงเสวียนแต่งงานกับตงหวางเซียน ด้วยพลังเทพที่นางฝึกบำเพ็ญ หากร่วมฝึกฝนกับตงหวางเซวียนคงช่วยให้ตบะของตงหวางเซียนรุดหน้าอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่สิงหงเสวียนปฏิเสธ

สิงหงเสวียนก็มาจากสำนักหยกพิสุทธิ์

เบื้องหน้าของเฒ่าประหลาดอู้เต้ายังมีคนยืนอยู่จำนวนมาก ตงหวางเซียนก็รวมอยู่ในนั้น เขาแค่นเสียงเอ่ยว่า “สำนักหยกพิสุทธิ์เป็นสำนักเช่นใดกัน เดิมทีก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน อีกทั้งเป็นที่รู้กันว่าต้าเยี่ยนเองก็อ่อนแอยิ่งนัก อาจารย์ ข้าจะไปที่สำนักหยกพิสุทธิ์ด้วยตนเอง จับกุมหลิ่วปู๋เมี่ยกลับมา!”

เฒ่าประหลาดอู้เต้าขมวดคิ้วแน่น ไม่ได้เอ่ยตอบไปในทันที

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์นั้นไม่ธรรมดา

ตั้งแต่ที่เขายื่นข้อเสนอให้สิงหงเสวียนในครานั้น ก็มักเผชิญกับการสาปแช่ง หรือว่าคนที่สาปแช่งเขาจะมาจากสำนักหยกพิสุทธิ์?

ผู้ทรงพลังรุ่นเดียวกันบางคนสามารถคาดเดาสาเหตุได้ หรือคนที่สาปแช่งเขาบางทีอาจจะเป็นสามีของสิงหงเสวียน?

เป็นไปได้มากทีเดียว!

เรื่องทั้งหมดนี้ช่างบังเอิญเกินไปแล้ว!

เฒ่าประหลาดอู้เต้าไม่เคยเผชิญเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน แต่หลังจากที่เขายื่นข้อเสนอให้สิงหงเสวียน หลายปีมานี้เขาก็ถูกสาปแช่งมาตลอด เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากคำสาปแช่งนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้เจรจากับสำนักหยกพิสุทธิ์พอดี

จะประมาทสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ได้!

บทที่ 92
“อย่าเพิ่งสนใจสำนักหยกพิสุทธิ์ ศึกกับสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตยืดเยื้อมานานหลายปีเพียงนี้ก็ควรจะจบลงได้แล้ว ชื่อเสียงอำนาจของสำนักไร้ลักษณ์ก็ได้ผงาดขึ้นมาแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องฆ่าสังหารกันอีก เจ้าก็จงตั้งใจฝึกฝนเถิด เป้าหมายของเจ้าควรอยู่ที่จวนเซียนสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องแย่งชิงอำนาจ”

เฒ่าประหลาดอู้เต้าเอ่ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

ตงหวางเซียนขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าเช่นนี้ยังไม่เพียงพอ ตกลงกันแล้วว่าจะทำให้สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตพังพินาศ แล้วจะจบลงง่ายๆ เพียงเพราะพวกเขาพึ่งพาสำนักหยกพิสุทธิ์ได้อย่างไร

หากเรื่องนี้แพร่งพรายอกไป ผู้อื่นจะไม่คิดว่าสำนักไร้ลักษณ์หวาดกลัวสำนักหยกวิสุทธิ์หรอกหรือ

“อาจารย์ ระวังจะเป็นการเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้[1]นะขอรับ!” ตงหวางเซียนเอ่ยเสียงเบา

คนอื่นๆ ในที่นั้นต่างมองหน้าสบตากันไปมา

พวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักไร้ลักษณ์ ความจริงแล้วพวกเขาเองก็ยังอยากยอมแพ้

อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นสำนักบำเพ็ญเซียน ไม่ใช่ราชวงศ์ในโลกมนุษย์ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญคือเวลา ควรใช้เวลาไปกับการแสวงหามหามรรคาถึงจะเรียกได้ว่าวิถีทางที่ถูกต้อง หากมัวแต่ต่อสู้ฆ่าฟันกันตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก!”

อีกอย่าง สำนักไร้ลักษณ์เองก็ไม่ใช่สายมาร ไม่ชอบการเข่นฆ่า

เฒ่าประหลาดอู้เต้าโบกมือกล่าว “ข้าตัดสินใจแล้ว จะไม่เคลื่อนพลไปสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตอีก!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ตงหวางเซียนแสดงสีหน้าไม่พอใจ

อาจารย์ของเขาไม่ว่าอะไรล้วนดีไปเสียหมด เพียงแต่ยังโหดเหี้ยมไม่พอ!

แม้จะไม่พอใจ แต่ตงหวางเซียนก็ไม่ได้ต่อต้านผู้เป็นอาจารย์ ถึงอย่างไรอาจารย์ก็เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่

……

หลังจากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตประกาศเข้าร่วมกับสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักไร้ลักษณ์ก็หยุดการโจมตี นั่นทำให้เหล่าศิษย์ของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตพากันโล่งอก

ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็สงสัยในสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นอย่างมาก

แท้จริงแล้วสำนักหยกพิสุทธิ์นั้นแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่ ถึงสามารถทำให้สำนักไร้ลักษณ์สงบลงได้

หลิ่วปู๋เมี่ยมาถึงยอดเขาหลักของสำนักหยกพิสุทธิ์ หลี่ชิงจื่อได้จัดเตรียมถ้ำเทวาให้เขา เขารู้ดีว่าตนเองมีฐานะเทียบได้กับตัวประกัน หากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตคิดไม่ซื่อ คนแรกที่จะต้องตายก็คือเขา

เดิมหลี่ชิงจื่อคิดว่าสำนักไร้ลักษณ์จะบุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ ไม่คิดว่าสำนักไร้ลักษณ์จะหยุดมือ ทำให้เขาอดที่จะโล่งใจไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักหยกพิสุทธิ์จึงไม่ได้เผชิญกับความวุ่นวาย

หลังจากที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตมาขอพึ่งพิงสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักหยกพิสุทธิ์จึงกลายเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยนอย่างเสียไม่ได้ ผู้บำเพ็ญอิสระและมนุษย์ธรรมดาที่มาขอพึ่งพาอาศัยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

หลี่ชิงจื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของตบะ จึงเริ่มกระจายอำนาจ ส่วนตนเองก็ปิดด่านฝึกตน

ต้าเยี่ยนสงบสุขมาร่วมสิบปีแล้ว

หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับรวมกายาขั้นสองแล้ว

[อายุขัยของท่านก้าวมาถึง 400 ปี ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง แสดงตัวทันที พิสูจน์ความแข็งแกร่งของท่านให้ใต้หล้ารับรู้ จะได้รับไข่สัตว์เทพโชคชะตาหนึ่งใบ สุ่มรับของล้ำค่าฟ้าดิน]

[สอง ปิดด่านฝึกฝนต่อไป หลีกหนีจากความขัดแย้ง จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

หานเจวี๋ยเห็นตัวเลือกที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เดิมทีก็ไม่ลังเล เลือกตัวเลือกที่สองในทันที

[ท่านเลือกปิดด่านฝึกฝนต่อไป ได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณชั้นเลิศ–กำไลวิเศษบรรลุสวรรค์]

[กำไลวิเศษบรรลุสวรรค์: สมบัติวิญญาณประเภทป้องกันชั้นเลิศ สามารถแยกพลังจิต ป้องกันการโจมตีวิญญาณ]

สมบัติวิญญาณประเภทป้องกันอีกแล้ว!

ดีจริงๆ!

หานเจวี๋ยหยิบกำไลวิเศษบรรลุสวรรค์ออกมา และเริ่มทำให้ยอมรับเจ้าของ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็สวมใส่กำไลวิเศษบรรลุสวรรค์ ตัวกำไลฝังด้วยคริสตัลสี่สี ประกอบด้วยสีน้ำเงิน สีเงิน สีขาว และสีแดง ดูแล้วส่องแสงวิบวาวเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าการแต่งกายของตนเองเริ่มเข้าใกล้เกมออนไลน์บำเพ็ญเซียนมากขึ้นทุกที ยิ่งเติมแต่งยิ่งหล่อเหลา

ไม่นาน เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มต้นสาปแช่งเฒ่าประหลาดอู้เต้าและจูเชวี่ย

ทุกครั้งระหว่างหยุดการฝึกบำเพ็ญ เขามักจะสาปแช่งศัตรู จนแทบจะกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ตบะของมู่หรงฉีและสวินฉางอันก็พุ่งทะยานรวดเร็วเป็นอย่างมาก

พรสวรรค์ของมู่หรงฉีนั้นก็ไม่เลวจริงๆ สวินฉางอันกลัวว่าเขาจะล้ำหน้าตน และก็ไม่กล้าคิดถึงเซี่ยนเออร์อีก จึงจดจ่อกับการฝึกฝน ตบะของอาจารย์และศิษย์ทั้งสองคนจึงก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ไปในทางที่ดี

ไก่คุกรัตติกาลยังอยู่ในระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า เข้าใกล้ระดับสุญตามากขึ้นทุกที

ทุกๆ วันเจ้านี่ก็มักจะฝัน มันฝันเห็นว่าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมา

มันร้อนรนทนไม่ไหวอยากจะสั่งสอนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเสียเต็มที

สาปแช่งร่วมสิบวัน หานเจวี๋ยถึงวางหนังสือแห่งความโชคร้ายด้วยความพึงพอใจ

เขาตรวจดูจดหมายเล็กน้อย คนที่ถูกโจมตีก็ยังถูกโจมตีเช่นเคย สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยังเป็นผู้ที่ถูกโจมตีบ่อยที่สุด และมีสหายบางคนที่ได้รับโอกาสวาสนา

ที่ควรกล่าวถึงคือ ช่วงนี้ซูฉีไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรมาก หากไม่ใช่เพราะรูปของเขายังอยู่ หานเจวี๋ยยังเป็นกังวลจริงๆ ว่าเขาจะถูกอุ้มไปแล้ว

หานเจวี๋ยมักรู้สึกว่ามีรูปสองสามอันที่หายไปจากลำดับสหาย เขาไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร แต่คนที่เขาให้การติดตามพิเศษกลับยังอยู่

นี่ก็คือการฝึกบำเพ็ญ ล้มตายระหว่างทางกเป็นเรื่องปกติมาก

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดอะไรมาก ฝึกฝนต่อไป เพื่อทะลวงระดับรวมกายาขั้นสี่ในเร็ววัน

……

สำนักไร้ลักษณ์

เฒ่าประหลาดอู้เต้าเจียนจะบ้าคลั่ง

เขาหยุดบุกโจมตีสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตแล้ว เหตุใดคนผู้นั้นยังคงสาปแช่งเขา

ใครทนได้ก็ทนไป!

เฒ่าประหลาดอู้เต้าตัดสินใจไปเยือนสำนักหยกพิสุทธิ์ด้วยตนเอง เขาต้องการคำอธิบาย!

เขาพลันลุกขึ้นตามหาผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เพื่อแจ้งเรื่องที่ตนกำลังจะไปเยือนสำนักหยกพิสุทธิ์ให้คนอื่นได้รับทราบ

หลังจากตงหวางเซียนได้รับแจ้ง ก็รีบไปพบเฒ่าประหลาดอู้เต้าทันที เขาเองก็อยากติดตามอาจารย์ไปด้วยเช่นกัน

ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดี เขาจะสังหารหลิ่วปู๋เมี่ยให้จงได้!

เดิมทีเฒ่าประหลาดอู้เต้าคิดจะปฏิเสธ แต่ตงหวางเซียนกลับรบเร้าอ้อนวอนไม่หยุด เขาจึงจำต้องตอบตกลง

……

ภายในหุบเขามืดสลัวแห่งหนึ่ง

ซูฉีนั่งเข้าฌานฝึกฝน รอบกายโอบล้อมไปด้วยไอมาร เขาล้มเลิกวิชายุทธ์ที่เคยฝึกมาก่อนหน้า ปรับปรุงแก้ไขวิชามารของประมุขมารใหม่ ตบะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เขาสอดประสานกับวิชามารของประมุขมารอย่างคาดไม่ถึง แม้กระทั่งประมุขมารยังต้องแปลกใจอยู่บ้าง

ประมุขมารพอใจกับการฝึกฝนของซูฉีเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่พอใจตนเองนัก ช่วงที่กำลังฝึกฝนนี้เขามักเผชิญกับมารในใจ เกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส

ครั้งนี้ ประมุขมารก็เผชิญกับมารในใจเข้าแทรกอีกครั้ง เลือดลมปั่นป่วน ทำให้จิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย จำต้องหยุดการบำเพ็ญลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

เขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนก่อนเอ่ยว่า “เจ้าก็ตั้งใจฝึกฝนอยู่ที่นี่เถอะ ที่นี่มีค่ายกลที่ข้ากางไว้แล้ว ไม่เพียงแต่สามารถป้องกันศัตรู แต่ยังสามารถรวบรวมพลังวิญญาณที่เหมาะสมสำหรับการฝึกฝนของเจ้าได้ ข้าจะไปแล้ว”

ซูฉีลืมตาขึ้น เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านจะไปไหน”

“ออกไปเดินเล่นสักหน่อย ฆ่าสังหารสักสองสามสำนักเพื่อผ่อนคลาย”

หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้ ประมุขมารก็แปรเปลี่ยนเป็นไอมารสายเลือนหายไปจากที่ตรงนี้

ซูฉีลังเล จะใช้โอกาสนี้เพื่อหลบหนีดีหรือไม่

ช่างเถอะ!

ตั้งใจฝึกฝนต่อไปดีกว่า

อาจารย์ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร นั่นหมายความว่าอาจารย์คาดหวังให้เขาใช้โอกาสนี้ในการปิดด่านฝึกฝน หลีกเลี่ยงที่มักจะให้อาจารย์ลงมือช่วยตลอด

คิดมาถึงตรงนี้ ซูฉีก็ขับพลังวิเศษ ฝึกฝนต่อไป

……

เพียงพริบตาเวลาสามปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงผ่านระดับรวมกายาขั้นสี่แล้ว

พลังวิญญาณหกสายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เขารู้สึกมีความสุข เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เตรียมพร้อมที่จะสาปแช่งเฒ่าประหลาดอู้เต้าและจู่เชวี่ยเพื่อความเพลิดเพลิน

“ข้าน้อยจี้เหลิ่งฉาน ครั้งนี้มาเพื่อขอท้าประลองสำนักหยกพิสุทธิ์ เพียงประลองเวทเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย สำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้ใดกล้าประลองกับข้าหรือไม่”

น้ำเสียงที่หยิ่งผยองดังก้องไปทั่วท้องฟ้าและผืนปฐพี หานเจวี๋ยได้ฟังจนนิ่งอึ้ง

ท้าประลองสำนัก?

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบตบะของฝ่ายตรงข้ามทันที

[จี่เหลิ่งฉาน: ระดับรวมกายาขั้นสอง ศิษย์เต๋าแห่งจวนเซียนสวรรค์ บุคลิกหยิ่งทะนง ต้องการเป็นผู้บำเพ็ญที่ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งในใต้หล้า ออกเดินทางไปทั่วสารทิศ ท้าทายทุกหนแห่ง ยังไม่เคยเผชิญความพ่ายแพ้]

ศิษย์เต๋าแห่งจวนเซียนสวรรค์?

หานเจวี๋ยหรี่ตาลง เกี่ยวกับจวนเซียนสวรรค์เขาก็เคยได้ยินมานาน ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้พบกับลูกศิษย์ของจวนเซียนสวรรค์แล้ว

เขารีบใช้รูปแบบจำลองการทดสอบทันที

หลังจากสามอึดใจ เขาลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น

เจ้าหมอนี่…

“อะไรกัน สำนักหยกพิสุทธิ์ที่พิชิตสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้กลับไม่มีผู้ใดกล้าประลองกับข้าน้อยเลยอย่างนั้นหรือ ทำให้ข้าน้อยรู้สึกผิดหวังจริงๆ ข้าน้อยนำหินวิญญาณชั้นสูงจำนวนนับล้านมาด้วย หากผู้ใดเอาชนะข้าน้อยได้ หินวิญญาณเหล่านี้จะตกเป็นของคนผู้นั้น! ”

“หินวิญญาณหนึ่งล้านยังไม่พอหรือ? ข้าน้อยจะนำสมบัติวิญญาณให้อีกชิ้น! ”

“ไม่ใช่กระมัง หรือสำนักหยกพิสุทธิ์มีแต่พวกอ่อนหัว?”

“มารดาพวกเจ้า! ตายกันหมดแล้วหรืออย่างไร! ไม่มีผู้ใดออกมาพูดอะไรเลยหรือ”

บทที่ 93
เมื่อเผชิญกับการยั่วยุของจี้เหลิ่งฉาน คนสำนักหยกพิสุทธิ์ต่างงุนงงสับสน

วิธีท้าทายคล้ายยุทธจักรของมนุษย์สามัญเช่นนี้ สำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ค่อยพบเจอนัก

หลี่ชิงจื่อกำลังปิดด่านฝึกฝน ถึงได้ยินคำพูดของจี้เหลิ่งฉาน เขาก็ไม่สนใจ

ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีผู้อาวุโสหานกับผู้อาวุโสเซียวช่วยต้านไว้

เซียวเหยาสัมผัสได้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ธรรมดา จึงไม่อยากเสี่ยงอันตราย และหวังให้หานเจวี๋ยเป็นผู้ลงมือแทน

หานเจวี๋ยไม่อยากยุ่งวุ่นวาย ก็หวังให้เซียวเหยาเข้าต่อสู้ หากแพ้ก็แพ้ไป ขอเพียงทำให้จี้เหลิ่งฉานจากไปเป็นพอ

ทางผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็สัมผัสได้ว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมาก พากันไม่กล้าออกหน้า เหล่าลูกศิษย์เองก็เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดฉากที่น่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้ขึ้น ผู้บำเพ็ญระดับรวมกายามาท้าสู้ กลับไม่มีใครกล้าตอบรับ อีกทั้งไม่มีใครออกมารับหน้าด้วย

“ภายในสิบลมหายใจ หากยังไม่มีใครออกมาอีก ข้าจะทำลายสำนักหยกพิสุทธิ์เสีย!”

จี้เหลิ่งฉานแผดเสียงเรียกอย่างเดือดดาล

ตอนนี้เขาอยู่บนไหล่เขา กำลังมองยอดเขาทั้งสิบแปดยอดของสำนักหยกพิสุทธิ์ที่อยู่ไกลออกไป

เขาสวมอาภรณ์สีขาว หน้าตาหล่อเหลา สง่าราวต้นหยกลู่ลม เพียงแวบแรกที่มองก็เห็นรัศมีของบุตรแห่งสวรรค์

จี้เหลิ่งฉานโกรธมาก ไม่นึกเลยว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะไม่มีใครออกมา!

ต่อให้ไม่กล้าประลองด้วย อย่างน้อยก็ควรออกมาขอความเมตตาบ้างสิ!

จี้เหลิ่งฉานหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ เขาหยิบกระบี่ออกมา เตรียมจะผ่าสิบแปดยอดเขาของสำนักหยกพิสุทธิ์!

“สหายเต๋ายอดเยี่ยมนัก สำนักหยกพิสุทธิ์ละอายนักที่สู้ท่านไม่ได้ ขอยอมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจ”

เสียงของหานเจวี๋ยลอยเข้าหูของจี้เหลิ่งฉาน

ให้เขาชนะไปเถอะ

หานเจวี๋ยไม่สนใจว่าจะแพ้หรือชนะ แค่หวังว่าจะวุ่นวายกันน้อยที่สุด

จี้เหลิ่งฉานได้ยินเช่นนี้ ก็คิ้วขมวดกล่าวว่า “เจ้านั่นแหละ ไสหัวออกมาต่อสู้กับข้า ไหนๆ ก็มาแล้ว พวกเจ้าบอกยอมแพ้ประโยคเดียวก็จบเรื่องเลยได้ที่ไหนกัน”

“เหตุใดสหายเต๋าต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ สำนักหยกพิสุทธิ์เคยล่วงเกินท่านหรือ”

“เมื่อก่อนไม่เคย แต่ตอนนี้เคยแล้ว!”

“จำต้องต่อสู้ด้วย?”

“จะไสหัวออกมา หรือจะให้ข้าทำลายสำนักหยกพิสุทธิ์ของพวกเจ้า!”

จี้เหลิ่งฉานกล่าวอย่างบ้าอำนาจ หลังจากเอ่ยคำเหล่านี้ออกมา เขารู้สึกสดชื่นนัก

‘พวกเจ้ากล้าเมินเฉยข้า!’

จี้เหลิ่งฉานเป็นถึงศิษย์เต๋าของจวนเซียนสวรรค์ เมื่อรวมกับตบะระดับรวมกายาแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าไม่ไว้หน้าเขา

ประเด็นสำคัญที่สุดคือสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ได้โด่งดังในแดนบำเพ็ญพรต สำนักเช่นนี้ก็กล้าหยิ่งผยองหรือ

วันนี้จี้เหลิ่งฉานจะสอนกฎระเบียบให้พวกเจ้าสักหน่อย!

หานเจวี๋ยได้ฟังแล้วขมวดคิ้ว เขาเองก็เริ่มฉุนแล้ว

นี่มันเหยียบจมูกขึ้นหน้าชัดๆ!

“ยังไม่ไสหัวออกมาอีก หรือต้องให้ข้าบีบให้เจ้าออกมา” จี้เหลิ่งฉานแผดเสียงกร้าว

ท่าทีที่เมินเฉยนั่นชวนให้คนโมโหเป็นที่สุด

เสียงของเขาเพิ่งสิ้น ปราณกระบี่ก็พลันพุ่งออกมาจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนราวกับอัสนีบาตสายหนึ่ง รวดเร็วจนน่าตกใจ

เร็วยิ่งนัก!

จี้เหลิ่งฉานหน้าถอดสี ยกกระบี่จะต้านไว้ตามจิตใต้สำนึก

เสียงตูมดังขึ้น!

ปราณกระบี่ทะยานผ่านกลุ่มภูเขา พุ่งตรงเข้าใส่จี้เหลิ่งฉาน

จี้เหลิ่งฉานยังไม่ทันได้สำแดงวิชาก็ถูกปราณกระบี่ปกคลุม ร่างของเขาถูกบดขยี้จนแหลกทันใด เหลือเพียงจิตดั้งเดิมที่ยังคงถือกระบี่ไว้ จิตกระบี่หวนคืนที่ทรงพลังไม่ได้ทำลายดวงจิตนี้ เพราะมีมังกรทองตัวหนึ่งพันรัดจิตดั้งเดิมของจี้เหลิ่งฉานเอาไว้

ไม่ผิด!

มังกรทอง!

มังกรทองตัวนี้ดุจภาพจริงดั่งภาพมายา ร่างของมังกรปรากฏรอยแตกร้าวเป็นเส้นๆ มันแทบจะไม่สามารถต้านดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพไว้ได้

ขณะที่หานเจวี๋ยเตรียมจะชี้นิ้วไปอีกครั้ง มังกรทองเอ่ยปากว่า “ช้าก่อน! มีอะไรค่อยๆ พูดกันดีกว่า! ข้าขออภัยแทนเจ้าเด็กเวรคนนี้ด้วย!”

หานเจวี๋ยหยุดมือและกล่าวว่า “ข้ายอมแพ้แล้ว แต่เขารังแกกันมากเกินไป ทั้งยังจะทำลายสำนักของข้าอีก ข้าไม่อยากหาเรื่อง แต่ก็ไม่กลัวคนมาหาเรื่องเช่นกัน!”

จี้เหลิ่งฉานยังอยู่ในสภาพหวาดผวา

‘เป็นไปได้อย่างไร!

การโจมตีเมื่อครู่…

กระบวนท่าเดียวของเขาข้าก็ยังรับมือไม่ได้เลย…’

จิตรู้แจ้งของจี้เหลิ่งฉานพังทลายลงแล้ว

มังกรทองเห็นว่าหานเจวี๋ยไม่ได้ลงมือต่อ ก็ลอบถอนหายใจโล่งอกและกล่าวว่า “สหายเต๋า เรื่องนี้เป็นความผิดของเหลิ่งฉานจริงๆ หากท่านยอมปล่อยเขาไป พวกเราจะรีบจากไปทันที”

[นักพรตเต๋าจี้คงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบข้อมูลของนักพรตเต๋าจี้คง

[นักพรตเต๋าจี้คง ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเจ็ด หนึ่งในสิบสองนักพรตเต๋าแห่งจวนเซียนสวรรค์ เกิดความประทับใจในตัวท่าน เนื่องจากท่านไม่ได้สังหารจี้เหลิ่งฉานทันที ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเจ็ด!

หานเจวี๋ยตาพร่าไปหมด

บุคคลระดับนี้เกิดความรู้สึกดีกับเขา คงไม่มาแก้แค้นเขาหรอกกระมัง

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “หวังว่าสหายเต๋าจะทำตามที่พูด พวกท่านไปเถอะ”

[ความประทับใจที่นักพรตเต๋าจี้คงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

มังกรทองพึงพอใจ สัมผัสได้ว่าหานเจวี๋ยมีนิสัยที่ไม่เลว เรื่องนี้เป็นความผิดของจี้เหลิ่งฉานโดยแท้ พลังวิเศษของเขาก็ทำได้เพียงปกป้องจิตดั้งเดิมไว้เท่านั้น หากหานเจวี๋ยต้องการสังหารจี้เหลิ่งฉาน เขาก็ไม่มีทางต่อต้านได้เลย

อีกทั้งเขายังไม่ได้ประกาศสถานะตัวเอง นั่นหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ยั้งมือเพราะกลัวสถานะของเขา

มังกรทองกล่าวเสียงเข้ม “เจ้าเด็กเวร ยังไม่รีบขอโทษสหายเต๋าอีก จบเรื่องนี้แล้วก็รีบไสหัวกลับไป ภายในร้อยปีนี้ห้ามออกมาข้างนอก!”

เขาโมโหแทบตายจริงๆ เมื่อครู่เขากำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ ผลคือสัมผัสได้ว่าจี้เหลิ่งฉานตกอยู่ในอันตราย เขาเข้าใจต้นสายปลายเหตุผ่านทางมังกรทองแล้ว

การกระทำเช่นนี้ทำให้จวนเซียนสวรรค์ขายหน้าจริงๆ!

จี้เหลิ่งฉานประหนึ่งถูกฟ้าผ่า เอ่ยด้วยความตื่นกลัวว่า “อาจารย์…ข้าเพิ่งออกมาเองนะ!”

เขาอยากกระอักเลือดนัก เขาเพิ่งออกมาไม่ถึงห้าปีด้วยซ้ำ กำลังตามหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมมาโดยตลอด สำนักที่อ่อนแอเกินไปเขาก็ไม่เสียเวลาลงมือ

อุตส่าห์ตัดสินใจมาเยือนสำนักหยกพิสุทธิ์ สุดท้ายยังไม่ทันได้ลงมือ ก็เกือบเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว

จี้เหลิ่งฉานหดหู่กับตัวเอง

โลกภายนอกพิสดารเช่นนี้เองหรือ

เขาเป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาเชียว!

หานเจวี๋ยได้ยินก็ทำหน้าแปลกๆ

ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายไม่เคยปราชัย ที่แท้เพิ่งเป็นครั้งแรกนี่เอง

“รีบขอโทษเสีย!” ไอรีนโนเวล

มังกรทองพูดด้วยความโกรธ จี้เหลิ่งฉานตกใจจนรีบขอโทษด้วยอาการสั่นระริก

จากนั้นมังกรทองมองไปยังเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “ฉายานามของสหายเต๋า ไม่ทราบว่าบอกได้หรือไม่”

“กวนอวี่ (กวนอู) นามคืออวิ๋นฉาง”

“กวนอวิ๋นฉาง? ชื่อดี”

มังกรทองเอ่ยชื่นชม จากนั้นก็พาจี้เหลิ่งฉานจากไป

เหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุดลงตรงนี้

จี้เหลิ่งฉานอยู่ห่างจากสำนักหยกพิสุทธิ์ระยะหนึ่ง ศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์จึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่จิตของเหล่าผู้อาวุโสกลับรับรู้ได้อย่างชัดเจน

ผู้อาวุโสสังหารเทพแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!

เซียวเหยาและหลิ่วปู๋เมี่ยต่างตื่นตกใจ

ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพทำให้พวกเขาสั่นกลัว เมื่อลองจินตนาการในหัวดูครู่หนึ่ง ทั้งสองคนก็อดสั่นสะท้านไม่ได้

หากเปลี่ยนเป็นพวกเขา พวกเขาก็ไม่อาจต้านดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพได้เช่นกัน

หลี่ชิงจื่อซึ่งกำลังปิดด่านฝึกฝนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ‘ผู้อาวุโสหานสมกับที่เป็นแก้วตาดวงใจของข้า ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ

สบายใจ!’

ใต้ต้นฝูซัง มู่หรงฉี่เริ่มรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาหานเจวี๋ย

ระดับความประทับใจเพิ่มขึ้นไปถึง 4 ดาว

หานเจวี๋ยไม่สนใจ ฝึกบำเพ็ญต่อไป

หลายวันต่อมา

[จี้เหลิ่งฉานเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

ดูเหมือนว่านักพรตเต๋าจี้คงจะสั่งสอนอบรมเขาแล้ว ทำให้เขาซาบซึ้งใจหานเจวี๋ยอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยก็อดเกิดความประทับใจต่อจวนเซียนสวรรค์ไม่ได้

นี่สิถึงจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์!

ยิ่งใหญ่!

เพื่อเป็นการฉลองที่เรื่องนี้ไม่มีความแค้นเกิดขึ้น หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งโชคร้ายออกมาปรับภารกิจประจำวัน

อีกด้านหนึ่ง

นามของกวนอวี่แพร่กระจายไปในจวนเซียนสวรรค์ จี้เหลิ่งฉานเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ที่เลื่องชื่อลือนามของที่นี่ ไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะออกไปก็ถูกโจมตีกลับมาแล้ว

ภายในจวนเซียนสวรรค์ จี้เหลิ่งฉานคุยโวเรื่องกวนอวี่เสียยกใหญ่ เอาแต่พูดว่าในสำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้บำเพ็ญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าซ่อนตัวอยู่ แม้แต่นักพรตเต๋าจี้คงอาจารย์ของเขายังเคารพเลื่อมใสกวนอวี่มาก

ยิ่งกวนอวี่แข็งแกร่งเท่าไร เขายิ่งอับอายที่พ่ายแพ้น้อยลงเท่านั้น

อวดอ้างไปอวดอ้างมา ความประทับใจที่เขามีต่อหานเจวี๋ยก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เดาว่าตัวเขาเองก็เชื่อไปแล้ว

หานเจวี๋ยไม่รู้สถานการณ์แน่ชัด ความประทับใจของเขาต่อนักพรตเต๋าจี้คงก็เพิ่มขึ้นมาก ไม่นึกเลยว่านักพรตเต๋าจี้คงจะรับผิดชอบงานหลังการขายให้ด้วย

บทที่ 94
หรือจะใช้โอกาสนี้สังหารฝ่ายตรงข้ามดี?

เจ้าคนผู้นี้ไม่กล้ายอมรับ แสดงว่าภายในใจเกรงกลัวเขามาก

หากคนผู้นี้ถูกสังหาร สิงหงเสวียนก็จะตกเป็นของลูกศิษย์เขา สำนักหยกพิสุทธิ์และสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็จะถูกสำนักไร้ลักษณ์ยึดเอามา

เมื่อความคิดเช่นนี้ของเฒ่าประหลาดอู้เต้าปรากฏ ก็ราวกับหญ้าป่าที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง เกิดขึ้นแล้วไม่อาจหยุดยั้งได้

“สหายเต๋า พวกเราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งกันอีก ข้าไม่ได้มาซักไซ้เอาความ เพียงแค่ต้องการให้ท่านหยุดเท่านั้น” เฒ่าประหลาดอู้เต้ายิ้มบางๆ พลางเอ่ย

[ความเกลียดชังที่เฒ่าประหลาดอู้เต้ามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5.5 ดาว]

‘แม่เจ้า! ยังสูงได้อีกหรือ’

แววตาของหานเจวี๋ยเย็นชาทันใด

……

ด้านนอกถ้ำเทวา

สวินฉางอันขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าสำนัก อาจารย์ไม่ชอบถูกรบกวน ท่านทำเช่นนี้ไม่เป็นการละเมิดกฎของอาจารย์หรือ ถึงเวลานั้นสำนักไร้ลักษณ์คงรู้กันหมดว่าผู้อาวุโสสังหารเทพคืออาจารย์ของข้า”

หลี่ชิงจื่อประหม่าเล็กน้อย ตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า “เจ้าสำนักไร้ลักษณ์แต่เดิมก็ต้องการมาเยือนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ทว่ากลัวจะทำลายมิตรภาพของสองฝ่าย จึงพูดคุยผ่านทางข้า”

ไก่คุกรัตติกาลที่อยู่ใต้ต้นฝูซังกังวลใจสุดขีด

ตบะของมันเกือบถึงระดับสุญตาเต็มที แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเฒ่าประหลาดอู้เต้าก็ยังเสี่ยงอันตรายไม่น้อย สิ่งนี้บอกชัดว่าอะไรน่ะหรือ

ก็บอกชัดว่าเฒ่าประหลาดอู้เต้าแข็งแกร่งมากอย่างไรละ!

‘นายท่านคงไม่เกิดเรื่องอะไรกระมัง…หรือจะพุ่งเข้าไปพานายท่านหลบหนีดี’ ไก่คุกรัตติกาลขบคิดอย่างกังวล

ตู้ม!

ทันใดนั้น ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานเกิดเสียงดังสนั่น หลี่ชิงจื่อตกใจจนหน้าถอดสี

ไก่คุกรัตติกาลกลายเป็นอัสนีดำสายหนึ่งพุ่งไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที

เมื่อเข้ามาในถ้ำ มันเห็นเฒ่าประหลาดอู้เต้ายืนอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย

“นายท่าน! ข้ามา…”

“หุบปาก!”

หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงต่ำ ขัดจังหวะคำพูดของไก่คุกรัตติกาล

ไก่คุกรัตติกาลนิ่งอึ้ง ก่อนมองไปยังเฒ่าประหลาดอู้เต้า ดวงตาของไก่จ้องมองที่ผู้เฒ่า

เฒ่าประหลาดอู้เต้าไม่ทำให้มันรู้สึกกระวนกระวายอีกแล้ว

คนผู้นี้ราวกับ…

ตายแล้ว?

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “จิตดั้งเดิมของเขาถูกข้าทำลายแล้ว แจ้งเจ้าสำนักไปว่าเจ้าสำนักไร้ลักษณ์กับข้าคุยกันถูกคอมาก จึงตั้งใจจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน”

ไก่คุกรัตติกาลตกใจ

ถ้ำเทวาไม่พังทลาย นายท่านกลับทำลายจิตดั้งเดิมของเฒ่าประหลาดอู้เต้าได้ นี่ระยะห่างระหว่างตบะของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากเพียงใดกันแน่

บทที่ 95
ไก่คุกรัตติกาลออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทานไป และนำคำพูดของหานเจวี๋ยไปบอกกล่าวหลี่ชิงจื่อ

หลี่ชิงจื่อแม้จะสับสนและกังวล แต่หานเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงสะกดอารมณ์ไว้แล้วหมุนตัวจากไป

ไก่คุกรัตติกาลกลับไปใต้ต้นฝูซังเช่นกัน

มู่หรงฉี่ถามอย่างประหลาดใจว่า “ท่านไก่ สถานการณ์ภายในถ้ำเป็นอย่างไรบ้าง”

สามร้อยกว่าปีผ่านไป ผนึกต้องห้ามภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานถูกหานเจวี๋ยเพิ่มระดับนานแล้ว พลังจิตไม่สามารถแทรกผ่านเข้าไปได้

ไก่คุกรัตติกาลตอบเสียงต่ำ “ท่านไก่บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ตั้งใจฝึกฝนให้ดี หากเจ้าพบศัตรูผู้แข็งแกร่งที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ในอนาคต ด้วยตบะของเจ้าในตอนนี้ ข้าและนายท่านไม่พาเจ้าหนีไปด้วยหรอก!”

มู่หรงฉี่อึ้งงัน

สวินฉางอันส่ายหน้า เขาชินแล้วที่ไก่คุกรัตติกาลมักพูดติดปากเรื่องหลบหนี

…..

ภายในถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยกำลังตรวจดูแหวนเก็บสมบัติของเฒ่าประหลาดอู้เต้า

คนผู้นี้มีแหวนเก็บสมบัติสี่วง ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนัก เขาย่อมรวยมากเป็นธรรมดา

ขณะที่หานเจวี๋ยตรวจดู น้ำลายแทบไหลหก

สมบัติและทรัพยากรขนาดนี้มากพอจะสร้างสำนักได้เลย

หากมอบทรัพย์สินนี้ให้สำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักหยกพิสุทธิ์จะต้องก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นแน่นอน

ทว่าหานเจวี๋ยไม่ใช่คนที่เห็นแก่ผู้อื่นเช่นนั้น

‘นี่เป็นของข้าทั้งหมด!’

หลังค้นหาอยู่สักพัก หานเจวี๋ยพบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่ง

ด้านบนสลักคำว่าเทพเซียนไว้สองตัว

ข้างป้ายคำสั่งเทพเซียนยังมีจดหมายด้วยฉบับหนึ่ง มาจากจวนเซียนสวรรค์

เนื้อหาโดยประมาณคือหากใช้ป้ายคำสั่งเทพเซียนนี้ จะสามารถสมัครเข้าร่วมจวนเซียนสวรรค์ได้ แต่จะผ่านเข้าไปได้หรือไม่ ต้องดูที่คุณสมบัติด้วย

จวนเซียนสวรรค์รับลูกศิษย์ไม่เคยพิจารณาเรื่องตบะ ดูแค่คุณสมบัติเท่านั้น

เพียงส่งพลังวิญญาณเข้าไปในป้ายคำสั่งเทพเซียน ป้ายคำสั่งเทพเซียนจะนำทางผู้สมัครไปยังที่ตั้งของจวนเซียนสวรรค์ เมื่อผู้สมัครหาพบแล้ว ป้ายคำสั่งเทพเซียนก็จะหายไป

พูดอีกอย่างคือ ป้ายคำสั่งเทพเซียนนี้ยังไม่เคยถูกใช้งาน

นอกจากป้ายคำสั่งเทพเซียนแล้ว คิดไม่ถึงว่าเฒ่าประหลาดอู้เต้าจะยังมีโอสถฝึกบำเพ็ญระดับรวมกายาด้วย ทำเอาหานเจวี๋ยค่อนข้างแปลกใจ

พนักงานส่งของคนนี้ไม่เลวทีเดียว!

หลังจากตรวจดูเรียบร้อย หานเจวี๋ยก็เริ่มแบ่งเสี้ยววิญญาณ ใช้เป็นกรรมวิธีสร้างหุ่นเชิดสวรรค์ เขาเพียงต้องแบ่งเสี้ยววิญญาณออกมาเล็กน้อยเท่านั้น สามารถควบคุมกายเนื้อของเฒ่าประหลาดอู้เต้าได้ก็เพียงพอแล้ว

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวัง หานเจวี๋ยตัดสินใจยืมมือคนอื่นเข้าช่วย

ถ้าหากสำนักไร้ลักษณ์มีผู้อยู่เบื้องหลังเล่า

……

เจ็ดวันต่อมา

เฒ่าประหลาดอู้เต้าไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน เจ้าสำนักหลี่ชิงจื่อนำผู้อาวุโสและผู้ดูแลหลายสิบคนไปส่งกลับ เรื่องนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันเป็นวงกว้างภายในสำนักหยกพิสุทธิ์

ภายในแดนบำเพ็ญพรตที่พวกเขาอาศัยอยู่ การดำรงอยู่ของสำนักไร้ลักษณ์โดดเด่นมากที่สุด ก่อนหน้านี้ก็บดขยี้โจมตีสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตจนพ่าย มีชื่อเสียงลือเลื่อง ในสายตาของพวกเขา สำนักหยกพิสุทธิ์กับสำนักไร้ลักษณ์ยังมีช่องว่างที่ห่างกันไม่น้อย

หลี่ชิงจื่อประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า สำนักไร้ลักษณ์และสำนักหยกพิสุทธิ์จะคบค้าสมาคม สร้างความสัมพันธ์อันดีที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ข่าวนี้แพร่กระจายไปในต้าเยี่ยนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสำนักต่างๆ

เมื่อออกมาจากสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว หานเจวี๋ยควบคุมเฒ่าประหลาดอู้เต้าให้บินไปทิศทางหนึ่ง มุ่งหน้าไปด้วยความเร็วสูง

เสี้ยววิญญาณที่หานเจวี๋ยเหลือทิ้งไว้ในร่างของเฒ่าประหลาดอู้เต้าคงอยู่ได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะหายไป

ก่อนเวลาหนึ่งเดือนนี้ เขาจะต้องเปลี่ยนสถานที่ตายของเฒ่าประหลาดอู้เต้า

คำนวณดูแล้ว หานเจวี๋ยในตอนนี้ยังไม่มีศัตรูคู่แค้น จูเชวี่ยอยู่บนฟ้า สำนักมารปีศาจอยู่แดนเหนือที่ไกลแสนไกล เขาไม่รู้ว่าจะพาเฒ่าประหลาดอู้เต้าไปส่งที่ใดดี

ถ้าไม่มีจริงๆ ก็คงต้องส่งไปที่เผ่าปีศาจ!

ไม่ถึงสองวัน เฒ่าประหลาดอู้เต้าก็ออกไปจากดินแดนต้าเยี่ยน

หานเจวี๋ยตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มุ่งตรงไปตลอด

ระหว่างทาง เขาพบเจอหลายสำนัก ทว่าอ่อนแอเกินไปทั้งนั้น ไม่มีทางรับการแก้แค้นของสำนักไร้ลักษณ์ได้แน่

จะต้องไปยังสำนักที่แข็งแกร่งกว่านี้!

หากที่ต้าเยี่ยนไม่มี แดนบำเพ็ญพรตอื่นน่าจะมีอยู่

ทั้งชีวิตนี้หานเจวี๋ยยังไม่เคยออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องแดนบำเพ็ญพรตอื่นๆ ทำได้เพียงไปให้ไกลจากต้าเยี่ยนที่สุดเท่าที่จะทำได้

……

เรื่องนี้กลับทำให้ตงหวางเซียนลำบาก

ก่อนที่จะเข้าไปในสำนักหยกพิสุทธิ์ เฒ่าประหลาดอู้เต้ากลัวว่าตงหวางเซียนจะทำให้เสียงาน จึงให้ตงหวางเซียนรออยู่ด้านนอกสำนัก

เมื่อเฒ่าประหลาดอู้เต้าจากไป ตงหวางเซียนก็ตามไปด้วย

เฒ่าประหลาดอู้เต้าสิ้นเร็วเกินไป ก่อนตาย พลังวิญญาณระดับรวมกายาในร่างยังไม่ทันได้ถูกใช้ หานเจวี๋ยควบคุมเขาให้บินด้วยความเร็วเต็มกำลัง แล้วตงหวางเซียนจะตามทันได้อย่างไร

“อาจารย์บ้าไปแล้วหรือ”

ตงหวางเซียนเหยียบกระบี่บิน ขมวดคิ้วแน่นพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง

เมื่อระยะห่างระหว่างอาจารย์กับศิษย์เริ่มไกลขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่เพียงต้องไล่ตาม แต่ยังต้องแยกแยะทิศทางของเฒ่าประหลาดอู้เต้าด้วย

ทันใดนั้นเบื้องหน้าปรากฏเงาร่างคนสองคน คือโจวฝานและโม่ฟู่โฉว

คนทั้งสามสวนทางกันไป

ไม่รู้เพราะเหตุใด โจวฝานกับตงหวางเซียนหันมามองหน้ากันอย่างไม่รู้ตัว

ขณะสายตาประสานกัน ทั้งสองมองเห็นความหวาดผวาที่อธิบายไม่ถูกในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับเผชิญหน้าศัตรูโดยธรรมชาติ

‘เขาเป็นใครมาจากที่ใดกัน’

โจวฝานขมวดคิ้วครุ่นคิด

ตงหวางเซียนพึมพำกับตัวเอง “เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน รู้สึกชังเขาอย่างบอกไม่ถูก”

ทั้งสองฝ่ายไม่ได้หยุดเดินทาง แต่ละฝ่ายหายตัวไปบนท้องฟ้าคนละทิศ

โจวฝานมองไปยังโม่ฟู่โฉว ก่อนเอ่ยว่า “คนเมื่อครู่ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจนัก หากไม่ใช่ว่าเขาแข็งแกร่งมาก ข้าคงคิดจัดการเขาแล้ว”

โม่ฟู่โฉวไร้ซึ่งคำพูด กล่าวอย่างไม่ชอบใจว่า “ช่วยสงบใจหน่อยได้หรือไม่ ตามเจ้ามา ข้าประสบความยากลำบากมาตั้งเท่าไรแล้ว ครั้งนี้พวกเรากลับสำนักหยกพิสุทธิ์ ดังนั้นอย่าสร้างปัญหาอีก”

โจวฝานหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ข้ารู้แล้ว อยากเห็นสีหน้าคนสำนักหยกพิสุทธิ์พวกนั้นตอนเจอพวกเราจริงๆ โดยเฉพาะหานเจวี๋ย”

โม่ฟู่โฉวส่ายหน้า

ไม่รู้ทำไม เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง

อาจจะไม่ใช่หานเจวี๋ยที่ตกตะลึง แต่เป็นพวกเขาเอง

ทางโจวฝานในตอนนี้กลับลำพองใจมาก ไม่นานก่อนหน้านี้เขาโจมตีระดับเปลี่ยนวิญญาณคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส กำลังหลงระเริงนัก

โจวฝานเห็นว่าถึงแม้หานเจวี๋ยจะเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพ หลายปีมานี้ตบะก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นสูงมาก

พลังวิญญาณในต้าเยี่ยนอ่อนแอมาก เทียบแดนบำเพ็ญพรตอื่นไม่ได้เลย ผู้ทรงพลังระดับเปลี่ยนวิญญาณในแดนบำเพ็ญพรตอื่นยังไม่อาจทะลวงขอบเขตเล็กๆ ภายในหนึ่งร้อยปีได้ นับประสาอะไรกับหานเจวี๋ยที่อยู่ในต้าเยี่ยน

……

ครึ่งเดือนต่อมา

หานเจวี๋ยควบคุมเฒ่าประหลาดอู้เต้าจนมาถึงเขาลึกแห่งหนึ่ง ในบริเวณพันลี้ไร้ร่องรอยของผู้คน

เฒ่าประหลาดอู้เต้าเดินหน้าต่อ ไม่เก็บงำกลิ่นอายของระดับรวมกายาเลยสักนิด วิหคปีศาจตามรายทางจึงตกใจกลัวจนหนีกระเจิง

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าที่นี่พอประมาณแล้ว

ถึงแม้เขาสุ่มหาสถานที่หนึ่งพาเฒ่าประหลาดอู้เต้ามาทิ้งไว้ แต่ภายในสำนักไร้ลักษณ์ต้องมียอดผู้บำเพ็ญแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะตามมาเจอที่นี่ก็เป็นได้

หานเจวี๋ยลอยลงมาหยุดใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เฒ่าประหลาดอู้เต้าโบกมือ สลักอักษรสองตัวลงบนลำต้น

มารปีศาจ!

ตัวอักษรทั้งสองเว้นระยะห่างกัน หากคนของสำนักไร้ลักษณ์มาพบ จะต้องมีความคิดมากมายผุดขึ้นมาไม่หยุดเป็นแน่

เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อย หานเจวี๋ยก็ตัดขาดเสี้ยววิญญาณ เสี้ยววิญญาณกระจัดกระจายหายไป เฒ่าประหลาดอู้เต้านั่งขัดสมาธิลงใต้ต้นไม้ จู่ๆ ศีรษะก็พับลง สองมือตกลงบนพื้น แน่นิ่งไร้วิญญาณ

เมื่อจิตรับรู้กลับมาภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยถอนหายใจยาว

เช่นนี้น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว!

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งจูเชวี่ยสักรอบก่อนค่อยว่ากัน

….

เจ็ดวันต่อมา

หานเจวี๋ยรู้สึกเบื่อหน่าย จึงกดเปิดค่าความสัมพันธ์และตรวจดูจดหมาย

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ในพื้นที่พันลี้หญ้ามิอาจงอกงาม]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านกลายเป็นราชาปีศาจของพื้นที่หนึ่ง]

[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์สหายของท่านพบเจอโอกาสวาสนา ได้รับวิชายุทธ์บรรพกาล]

[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสำนักเดียวกัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หยางเทียนตงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ] x3

[โม่จู๋สหายของท่านปลุกวิญญาณมารตื่นขึ้น ถลำเข้าสู่สายมาร จิตสังหารเพิ่มสูง]

[หยางเทียนตงสหายของท่านกลืนกินราชาปีศาจ ตบะเพิ่มสูง]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่หนีรอดมาได้]

…..

สายตาของหานเจวี๋ยหยุดชะงักที่ข่าวของโม่จู๋

ปลุกวิญญาณมาร?

นี่มันเรื่องอะไรกัน

หานเจวี๋ยส่งจิตเข้าไปสำรวจภายในตำหนักที่ขังโม่จู๋ไว้ทันที ก่อนที่เขาจะหน้าเปลี่ยนสี