86-90

บทที่ 86
สัตว์เทพจูเชวี่ย?

หานเจวี๋ยได้สติขึ้นมา ปฏิกิริยาแรกของเขาคือรู้สึกว่าจูเชวี่ยมีปัญหา

ไม่ดูแลลูกตัวเองให้ดี ตายแล้วยังมาโทษเขาอีก?

ไม่รู้ว่าตลอดทางจูโต้วฆ่าสิ่งมีชีวิตไปตั้งเท่าไร!

แต่ว่าชื่อเสียงของจูเชวี่ยนั้นโด่งดังเป็นอย่างมาก หานเจวี๋ยต้องตรวจตอบดูค่าความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง

รูปประจำตัวของจูเชวี่ยเป็นหัวนกตัวหนึ่ง สอดคล้องกับจูเชวี่ยในจินตนาการของหานเจวี๋ยเป็นอย่างมาก

[จูเซวี่ย: เซียนพิภพไท่อี่ขั้นกลาง สัตว์เทพฟ้าประทาน ดวงชะตาแข็งแกร่ง เหตุเพราะท่านสังหารบุตรของเขา จึงเกิดความอาฆาตแค้นต่อท่านอย่างเต็มเปี่ยม รอท่านสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์แล้ว จะต้องตามหาท่านเพื่อแก้แค้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]

เซียนพิภพไท่อี่!

ฟู่…

หานเจวี๋ยถูกทำให้ตกใจเสียแล้ว เก่งกาจเพียงนี้เชียว

ไม่รู้ว่าระหว่างระดับมหายานกับเซียนพิภพไท่อี่จะมีระดับอื่นคั่นกลางหรือไม่ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ ล้วนไม่ใช่ระดับที่หานเจวี๋ยจะสามารถต่อต้านได้

ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงต้องรอเขาบินขึ้นไปแล้วจูเชวี่ยถึงค่อยแก้เค้น

หรือว่าจูเชวี่ยลงมายังโลกมนุษย์ไม่ได้?

เป็นไปได้อย่างมาก!

บางทีนี่อาจจะเป็นกฎของเซียนกระมัง

ดูท่าหากจะบินขึ้นไปในภายหน้า อย่างน้อยต้องแข็งแกร่งกว่าจูเชวี่ย ไม่อย่างนั้นก็อันตรายมาก

ขณะที่หานเจวี๋ยคิดไปพลาง เขาก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเงียบๆ

ก็ไม่รู้ว่าหนังสือแห่งความโชคร้ายจะสามารถสาปแช่งสัตว์เทพได้หรือไม่

หานเจวี๋ยทำการสาปแช่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีผลสะท้อนกลับ ดูท่าคงจะได้

เขาตัดสินใจแล้ว

ต่อจากนี้ช่วงเวลาว่างจากการฝึกฝน เขาจะสาปแช่งเฒ่าประหลาดอู้เต้ากับจูเชวี่ย!

เช้าวันถัดมา

สวินฉางอันกลับมาใต้ต้นฝูซังด้วยวิญญาณล่องลอย

เมื่อคืนเขาดื่มสุราที่โรงเตี๊ยมจนเมามาย สุราของสำนักหยกพิสุทธิ์ล้วนไม่ใช่สุราธรรมดา ผู้บำเพ็ญดื่มแล้วก็สามารถเมาได้

การเมาในครั้งนี้ทำให้สวินฉางอันจมอยู่ในเคราะห์รัก

หานเจวี๋ยออกจากถ้ำเทวา มายืนตรงหน้าสวินฉางอัน

สวินฉางอันจิตใจเหม่อลอย ไม่ทันสังเกตเห็นการมาของหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว และอดนึกถึงที่มาของสวินฉางอันไม่ได้

โสมวิญญาณบรรพกาลกลับชาติมาเกิด ชาติก่อนถูกเลี้ยงดูโดยสำนักพุทธ เพราะตกหลุมรักกับปีศาจสาวชั่วขณะ ทำให้พุทธาเทพพิโรธ จึงส่งตัวมาโลกมนุษย์ เพื่อผ่านด่านเคราะห์รักชั่วกัลปวสาน

มีเพียงแค่การลืมเลือนรัก และสะบั้นรักเท่านั้น ถึงจะหลุดพ้นจากทุกข์แห่งวัฏสงสารได้ นี่เป็นชาติที่สามสิบเก้า ทว่าสวินฉางอันเกิดในตระกูลผู้บำเพ็ญ แม้ว่าจะมีพรสวรรค์เลิศล้ำ แต่จนใจที่เกิดมาอัปลักษณ์ เชี่ยนเอ๋อร์จึงไม่ชอบ หลังจากถูกเชี่ยนเอ๋อร์ปฏิเสธอยู่หลายครั้ง เขาเจ็บปวดรวดร้าวใจจนต้องโกนผมบวชเป็นพระ

เมื่อวานหานเจวี๋ยใช้พลังจิตจับภาพการพูดคุยระหว่างสวินฉางอันและเชี่ยนเอ๋อร์ ภาพที่ปรากฏนั้น…

ราวกับหมาที่ชอบเลีย[1]

ไม่สิ

หมาชอบเลียเป็นศัพท์ในอินเตอร์เน็ตของโลกปัจจุบัน ณ สถานที่แห่งนี้ควรเรียกว่ามีความรู้สึกลึกซึ้งมากกว่า

ความรู้สึกลึกซึ้งเพียงข้างเดียว

หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าควรเกลี้ยกล่อมสวินฉางอันอย่างไรดี

นี่เป็นเคราะห์รัก ลำพังแค่การเกลี้ยกล่อมไหนเลยจะสามารถช่วยอะไรได้

หานเจวี๋ยเอ่ยปากเรียก “ศิษย์เอ๋ย”

สวินฉางอันใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นชัดเจนว่าเป็นหานเจวี๋ยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมาคุกเข่าตรงหน้าเขา จู่ๆ อารมณ์ของเขาพลันพุ่งปะทุออกมา ร้องไห้คร่ำครวญเอ่ยว่า “อาจารย์! ในใจของศิษย์ทุกข์ตรมยิ่งนัก…”

ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยถึงนึกถึงตือโป๊ยก่ายขึ้นมา

ทั้งสองมีลักษณะพิเศษเหมือนกัน

ล้วนอัปลักษณ์

หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าว “ศิษย์เอ๋ย ความรักระหว่างชายหญิงก็คือทุกข์ นี่เป็นเหตุผลที่อาจารย์ปิดด่านฝึกฝนมาตลอด”

“ทว่าเหตุใด…ถึงมีสาวงามเข้าหาท่านมากเช่นนั้น แต่ข้าก็ชอบหญิงเพียงคนเดียว นางกลับ…”

สวินฉางอันร้องไห้ปานจะขาดใจ

ตรงกลางเขา ไก่คุกรัตติกาลที่กำลังงีบอยู่ใต้ต้นไม้พลิกตัวไปมา

“เจ้าโง่ ตั้งใจฝึกฝนไม่ได้หรือ…”

ไก่คุกรัตติกาลพูดด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด หลังจากกินจูโต้วไปแล้ว มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสายเลือดของมันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง มันตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มันเริ่มวาดหวังแม้กระทั่งอยากให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาท้าสู้กับมัน

เจ้าไข่สุนัขเอ๋ย!

พอถึงเวลานั้นข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจความร้ายกาจของพ่อไก่!

อีกด้านหนึ่ง

หานเจวี๋ยที่เผชิญหน้ากับคำถามของสวินฉางอัน เอ่ยตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เป็นเพราะอาจารย์แข็งแกร่ง เดิมทีโลกนี้ก็เคารพผู้แข็งแกร่ง หากตบะของเจ้าเป็นหนึ่งในใต้หล้า แม่นางผู้นั้นจะไม่รักเจ้าเชียวหรือ ตบะของเจ้าธรรมดา รูปร่างหน้าตาพื้นๆ นางจะมุ่งหวังอะไรในตัวเจ้าได้ มุ่งหวังความจริงใจของเจ้าหรือ”

“ความจริงใจเป็นสิ่งที่ด้อยค่าที่สุดในโลก!”

“ตั้งใจฝึกฝนวิชากระบี่บินไร้หัวใจที่อาจารย์ถ่ายทอดให้เจ้าให้ดี กระบี่นี้สามารถเป็นหนึ่งในใต้หล้า!”

ได้ยินเช่นนี้สวินฉางอันก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมูกน้ำตา ยิ่งทำให้ดูอัปลักษณ์กว่าเดิม จนหานเจวี๋ยต้องเบือนหน้าหนี

จู่ๆ เขาก็เข้าใจเชี่ยนเอ๋อร์ขึ้นมา

แต่ว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของพุทธาเทพ ที่จงใจให้สวินฉางอันน่าเกลียดถึงเพียงนี้

หานเจวี๋ยเคยลองเปลี่ยนโฉมของสวินฉางอันดูแล้ว แต่ไม่นานก็กลับมาอัปลักษณ์เช่นเดิม ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก

สวินฉางอันเบิกตากว้าง เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือ”

“มีเหตุผลที่อาจารย์ต้องหลอกเจ้าด้วยหรือ”

หากผู้อื่นพูดเช่นนี้สวินฉางอันย่อมไม่เชื่อ แต่พอหานเจวี๋ยพูด เขาก็เชื่อแล้ว

ดูท่าตอนนี้หานเจวี๋ยก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาจริงๆ

เมื่อนึกถึงท่าทีที่สิงหงเสวียนมีต่อหานเจวี๋ย สวินฉางอันก็จุดประกายขึ้นมาทันที

กระบี่บินไร้หัวใจ!

ข้าจะต้องฝึกฝนต่อไป!

หานเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไรมาก บางคำพูดมากไปอาจจะไม่มีน้ำหนัก

อันที่จริงสิ่งที่เขาพูดไปใช่ว่าจะเป็นคำพูดจากใจทั้งหมด

มนุษย์คือการดำรงอยู่ที่ ‘ต่ำทราม’ มาก เมื่อเจ้าอ่อนแอ จะดูถูกความจริงใจ คิดแต่จะเพิ่มความแข็งแกร่ง เมื่อเจ้าแข็งแกร่งแล้วกลับแสวงหาความจริงใจ

หานเจวี๋ยลงเขาไปหาไก่คุกรัตติกาล หลังจากมั่นใจว่าไก่คุกรัตติกาลไม่เป็นอะไรแล้วถึงกลับไปถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หลังจากถูกจูเชวี่ยอาฆาตแค้น หานเจวี๋ยก็มีความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง

แม้ตอนนี้จูเชวี่ยจะลงมาไม่ได้ แต่หากภายหน้าสามารถลงมาได้เล่า

เขาจะต้องช่วงชิงเวลาเพิ่มความแข็งแกร่งให้มาก

……

สามปีต่อมา

เรื่องที่สัตว์เทพจูโต้วโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ได้สงบลงไปแล้ว ในสำนักหยกพิสุทธิ์มีคนพูดถึงเรื่องนี้น้อยมาก แต่กลับก่อให้เกิดความวุ่นวายในแดนบำเพ็ญพรต

ตอนที่จูโต้วม้วนตัวมาต้าเยี่ยน วางมาดใหญ่โตยิ่งนัก คนจำนวนมากล้วนมองเห็น

ภายในสำนักหยกพิสุทธิ์ก็มีสายสืบของสำนักต่างๆ อยู่ หลังจากรู้ว่าจูโต้วถูกผู้อาวุโสสังหารเทพสังหารในหนึ่งวินาที ก็ทำให้สำนักต่างๆ ตกใจจนไม่กล้ามีความคิดชั่วร้ายใดๆ ทำได้เพียงผูกมิตรกับสำนักหยกพิสุทธิ์ และพยายามไม่สร้างความขัดแย้ง

ในสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่มีสายสืบของเผ่าปีศาจ ข่าวของสายสืบสำนักต่างๆ ก็ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอย่างนั้นการตายของจูโต้วจึงเป็นเรื่องลับในวงแคบๆ พวกปีศาจไม่อาจสืบได้

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่สงสัยเป็นอย่างมากว่าจูโต้วหายไปไหน หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับสำนักหยกพิสุทธิ์?

เป็นครั้งแรกที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รู้สึกหวั่นเกรงสำนักหยกพิสุทธิ์ขึ้นมา

สำนักนี้ไม่ธรรมดา!

วันนี้

หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย

เมื่อมาถึงตรงหน้าหานเจวี๋ย ยังไม่ทันเอ่ยปาก หานเจวี๋ยก็กล่าวขึ้นมาก่อน “เรื่องเกี่ยวกับโอกาสวาสนาไม่ต้องมาหาข้า ข้าไม่ไปทั้งนั้น!” ไอรีนโนเวล

หลี่ชิงจื่อกระแอมไอกล่าวว่า “ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดี”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ลืมตาขึ้นมา

หลี่ชิงจื่อทอดถอนใจกล่าว “สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตแห่งต้าเว่ยได้เปิดศึกกับสำนักไร้ลักษณ์แห่งเขตต้นกำเนิดบรรพกาล ทั้งสองสำนักล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ ตรงกลางคั่นด้วยต้าเยี่ยน เขตแก่นประจิม เมื่อเริ่มต้นเปิดศึกทั้งสองเขตอาจจะถูกลากไปข้องเกี่ยวด้วย”

หานเจวี๋ยรู้สึกหมดคำพูด ห่างกันไกลขนาดนี้ก็ยังเปิดศึกกันได้อีก?

กินอิ่มจนไม่มีอะไรจะทำแล้วสินะ!

จะว่าไป ทั้งสองสำนักต่างก็มีคู่อาฆาตของหานเจวี๋ยแฝงอยู่

“ว่ากันว่าตงหวางเซียนบุตรแห่งสวรรค์ของสำนักไร้ลักษณ์ได้สังหารบุตรของเจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตกำลังรุ่งเรือง ไหนเลยจะสามารถทนได้ จึงเปิดศึกโดยตรง แขกระดับรวมกายาผู้นั้นได้ล่วงหน้าสังหารไปทางสำนักไร้ลักษณ์แล้ว”

น้ำเสียงของหลี่ชิงจื่อแฝงไปด้วยความอิจฉาเล็กน้อย

เมื่อใดสำนักหยกพิสุทธิ์ถึงจะมีผู้ทรงพลังระดับรวมกายาบ้าง!

ไม่สิ

มีระดับสุญตาและเปลี่ยนวิญญาณมาจำนวนหนึ่งเขาก็ดีใจแล้ว

หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าว “ไม่เป็นไร ให้พวกเขาเป็นสุนัขกัดกัน เพียงแค่ไม่คุกคามถึงสำนักหยกพิสุทธิ์ก็พอ หากคิดจะเหยียบย่ำพวกเรา สำนักหยกพิสุทธิ์มีข้าอยู่ ท่านก็วางใจได้”

ตอนนี้ศัตรูของหานเจวี๋ยคือจูเชวี่ย สำนักไร้ลักษณ์กับสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตจะนับเป็นอะไรได้?

“อีกอย่าง ในซากปรักหักพังของสำนักบรรพกาลที่พวกเราค้นพบในครั้งก่อนได้ปรากฏชายตาบอดผู้หนึ่งขึ้น พลังของเขาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง พวกเราอยากจะดึงเขามาเป็นพวก แต่เขาไม่ยอมตอบตกลงมาโดยตลอด ตอนนี้พักอยู่ในเมืองสำนักฝ่ายในชั่วคราว ผู้อาวุโสหาน ท่าน…สามารถช่วยพวกเราพูดเกลี้ยกล่อมได้หรือไม่” หลี่ชิงจื่อกล่าวอย่างเกรงใจ รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง

จะดึงคนมาเป็นพวกยังต้องให้ผู้อาวุโสสังหารเทพช่วย เจ้าสำนักอย่างเขาก็มีความสามารถไม่พอจริงๆ

เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็รีบตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์นอกจากเขาทันที

[เซียวเหยา: ระดับสุญตาขั้นเก้า บุตรแห่งสวรรค์คนแรกของจวนเซียนสวรรค์เมื่อห้าพันปีก่อน ผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวของสำนักเมฆาวิญญาณในสมัยบรรพกาล ดวงตาทั้งคู่มืดบอดเพราะถูกสวรรค์ลงโทษ]

บทที่ 87
ระดับสุญตาขั้นเก้า!

บุตรแห่งสวรรค์คนแรกของจวนเซียนสวรรค์เมื่อห้าพันปีก่อน!

ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของสำนักเมฆาบรรพกาล!

ดวงตาทั้งคู่มืดบอดเพราะถูกสวรรค์ลงโทษ!

อักขระเพียงแค่แถวเดียวก็ทำให้หานเจวี๋ยได้กลิ่นของคำว่าสุดยอดแล้ว

ประสบการณ์ชีวิตระดับนี้ กลับไม่ใช่ผู้ที่มีดวงชะตาแต่กำเนิด

หานเจวี๋ยเอ่ยปากถามว่า “ท่านเคยได้ยินชื่อสำนักเมฆาวิญญาณหรือไม่”

หลี่ชิงจื่อเอ่ยตอบ “เคยได้ยิน ว่ากันว่าเป็นสำนักใหญ่เมื่อห้าฟันปีก่อน แต่ว่าได้ล่วงเกินเทพเซียนเข้า สวรรค์จึงประทานเคราะห์ร้าย พินาศย่อยยับทั้งสำนัก ผู้อาวุโสหาน ท่านถามถึงสำนักเมฆาวิญญาณด้วยเหตุใดกัน หรือซากบรรพกาลที่เราค้นพบก็คือสำนักเมฆาวิญญาณ?”

หานเจวี๋ยพยักหน้ากล่าว “ข้าพอจะเข้าใจการคำนวณอยู่บ้าง คนผู้นี้มีนามว่าเซียวเหยา มาจากสำนักเมฆาวิญญาณ”

พอได้ยินเช่นนี้หลี่ชิงจื่อก็เบิกตาโต สูดหายใจเย็นยะเยือก

เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเซียวเหยามาก่อน แต่สำนักเมฆาวิญญาณเคยได้ยินมาบ้าง

“เช่นนั้นตอนนี้ควรทำอย่างไร สละซากบรรพกาลแห่งนั้นหรือ” หลี่ชิงจื่อถามอย่างระแวดระวัง

ตอนนี้เขากลัวว่าจะสร้างบ่อเกิดแห่งภัยพิบัติอย่างไม่มีเค้ามูล หวังเพียงสำนักหยกพิสุทธิ์สามารถดำเนินไปได้อย่างสงบสุข เพียงแค่ให้เวลาสำนักหยกพิสุทธิ์ ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็สามารถยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ และกลายเป็นสำนักใหญ่อย่างสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตและสำนักไร้ลักษณ์

หานเจวี๋ยตอบกลับ “แล้วแต่ท่านเถิด หากประสบกับการประณามของสวรรค์ได้ง่ายเพียงนั้น ภัยพิบัติคงมาเยือนนานแล้วข้าคิดว่า เพียงแค่ไม่ให้สำนักเมฆาวิญญาณปรากฏตัวในโลกมนุษย์อีกครั้งก็พอ สมบัติไม่มีความผิด”

หลี่ชิงจื่อพยักหน้า ให้เขาคายทรัพยากรเหล่านั้นออกมาก็ยาก อย่างไรเสียระดับผู้อาวุโสก็แบ่งกันไปไม่น้อยแล้ว

“ตอนนี้ไม่ต้องไปสนใจเซียวเหยา ปฏิบัติให้เขาอยู่ดีกินดี แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน” หานเจวี๋ยกล่าว

หลี่ชิงจื่อไม่มีข้อคัดค้านใดๆ ตอนที่ได้ยินว่าเซียวเหยามาจากสำนักเมฆาวิญญาณ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือขับไล่เซียวเหยา

ทว่าพอนึกดูอีกที เขาก็สู้เซียวเหยาไม่ได้ แล้วจะขับไล่อย่างไร

ไม่นานหลี่ชิงจื่อก็จากไป

หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบต่อสู้กับเซียวเหยา

สิบวินาทีต่อมา

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เจ้านี่มีของอยู่บ้างนี่ พลังวิเศษต่ำทรามเกินไปแล้ว” หานเจวี๋ยกล่าวพึมพำ

คิดไม่ถึงว่าเซียวเหยาจะเป็นพลังวิเศษแยกร่าง ครู่เดียวก็สามารถแยกได้หลายหมื่นร่าง ทำให้หานเจวี๋ยไม่สามารถสังหารเขาได้ภายในหนึ่งวินาที

สามารถรับมือหานเจวี๋ยได้นานเกินสิบวินาที นับว่าพลังของเขานั้นแข็งแกร่งมาก

หานเจวี๋ยจำลองการทดสอบต่อไป

เขาต้องหาวิธีการสังหารเซียวเหยาให้ได้ภายในหนึ่งวินาที

ให้ความรู้สึกหมือนกับการสังหารสัตว์ประหลาดเพื่อหากลยุทธ์ หานเจวี๋ยรู้สึกมีความสุขมาก

ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็หาวิธีสังหารเซียวเหยาได้ภายในหนึ่งวินาที เพียงแค่ต้องเร็วกว่าเจ้าหมอนี่ก็พอแล้ว

แต่ว่าพอเซียวเหยาปล่อยพลังวิเศษแยกร่างออกมา มันช่างน่าขยะแขยงเสียจริง

หลังจากหานเจวี๋ยเข้าใจพลังที่แท้จริงของเซียวเหยา เขาก็รู้สึกสนใจเซียวเหยามากขึ้นกว่าเดิม

หากผู้แข็งแกร่งระดับนี้เข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์ เช่นนั้นเขาก็สามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจ

ไม่นาน หานเจวี๋ยก็เปิดดูจดหมายในค่าความสัมพันธ์

[ซูฉีศิษย์ของท่านถูกประมุขมารจับเป็นเชลย]

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของประมุขมารและลูกหลานของเขาตกต่ำ]

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x3872

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ร้าย ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีหลุดรอดมาได้]

[โจวฝานสหายของท่านรู้แจ้งพลังวิเศษในชาติก่อน พลังเพิ่มพูน]

[กวนโยวกังสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x2

[ไก่คุกรัตติกาลสัตว์เลี้ยงเทพของท่านกลืนกินสัตว์เทพจูโต้ว สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง ได้รับดวงชะตาภัยพิบัติ]

[นักพรตเต๋าชิงเสียนสหายของท่านเผชิญกับการของโจมตีของผู้บำเพ็ญสายหลัก] 5823

……

นักพรตเต๋าชิงเสียนมาจากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต เผชิญกับการโจมตีจากคนจำนวนมากเช่นนี้ ดูท่าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตคงจะเปิดศึกกับสำนักไร้ลักษณ์แล้ว

ซูฉีกับหยางเทียนตงเองก็ประสบกับปัญหา

สำหรับซูฉี หานเจวี๋ยไม่กังวลใจเลยแม้แต่น้อย

ส่วนหยางเทียนตง ชัดเจนว่าเจ้าหมอนี่ไปจากต้าเยี่ยนแล้ว ไหนเลยจะมีสัตว์ปีศาจในต้าเยี่ยนกล้าโจมตีบุตรบุญธรรมของราชาปีศาจได้

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเองก็นับว่ากรรรมตามสนอง ช่วงนี้ไม่ถูกโจมตี คาดว่าคงจะหลบรักษาตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง

หวังว่ามันจะฉุดคิดได้และกลับมาโดยไว

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้ม ไม่นานก็ทำการฝึกฝนต่อ

หานเจวี๋ยที่มีตบะระดับรวมกายาขั้นสองก็ไม่เกรงกลัวสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตและสำนักไร้ลักษณ์แล้ว มนุษย์เราหากไม่กังวลเรื่องใกล้ตัว ย่อมมีภัยที่อยู่ไกลตัว

หานเจวี๋ยกลัวว่าจูเชวี่ยจะแหกกฎลงมาโลกมนุษย์ได้ตลอดเวลา เขาต้องรีบฉวยเวลาฝึกฝน ไม่อาจรอช้า

……

ภายในส่วนลึกของหุบเขาที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง ซูฉีที่มีสภาพกระเซอะกระเซิงกำลังเข้าฌานอยู่ตรงมุมหน้าผา เขามองดูเงาร่างที่อยู่ไกลๆ ด้วยความวิตก

เงาร่างนั้นมีไอมารรายล้อมโดยรอบ หน้าตาน่ากลัว บนใบหน้าเต็มไปด้วยเกล็ดสีเลือด น่าหวาดผวายิ่งนัก

ซูฉีกัดฟันเอ่ย “ประมุขมาร ข้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ท่านก็ปล่อยข้าไปเถิด!”

ประมุขมารยังคงหลับตาลง นั่งขัดสมาธิฝึกฝน

ซูฉีรู้สึกโมโหแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

ผ่านไปสักพัก

ประมุขมารค่อยๆ กล่าวขึ้นมาอย่างเนิบช้า “เจ้าหนู หากข้าอยากฆ่าเจ้า เจ้าคงตายไปเสียนานแล้ว ที่ไว้ชีวิตเจ้ามาจนถึงตอนนี้ เพราะนี่คือโอกาส เจ้ารอก่อนเถอะ”

โอกาส?

ซูฉีเบิกตาโต เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “ท่านจะถ่ายทอดสุดยอดวิชาให้ข้าหรือ”

“อาจจะกระมัง ข้าคำนวณดูชะตาชีวิตของเจ้าไม่ได้ แต่เห็นดวงชะตาของเจ้าไม่ธรรมดา บางทีอาจจะสืบทอดวิชาของข้าได้ หากภายหน้าข้าไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาของตนเอง ก็จะมอบหมายให้เจ้า” ประมุขมารตอบอย่างไม่สนใจไยดี

ซูฉีไต่ถาม “ความปรารถนาใดหรือ”

“เลือดอาบโลกมนุษย์”

ซูฉีนิ่งอึ้งไปทันที

สมกับเป็นประมุขมารจริงๆ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะนอนจำศีลอยู่ที่นี่เพื่อหาโอกาสสังหารเขา!

ซูฉีคิดอย่างเงียบๆ

เขาคิดมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามคนหนึ่ง ที่เข้าสำนักหยกพิสุทธิ์ในตอนแรกก็เพราะเห็นว่าสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นสำนักสายหลัก

เขาคิดแม้กระทั่งว่าที่หานเจวี๋ยให้เขาไปแฝงตัวในสำนักมารปีศาจ ก็เพื่อที่จะรักษาความเป็นธรรมให้กับสวรรค์ หลังจากเข้าร่วมสำนักมารปีศาจแล้ว เขาค้นพบว่าสำนักนี้โหดเหี้ยมและชั่วช้าจนสวรรค์ไม่อาจให้อภัยได้จริงๆ

ชั่วเวลาเพียงอึดใจเดียว แววตาของซูฉีก็ดูเด็ดเดี่ยวขึ้นมา

ไม่ว่าอย่างไร อาจารย์จะต้องแอบปกป้องคุ้มครองข้าจากที่ลับ ข้าก็ไม่อาจทำให้เขาผิดหวัง

……

เวลาล่วงเลยผ่านไปรวดเร็ว

เพียงพริบตา เวลาสิบปีก็ผ่านพ้น

หานเจวี๋ยยังห่างจากระดับรวมกายาขั้นสามเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดจะทะลวงระดับรวมกายาขั้นสามรวดเดียวแล้วค่อยพัก แต่ต้นฝูซังเริ่มสั่นไหวขึ้นมา

การสั่นไหวในครั้งก่อนดึงดูดสัตว์เทพจูโต้ว ครั้งนี้จะดึงดูดอะไรเข้ามาอีก

หานเจวี๋ยอดกังวลไม่ได้

เป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่วิธีการที่ดี

ควรทำอย่างไรดี

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงไก่คุกรัตติกาลขึ้นมา

หากให้ไก่คุกรัตติกาลครอบครองต้นฝูซัง วิหคปีศาจและสัตว์เทพอื่นๆ ก็คงจะไม่มาอีก?

หานเจวี๋ยรีบสั่งให้ไก่คุกรัตติกาลย้ายไปบนต้นฝูซัง

หลังจากกินจูโต้วไปแล้ว ตบะของไก่คุกรัตติกาลก็เพิ่มพูนไปจนถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า ห่างจากระดับสุญตาแค่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น

นี่มันสูตรโกงชัดๆ!

แต่พอคิดดูอย่างละเอียดมันก็ถูก จูโต้วอาจจะเป็นสัตว์เทพ ร่างเดิมของไก่คุกรัตติกาลเองก็เป็นเทพปีศาจบนสวรรค์ที่กลับชาติมาเกิด

หลังจากไก่คุกรัตติกาลได้รับคำสั่งแล้วก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด กระทั่งยังรู้สึกตื่นเต้นมากเสียด้วยซ้ำ มันบินไปบนต้นฝูซังอย่างรวดเร็ว และนั่งอยู่บนกิ่งไม้ราวกับไก่ตัวผู้ฟักไข่

หลายวันต่อมา ต้นฝูซังไม่สั่นไหวอีก หานเจวี๋ยถึงรู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกฝนต่อ เขาพลันจับกลิ่นอายพลังได้สายหนึ่ง ซึ่งนั่งคอยอยู่ตรงหน้าแผ่นศิลาตรงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

ตาบอดเซียวเหยา!

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งกระแสเสียงเอ่ยถาม ‘สหายเต๋ามีเรื่องอันใดหรือ’

ผมของเซียวเหยาเป็นสีดอกเลา แต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์ ราวกับมีอายุประมาณสามสิบปี หนังตาดำเกรียม แห้งเหี่ยวเว้าลึกลงไป เขาสวมชุดนักพรตเต๋าเก่าๆ และพิงร่างเข้ากับแผ่นศิลาราวกับกำลังงีบหลับ

พอได้ยินกระแสเสียงของหานเจวี๋ย เขาก็บิดกายขี้เกียจ ค่อยๆ ลุกขึ้นมากล่าว “เจ้าสำนักของพวกท่านเชิญข้าเข้าร่วมสำนักมาโดยตลอด ข้าอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ท่านคงเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพที่แข็งแกร่งที่สุดกระมัง อยากให้ข้าเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์ย่อมได้ หากท่านสามารถช่วยสำนักหยกพิสุทธิ์รับฝ่ามือข้าได้หนึ่งมือ ข้าจะเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์”

บทที่ 88
ครั้นได้ยินคำพูดของเซียวเหยา หานเจวี๋ยอึ้งไปทันที

ปกติคำพูดแบบนี้หานเจวี๋ยจะเป็นคนพูด ตอนนี้มาได้ยินจากปากของอีกฝ่าย เขารู้สึกรับไม่ได้อย่างบอกไม่ถูก

หานเจวี๋ยก็ไม่กลัวที่จะประลอง จึงถ่ายทอดเสียงกลับไป ‘พวกเราทั้งสองไปประลองกันบนฟ้า’

กล่าวจบเขาก็พุ่งทะยานออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที ทะยานขึ้นไปบนทะเลเมฆา

เซียวเหยาตามขึ้นมาปรากฏกายตรงหน้าหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่งพลังวิญญาณหกสายเข้าไปในสมบัติวิญญาณทั้งหมดบนร่าง พริบตาเดียว บนร่างของเขาก็เปล่งแสงทรงพลังออกมาราวกับเทพเซียนลงมาจุติในโลกมนุษย์ แวววับจับตาเป็นอย่างยิ่ง

เซียวเหยาเป็นคนตาบอดคนหนึ่ง แต่พลังจิตยังคงอยู่ จะตาบอดหรือไม่นั้นมันไม่สำคัญสำหรับเขา

“สมบัติวิญญาณมากมายเพียงนี้…”

เซียวเหยาขมวดคิ้ว จู่ๆ เขาก็เกิดความสนใจสำนักหยกพิสุทธิ์ขึ้นมาทันที

คนผู้นี้จะต้องมีวิธีซ่อนตบะอย่างแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่เพียงระดับสร้างฐานขั้นเก้า

เซียวเหยายกฝ่ามือขึ้น กล่าวว่า “ในเมื่อท่านสวมสมบัติวิญญาณมากมายเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว ข้าจะลงมือด้วยพลังทั้งหมด”

น่าเกลียดเสียจริง!

ระดับสุญตาขั้นเก้ายังต้องลงมือด้วยพลังทั้งหมดอีก นี่คือการประลองเวทหรือฆ่าคนกันแน่’

หานเจวี๋ยค่อนแคะในใจ แต่กลับกล่าวด้วยสีหน้าสงบ “หากข้าสามารถรับได้ ท่านจะยอมเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์จริงหรือ เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าสำนัก อย่าได้เล่นลิ้น”

เซียวเหยากล่าว “ข้าไม่เคยกลับคำพูด ข้าเองก็ต้องการที่พักพิงสักแห่งจริงๆ สำนักหยกพิสุทธิ์สร้างความประทับใจให้ข้าไม่เลว”

หานเจวี๋ยพยักหน้า รอคอยฝ่ามือของเขา

เซียวเหยายกฝ่ามือขวาขึ้นมา คลื่นลมบนทะเลเมฆาสงบลงโดยพลัน กลิ่นไอเย็นเยือกปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน

แม้เซียวเหยาจะตาบอด แต่ก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหานเจวี๋ยไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

ฝ่ามือนี้ เซียวเหยาคิดจะโจมตีด้วยพลังทั้งหมดจริงๆ

เขาสะบัดฝ่ามือโจมตีลงบนหน้าอกหานเจวี๋ยอย่างรุนแรง

ตู้ม!

ทะเลเมฆาที่อยู่ใต้เท้าของทั้งสองถูกสั่นสะเทือนจนสลายในพริบตา สีหน้าของเซียวเหยาเกิดความประทับใจในทันที เขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งสะท้อนกลับมา

เซียวเหยาถูกสั่นสะเทือนจนกระเด็นออกไปโดยไม่ทันได้ระวัง

ระดับรวมกายาขั้นสองอย่างหานเจวี๋ย เมื่อเผชิญหน้ากับระดับสุญตาขั้นเก้าอย่างเซียวเหยา ในขณะที่ถูกพลังวิญญาณปะทะนั้น ย่อมไม่แพ้อย่างแน่นอน!

เพื่อเป็นการแสดงอำนาจให้เซียวเหยาได้เห็น หานเจวี๋ยจงใจใช้พลังทั้งหมด ในระหว่างที่เซียวเหยากระเด็นออกไป เลือดลมของเขาก็สั่นสะเทือน เลือดไหลย้อนจนต้องกระอักออกมา

ใบหน้าเซียวเหยากระตุก กัดฟันกล่าว “ระดับรวมกายา!”

คิดไม่ถึงว่าสำนักที่มีเจ้าสำนักระดับปราณก่อกำเนิดจะซ่อนผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาเอาไว้!

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าต่อให้สำนักหยกพิสุทธิ์จะแข็งแกร่งแค่ไหน อย่างมากก็แค่ระดับเปลี่ยนวิญญาณเ ทั้งยังเป็นขั้นที่ต่ำสุดของระดับเปลี่ยนวิญญาณด้วย

สำนักที่ไม่มีแม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับสุญตา คิดไม่ถึงว่าจะมีระดับรวมกายาเสียได้!

เซียวเหยาทรงตัวให้มั่นคง และสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนกล่าว “ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าก็เป็นคนของสำนักหยกพิสุทธิ์!”

[เซียวเหยาเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

แค่นี้ก็ประทับใจแล้ว?

ดูท่าคนผู้นี้รู้ตัวว่าจะทำตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจ เขาเอ่ยปากกล่าว “เกี่ยวกับเรื่องตบะของข้า เจ้าอย่าได้เปิดเผยออกไป”

เซียวเหยากล่าวด้วยความประหลาดใจ “คนในสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ทราบหรือ”

“อืม ตบะระดับข้าอยู่ในสำนักหยกหยกพิสุทธิ์มันดูโดดเด่นเกินไป ข้าเองก็กังวลว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะอาศัยตบะของข้าไปสร้างปัญหา นอกจากการมีชีวิตยืนยาวแล้ว ข้าไม่มีความปรารถนาอื่นใด เพราะอย่างนั้นปกติจะมุมานะฝึกฝนตลอด” หานเจวี๋ยกล่าวอธิบาย

เซียวเหยามองหานเจวี๋ยสูงขึ้นอีกระดับอย่างอดไม่ได้

“เอาเช่นนี้เถิด เจ้าไปหาเจ้าสำนัก เขาจะจัดการตำแหน่งให้ท่านเอง” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

พอสิ้นเสียงลง เขาก็หายไปจากอากาศ

เซียวเหยาหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ คิดอยู่นาน ก่อนทอดถอนใจออก เหาะไปทางสำนักหยกพิสุทธิ์

เมื่อกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน ไก่คุกรัตติกาลที่อยู่บนต้นฝูซังก็ส่งเสียงร้องเรียก “นายท่าน เหตุใดท่านถึงไม่สั่งสอนเขาสักหน่อย ช่างโอหังยิ่งนัก! ไม่ควรจะเจ้าหนึ่งฝ่ามือ ข้าหนึ่งกระบี่หรอกหรือ”

ตบะของสวินฉางอันสู้ไก่คุกรัตติกาลไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น

หานเจวี๋ยปราดตามองไก่คุกรัตติกาลแล้วกล่าว “ข้าให้เจ้าหนึ่งกระบี่ เจ้ากล้ารับหรือไม่”

ไก่ตัวนี้ลำพองตัวเกินไปแล้ว ไม่ได้ ต้องกดดันสักหน่อย ไก่ขี้ขลาด ไม่สิ ความขี้ขลาดนี้ไม่อาจถูกทำลายได้!

ไก่คุกรัตติกาลถูกขู่จนตัวสั่น รีบร้อนส่ายหน้าทันที

หานเจวี๋ยหันไปทางไก่คุกรัตติกาล กล่าวขึ้น “คนผู้นี้ถูกเทพเซียนอาฆาตแค้น เจ้าเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาแล้วใช่หรือไม่ นั่นคือผลจากคำสาปของเทพเซียน”

พอไก่คุกรัตติกาลได้ฟังก็เบิกตาโพลง

คำสาปเทพเซียน!

“ด้านนอกก็อันตรายเพียงนี้ อย่าได้ลำพองตัวไป เจ้ากินจูโต้วไปแล้ว รู้ที่มาของจูโต้วหรือไม่ มันเป็นบุตรของสัตว์เทพจูเซวี่ย จูเชวี่ยเป็นสัตว์เทพบนสวรรค์ ตอนนี้อาจจะจับจ้องเจ้าแล้วก็ได้ เจ้าต้องขยันฝึกฝนให้แข็งแกร่ง เพื่อป้องกันการมาแก้แค้นของจูเชวี่ย ข้าคำนวณดูแล้ว จูเชวี่ยเกลียดชังพวกเราแล้ว ดังนั้นข้าก็ต้องปิดด่านฝึกฝน”

หานเจวี๋ยส่งเสียงบอก ครั้งนี้ไก่คุกรัตติกาลตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด

จูเชวี่ย!

บรึ๋ยยย

จู่ๆ ไก่คุกรัตติกาลก็รู้สึกพะอืดพะอม แต่อยากจะอาเจียนออกมาตอนนี้ ก็ไม่สามารถอาเจียนจูโต้วออกมาได้

หานเจวี๋ยเห็นปฏิกิริยาของมัน ก็พึงพอใจในทันใด

เขากลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน และเริ่มทำการฝึกฝน

สวินฉางอันมองเห็นไก่คุกรัตติกาลที่ตัวสั่นงันงกอยู่ตลอดเวลา ก็รู้สึกประหลาดใจมาก

วันต่อมา

สำนักหยกพิสุทธิ์ประกาศว่าได้รับผู้อาวุโสใหม่หนึ่งท่าน ผู้อาวุโสระดับสุญตา!

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้คนทั่วทั้งสำนักก็รู้สึกฮึกเหิม

นี่เป็นระดับที่อาจารย์ปู่เพิ่งบรรลุถึง!

ชื่อเสียงของเซียวเหยาดังไปทั่วสำนัก

หลี่ชิงจื่อรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น เขารู้สึกเคารพและยำเกรงหานเจวี๋ยยิ่งกว่าเดิม

เซียวเหยาแข็งแกร่งขนาดนี้ยังไม่กล้าเป็นศัตรูกับหานเจวี๋ย ที่สำคัญก็คือการแลกมือของทั้งสองไม่มีการสั่นสะเทือนใดๆ

นี่หมายความว่าอย่างไรกัน

หมายความว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งกว่าเซียวเหยามาก ทำให้การแลกมือประลองเวทใช้เวลาไม่นานนัก

ผู้อาวุโสหานถึงจะเป็นเสาหลักของสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างแท้จริง

เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่ชิงจื่อรีบส่งข่าวให้ผู้อาวุโสท่านอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการมองข้ามหานเจวี๋ย เพราะต้องการประจบเซียวเหยา

ความต้องการของหานเจวี๋ยยังสำคัญเป็นอันดับแรกของสำนักหยกพิสุทธิ์!

ไม่อาจชักช้าได้!

……

เวลาห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ต้าเยี่ยนกลับเปรียบดังกระแสคลื่นที่พัดกระพือฮือโหม

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตในต้าเว่ยที่โอบล้อมอยู่ด้านข้างของต้าเยี่ยน บุกโจมตีสำนักไร้ลักษณ์ในเขตต้นกำเนิดบรรพกาล ทั้งสองสำนักต่างก็เป็นยอดสำนัก และมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตที่รวบรวมต้าเว่ยให้เป็นหนึ่งเดียวก่อนหน้านี้ ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทำให้แดนบำเพ็ญพรตข้างเคียงหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ

แต่ทว่า เมื่อสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตปะทะกับสำนักไร้ลักษณ์ สถานการณ์ของการต่อสู้กลับทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงพรึงเพริด

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตถูกสำนักไร้ลักษณ์จับทั้งหมด แขกระดับรวมกายาของพวกเขาถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่รู้ว่าหลบเลียแผลอยู่ที่ใด

สำนักไร้ลักษณ์ก็รุดหน้าไปบุกต้าเว่ยอย่างเหิมเกริม คิดจะโจมตีสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตให้แตกพ่าย

สำนักและลัทธิในแดนบำเพ็ญพรตต่างๆ ล้วนหวาดกลัวจนตัวสั่น

ในระหว่างที่ทั้งสองสำนักใหญ่ทำศึกกันนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสำนักต่างๆ ไม่น้อย

หรือกล่าวได้ว่าเทพเซียนต่อสู้กันส่งผลมายังโลกมนุษย์

ยามนี้ ภายในสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต

นักพรตเต๋าชิงเสียนกับหลิ่วปู๋เมี่ยเจ้าสำนักกำลังสนทนาอยู่ในหอแห่งหนึ่ง

หลิ่วปู๋เมี่ยมีสีหน้าเซื่องซึม เมื่อเผชิญหน้ากับสำนักทรงพลังอย่างสำนักไร้ลักษณ์ เจ้าสำนักอย่างเขาก็เกือบจะแบกรับไม่ไหวแล้ว

หากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตถูกทลายย่อยยับ เขาจะอธิบายกับบรรพบุรุษว่าอย่างไร

นักพรตเต๋าชิงเสียนทอดถอนใจกล่าวว่า “แม้แต่แขกอาวุโสท่านนั้นก็หลบหนีไปแล้ว พวกเราไม่อาจเอาชนะสำนักไร้ลักษณ์ได้”

หลิ่วปู๋เมี่ยกัดฟันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไร พวกเราได้กลายเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้แล้ว ยอมจำนนไปก็ไม่มีประโยชน์!”

ตอนนี้สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้กลายเป็นที่ขบขันในแดนบำเพ็ญพรตแล้ว อย่างไรเสียก่อนหน้านั้นพวกเขาก็หยิ่งผยองเสียเพียงนั้น

นักพรตเต๋าชิงเสียนกล่าวด้วยสายตาที่เป็นประกาย “อันที่จริงพวกเราสามารถพึ่งพาอาศัยสำนักอื่นได้ เพียงแค่รับประกันข้อตกลงในระบบเต๋าก็พอ การพึ่งพากลุ่มอิทธิพลในโลกของการบำเพ็ญพรต ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด”

“ข้าเองก็เคยคิดเช่นนั้น แต่สำนักที่อยู่รอบๆ ต้าเว่ยล้วนอ่อนแอกว่าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตของเรามาก สำนักใหญ่ที่สามารถต้านทานสำนักไร้ลักษณ์ได้ก็อยู่ไกลเกินไป”

ยิ่งพูด สีหน้าของหลิ่วปู๋เมี่ยยิ่งเศร้าสลด

สวรรค์ลงโทษสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต!

“พวกเราสามารถบากหน้าไปพึ่งสำนักหยกพิสุทธิ์ได้” นักพรตเต๋าชิงเสียนหรี่ตาลงกล่าว

บทที่ 89
ปีที่ห้าหลังจากที่เซียวเหยากลายเป็นผู้อาวุโสของสำนักหยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยก็บรรลุระดับรวมกายาขั้นสามในที่สุด

เขาเดินออกจากถ้ำเทวา มายืดเส้นยืดสายหน้าต้นฝูซัง

สวินฉางอันและไก่คุกรัตติกำลังฝึกฝน ต้นฝูซังกับน้ำเต้าพิภพเซียนเติบโตได้ไม่เลว ด้วยกานเสริมส่งของพวกมัน พลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็เพิ่มทวีอย่างมั่นคง

หานเจวี๋ยมองดูด้วยความพอใจ สมกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ พลังชีวิตก็เหนือกว่าของล้ำค่าฟ้าดินอื่นๆ เป็นอย่างมาก

หลังจากไก่คุกรัตติกาลครอบครองต้นฝูซังแล้ว ต้นฝูซังก็ไม่สั่นไหวกลางดึกอีก อย่าว่าแต่สัตว์เทพเลย แม้แต่สัตว์ปีศาจก็ไม่ถูกเรียกมา

หานเจวี๋ยเปิดอ่านจดหมายในค่าความสัมพันธ์อย่างเคยชิน

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x5877

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย พบกับการช่วยเหลือของผู้ทรงพลังเผ่าปีศาจ หนีพ้นจากความตายมาได้]

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านปิดด่านมุมานะฝึกฝน เข้าใจมรรคปีศาจ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายหลัก] x3119

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายหลัก] x3028

[เซียนซีเสวียนสหายของท่านพบกับโอกาสวาสนา ดวงชะตาสูงขึ้น]

[เซียวเหยาสหายของท่านเผชิญกับคำสาปเทพเซียน ได้รับความทรมานมาก] x5

[ซูฉีศิษย์ของท่านฝึกฝนวิชามาร คุณสมบัติเทพเริ่มตื่นตัว]

……

หานเจวี๋ยจนคำพูด

จริงๆ เลย!

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นทำอะไรอยู่กันแน่

เอาแต่ถูกโจมตี เพิ่งบาดเจ็บสาหัสไปไม่นานก็กลับมาบาดเจ็บสาหัสอีกแล้ว โชคดีที่มันเป็นสัตว์เทพโชคชะตา หากเป็นคนอื่นคงตายไปเสียนานแล้ว

โม่ฟู่ฉวกับโจวฟานคงอยู่ด้วยกัน จำนวนครั้งในการถูกโจมตีของทั้งสองใกล้เคียงกันมาก เท่าที่หานเจวี๋ยรู้จักพวกเขาทั้งสอง คนที่หาเรื่องจะต้องเป็นโจวฝานอย่างแน่นอน

คนที่มีชื่อฝานมักจะไม่ยอมเป็นคนธรรมดา บางทีนี่อาจจะเป็นชะตาชีวิต

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเซียนซีเสวียนได้รับโอกาสวาสนาอีกแล้ว

ในช่วงเวลาหลายสิบปีนี้ เซียนซีเสวียนไปหาประสบการณ์ด้านนอกตลอด ตบะของนางก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีความหวังที่จะทะลวงถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว

ขณะที่สำนักหยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ตบะของผู้อาวุโสจำนวนมากก็เริ่มเพิ่มพูน นี่กลับเป็นเรื่องที่ดี

เซียวเหยาเผชิญกับคำสาปเทพเซียนโดยเฉลี่ยปีละครั้ง เจ้าหมอนี่เป็นอะไรกันแน่

หานเจวี๋ยพลันรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา สำนักหยกพิสุทธิ์รับเซียวเหยาไว้จะนำมาซึ่งภัยพิบัติหรือไม่

และก็ซูฉี คุณสมบัติเทพเพิ่งเริ่มตื่นตัวหรือ

โชคร้ายของเจ้าหมอนี่ก็น่ากลัวพอแล้ว หลังจากตื่นตัวมันจะน่ากลัวขนาดไหนกัน

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกว่าตัวเองทำถูกที่ส่งซูฉีออกไป หากรั้งอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์นานเข้า อาจจะสร้างหายนะให้สำนักหยกพิสุทธิ์ได้ในไม่ช้าก็เร็ว

แต่จะว่าไปแล้ว การดำรงชีวิตของคนอย่างซูฉีนี้ แท้จริงแล้วมันน่าเศร้ายิ่งนัก คนรอบกายล้วนตายเพราะเขา และเขากลับไม่รู้สถานะในชาติก่อนของตัวเองอย่างชัดเจน อาจจะคิดว่าสวรรค์กำลังพุ่งเป้าไปยังเขา

หานเจวี๋ยสงสัยเป็นอย่างมากว่าสวรรค์ส่งเขาลงมาจุติในโลกมนุษย์เพื่อประสงค์ใด

พอหวนคิดดูอีกที โลกมนุษย์มีสัตว์เทพภัยพิบัติอย่างจูโต้วได้ การปรากฏตัวของดาวตัวซวยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เป็นเพราะมีการดำรงอยู่ของจูโต้วและดาวตัวซวย ถึงจะไม่ปรากฏนักคิดผู้ยิ่งใหญ่อย่างทานอส

บางทีนี่อาจจะเป็นเจตนาที่ลึกซึ้งของสวรรค์

หานเจวี๋ยคาดเดาเช่นนี้

ไม่นาน เขาก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งเฒ่าประหลาดอู้เต้า จูเชวี่ย สลับกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาห้าวัน

ขณะเดียวกันนั้น

บนยอดเขาหลัก

หลี่ชิงจื่อ ผู้อาวุโสสูงสุด เซียวเหยา และบรรดาผู้อาวุโสต่างก็มารวมตัวบนตำหนักอย่างพร้อมเพรียง

พวกเขาต่างมองไปยังคนผู้หนึ่งที่อยู่บนตำหนัก คนผู้นี้มาจากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต นามว่านักพรตเต๋าเหยียนหลิน เป็นผู้บำเพ็ญระดับสุญตา มีสถานะอยู่ระดับผู้อาวุโส

นักพรตเต๋าเหยียนหลินแอบรู้สึกมึนงง

สำนักหยกพิสุทธิ์อ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ

นอกจากเซียวเหยาแล้ว คนอื่นๆ รวมตัวกันทั้งหมดยังไม่สามารถขู่ขวัญเขาได้

เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านเจ้าสำนักต้องบากหน้ามาพึ่งสำนักหยกพิสุทธิ์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังบอกจุดประสงค์ที่มาแต่โดยดี

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้มาถึงจุดที่ชีวิตแขวนอยู่บนหน้าผาแล้ว ได้แต่รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น[1]

พอเขากล่าวจบ ผู้คนทั้งหลายต่างมองหน้าสบตากัน ประจักษ์ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตจะบากหน้ามาพึ่งพาสำนักหยกพิสุทธิ์

หลี่ชิงจื่อขมวดคิ้วกล่าว “สำนักของท่านกำลังทำศึกใหญ่กับสำนักไร้ลักษณ์ สำนักหยกพิสุทธิ์ก็ไม่อยากมีส่วนร่วมในหายนะครั้งนี้ด้วย”

เขาไม่ได้มีความประทับใจในด้านดีกับสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต ในความคิดของเขา สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็คิดอยากจะดึงพวกเขามารับผิดแทน

“ท่านเจ้าสำนักกล่าวว่า หากสำนักหยกพิสุทธิ์ตอบตกลง สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตยอมแม้กระทั่งเข้าร่วมกับสำนักหยกพิสุทธิ์ทันที กลายเป็นยอดเขาที่สิบเก้าของสำนักหยกพิสุทธิ์” นักพรตเต๋าเหยียนหลินกล่าวสำทับ

หลี่ชิงจื่อมองไปทางผู้อาวุโสสูงสุดอย่างอดไม่ได้ ทั้งสองศิษย์อาจารย์สบตากันคราหนึ่ง ล้วนเห็นท่าทีหวั่นไหวของอีกฝ่าย

หลังจากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตกลืนกินต้าเว่ย ภูมิหลังก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หากสำนักหยกพิสุทธิ์สามารถกลืนกินพวกเขาได้ จะต้องเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน

หลี่ชิงจื่อลุกขึ้นกล่าว “พวกท่านคุยกันไปก่อน ข้าขอตัวสักครู่”

กล่าวจบเขาก็เหาะออกไปนอกตำหนักใหญ่ทันที

บรรดาผู้อาวุโสต่างเข้าใจว่าเขาไปทำอะไร แน่นอนว่าต้องไปหาผู้อาวุโสสังหารเทพ

ทันใดนั้น เซียวเหยาก็พลันก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “ข้าไม่รู้จักสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตดี ข้ากับท่านล้วนเป็นผู้อาวุโส ไม่สู้ประลองเวทแลกมือกัน ทำความเข้าใจพลังของกันและกันสักหน่อยดีหรือไม่”

ได้ยินเช่นนี้นักพรตเต๋าเหยียนหลินก็หรี่ตากล่าว “ตกลง!”

ในใจเขาเองก็รู้สึกไม่ยอมรับเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่คู่ควรที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตจะมาพึ่งอาศัย

……

เมื่อหลี่ชิงจื่อหาหานเจวี๋ยพบ จึงอธิบายจุดประสงค์ในการมาของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต

“ผู้อาวุโสหาน ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขานึกถึงสำนักไร้ลักษณ์ขึ้นมาทันที

รับสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตเข้ามา จะต้องล่วงเกินสำนักไร้ลักษณ์ แต่ว่าเฒ่าประหลาดอู้เต้าที่เป็นเจ้าสำนักไร้ลักษณ์เป็นศัตรูกับเขา เขาไม่กลัวว่าจะล่วงเกินอยู่แล้ว

เฒ่าประหลาดอู้เต้าเป็นผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาขั้นเจ็ด ตอนนี้หานเจวี๋ยมีตบะระดับรวมกายาขั้นสาม ย่อมไม่กลัวเขาอย่างแน่นอน

แต่ว่าไม่ใช่แค่เฒ่าประหลาดอู้เต้าเพียงคนเดียวนี่สิ

“ท่านมีความเชื่อมั่นในการรับมือสำนักไร้ลักษณ์หรือไม่” หานเจวี๋ยถาม

หลี่ชิงจื่อทอดถอนใจกล่าว “ดูเหมือนสำนักไร้ลักษณ์ก็มีความคิดเกี่ยวกับต้าเยี่ยนอยู่ ศิษย์ของพวกเขาได้เข้ามาในต้าเยี่ยนแล้ว สำนักสายหลักต่างๆ ในต้าเยี่ยนก็ส่งสารมาขอความช่วยเหลือจากพวกเราเช่นกัน”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

หรือว่าเฒ่าประหลาดอู้เต้าจะมาเพราะเขา?

ตู้ม!

เกิดเสียงดังตู้มมาจากด้านนอก พอหานเจวี๋ยกวาดพลังจิตออกไปดู ที่แท้ก็เป็นเพราะว่าเซียวเหยากับนักพรตเต๋าเหยียนหลินกำลังประลองกัน

เซียวเหยาคือระดับสุญตาขั้นเก้า นักพรตเต๋าเหยียนหลินย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้เขาอย่างแน่นอน

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างเรียบนิ่ง “หมายความว่าที่จริงแล้วพวกเราไม่มีทางเลือก แม้จะปฏิเสธสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต สำนักไร้ลักษณ์ก็อาจจะล้มล้างแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนอยู่ดี”

หลี่ชิงจื่อพยักหน้าอย่างจนใจ

“เอาเช่นนี้เถอะ รอนักพรตเต๋าเหยียนหลินพ่ายแพ้แล้ว ให้เขากลับไปเชิญเจ้าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตและนักพรตเต๋าชิงเสียนมาด้วยตัวเอง” หานเจวี๋ยกล่าวพึมพำ

หลี่ชิงจื่อดีใจมาก นี่ผู้อาวุโสหานจะลงมือแล้วหรือนี่

หากจะกลืนกินสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต ก็ต้องโจมตีและกดดันสักหน่อย อย่างไรเสียกำลังของทั้งสองฝ่ายก็ห่างกันมาก ต่อให้ทำการปรับประสานใหม่ ก็ใช่ว่าภายหน้าสำนักหยกพิสุทธิ์จะสามารถควบคุมสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้

หลี่ชิงจื่อรีบจากไปทันที

การประลองเวทระหว่างเซียวเหยาและนักพรตเต๋าเหยียนหลินดำเนินติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป การประลองครั้งนี้ทำให้บรรดาศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์ได้เปิดโลกทัศน์เป็นอย่างมาก

ผู้อาวุโสเซียวแข็งแกร่งยิ่งนัก!

ขณะที่เซียวเหยาแสดงร่างออกมานับหมื่นร่าง การต่อสู้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีก นักพรตเต๋าเหยียนหลินถูกกดโจมตีโดยสมบูรณ์

หลี่ชิงจื่อบอกความประสงค์ของหานเจวี๋ยให้กับนักพรตเต๋าเหยียนหลิน นักพรตเต๋าเหยียนหลินจากไปด้วยสีหน้าหดหู่

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยลูบปลายคาง กล่าวพึมพำว่า “ไม่ได้ ข้าไม่อาจจำลองการทดสอบกับเฒ่าประหลาดอู้เต้าได้ ไม่รู้พลังที่แน่ชัดของเขา หากเจ้าหมอนี่มีเคล็ดวิชาพิเศษหรือพลังวิเศษเล่า”

พอเปิดศึก หานเจวี๋ยจำเป็นต้องสังหารเฒ่าประหลาดอู้เต้า ไม่อาจให้เขาหลบหนีไปได้อย่างนักพรตเต๋าชิงเสียน

หานเจวี๋ยนึกถึงตราประทับหกวิถีของตน

ครั้งหน้าจะต่อสู้กับศัตรูหรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็ลงตราประทับหกวิถีกับอีกฝ่ายก่อน?

เช่นนี้แล้วไม่ว่าอีกฝ่ายจะหนีไปที่ไหน หานเจวี๋ยก็สามารถจับตัวได้

หากเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ต้องทำดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพให้ให้แข็งแกร่งจนถึงขั้นสุด

ถึงเวลานั้นก็โจมตีศัตรูระยะไกลจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน!

ขณะที่ความคิดของหานเจวี๋ยผุดขึ้นในสมองนั้น พลันมีอักขระหนึ่งแถวปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

บทที่ 90
ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด?

หานเจวี๋ยอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้พบเจอผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดมานานแล้ว

เขารีบตรวจสอบที่มาทันที

[มู่หรงฉี่: ระดับรวมแก่นปราณขั้นสี่ เทพสงครามวังเทพสวรรค์กลับชาติมาเกิด ฉายานามคือจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน ถูกจักพรรดิเซียนเผ่าปีศาจล้อมโจมตี กายเนื้อถูกทำลายเสียหาย วิญญาณตกอยู่ในวัฏสงสารกลับชาติมาเกิดในโลกมนุษย์ ในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดก็ทำการฟื้นฟูจิตเทพอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยมีดวงชะตาของจักรพรรดิเทพ แม้ว่าจะเป็นมนุษย์ก็ยังคงมีคุณสมบัติไม่เป็นสองรองใคร ท่ามกลางความมืดมิด เขาถูกโสมวิญญาณบรรพกาลดึงดูดมายังสำนักหยกพิสุทธิ์]

หานเจวี๋ยอึ้งไปทันที

เทพสงครามวังเทพ?

จักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน?

วังเทพคือกลุ่มอำนาจระดับใดกัน

เทียบกับวังสวรรค์แล้วจะเป็นเช่นไร

หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าโลกเบื้องบนอาจจะแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ ไม่ใช่แค่วังสวรรค์ที่เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว อาจจะมีกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งเป็นอันมาก อีกทั้งความสัมพันธ์ของกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพที่ตกนรกทั้งเป็น

ตอนนี้รู้แล้วว่ามีวังสวรรค์ วังเทพ และพุทธาเทพ

หานเจวี๋ยหวนคิดอย่างรวดเร็ว นี่ก็เป็นเรื่องปกติ หากเขาไม่สามารถตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดได้ เกรงว่าคงจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่อันยอดเยี่ยมเหล่านี้

ในนิยาย ตัวเอกจะได้พบกับบุคคลที่เป็นราวกับบุตรแห่งของสวรรค์ในแบบต่างๆ เพียงแต่ตัวเอกเหล่านั้นมองไม่เห็นชาติกำเนิดของบรรดาศัตรูทั้งหลาย

แม้ว่ามู่หรงฉี่จะเป็นจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินกลับชาติมาเกิด แต่หากชาตินี้ถูกคนโจมตีจนตาย ก็มีผลกระทบไม่มากนัก ต่อให้จะฟื้นคืนสถานะจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน ก็จะไม่ไปแก้แค้น

ใครเล่าจะรู้ว่า มู่หรงฉี่กลับชาติมาเกิดไปตั้งกี่ครั้งแล้ว ก็เหมือนกับสวินฉางอันที่เป็นชาติที่สามสิบเก้า ภายหน้าทะยานขึ้นไปยังภพเบื้องบน คงไม่อาจมาแก้แค้นในทุกๆ ภพชาติได้

หนึ่งโลกมนุษย์ หนึ่งความแค้น

สวินฉางอันโสมวิญญาณบรรพกาลดึงดูดการมาของจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน แล้วต่อไปจะดึงดูดผู้ที่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งคนอื่นมาอีกหรือไม่

สวินฉางอันเป็นตือโป้ยก่ายเสียที่ไหนกัน เห็นชัดๆ ว่าเขาเป็นพระถังซัมจั๋ง!

หานเจวี๋ยกวาดพลังจิตออกไปค้นหามู่หรงฉี่

มู่หรงฉี่กับผู้บำเพ็ญกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเหาะมาทางสำนักหยกพิสุทธิ์ ผู้ที่นำอยู่ด้านหน้าคือกวนโยวกัง

ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ล้วนไม่ได้สวมชุดของสำนักหยกพิสุทธิ์ คาดว่าเพิ่งรับเข้ามาใหม่

หานเจวี๋ยเพ่งความสนใจไปที่มู่หรงฉี่

มู่หรงฉี่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กหนุ่ม ดูแล้วอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี คาดว่าคงรับประทานโอสถชะลอวัยเร็วไปหน่อย

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดอะไรมาก ต่อให้มู่หรงฉี่คิดจะกินโสมวิญญาณบรรพกาล ตบะระดับรวมแก่นปราณก็ไม่อาจทำให้เขาบรรลุผลได้

ยิ่งไปกว่านั้น…

สวินฉางอันอัปลักษณ์เช่นนี้ ใครจะกินได้ลง

หานเจวี๋ยเริ่มครุ่นคิดอย่างหนักว่า ทำอย่างไรดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพถึงจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ขณะที่ผ่านเขาเพียรบำเพ็ญเซียนนั้น มู่หรงฉี่พลันเอ่ยปากถาม “เขาลูกนี้ก็เป็นเขาของสำนักหยกพิสุทธิ์ใช่หรือไม่”

คนอื่นก็มองไปรอบๆ เช่นกัน เพราะเขาลูกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ

“อืม นี่ก็คือเขาของผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ ต่อไปพวกเจ้าอย่าได้มาบุกรุก มิเช่นนั้นจะถูกขับไล่ออกจากสำนักทันที” กวนโยวกังพยักหน้ากล่าว สายตาที่มองไปทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง

มู่หรงฉี่ราวกับกำลังใช้ความคิด

‘ที่นี่แหละ สิ่งที่ข้าต้องการตามหาจะต้องอยู่บนเขาลูกนี้แน่’

มู่หรงฉี่คิดอย่างเงียบๆ

ตั้งแต่เกิดมา เขาก็มีลางสังหรณ์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งช่วยเขาหาโอกาสอันดีได้เป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้เขาเคยไปสำนักหยกพิสุทธิ์ฝ่ายนอก ยามนี้สำนักหยกพิสุทธิ์มีชื่อเสียงโด่งดังในต้าเยี่ยน เขาไม่กล้ารุกล้ำ ดังนั้นจึงหาสถานที่ที่รับผู้บำเพ็ญอิสระเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์ เพื่อสมัครเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์

“ผู้อาวุโสสังหารเทพรับศิษย์หรือไม่” มู่หรงฉี่เอ่ยถาม

กวนโยวกังกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “รับน่ะรับอยู่ แต่ไม่อาจรบกวนผู้อาวุโสสังหารเทพได้ ก่อนหน้านี้มีพระรูปหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ตรงตีนเขาเป็นเวลาห้าปี ถึงจะกราบตัวเป็นศิษย์ได้สำเร็จ”

เมื่อคำพูดนี้กล่าวออกมา เหล่าผู้ฝึกฝนอิสระก็รู้สึกตกใจอย่างอดไม่ได้

คุกเข่าห้าปี?

จิตใจเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก!

พอมู่หรงฉี่ได้ยินก็จดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ

กลุ่มคนพากันเหาะอ้อมเขาเพียรบำเพ็ญเซียนไปยังยอดเขาหลัก

ใต้ต้นฝูซัง

จู่ๆ สวินฉางอันก็ลืมตาขึ้นมา เขาลูบอกตนเองเบาๆ ลอบเกิดความสงสัยขึ้นมา

“เหตุใดถึงรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง…”

นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกเช่นนี้ หรือว่าเขาจะมีมารในใจ?

สวินฉางอันอดที่จะรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้ เขาตรวจสอบวิชายุทธ์ของตนเองอีกครั้ง เพื่อดูว่าฝึกฝนผิดตรงไหนไปหรือไม่

……

สองเดือนต่อมา

ท้องนภาเต็มไปด้วยแสงสีม่วงอีกครั้ง ทำให้คนทั่วหล้ารู้สึกตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก

อีกแล้วรึ

ไม่ผิด!

หานเจวี๋ยอาศัยความเข้าใจมรรคกระบี่ขั้นสูงสุดเข้าไปในแม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง ฟ้าดินพลันเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นหลังจากนั้น

แม้ว่าดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพจะเป็นวิชาดรรชนี แต่รากฐานของมันเป็นวิชากระบี่ ซึ่งคล้ายกับดรรชนีกระบี่เทพเป็นอย่างมาก ใช้ดรรชนีเป็นกระบี่ยิงปราณกระบี่ออกไป

ได้มายังแม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง เมื่อมองเห็นเงาร่างแต่ละสายที่ตนเองแซงผ่านไป หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด กลับรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

ครั้งนี้คงไม่พบกับผู้ลึกลับท่านนั้นหรอกนะ

ตอนนี้หานเจวี๋ยควบคุมพลังจิตของตัวเองไม่ได้ ทำได้เพียงมองดูเท่านั้น

แม่น้ำมรรคกระบี่แวววับจับตา ท่ามกลางความเลือนราง หานเจวี๋ยมองเห็นภาพความทรงจำของผู้ฝึกสายกระบี่จำนวนหนึ่ง แต่มันแค่แวบผ่านไปเท่านั้น ซึ่งทำให้เขามองเห็นไม่ชัดเจน

ผ่านไปครู่หนึ่ง

เงาร่างสายหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าพลันหยุดชะงักลง

หัวใจของหานเจวี๋ยหล่นวูบ

เจ้านี่มาอีกแล้ว!

เจ้าหมอนี่ไม่ฝึกฝนหรือ เฝ้าอยู่ในแม่น้ำมรรคกระบี่ตลอดเลยหรืออย่างไร

เงาร่างนั้นเต็มไปด้วยแสงกระบี่ ยากที่จะแยกแยะใบหน้าที่แท้จริงได้ เขาหันมามองหานเจวี๋ยแล้วกล่าว “เจ้าอีกแล้ว!”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างระมัดระวัง “ที่นี่คือระดับไท่อี่แล้วหรือ ข้าไม่ได้คิดที่จะล่วงเกิน เพียงแต่ข้าเองหยุดมันไม่ได้ ท่านช่วยข้าหยุดหน่อยเถิด อย่าทำร้ายข้าก็พอ”

ผู้ฝึกสายกระบี่ลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

พลังไร้ลักษณ์บางอย่างทำให้หานเจวี๋ยไม่อาจเดินหน้าไปต่อได้

หานเจวี๋ยรอคอยด้วยความกังวล

“แปลกจริง เจ้าไม่มีตัวตนในอดีตที่เรืองอำนาจ เหตุใดถึงมีความเข้าใจมรรคกระบี่เช่นนี้” ผู้ฝึกสายกระบี่ลึกลับเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

หานเจวี๋ยกล่าว “ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้น บางทีข้าอาจจะกลายเป็นตัวตนในอดีตที่เรืองอำนาจของคนอื่นในภายหน้า”

ผู้ฝึกสายกระบี่ลึกลับไม่ได้ต่อคำพูดของเขา

หลังจากผ่านไปสามอึดใจ

ผู้ฝึกสายกระบี่ลึกลับโบกมือกล่าว “ระดับไท่อี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาอาจเอื้อมถึงได้ ระวังจะถูกโจมตีกลับ เจ้ากลับไปเสียเถิด”

เกิดเสียงดังตู้ม!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยรู้สึกราวกับฟ้าหมุนเคว้งคว้าง

พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลับมาในถ้ำเทวาฟ้าประทานแล้ว

หานเจวี๋ยลูบคางน้อยๆ เหตุใดถึงพบเจอกับเจ้านั่นตลอด วันวันหนึ่งไม่ทำงานทำการเลยหรือ

หานเจวี๋ยเริ่มเปิดแบบจำลองการทดสอบ เขาปรับตบะของเซียวเหยาให้สูงถึงระดับรวมกายาขั้นสาม

อาศัยดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพที่แข็งแกร่ง หานเจวี๋ยสามารถสังหารเซียวเหยาได้ภายในหนึ่งวินาที

น่าเสียดาย

เซียวเหยายังคงอ่อนแอไปหน่อย จู่ๆ หานเจวี๋ยก็คาดหวังให้มีผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาขั้นเก้าแฝงตัวเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์ เช่นนี้แล้วถึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพของเขาแข็งแกร่งแค่ไหน

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้าก็หายไป

แต่ว่าแดนบำเพ็ญพรตและราชสำนักทั่วหล้าต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ไม่หยุด

ในแดนบำเพ็ญพรต แม้แต่ผู้บำเพ็ญที่ทรงพลังในรุ่นก่อนก็ออกมาพูดเรื่องนี้ว่า ยุคเจริญรุ่งเรืองของบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งกำลังจะมาถึง!

ปรากฏการณ์ฟ้าดินแปลกประหลาดนี้ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว!

บรรดาผู้บำเพ็ญต่างก็ให้ความเห็นว่า ทั้งสามครั้งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคนคนเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ หานเจวี๋ยคนเดียวได้เปิดฉากยุคที่เจริญรุ่งเรืองของบุตรแห่งสวรรค์ และกลุ่มบุคคลที่ปรีชาสามารถ!

เพียงไม่นานหานเจวี๋ยก็เข้าสู่การฝึกฝน

หนึ่งปีต่อมา

มีคนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวตรงหน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียน และคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะคุกเข่าอยู่ตรงหน้าป้ายศิลา

เขาก็คือมู่หรงฉี่ที่เป็นจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินกลับชาติมาเกิดนั่นเอง

อยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์มาหนึ่งปี มู่หรงฉี่ก็ยังหาวิธีขึ้นเขาเพียรบำเพ็ญเซียนไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่เห็นเขาเพียรบำเพ็ญเซียน จิตใจของเขาก็เต้นรัว ทำให้เขามีความรู้สึกอยากขึ้นเขาอย่างรุนแรง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้วิธีที่กวนโยวกังเคยพูดถึงมากราบตัวเป็นศิษย์

เข้าไปในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก่อนแล้วค่อยว่ากัน!

มู่หรงฉี่คุกเข่าตรงหน้าแผ่นศิลา เริ่มคำนับกับพื้น

หานเจวี๋ยจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน กลับไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย

เป็นสวินฉางอันที่กลับสังเกตเห็น อย่างไรเสียมู่หรงฉี่ก็เลียนแบบเขา

รอจนมู่หรงฉี่คุกเข่าไปหนึ่งเดือน สวินฉางอันจึงลงเขามา ยืนดูมู่หรงฉี่อยู่ในค่ายกลด้วยรอยยิ้ม

‘คนผู้นี้หน้าตาไม่เลว’ สวินฉางอันคิดอย่างเงียบๆ

ขณะที่มู่หรงฉี่คำนับอยู่นั้น เขาก็สังเกตถึงการมาของสวินฉางอัน

เขาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ ลอบเอ่ยว่า “คนผู้นี้อัปลักษณ์ยิ่งนัก”

ความอัปลักษณ์ของสวินฉางอันทำให้มู่หรงฉี่รู้สึกคลื่นเหียนเล็กน้อย แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เขามักจะรู้สึกว่าสิ่งที่ดึงดูดเขาก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้

ทั้งสองความรู้สึกสลับกันไปมาในใจมู่หรงฉี่ ปะทะกันจนกลายเป็นดอกไม้ไฟแปลกประหลาด

หรือคนผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพ?

มิใช่ว่าผู้อาวุโสสังหารเทพมีรูปโฉมงดงามหรอกหรือ

เขานำพาโอกาสอันยิ่งใหญ่มาให้ข้าได้หรือ

มู่หรงฉี่เก็บกดความรู้สึกไม่สบายใจ กัดฟันเอ่ย “ขอผู้อาวุโสรับข้าเป็นศิษย์ด้วย!”