76-80

บทที่ 76
“ท่านเจ้าสำนักวางใจเถอะ สำนักเก้ามังกรไม่อาจสร้างปัญหาให้พวกเราได้ ข้ากับเว่ยหยวนเปลี่ยนการต่อสู้ให้เป็นมิตรภาพแล้ว ต่างสัญญาว่าแต่ละสำนักจะไม่สร้างความแค้นต่อกันอีก” หานเจวี๋ยกล่าวปลอบใจ

เมื่อเห็นท่าทีเป็นกังวลของหลี่ชิงจื่อแล้ว เขาก็รู้สึกขันยิ่งนัก

เห็นได้ชัดว่าเจ้าสำนักท่านนี้มาเพื่อตรวจสอบดูกำลังของเขา ด้วยอยากจะรู้ว่าเขาจะกล้าต้านทานสำนักเก้ามังกรหรือไม่

หลี่ชิงจื่อเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “จริงหรือ”

หานเจวี๋ยพยักหน้า

“ดียิ่งนัก! ผู้อาวุโสหาน ท่านสมกับเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์จริงๆ ปูเส้นทางให้กับสำนักหยกพิสุทธิ์มากมาย กระทั่งข้าก็อยากจะมอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับท่าน!”

“อย่า ข้าไม่อยากถูกตี!”

“ถูกตี?”

“แค่กๆ ไม่มีอะไร ข้าไม่สนใจตำแหน่งเจ้าสำนัก”

“เอาเถิด”

ทั้งสองพูดคุยกันไม่นาน หลังจากได้ข้อมูลแล้วหลี่ชิงจื่อก็จากไป ไม่รบกวนการฝึกฝนของหานเจวี๋ยอีก

เมื่อเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน หลี่ชิงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางต้นฝูซัง

ต้นฝูซังก็เติบโตขึ้นไม่น้อย ต้นไม้สองต้นพันประสานก็ยากจะได้เห็นยิ่งนัก

สวินฉางอันกุมมือคารวะหลี่ชิงจื่อ

หลี่ชิงจื่อแอบรู้สึกแปลกใจ นี่คือต้นอะไรกัน

สามารถปลูกหน้าถ้ำเทวาของหานเจวี๋ยได้ จะต้องไม่ธรรมดาแน่

หลี่ชิงจื่อคิดไม่ออก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ

ขณะเดียวกันนั้น

หานเจวี๋ยเปิดอ่านจดหมายในค่าความสัมพันธ์

ไม่ได้อ่านจดหมายมาหลายปี ก็ไม่รู้ว่าช่วงนี้เหล่าสหายและลูกศิษย์ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายมาร] x142

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเกิดการบรรลุในขณะบำเพ็ญเพียร เข้าใจพลังวิเศษ]

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของสหายร่วมสำนัก] x31

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของสำนักมารปีศาจตกต่ำ]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านตระหนักถึงสัจจะธรรมชีวิตและความตาย พลังมรรคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายมาร] x6,287

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านประสบกับโอกาสวาสนา ได้รับกระบี่มาร]

……

ที่ถูกตีก็ยังถูกตี แต่ก็มีคนได้รับโอกาสวาสนา

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าซูฉีกลับได้เข้าร่วมสำนักมารปีศาจแล้ว

ใช้ได้นี่!

เจ้าเด็กนี่ไม่เลวเลย!

หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที เริ่มสาปแช่งเซียวเอ้อร์ ขณะที่สาปแช่งไปนั้นก็อ่านจดหมายไปพลาง

รูปของคนที่เขาติดตามเป็นพิเศษยังคงอยู่ ไม่มีใครตาย ทำให้เขารู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างมาก แต่ที่น่าหงุดหงิดใจก็คือรูปของบรรดาคู่แค้นเองก็ยังอยู่ด้วยเช่นกัน

“ยังคงต้องขยันฝึกฝน ยิ่งสำนักหยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าระดับสุญตายังไม่เพียงพอ ข้าต้องรีบบรรลุระดับรวมกายาในเร็ววัน”

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

หลังจากสาปแช่งเซียวเอ้อร์ไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยถึงทำการฝึกฝนต่อ

……

สองปีผ่านไป

ในที่สุดหยางเทียนตงก็กลับมา

หานเจวี๋ยโบกมือ เปิดค่ายกลป้องกันเขาเพียรบำเพ็ญเซียน หลังจากค่ายกลถูกเปิดออกแล้ว หยางเทียนตงก็รีบขึ้นเขาทันที

เมื่อไก่คุกรัตติกาลที่กำลังฝึกฝนอยู่เห็นหยางเทียนตงในอาภรณ์ดำทั้งกาย ก็เอ่ยหยอกล้อว่า “เจ้าละทิ้งมนุษย์กลายเป็นปีศาจแล้วหรือ”

หยางเทียนตงพยักหน้าให้มัน เดินขึ้นเขาต่อไปโดยไม่พูดอะไร

ไก่คุกรัตติกาลเบ้ปาก แค่นเสียงเอ่ย “กลับไม่สนใจพี่ไก่เสียได้ ตบะระดับรวมแก่นปราณแข็งแกร่งนักหรือ สามารถต้านทานกรงเล็บของพี่ไก่ได้หรืออย่างไร”

เมื่อมาถึงหน้าถ้ำเทวาฟ้าประทาน หยางเทียนตงก็คุกเข่าลงคารวะอยู่หน้าประตูถ้ำ

สวินฉางอันที่อยู่ข้างต้นฝูซังมองหยางเทียนตงด้วยความแปลกใจ

หรือมนุษย์ปีศาจผู้นี้จะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเขา?

ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยบอกกับเขาว่า เขามีศิษย์พี่สองท่าน

ศิษย์พี่ใหญ่เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ ซึ่งก็สอดคล้องกับรูปร่างของหยางเทียนตงในตอนนี้

“เจ้ายังรู้จักกลับมาด้วยนี่”

น้ำเสียงเฉื่อยเนือยของหานเจวี๋ยดังออกมาจากในถ้ำ

เอ่ยเสียดิบดีว่าจะมุมานะฝึกฝนเป็นเพื่อนอาจารย์ไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย สุดท้ายเจ้าก็หนีไปก่อน อีกทั้งยังไม่กลับบ้านอีก!

หยางเทียนตงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “อาจารย์ ก่อนหน้านี้ข้าถูกราชาปีศาจจับไป ไม่อาจทำอะไรได้ หลังจากนั้นได้ประสบพบเจอเรื่องราวมากมาย ตอนนี้ข้ากลายเป็นราชาปีศาจแล้ว มีปีศาจจำนวนมากอยู่ใต้บัญชา ไม่อาจปล่อยวางได้”

“เหอะๆ”

หานเจวี๋ยหัวเราะน้อยๆ หยางเทียนตงฟังแล้วรู้สึกใจฝ่อ

หยางเทียนตงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “อาจารย์ กลับมาครั้งนี้ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะแจ้งให้ท่านทราบ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ มารปีศาจที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเยี่ยนได้ฟื้นคืนชีพแล้ว เขามีแผนการร้ายครั้งใหญ่ เขาคิดจะชุบเลี้ยงเผ่ามนุษย์ในต้าเยี่ยนให้เป็นอาหารของเผ่าปีศาจ อีกทั้งยังได้ส่งเหล่าปีศาจมายังด่านชายแดนต้าเยี่ยน โจมตีจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ รอจนเผ่ามนุษย์ไร้ทางหนีแล้วค่อยสำแดงเขี้ยวเล็บออกมา”

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่?

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามขึ้น “ปีศาจตนนี้แข็งแกร่งเพียงใด”

หยางเทียนตงเอ่ยตอบ “ศิษย์เองก็ไม่แน่ใจ แต่เขาก็แข็งแกร่งจนไม่อาจจินตนาการได้ ยามที่อยู่ต่อหน้าเขาข้าไม่อาจคิดต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย ที่ข้ากลับมาในครั้งนี้ก็เพื่ออยากจะเตือนให้อาจารย์เตรียมตัวรับมือไว้แต่เนิ่นๆ หากเห็นสมควรหนีก็ให้หนี”

อย่างไรเสียเขาก็ติดตามหานเจวี๋ยมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงรู้จักนิสัยของหานเจวี๋ยเป็นอย่างดี

การเผชิญหน้ากับมารปีศาจหมื่นปีที่ดูเหมือนจะไม่สามารถเอาชนะได้เช่นราชาปีศาจเตี่ยนซู่นี้ หานเจวี๋ยจะต้องหลีกเลี่ยง และหลบหนีให้ไกลจากอันตรายอย่างแน่นอน

“เจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับราชาปีศาจเตี่ยนซู่ รู้แผนการร้ายของเขาได้อย่างไร”

“ไม่ปิดบังท่าน…ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รับข้าเป็นบุตรบุญธรรม ข้าไม่อาจปฏิเสธได้ หากปฏิเสธข้าอาจตาย…”

“…”

หานเจวี๋ยเกือบจะด่าเปิงแล้ว

เด็กรับใช้!

ความอาฆาตแค้นที่หานเจวี๋ยมีต่อราชาปีศาจเตี่ยนซู่กลายเป็น 5 ดาวภายในพริบตา

นี่มันก็คิดจะแย่งลูกชายเขานี่!

ศิษย์ก็คือลูก!

แค้นที่แย่งบุตร ไม่อาจอยู่ร่วมโลกได้!

อยู่ๆ หานเจวี๋ยก็คิดกลอุบายขึ้นมาได้ “เจ้ารีบกลับไป แนะนำอาจารย์ให้กับราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้รู้จัก สามารถบอกกล่าวชื่ออาจารย์ได้ บอกเขาว่าอาจารย์เคารพเลื่อมใสเขามาก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยพูดให้อาจารย์ ทำให้เขาเกิดความประทับใจในตัวอาจารย์ให้ได้”

หยางเทียนตงแคลงใจ นี่อาจารย์คิดจะทำอะไรกันแน่

“ยังไม่รีบไปอีก!”

“ออๆ!”

หยางเทียนตงรีบจากไป

หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ และฝึกฝนต่อ

หากราชาปีศาจเตี่ยนซู่อยู่ในระดับฝ่าด่านเคราะห์ เช่นนั้นก็พาสำนักหยกพิสุทธิ์หนีไปด้วยกันเถอะ

ชีวิตสำคัญกว่า!

…….

สามเดือนหลังจากนั้น

อักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ยขณะที่เขากำลังฝึกฝน

[ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หานเจวี๋ยรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขาเปิดดูค่าความสัมพันธ์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

อยู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกเหมือนเปิดกล่องสุ่ม

สามเทพาจารย์แห่งเต๋าผู้อยู่เบื้องบนโปรดคุ้มครอง ขอให้ราชาปีศาจเตี่ยนซู่อย่าได้มีตบะอยู่เหนือระดับรวมกายาเลย!

[ราชาปีศาจเตี่ยนซู่: ระดับรวมกายาขั้นสี่ มารปีศาจหมื่นปี เต็มไปความเกลียดชังผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ นิสัยปลิ้นปล้อน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ระดับรวมกายาขั้นสี่!

หานเจวี๋ยแอบโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

ระดับสุญตาขั้นเจ็ดอย่างเขาต่อสู้กับระดับรวมกายาขั้นสี่ คงไม่มีปัญหากระมัง

เขามีสมบัติวิญญาณเต็มกาย มีของวิเศษคู่ชีวิต เข้าใจพลังวิเศษมรรคกระบี่ระดับหมื่นบรรพกาล คงจะต่อสู้กับระดับที่สูงกว่าหนึ่งระดับได้กระมัง

น่าเสียดาย

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไม่ได้มาที่สำนักหยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยไม่อาจตรวจสอบและจำลองการทดสอบกับเขาได้

ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็ไม่แข็งแกร่งจนถึงขนาดที่หานเจวี๋ยเห็นแล้วอยากหนี

เขาทำการฝึกฝนต่อ!

รอราชาปีศาจเตี่ยนซู่บุกเข้ามาสังหารในสำนักหยกพิสุทธิ์ ผีสางตนใดจะรู้ว่าต้องใช้เวลากี่ปี

ปิดด่านฝึกฝนก่อน รีบทะลวงระดับรวมกายาโดยเร็ว

หลังจากหานเจวี๋ยตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทำการสาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่

ทางที่ดีที่สุดกก็สาปแช่งให้ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ธาตุไฟเข้าแทรก!

หนังสือแห่งความโชคร้ายจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณ แต่ไหนแต่ไรหานเจวี๋ยไม่เคยต้องสาปแช่งโดยอาศัยพลังทั้งหมดมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาเพียงใช้พลังวิญญาณจำนวนหนึ่งสาปแช่งอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

วันนี้ เขาจะลองให้พลังวิญญาณทั้งหมดสาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่ ดูว่าจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร!

หนังสือแห่งความโชคร้ายแผ่ไอดำประหลาดออกมาเป็นสายๆ สาดกระทบลงบนใบหน้าหานเจวี๋ย ดูราวกับเขาเป็นนักพรตชั่วร้ายที่อยู่ในนรกโลกันตร์

ห้าชั่วยามต่อมา

หานเจวี๋ยเริ่มมีโลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด

[แจ้งเตือน ใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายเกินขนาด อาจถูกผลสะท้อนกลับได้]

หานเจวี๋ยมองเห็นอักขระแถวหนึ่งปรากฏตรงหน้า รู้สึกตกใจจนต้องหยุดการกระทำ

เขาเช็ดเลือดบนใบหน้า ก่อนหน้านี้เขาหมกมุ่นเกินไป กลับไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเลือดไหล

ดูท่าคงไม่อาจใช้พลังกับหนังสือแห่งความโชคร้ายมากเกินไปได้

โชคดีที่กายเนื้อและวิญญาณของเขาไม่ได้รับความเสียหาย พักผ่อนไม่กี่วันก็สามารถกลับมาเป็นปกติ

“ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางด้านปีศาจร้ายตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง” หานเจวี๋ยคิดอย่างรอคอย

บทที่ 77
พื้นดินทางตอนเหนือของต้าเยี่ยนเต็มไปด้วยหิมะน้ำแข็ง

ภายในถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง น้ำแข็งหนาวเย็นก่อตัวเป็นกรวยปกคลุมไปทั่วอุโมงค์ถ้ำ ดูอัปลักษณ์และน่ากลัวยิ่งนัก

สิ้นสุดปลายอุโมงค์ บุรุษชุดขาวผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงน้ำแข็ง บนร่างของเขาสวมชุดขนาดใหญ่ที่ทำมาจากขนสัตว์ ใบหน้าแปลกประหลาด ที่ด้านหลังมีสิ่งที่ดูคล้ายหางสีดำขนาดใหญ่กวัดแกว่งไปมาอยู่สี่สาย

เขาก็คือราชาปีศาจเตี่ยนซู่ หรือราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่แปลงกายแล้ว

“ฟู่…”

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่พ่นศรโลหิตออกมาอย่างรุนแรง สาดกระเซ็นลงบนพื้นที่เป็นน้ำแข็ง เผาไหม้จนละลายกลายเป็นไอลอยขึ้นด้านบน

หน้าเตียงน้ำแข็งมีหลุมบ่อปรากฏอยู่มากมาย ทั้งหมดล้วนเกิดจากโลหิตที่เขาพ่นออกมาก่อนหน้า

เขากระอักเลือดออกมาไม่หยุด!

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ทั้งโกรธทั้งกลัว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

เมื่อห้าชั่วยามก่อนหน้านี้ เขาก็เริ่มกระอักเลือดออกมา กระอักมาจนถึงตอนนี้ ยามนี้กลับเริ่มกระอักโลหิตวิสุทธิ์ออกมาแล้ว!

เช่นนี้จะทำอย่างไร

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวที่สุดคือเขาไม่สามารถที่จะฝึกฝนได้ พอดูดซับปราณ พลังปีศาจที่อยู่ในร่างไม่เพียงแต่จะไม่เพิ่มขึ้น แต่กลับลดลง

“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…”

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รู้สึกไม่สบายใจ มีชีวิตอยู่มาหมื่นปี นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเผชิญกับเคราะห์กรรมเช่นนี้

เขาพลันนึกถึงตำนานบรรพกาลบางอย่างขึ้นมา หรือในกลุ่มผู้บำเพ็ญตอนนั้นจะมีคนบรรลุมรรคา และกำลังจ้องมองเขาอยู่?

เขาเพิ่งประกาศแผนการชุบเลี้ยงเผ่ามนุษย์ออกไปได้ไม่ถึงสองปี คิดไม่ถึงว่าจะพบกับเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้แล้ว

ขณะที่ดำลังคิดอยู่นั้น เลือดก็พุ่งขึ้นในลำคอของเขา ราชาปีศาจเตี่ยนซู่จำต้องกระอักเลือดออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

เขาจะบ้าอยู่แล้ว!

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาต้องกระอักเลือดจนตายแน่

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ปลดผนึกออกมา เขาฝึกฝนมาโดยตลอด คิดอยากจะฟื้นฟูตบะ ผลปรากฏว่าเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ชั่วยามตบะของเขากลับถดถอย อาการบาดเจ็บเพิ่มระดับรุนแรง แย่กว่าตอนที่เพิ่งปลดผนึกออกมา

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่คิดว่าตนเองจะต้องไปล่วงเกินเซียนบนสรรค์แน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกลงทัณฑ์อย่างไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ได้

ในเรื่องการบำเพ็ญของเขาก็ไม่มีอะไรผิดพลาด ส่วนมารในใจก็ถูกเขากำจัดไปเมื่อสามร้อยปีก่อนแล้ว ดูท่าตอนนี้มารในใจคงบังเกิดอีกครั้ง

เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไปท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจและสิ้นหวังของราชาปีศาจเตี่ยนซู่

เวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วยาม

ในที่สุดราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็ไม่กระอักเลือดออกมาอีก และสามารถทำการฝึกฝนได้ใหม่อีกครั้ง แต่ทว่าประสบการณ์ในช่วงนี้กลับกลายเป็นฝันร้ายของเขา

ภายในที่ลับไม่อาจมองเห็น จะต้องมีผู้ทรงพลังจ้องมองเขาอยู่อย่างแน่นอน!

……

เขาเพียรบำเพ็ญเซียน

[ราชาปีศาจเตี่ยนซู่สหายของท่านเผชิญกับคำสาป ร่างกายบาดเจ็บสาหัส ตบะถดถอย]

หานเจวี๋ยเห็นจดหมายฉบับนี้ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เขายิ้มอย่างเบิกบานใจ

เพิ่งสาปแช่งไปเมื่อวาน วันนี้ก็เห็นผลในจดหมายแล้ว

ผลลัพธ์ของการใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายด้วยพลังทั้งหมด มันช่างร้ายกาจยิ่งนัก!

ครั้งนี้หานเจวี๋ยวางใจแล้ว

เขาตัดสินใจว่าทุกๆ สามปีจะใช้พลังทั้งหมดสาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่หนึ่งครั้ง ทำให้เจ้าหมอนี่อยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสไปตลอด!

หานเจวี๋ยทำการฝึกฝนต่อ เป้าหมายของเขาคือระดับสุญตาขั้นแปด

ขณะที่ต้นฝูซังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้ำเทวาฟ้าประทานที่อยู่ใกล้มากที่สุดก็ได้รับผลประโยชน์ก่อน พลังวิญญาณเริ่มเพิ่มทวี

……

วสันตฤดูผ่านพ้นไป สารทฤดูเข้ามาเยือน

พริบตาเดียว

ภาพเหตุการณ์สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับม้าห้อ พอไปแล้วไม่ย้อนกลับ

หานเจวี๋ยทะลวงสู่ระดับสุญตาขั้นแปดในที่สุด!

หลังจากทำตบะให้แข็งแกร่ง หานเจวี๋ยก็เดินออกจากไปนอกถ้ำเทวา เขาตรวจสอบดูสภาพความแข็งแรงของต้นฝูงซังก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงไปหาไก่คุกรัตติกาลเพื่อถ่ายทอดวิชาให้มัน

ไก่คุกรัตติกาลกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นหงส์คุกรัตติกาลอย่างต่อเนื่อง ตบะเองก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พอที่จะเทียบได้กับผู้บำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว

ระดับขั้นการบำเพ็ญของเผ่าปีศาจแตกต่างจากเผ่ามนุษย์ แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือระดับปราณก่อกำเนิด ระดับขั้นหลังจากนั้นยังคงเหมือนกัน ปีศาจไม่มีระดับปราณก่อกำเนิด แต่พวกมันสามารถหลอมโอสถปีศาจ และจิตดั้งเดิมออกมาได้

หานเจวี๋ยไม่ได้หวังให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นระเหเร่ร่อนอยู่ข้างนอกนาน แล้วกลับมาสามารถตีไก่คุกรัตติกาลได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นมรรคจิตของเขาอาจจะเสียหายได้

เพียรบำเพ็ญไม่สู้ต่อสู้เพื่อโอกาสหรือ

ไม่มีทาง!

นั่นใช้ได้สำหรับมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น!

หลังจากสอนไก่คุกรัตติกาลเสร็จแล้ว หานเจวี๋ยถือโอกาสไปหาสิงหงเสวียนที่อยู่หลังเขาด้วย เป็นการยากที่สิงหงเสวียนจะปิดด่านฝึกฝนแล้วไม่ออกไปเตร็ดเตร่ด้านนอก

หานเจวี๋ยตัดสินใจถ่ายทอดวิชาเวทให้นางจำนวนหนึ่ง เพิ่มวิธีการรักษาชีวิตให้กับนาง

หลังจากสิงหงเสวียนทราบเรื่องก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก ดวงตาอ่อนโยนของนางราวกับจะมีน้ำไหลออกมา

หลังจากสอนไปสิบกว่าวัน ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะกลับถ้ำเทวานั้น เขาพลันจับกลิ่นอายพลังสองหอบได้จากบริเวณใกล้ๆ เขาเพียรบำเพ็ญเซียน

กลิ่นอายพลังหนึ่งในนั้นกลับเป็นหวงจี๋เฮ่า

หานเจวี๋ยรู้จากค่าความสัมพันธ์ว่า หวงจี๋เฮ่าได้เปลี่ยนไปเข้าร่วมลัทธิสัจจะยุทธ์ในเขตแก่นประจิมแล้ว

ตบะของอีกคนสูงมาก คาดว่าก็คงจะเป็นผู้แข็งแกร่งของลัทธิสัจจะยุทธ์ด้วยเช่นกัน

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดในบริเวณรอบๆ นอกจากเขาทันที

[ซั่งกวนฉิวเจี้ยน: ระดับสุญตาขั้นเก้า ผู้อาวุโสคุมกระบี่ของลัทธิสัจจะยุทธ์]

ระดับสุญตาขั้นเก้า?

หานเจวี๋ยหลับตาลง เริ่มจำลองการทดสอบ

ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็หาวิธีสังหารซั่งกวนฉิวเจี้ยนได้ภายในเสี้ยววินาที

เขาหายไปจากที่เดิมทันที

ขณะเดียวกัน

หวงจี๋เฮ่าพาบุรุษเสื้อน้ำเงินผู้หนึ่งเดินมาทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามลี้

ทอดมองเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอันใหญ่โตที่อยู่ไกลๆ ซั่งกวนฉิวเจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ที่นี่มียอดฝีมือมรรคกระบี่ตามที่เจ้าพูดจริงๆ หรือ ข้าสัมผัสจิตกระบี่ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษไม่ได้เลย”

หวงจี๋เฮ่ากำลังจะเอ่ยปาก ก็มองเห็นหานเจวี๋ยขี่กระบี่เหินเวหาเข้ามาอย่างเนิบช้า

หวงจี๋เฮ่ารีบร้อนโค้งกายคารวะ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “หวงจี๋เฮ่าคารวะผู้อาวุโส!”

ผู้อาวุโส?

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนขมวดคิ้ว คนผู้นี้ดูแล้วไม่ได้แข็งแกร่ง เพียงแค่หน้าตาหล่อเหลาเท่านั้น

ช้าก่อน!

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเว่ยหยวนและนักพรตเต๋าชิงเสียนก่อนหน้านั้น

เจ้าหมอนี่มีสมบัติวิญญาณเต็มตัว!

แม้แต่ผู้อาวุโสคุมกระบี่ของลัทธิสัจจะยุทธ์ก็ยังไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญที่ฟุ่มเฟือยเช่นนี้

หานเจวี๋ยเหาะมาตรงหน้าหวงจี๋เฮ่า เอ่ยถามว่า “พวกท่านมาสำนักหยกพิสุทธิ์ด้วยเหตุใด”

เพียงแค่หวงจี๋เฮ่ากล่าววาจาที่เป็นภัยต่อสำนักหยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยก็จะเปิดฉากใหญ่ทันที!

จะไม่ปล่อยให้มีโอกาสอย่างแน่นอน!

จะไม่บกพร่องอย่างคราวนักพรตเต๋าชิงเสียนเด็ดขาด!

หวงจี๋เฮ่ากล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโส พวกข้ามาสนทนากระบี่กับท่าน ด้านหลังของข้าผู้นี้คือผู้ฝึกสายกระบี่อันดับหนึ่งของลัทธิสัจจะยุทธ์ในเขตแก่นประจิม เขาอยากแลกมือกับท่าน ท่านวางใจได้ เพียงแค่แลกมือศึกษาเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อสำนักหยกพิสุทธิ์ และยิ่งไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสำนักหยกพิสุทธิ์กับลัทธิสัจจะยุทธ์ นี่คือเจตนาของพวกเรา”

แลกมือ?

หานเจวี๋ยมองทางซั่งกวนฉิวเจี้ยนด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

เหตุใดเจ้าถึงกล้า!

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนยังคงคิดว่าหานเจวี๋ยหวาดหวั่นต่อชื่อเสียงของตน จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “สหายเต๋าวางใจ จะไม่ทำร้ายถึงชีวิตและตบะอย่างแน่นอน”

หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าว “ข้าผู้นี้กลัวความยุ่งยากที่สุด”

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนขมวดคิ้ว เจ้าหมอนี่กลัวหรือ

“เช่นนี้เถิด ข้าจะออกกระบี่เดียว หากเจ้าสามารถรับได้ นับว่าข้าแพ้ก็แล้วกัน!” หานเจวี๋ยโบกมือโบกไม้มือกล่าว

หวงจี๋เฮ่าหนังตากระตุกอย่างบ้าคลั่ง

เขาอดที่จะนึกถึงฝันร้ายในอดีตไม่ได้

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนตอบกลับ “ตกลง!”

เขามองออกแล้ว ถึงแม้ว่าหานเจวี๋ยจะมีสมบัติวิญญาณมาก แต่เห็นได้ชัดว่าเขาใจฝ่อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จบให้ไวหน่อยก็ดี

วาจาของเขาเพิ่งสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยพลันนำกระบี่พิพากษาอนธการออกมา ฟาดฟันไปทางซั่งกวนฉิวเจี้ยน

หานเจวี๋ยมาปรากฏกายต่อหน้าซั่งกวนฉิวเจี้ยนราวกับเคลื่อนย้ายได้ในพริบตา สำแดงกระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจอย่างไม่อ้อมค้อม

พลังวิญญาณหกสายของระดับสุญตาขั้นแปดพวยพุ่งออกมาราวกับน้ำที่ไหล่บ่าลงจากภูเขา ทั้งหมดล้วนพุ่งเข้าไปในกระบี่พิพากษาอนธการ ปราณกระบี่สีดำสายหนึ่งพาดแฉลบผ่านฟากฟ้า เวลาราวกับหยุดเคลื่อนไหว

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนเบิกตาโพลง มือของเขาลูบไปยังกระบี่บนเอว

ไม่ดี!

เร็วเกินไป!

รับไม่ทันแล้ว!

ปราณกระบี่อันน่ากลัวปิดล้อมซั่งกวนฉิวเจี้ยนไว้ ทำให้ซั่งกวนฉิวเจี้ยนรู้สึกราวกับตกอยู่ในนรกโลกันตร์ แม้แต่ดวงวิญญาณยังสั่นสะท้าน

กี่ปีแล้ว!

ไม่คาดคิดว่าซั่งกวนฉิวเจี้ยนจะได้กลิ่นของความตายอีกครั้ง!

ที่สำคัญคือเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะตอบโต้

เกิดเสียงดังโครม!

ป่าไม้ด้านหลังถูกปราณกระบี่พัดจนสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูกพายุฝนกระหน่ำโจมตี

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนคิดว่าตนเองตายไปแล้ว แต่ความจริงเขายังไม่ตาย

กระบี่พิพากษาอนธการลอยอยู่ตรงหน้าผากของซั่งกวนฉิวเจี้ยน เขาสามารถมองเห็นสีหน้าสิ้นหวังของตนผ่านแสงสะท้อนของคมกระบี่ เหงื่อเย็นเม็ดเป้งผุดขึ้นบนหน้าผาก

หานเจวี๋ยกุมกระบี่ด้วยมือข้างเดียว อาภรณ์สีทองโบกสะบัด ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณบนมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์แกว่งไปมาราวกับเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ

สีหน้าเยือกเย็นของเขาทำให้ซั่งกวนฉิวเจี้ยนรู้สึกราวกับมองเห็นเซียนกระบี่ที่มาถึงปลายทางของมรรคกระบี่

“เจ้า ดูเหมือนจะรับไม่ไหว” หานเจวี๋ยกล่าวเบาๆ

เกิดเสียงดังตุบ!

ขาคู่นั้นของซั่งกวนฉิวเจี้ยนอ่อนแรง แรงกดดันมหาศาลของการหลบหนีจากความตาย ทำให้ขาของเขาแบกรับไม่ไหว จนต้องคุกเข่าลงพื้นหลังจากนั้น

ผู้บำเพ็ญระดับสุญตาขั้นเก้าผู้นี้ถูกกระบี่ของหานเจวี๋ยขู่ขวัญจนต้องหมอบอยู่บนพื้น หวงจี๋เฮ่าที่อยู่ข้างๆ กลับไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนก ในทางกลับกันเขายิ้มออกมาอย่างขมขื่น

บทที่ 78
เห็นซั่งกวนฉิวเจี้ยนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าตนเอง ในใจของหานเจวี๋ยพลันรู้สึกทนไม่ไหวอยู่บ้าง

บางทีอีกฝ่ายอาจจะแค่อยากแลกมือจริงๆ?

เมื่อครู่ข้าเพิ่งเปิดฉากใหญ่โดยตรง จะทำลายจิตมรรคาของเขาหรือไม่

หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าวว่า “พวกเจ้ากลับไปเถอะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปสู่ภายนอก ข้าเองก็จะไม่เอ่ยถึงเช่นกัน”

กล่าวจบ หานเจวี๋ยก็หมุนกายเตรียมจากไป

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนรีบร้อนลุกขึ้น กัดฟันเอ่ยถาม “สะ…ผู้อาวุโสเป็นเทพจากที่ใดกันแน่ ขออาจหาญถามฉายาเต๋าที่แท้จริงของท่าน”

“วัฏจักร”

หลังจากทิ้งคำสองคำนี้ไว้ หานเจวี๋ยก็จากไปทันที

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม ปากของเขาพึมพำคำว่าวัฏจักรซ้ำๆ

หวงจี๋เฮ่ากล่าวปลอบใจ “ตอนนั้นข้าอนาถกว่าท่านมาก ท่านยังนับว่าดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ”

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “คิดไม่ถึงว่าต้าเยี่ยนจะซ่อนผู้ทรงพลังระดับนี้ไว้ มิน่าเล่าต้าเยี่ยนที่อ่อนแอที่สุดยังคงสุขสงบมาได้โดยตลอด ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำ”

ตอนนี้เขาเชื่อคำพูดของหวงจี๋เฮ่าแล้ว

ผู้ทรงพลังที่บรรลุมรรคกระบี่หมื่นบรรพกาลในตอนนั้นก็มาจากต้าเยี่ยน!

กระบี่ของหานเจวี๋ยน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เมื่อเขาหวนนึกกลับ เหงื่อเย็นยังซึมขึ้นกลางหลังอย่างอดไม่ได้

“วัฏจักร…ผู้ทรงพลังที่ซ่อนตัวอยู่ในโลก ที่แท้ข้าเองที่เป็นกบในกะลา”

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนทอดถอนใจกล่าว

พวกเขาสัมผัสได้ถึงการเหาะมาถึงของพวกหลี่ชิงจื่อ เช่นนั้นจึงรีบจากไปทันที

อีกด้านหนึ่ง

อักขระบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ยที่กลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน

[ซั่งกวนฉิวเจี้ยนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

หานเจวี๋ยอดส่ายหน้าไม่ได้

เหตุใดผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ล้วนน่าขันเช่นนี้ ปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยมสักหน่อยก็เกิดความประทับใจแล้ว

หานเจวี๋ยจับกลิ่นอายของพวกหลี่ชิงจื่อที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณรอบๆ ได้

อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเองบกพร่องไปหน่อย

ทุกครั้งที่สั่นสะเทือนสยบศัตรูต้องประโคมใหญ่เช่นนี้ มันขัดแย้งกับคำว่าถ่อมตนยิ่งนัก

ไม่ได้!

ข้าจะต้องเข้าใจกระบวนท่าที่มุ่งเป้าหมายไปยังศัตรู และไม่ก่อให้เกิดอานุภาพอันยิ่งใหญ่

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก

……

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว!

ตั้งแต่อาการบาดเจ็บสาหัสแปลกประหลาดในครั้งนั้นเริ่มขึ้น ทุกๆ สามปีเขาจะต้องพบเจอกับฝันร้ายเช่นนั้นหนึ่งครั้ง

เขาไม่แน่ใจว่าที่จริงแล้วปัญหามันเกิดขึ้นจากตรงไหน

หากเป็นท่านเซียนจริงๆ เหตุใดถึงไม่ฆ่าเขาให้ตายทันที

ยามนี้ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไม่มีความทะเยอทะยานแล้ว ในสมองคิดเพียงจะทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากฝันร้ายนี้

วันนี้ หยางเทียนตงบุตรบุญธรรมของเขามาเยี่ยมเยียน

หยางเทียนตงมาสืบข่าวคราวว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะบุกโจมตีเผ่ามนุษย์เมื่อใด

เขายังไม่ทันได้ถาม ราชาปีศาจก็เริ่มเล่าความทุกข์ตรมของตนเอง

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ทนไม่ไหวเข้าจริงๆ แล้ว หยางเทียนตงเป็นบุตรบุญธรรมของเขา เขารู้สึกว่าสามารถไว้ใจได้

หลังจากได้ฟังสถานการณ์ในช่วงนี้ของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ หยางเทียนตงก็นิ่งเงียบ สีหน้าเคร่งขรึม

ในใจเขารู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น!

โอกาสในการครองบัลลังก์ของเขาใกล้มาถึงแล้วหรือ

“บิดาบุญธรรม เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับแผนที่ท่านพุ่งเป้าไปยังเผ่ามนุษย์” หยางเทียนตงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่นั่งราวกับเป็นอัมพาตอยู่บนเตียงน้ำแข็ง เอ่ยว่า “ข้าไม่ได้คิดเกี่ยวกับแผนการนี้มานานแล้ว หรือจะต้องให้ข้ากล่าวสาบานต่อสวรรค์?”

เมื่อคำพูดนี้กล่าวออกมา ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็ได้สติในทันที

ใช่!

สาบานต่อสวรรค์ เช่นนี้เซียนท่านนั้นถึงจะมองเห็น!

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่พลันลุกยืนขึ้น ยกฝ่ามือขวาขึ้นทันที “ข้าเตี่ยนซู่ขอสาบานต่อสวรรค์ จะไม่พุ่งเป้าไปยังเผ่ามนุษย์ในต้าเยี่ยนอย่างเด็ดขาด เทพเซียนโปรดอภัยให้กับความโง่เขลาของปีศาจน้อย!”

หลังกล่าวคำพูดเหล่านี้จบ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

บางทีอาจเป็นแค่การปลอบโยนทางจิตใจ แต่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รู้สึกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

หยางเทียนตงแสดงสีหน้ายินดี แต่แอบเหยียดหยามอยู่ในใจ

แค่นี้ก็คิดจะเป็นราชาแห่งต้าเยี่ยนหรือ

เจ้าสมควรหรืออย่างไร

……

ครึ่งปีหลังจากนั้น

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนกับหวงจี๋เฮ่ากลับถึงลัทธิสัจจะยุทธ์

หลังจากถูกหานเจวี๋ยโจมตีจนพ่ายแพ้ในกระบี่เดียว มรรคจิตของซั่งกวนฉิวเจี้ยนก็เกือบถูกทำลายลง เพื่อที่จะทำให้มรรคจิตแข็งแกร่ง ระหว่างที่เดินทางกลับลัทธิ เขาท้าสู้กับสำนักบำเพ็ญเพียรต่างๆ อยู่ไม่หยุดหย่อน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

หลังจากแยกกับหวงจี๋เฮ่าแล้ว ซั่งกวนฉิวเจี้ยนก็กลับมาถึงหน้าหอของตนเอง เขากำลังจะผลักประตูเข้าไป

ในตอนนั้นเอง ท้องนภาเกิดการแปรปรวนอย่างรุนแรง บังเกิดแสงสีม่วงออกมาเป็นแถบ

กระบี่ที่เอวของซั่งกวนฉิวเจี้ยนเริ่มส่งเสียงสั่นสะท้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับไม่ได้หลุดออกจากฝักเอง

ไม่ใช่แค่เพียงเขา ผู้ฝึกสายกระบี่ทั่วทั้งลัทธิสัจจะยุทธ์ล้วนเป็นเช่นนี้ ทุกคนต่างจ้องมองกระบี่ของตนด้วยสีหน้าตกตะลึง

อีกแล้ว!

ครั้งก่อนมีคนบรรลุมรรคกระบี่หมื่นบรรพกาล ครั้งนี้เล่า

แวบแรกซั่งกวนฉิวเจี้ยนนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมาทันที

หรือผู้อาวุโสเข้าใจมรรคกระบี่อีกแล้ว

ซั่งกวนฉิวเจี้ยนเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา

เทียบกับผู้อาวุโสวัฏจักรแล้ว เขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาจริงๆ

ไม่ใช่แค่ลัทธิสัจจะยุทธ์ กระบี่ทุกสำนักในใต้หล้าล้วนส่งเสียงสั่นสะท้าน

อีกด้านหนึ่ง

บนปลายยอดเขาที่สูงเสียดเมฆลูกหนึ่ง บุรุษชุดดำนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปทางตะวันออกเพื่อทำการฝึกฝน รอบด้านล้วนเป็นทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตา

เขาลืมตาขึ้นมาโดยพลัน เห็นเพียงกระบี่สี่เล่มที่อยู่ทางซ้ายและขวาล้วนส่งเสียงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

บุรุษชุดดำขมวดคิ้ว กล่าวพึมพำ “มีคนบรรลุจิตกระบี่…อย่างน้อยก็เป็นจิตกระบี่หมื่นบรรพกาล…”

เขาหยิบยันต์กระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง วางไว้บนพื้นตรงหน้า มือทั้งสองเริ่มร่ายวิชา กระบี่ทั้งสี่ทยอยกันตกลงบนยันต์กระดาษ เมื่อสัมผัสโดนยันต์แล้วยกตัวขึ้น

สิบอึดใจต่อมา

บนยันต์กระดาษค่อยๆ ปรากฏให้เห็นลายมือ สุดท้ายก็ก่อตัวเป็นอักขระขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังสองตัว

วัฏจักร!

บุรุษชุดดำมีสีหน้าเคร่งครึม เอ่ยพึมพำเบาๆ “หมายความว่าอย่างไร วัฏจักรหมายถึงกฎแห่งฟ้าดิน…หรือหมายถึงผู้บำเพ็ญบางท่าน?”

……

สำนักหยกพิสุทธิ์

กระบี่ของระดับผู้อาวุโสจนถึงระดับศิษย์สายนอกต่างก็ส่งเสียงสั่นสะท้าน

เรื่องนี้ทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกหวั่นวิตก พากันมารวมตัววิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้

“นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“ไม่แน่ใจนัก กระทั่งท้องฟ้ายังเปลี่ยนสีเลย”

“หรือมีผู้ทรงพลังปรากฏตัวบนโลก?”

“ข้าว่าเป็นเทพเซียนมาจุติยังโลกมนุษย์!”

“ว่ากันว่าเมื่อสิบปีก่อนก็เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้”

“สำนักหยกพิสุทธิ์จะเผชิญกับเคราะห์ใหญ่หรือ”

……

ขณะที่เหล่าลูกศิษย์กำลังกังวลอยู่นั้น บรรดาผู้อาวุโสก็ได้รับข่าวว่า ท้องฟ้าทั่วทั้งต้าเยี่ยนล้วนเป็นเช่นนี้ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

เพียงแค่ไม่พุ่งเป้ามาที่สำนักหยกพิสุทธิ์ก็พอแล้ว

ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของหลี่ชิงจื่อคืออยากไปหาหานเจวี๋ย แต่พอขบคิดดูอีกที ยังไม่ทันรู้เรื่องราวอย่างชัดแจ้งก็ปรี่ไปรบกวนหานเจวี๋ยเช่นนี้ก็ไม่ดีนัก

หลี่ชิงจื่อแหงนหน้ามองท้องนภาสีม่วงแล้วเอ่ยพึมพำ “โชคร้ายเสียจริง! เหตุใดพอมาถึงยุคข้า สำนักหยกพิสุทธิ์ถึงเผชิญกับภัยพิบัติมากมายเช่นนี้”

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกหดหู่

เขาได้แต่อธิษฐานให้ครั้งนี้ไม่ใช่มหันตภัย

ขณะเดียวกัน

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงถูกพายุอันทรงพลังโอบล้อมรอบกาย นี่ก็คือพายุที่ก่อตัวขึ้นจากปราณกระบี่

หว่างคิ้วของเขาปรากฏภาพลายกระบี่เล็กๆ เล่มหนึ่งออกมาอย่างเลือนราง

หานเจวี๋ยกำลังทำความเข้าใจจิตกระบี่ จิตกระบี่ในรูปแบบของเขาโดยเฉพาะ

ท่ามกลางความมืดมิด เขารับรู้ได้ถึงสายธารมรรคกระบี่สายหนึ่งที่ไหลทะลักโดยไม่หยุดพัก บริเวณรอบๆ ล้วนเป็นเงากระบี่ที่พุ่งไปทางทิศเดียวกันอย่างรวดเร็ว ลำแสงเจ็ดสีหมุนวนและก่อตัวเป็นช่องว่างแปลกประหลาดประดุจดังอุโมงค์แห่งกาลเวลา

ร่างของหานเจวี๋ยเดินไปด้านหน้าโดยที่ไม่อาจควบคุม เขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนท่ามกลางเงากระบี่

ด้านหน้าปรากฏเงาร่างมนุษย์ทีละสาย มันเกิดจากแสงกระบี่ที่พร่ามัวไม่ชัดเจน คนเหล่านี้เดินเนิบช้ายิ่งนัก ถูกหานเจวี๋ยเดินแซงหน้าคนแล้วคนเล่า

หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะที่มืดมิดและมืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ

เขากำลังเกาะตัวจิตกระบี่ของตนเองอยู่

จิตกระบี่ของเขาก้าวรุดไปด้านหน้าอย่างอาจหาญ ทอดตัวยาวเหยียดติดต่อกัน ปรารถนาจะม้วนเวไนยสัตว์เข้าไปในนั้น ไม่อาจหลีกหนีได้พ้น ก็เหมือนกับวิชาวัฏจักรหกวิถี!

เขาจะสร้างจิตกระบี่เช่นนี้!

มุมานะฝึกฝนมาโดยตลอดเพื่อสิ่งใด

เพื่ออยู่เป็นอมตะนิรันดร์!

เพื่อเป็นเทพธรรมบาลที่ไร้ศัตรู!

เพื่อสามารถสังหารเทพธรรมบาลและเวไนยสัตว์ทั้งมวลได้ภายในกระบี่เดียว นอกจากข้าแล้วจะยังมีผู้ใดอีก!

ที่เขาต้องการไม่ใช่ความเหี้ยมโหดเช่นนี้ แต่มีพลังที่สามารถทำเช่นนี้ได้ การไม่มีศัตรูที่แท้จริงถึงจะอยู่เป็นอมตะนิจนิรันดร์!

บทที่ 79
ท่ามกลางสายธารมรรคกระบี่ หานเจวี๋ยค่อยๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว ทีละก้าว นำหน้าผู้ฝึกสายกระบี่แต่ละท่านบนเส้นทางสายกระบี่นี้

นี่ไม่ได้แสดงถึงความแข็งแกร่ง แต่เป็นความเข้าใจจิตกระบี่!

ระหว่างทางที่เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน หานเจวี๋ยก็มีเจตจำนงที่ชัดเจนต่อจิตกระบี่ของตนเอง

ทันใดนั้นเขาเกิดความสงสัยขึ้น

ผู้ใดอยู่ที่ปลายสุดของสายธารมรรคกระบี่สายนี้

ขณะนั้นเอง!

เงาร่างสีแดงชาดด้านหน้าพลันหันหน้ามาตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว “ยังไม่หยุดอีก! เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาก็กล้าสัมผัสแดนเซียน รนหาที่ตาย!”

เกิดเสียงดัง ตู้ม!

จิตกระบี่ลึกลับและน่าหวาดผวาระเบิดออกมา ม้วนตัวมาทางหานเจวี๋ย พริบตานั้นหานเจวี๋ยรู้สึกหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความตาย

หลังจากนั้นสายธารมรรคกระบี่แตกเป็นเสี่ยงๆ ตามมา หานเจวี๋ยราวกับตื่นขึ้นจากฝัน จิตรับรู้ของเขากลับสู่กายเนื้ออีกครั้ง

เขาหอบหายใจ เหงื่อโทรมเต็มศีรษะ

“คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่”

นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของผู้ทรงพลังระดับนี้ ลำพังเพียงจิตกระบี่ก็สามารถฉีกทึ้งเขาได้แล้ว

โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าสังหาร มิเช่นนั้นจิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยอาจถูกทำลายได้

ดูท่าหลังจากนี้จะโลภมากไม่ได้อีกแล้ว

ต้องรู้จักยับยั้ง นอกเสียจากตนเองจะมีตบะแข็งแกร่งไม่เป็นรองใคร

[ยินดีด้วย ท่านบรรลุจิตกระบี่ระดับไท่อี่ นามว่าจิตกระบี่หวนคืน]

[เนื่องจากท่านบรรลุจิตกระบี่ไท่อี่เป็นครั้งแรก ท่านจะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณระดับหก ขั้นไท่อี่–เบาะสงบจิตใจ]

[เบาะสงบจิตใจ: สมบัติวิญญาณระดับหก ขั้นไท่อี่ สามารถช่วยเสริมความเร็วในการฝึกฝน ทำให้จิตใจสงบและระงับมารในใจ]

ขั้นไท่อี่?

หรือจะเป็นขั้นที่อยู่เหนือโลกมนุษย์?

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ เขารีบนำเบาะสงบจิตใจออกมาทันที

เบาะนี้ดูแล้วธรรมดานัก ไม่ต่างอะไรกับเบาะในอารามเต๋าปกติทั่วไป แต่พอหานเจวี๋ยนั่งลงไปกลับรู้สึกผ่อนคลายไปทั่วทั้งร่าง ความตกใจจากการขู่ขวัญของเซียนกระบี่ลึกลับก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปหมดสิ้น

หานเจวี๋ยยกมือขวาขึ้น กระบี่เล็กเล่มหนึ่งก่อตัวขึ้นบนกลางฝ่ามือ

จิตกระบี่หวนคืน!

ในที่สุดเขาก็มีจิตกระบี่ของตัวเอง!

หลังจากนี้หากมีคนมาท้าประลองถึงที่ เขาจะใช้จิตกระบี่หวนคืนบดสังหารทันที พุ่งไปยังเป้าหมายที่จะฆ่า พยายามไม่ให้ทำลายสภาพแวดล้อมโดยรอบ ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เกินไป

หานเจวี๋ยถอนหายใจหนักๆ เริ่มทำการฝึกฝน

ขณะเดียวกัน แสงสีม่วงบนท้องนภาก็เริ่มสลายหายไป

ทั่วหล้าต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ หานเจวี๋ยไม่ได้โผล่หน้าออกไป แต่กลับมีผู้แอบอ้างจำนวนไม่น้อยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้ที่ฟ้าลิขิตนำพาให้เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้

และทั้งหมดนี้หานเจวี๋ยไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงแม้ว่าเขาจะทราบก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด

……

เขตอุดร สำนักมารปีศาจ

ภายในหุบเขาที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง ศิษย์จำนวนหลายร้อยคนกำลังนั่งสมาธิอยู่ด้วยกัน พวกเขาหันหน้าไปทางศิลาจารึกก้อนหนึ่ง บนศิลาสลักอักขระสีเลือดที่คลุมเครือยากแก่การเข้าใจอยู่หนึ่งแถว

ซูฉีก็อยู่ในนั้นด้วย เขากำลังมีสีหน้ากลัดกลุ้ม

เขาไม่อยากเรียนวิชามารของสำนักมารปีศาจ เขาไม่อยากเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร เขาอยากเป็นผู้บำเพ็ญสายหลัก

เพียงแต่เหตุใดอาจารย์เขาถึงยังไม่ลงมือ

ตั้งแต่เข้าร่วมสำนักมารปีศาจ เขามักจะถูกรังแกอยู่บ่อยๆ เพราะว่าเขาไม่อยากไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้บำเพ็ญสายมารเหล่านั้น ผู้ที่เข้ากันไม่ได้อย่างเขาย่อมถูกขัดแข้งขัดขา โชคดีที่ศิษย์ที่รังแกเขาเหล่านั้นมักจะตายด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาด ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครกล้ายุแหย่เขา

ซูฉีรู้ดีว่าจะต้องเป็นอาจารย์ที่แอบช่วยเขา

ดูท่าสำนักมารปีศาจนี้จะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่อาจารย์ยังไม่กล้าลงมือง่ายๆ

ตอนนั้นเอง

พลันมีเงาร่างปรากฏขึ้นที่ด้านข้างศิลาจารึกที่อยู่ตรงหน้า

“เหล่าศิษย์ทั้งหลายรีบกลับสำนัก ผู้อาวุโสเซียวเอ้อร์ดับสูญแล้ว ศิษย์ทั้งหมดต้องไปกราบไหว้!”

ผู้ที่เข้ามาตะโกนเสียงดัง เมื่อวาจานี้ดังขึ้น ผู้คนทั้งหมดก็เกิดความโกลาหล

ผู้อาวุโสดับสูญ!

ในสำนักมารปีศาจ หากอยากจะขึ้นเป็นผู้อาวุโส อย่างน้อยต้องมีตบะระดับสุญตา

ผู้ทรงพลังระดับสุญตาคนหนึ่งดับสูญ?

นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก!

บรรดาศิษย์พากันลุกขึ้น ก่อนเหาะไปทางสำนัก

ซูฉีตามฝูงชนไป ลอบรู้สึกตื่นเต้น “หรืออาจารย์จะลงมือแล้ว จะต้องเป็นเขาแน่ ในเขตอุดรก็ไม่มีสำนักใดกล้ายุแหย่สำนักมารปีศาจ ผู้บำเพ็ญระดับสุญตาก็ไม่อาจดับสูญโดยไม่มีเค้ามูล”

อีกด้านหนึ่ง

ภายในศาลบรรพชนแห่งหนึ่ง

ร่างของเซียวเอ้อร์นอนอยู่บนพื้น ด้านข้างมีกระถางธูปขนาดใหญ่ที่มีธูปเทียนปักอยู่ ควันสีเทาผูกมัดวิญญาณที่อ่อนแอของเขาไว้

รอบด้านมีบุคคลระดับสูงของสำนักมารปีศาจยืนล้อมอยู่ราวสิบคน

เจ้าสำนักถูเฉวียนเอ่ยปากกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ศิษย์น้องเซียวเอ้อร์ มีอะไรอยากจะสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่”

พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว จนใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้

วิญญาณของเซียวเอ้อร์จะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะสลายไป ตกลงไปในวัฏสงสาร และแยกจากพวกเขาโดยความตายนับจากนี้ แม้ว่าจะกลับชาติมาเกิด แต่ชาติหน้าก็ไม่อาจจดจำกันได้

เซียวเอ้อร์อยู่ในสภาวะเลอะเลือน เขาได้ผ่านความสิ้นหวังมาแล้ว ก่อนตายเขานึกย้อนกลับไป ค้นพบว่าปัญหาต้นตอทั้งหมดเกิดขึ้นหลังกลับจากต้าเยี่ยนในครั้งนั้น

เขานึกถึงใบหน้างดงามของหานเจวี๋ย

ไม่รู้เพราะเหตุอันใดเขาถึงมีแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง ตั้งแต่ถูกหานเจวี๋ยทำลายแผนการ เขาก็ไม่สมความปรารถนามาโดยตลอด ความโชคร้ายต่างๆ นานาเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย หลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก็เผชิญกับมารในใจ

ขจัดความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว ที่เหลืออยู่นั้นต่อให้จะเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน!

สายตาของเซียวเอ้อร์ค่อยๆ กลับมามีประกายอีกครั้ง เขามองดูเหล่าพี่น้องของตนเองแล้วกัดฟันกล่าว “อย่าไปต้าเยี่ยน! อย่าไปต้าเยี่ยน! อย่าได้ยุแหย่สำนักหยกพิสุทธิ์ในต้าเยี่ยนเป็นอันขาด…”

นี่คือคำกล่าวเตือนด้วยความจริงใจจากเซียวเอ้อร์

เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าหานเจวี๋ยทำร้ายตนเองอย่างไร แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ยอย่างแน่นอน

ศัตรูที่ลึกลับแปลกประหลาดน่ากลัวที่สุด!

เซียวเอ้อร์ไม่อยากให้สำนักมารปีศาจเจริญรอยตามเขา

ส่วนเรื่องการแก้แค้น…

เซียวเอ้อร์ประสบกับความโชคร้ายมามากมายเช่นนี้ เขาไม่คิดแก้แค้นมาเสียนานแล้ว ตอนนี้เขาหวังเพียงว่าในภายหน้าสำนักมารปีศาจจะไร้ซึ่งปัญหาและอุปสรรค ส่วนตนเองนั้น

ไปเกิดในครรภ์ที่ดีเถิด

ถูเฉวียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม “หรือที่เจ้าทำอะไรไม่ราบรื่นในหลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนเป็นเพราะสำนักหยกพิสุทธิ์ของต้าเยี่ยน?”

เขาหันหน้าไปมองคนอื่นๆ เอ่ยถามขึ้น “ต้าเยี่ยนคือสถานที่ใด”

ฝูงชนพากันส่ายหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อต้าเยี่ยนมาก่อน

วิญญาณของเซียวเอ้อร์ก็เริ่มสลาย เขากล่าวอย่างอ่อนแรง “ศิษย์พี่ ไม่ต้องแก้แค้นให้ข้า…อย่าได้ยุแหย่สำนักหยกพิสุทธิ์ของต้าเยี่ยนตลอดกาล…”

ยังพูดไม่ทันจบ วิญญาณของเขาก็สลายไปราวกับควัน

ฝูงชนในสำนักมารปีศาจตกอยู่ในความเงียบ

ในสมองของเขามีความสงสัยอยู่อย่างเดียว

สำนักหยกพิสุทธิ์ของต้าเยี่ยนอยู่ที่ใด

……

หลังจากบรรลุจิตกระบี่หวนคืน หานเจวี๋ยปิดด่านฝึกฝนอีกแปดปี

เวลาแปดปี สำหรับเขาและสำนักหยกพิสุทธิ์แล้วไม่นับว่ามีความหมายอะไร แต่สำหรับศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์บางทีอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานช่วงหนึ่ง

ด้วยเบาะสงบจิตใจ ทำให้หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับสุญตาขั้นเก้าแล้ว

จำต้องกล่าวว่า สมบัติวิญญาณไท่อี่ก็ยอดเยี่ยมจริงๆ!

วันนี้

หานเจวี๋ยมาตรวจสอบสถานการณ์ของต้นฝูซังที่นอกถ้ำ และถือโอกาสยืดเส้นยืดสายไปในตัว

สวินฉางอันมองเห็นโอกาส รีบลุกขึ้นทำตามท่าทางของหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยไม่สนใจเขา เปิดดูค่าความสัมพันธ์ เพื่อตรวจดูจดหมาย

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของราชาปีศาจ]

[โจวฝานสหายของท่านถูกสิบสำนักไล่สังหาร]

[โจวฝาน สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมมะ] x4883

[โจวฝานสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส บังเอิญพบเจอกับผู้ทรงพลัง รอดพ้นจากวิกฤตชีวิตและความตาย]

[เซียวเอ้อร์ศัตรูคู่อาฆาตของท่านดับสูญ ร่างดับ มรรคสลาย วิญญาณไหลสู่วัฏสงสาร]

[เซียนซีเสวียนสหายของท่านหลงเข้าไปในโบรานสถานของแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x6,942

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านทำให้มนุษย์และปีศาจเกิดความเคียดแค้น]

……

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเซียวเอ้อร์ดับสูญแล้ว!

เขารู้สึกประหลาดใจทันที

ในช่วงเวลาการฝึกฝนที่จืดชืด นอกจากตบะที่เพิ่มขึ้นแล้ว นี่เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีใจ

ดูเหมือนหนังสือแห่งความโชคร้ายยังคงได้ผล

หานเจวี๋ยกังวลใจมาตลอดว่าสำนักมารปีศาจจะมาโจมตี ตอนนี้เซียวเอ้อร์ตายแล้ว คาดว่าคงมาไม่ได้อีก อย่างไรเสียเซียวเอ้อร์ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนสาปแช่ง

ไม่มีเซียวเอ้อร์แล้ว

หลังจากนี้ก็ได้แต่สาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่

ไม่รู้ว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะยืนหยัดได้นานเพียงใดกัน

บทที่ 80
ทางเหนือของต้าเยี่ยน หิมะน้ำแข็งปกคลุมพันลี้

ภายในถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง หยางเทียนตงคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น

“อ๊ากกก ข้าทนไม่ไหวแล้ว! เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้”

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ขยุ้มผมคำรามด้วยความโมโห พลังลึกลับที่สมควรตายนั่นมารบกวนการฝึกฝนของเขาอีกแล้ว

ทั้งๆ ที่เขาได้สาบานต่อสวรรค์แล้ว เหตุใดถึงยังต้องเผชิญกับโทษเช่นนี้

หยางเทียนตงเองก็รู้สึกแปลกใจมาก แท้ที่จริงแล้วราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไปล่วงเกินผู้ใดเข้ากันแน่ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถแอบสาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่อยู่ในที่ลับได้

สามารถทำให้ราชาปีศาจเตี่ยนซู่บ้าคลั่งได้ถึงขนาดนี้ จะต้องเป็นผู้ทรงพลังอย่างแน่นอน!

ที่สำคัญคือแม้ว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะบ้าคลั่ง แต่กลับไม่กล้าก่นด่าอีกฝ่าย ในใจยังคงหวาดกลัวอยู่มาก

ดวงตาแดงก่ำทั้งคู่ของราชาปีศาจเตี่ยนซู่จ้องมองไปที่หยางเทียนตงนิ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “เจ้าว่ามา! เจ้าว่าบิดาควรทำอย่างไร”

หยางเทียนตงกลิ้งกลอกลูกตา กล่าว “บิดาบุญธรรม เป็นไปได้หรือไม่ว่า…สาบานต่อสวรรค์ เทพเซียนท่านไม่เชื่อ หากท่านไปเยี่ยมเยียนสำนักของเผ่ามนุษย์ด้วยตัวเอง คบค้าสมาคมกับพวกเขา บางทีเทพเซียนอาจจะมองท่านเปลี่ยนไป”

เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกไป ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็ตาเป็นประกาย นี่ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง

“แต่ต้าเยี่ยนมีสำนักมากมายขนาดนั้น ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนทีละสำนัก แสดงใบหน้ายิ้มแย้มกับผู้บำเพ็ญเหล่านั้นหรือ”

“ย่อมไม่ถึงขนาดนั้น ท่านเพียงไปเยี่ยมเยียนสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว!”

“สำนักใดแข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยน”

“สำนักหยกพิสุทธิ์ แต่ก่อนข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักหยกพิสุทธิ์ บางทีข้าอาจจะช่วยท่านพูดได้ เพื่อจะลดความเข้าใจผิดได้บางส่วน”

“ดี! เช่นนั้นก็ไปสำนักหยกพิสุทธิ์ พรุ่งนี้ออกเดินทาง ไม่สิ วันนี้แหละ ตอนนี้เลย! ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ!”

……

หลังจากหานเจวี๋ยรู้ว่าเซียวเอ้อร์ตายแล้ว ไม่ถึงครึ่งปี ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็รีบมาที่สำนักหยกพิสุทธิ์

หยางเทียนตงให้เขารออยู่บริเวณใกล้ๆ ก่อน ส่วนตนเองนั้นเข้าไปไหว้อาจารย์ของตน

หานเจวี๋ยเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ เกิดความขัดแย้งกับราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้ง่าย

หยางเทียนตงเข้าใจอาจารย์ของตนเป็นอย่างดี แม้ว่าจะถ่อมตน พูดเต็มปากเต็มคำว่ากลัวตาย แต่หากสำนักหยกพิสุทธิ์เผชิญกับปัญหาจริงๆ เขาไม่อาจนิ่งดูดายได้อย่างแน่นอน

ทว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไม่ใช่ผู้อ่อนแอ หยางเทียนตงไม่อยากให้พวกเขาต่อสู้กัน

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยรู้ว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่มาถึงแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเขาคือเข้าไปจำลองการทดสอบ

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่แข็งแกร่งยิ่งนัก!

ครั้งแรกหานเจวี๋ยใช้เวลาต่อสู้ไปสิบวินาที

เช่นนี้ไม่ได้!

ระดับสุญตาขั้นแปดสังหารระดับรวมกายาขั้นสี่ ใช้เวลาสิบวินาที?

หานเจวี๋ยไม่เชื่อในความชั่วร้าย เขาไม่สนใจหยางเทียนตง ยังจำลองการทดสอบต่อไป

ครั้งนี้เขาใช้ท่าใหญ่ทันที กระบี่พิพากษาอนธการ และจิตกระบี่หวนคืนกับพลังวิญญาณหกสายสำแดงวิชากระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ สามารถสังหารราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้ในเสี้ยววินาที!

หานเจวี๋ยรู้สึกวางใจทันที

สามารถสังหารได้ในวินาทีเดียวก็ดีแล้ว

เขาลืมตามองไปทางหยางเทียนตง เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “เหตุใดราชาปีศาจเตี่ยนซู่ถึงได้มาที่สำนักหยกพิสุทธิ์”

ครั้งนี้ ท่าทีของเขาแตกต่างไปจากไปเดิมอย่างสิ้นเชิง ทำให้หยางเทียนตงได้กลิ่นของการขู่เข็ญที่ไม่ยี่หระแต่อย่างใด

หยางเทียนตงแอบเลื่อมใสเขา สมกับเป็นอาจารย์ เป็นผู้เจนโลกอย่างแท้จริง

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่สามารถรออยู่ข้างนอกได้ แสดงให้เห็นท่าทีของเขาแล้ว หากเปลี่ยนเป็นเจ้าสำนัก แม้จะรู้ท่าทีของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ ก็ยังต้องวิ่งหนี

หยางเทียนตงเริ่มเล่าเรื่องที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เผชิญในช่วงนี้

หานเจวี๋ยฟังแล้วเกือบหัวเราะออกมา

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่กลับสงสัยว่าเป็นฝีมือของเทพเซียน เช่นนี้ก็ดี มีพันธมิตรเพิ่มอีกคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่ม

“อืม พาราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไปพบเจ้าสำนักเถอะ ข้าจะถ่ายทอดเสียงบอกเจ้าสำนักเดี๋ยวนี้” หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าว

หยางเทียนตงดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบร้อนคารวะแล้วถอยออกไป

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้หลี่ชิงจื่อทันที

เมื่อหลี่ชิงจื่อได้ทราบเรื่องนี้ ไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ ชื่อเสียงของราชาปีศาจเตี่ยนซู่เขาเคยได้ยินมาก่อน ก็เหมือนกับที่คนจีนรู้จักปีศาจกระทิง[1] ตำนานราชาปีศาจเตี่ยนซู่หยั่งรากลึกในต้าเยี่ยน เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้สุนัขรับใช้ที่มีนิสัยอย่างปีศาจพฤกษาเฒ่าที่ป่าวประกาศไปทั่ว

ข่าวที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่มาเยี่ยมเยียนแพร่กระจายไปทั่วสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างรวดเร็ว

บรรดาศิษย์พากันตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ด้วยไม่รู้ว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่มาพูดคุยด้วย พวกเขายังคงนึกว่ามาเปิดศึก

ศิษย์สายในนับหมื่นล้วนจัดขบวนทัพเพื่อรับมือข้าศึกอย่างพร้อมสรรพ

ตั้งแต่ที่นักพรตเต๋าจิ่วติ่งพาสำนักหยกพิสุทธิ์พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน จำนวนศิษย์สายในสำนักหยกพิสุทธิ์ก็มีมากกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันคน ศิษย์สายนอกมีมากกว่าสามหมื่นคน อีกทั้งในตำหนักลับยังมีศิษย์อัจฉริยะถึงพันคน

ไม่เพียงเท่านี้ สำนักหยกพิสุทธิ์ยังรับแขกระดับปราณก่อกำเนิดเกือบสิบท่าน ความแข็งแกร่งโดยรวมพุ่งสู่สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยนแล้ว

หานเจวี๋ยไม่ได้ฝึกฝน เขาเอาแต่จับตาดูสถานการณ์บนยอดเขาหลักอยู่ตลอด

โชคดีที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ ท่าทียามที่พูดคุยกับหลี่ชิงจื่อจึงสุภาพอ่อนโยนมาก ทั้งสองฝ่ายเพียงแค่พูดคุยเรื่อยเปื่อย ไม่ได้พูดถึงเงื่อนไขอะไร

ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เพียงแค่มาแสดงเจตนาดี หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หลังจากนี้ไม่เป็นศัตรูกันอีก

หลี่ชิงจื่อย่อมไม่ปฏิเสธ

หลังจากพูดคุยไปสองชั่วยาม ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็พาหยางเทียนตงจากไป

ก่อนหน้าที่จะจากไป หยางเทียนตงยังไปกราบลาหานเจวี๋ย

กระทั่งเขาจากไปแล้ว หานเจวี๋ยยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง

แต่เช่นนี้ก็ดี หยางเทียนตงมีคนหนุนหลังแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องรบกวนหานเจวี๋ยอีก

หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะไม่สาปแช่งราชาปีศาจเตี่ยนซู่อีก นอกเสียจากเขาจะสร้างเรื่อง

“เฮ้อ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ยอมจำนนแล้ว เซียวเอ้อร์ก็ตายแล้ว ไม่มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำแล้ว”

หายเจวี๋ยทอดถอนใจด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง

ช่างเถอะ

บนเส้นทางชีวิตที่ยาวไกล มีเพียงการบำเพ็ญเท่านั้นที่เป็นเพื่อน

หานเจวี๋ยทำการฝึกฝนต่อ เป้าหมายคือทะลวงระดับสุญตาขั้นเก้า!

……

เจ็ดปีต่อมา

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับสุญตาขั้นเก้า!

เบิกบานใจเสียจริง!

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มองเห็นระดับรวมกายาอยู่รำไร ไม่ต้องบอกเลยว่าเขาจะอารมณ์ดีขนาดไหน

บรรลุถึงขั้นเก้า และสะสมพลังวิญญาณหกสายให้ถึงระดับสุญตาขั้นสมบูรณ์ อย่างมากก็ใช้เวลาไม่กี่ปี ส่วนการทะลวงก็ใช้เวลาไม่กี่วันเท่านั้น

หานเจวี๋ยว่างไม่มีอะไรทำ จึงเปิดดูจดหมายในค่าความสัมพันธ์

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x8,932

[โจวฝานสหายของท่านดับสูญ]

[เซียนซีเสวียนสหายของท่านได้รับโอกาสวาสนา เข้าใจมหามรรคา พลังมรรคเพิ่มพูน]

[โจวฝานสหายของท่านได้รับพลังยิ่งใหญ่ ปั้นกายเนื้อขึ้นมาอีกครั้ง ฟื้นคืนชีพสำเร็จ ตบะเพิ่มพูน]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นต้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x7,843

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นต้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ดวงแข็งพลิกร้ายให้กลายเป็นดีได้]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านรับประทานของล้ำค่าฟ้าดิน คุณสมบัติรากวิญญาณเติบโต]

……

เอ๊ะ?

โจวฝานตายแล้วฟื้นชีพอีกแล้ว?

นี่มัน…

ไม่สมเหตุสมผลเลย!

หานเจวี๋ยคิดว่าหากเขาไม่มายังโลกใบนี้ โจวฝานจะต้องเป็นตัวเอกอย่างแน่นอน

ไม่รู้ว่าหากโจวฝานพบเจอกับซูฉี จะกระทบกันแบบไหน

สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือ เขาไม่เห็นจดหมายของซูฉี คาดว่าเจ้าหมอนี่คงปิดด่านฝึกฝน ยกระดับตบะอยู่

ซูฉีปิดด่านฝึกฝน ใต้หล้าสงบสุข!

เป็นเรื่องยากที่หานเจวี๋ยจะหวังว่าเขาไม่ต้องปิดด่านในช่วงเวลานี้

อีกอย่างสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็จะเสเพลไปหน่อยกระมัง จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ไม่กล้าที่จะเป็นเจ้าของมัน เจ้าหมอนี่หยุแหย่ศัตรูไปตั้งเท่าไร

ส่วนหวงจุนเทียนดวงดีไม่น้อย ของล้ำค่าฟ้าดินที่สามารถยกระดับคุณสมบัติรากวิญญาณได้ นั่นเป็นสมบัติระดับตำนานเลยนะ

มันก็ถูก หวงจุนเทียนนั่งตำแหน่งเจ้าสำนักเก้ามังกร อยากได้ทรัพยากรก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

นับว่าแดนบำเพ็ญพรตยังคงมีสีสันเหมือนที่ผ่านมา คาดว่าโจวฝานและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นคงจะพุ่งถลันออกไปจากต้าเยี่ยน คอยปลุกปั่นเรื่องราวในดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่า

หานเจวี๋ยดูผ่านจดหมาย เหมือนกับว่าเขาอ่านนิยายจบไปจำนวนมาก ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย

ยังคงเป็นคำพูดนั้น ไม่ทำเป็นตายก็จะไม่ตาย

[เฒ่าประหลาดอู้เต้าเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

ในสมองหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในทันที

เฒ่าประหลาดอู้เต้าคือใคร

เอาละ!

กำลังหงุดหงิดอยู่ว่าหนังสือแห่งความโชคร้ายจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ เจ้าเฒ่านี้กลับส่งตัวเองเข้ามาถึงที่!