61-65

บทที่ 61
เมื่อได้ยินคำพูดของกวนโยวกัง หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมอง

เห็นแต่กวนโยวกังกำลังเหลือบมองเขาจากบนยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปหลายลี้ อาภรณ์สีขาวโบกสะบัด ใบหน้ามั่นอกมั่นใจ

หานเจวี๋ยเปิดเขตอาคมไว้ในระหว่างฝ่าด่านเคราะห์ ดังนั้นอานุภาพกดดันของเคราะห์สวรรค์จึงไม่ได้น่ากลัวปานนั้น เป็นเหตุให้กวนโยวกังคิดว่าหานเจวี๋ยทะลวงระดับอย่างเงียบเหงา

“เฮ้อ ร้อยวันพันปีไม่มา กลับมาเอาตอนนี้”

หานเจวี๋ยส่ายหัวหลุดหัวเราะ ทำตบะให้เสถียรต่อ

สี่วันต่อมา

ตบะของหานเจวี๋ยมั่นคงสมบูรณ์ พลังวิญญาณหกสายเหนือชั้นกว่าเมื่อก่อนไปไกล

เขาลุกขึ้นมา ก้าวเท้าเหยียบย่างไปบนเวหา มุ่งหน้าไปหากวนโยวกัง

กวนโยวกังอดรนทนไม่ไหวนานแล้ว

เขาคร้านจะแสดงไมตรีจิต หยิบดาบออกมาแล้วทะยานเข้าหาหานเจวี๋ยทันที

ขณะที่โบยบินไป มือทั้งสองข้างของเขาสำแดงวิชาอย่างรวดเร็ว

พลังวิญญาณทั้งร่างเคลื่อนไหว ทำให้เสื้อคลุมของเขาสั่นไหวไม่หยุด

‘ขอเพียงข้าเอาชนะเขาได้ ข้าย่อมได้เป็นเจ้าสำนักของสำนักหยกพิสุทธิ์! ถึงเวลานั้นศิษย์น้องซีเสวียนต้องยินดีแต่งงานกับข้าแน่นอน!’

ดวงตาของกวนโยวกังลุกโชน เมื่อจินตนาการถึงอนาคตที่สวยงามนั้น ทั่วทั้งร่างเขาเหมือนติดไฟก็ไม่ปาน

เขาเตรียมแสดงพลังวิเศษชั้นยอดที่เพิ่งบรรลุเมื่อไม่นานมานี้ออกมา หวังปลิดชีพอีกฝ่ายทันที!

ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นมา!

ปราณกระบี่!

กวนโยวกังเบิกตากว้าง คิดจะต้านไว้ตามจิตใต้สำนึก

ทว่า ปราณกระบี่นี้รวดเร็วยิ่งนัก!

เร็วจนผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณอย่างเขาไม่อาจตอบโต้ได้ทัน!

ฉึก!

ปราณกระบี่จากวิชาดรรชนีกระบี่เทพแทงทะลุท้องของกวนโยวกัง โจมตีพลังวิญญาณในร่างเขาจนแตกซ่าน

กวนโยวกังกระอักโลหิตตัวปลิวออกไปราวกับว่าวไร้สายป่าน ก่อนจะตกลงบนเนินเขา

เมื่อตกสู่พื้น เขารีบใช้มือกุมท้อง กระอักโลหิตออกมาอีกอย่างทนไม่ไหว

กลิ่นอายพลังทั้งร่างเขาเหือดแห้งไปในชั่วพริบตา

แห้งไปแล้ว!

“เป็นไปได้อย่างไร…”

กวนโยวกังราวถูกฟ้าผ่า ปากอ้าตาค้างจ้องไปยังหานเจวี๋ยที่กำลังเหยียบอากาศมาหาตน

หานเจวี๋ยที่สวมอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองมีบุคลิกน่าตะลึง บนศีรษะสวมมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์ รอบเอวคาดเข็มขัดเก็บสมบัติขนาดเล็ก เท้าสองข้างสวมรองเท้าวิเศษเก้าดารา ก่อนหน้านี้ระหว่างที่หานเจวี๋ยเข้าฌานอยู่ กวนโยวกังสัมผัสไม่ได้สักเท่าไร

ยามนี้เมื่อได้เห็นหานเจวี๋ยอีกครา เขารู้สึกราวกับเห็นเทพเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์

โดยเฉพาะใบหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้น

หากโลกนี้มีเทพเซียนอยู่จริง

น่าจะเป็นเช่นนี้เอง

‘ช้าก่อน!

นี่ข้ากำลังคิดอะไรอยู่’

กวนโยวกังตกใจตื่นทันควัน จากนั้นความรู้สึกพ่ายแพ้ไม่รู้จบสิ้นก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจ

ไม่นึกว่าเพียงกระบี่เดียวของฝ่ายตรงข้ามเขาก็ยังรับมือไม่ได้…

ช่างน่าขัน…

ก่อนหน้านี้เขายังหัวเราะลั่นหมายจะเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการโจมตีกระบวนท่าเดียว ผลลัพธ์กลับเป็นตัวเขาเองที่ถูกโจมตีพ่ายแพ้ในหนึ่งครั้ง…

เวลานี้ กวนโยวกังอยากแทรกแผ่นดินหนีแทบทนไม่ไหว

หานเจวี๋ยลอยลงมาตรงหน้าเขา

กวนโยวกังก้มศีรษะต่ำ รู้สึกอับอายขายหน้าเป็นที่สุด ไม่กล้าสบตาหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบาว่า “อย่าได้เสียใจไปเลย เจ้าน่ะแข็งแกร่งแล้ว แต่เจ้าเลือกคู่ต่อสู้พลาดไปเท่านั้น ทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์ ก็มีเพียงเจ้าที่คู่ควรให้ข้าลงมือ”

สิ้นเสียงเอ่ย หานเจวี๋ยก็หายตัวไป

กวนโยวกังอึ้งงัน

เขามิได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังคุยโว กลับพูดปลอบใจอยู่น้อยๆ เสียด้วยซ้ำ

“ผู้อาวุโสสังหารเทพ…แท้จริงแล้วท่านแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่…”

……

หานเจวี๋ยออกจากแดนหมื่นปีศาจอย่างรวดเร็ว และไม่ได้หยุดพักที่เมืองสำนักฝ่ายใน

หากแต่กลับไปยังภูเขาที่ตนฝึกบำเพ็ญอยู่

จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

ร่างของเขากะพริบหายมาปรากฏตัวที่ตีนเขา

มือขวาเริ่มร่ายวิชา จากนั้นดินพลันผุดขึ้นสูง รวมตัวกันเป็นแผ่นศิลาอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยใช้นิ้วแทนพู่กัน สลักตัวอักษรลงบนแผ่นศิลา

ตัวอักษรสี่ตัว

เพียรบำเพ็ญเซียน!

จากนี้ไปนี่คือชื่อของภูเขาลูกนี้

เขาเพียรบำเพ็ญเซียน

หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพอใจ และกลับขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้ง

ไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยังคงฝึกฝนอยู่

สิงหงเสวียนไม่รู้ว่าไปที่ใด ไม่ได้อยู่ที่ถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยคุยกับไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะกลับเข้าไปในถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง หยิบกระบี่พิพากษาอนธการออกมา

ตัวกระบี่เล่มนี้มีสีแดงเข้ม มีลายเส้นสีดำบางๆ ทำให้กระบี่ดูพิเศษยิ่งขึ้น

เมื่อถือกระบี่เล่มนี้ไว้ หานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

เขาส่งพลังวิญญาณเข้าไปในกระบี่

ครืน…

ภูเขาทั้งลูกเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หานเจวี๋ยตกใจจนรีบตัดพลังวิญญาณหกสาย

“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”

หานเจวี๋ยตื่นเต้นยินดี

เนื่องจากเป็นของวิเศษคู่ชีวิต เขาจึงไม่จำเป็นต้องหยดเลือดตีตราเป็นเจ้าของ

ต่อจากนั้น หานเจวี๋ยจึงทดสอบแบบจำลองสถานการณ์ โดยเข้าต่อสู้กับนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง

ครึ่งนาทีต่อมา

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เขาถอนหายใจยาวก่อนพึมพำ “ในที่สุดก็ปราบเจ้าได้ ขี้ขลาดตาขาวจริงๆ ไม่นึกว่าจะแสดงท่าร่างออกมามากมายเช่นนี้!”

ในระหว่างการต่อสู้ เขาทำให้นักพรตเต๋าจิ่วติ่งได้รับบาดเจ็บหนักในหนึ่งกระบี่

จากนั้นนักพรตเต๋าจิ่วติ่งก็เอาแต่หลบหลีกตลอด ยืดเวลาการต่อสู้ออกไปเรื่อยๆ

ระดับสุญตาขั้นแปด ก็มีดีแค่นี้เอง!

ความมั่นใจของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ไม่หวาดกลัวสำนักมารปีศาจกับเซียวเอ้อร์อีก

จากค่าความสัมพันธ์จะเห็นได้ว่าเซียวเอ้อร์ยังคงอยู่ระดับสุญตาขั้นสองเท่านั้น

เขาจะสังหารเซียวเอ้อร์ด้วยวิธีไหน

สังหารอย่างไร!

เมื่อนึกถึงเซียวเอ้อร์ หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งฝ่ายนั้นทันที

ต่อจากนี้หากมีเวลาก็สาปแช่งเขาแล้วกัน แม้ว่าหานเจวี๋ยจะไม่กลัวเขา แต่ก็ไม่อยากให้มาเป็นอุปสรรคในการฝึกฝนของตน

สิบวันต่อมา

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงอย่างพึงพอใจ

จากนั้นเริ่มฝึกฝนวิชาวัฏจักรหกวิถีระดับที่หก

……

หนึ่งปีต่อมา

หานเจวี๋ยบรรลุวิชาวัฏจักรหกวิถีระดับหก สามารถฝึกในระดับสุญตาได้แล้ว

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาตระหนักรู้พลังวิเศษพลังใหม่

ตราประทับหกวิถี!

ตราประทับนี้เมื่อประทับลงบนร่างศัตรู จะสามารถทำลายดวงจิตของศัตรูได้โดยตรง!

ร่างกายยังไม่ทันสูญสลาย แต่ดวงจิตถูกทำลายก่อนแล้ว

นี่คือพลังวิเศษที่ใช้เป็นท่าไม้ตายได้!

หานเจวี๋ยบิดขี้เกียจ ทอดถอนใจเอ่ยว่า “เป็นอีกวันที่แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น”

เขายังไม่รีบเร่งฝึกฝนต่อ จึงกดเปิดค่าความสัมพันธ์ตรวจดูจดหมายสักหน่อย

ไม่รู้ว่าช่วงนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเหล่าสหายของเขาบ้างหรือไม่

[ซูฉีศิษย์ของท่านถูกภูตบำเพ็ญลอบโจมตี] x12

[ซูฉีศิษย์ของท่านสังหารสิ่งมีชีวิตยอดรวมนับหมื่นพัน แรงกรรมเพิ่มพูน]

[หลี่ชิงจื่อสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x58

[หลี่ชิงจื่อสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะ] x44

[หลี่ชิงจื่อสหายของท่านบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญของท่านไปจากแดนมนุษย์]

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านสังหารศัตรูฝ่ายหนึ่ง แรงกรรมมหันต์]

[สิงหงเสวียนสหายของท่านหลงเข้าไปในแดนลึกลับบรรพกาล เป็นตายร้ายดีไม่แน่ชัด]

……

หือ?

เวลาเพียงหนึ่งปีก็เกิดเรื่องมากมายถึงเพียงนี้เลย?

หานเจวี๋ยกะพริบตาปริบๆ

ได้!

ใครหน้าไหนมาโจมตีเจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์อีก

ฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมคิดจะก่อกบฏหรือ?

โม่ฟู่โฉวเลือกเดินทางที่ไม่อาจหวนกลับแล้ว?

และสิงหงเสวียน…

เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาแท้ๆ เหตุใดจึงมักได้ครอบครองของวิเศษหรือพบเจอโชควาสนา?

หรือเป็นเพราะได้รับพลังจากดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียนของข้า?

หานเจวี๋ยจินตนาการไปต่างๆ นานา

ผ่านไปสักพัก

หานเจวี๋ยจึงหันมาเริ่มฝึกฝนต่อ

แม้แดนบำเพ็ญพรตจะมหัศจรรย์เพียงใด เขาก็ยังไม่อยากย่างเท้าเข้าไปที่นั่นในตอนนี้

สำนักหยกพิสุทธิ์มีนักพรตเต๋าจิ่วติ่งคอยหนุนหลัง สำนักอื่นก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน

แค่ระดับสุญตาอย่างเดียวคงยังไม่พอ

โจวฝานผู้บำเพ็ญระดับมหายานที่กลับชาติมาเกิดยังไม่พ้นทุกข์เลย

หานเจวี๋ยฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น ปรารถนาที่จะบรรลุระดับรวมกายาภายในหนึ่งร้อยปี!

……

สองปีต่อมา

หลี่ชิงจื่อเดินทางมาเยี่ยมเยียน

หานเจวี๋ยพาเขาเข้าไปในถ้ำเทวา สีหน้าของหลี่จื่อชิงเต็มไปด้วยความอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจซึ่งมักฉายชัดเช่นนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน

ดูเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

หานเจวี๋ยถอนหายใจก่อนกล่าว “เจ้าสำนัก ท่านไม่ก่อเรื่องสักวันไม่ได้หรือ บำเพ็ญเพียรเงียบๆ สักร้อยปีได้ไม่ได้หรืออย่างไร”

หลี่ชิงจื่อทำท่าทางลังเล ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจนใจ “ข้าเป็นเจ้าสำนัก หลายสิ่งหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของข้า หลายปีมานี้สำนักหยกพิสุทธิ์มีศิษย์สายหลักเข้าร่วมฝ่ายมาร สร้างความเคียดแค้นเกลียดชังให้ผู้อื่นไม่น้อย ข้าจำเป็นต้องจัดการกับผลกรรมเหล่านี้ แต่ยิ่งรู้ลึกเท่าไรก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเท่านั้น เวลานี้พบเรื่องใหญ่ไม่น้อยทีเดียว เพราะข้าสืบรู้มาว่าสายหลักกับสายมารของแดนบำเพ็ญต้าเยี่ยนหันมาร่วมมือกัน และพร้อมจู่โจมสำนักหยกพิสุทธิ์ของข้า!

ยามนี้สำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้อาวุโสระดับเปลี่ยนวิญญาณสองคน ทว่าผู้อาวุโสกวนได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยเหตุใดก็ยังมิล่วงรู้ ทั้งยังปิดด่านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เฮ้อ ผู้อาวุโสหาน บางทีครานี้อาจต้องหาทางหลบหนีอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว!”
บทที่ 62
ฝ่ายหลักร่วมมือกับฝ่ายมารเข้าโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์?

หานเจวี๋ยแสดงสีหน้าโง่งมทันที

เขาอดไม่ได้รีบถามทันที “เจ้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ฆ่าทุกคนที่ไม่ยินยอมเช่นนั้นหรือ”

หลี่ชิงจื่อโมโหทันควัน เอ่ยปากอย่างเดือดดาลว่า “ไอ้เลวระยำพวกนี้ ข้าอุตส่าห์ไปขอโทษถึงสำนักแล้ว พวกมันกลับลงมือกับข้าทันที เวลานั้นกระทั่งโอกาสที่จะเอ่ยปากสักแอะยังไม่มี ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักศิษย์สายหลักที่ฝักใฝ่เข้าฝ่ายอธรรมผู้นั้นด้วย นามของมันคือโม่ฟู่โฉว ดูเหมือนตัวมันเองจะไม่เต็มใจใฝ่เข้าฝ่ายอธรรม เกรงว่าคงถูกใส่ร้าย”

หานเจวี๋ยหว่างคิ้วยับย่นเอ่ย “เรื่องเป็นมาอย่างไร”

หลี่ชิงจื่อเริ่มเล่าเรื่องยาวยืดให้เขาฟัง

เขาเริ่มจากความเป็นมาของโม่ฟู่โฉว

โม่ฟู่โฉวมาจากตระกูลโม่ เดิมทีเป็นตระกูลผู้ฝึกตน ทว่ามีพบหลักฐานสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายอธรรม จึงถูกฝ่ายธรรมมะแต่ละสำนักร่วมมือไล่สังหาร มีเพียงโม่ฟู่โฉวและโม่จู๋เท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้

เซียนเฒ่าเต้าเหลยรับโม่ฟู่โฉวเป็นลูกศิษย์ด้วยตัวเอง และมอบชื่อใหม่ให้เขา โม่ฟู่โฉวจึงกลายเป็นชื่อที่เซียนเฒ่าเต้าเหลยตั้งให้เป็นการส่วนตัว หวังว่าตัวมันนั้นจะลืมความเกลียดแค้นชิงชังในอดีตและกลายเป็นคนใหม่ได้

ครั้งหนึ่งเมื่อโม่ฟู่โฉวออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก บังเอิญพบศัตรูคู่อาฆาตในอดีต จึงสังหารศิษย์สำนักนั้นไปไม่น้อย จากนั้นค่อยๆ ทยอยตามฆ่าเหล่าลูกศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรมะที่เกี่ยวข้องกับคดีฆ่าล้างตระกูลในปีนั้น

หลี่ชิงจื่อรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน ถึงอย่างไรเขาก็เคยพบเจอโม่ฟู่โฉวมาก่อน ตัวโม่ฟู่โฉวนั้นนับว่าเป็นคนปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างนอบน้อมถ่อมตัวมาตลอด ต่อให้ทนไม่ได้จนลงมือฆ่าศัตรูจริงๆ ครั้งแรกที่พลั้งมือฆ่าศัตรูไปแล้วนั้นเขาควรจะกลับมามิใช่หรือ แต่กลับตามแก้แค้นราวคนบ้าเช่นนั้น

เกรงว่าตอนนี้คงมีไม่น้อยกว่าห้าสำนักที่กำลังไล่สังหารโม่ฟู่โฉว เมื่อหลายปีก่อน โม่ฟู่โฉวอับจนหนทาง จำต้องแสดงพลังพิเศษประจำตระกูลออกมา แต่สุดท้ายพลังนั้นกลับเป็นพลังพิเศษของลัทธิมาร จึงทำให้เขาสู่ฝ่ายอธรรมไปโดยตรง

นับวันคนที่อาศัยพลังวิเศษนี้เพื่อฆ่าคนนั้นมีไม่น้อย โม่ฟู่โฉวกลายเป็นมารโดยสมบูรณ์แบบ ไร้ทางหวนกลับ

“เรื่องนี้แปลกประหลาดเกินไปแล้ว สำนักเหล่านั้นไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามข้าสักคำ กลับมุ่งไล่สังหารโม่ฟู่โฉวไม่หยุด กรรมเกิดจากเหตุ มีเหตุจึงมีผลตามมา เจ้าก็น่าจะรู้ ทว่าพอข้าไปเยือนสำนักเพื่อขอโทษนั้น กลับถูกโจมตีอย่างเหี้ยมโหด”

“เรื่องของผู้เยาว์ไหนเลยที่ระดับเจ้าสำนักจะต้องยื่นมือเข้ามาพัวพัน เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นฉวยโอกาสคิดต่อสู้”

หลี่ชิงจื่อยิ่งพูดยิ่งโกรธแค้น ราวอยากร้องไห้ออกมาเต็มแก่

แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนกลับไป

เขาถอนหายใจเอื้อนเอ่ย “ตอนนี้ทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมเข้าโอบล้อมพวกเราแล้ว พวกเราคงต้านไม่ไหวเป็นแน่ หรือจะใช้วิธีของเจ้า แอบหลบหนีไปซะ! ”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจากไป กวนโยวกังก็บาดเจ็บสาหัส

หากจะหวังพึ่งเพียงหานเจวี๋ย เขาเพียงคนเดียวไหนเลยจะสามารถต้านฝ่ายหลักและฝ่ายมารได้

ถึงอย่างไรสำนักที่ใหญ่บางสำนักย่อมมีผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนวิญญาณอยู่ด้วย ดังเช่นสำนักกระบี่วิหคชาดที่มีผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนวิญญาณถึงสองคน เมื่อทุกสำนักร่วมมือกันลงมือแล้ว แน่นอนว่าหานเจวี๋ยเพียงคนเดียวคงต้านไม่ไหว

หานเจวี๋ยถามขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “ฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมมีผู้บำเพ็ญระดับสุญตาหรือระดับรวมกายาด้วยหรือไม่”

หลี่ชิงจื่อดวงตาเบิกกว้างกล่าวออกมาว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร! ก่อนหน้าที่มีหวงจุนเทียนผู้มีตบะเพียงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นที่เก้าพวกมันก็วางอำนาจบาตรใหญ่กันแล้ว หากพวกมันมีผู้บำเพ็ญระดับสุญตา ไหนเลยจะถูกรังแกอยู่เช่นนี้”

“ถ้าเช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีระดับปรมาจารย์ออกไปฝึกตนข้างนอก เพื่อแสวงหาโชควาสนาเฉกเช่นสำหนักหยกพิสุทธิ์ของเรา”

“ย่อมต้องมีแน่นอน แต่ทว่าข้าไม่เคยได้ยินถึงการดำรงอยู่ของระดับสุญตา เดิมทีแล้วระดับปฐมาจารย์นั้นมักจะออกจากสำนักไปตามลำดับ พวกมันล้วนไม่ต่างจากศิษย์หลานแล้ว”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว หลี่ชิงจื่อพลันลอบถอนหายใจ

หากว่านักพรตเต๋าจิ่วติ่งยังมิจากไปก็คงดีไม่น้อย

ประสบความลำบากมาไม่น้อยกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะเป็นสำนักที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ เป็นที่นับหน้าถือตาได้เพียงนี้ หากไม่จำเป็นต้องต่อสู้ อยู่อย่างเงียบสงบอีกร้อยปี ย่อมเพียงพอให้กลายเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าเยี่ยนได้เป็นแน่

จะทำอย่างไรได้เล่า เมื่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้พลันเกิดเรื่องขึ้นขึ้นมาก่อน

หลี่ชิงจื่อไร้เรี่ยวแรง

ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักมา เขาทุ่มเทกายใจมาตลอด ทั้งพบเจอความลำบากมาก็มิใช่น้อย

ทว่าสุดท้ายแล้วกลับเห็นเพียงความว่างเปล่า!

หลี่ชิงจื่อเข้าใจความในใจของหานเจวี๋ย ถอนหายใจออกมาแล้ว ค่อยๆ ลุกขึ้น

“เจ้าจงเตรียมพร้อมให้เรียบร้อย ไม่เกินสามวัน สำนักหยกพิสุทธิ์จำต้องหาเส้นทางหลบหนี เร่งมุ่งไปต่างแดน บากหน้าไปขอพึ่งปฐมาจารย์”

หานเจวี๋ยกล่าวโดยไม่รอช้า “หลบหนีทำไม! ข้าไม่คิดจะหนีหรอกนะ แล้วเจ้าจะหนีทำไม”

หลี่ชิงจื่อชะงักงัน

เขาถามอย่างระมัดระวัง “เจ้าหมายความว่าอะไร”

หานเจวี๋ยตอบอย่างไม่ยี่หระ “ให้พวกมันเข้ามา จะได้เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์หาใช่ปฐมาจารย์”

แต่ไหนแต่ไร ศัตรูในห้วงจินตนาการของหานเจวี๋ยนั้นคือลัทธิมาร!

แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนนั้นนับเป็นสิ่งใดหรือ?

ให้พวกมันบุกเข้ามา!

ในเมื่อกล้ารบกวนเวลาฝึกฝนของข้า ก็อย่าหวังว่าข้าจะให้พวกเจ้าได้กลับไป!

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ชิงจื่อดีใจจนเนื้อเต้น

เขารู้จักนิสัยของหานเจวี๋ยดี

เจ้าขี้ขลาดหานเจวี๋ยยังกล้าเอ่ยออกมาเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นย่อมแสดงว่ามั่นใจอย่างที่สุด!

“ตอนนี้เจ้าบรรลุระดับใดแล้วหรือ” หลี่ชิงจื่อเอ่ยถามอย่างลังเล

หานเจวี๋ยหัวเราะพร้อมตอบว่า “อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าระดับปฐมาจารย์”

หา

ไม่ด้อยกว่าหรือ!

กระทั่งสังหารนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง เขายังใช้เวลาพริบตาเดียวเท่านั้น!

ท่าร่างของตาแก่นั่นเชื่องช้านัก!

เป็นเวลาเนิ่นนาน

เมื่อหลี่ชิงจื่อเคลื่อนคล้อยจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ทว่าเขายังคงงุนงง

มาพร้อมความความเศร้าโศก กังวล แต่กลับไปพร้อมความปิติยินดี ประหนึ่งว่าเขากำลังฝันไป

หลังจากหลี่ชิงจื่อกลับไปแล้ว หานเจวี๋ยรีบพินิจอย่างละเอียดอีกครั้ง ผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งในสำนักหยกพิสุทธิ์นั้น นอกจากตัวเขาแล้วยังมีใครอื่นหรือไม่

มีเพียงกวนโยวกังเท่านั้น

ไม่มีผู้มีฝีมือเทียบเคียงได้แล้ว

หานเจวี๋ยรู้สึกเสียใจอย่างอธิบายไม่ถูก

หลี่เฉียนหลง?

คงจะไม่ถูกเขาสาปแช่งตายหรอกใช่ไหม?

หานเจวี๋ยยังรอรับประลองฝีมือกับหลี่เฉียนหลง

หากแต่คนผู้นี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

น่าเสียดาย

หานเจวี๋ยส่ายศีรษะ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายขึ้นมา เริ่มสาปแช่งเซียวเอ้อร์ราวสองสามวัน ระบายออกมาสักครู่จึงเริ่มจะฝึกฝนต่อไป

……

เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนเกิดกระแสคลื่นพัดกระพือฮือโหม

โม่ฟู่โฉวทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมร่วมมือกลายเป็นพันธมิตร เตรียมพร้อมโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักที่สนับสนุนนั้นมีมากถึงสิบเก้ากลุ่ม

เรื่องนี้ได้แพร่กระจายทั่วทั้งแดนบำเพ็ญพรตแล้ว

ขอแค่ที่ไหนมีนักบำเพ็ญก็ล้วนแล้วแต่พูดคุยเรื่องนี้ทั้งนั้น

สิบเก้าสายสำนักบุกสำนักหยกพิสุทธิ์!

ทว่า

แทนที่สำนักหยกพิสุทธิ์จะตื่นตระหนก แต่กลับทำให้ทั้งสิบเก้าสายสำนักเป็นฝ่ายร้อนรนเองเสียด้วยซ้ำ

สิบเก้าสายสำนักยังไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ เพราะหวาดระแวงนักพรตเต๋าจิ่วติ่งจะหวนมากลับมา

ในวันเดียวกันนั้นเอง

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ พลันลืมตาขึ้นอย่างตื่นตะลึง

เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณที่คุ้นเคยสายหนึ่ง

เขารีบส่งพลังจิตออกไปทันที

หวงจี๋เฮ่าจากสำนักกระบี่วิหคชาด!

ชั่วขณะนั้น หวงจี๋เฮ่ายืนอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำสายหนึ่ง สายตาทอดยาวไปยังยอดเขาทั้งสิบแปดยอดของสำนักหยกพิสุธ์

สีหน้าเย็นชา นิ่งขรึม ยืดตัวตรงลู่ลม

มองจากภายนอก เขาสงบเยือกเย็น แต่ภายในใจนั้นกลับกระวีกระวาด ร้อนรน

“เหตุใดเจ้าจึงกลับมาที่นี่อีก”

หวงจี๋เฮ่าร่างสั่นงันงก กล่าวอย่างรีบร้อนว่า “สหายเซียนโปรดอย่าได้ลงมือ ข้าเพียงมาเยี่ยนเยียนเจ้าเท่านั้น มิได้มีเจตนาร้ายอันใด!”

มาเยี่ยมเยียนข้า?

หานเจวี๋ยงุนงง

เขาลังเลใจว่าควรจะลงมือหรือไม่

หวงจี๋เฮ่าไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา จิตใจยิ่งกระเจิดกระเจิง

เขาจึงกล่าวต่อว่า “เวลานี้มีผู้นำบางคน ต้องการจะร่วมมือกับฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมเพื่อจัดการสำนักหยกพิสุทธิ์ เจ้าสำนักของพวกเราส่งข้ามาสืบข่าว ไม่ทราบว่าสำนักหยกพิสุทธิ์ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่”

หานเจวี๋ยที่นั่งอยู่ภายในถ้ำเทวาหว่างคิ้วกระตุก

สำนักกระบี่วิหคชาดคิดจะหักหลังพันธมิตรอย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยวางแผนในใจ พร้อมถ่ายทอดเสียงไปว่า “สำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ต้องการความช่วยเหลือใด ข้าจะรออยู่ที่นี่จนกว่าพวกเจ้าจะมารวมกันทุกคน ไม่ว่าจะมามากน้อยเพียงใด ก็ล้วนต้องตาย”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ในใจของหานเจวี๋ยแทบเต้นผิดจังหวะ

น้ำเสียงช่างเย่อหยิ่ง อวดดียิ่งนัก!

หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ หวงจี๋เฮ่าคงหัวเราะเยาะเย้ยเป็นแน่ ทว่าหากเป็นหานเจวี๋ยที่กล่าวออกมาเช่นนี้ เขาย่อมเชื่อโดยไร้ข้อกังขา

“แต่ว่า…เรื่องนี้มีลับลมคมนัยอยู่ไม่น้อย ไม่แน่ว่าอาจมีผู้ชักไยอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ หากสำนักกระบี่วิหคชาดของพวกเจ้าสามารถตามหาผู้บงการอยู่หลังม่านออกมาได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าสำนักเราร่วมมือกับพวกเจ้า”

คำพูดของหานเจวี๋ยทำให้หวงจี๋เฮ่าตัวค้างแข็ง

[หวงจี๋เฮ่าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยเห็นตัวอักษรเหล่านี้แล้วถึงกับพูดไม่ออก

หือ?

คนผู้นี้…
บทที่ 63
หวงจี๋เฮ่ากลับไปแล้ว

แต่หานเจวี๋ยไม่อาจมองเขาตรงๆ ได้อีก

ระดับความประทับใจที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลมากจนกระทั่งหานเจวี๋ยสงสัยว่าเจ้าหมอนี่คิดเลยเถิดกับเขาแล้ว

หลังจากนั้น หานเจวี๋ยจึงหันมาฝึกฝนต่อ

สำนักกระบี่วิหคชาดสามารถหาตัวคนบงการมาได้หรือไม่ยังคงพูดได้ยาก หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้กังวลว่าพวกเขาจะทำได้หรือไม่

ต่อให้สิบเก้าสายสำนักจะบุกเข้ามาพรุ่งนี้ เขาก็ไม่ได้กังวล

ในสายตาของเขามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

เขาต้องทะลวงระดับสุญตาขันที่สองโดยเร็ว!

……

ภายในถ้ำแห่งหนึ่งมีเปลวเพลิงสั่นวูบไหว สิงหงเสวียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากองไฟ

โฮก…

ด้านนอกถ้ำมีเสียงร้องคำรามที่ดังสนั่นผ่านเข้ามา น่าเกรงขามอย่างยิ่ง

สิงหงเสวียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางเพ่งมองไปยังตัวอักษรที่ประทับอยู่บนหน้าผา หว่างคิ้วยับย่นเล็กน้อย

“เหตุใดถึงรู้สึกเหมือนยังขาดอะไรไป”

สิงหงเสวียนคิดหนัก

ที่นี่เป็นแดนลึกลับแห่งหนึ่งของผู้บำเพ็ญในยุคบรรพกาล สิงหงเสวียนค้นพบโดยบังเอิญว่าสถานที่แห่งนี้มีการบันทึก วิชายุทธ์ลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถูก นางรวบรวมความกล้ามุ่งมั่นฝึกฝน ภายในเวลาหนึ่งปีตบะเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ระยะทางที่นางจะเรียนรู้วิชายุทธ์นี้ทั้งหมดยังอีกยาวไกลนัก

สิงหงเสวียอดนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมาไม่ได้

หากเขาอยู่ด้วย บางทีอาจจะช่วยข้าแก้ปัญหาได้

พอนึกได้เช่นนี้ สิงหงเสวียนจึงนำหุ่นเชิดสวรรค์ออกมา

นางให้หุ่นเชิดสวรรค์นั่งลงข้างตนเอง เอียงศีรษะของตนพิงกับหุ่นเชิดสวรรค์เบาๆ เริ่มพักผ่อน

นับตั้งแต่มีหุ่นเชิดสวรรค์ ทุกครั้งที่นึกถึงหานเจวี๋ย นางก็จะนำหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ออกมา

นางมักจะบอกกล่าวเรื่องราวในใจของตนเองให้หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ฟัง

เพราะในหุ่นเชิดสวรรค์มีจักขุวิญญาณของหานเจวี๋ยซ่อนอยู่ หานเจวี๋ยจึงไม่กังวลว่าจะเกิดเรื่องร้ายอะไรกับนาง

ผ่านไปเนิ่นนาน

สิงหงเสวียนนั่งตัวตรง เตรียมที่จะฝึกฝนต่อ

ทันใดนั้นเอง

ด้านนอกถ้ำกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น

สิงหงเสวียนหวาดวิตก รีบร้อนนำอาวุธเวทออกมา

เห็นเพียงชายชราในชุดคลุมสีเทาที่ใบหน้าเปล่งปลั่งดุจทารกคนหนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ เขามองเห็นสิงหงเสวียนที่ตื่นตระหนก ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ผู้เยาว์ ไม่ต้องกังวลไป ข้าก็มาหยั่งรู้วิชายุทธ์เช่นกัน”

หยั่งรู้วิชายุทธ์?

สิงหงเสวียนขมวดคิ้ว ในใจสับสน

หรือก่อนที่นางจะมาถึงที่นี่ ชายชราผู้นี้ก็ค้นพบปราการเขาลูกนี้แล้ว?

ชายชราชุดคลุมสีเทาไม่ได้สนใจสิงหงเสวียน เดินเข้าไปนั่งลงเบื้องหน้าปราการเขา เริ่มจดจ้องไปยังตัวอักษรบนปราการเขาครุ่นคิดอย่างหนัก

ทั้งสองต่างไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าดวงตาของหุ่นเชิดสวรรค์ค่อยๆ เปล่งประกายวิบวาวออกมาน้อยๆ

……

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยลังเลใจ

ควรให้หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ลงมือหรือไม่

นับตั้งแต่สิงหงเสวียนเข้าไปยังแดนลึกลับบรรพกาล เขาก็จับตามองดูตลอด ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องใดกับสิงหงเสวียน

แต่ว่าชายชราชุดคลุมสีเทาผู้นี้ก็ดูราวกับไม่มีเจตนาร้ายใดๆ

ช่างเถิด

คอยดูไปก่อน

หากชิงลงมือก่อนแล้วสู้ชายชราชุดคลุมสีเทาไม่ได้ เช่นนั้นคงกระอักกระอ่วนไม่แล้ว

หานเจวี๋ยหันมาฝึกฝนต่อ

เพียงพริบตาเดียว

เวลาก็ผ่านพ้นไปอีกสองปี

สิงหงเสวียนและชายชราชุดคลุมสีเทายังคงหยั่งรู้วิชายุทธ์บนปราการเขา ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เปิดค่าความสัมพันธ์ตรวจดูจดหมาย

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญตระกูลหลิว] x43

[ซูฉีศิษย์ของท่านถูกตระกูลหลิวใช้อำนาจบีบบังคับแต่งงาน]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x8

[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์สหายของท่านได้รับพลังวิเศษ]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญตระกูลเว่ย] x288

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เคราะห์ดีหนีรอดได้]

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่โชคร้าย ตระกูลหลิวเผชิญกับโรคระบาดที่พบยากในหนึ่งพันปี ตายทั้งตระกูล]

[เซียนซีเสวียนสหายของท่านรู้แจ้งบางอย่างระหว่างฝึกบำเพ็ญ ตบะเพิ่มพูน ระดับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์]

……

ซูฉี เจ้าเด็กนี่ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!

ไปถึงไหน หายนะถึงนั่น…

หานเจวี๋ยนึกกลัวในใจ

ดูเหมือนดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียนของเขานั้นจะแข็งแกร่งจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถต้านทานความโชคร้ายระดับนี้ได้

ตระกูลหลิวช่างน่าเวทนานัก

นอกจากนั้นแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับหวงจี๋เฮ่า

หรือตระกูลเว่ยก็เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังโม่ฟู่โฉว

ตระกูลเว่ยนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!

คิดไม่ถึงว่าจะสามารถทำร้ายหวงจี๋เฮ่าได้!

แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนมีคนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

หานเจวี๋ยรีบใช้พลังจิตส่งกระแสเสียงไปยอดเขาหลักที่หลี่ชิงจื่อกำลังรักษาตัวอยู่ทันที เพื่อสอบถามเรื่องตระกูลเว่ย

หลี่ชิงจื่อได้ยิน ก็รีบมาถ้ำเทวาของหานเจวี๋ยทันที

“ผู้อาวุโสหาน ท่านถามเรื่องตระกูลเว่ยด้วยเหตุใด” หลี่ชิงจื่อถามอย่างเป็นกังวล

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วเอ่ย “ตระกูลเว่ยนี่แข็งแกร่งมากหรือ”

หลี่ชิงจื่อกล่าวตอบว่า “ตระกูลเว่ยไม่นับว่าแข็งแกร่ง มีปรมาจารย์ระดับปราณก่อกำเนิดเพียงหนึ่งคน ทว่าตระกูลเว่ยนั้นเต็มไปด้วยหญิงงามล่มบ้านล่มเมือง ตระกูลเว่ยเกี่ยวดองไปทั่วสารทิศ แม้กระทั่งมีกิจการค้าขายภายนอกต้าเยี่ยน โดยเฉพาะเส้นสายที่สามารถเรียกได้ว่ากว้างขวางที่สุดในแดนบำเพ็ญต้าเยี่ยน”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามขึ้น “มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ตระกูลเว่ยจะเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ท่าทีของหลี่ชิงจื่อก็ตกตะลึง เอ่ยขึ้นอย่างลังเล “คงไม่ใช่กระมัง ตระกูลเว่ยกับโม่ฟู่โฉวไม่มีความแค้นอันใดต่อกัน และกับสำนักพิสุทธิ์ก็มีสัมพันธ์อันดี…”

เขาเองก็ไม่มั่นใจนัก

ตอนนี้เขารู้สึกว่าไม่ว่าใครก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น

“ไม่เป็นไร ท่านเจ้าสำนักพักรักษาอาการให้หายดีเถอะ หากศัตรูบุกเข้ามา มีข้าอยู่” หานเจวี๋ยพยักหน้ากล่าว

หลี่ชิงจื่อพยักหน้าเช่นกัน ก่อนลุกจากไป

ก่อนจากไปนั้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม

หรือจะเป็นตระกูลเว่ยจริงๆ

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งหลี่เฉียนหลงและเซียวเอ้อร์ตามความเคยชิน

ช่วงนี้ เมื่อเขามีเวลาว่างก็จะสาปแช่งสองคนนี้

ฝึกฝน ตรวจจดหมาย สาปแช่ง ฝึกฝน ตรวจจดหมาย สาปแช่ง…

นี่ก็คือชีวิตประจำวันของหานเจวี๋ย

……

ท่ามกลางเทือกเขาที่ดุจดั่งแดนเซียน เซียวเอ้อร์นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในป่าไผ่ พลังวิญญาณฟ้าดินโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นหมอกหนาปกคลุมทั่วร่าง

พรวด

เซียวเอ้อร์พลันกระอักเลือดออกมา ไม่นานดวงหน้าที่อัปลักษณ์ก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด

สภาพทั่วร่างของเขาย่ำแย่ลง

เขากัดฟันกรอดก่อนเอ่ยด่า “เกิดอะไรขึ้น… เหตุใดถึงมักเกิดความผิดพลาด…”

ช่วงสิบปีมานี้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขามักจะเผชิญมารในใจระหว่างฝึกฝนเสมอ รบกวนการฝึกของเขา แม้กระทั่งเกือบทำให้เขาธาตุไฟเข้าแทรก

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไรกันที่เขาจะสามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิม

เซียวเอ้อร์กลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก

นับตั้งแต่เข้าไปแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนครานั้น เขาก็รู้สึกว่าเหตุใดตนเองถึงทำอะไรไม่ราบรื่นไปเสียหมด

แปลกประหลาดยิ่งนัก!

เขาตัดสินใจแล้ว หลังจากนี้จะไม่เดินทางไปแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนเพียงลำพังเด็ดขาด

ส่วนหานเจวี๋ย แม้เขาจะเกลียดชัง แต่ก็ไม่ได้บุ่มบ่ามที่จะแก้แค้นในทันที

ชั่วชีวิตนี้คนที่เขาเคยโกรธแค้นชิงชังมีมากมายเกินไป ในใจของเขาหานเจวี๋ยนั้นยังไม่อยู่ในลำดับรายชื่อ

เช่นนั้นเดิมทีเขาจึงไม่คิดว่าสาเหตุนั้นจะมาจากหานเจวี๋ย

เซียวเอ้อร์ยิ่งคิดยิ่งกลัดกลุ้ม ทำได้เพียงหยิบโอสถออกมารักษาอาการบาดเจ็บก่อน

……

ภายในตำหนักที่ที่นั่งโอ่อ่าตระการตา มีผู้บำเพ็ญสิบคนกำลังนั่งอยู่

หลี่เฉียนหลงและผู้บำเพ็ญในชุดคลุมสีดำนั่งอยู่ในตำแหน่งหลัก

“ทุกท่าน ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสเว่ยหยวน เป็นผู้บำเพ็ญระดับสุญตา ครั้งนี้ยินดีมาช่วยพวกเราขุดรากถอนโคนสำนักหยกพิสุทธิ์” หลี่เฉียนหลงแนะนำผู้บำเพ็ญที่นั่งอยู่

เว่ยหยวนก็คือผู้บำเพ็ญในชุดคลุมสีดำที่นั่งอยู่ข้างกายเขา

“เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมีตบะระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า กล่าวคือมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์มีระดับความสามารถที่สมน้ำสมเนื้อกับระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า ข้าและตระกูลเว่ยจึงเชิญผู้อาวุโสเว่ยหยวนมาเพื่อทวงความเป็นธรรมแก่พวกเราโดยเฉพาะ ส่วนนักพรตเต๋าจิ่วติ่งนั้น พวกเราได้ข่าวมาว่าเขาเดินทางออกไปต่างแดนเป็นที่แน่แท้แล้ว เจ้านักของพวกเขาเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาของตนเอง ไม่มีเวลาที่จะมาปกป้องสำนักหยกพิสุทธิ์”

คำพูดของหลี่เฉียนหลงทำให้ผู้บำเพ็ญที่นั่งอยู่ต่างมองหน้าสบตากัน

ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักของสายหลักและสายมาร ครั้งนี้ที่มารวมตัวกันก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์

เมื่อได้ยินว่าเว่ยหยวนเป็นผู้บำเพ็ญระดับสุญตาขั้นเก้า พวกเขากลับไม่ได้ยินดี แต่รู้สึกกังวลมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

พอโค่นสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ตระกูลเว่ยจะกลายเป็นสำนักหยกพิสุทธิ์แทน

พวกเขาก็ไม่มีทางชนะผู้บำเพ็ญระดับสุญตาได้!

หลี่เฉียนหลงเห็นสีหน้าท่าทางของทุกคนในสายตา กล่าวต่อว่า “ผู้อาวุโสเว่ยหยวนมีสำนักของตนเอง ครั้งนี้ตระกูลเว่ยของเราใช้ความจริงใจเป็นอย่างมากถึงสามารถเชิญเขามาได้ หลังจากเรื่องนี้จบลง ผู้อาวุโสเว่ยหยวนจะจากไป หลังจากโค่นล้มสำนักหยกพิสุทธิ์ลงแล้ว ตระกูลเว่ยต้องการเพียงแดนลึกลับของสำนักหยกพิสุทธิ์เท่านั้น จะไม่เข้าร่วมแย่งชิงอำนาจของแดนบำเพ็ญพรตอย่างแน่นอน”

เมื่อคำพูดนี้ออกมา สีหน้าท่าทางของเจ้าสำนักแต่ละสำนักก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

หลี่เฉียนหลงลอบพึงพอใจ

ผู้อาวุโสสังหารเทพ ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะสามารถรับมือกับผู้บำเพ็ญระดับสุญตาได้หรือไม่!

ในเวลานั้นเอง!

พลังวิญญาณภายในร่างของหลี่เฉียนหลงก็พลันปั่นป่วน กระอักโลหิตออกมาจากปากทันที

บรรดาเจ้าสำนักที่นั่งอยู่ล้วนตกตะลึง ลุกพรวดขึ้นมาตามๆ กัน กวาดมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
บทที่ 64
สามปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงระดับสุญตาขั้นสอง

สิงหงเสวียนยังคงศึกษาวิชายุทธ์ นางและชายชราชุดคลุมเทาผู้นั้นต่างก็ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน

หลังจากทะลวงระดับสุญตาขั้นที่สองสำเร็จ ด้วยความเคยชินของหานเจวี๋ยจึงเปิดค่าความสัมพันธ์ตรวจสอบจดหมาย

[หยางเทียนตงลูกศิษย์ของท่านกลายเป็นราชาปีศาจ]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x129

[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญการโจมตีจากผู้บำเพ็ญอิสระ]

[ซูฉีลูกศิษย์ของท่านได้รับโอกาสวาสนา บรรลุพลังวิเศษ]

[โม่วฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x287

[โม่วฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x302

[โม่วฟู่โฉวสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส เคราะห์ดีหนีรอดได้]

[โจวฝานสหายของท่านเข้าสู่สายมาร]

……

ฉิบ!

มีศิษย์เข้าสู่สายมารอีกคนแล้วหรือ

ทั้งยังเป็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดอีกด้วย!

หานเจวี๋ยหมดคำพูด

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับยอดเขาอัสนีสวรรค์

เจ้าเขาเป็นจารชน ศิษย์สายหลักสองคนก็ยังหักหลังอีก!

ตบะของโม่ฟู่โฉวและโจวฝานล้วนอยู่เหนือระดับรวมแก่นปราณขั้นที่ห้า เรียกได้ว่าก้าวหน้าอย่างมหาศาลทีเดียว

ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเจออะไรมากันแน่

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น เขาพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้น

สุนัขอ้วนตัวนี้นั่งอยู่หน้าปากถ้ำเทวา ท่าทางอึกๆ อักๆ ราวกับอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา

หานเจวี๋ยเอ่ยปากถาม “มีอะไร”

เมื่อสุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นได้ยิน จึงรีบเอ่ยปากทันที “นายท่าน…ข้าสามารถออกไปฝึกประสบการณ์ด้านนอกสักครั้งได้หรือไม่ ข้าอดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ!”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นเฝ้ารอคำตอบอย่างกระสับกระส่าย

“เจ้าเป็นสัตว์เทพ หากสถานะถูกเปิดเผย ย่อมดึงดูดความโลภของคนอื่นได้ง่าย เมื่อถึงตอนนั้นข้าคงช่วยเจ้าได้ยากนัก” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง

นิสัยของสุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นนั้นช่างเป็นปัญหาจริงๆ

ไม่เหมือนกับไก่คุกรัตติกาล เนื่องจากไก่คุกรัตติกาลได้รับการสั่งสอนจากเขาโดยตรง จนกลายเป็นไก่เชื่องไปแล้ว แต่นิสัยของสุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นที่เป็นเช่นนี้ คงเป็นเรื่องยากหากจะเกลี้ยกล่อมไม่ให้มันออกไปเผชิญโลกภายนอก

“นายท่านวางใจเถิด ข้าจะระวังเป็นอย่างดี ไม่หาเรื่องใส่ตัว และไม่เปิดเผยสถานะของตน ข้าออกไปไม่นานก็กลับ” สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นเอ่ยยืนยัน

หานเจวี๋ยไตร่ตรองสักพัก จึงตอบว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ”

ในฐานะสัตว์เทพโชคชะตา สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นไม่มีทางตายง่ายๆ

ปล่อยให้มันไปเผชิญกับโลกภายนอกก็ดี มันจะได้รู้เสียทีว่าการถ่อมตนฝึกฝนอยู่ข้างกายเขานั้นดีเพียงใด

สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นตื่นเต้นดีใจ พลันพุ่งตัวลงจากเขาในทันที

ไม่นานนัก

ไก่คุกรัตติกาลก็มา

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “อะไร เจ้าก็อยากไปด้วยอย่างนั้นหรือ”

ไก่คุกรัตติกาลตกใจตัวสั่นงันงก กล่าวออกไปว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร! ตีให้ตายข้าก็ไม่ไป ข้าจะอยู่กับนายท่านไปตลอด ข้างนอกนั่นอันตรายเกินไป! ในที่สุดสุนัขอ้วนตัวนั้นก็ไปจนได้สินะ นายท่าน ท่านสอนข้าบำเพ็ญเพียรได้หรือไม่”

ได้ยินเช่นนั้น หานเจวี๋ยก็พลันลุกขึ้น

จริงๆ เขาก็ควรจะถ่ายทอดความสามารถให้ไก่คุกรัตติกาลอยู่บ้าง

ไก่คุกรัตติกาลมีวิชายุทธ์ติดตัวแต่กำเนิดอยู่แล้ว ขาดเพียงวิชาเวทและพลังพิเศษเท่านั้น

ไก่คุกรัตติกาลในตอนนี้มีขนาดใหญ่เท่าห้องใต้หลังคาแล้ว

เมื่อเห็นขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน หานเจวี๋ยพลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

เขาตัดสินใจจะถ่ายทอดพลังค้ำฟ้าเสมือนพสุธาให้แก่ไก่คุกรัตติกาล

โดยเขาจะแนะนำให้มันได้รู้จักกับความแข็งแกร่งของพลังค้ำฟ้าเสมือนพสุธาอย่างง่ายๆ เป็นอันดับแรก

ไก่คุกรัตติกาลตื่นเต้นดีใจ ลอบเอ่ยว่า ‘เจ้าสุนัขอ้วนน่าตายนั้น คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าพอเจ้าจากไปแล้ว ข้าก็มาแอบเรียนพลังวิเศษกับนายท่าน รอเจ้ากลับมาก่อนเถอะ พี่ไก่จะกระทืบเจ้าแน่!”

ก็เป็นเช่นนี้ จากนั้นหานเจวี๋ยจึงเริ่มชี้แนะการฝึกฝนพลังพิเศษให้กับไก่คุกรัตติกาล

……

ภายในเมืองที่ดูเจริญแห่งหนึ่ง

ซูฉีเดินก้าวเท้าเยื้องย่างไปบนถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอย พลุกพล่านไปด้วยเหล่าผู้บำเพ็ญมากหน้าหลายตา

จากหานเจวี๋ยไปหลายปี ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นไม่น้อย ไม่มีรอยยิ้มพรายบนใบหน้าเฉกเช่นเมื่อก่อน ทำให้ผู้พบเจอสัมผัสถึงการผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมาย

ซูฉีเดินไปพลางมองซ้ายแลขวาไปรอบๆ

หลังจากเหตุการณ์ตระกูลหลิวเสียชีวิตทั้งตระกูล ก่อนหนีออกมาเขาฉวยโอกาสในการนำทรัพย์สินในตระกูลหลิวติดตัวออกมาทั้งหมด ตอนนี้แหวนเก็บสมบัติของเขาเต็มไปด้วยหินวิญญาณและโอสถรวมวิญญาณ

ผ่านพ้นเรื่องอันตรายและความยากลำบากมาเหลือคณา กระนั้นเขาก็ยังไม่ลืมภารกิจที่หานเจวี๋ยมอบให้

“บางทีผลลัพธ์ของภารกิจก็ไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญนั้นคือวิธีการ”

ซูฉีหวนคิดเงียบๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก็พลันทอดถอนใจออกมาในที่สุด

ทุกครั้งที่เขาเกือบจะหมดหวัง เรื่องร้ายมักจะกลายเป็นดีอยู่เสมอ

เขาเดาว่าคงเป็นหานเจวี๋ยที่คอยปกป้องเขาอยู่ลับๆ อย่างแน่นอน!

ต้องใช่แน่ๆ!

ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน!

ไม่เช่นนั้นทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในอันตราย เหตุใดจึงรอดพ้นมาได้

อีกอย่างเขาก็จำได้ว่าหานเจวี๋ยเคยกล่าวไว้ว่า หานเจวี๋ยจะเดินทางไปสำนักมารปีศาจด้วยตนเอง และกำจัดสำนักมารปีศาจให้สิ้นซาก

บางทีผู้อาวุโสอาจจะกำลังฝึกปรือเขาอยู่ เพื่อให้เขากลายเป็นศิษย์ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม!

ทุกครั้งที่เขาคิดได้เช่นนี้ ซูฉีก็รู้สึกลุกโชน เลือดภายในกายพลุ่งพล่าน

เขาไม่ได้ตัวคนเดียว!

เขาไม่ได้เดินคนเดียว!

ในใจของเขาตอนนี้ หานเจวี๋ยก็ได้กลายเป็นอาจารย์ของเขาแล้ว!

มีอาจารย์คอยปกป้องอยู่ข้างหลังเช่นนี้ ข้าจะต้องทะนุทนอมไว้อย่างดี!

ปึก!

ในขณะที่ซูฉีกำลังอยู่ในห้วงคิดของตนเองอยู่นั้น เขาก็ชนกับคนคนหนึ่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ

ทว่าอีกฝ่ายกลับใช้พลังวิญญาณผลักเขากลับในทันที

ซูฉีถอยร่นไปหลายก้าว เงยหน้าขึ้นเห็นเป็นสตรีนางหนึ่ง จึงรีบเอ่ยปากขอโทษนางในทันใด “ขออภัย”

หน้าตาของสตรีนางนี้ค่อนข้างสะสวย ทว่าอารมณ์ร้ายเป็นที่สุด นางชี้นิ้วด่าทอซูฉีในทันที “ไม่มีตาหรืออย่างไร เชื่อหรือไม่ว่าข้าควักลูกตาเจ้าออกมาได้”

ดุชะมัด!

ซูฉีส่ายหน้าพลางหลุดยิ้มออกมา ไม่ได้ถือโทษโกรธนางแต่อย่างใด เตรียมจะเดินอ้อมผ่านสตรีนางนั้นไป

ทว่าเมื่อสตรีนางนั้นเห็นว่าซูฉีไม่สนใจ นางยิ่งระเบิดโทสะ ชักกระบี่ตวัดพุ่งไปทางเขาทันที

เสียงคมกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝักอย่างรุนแรงนั้น ทำให้เหล่าวิหคปีศาจที่ถูกเตรียมไว้สำหรับรอจำหน่ายอยู่ข้างๆ ต่างตื่นตกใจกลัว วิหคปีศาจหลายตัวพลันกระโจนเข้าหานางทันที ทำให้นางตกใจจนตวัดกระบี่ออกไปอย่างสะเปะสะปะ สถานการณ์ตกอยู่ในความลำบากเป็นอย่างมาก

เมื่อซูฉีเห็นภาพฉากนั้น จึงลอบยิ้มขึ้นเงียบๆ

คิดไว้ไม่มีผิด!

ผู้อาวุโสแอบช่วยข้าอีกแล้ว

ความอบอุ่นซาบซ่านขึ้นภายในใจของซูฉี

……

หลังจากที่สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นจากไปไม่ถึงหนึ่งปี

ภายใต้การนำของหลี่เฉียนหลงและเว่ยหยวน ในที่สุดเหล่านักบำเพ็ญทั้งสิบเก้าสายสำนักก็พร้อมบุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์

แต่ละสำนักต่างนำศิษย์มาหลายสิบ หรือหลายร้อยคนมา แต่ละคนล้วนมีตบะในระดับสร้างฐานขั้นแปดขึ้นไปทั้งนั้น

ทั้งหมดรวมกันแล้ว ก็มีประมาณหลายพันคน

พวกเขาไม่ได้โจมตีเข้ามาพร้อมกันทุกทิศทาง หากแต่รวมกันเป็นทิวแถวบุกตีเข้ามา

พวกเขากังวลว่าตนเองจะต้องประจันหน้ากับผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อาวุโสสังหารเทพผู้ลึกลับท่านนั้น ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะตามอยู่ด้านหลังเว่ยหยวน

รอจนกระทั่งเว่ยหยวนสังหารผู้อาวุโสสังหารเทพแล้ว พวกเขาจึงจะสามารถโรมรุกบุกตะลุยเข้าไปได้

เว่ยหยวนย่างก้าวช้าๆ ไปในอากาศ แขนเสื้อโบกสะบัดตามแรงลม เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของเทพเซียน

เขาใช้พลังจิตกวาดไปทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์

เขาขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ภายในสำนักหยกพิสุทธิ์มีระดับเปลี่ยนวิญญาณท่านเดียว อีกทั้งร่างกายยังบาดเจ็บสาหัส”

เขาเหลือบมองหลี่เฉียนหลงอย่างไม่พอใจ

สายตาคู่นั้นราวกับกำลังกล่าวว่านี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรือ

เว่ยหยวนออกเดินทางไกลมาอย่างองอาจ แต่สุดท้ายกลับต้องมาประมือกับผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณที่กำลังบาดเจ็บคนเดียว?

เสียทีที่ก่อนหน้าที่จะมานั้นเขาตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะทำศึกมาเป็นพิเศษ อาวุธเวทหลากหลายชนิด ทั้งกระดาษยันต์ต่างๆ ล้วนเตรียมพร้อมมาทั้งหมด

แต่ผลสุดท้าย…

กลับกลายเป็นเช่นนี้?

หลี่เฉียนหลงได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยความดีใจ “เขาได้รับบาดเจ็บหรือ เช่นนั้นก็เป็นเรื่องดีน่ะสิ!”

เป้าหมายของเขาคือการทำลายสำนักหยกพิสุทธิ์ ไหนเลยจะสนใจอะไรมากมายเพียงนั้น

เว่ยหยวนพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ

ในเมื่อมาแล้ว

เขาคงทำได้เพียงเดินหน้าต่อ

ทว่าเวลาเดียวกันนั้น

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

พลันปรากฏข้อความหนึ่งขึ้นต่อหน้าหานเจวี๋ย

[สำนักหยกพิสุทธิ์เผชิญการโจมตีจากสายหลักสายมารทั้งสิบเก้าสายสำนัก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง หลบหนีทันที หลีกเลี่ยงการปะทะ จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[สอง สังหารศัตรู ปกป้องสำนักพิสุทธิ์ จะได้รับเคล็ดวิชาเวทหนึ่งเล่ม]

หานเจวี๋ยไม่ได้ตัดสินใจเลือกในทันที แต่ใช้การฝึกจำลองอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดในระแวกใกล้เคียง

[เว่ยหยวน: ระดับสุญตาขั้นหนึ่ง มาจากเขตแก่นประจิม รองเจ้าสำนักเก้ามังกร]

ระดับสุญตาขั้นหนึ่ง?

ไม่เลวนี่!

หานเจวี๋ยดำเนินการตามแบบจำลองการทดสอบ ประลองฝีมือกับเว่ยหยวน

สามวินาทีต่อมา

เขาตาเบิกโต ส่ายศีรษะไปมา

เขาเกิดความคิดเช่นเดียวกับเว่ยหยวน

แค่นี้หรือ
บทที่ 65
ข่าวการบุกรุกจากสิบเก้าสายสำนักนั้น แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างรวดเร็ว

ทว่าหลี่ชิงจื่อกลับไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เขาขอให้ผู้อาวุโสจากสิบแปดยอดเขา และผู้อาวุโสสำนักฝ่ายนอกปลอบขวัญบรรดาศิษย์ เปิดค่ายกลคุ้มกันสำนัก ห้ามศิษย์ทุกคนออกไปแนวหน้า

เหล่าลูกศิษย์เองก็ไม่ได้ตื่นตระหนก

เพราะพวกเขาต่างก็กำลังรอใครบางคนอยู่

ผู้อาวุโสสังหารเทพ!

เหล่าผู้อาวุโสเปิดเผยแล้วว่า ผู้อาวุโสสังหหารเทพจะเผชิญหน้ากับสิบเก้าสายสำนักเพียงผู้เดียว เพื่อลดการบาดเจ็บล้มตายของบรรดาลูกศิษย์

เดิมทีหลี่ชิงจื่อก็ไม่ได้วางแผนออกมาเช่นนี้ ใครใช้ให้สิบเก้าสายสำนักไม่กระจายกำลลังโจมตีเช่นนี้เล่า!

ดียิ่งนักผู้อาวุโสสังหารเทพจะได้ฆ่าพวกเขาทั้งหมดในคราวเดียว!

หานเจวี๋ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

เขาเพิ่งจะเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ไก่คุกรัตติกาลก็เข้ามาหาแล้ว

“นายท่าน ไกลออกไปนั้นมีกลิ่นอายพลังมากมายยิ่งนัก หรือจะมีศัตรูทัพใหญ่บุกเข้ามาโจมตี ท่านจะหนีหรือไม่”

ไก่คุกรัตติกาลถามรัวออกมาเป็นชุดๆ น้ำเสียงดูร้อนรนกังวลใจ

หานเจวี๋ยเดินอ้อมมันไปทันที กล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงว่า “ก็แค่พวกหมูหมากาไก่เพียงกลุ่มเดียว เหตุใดต้องหนีกัน”

เมื่อกล่าวจบ หานเจวี๋ยก็กลายเป็นลมหอบหนึ่งพัดออกไปจากภูเขาราวกับเทพเซียน

ไก่คุกรัตติกาลมองไปตามทิศทางที่เขาจากไปด้วยความนับถือ

ช้าก่อน!

หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าหมูหมากาไก่

ไก่คุกรัตติกาลรู้สึกว่าตนเองถูกหยามเกียรติเข้าเสียแล้ว

แต่พอคิดอีกที ข้าเป็นหงส์ ไม่ใช่ไก่!

คนที่ถูกหยามจริงๆ นะคือเจ้าหมาอ้วนนั่นต่างหาก!

ทันใดนั้นเจ้าไก่คุกรัตติกาลก็เบิกบานขึ้นมาอีกครั้ง

……

ผู้บำเพ็ญจากสิบเก้าสายสำนักนั้นรู้สึกกังวล และตื่นเต้นเป็นอย่างมากไปพร้อมๆ กัน

“ด้านหน้านั้นก็คือสำนักหยกพิสุทธิ์!”

“ผู้อาวุโสเว่ยหยวนท่านนั้นก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับสุญตาจริงๆ หรือ”

“ไม่เช่นนั้นเล่า กล่าวได้ว่าผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งของต้าเยี่ยนในเวลานี้ หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญระดับสุญตาแล้ว ใครเล่าจะกล้ามา”

“ศึกนี้จะต้องถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์แน่!”

“สำนักหยกพิสุทธิ์คงไม่รอดเป็นแน่แท้ พวกโจวฝานและโม่ฟู่โฉวอวดดีถึงเพียงนั้น แต่สำนักหยกพิสุทธิ์กลับพ่ายแพ้คาประตู ช่างเป็นความอัปยศของพวกสายหลักจริงๆ”

เหล่าผู้บำเพ็ญต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ โหมไฟให้ลุกกระพือกันยกใหญ่

หลี่เฉียนหลงและเว่ยหยวนเดินนำอยู่หน้าสุด

พวกเขาเองก็ก้าวเดินอย่างไม่เร่งร้อนนัก

เว่ยหยวนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่ได้เห็นสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

แต่หากการต่อสู้จบลงเร็วเกินไป เขาจะสามารถสำแดงพลังของผู้บำเพ็ญระดับสุญตาได้อย่างไรกันเล่า

ในเวลานั้นเอง

หานเจวี๋ยก็มาถึงแล้ว

หานเจวี๋ยขี่อยู่บนกระบี่กิเลน เหาะเหินทะยานมาบนกระบี่ อันที่จริงแล้วเขาสามารถเหาะเหินดด้วยตนเอง แต่เขารู้สึกว่าการขี่กระบี่นั้นดูหล่อเหลากว่ายิ่งนัก

ด้วยอานุภาพของพลังวิญญาณหกสายหนุนนำ ทำให้ใบหน้าของเขาถูกเมฆหมอกปกคลุมดูเลือนลาง ไม่มีผูใดที่สามารถเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจอ

สายตาของเว่ยหยวนตกลงบนเงาร่างของหานเจวี๋ย

ระดับสร้างฐานขั้นที่เก้า?

ล้อเล่นอะไรกัน!

ช้าก่อน!

เงาร่างของเขา…

เว่ยหยวนเบิกตาโพลง

เขามีชีวิตอยู่มานับพันปี ประสบพบเจอเรื่องราวมามาก สามารถมองทะลุผ่านสมบัติวิญญาณบนร่างของหานเจวี๋ยได้ภายในคราเดียว

สมบัติวิญญาณทั่วร่าง!

เว่ยหยวนก็ไม่ใช่คนหรูหราฟุ่มเฟือย บนร่างของเขามีสมบัติวิญญาณติดกายเพียงหนึ่งชิ้น อีกทั้งไม่ใช่สมบัติสายป้องกัน หากแต่เป็นอาวุธวิเศษสำหรับโจมตี!

หลี่เฉียนหลงกลับไม่ใช่คนที่เผชิญโลกมาเยอะเฉกเช่นเว่ยหยวน ทว่าเขาก็คาดเดาได้ในทันทีว่าหานเจวี๋ยนั้นก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพ

เขารีบยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ทั้งสิบเก้าสายสำนักหยุดเคลื่อนไหว

สายตาของเหล้าผู้บำเพ็ญล้วนตกลงบนร่างของหานเจวี๋ย

สำนักหยกพิสุทธิ์ก็ส่งมาเพียงคนเดียวหรือ

ช่างโอหังเช่นนี้…

หรือว่าเขาก็คือคนที่ถูกกล่าวขานผู้นั้น…

เพียงไม่นาน เหล่าผู้บำเพ็ญจากสิบเก้าสายสำนักต่างก็สงบปากสงบคำไปชั่วขณะ ไม่กล้าย่ามใจ

สายตาของหานเจวี๋ยจ้องมองตรงไปยังเว่ยหยวน

ระดับสุญตาขั้นสองสู้กับระดับสุญตาขั้นหนึ่งอย่างนั้นหรือ จะสู้กันอย่างไร?

หรือจะต้องเสแสร้งสักหน่อย

หากใช้กำลังมากไปจะดูไม่ดีหรือไม่

ช่างเถิด!

ยุ่งยากเกินไป!

สังหารให้มันจบๆ ไปนั่นล่ะ!

หานเจวี๋ยมีแผนอยู่ในใจแล้ว

เขายิ่งขยับเข้าใกล้เว่ยหยวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เว่ยหยวนหยิบไม้เท้าที่ฝังด้วยอัญมณีหลากสีออกมา เตรียมพร้อมที่จะโจมตี

พร้อมกันนั้นเขาได้ส่งกระแสเสียงถามหลี่เฉียนหลงว่า ‘คนผู้นี้ไม่ใช่นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจริงๆ ใช่หรือไม่’

ร่างสมบัติวิญญาณนี้น่าพรั่นพรึงเกินไปแล้ว!

มีชั่วขณะหนึ่งนั้น ที่เว่ยหยวนคิดอยากยอมแพ้ทันที

หลี่เฉียนหลงส่งกระแสเสียงตอบกลับมาว่า ‘ไม่ใช่ เขาน่าจะเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพ ข้าได้ยินมาว่า ผู้อาวุโสสังหารเทพเพียงมีพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศเท่านั้น ลือกันว่าเหมือนเขาจะเกิดนอกสำนักหยกพิสุทธิ์ อีกทั้งยังมีอายุไม่ถึงสามร้อยปี’

อายุไม่ถึงสามร้อยปี?

ไร้สาระกระมัง!

แดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนไหนเลยจะมีสมบัติวิญญาณมากมายเช่นนี้อยู่

เจ้านี่แน่นอนว่าไม่ใช่คนของสำนักพิสุทธิ์!

ในขณะที่เว่ยหยวนกำลังลังเลอยู่นั้น ฉับพลันหานเจวี๋ยก็พุ่งเข้ามา

รวดเร็วยิ่งนัก!

วิชาเทพวายุ!

สายลมแข็งแกร่งปะทะเข้ามา ทำให้เว่ยหยวนตกใจจนยกไม้เท้าขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

เจ้าเด็กนี่!

ไม่มีจรรยาบรรณในการต่อสู้หรืออย่างไร!

ก่อนลงมือก็ควรจะแนะนำตัวเองก่อนสักหน่อยไม่ใช่หรือ

เว่ยหยวนเดือดดาล

เขาตวัดไม้เท้าโจมตีออกไปเช่นกัน หานเจวี๋ยโบกฝ่ามือตั้งรับ

ชั่วพริบตานั้น บนฝ่ามือของหานเจวี๋ยปรากฎแสงสว่างหกสายพุ่งออกมา หมุนวนด้วยความเร็วมหาศาล ก่อตัวเป็นตราประทับทรงกลม

ตราประทับหกวิถี!

เกิดเสียงตูมดังขึ้น!

ตามาด้วยแสงเจิดจ้าสวางไสว ราวฟ้าดินกำลังว่างเปล่าไร้สีสัน เหล่าผู้บำเพ็ญต่างหลับตาลงทันที

เว่ยหยวนสัมผัสได้ถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวหอบหนึ่งที่กำลังดันปะทะเข้ามา เดิมทีไม้เท้าของเขาก็ไม่สามารถต้านพลังนั้นได้เลยแม้แต่น้อย

พลังหอบนี้แทรกซึมเข้าภายในร่างของเขาทันที เผามลายพลังวิญญาณของเขาราวกับจะทำให้ย่อยยับ

แย่แล้ว!

เว่ยหยวนหวาดผวา ไม่ทันได้คิดอะไรมากนัก สติของเขาพลันว่างเปล่าในพริบตา

ตราประทับหกวิถีดับทำลายจิตเดิมของเขาในทันใด!

สังหารภายในพริบตา!

คิดไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว!

ตอนที่หานเจวี๋ยอยู่ระดับสุญตาขั้นหนึ่งเขาก็สามารถสังหารนักพรตนักพรตเต๋าจิ่วติ่งที่อยู่ระดับสุญตาขั้นแปดมาแล้ว กับเว่ยหยวนนั้นแน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องง่าย!

เมื่อประกายแสงเลือนหาย หลี่เฉียนหลงก็ลืมตาขึ้นมอง พบเพียงหานเจวี๋ยที่กำลังยกร่างไร้วิญญาณของเว่ยหยวนขึ้นมา มือเท้าทั้งสี่ห้อยโหนผิดรูป

ดวงตาของเว่ยหยวนเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ นัยน์ตาปราศจากแววใดๆ

หลี่เฉวียนหลงตกใจกลัวแทบสิ้นชีวา ร้องตะโกนด้วยความหวาดประหวั่น “ผู้อาวุโสเว่ยหยวน!”

หานเจวี๋ยจำกลิ่นอายพลังของเขาได้ เจ้าหมอนี่ก็ไม่ใช่หลี่เฉียนหลงหรอกหรือ

มาได้เวลายิ่งนัก!

หานเจี๋ยยกนิ้วชี้ขวาขึ้น สำแดงพลังดรรชนีกระบี่เทพ ปราณกระบี่ของแทงทะลุหน้าอกของหลี่เฉียนหลง

พลังวิญญาณหกสายที่รุนแรงไหลทะลักเข้าไปในร่างของหลี่เฉียนหลง ทำลายแก่นปราณทองของเขา ผ่าแยกปราณก่อกำเนิด จิตดั้งเดิมได้รับความเสียหายอย่างหนัก

พรวด

หลี่เฉวียนหลงสำลอกโลหิตออกมา พลังวิญญาณทั่วร่างค่อยๆ มลายหายไป

สังหารในพริบตาอีกแล้วหรือ!

ร่างของหลี่เฉียนหลงค้างแข็งอยู่ในอากาศ เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด น่าเวทนาถึงที่สุด

เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความยากลำบาก สีหน้าหวาดผวา เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้า…พะ…เพราะอะไรกัน…”

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปนัก!

สงครามยังไม่ทันจะเริ่ม เว่ยหยวนกลับถูกสังหาร เขาก็กลายเป็นคนไร้ประโยชน์!

ผู้บำเพ็ญนับพันของสิบเก้าสายสำนักต่างตกตะลึง งุนงงเป็นไก่ตาแตก

หานเจวี๋ยยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม

เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ

ก็เพราะสิ่งข้าฝึกฝนนั้นคือวิชายุทธ์จักรพรรดิเซียนอย่างไรเล่า!

รากวิญญาณระดับสูงสุด!

ดวงชะตาระดับสูงสุด!

สังหารพวกเจ้านั้น ก็ช่างง่ายดายราวกับฆ่าไก่ฆ่าสุนัขไม่ใช่หรือ

หานเจวี๋ยตวัดมืออีกครั้ง ดึงหลี่เฉียนหลงมาข้างหน้าตน

เขามองไปทางสิบเก้าสายสำนัก ไม่ได้กล่าววาจาใด พลิกกายแล้วจากไปในทันที

ที่นี่มีผู้บำเพ็ญมากเกินไป หากเขาฆ่าพวกนั้นทั้งหมด เกรงว่าสำนักหยกพิสุทธิ์คงได้กลายเป็นศัตรูของทั่วดินแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น พลังที่มีอยู่ทั่วทั้งดินแดนบำเพ็ญพรตย่อมต้องอ่อนแอลงด้วย เมื่อถึงเวลานั้นผู้บำเพ็ญจากเขตและราชวงศ์อื่นๆ อาจจะอาศัยโอกาสนี้ในการบุกโจมตีก็เป็นได้

การตายอย่างอนาถของเว่ยหยวนก็เพียงพอที่จะทำให้สิบเก้าสายสำนักหวาดกลัวแล้ว!

ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งเหงื่อไหลผุดพรายเต็มหน้าผาก เขามองไปทางเจ้าสำนักของตน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เจ้าสำนัก… ท่านยังคิดจะโจมตีอยู่หรือไม่”

เมื่อเจ้าสำนักได้ยินเช่นนั้น ก็พลั้งปากตวาดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดว่า “โจมตี? โจมตีอะไรกัน! เจ้าเป็นจารชนหรืออย่างไร พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อสนับสนุนสำนักหยกพิสุทธิ์ต่างหาก!”

ผู้เยาว์มีตาหามีแววไม่!

เป็นเช่นนี้อนาคตของสำนักช่างเลือนลางนัก!

……

หลังจากที่หานเจวี๋ยทำลายหลี่เฉียนหลงแล้ว ก็ตรงไปที่ยอดเขาหลักทันที ปล่อยให้หลี่ชิงจื่อจัดการต่อ

ส่วนเขากลับมาที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน วางร่างไร้วิญญาณของเว่ยหยวนลงบนพื้น

เขาพลิกมือขวาหนึ่งครั้ง พลันปรากฏวิญญาณดวงหนึ่งขึ้นมาบนกลางฝ่ามือของเขา

ดวงวิญญาณที่โผล่มานั้นก็คือหวงจุนเทียนเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ!

ที่ผ่านมานั้นหานเจวี๋ยไม่ได้สังหารหวงจุนเทียน เพียงแต่กักขังจิตวิญญาณของเขาไว้ในส่วนลึกจิตวิญญาณของตนแทน

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เจ้าต้องการฟื้นคืนชีพหรือไม่”

เว่ยหยวนมีสถานะเป็นถึงรองเจ้าสำนักเก้ามังกร สังหารเขาแล้ว คงหลีกเลี่ยงการแก้แค้นจากสำนักเก้ามังกรไม่ได้ ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงคิดให้หวงจุนเทียนเข้าครอบครองกายเนื้อของเว่ยหยวนแทน

หากจะพูดให้ชัดก็คือ เว่ยหยวนยังไม่ได้ตายอย่างสมบูรณ์เสียทีเดียว มีเพียงจิตดั้งเดิมที่ถูกทำลายลง ทว่ากายเนื้อของเขานั้นยังคงสมบูรณ์แบบ

แน่นอนว่าเมื่อจิตดั้งเดิมถูกทำลายลง กายเนื้อของเขาย่อมคงอยู่ได้ไม่นาน