71-75

บทที่ 71
“เหตุใดถึงเป็นมรรคกระบี่หมื่นบรรพกาลไปได้” หวงจี๋เฮ่าเอ่ยปากถาม

สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นกระบี่ทั้งสำนักโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา น้อมคำนับไปในทิศทางเดียวกัน

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ…

ทิศทางที่กระบี่เหล่านี้ชี้ไป…

เป็นต้าเยี่ยน!

ในสมองของหวงจี๋เฮ่าผุดการคาดเดาขึ้นมาอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีทางเป็นไปไม่ได้เลย

บุรุษอาภรณ์น้ำเงินสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวว่า “มรรคกระบี่หมื่นบรรพกาลเป็นขอบเขตพลังอย่างหนึ่งของพลังวิเศษมรรคกระบี่ หรือกล่าวง่ายๆ นี่ก็คือพลังวิเศษแห่งมรรคกระบี่ที่ยากจะพบในหนึ่งหมื่นปี!”

“คิดไม่ถึงเลยว่ายามนี้ยังมีบุตรแห่งสวรรค์มรรคกระบี่ระดับนี้อยู่…”

พลังวิเศษแห่งมรรคกระบี่ที่ยากจะพบเจอได้ในรอบหนึ่งหมื่นปี!

หวงจี๋เฮ่าตกตะลึงจนร่างสั่นสะท้าน

ในสมองของเขาพลันปรากฏใบหน้างามสง่าเหนือกว่าผู้ใดขึ้นมาใบหน้าหนึ่ง

หรือว่าจะเป็น…

หวงจี๋เฮ่ากัดฟันเอ่ยถามออกไป “หากข้าเข้าร่วมกับลัทธิสัจจะยุทธ์ ข้าจะสามารถบรรลุพลังวิเศษระดับนี้หรือไม่ ”

บุรุษอาภรณ์น้ำเงินนิ่งเงียบ

ท่าทางของเขาทำให้หวงจี๋เฮ่ายิ่งเกิดความสับสนมากขึ้นไปอีก

……

หานเจวี๋ยใช้เวลาหนึ่งเดือนถึงได้บรรลุพลังวิเศษแห่งมรรคกระบี่นี้

และในที่สุดก็สำเร็จ

เหล่าผู้ฝึกสายกระบี่เองก็บ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว

ทว่าหานเจวี๋ยวยังไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

ปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในลัทธิสัจจะยุทธ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นในสำนักต่างๆ ของแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนด้วย ซึ่งรวมถึงสำนักหยุกพิสุทธิ์

ในสำหนักหยกพิสุทธ์มีกระบี่จำนวนมากมายลอยทะยานเหนือท้องนภา กระบี่เหล่านั้นล้วนสั่นสะท้านส่งเสียงกึกก้อง ปลายกระบี่พุ่งชี้ไปที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน

ไก่คุกรัตติกาลมองเห็นฉากเบื้องหน้านี้ ก็ตกใจจนร่างกายพลันสั่นเทิ้มไม่หยุด!

หานเจวี๋ยได้ยินเสียงกระบี่กึกก้องที่ลอยเข้ามาจากนอกถ้ำ ก็พลันลืมตาขึ้นอย่างอดไม่ได้

เขาส่งพลังจิตออกไปสำรวจที่ด้านนอกถ้ำ ก็พลันมองเห็นกระบี่เหล่านั้นที่ลอยขึ้นสูงเหนือท้องฟ้า

เขาอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

ปรากฏการณ์นี้เขาก็เป็นคนสร้างขึ้นอย่างนั้นหรือ

เขาก้มหน้าลงมองเงากระบี่ที่อยู่กลางฝ่ามือ มือขวากำเข้าหากันแน่น ชั่วพริบตาเงากระบี่ก็เลือนหานไป

กระบี่ที่ลอยเหนืออากาศทั่วทั้งใต้หล้าต่างร่วงหล่นลงมาตามๆ กัน

สวินฉางอันมองไปยังหานเจวี๋ยอย่างนิ่งอึ้งราวกับท่อนไม้

ในขณะที่หานเจวี๋ยบรรลุพลังวิเศษนี้ ที่หว่างคิ้วของเขาก็ปรากฏแสงกระบี่พวยพุ่ง ลมพายุพัดหมุนวนรอบกาย หลอมรวมเข้ากับสมบัติวิญญาณบนร่าง ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้สวินฉางอันอึ้งตะลึงจนแทนหยุดหายใจ

สวินฉางอันเองก็ได้ยินเสียงร้องกึกก้องของกระบี่ แต่เมื่อหานเจวี๋ยประกบมือเข้าหากัน เสียงร้องของกระบี่ด้านนอกก็หายวับไป ก่อนกระบี่ที่ลอยอยู่เหนืออากาศจะพากันร่วงหล่นลงมา

นี่หมายความว่าอย่างไรกัน

ปรากฏการณ์แปลกประหลาดด้านนอกก็เกิดมาจากหานเจวี๋ยอย่างไรเล่า!

[ยินดีด้วย ท่านบรรลุพลังพิเศษมรรคกระบี่หมื่นบรรพกาล กรุณาตั้งชื่อ]

เมื่อหานเจวี๋ยอ่านอักขระที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น ก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย

ระดับหมื่นบรรพกาลหรือ

พลังวิเศษยังมีการแบ่งระดับด้วยหรือนี่

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ในใจพึมพำขึ้นมาเงียบๆ “ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ”

[ตั้งชื่อสำเร็จ เนื่องด้วยท่านบรรลุพลังวิเศษครั้งแรก ดวงชะตายกระดับ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ประกาศตัวทันที ทำให้ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิเกริกก้องทั่วหล้า จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[สอง ถ่อมตนฝึกฝน พัฒนาให้แข็งแกร่งต่อไป กระทั่งทั่วทั้งโลกาไร้พ่าย จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

ล้วนได้รับสมบัติวิญญาณ!

หาได้ยากนัก!

หานเจวี๋ยเลือกข้อที่สองอย่างเงียบๆ

[ท่านเลือกถ่อมตนฝึกฝน ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[ท่านได้รับสมบัติวิญญาณระดับสาม–ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณ]

[ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณ: สมบัติวิญญาณการป้องกันระดับสาม สามารถต้านทานการโจมตีที่จะสร้างความเสียหายแก่เจ้าของอัตโนมัติ]

สมบัติวิญญาณสายป้องกันอีกแล้ว!

ทั้งยังเป็นระดับสามอีกด้วย!

ดีเลย!

ใครจะทำอันตรายข้าได้อีก

ใครจะทำลายการป้องกันข้า

หานเจวี๋ยคิดอย่างปีติยินดี

ทันใดนั้นเขาพลันเกิดความคิดที่อาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง

หากจู่ๆ เขาออกไปกระทำการโอ้อวดตอนนี้ ระบบจะยึดสมบัติวิญญาณกลับคืนไปหรือไม่นะ

ช่างเถอะ

เดิมทีเขาก็คิดอยากจะเก็บตัวฝึกเงียบๆ อยู่แล้ว

ระบบเองก็ให้ตัวเลือกตามความชอบของเขาแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปลองดี

หานเจวี๋ยนำภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณอกมา

เป็นผ้ายาวผืนหนึ่ง ลักษณะคล้ายกับผ้าไหม สีเหลืองทองอร่ามทั่วทั้งผืน ยามโบกสะบัดดูราวกับเมฆสีรุ่งอรุณกำลังเต้นระบำ งดงามเป็นอย่างมาก

ให้ผู้ชายอกสามศอกเช่นข้าใส่ผ้าไหมเช่นนี้จะดีหรือ

หานเจวี๋ยลอบพึมพำกับตัวเอง ขณะเดียวกันก็เริ่มหยดโลหิตแสดงความเป็นเจ้าของ

ดูเหมือนสิ่งของของสตรี หากแต่เขาเองก็ไม่สามารถมอบสมบัติชิ้นนี้ให้ใครได้

ไม่ว่าจะเป็นสิงหงเสวียนหรือเซียนซีเสวียน สมบัติวิญญาณระดับนี้จะสร้างปัญหาให้กับพวกนางในภายหลัง

ก่อนหน้านี้ชัดเจนว่าเว่ยหยวนจำสมบัติวิญญาณบนตัวของเขาได้ เพราะอย่างนั้นถึงได้ตกตะลึงเช่นนั้น

ใช้เวลาครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยก็ทำให้ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณยอมรับเจ้าของสำเร็จ

เขาครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะถอดมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์จากศีรษะ หลังจากนั้นก็นำภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณมาผูกบนมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์

ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณมีความยาวถึงหนึ่งจั้งกว่า หลังจากมัดไว้กับมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์แล้ว มันก็โบกพลิ้วปลิวไสวขึ้นมาทันที

ช่างเถอะ!

หลังจากที่หานเจวี๋ยสวมมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์กลับเข้าไปอีกครั้ง ก็ดูหล่อเหลาสง่างามดุจดั่งเทพเซียนยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน

สวินฉางอันได้แต่มองจนตาค้าง

หรืออาจารย์จะเป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด

ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณโบกสะบัดอยู่ล้อมรอบกายของหานเจวี๋ย เปล่งรัศมีเจิดจรัสถึงที่สุด

หานเจวี๋ยพอใจเป็นอย่างมาก

หล่อเหลาเอาการสุดๆ ไปเลย!

เวลานั้นเอง หลี่ชิงจื่อก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนพอดี

ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเมื่อครู่สร้างความเคลื่อนไหวขึ้นไม่น้อย เขาคิดว่ามีศัตรูบุกเข้ามา

หานเจวี๋ยจึงเอ่ยตอบว่าศัตรูหลบหนีไปเรียบร้อยแล้ว

หลี่ชิงจื่อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบร้อนคาราวะหานเจวี๋ยทันที

คิดไม่ถึงว่าต้าเยี่ยนในยามนี้กลับยังมีศัตรูกล้าบุกเข้ามาโจมตีสำนักยกพิสุทธิ์อีก!

ดูท่ายังคงมีผู้แข็งแกร่งหลบซ่อนอยู่อีกไม่น้อย

หลังจากนี้หากจะทำการใดต้องระมัดระวัง ห้ามประมาทเด็ดขาด

หลี่ชิงจื่อครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

เขาก็ไม่อยากถูกโจมตีอีกแล้ว!

……

เขตแก่นประจิม

สำนักเก้ามังกร

หวงจุนเทียน หรือก็คือเว่ยหยวนกำลังฝึกฝนอยู่ในอารามเต๋า

ภายในอารามไม่นับว่าใหญ่นัก การตกแต่งเรียบง่าย ด้านหลังของหวงจุนเทียนมีกระถางสำริดสามขาขนาดใหญ่กระถางหนึ่ง ปักด้วยธูปหอมขนาดใหญ่สามเล่ม เต็มไปด้วยควันคละคลุ้ง

หวงจุนเทียนลืมตาขึ้น

เห็นเพียงนักพรตชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาในอาราม

เขาเดินมานั่งลงที่ด้านหน้าของหวงจุนเทียน เอ่ยพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย “ศิษย์น้องเว่ย ข้ามีเรื่องที่อยากจะปรึกษาเจ้า”

หวงจุนเทียนเอ่ยถาม “เรื่องใดหรือ”

ในใจของเขาประหม่า

ใบหน้าพรายยิ้มของจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ หรือเขาจะค้นพบสถานะที่แท้จริงของตนแล้ว

นักพรตชราเอ่ยปากกล่าวว่า “สำนักของเราและลัทธิสัจจะยุทธ์ต่อสู้กันมาเนิ่นนาน ทรัพยากรต่างๆ ในเขตแก่นประจิมก็ถูกยึดไปไม่น้อย ข้าอยากให้ศิษย์ของสำนักเราเข้าไปในแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนอ่อนแอและมีกำลังน้อย ดวงชะตาราชวงศ์กำลังถดถอย เหมาะสำหรับให้พวกเราเข้าไปควบคุม หลังจากยึดครองต้าเยี่ยนได้แล้ว พวกเราจะสามารถเคลื่อนกำลังไปยังต้าเว่ยได้ต่อ อย่างไรเสียสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็ประกาศวาจาว่าจะบุกต้าเยี่ยน และทำให้ยอมสยบต่อแก่นประจิมอยู่แล้ว”

“ก่อนหน้านี้เจ้าเคยไปยังต้าเยี่ยนมาก่อน ย่อมคุ้นเคยดี คงสามารถนำศิษย์ชั้นยอดกลุ่มนี้เดินทางไปยังต้าเยี่ยนได้”

หวงจุนเทียนได้ฟัง ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

ยกทัพบุกต้าเยี่ยน

นี่เบื่อชีวิตกันแล้วหรืออย่างไร!

กว่าจะกลับมามีชีวิตใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย หวงจุนเทียนก็ไม่อยากที่จะล่วงเกินหานเจวี๋ยอีก

นักพรตชรายิ้มเอ่ย “หากเรื่องนี้สำเร็จ หลังจากนี้ตำแหน่งเจ้าสำนักย่อมตกเป็นของเจ้าแน่ อาจารย์ปิดด่านมาร่วมร้อยปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับระดับรวมกายาได้หรือไม่ พวกเราไม่อาจมานั่งนิ่งรอความตายได้เช่นนี้ จำต้องคิดหาโอกาสแล้ว”

หวงจุนเทียนกล่าวอย่างลังเล “ไม่ไปต้าเยี่ยนได้หรือไม่ พวกเราสามารถไปยังแดนบำเพ็ญพรตอื่นๆ ได้ ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ ผลประโยชน์ที่เราจะได้จากต้าเยี่ยนเองก็ไม่มากพอ”

นักพรตชราส่ายหน้าเอ่ย “เป็นเพราะต้าเยี่ยนอ่อนแอพวกเราถึงลงมือ เรื่องนี้ก็เอาเช่นนี้แล้ว เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะไปคัดเลือกลูกศิษย์ก่อน”

กล่าวพลาง นักพรตชราก็หยัดกายขึ้น

เมื่อมองแผ่นหลังของเขาแล้ว หวงจุนเทียนอยากเอ่ยปากแต่จำต้องหยุดลง

ไอ้จิ้งจอกเฒ่า!

นี่เรียกว่าปรึกษาหรืออย่างไร

มารดาเจ้าสิ!

นี่เจ้ากำลังบีบบังคับข้าต่างหาก!

ดูท่าข้าต้องแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักมาจากเจ้าเสียแล้ว!

สายตาของหวงจุนเทียนวาบประกาย ในใจลอบคิดแผนการร้ายขึ้น

ไม่ง่ายเลยกว่าที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มุ่งหวังจะปิดด่านฝึกฝน แต่สุดท้ายเจ้าหมอนี่กลับสร้างเรื่องให้เขาได้

แม้หวงจุนเทียนจะขลาดกลัว แต่ชีวิตของเขาก็อยู่ในกำมือของหานเจวี๋ย จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เขาจึงจำเป็นต้องลงมือ

เพราะอย่างนั้น

หวงจุนเทียนเริ่มครุ่นคิดว่าจะช่วงชิงตำแหน่งอย่างไร

แม้นักพรตชราผู้นั้นจะแข็งแกร่งกว่าเขา อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่ามาก แต่เขากลับไม่กังวล

เมื่อพันปีก่อน หลังจากเจ้าลัทธิคนก่อนของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณตกต่ำลง หวงจุนเทียนก็ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าลัทธิ

ตัวเลือกแรกคือศิษย์พี่ของเขา เป็นคนหัวรุนแรง คิดอยากแก้แค้น ตบะแข็งแกร่งกว่าหวงจุนเทียนเป็นอย่างมาก

เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย หวงจุนเทียนจึงวางแผนที่จะยึดตำแหน่ง

“ปะทะกันตรงๆ คงไม่มีทางแน่ จำต้องใช้อุบายเข้าช่วย”

บทที่ 72
การที่หานเจวี๋ยสร้างพลังวิเศษหมื่นบรรพกาลขึ้นมานั้น นำพาให้สถานการณ์ทั่วทั้งใต้หล้าเกิดการเปลี่ยนแปลง

ฟ้าดินกว้างใหญ่ ต้าเยี่ยนเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ นอกจากนักพรตแซ่หวงไม่กี่คนแล้ว ไม่มีใครคิดว่าผู้มีความสามารถสร้างมรรคากระบี่หมื่นบรรพกาลออกมาได้นั้นจะซ่อนตัวอยู่ในต้าเยี่ยน

สิบสามปีต่อมา

เหตุการณ์นี้ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงอีก

ตบะของหานเจวี๋ยเองก็ทะลวงถึงระดับสุญตาขั้นหกได้สำเร็จ

ต้องขอบคุณสวินฉางอัน เพราะการเข้ามาของเขาทำให้พลังวิญญาณของถ้ำเทวาเพิ่มระดับขึ้น การฝึกฝนของหานเจวี๋ยสำเร็จจึงรวดเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างไรเสียเจ้าหมอนี่ก็เป็นโสมวิญญาณบรรพกาล เทียบได้กับของล้ำค่าฟ้าดินในคราบมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นของล้ำค่าฟ้าดินระดับแดนเซียน

[ท่านอายุครบสามร้อยปีเต็ม ผ่านสารทวสันตฤดูในเส้นทางอีกร้อยปี ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ออกจากการปิดด่านทันที เผยพลานุภาพที่แข็งแกร่งให้ผู้คนในใต้หล้ารับรู้ จะได้รับไข่สัตว์เทพโชคชะตาหนึ่งใบ]

[สอง ถ่อมตนฝึกฝน เก็บซ่อนความสำเร็จและชื่อเสียง จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ

[ท่านเลือกเก็บตัวฝึกฝนเ ได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณระดับสาม–สร้อยเซียนคุ้มจิต]

[สร้อยเซียนคุ้มจิต: สมบัติวิญญาณการป้องกันระดับสาม สามารถดูดซับพลังงานวิญญาณฟ้าดินด้วยตนเอง จนถึงสภาวะที่สมบูรณ์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนของเจ้าของ ขณะต่อสู้จะปกป้องเจ้าของด้วยตนเอง]

สมบัติวิญญาณการป้องกันอีกแล้ว อีกทั้งตำแหน่งไม่ซ้ำกันอีกด้วย!

ระบบช่างเข้าใจข้าจริงๆ!

หานเจวี๋ยคิดอย่างยินดี เขานำสร้อยเซียนคุ้มจิตออกมา นี่เป็นสร้อยผลึกหินเส้นหนึ่ง ประณีตงดงามเป็นอย่างมาก

ใช้เวลาไม่นาน สร้อยเซียนคุ้มจิตก็ยอมรับเจ้าของสำเร็จ หานเจวี๋ยนำมันมาสวมไว้ที่คอของตน

สวินฉางอันแอบรู้สึกอิจฉาอย่างเงียบๆ

ของวิเศษของอาจารย์ก็ช่างเยอะจริงๆ!

หรือจะเป็นวิชาสืบทอดจากอาจารย์?

หลังจากที่อาจารย์ทะลวงตบะได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงสามารถนำมันออกมาสวมใส่ได้หรือ

หานเจวี๋ยกำลังอยู่ในอารมณ์ยินดีปรีดา จึงไม่ได้สนใจสายตาของสวินฉางอัน เขาเรียกดูค่าความสัมพันธ์พร้อมตรวจสอบจดหมาย

ไม่รู้ว่าเวลาหลายปีนี้ใครจะถูกทุบตีอย่างน่าอนาถที่สุดกัน

[หยางตงเทียนศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x3911

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x672

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x3028

[โจวฝานสหายของท่านฆ่าสังหารนับไม่ถ้วน แรงกรรมมหันต์]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x105

[สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x4003

[ซูฉีศิษย์ของท่านถูกราชนิกุลราชวงศ์ต้าจิ้นจับเป็นเชลย]

[ซูฉีศิษย์ของท่านแผ่กระจายความโชคร้าย ราชวงศ์ต้าจิ้นประสบภัยพิบัติที่พบเจอได้ยากในรอบพันปีจากแมลง อุทกภัย โรคระบาด ธรรมชาติใกล้ถึงคราววิกฤต]

……

ใช้ได้นี่!

ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดศิษย์และสัตว์เลี้ยงเทพของหานเจวี๋ยก็ขึ้นเป็นสามอันดับแรกของผู้ที่ถูกโจมตีมากที่สุด อีกทั้งยังโดนทุกอย่าง!

ส่วนซูฉีนั้นก็ช่างเถอะ ดาวตัวซวยนี่นะ

หยางเทียนตงและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็น่ากังวลจริงๆ

ส่วนเจ้าโจวฝานนี่ก็กลายเป็นมารจริงๆ แล้วสินะ!

หานเจวี๋ยรู้สึกมีลางสังหรณ์บางอย่าง

โม่ฟู่โฉวอาจถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือก แต่โจวฝานนั้นเป็นมารโดยเนื้อแท้

เรื่องที่เจ้าหมอนี่ก่อไว้ในสำนักสายในคราวก่อนก็ทำให้คนรุมประณามกันไปทั่ว

หานเจวี๋ยส่ายหน้าไปมา ไม่เก็บมาคิดให้มากความอีก

เขาลุกขึ้นพลางเอ่ย “ศิษย์ข้า ตามอาจารย์ออกไปข้างนอก อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาเวทให้เจ้ากับไก่คุกรัตติกาล”

ได้ยินเช่นนั้น สวินฉางอันก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในทันที รีบร้อนลุกขึ้นตามไป

……

ในพื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด ตั๊กแตนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกลาดเกลื่อนเต็มพื้นที่ราวกับพายุฝุ่น

เงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไปข้างหน้าท่ามกลางพายุตั๊กแตน เขาก้าวเดินอย่างไม่เร่งร้อน ราวกับกำลังทอดเดินอยู่ในโถงพระโรง ตั๊กแตนตามรายทางไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้เขาแม้แต่น้อย

เขาก็คือซูฉี!

ใบหน้าของซูฉีเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ ลอบกล่าวว่า “ความสามารถของอาจารย์แข็งแกร่งจริงๆ สามารถทำให้ตั๊กแตนที่ทำลายล้างราชวงศ์หนึ่งไม่กล้าเข้าใกล้ข้าได้”

หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาได้พบเจอความทุกข์ทรมารมากมายอีกครั้ง หากแต่เขามักจะผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัยเสมอ

เขาเคยลองเรียกหาหานเจวี๋ย แต่ลับไม่เคยได้รับการตอบรับเลยสักครั้ง

หลังจากนั้นเขาถึงได้เข้าใจ

นี่เป็นการทดสอบจากท่านอาจารย์

ให้เขาได้ลิ้มรสของความโดดเดี่ยวในการอยู่คนเดียว

อย่างไรเสียอาจารย์ก็มักปิดด่านกักตนอยู่อย่างสันโดษตลอดทั้งปี ไม่กล่าววาจาแม้สักคำ

มีเพียงมรรคจิตที่สามารถอดทนต่อความโดดเดี่ยว ถึงจะก้าวสู่หนทางแห่งความเป็นเซียน!

หลังจากนั้น ซูฉีก็ไม่ได้เรียกหาหานเจวี๋ยอีก เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายคง

ไม่นานมานี้เขาถูกราชวงศ์ต้าจิ้นจับตัวไป นอกจากเขาจะไม่ตื่นตระหนกแล้ว กลับยังมีความสุขเมื่ออยู่ในความทุกข์เสีย เขาต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกับราชนิกุล ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เขาคาดเดาไว้ แต่หากถึงคราวที่เขาเอาชนะศัตรูหรือเข้าตาจนหมดซึ่งหนทางหลบหนีแล้วจริงๆ อาจารย์ก็คงลงมือช่วยเหลือ

ซูฉีครุ่นคิดพลางก้าวเดินไปข้างหน้า

เร่งเดินทางประหนึ่งเวลาหลายสิบปีเหมือนหนึ่งวัน ทำให้เขามีสภาพดูมอมแมม ใบหน้าแสดงความเหนื่อยล้า ทว่าดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยแสงเจิดจ้าเป็นประกาย

ผ่านไปไม่นานเท่าไร

ซูฉีมองเห็นต้นไม้เก่าแก่ลำต้นคดเคี้ยวสูงสิบจั้งอยู่เบื้องหน้า ใต้ต้นไม้ยังมีเงาร่างของใครบางคน

ซูฉีพลันพุ่งตรงเข้าหา

พายุตั๊กแตนหยุดการเคลื่อนไหว เริ่มถอยร่น ไม่บินว่อนไล่ตามซูฉีอีก

ซูฉีไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้ เขารีบเดินเข้าไปยังต้นไม้เก่าแก่ต้นนั้น

ชายชราเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าดูราวกับเปลือกไม้ที่อยู่ด้านหลัของเขาก็มิปาน

ซูฉียกมือคาระวะพลางเอ่ย “ผู้อาวุโส เบื้องหน้าใช่เขตอุดรหรือไม่”

ชายชรายังคงหลับตา เอ่ยขึ้นว่า “อืม เขตอุดร”

ได้ยินเช่นนั้น ซูฉีก็พลันมีความรู้สึกดีใจจนอยากร้องไห้ขึ้นมาทันที

หลายสิบปี!

เป็นเวลาเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว!

ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงจุดหมาย!

เขตอุดร!

เขาเคยวาดฝันนับครั้งไม่ถ้วน ฝันว่าตนเองนั้นได้มาถึงเขตอุดรแล้ว

ในที่สุดน้ำตาอุ่นร้อนสองสายก็ไหลออกจากดวงตาอย่างอดไม่ได้

เขารีบหมุนกายนั่งลงคุกเข่า คำนับท้องนภากว้างที่อยู่ด้านหลัง

สายตาของเขาราวกำลังเอื้อนเอ่ยว่า ‘อาจารย์ ท่านเห็นหรือไม่’

‘ศิษย์ไม่ทำให้ท่านผิดหวังแล้ว!’

ชายชราลืมดวงตาขึ้นมองเขา เอ่ยถามด้วยสายตาแปลกประหลาด “มาถึงเขตอุดรต้องดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ เจ้าก็รู้หรือว่าเขตอุดรเป็นสถานที่เช่นไร”

ซูฉีลุกขึ้นพลางมองไปทางชายชรา เช็ดน้ำตาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “จริงอยู่ที่ข้าไม่รู้ แต่สำนักมารปีศาจก็อยู่ที่เขตอุดร ใช่หรือไม่”

ชายชราอดขมวดคิ้วขึ้นไม่ได้ เอ่ยถามขึ้น “เจ้ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับสำนักมารปีศาจ”

“ข้าอยากเข้าร่วมสำนักมารปีศาจ!”

ซูฉีเอ่ยอย่างมั่นใจและเด็ดเดี่ยว ท่าทางเหมือนกับยามที่เขาต้องการเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์ในครั้งนั้นไม่มีผิด

ชายชราส่ายหน้ากล่าว “ธรณีประตูของสำนักมารปีศาจนั้นสูงนัก ถึงแม้ตบะของเจ้าจะอยู่ในระดับรวมแก่นปราณ แต่การที่จะเข้าไปได้ก็ไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น เขตอุดรเป็นสถานที่ที่มีพวกปีศาจพลุกพล่าน เจ้าหนู ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้เข้าไปในเขตอุดดรจะดีกว่า ที่นี่มันคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง”

ซูฉีหัวเราะน้อยๆ

ข้าจะต้องกลัวอะไรกันล่ะ

ในเมื่อมีคนหนุนหลังข้าอยู่!

ไม่นาน ซูฉีประสานมือไปทางชายชรา เดินทางมุ่งหน้าไปยังเขตอุดรด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม

ชายชราเผยใบหน้ายิ้มหยัน ไม่ได้เอ่ยห้ามแต่อย่างใด

……

ห้าปีต่อมา

ต้าเยี่ยนเผชิญกับพายุหิมะที่ยากจะได้พบ ทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน งดงามราวภาพวาด

หานเจวี๋ยเดินออกจากถ้ำเทวา ยืนอยู่บนขอบหน้าผาทอดสายตามองออกไป เบื้องหน้ากลับเต็มไปด้วยความขาวโพลน

มีชีวิตอยู่มาสามร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผืนหิมะกว้างใหญ่ขนาดนี้

เขาพลันนึกถึงดาวตัวซวยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

สัญญาณเช่นนี้…

หรือว่าดาวตัวซวยกลับมาแล้ว?

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังครุ่นคิด พลันก็มีอักขระปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าสามแถว

[ตรวจพบมารปีศาจหมื่นปีกำลังถือกำเนิด ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ประกาศตัวทันที สังหารมารปีศาจ ปกป้องอาณาประชาราษฎร์ จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังพิเศษหนึ่งครั้ง]

[สอง ฝึกฝนต่อไป หลบหลีกภัยอันตราย รักษาเอาตัวรอด จะได้สุ่มรับเมล็ดพันธุ์ของล้ำค่าฟ้าดิน]

มารปีศาจหมื่นปี?

ฟังดูแล้วร้ายกาจยิ่งนัก!

ข้าก็ไม่โง่ไปสังหารหรอก!

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างไม่ลังเล

เส้นทางการบำเพ็ญที่หานเจวี๋ยเลือกนั้นก็ไม่ใช่การปกป้องอาณาประชาราษฎร์ แต่เพราะอยากมีอายุยืนยาว

[ท่านเลือกฝึกฝนต่อไป หลบหลีกภัยอันตราย ได้สุ่มรับเมล็ดพันธุ์ของล้ำค่าฟ้าดิน]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับเมล็ดพันธุ์ต้นฝูซัง]

[ต้นฝูซัง: ต้นไม้เทพโลกาสวรรค์ สามารถเพิ่มพลังวิญญาณฟ้าดิน หลังจากหมื่นปีสามารถดึงดูดอีกาทอง และหลังผ่านไปหนึ่งล้านปีสามารถเชื่อมโยงกับฟ้าดินอื่นๆ ได้]

บทที่ 73
ต้นฝูซัง?

หานเจวี๋ยมองเมล็ดพันธุ์ที่จู่ๆ ปรากฏขึ้นในมือ คิ้วขมวดน้อยๆ

ต้นฝูซังขึ้นชื่อในเทพนิยายของจีนเป็นอย่างมาก และมีความเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์

หมื่นปีหลังจากนี้สามารถดึงดูดอีกาทองได้ อีกาทองก็คือดวงอาทิตย์ไม่ใช่หรือ

หนึ่งล้านปีหลังจากนี้สามารถเชื่อมโยงฟ้าดินได้…

หานเจวี๋ยมองข้ามจุดนี้ไปทันที

หนึ่งล้านปีมันนานเกินไป!

เมล็ดของต้นฝูซังมีลักษณะคล้ายเมล็ดลูกท้อ ไม่ได้พิเศษแต่อย่างใด

ยากที่จะจินตนาการได้ว่านี่ก็คือเมล็ดพันธ์ของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

หานเจวี๋ยหมุนกาย เดินตรงไปด้านหน้าถ้ำเทวา เรียกสวินฉางอันออกมา

“อาจารย์ มีเรื่องใดหรือ”

สวินฉางอันเอ่ยถาม ในดวงตาเผยประกายวาดหวัง

หานเจวี๋ยนำเมล็ดพันธุ์ในมือส่งให้เขา กล่าวว่า “นี่คือต้นไม้ล้ำค่าของข้า ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจงปลูกมันไว้ที่นี่ ทุกวันมาเข้าฌานต่อหน้ามัน และเจ้าต้องดูแลมันให้ดี หากมันไม่เจริญเติบโตเป็นอย่างดี นั่นเป็นความผิดของเจ้า”

สวินฉางอันเอ่ยถามอย่างสงสัย “ความผิดของข้า?”

“เป็นความผิดของเจ้า!”

“หา!”

สวินฉางอันร้อนรน

หานเจวี๋ยไม่สนใจเขา มุ่งตรงเข้าถ้ำเทวาเพื่อฝึกฝนต่อทันที

สวินฉางอันคุกเข่าลง มองเมล็ดต้นฝูซังอย่างเป็นกังวล เขากวาดกองหิมะโดยรอบออกไป เพื่อเลี่ยงไม่ให้เมล็ดพันธุ์โดนไอเย็น

นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยมอบหมายภารกิจให้เขา เขาจึงค่อนข้างประหม่า

ที่สำคัญที่สุดก็คือเมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้ หากตายไปก็จะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกแล้ว!

……

แผ่นฟ้ากว้างไกลผืนดินกว้างใหญ่ ล้วนขาวโพลนไปด้วยหิมะ

ท่ามกลางหมู่เขา สัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนค่อยๆ คืบคลานอยู่ภายในป่าเขา บนหลังเต็มไปด้วยชั้นหิมะปกคลุม ดูราวกับประติมากรรมน้ำแข็ง

หยางเทียนตงยืนคอยอยู่ใต้ต้นไม้ บนร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะน้ำแข็งไม่ต่างกัน

ยามนี้เขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำ ใบหน้าแปลกประหลาดมาดร้าย ผมขาวขึ้นแซมมากกว่าครึ่งศีรษะ นัยน์ตาแดงกล่ำราวโลหิต มองแวบแรกประหนึ่งอสุรกาย

ดวงตาเขาจับจ้องไปที่ยอดเขาลูกหนึ่งเบื้องหน้า

ยอดเขานี้มีลักษณะคล้ายกระบี่เล่มหนึ่ง ปลายกระบี่ชี้ขึ้นไปบนท้องนภากว้าง ตั้งตระหง่านกว่าภูเขาลูกใดที่อยู่รายล้อมรอบ

พายุหิมะทั่วท้องนภาเมื่อร่วงหล่นลงภูเขาลูกนี้ ก็พลันละลายหายไปชั่วพริบตา

เพียงไม่นาน ก็สามารถมองเห็นไอปีศาจบางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบๆ ยอดเขานี้

พายุหิมะหมุนวนรอบๆ ยอดเขาดุจพายุทอร์นาโดสีขาว เป็นภาพที่ค่อนข้างสะดุดตายิ่งนัก

หยางเทียนตงมองปีศาจพฤกษาเฒ่าที่อยู่ข้างๆ ผู้หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า “อีกนานเท่าไร”

ปีศาจพฤกษาเฒ่าเขย่าวิหคปีศาจที่ยังไม่กลายร่างสองสามตัวบนต้นของตน เอ่ยว่า “อาจจะเร็วๆ นี้กระมัง นี่อาจจะเป็นราชาปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ยุคบรรพกาลของต้าเยี่ยน ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ เมื่อถือกำเนิด ข้าจะเฝ้าคอยติดตามรับใช้เขา จะต้องนำพายุครุ่งเรืองมาสู่เผ่าปีศาจได้อย่างแน่นอน”

หยางเทียนตงขมวดคิ้วแน่น

“หากแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นจริง เหตุใดถึงหลับไหลไปถึงสองพันปี” หยางเทียนตงยกมุมปากเอ่ยถาม

เขามีใจทะเยอทะยาน และต้องการเป็นราชาปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยน ไม่ง่ายเลยกว่าจะเริ่มต้นออกเดิน แต่สุดท้ายกลับมีมารปีศาจอายุนับหมื่นปีกำลังฟื้นคืนชีพ

เหล่าราชาปีศาจทั้งหลายในต้าเยี่ยนล้วนมากราบไหว้คาราวะ หยางเทียนตงจำต้องฉกฉวยโอกาสตรงนี้

“สองพันกว่าปีก่อน ยังไม่มีดินแดนต้าเยี่ยน สถานที่แห่งนี้มนุษย์ยากที่จะเข้ามาถึง จึงถือเป็นสรวงสวรรค์ของเราเผ่าปีศาจ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็เป็นราชาปีศาจเพียงหนึ่งเดียวในพื้นที่แห่งนี้ เหล่าปีศาจทั้งหลายล้วนต้องเชื่อฟังคำสั่งเขา กระทั่งครั้งหนึ่งมีผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์]ล่วงหลงเข้ามาในดินแดนนี้ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บจึงยื่นมือช่วยเหลือเขาไว้ แต่คนผู้นั้นกลับเนรคุณ นำพาผู้บำเพ็ญจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาโจมตีพวกเรา สงครามครั้งนั้นกินเวลานานหลายทศวรรษ ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ถูกผนึกไว้ในที่แห่งนี่ สัตว์ปีศาจเช่นพวกเรามีทั้งพวกที่ตกตาย พวกที่หลบหนี และแตกพ่ายย่อยยับ”

ปีศาจพฤกษาเฒ่าเริ่มพูดถึงเรื่องราวในครั้งนั้น น้ำเสียงแฝงด้วยความเกลียดชัง

“พวกเราล้วนเฝ้าคอยให้ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา หวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งมาโดยตลอด ตั้งแต่ผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งกลุ่มนั้นได้จากไป ต้าเยี่ยนในยามนี้คงไม่มีผู้ใดหยุดยั้งราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้!”

พูดมาถึงตอนนี้ ปีศาจพฤกษาเฒ่าเต็มก็เผยท่าทางเดือดพล่านออกมาเต็มที่

หยางเทียนตงขมวดคิ้วถามว่า “ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นก็ไม่กังวลว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะฟื้นคืนชีพหรือ”

ปีศาจพฤกษาเฒ่าเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน “จิตใจของมนุษย์น่าขยะแขยงกว่าจิตใจของปีศาจนัก สองพันปีผ่านไป พวกเขาก็ไม่ใช่ศัตรูคู่แค้นร่วมกันเสียนานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะเข่นฆ่ากันเอง จะมีสักกี่คนกันที่ยังมีชีวิตรอด”

หยางเทียนตงจนในวาจา

เขานึกถึงอาจารย์ของตนและสำนักหยกพิสุทธิ์ขึ้นมา จึงเอ่ยถามว่า “เมื่อราชาปีศาจเตี่ยนซู่ฟื้นคืนชีพ เขาจะสังหารเผ่ามนุษย์ในต้าเยี่ยนให้สิ้นซากหรือไม่”

“อืม”

ปีศาจพฤกษาเฒ่าแค่นเสียงตอบเพียงครั้ง

สายตาของหยางเทียนตงพลันสั่นไหว

……

พายุหิมะในต้าเยี่ยนกินเวลาถึงสองปี ทำให้ผู้คนต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ราชวงศ์จำต้องขอความช่วยเหลือจากแดนบำเพ็ญพรต ด้วยความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญพรต ทำให้สถานการณ์สามารถคลี่คลายลงไปได้

วันหนึ่ง ไอปีศาจพุ่งปะทุขึ้นสู่ท้องนภา ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ทำให้แดนบำเพ็ญพรตเกิดความหวั่นวิตก

แม้กระทั่งหลี่ชิงจื่อเองก็รีบตรงมาหาหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ปกปิดเรื่องนี้ กล่าวว่ามีมารปีศาจหมื่นปีกำลังจะถือกำเนิด ทำให้หลี่ชิงจื่อตื่นตระหนกรีบร้อนกลับไปในทันที แจ้งให้ทั่วทั้งสำนักเตรียมตัวป้องกัน

ทว่า มารปีศาจหมื่นปีที่ลึกลับตนนั้นยังไม่ได้ถือกำเนิด

เพียงชั่วพริบตา

เวลาผ่านไปอีกห้าปี

อีกเพียงนิดเดียวหานเจวี๋ยจะทะลวงระดับสุญตาขั้นเจ็ดแล้ว

ส่วนเรื่องที่มารปีศาจหมื่นปียังไม่ได้คืบคลานเข้าใกล้ต้าเยี่ยนนั้น หานเจวี๋ยก็คาดเดาไว้ว่าปีศาจตนนี้คงเพิ่งฟื้นตื่น ตบะคงยังไม่กลับคืนอย่างสมบูรณ์

พายุหิมะที่ปกคลุมต้าเยี่ยนเองก็ละลายหายไปหมดแล้ว

ทุกอย่างกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

หานเจวี๋ยหยุดฝึกฝน เดินออกมาจากถ้ำเทวา

เวลาผ่านไปเจ็ดปี ยามนี้ต้นฝูซังได้เติบโตเป็นต้นกล้าเล็กๆ

สวินฉางอันดูแลต้นฝูซังด้วยความระมัดระวัง ด้วยกลัวว่ามันจะเติบโตไม่ดี

เมื่อเห็นหานเจวี๋ยเดินออกมา เขาจึงรีบร้อนลุกขึ้นทันที

“ท่านอาจารย์”

สวินฉางอันประสานมือคาราวะ

หานเจวี๋ยพยักหน้า สายตาทอดมองต้นฝูซัง

ต้นฝูซังนั้นเป็นต้นซัง[1]สองต้นที่มีลำต้นพันประสาน มองดูค่อนข้างสะดุดตา

ยามนี้ ต้นฝูซังเริ่มก่อกำเนิดพลังวิญญาณฟ้าดินแล้ว ถึงแม้จะยังอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้น

ความแตกต่างระหว่างต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และของล้ำค่าฟ้าดินนั้นคือวงจรในการเจริญเติบโต

หานเจวี๋ยก็ไม่ได้รีบร้อน เพียงแต่ขอให้ต้นฝูซังเติบโตอย่างดีก็พอ

ไก่คุกรัตติกาลเกื้อหนุนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น

โสมวิญญาณบรรพกาลเกื้อหนุนต้นฝูซัง

อืม

ช่างเหมาะสมดีจริงๆ!

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างพอใจ

หลังจากตรวจสอบต้นฝูซังแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มยืดเส้นยืดสาย นั่งฌานนานเกินไป มาขยับเขยื้อนร่างกายเสียบ้างก็ไม่เลว

สวินฉางอันสังเกตอย่างรอบคอบ

เขาพบว่าการเคลื่อนไหวของหานเจวี๋ยนั้นดูเรียบง่าย แต่กลับมีความหมายที่ลึกซึ้งบางอย่าง

ดูเก่งกาจอย่างบอกไม่ถูก

กิริยาท่าทางเหล่านี้ของหานเจวี๋ยเป็นเรื่องปกติมากในโรงเรียนประถมและมัธยมของชาติภพก่อน แต่เมื่ออยู่ในชาติภพนี้กลับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่

ในขณะที่ขยับแข้งขยับขาบิดกายไปพลาง หานเจวี๋ยก็เริ่มตรวจสอบผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากตนเองในสำนักหยกพิสุทธิ์

เขากลัวว่ามารปีศาจหมื่นปีจะเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์

[นักพรตเต๋าชิงเสียน: ระดับสุญตาขั้นเก้า ผู้อาวุโสสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต]

สำนักสวรรค์เพลิงโลหิต?

นี่ก็ไม่ใช่สำนักที่รวบรวมแดนบำเพ็ญพรตต้าเว่ยหรือ

หานเจวี๋ยยังจำได้ที่หลี่ชิงจื่อเคยกล่าวได้ สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตประกาศกร้าวว่าจะพิชิตต้าเยี่ยน คิดไม่ถึงว่าจะส่งคนมาเร็วถึงเพียงนี้

หานเจวี๋ยจึงเริ่มตรวจสอบตำแหน่งของนักพรตเต๋าชิงเสียน

เจ้าหมอนี่ปลอมตัวเป็นศิษย์สายในของสำนัก กำลังเดินเตร็ดเตร่รอบๆ หอสัตว์เลี้ยงปีศาจคาดว่าคงจะพยายามหาทางเข้าไปในแดนหมื่นปีศาจ

หานเจวี๋ยลังเลว่าจะลงมือสังหารชายผู้นี้อย่างไรดี

หากลงมือทันที เกรงว่าจะเป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์

……

ภายในหอสัตว์เลี้ยงปีศาจ

นักพรตเต๋าชิงเสียนซึ่งปลอมตัวเป็นศิษย์หนุ่มหยิบตำราออกมาหนึ่งเล่ม ด้านในนั้นบันทึกประเภทของสัตว์เลี้ยงปีศาจที่อาศัยอยู่ในแดนหมื่นปีศาจเอาไว้

“นี่ก็คือสำนักอันดับหนึ่งของต้าเยี่ยนหรือ อ่อนแอยิ่งนัก”

นักพรตเต๋าชิงเสียนคิดอย่างดูแคลน

เขาแฝงตัวเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์ได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว พบว่าเนื้อในของสำนักหยกพิสุทธิ์ล้วนด้อยกว่าสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตในทุกๆ ด้าน

หลังจากนี้ ก็เหลือเพียงผู้อาวุโสสังหารเทพผู้ลึกลับท่านนั้นแล้ว

นักพรตเต๋าชิงเสียนวางตำราลง เดินออกไปจากหอสัตว์เลี้ยงปีศาจ

ที่พำนักของผู้อาวุโสสังหารเทพนั้นชัดเจนอยู่แล้ว เขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็เป็นสถานที่ที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์ เหล่าลูกศิษย์ล้วนคาดเดาได้ว่าที่นั่นเป็นสถานที่ปิดด่านกักตนของผู้อาวุโสสังหารเทพ

นักพรตเต๋าชิงเสียนได้สอบถามเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้

“ผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยนหรือ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อเจ้าต้องคุกเข่าร้องขอความเมตตาอยู่เบื้องหน้าข้าผู้นี้จะดูน่าสงสารเพียงใด”

นักพรตเต๋าชิงเสียนลอบครุ่นคิดเงียบๆ

เขาก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับสุญตาขั้นเก้า แม้กระทั่งอาจารย์ปู่ของสำนักพิสุทธิ์เมื่อเผชิญหน้ากับเขา ก็ไม่แน่ว่าจะประมือกับเขาได้!

หลังจากสังหารผู้อาวุโสสังหารเทพแล้ว เขาจะล้างบางสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างไร้ร่องรอยดีหรือไม่

บทที่ 74
เหตุผลที่นักพรตเต๋าชิงเสียนมาเยือนต้าเยี่ยนเพียงลำพังนั้น ก็ไม่ใช่เพราะทางสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตที่ส่งเขามา เขามักจะตามหาเซียนเพื่อถามทางอยู่ด้านนอกตลอด เมื่อได้รับจดหมายลับและรู้แผนการของสำนักแล้ว ระหว่างทางกลับก็ได้ผ่านสำนักหยกพิสุทธิ์พอดี

ในใจเขาคิดว่าหากใช้โอกาสนี้กุมสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนไว้ในกำมือ เช่นนั้นยามที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตบุกโจมตีแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนคงง่ายดายดั่งล้วงของออกจากกระเป๋า

ก่อนที่จะแอบเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์นั้น นักพรตเต๋าชิงเสียนก็ไม่ได้ใส่ใจสำนักหยกพิสุทธิ์นัก แต่เพื่อกระทำการอย่างไม่ประมาท เช่นนั้นเขาจึงซ่อนตัวอยู่ระยะหนึ่ง

ในแดนบำเพ็ญพรต ความประมาทมักเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรงที่สุดของนักบำเพ็ญ

หลังจากสืบสาวข้อมูลภายในของสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างแน่ชัดแล้ว นักพรตเต๋าชิงเสียนก็วางใจ

เขารู้สึกว่าสำนักเช่นนี้ไม่มีทางที่จะมีผู้ปกครองที่สูงส่งเช่นเขาอาศัยอยู่

แล้วเหตุใดนักพรตเต๋าจิ่วติ่งถึงได้ไม่ยอมอยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์

ก็อาจจะเป็นเพราะว่าหากยังรั้งอยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์ การฝึกบำเพ็ญของเขาคงไม่มีทางก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้!

นักพรตเต๋าชิงเสียนครุ่นคิดไปพลางห้อทะยานไปยังเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

ขณะที่มองเห็นยอดเขาที่มีพลังวิญญาณสูงเสียดฟ้าจากที่ไกลๆ นั้น เขาพลันเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นบ้าง

นักพรตเต๋าชิงเสียนหยุดนิ่งกลางอากาศในทันที คิ้วขมวดแน่นเป็นปม

“นี่มันเรื่องอะไรกัน”

นักพรตเต๋าชิงเสียนแอบคิดอย่างตื่นตระหนก

เดินทางในแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนมานานหลายปีเพียงนี้ เขาก็เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองมากกว่าสิ่งไหน

นี่ก็คือกลิ่นอายของพลังวิญญาณที่ต้องผ่านความยากลำบากในการฝึกฝนมานับไม่ถ้วนจึงจะหล่อหลอมออกมาได้

คิดไม่ถึงว่าเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจะทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความอันตราย

หรือว่าผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์จะไม่ธรรมดาจริงๆ?

แต่พิจารณาตามหลักเหตุผลทั่วไป ต่อให้แข็งแกร่งมากกว่านี้เพียงใดก็ไม่มีทางที่แข็งแกร่งไปได้ถึงไหน

หรือนี่จะไม่ใช่เหตุผลทั่วไป?

นักพรตเต๋าชิงเสียนครุ่นคิดอยู่สักพัก นิ้วมือขวาดีดสะบัด พุ่งจิตสายหนึ่งออกไป

เช่นนี้ถึงแม้ว่าเขาจะตาย ก็สามารถเกิดใหม่ได้อีกครั้ง!

นักพรตเต๋าชิงเสียนปรับสภาพจิตใจแล้ว ก็รีบเร่งเดินทางไปเขาเพียรบำเพ็ญเซียนต่อ

ยิ่งเข้าใกล้เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจมากขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ

ผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์แท้จริงแล้วเป็นสัตว์ประหลาดประเภทใดกันแน่

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ณ เขาเพียรบำเพ็ญเซียน หานเจวี๋ยยืนรอคอยอย่างสงบนิ่งอยู่บนขอบหน้าผา

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของนักพรตเต๋าชิงเสียนที่ใกล้เข้ามา อดนึกสนุกขึ้นมาไม่ได้

เขากำลังกังวลอยู่ว่าจะจัดการกับคนผู้นี้อย่างไร กลับคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมาหาถึงที่

สายลมเย็นพัดพาอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองของหานเจวี๋ยให้ปลิวไสว ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณที่ผูกอยู่กับมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์โบกสะบัดตามแรงลม ทั่วทั้งร่างของเขาแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์ดุจเทพเซียน

นักพรตเต๋าชิงเสียนก็มองเห็นเขาจากที่ไกลๆ แล้ว

ชายหนุ่มผู้นี้ช่างสง่างามยิ่งนัก!

แต่เขาเพิ่งจะมีตบะระดับสร้างฐานขั้นเก้า หรือว่าจะเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสสังหารเทพ?

นักพรตเต๋าชิงเสียนครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

ตบะของหานเจวี๋ยถูกระบบเก็บซ่อนไว้ แม้แต่นักพรตเต๋าชิงเสียนที่อยู่ระดับสุญตาก็ไม่สามารถมองทะลุได้

นักพรตเต๋าชิงเสียนเหาะทะยานไปยังเขาเพียรบำเพ็ญเซียน มือขวาของเขาร่ายวิชาพุ่งออกไปข้างหน้า ค่ายกลใหญ่ที่ป้องกันภูเขาก็พลันเกิดรอยแยกแหวกอย่างเงียบ ๆ เขาเดินผ่านรอยแยกนั้นเข้ามา

นักพรตเต๋าชิงเสียนทะยานลงข้างกายหานเจวี๋ย เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสสังหารเทพอยู่ที่นี่หรือไม่”

กายหยาบดีๆ เช่นนี้ เก็บไว้ดีหรือไม่ เผื่อภายภาคหน้าจำเป็นต้องใช้ประโยชน์

นักพรตเต๋าชิงเสียนคิดอย่างเงียบๆ

[นักพรตชิงเสียนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

เมื่อมองข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏอยู่ด้านหน้า หานเจวี๋ยถึงกับพูดไม่ออก

พวกเห็นความงามละทิ้งปณิธานอีกแล้วหรือ

หานเจวี๋ยพลิกมือขวาเพียงครั้ง หยิบกระบี่พิพากษาอนธการออกมา

เมื่อเห็นกระบี่พิพากษาอนธการแล้ว นักพรตเต๋าชิงเสียนดวงตาเบิกโพลง

กระบี่เล่มนี้…

ช้าก่อน!

ร่างนี้ของเขา… ดูเหมือนจะเป็นสมบัติวิญญาณทั้งร่าง?

หรือเขาก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพ?

นักพรตเต๋าชิงเสียนตกตะลึง

ชั่วพริบตาที่หานเจวี๋ยกระชับจับกระบี่ก็พลันพุ่งไปทางเขาทันที

ปราณกระบี่สีดำย้อมผืนนภากว้าง ประหนึ่งว่าพลันเกิดปรากฏการณ์พระจันทร์เสี้ยวถูกบดทับด้วยรัศมีสีดำ ตื่นตะลึงจนถึงขีดสุด

เสียงตูมดังขึ้น!

นักพรตเต๋าชิงเสียนถูกปราณกระบี่ของกระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจประหัตประหารฟาดฟัน โลหิตสาดกระเซ็นท่วมกาย สำรอกโลหิตกระจายฟุ้ง

“ปราณกระบี่รุนแรงเกินไปแล้ว!”

นักพรตเต๋าชิงเสียนจิตใจสะท้านสั่นไหว

คิดไว้แล้วเชียว!

สัญชาตญาณของเขาไม่ผิดเลย!

นักพรตเต๋าชิงเสียนยังไม่ทันที่จะได้ปรับสมดุลร่างกาย เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเห็นเงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งใส่เขาจากรอบทิศรอบทาง

ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ!

เงากระบี่นับพันปกคลุมท้องฟ้า!

ราวกับว่านักพรตเต๋าชิงเสียนถูกหานเจวี๋ยนับพันคนถือดาบล้อมสังหารพร้อมกัน ไม่มีทางหลบหนีได้เลย

ชั่วขณะนั้น นักพรตเต๋าชิงเสียนหยิบสมบัติวิญญาณออกมาหนึ่งชิ้น เป็นเจดีย์สีครามขนาดเล็กหลังหนึ่งที่พลันขยายขนาดใหญ่โตขึ้นด้วยความรวดเร็ว ปกคลุมร่างกายของเขา

เงากระบี่นับพันพุ่งปะทะเขา กายเนื้อของเขาที่เชื่อมผสานรวมเข้ากับเจดีย์สีครามหลังเล็กถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผงในทันที พลังวิญญาณระเบิดออก เกิดเป็นสีสันมากมายสะท้านสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า

หานเจวี๋ยยืนอยู่บนริมหน้าผา มองดูดอกไม้ไฟที่สว่างไสวที่ขอบฟ้า ช่างเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่งนัก

สมกับที่เป็นผู้บำเพ็ญใหญ่ระดับสุญตาขั้นเก้า คิดไม่ถึงว่าจะบีบบังคับให้เขาได้ใช้ถึงสองกระบวนท่า!

หานเจวี๋ยมั่นใจว่ากายเนื้อและจิตดั้งเดิมของนักพรตเต๋าชิงเสียนนั้นถูกทำลายหมดแล้ว

น่าเสียดายนัก

แหวนเก็บสมบัติของนักพรตเต๋าชิงเสียนเองก็ถูกทำลายเช่นกัน

แข็งแกร่งเกินไปก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดีสินะ

หานเจวี๋ยลอบทอดถอนหายใจ

ที่ปากทางเข้าถ้ำ สวินฉางอันที่นั่งเข้าฌานอยู่หน้าตันฝูซังตรงประตูทางเข้าตกตะลึงจนตาค้างพูดอะไรไม่ออก

นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหานเจวี๋ยลงมือ พลานุภาพของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมินั้นยิ่งใหญ่สะท้านสะเทือน ทำเอาเขาตะลึงงัน

ช่างพลังพิเศษที่รุนแรงจริงๆ!

ต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปยังถูกคลื่นพายุซัดโหมอย่างรุนแรง เห็นได้ถึงความน่ากลัวของพลังวิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี

บนไหล่เขา ไก่คุกรัตติกาลเองก็เห็นฉากการต่อสู้นี้ด้วยเช่นกัน มันอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้

เสียงกัมปนาทที่นี่ดังกึกก้องเป็นอย่างมาก จนดึงดูดเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายในของสำนักหยกพิสุทธิ์ให้มาที่นี่

หลี่ชิงจื่อหยุดยืนเบื้องหน้าหานเจวี๋ยเป็นอันดับแรก เอ่ยถามอย่างกังวลว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

หานเจวี๋ยกล่าวตอบอย่างเรียบเฉย “นักพรตเต๋าชิงเสียนของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตมาที่นี่”

“อะไรนะ! นักพรตเต๋าชิงเสียน! เขาอยู่ที่ไหน”

หลี่ชิงจื่อตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบว่า “ตายแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ชิงจื่อก็นิ่งอึ้ง ใบหน้าเผยควมตกตะลึงขึ้นมาทันที พลางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโสสังหารเทพ ท่าน…ระดับรวมกายาแล้วหรือ”

หานเจวี๋ยส่ายหน้าเอ่ย “จะเป็นไปได้อย่างไร ยังเร็วเกินไปนัก เรื่องในวันนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น พอดีกับที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตคงเสียหายจนเอ่ยอะไรไม่ได้”

หลี่ชิงจื่อพยักหน้า รีบไปแจ้งข่าวกับเหล่าผู้อาวุโส

หลังจากที่หลี่ชิงจื่อออกจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน เขาอดที่จะสั่นสะท้านเมื่อหวนนึกถึงคำพูดและท่าทางของหานเจวี๋ยไม่ได้

“นักพรตเต๋าชิงเสียนนั่น… เขาเป็นถึงผู้มีอำนาจอันดับต้นๆ ของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตเชียวนะ…”

หลี่ชิงจื่อพึมพำกับตoเองราวกับว่ากำลังอยู่ในภวังค์

……

หานเจวี๋ยเมินเฉยต่อสายตาเลื่อมใสศรัทธาของสวินฉางอัน เดินกลับเข้าไปในถ้ำเทวา

เขาพบว่าภาพในค่าความสัมพันธ์ของนักพรตเต๋าชิงเสียนไม่ได้หายไป

เกิดอะไรขึ้น

เจ้าหมอนี่ไม่ได้ตายไปแล้วหรือ

เมื่อครู่นี้เห็นได้ชัดว่าแม้แต่วิญญาณก็ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดสิ

หรือชายผู้นี้มีไพ่ตายอย่างการแยกร่าง?

หานเจวี๋ยคิดไม่ตก ดังนั้นเขาจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่งนักพรตเต๋าชิงเสียนทันที

……

สามปีต่อมา

เสี้ยววิญญาณของนักพรตเต๋าชิงเสียนก็หลบหนีกลับไปที่สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตได้ในที่สุด

ผู้ที่พบเขาคือหลิ่วปู๋เมี่ย เจ้าสำนักของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต

หลิ่วปู๋เมี่ยสวมชุดคลุมสีดำ ใบหน้าเยียบเย็น ทั้งร่างแผ่กระจายไปด้วยรัศมีความสง่างามน่าเกรงขาม ดวงตาของเขามีความเครียดขึงเป็นอย่างมาก

ภายในห้องโถง

หลิ่วปู๋เมี่ยนั่งบนที่นั่งหลัก ขมวดคิ้วเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ เหตุใดท่านจึงมีสภาพจนตรอกเช่นนี้ได้”

เสี้ยววิญญาณของนักพรตเต๋าชิงเสียนสั่นสะท้านทั่วสรรพางค์กาย หลังถูกหานเจวี๋ยโจมตี ระหว่างทางที่หลบหนีเขาก็ประสบพบเจอกับเคราะห์สวรรค์มากมาย โชคร้ายจนถึงที่สุด โชคดีที่เขาเป็นคนดวงแข็ง ผ่านมาได้ในที่สุด

“ศิษย์น้อง เจ้าจะต้องลงมือกับสำนักหยกพิสุทธิ์ให้ได้หรือ” นักพรตเต๋าชิงเสียนกัดฟันเอ่ยถามออกไป เมื่อหวนนึกถึงใบหน้าที่งดงามกว่าผู้ใดของหานเจวี๋ย กายจิตของเขาก็อดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้

หลิ่วปู๋เมี่ยตอบ “ไม่ผิด อย่างมากที่สุดห้าปีจะลงมือ ข้าก็เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นแขกที่พวกเราเชิญมาก็จะลงมือเช่นกัน”

“อย่า! ห้ามไปต้าเยี่ยนเด็ดขาด! ไม่อาจแตะต้องต้าเยี่ยน สำนักหยกพิสุทธิ์เก็บซ่อนพลังที่น่าสะพรึงกลัวไว้ เจ้าน่าจะรู้ระดับความสามารถของศิษย์พี่คนนี้ของเจ้าดี ข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับสุญตาขั้นเก้า แต่กลับต้านกระบี่กระบวนท่าเดียวจากคนผู้นั้นไม่ได้ อีกทั้งข้ายังไม่ได้แม้แต่จะลงมือแต่กลับถูกสังหารในทันที!”

นักพรตเต๋าชิงเสียนตื่นตระหนกเป็นที่สุด หวาดกลัวจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

“หากไปต้าเยี่ยนอีก จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย! ต่อให้แขกระดับรวมกายาของพวกเราผู้นั้นลงมือ ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี!

บทที่ 75
“จริงหรือ”

ดวงตาของหลิ่วปู๋เมี่ยเบิกกว้าง สีหน้าตกตะลึง

ต้าเยี่ยนยังมีคนระดับนั้นอยู่ด้วยหรือ

นักพรตเต๋าชิงเสียนกัดฟันเอ่ยตอบ “ข้าพ่ายแพ้จนมีสภาพเช่นนี้ยังไม่จริงอีกหรือ”

หลิ่วปู๋เมี่ยนนิ่งเงียบ

ก่อนที่จะเชิญแขกระดับรวมกายามา นักพรตเต๋าชิงเสียนนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต ที่หลิ่วปู๋เมี่ยสามารถขึ้นเป็นเจ้าสำนักได้ ก็เพราะได้ความช่วยเหลือจากนักพรตเต๋าชิงเสียน

เดิมทีคิดว่ายุครุ่งเรืองของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตกำลังจะมาถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่านักพรตเต๋าชิงเสียนจะแพ้ไม่เป็นท่าในสำนักหยกพิสุทธิ์

หลิ่วปู๋เมี่ยกัดฟันเอ่ยถามขึ้น “คนผู้นั้นคือคือใคร”

นักพรตเต๋าชิงเสียนถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “ผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ หากเจ้าส่งคนไปสืบข่าว บางทีอาจจะสามารถรู้ได้ถึงชื่อเสียงอำนาจของเขา คนผู้นี้ถ่อมตนเป็นยิ่งนัก แต่สำนักหยกพิสุทธิ์สามารถกลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งได้ของต้าเยี่ยนได้ เขาย่อมมีส่วนสำคัญ!”

หลิ่วปู๋เมี่ยขมวดคิ้ว

เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดต้าเยี่ยถึงมีผู้แข็งแกร่งทรงพลังเช่นนั้นได้

“ช่างเถอะ ไม่ยุ่งเกี่ยวต้าเยี่ยน เช่นนั้นเรามาเริ่มที่เขตแก่นประจิมก่อนก็ได้” หลิ่วปู๋เมี่ยเอ่ยอย่างทอดถอนใจ

นักพรตเต๋าชิงเสียนพยักหน้า

ในสมองของเขาหวนนึกถึงใบหน้าของหานเจวี๋ยอีกครั้ง

คนผู้นี้ก็อย่าไปข้องแวะเป็นอันขาด!

……

ปีที่สี่หลังจากสังหารนักพรตเต๋าชิงสียน ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับสุญตาขั้นเจ็ดได้สำเร็จ

หลังจากทะลวงระดับแล้ว เขาจึงตรวจสอบค่าความสัมพันธ์

นักพรตเต๋าชิงเสียนยังมีชีวิตอยู่

หานเจวี๋ยรู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมาแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกกลัดกลุ้มแบบนี้

เห็นได้ชัดว่าเขาฆ่าอีกฝ่ายแล้ว แล้วเหตุใดอีกฝ่ายถึงยังมีชีวิตอยู่

[นักพรตเต๋าชิงเสียน: ระดับสุญตาขั้นเก้า ผู้อาวุโสสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต ด้วยถูกท่านโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงรู้สึกหวาดกลัวท่านเป็นอย่างมาก ไม่กล้ามาเผชิญหน้าท่านเพียงลำพังอีก ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

สิ่งเดียวที่สามารถเป็นการปลอบประโลมหานเจวี๋ยได้ก็คือนักพรตเต๋าชิงเสียนมีความรู้สึกหวาดกลัวต่อเขาแล้ว

บางครั้งระดับความประทับใจก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ!

หานเจวี๋ยคิดว่าระดับความประทับใจนี้คงมาจากความประทับใจในหน้าตาที่นักพรตเต๋าชิงเสียนมีต่อเขา เพราะว่าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด จึงไม่กล้าเกลียดชังเขา เพราะเช่นนั้นจึงรักษาความประทับใจเช่นนี้มาโดยตลอด

นักพรตเต๋าชิงเสียนทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกตัวขึ้นมา

บางทีเขาอาจจะสามารถบดขยี้ศัตรูได้ แต่ไม่แน่ว่าจะทำให้ศัตรูตกตายเสมอไป

ในแดนบำเพ็ญพรตนั้น มีคนที่มีความสามารถมากมาย หลังจากนี้คงได้พบกับวิธีเอาชีวิตรอดที่มีประสิทธิภาพมากมายหลายประเภท

หลังจากนี้จะฆ่าสังหารศัตรูก็ต้องระวังให้มากๆ

ทางที่ดีคือต้องซุ่มโจมตี โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว

หานเจวี๋ยตรวจสอบอย่างละเอียด

เขารู้สึกว่าบางทีปัญหาอาจมาจากการลงมือของเขาเองถึงสองครั้ง

อืม

ต้องเป็นแบบนั้นแน่!

คงต้องฆ่าสังหารพวกในชั่วพริบตา ไม่ให้ศัตรูได้มีเวลาสูดลมหายใจแม้ครึ่งนาที

สะเพร่าเกินไปแล้ว!

หลังจากนี้จะชะล่าใจไม่ได้ ความประมาทจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด

หลังจากที่พบปัญหาของตนเองแล้ว นัยน์ตาของหานเจวี๋ยก็แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว

ลงมือครั้งหน้าจะต้องรีบจัดการทันที อย่าได้ลังเล!

เพียงไม่นาน หานเจวี๋ยก็หลับตาลงและฝึกฝนต่อไป

……

ทางตอนเหนือของต้าเยี่ยน มีหิมะน้ำแข็งทอดยาวต่อเนื่องหลายร้อยลี้

ท่ามกลางหิมะสีขาวสุดลูกหูลูกตา มีเงาร่างน่าสะพรึงกลัวสูงราวหนึ่งร้อยจั้ง แหงนหน้ามองท้องฟ้าสูดอากาศ หางขนาดใหญ่มหึมาทั้งสี่สบัดไปมาตามอำเภอใจ ทำให้เกิดเป็นลมพายุโหมกระหน่ำ

หยางเทียนตงพร้อมด้วยราชาปีศาจแปลงกายหลายสิบตัว คุกเข่าลงคารวะเงาร่างที่น่าสะพรึงกลัวร่างนั้น

เงาร่างที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก็คือราชาปีศาจเตี่ยนซู่ มารปีศาจหมื่นปี!

หยางเทียนเหลือบสายตาขึ้นมองราชาปีศาจเตี่ยนซู่ ตัวอยู่ในพื้นที่ที่หนาวเย็นเช่นนี้ ทว่าที่หน้าผากของเขากลับอดที่จะมีเหงื่อซึมออกมาไม่ได้

ไอปีศาจที่น่าหวาดกลัวจนทำลายล้างไปทั่วโลกันตร์ของราชาปีศาจเตี่ยนซู่นี้ ทำให้เหล่าราชาปีศาจที่อยู่ในที่นี่หวาดกลัวจนถึงขีดสุด

นอกจากตบะแล้ว ยังมีสิ่งที่สืบทอดมาจากสายเลือดด้วย

ก่อนที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะฟื้นคืนชีพนั้น หยางเทียนตงมีความคลางแคลงใจมาโดยตลอด ในใจไม่ยอมรับ มักจะรู้สึกว่าตนเองต่างหากที่ควรจะเป็นราชาปีศาจอันดับหนึ่งของต้าเยี่ยน

ทว่าเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับราชาปีศาจเตี่ยนซู่ เขาถึงได้ตระหนักว่าตนเองนั้นช่างน่าขันสิ้นดี

ผู้ที่รอคอยอยู่ข้างๆ หยางเทียนตงยังคงเป็นปีศาจพฤกษาเฒ่าที่อธิบายที่มาของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ให้เขาฟังมาก่อนตนนั้น

ปีศาจพฤกษาเฒ่าเอ่ยถามด้วยความเคารพว่า “ไม่ทราบว่าท่านราชาปีศาจเรียกพวกเรามาด้วยเหตุใดหรือ”

ราชาปีศาจตนอื่นๆ ก็ประหม่าเช่นกัน

พวกเขาต่างกำลังกังวลว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเขา

“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป…”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้น ราวกับกำลังช่วงชิงลมหายใจ

“ดินแดนแห่งนี้ มีเพียงข้าที่เป็นราชา ราชาปีศาจทั้งหลายล้วนเป็นแม่ทัพปีศาจของข้า!”

เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา เหล่าราชาปีศาจล้วนตกตะลึงจนเนื้อเต้นไปตามๆ กัน

เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด!

ในใจของพวกเขาต่างก็ไม่ยินยอม แม้ไม่พอใจแต่ไม่กล้าพูด ซึ่งก็รวมไปถึงหยางเทียนตง

ปีศาจพฤกษาเฒ่ารีบเอ่ยประจบทันที “นั่นย่อมแน่นอน! ท่านราชาปีศาจ พวกเราจะฆ่าล้างบางเผ่ามนุษย์ต้าเยี่ยนเมื่อใดหรือ”

หยางเทียนตงก่นด่าเงียบๆ ช่างเป็นสุนัขรับใช้ที่เชื่องจริงๆ!

แม้กระทั่งเขายังสงสัยอย่างหนักว่าเรื่องของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่เจ้าปีศาจพฤกษาเฒ่าตนนั้นพูดถึงก่อนหน้านี้เป็นความจริงหรือไม่

บางทีปีศาจพฤกษาเฒ่าตนนี้อาจจะจงใจแต่งเรื่องราชาปีศาจเตี่ยนซู่ให้สวยหรู และให้ร้ายเผ่ามนุษย์

คุกเข่าคารวะราชาปีศาจเตี่ยนซู่ในระยะใกล้เช่นนี้ หยางเทียนตงจึงสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่ไม่เคยมีมาก่อน

สรรพสิ่งที่ราชาปีศาจตนนี้เคยฆ่าสังหารคงจะต้องเหนือจินตนาการของหยางเทียนตงอย่างแน่นอน!

“ล้างบางเผ่าพันธุ์มนุษย์? ข้าเคยพูดว่าจะฆ่าล้างบางเผ่าพันธุ์มนุษย์เมื่อใดกัน” ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เอ่ยถามกลับ น้ำเสียงเย็นชา ปีศาจพฤกษาเฒ่าจึงตัวสั่นด้วยความกลัว

หยางเทียนตงสัมผัสถึงพลังจิตที่น่ากลัวหอบหนึ่งที่กำลังกวาดมองพวกเขาไปได้อย่างชัดเจน

“หืม? ครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ… น่าสนใจนี่ เจ้าปีศาจน้อย มานี่สิ”

เมื่อเขาได้ยินคำพูดของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ร่างกายของหยางเทียนตงก็แข็งทื่อ

เขาค่อยๆ เหลือบสายตามองไปอย่างระมัดระวัง พบว่าเงาร่างที่น่าสะพรึงกลัวของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้หายไปแล้ว ทว่าท่ามกลางพายุหิมะนั้นมีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเลือนลาง

เหล่าราชาปีศาจทั้งหลายต่างมองไปทางหยางเทียนตง

หยางเทียนตงกัดฟันกรอด ควบคุมความกังวลของตนเป็นอย่างมาก ลุกขึ้นเดินไปทางราชาปีศาจเตี่ยนซู่

ท้องนภาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ถนนเบื้องหน้ากว้างใหญ่

ประหนึ่งหยางเทียนตงกำลังมุ่งหน้าไปยังขุมนรก และราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็เป็นเจ้าแห่งขุมนรกนั้น

……

ตั้งแต่รู้ว่าหานเจวี๋ยสังหารนักพรตเต๋าชิงเสียน ความกดดันของหลี่ชิงจื่อก็มลายหายไป เรื่องต่างๆ เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ และสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตก็ไม่กล้ากระจายข่าวในต้าเยี่ยนอีก

มารปีศาจหมื่นปีอย่างราชาปีศาจเตี่ยนซู่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนจึงสงบสุขเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยยังคงกักตนฝึกฝน

เวลาล่วงเลยผ่านไปในชั่วพริบตา ผงธุลีคละคลุ้งแห่งโลกียโลก พลังอันยิ่งใหญ่เอาชนะภัยพิบัติได้ มนุษย์มีเวียนว่ายตายเกิด ในสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน กาลเวลาในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากอดีตมากนัก

เจ็ดปีต่อมา

หลี่ชิงจื่อมาพบหานเจวี๋ย ขัดจังหวะการบำเพ็ญเพยรของเขา

เมื่อเจ้าสำนักเดินทางมา จำต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ

หรือมารปีศาจหมื่นปีบุกโจมตีแล้ว?

หรือว่าจะเป็นสำนักสวรรค์เพลิงโลหิตเข้ามารุกราน?

หลี่ชิงจื่อเข้าไปในถ้ำเทวา เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ผู้อาวุโสหาน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

หานเจวี๋ยใจกระตุกไปเล็กน้อย รอให้หลี่ชิงจื่อเล่าถึงความกังวล

“คราวที่สิบเก้าสายสำนักบุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ก่อนหน้านี้ ผู้นำในครั้งนั้นก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญที่ชื่อเว่ยหยวนหรอกหรือ เขาถูกท่านฆ่าสังหารแล้ว แต่คนผู้นี้กลับยังไม่ตาย กลับไปยังสำนักเก้ามังกรเขตแก่นประจิม เจ้าเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น คนผู้นี้กลับได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักเก้ามังกร! ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกบั่นคอที่สำนักของพวกเรา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะนำสำนักเก้ามังกรทั้งหมดบุกเข้ามาโจมตีเราก็ได้!”

หลี่ชิงจื่อกล่าวอย่างเป็นกังวล เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหานเจวี๋ยก็แปลกประหลาด

เรื่องบ้าอะไรกัน

หวงจุนเทียนขึ้นเป็นเจ้าสำนักแล้วหรือ

หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจสอบทันที

[หวงจุนเทียน: ระดับสุญตาขั้นหนึ่ง (ตัวปลอม) เจ้าสำนักของสำนักเก้ามังกร นิสัยระมัดระวังแต่กำเนิด เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อเขาเลือกที่จะไม่ลงมือ ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอะไรดี ก่อนหน้านี้ก่อนที่หวงจุนเทียนจะจากไปก็เคยเอ่ยถามว่าต้องแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักหรือไม่ ตอนนั้นหานเวี๋ยไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงแค่จัดการไปแบบส่งๆ ไม่คิดว่าหวงจุนเทียนจะทำสำเร็จแล้วจริงๆ!

เจ้าหมอนี่พอถึงคราวต้องแย่งชิงตำแหน่งแย่งชิงอำนาจก็ไม่ธรรมดาเลย

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “สำนักเก้ามังกรอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียว แม้กระทั่งเว่ยหยวนก็เป็นเจ้าสำนักได้?”

ระดับสุญตาขั้นหนึ่งก็สามารถเป็นเจ้าสำนักได้ สำนักเก้ามังกรต้องอ่อนแอเพียงใดกัน?

หลี่ชิงจื่อส่ายหน้ากล่าว “เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจนัก ได้ยินมาว่าเขตแก่นประจิมวุ่นวายไม่เป็นท่า ต้นตอน่าจะเกี่ยวกับตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักเก้ามังกร”