396-400

บทที่ 396
ฟางเหลียงเป็นจักรพรรดิสวรรค์องค์ต่อไป? เกิดอะไรขึ้น! ไม่ใช่ยอดแม่ทัพเทพหรอกหรือ

หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เรื่องราวมันชักจะบานปลายเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้

หากฟางเหลียงได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์จริงๆ เช่นนั้นสำนักซ่อนเร้นก็ชุบตัวสานความสัมพันธ์กับวังสวรรค์ใหม่ลำบากแล้ว

จักรพรรดิสวรรค์อยากฉุดเขาลงหลุมหรือไร

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่า “วังสวรรค์ต้องการจักรพรรดิสวรรค์องค์ใหม่ ดีที่สุดควรเป็นหุ่นเชิดหัวอ่อน ที่ทำให้กลุ่มอิทธิพลอื่นคลายความระแวงลงได้ เราจะคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ให้การสนับสนุนวังสวรรค์ต่อไป ที่วังสวรรค์มีทั้งศึกนอกศึกใน ก็เป็นเพราะเราออกหน้าอยู่เสมอ”

‘เพิ่งจะมาคิดได้เอาป่านนี้เนี่ยนะ!’ หานเจวี๋ยอยากบ่นใจจะขาด แต่ต้องอดกลั้นเอาไว้

เขาถามด้วยความสงสัย “ท่านเพียงแค่ยกตำแหน่งให้ ศัตรูจะวางใจหรือ”

“เราแสร้งตายได้”

“จะตายด้วยน้ำมือผู้ใดหรือ”

ลางสังหรณ์ไม่ดีก่อตัวขึ้นในใจของหานเจวี๋ย

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!”

หานเจวี๋ยเกือบจะหลุดปากด่าออกไป ‘ทำไมต้องเป็นข้าอีกแล้ว! ข้าเป็นแพะรับบาปมืออาชีพหรือ’

หานเจวี๋ยกดข่มโทสะของตนเอาไว้ และกล่าว “แบบนี้จะไม่เป็นการดูถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือพ่ะย่ะค่ะ ผู้ทรงพลังที่ตายด้วยน้ำมือของเขามีมากมายนัก”

“นี่เราทำเพื่อยกย่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลยนะ!”

น้ำเสียงของจักรพรรดิสวรรค์เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ ได้ยินดังนั้นหานเจวี๋ยถึงกับพูดไม่ออก

หานเจวี๋ยไม่กล้าออกตัวพูดแทนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เพราะกลัวว่าจะเป็นการเปิดเผยตนเอง จึงได้แต่ยอมรับไปโดยปริยาย

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ย “ที่บอกก็เพื่อให้เจ้าสบายใจ จะได้ไม่ต้องกังวลยามที่รู้ข่าวว่าเราสิ้นลม”

“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทโปรดระมัดระวังพระองค์ด้วย”

“อืม”

ตัดการเชื่อมต่อจิต

หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง และจมจ่อมอยู่ในความเศร้าตรมไร้ที่สิ้นสุด

เขาไม่อยากก้าวสู่เคราะห์กรรม แต่ทำไมโชคชะตาต้องลิขิตเช่นนี้ด้วยหนอ

แม้ว่าหานเจวี๋ยจะระแวดระวังจนเข้าขั้นขี้ขลาด แต่ถ้าใครมุ่งร้ายต่อชีวิตเขา เขาล้วนแต่ฆ่าได้ไม่เลือกหน้า

จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนคิดจะทำลายล้างโลก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขาเช่นกัน

ต่อให้หานเจวี๋ยจะซ่อนตัวอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ ลูกศิษย์ และคู่บำเพ็ญเพียรของเขายังอยู่ในแดนเซียน หากหมื่นแดนใต้หล้าไม่หลงเหลือ ใครจะรับประกันได้ว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะไม่หมายตาแดนต้องห้ามอันธการ

หลังจากสังหารสรรพชีวิตทั้งหลายแล้ว มรรคาสวรรค์ของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะต้องยกระดับขึ้น ดวงชะตาของทั้งมรรคาสวรรค์จะหลั่งไหลมารวมอยู่ที่ตัวเขาทั้งหมด เช่นนี้แล้วจะไม่แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร

ต้องฆ่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนให้ตายเท่านั้น!

ดวงตาของหานเจวี๋ยฉายแววมุ่งมั่น

แต่ก่อนอื่น รีบพิสูจน์ต้าหลัวก่อน!

หานเจวี๋ยหลับตา และฝึกบำเพ็ญต่อไป


ในจักรวาลที่สลัวและลึกลับ ดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ลุกไหม้เดือดพล่าน บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์มีร่างหนึ่งที่เล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่างจากกรวดทราย เขาถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ไร้หนทางเป็นอิสระ

คนผู้นี้คือโจวฝาน เขาเปลือยกาย กล้ามเนื้อแอ่นโค้งขึ้น ใบหน้าสยดสยอง เขาเผชิญกับความทุกข์ทรมานเหลือแสนเกินกว่าที่มนุษย์จะคาดถึง

ทันใดนั้นตี้หล่านเทียนก็ส่งเสียงขึ้นมา “คิดดีแล้วหรือยัง”

โจวฝานคำรามลั่น “ไสหัวไป ข้าไม่ยอมก้มหัวให้เจ้าหรอก!”

ตี้หล่านเทียนกล่าวอย่างยียวนว่า “ข้าสังหารเจ้าได้อย่างง่ายดาย เพียงลมหายใจเดียวเจ้าก็ไม่รอดแล้ว โชคชะตาของเจ้ามันช่างโหดร้ายเหลือเกิน จะยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าสู้ฝ่าฟันมาหรือ”

โจวฝานดวงตาแดงก่ำ พลางสบถด่า “เจ้ามันจะไปรู้อะไร! ข้าสู้เพื่อลมหายใจเดียวเท่านั้น!”

ตี้หล่านเทียนนิ่งเงียบ

ตอนนั้นเอง เพลิงแท้สุริยะของดวงอาทิตย์ก็ทวีความร้อนขึ้น มันเผาไหม้ผิวหน้าของโจวฝานอย่างบ้าคลั่ง จนเขาต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

ดวงตาของโจวฝานหาได้ปรากฏความหวาดกลัวไม่ มีเพียงเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็นึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมา

ถ้าเป็นหานเจวี๋ยเขาจะยอมแพ้หรือไม่ ไม่มีทาง! หานเจวี๋ยเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว!

ไม่เคยมีใครสั่นคลอนเจตจำนงของหานเจวี๋ยได้ เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าหานเจวี๋ยเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว แต่ต่อมาเมื่อเทพเซียนลงมายังโลกมนุษย์เพื่อกวาดล้างโลกมนุษย์ หานเจวี๋ยก็ก้าวขึ้นมาต่อสู้ วินาทีนั้น เขาก็เข้าใจในทันใดว่าหานเจวี๋ยไม่เคยขี้ขลาด เพียงแค่มีความคิดเป็นของตนเอง!

‘ข้าไม่อาจปล่อยให้เขาดูแคลนได้ ข้ายังอยากเอาชนะเขาอยู่!’ โจวฝานคิดพลางกัดฟันกรอด เส้นเลือดแดงฉานผิดแปลกปูดขึ้นมาบนผิวหนัง จากนั้นก็เริ่มดูดซับเพลิงแท้สุริยะ


กาลเวลาผันผ่านราวกับติดปีก สี่สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาโดยตลอด เพื่อมุ่งสู่ปฐมเทพขั้นหก

จนถึงวันนี้

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เจ้าสาปแช่งวังสวรรค์ ปลิดชีพเรา เราขอสาปแช่งเจ้าด้วยดวงชะตาจักรพรรดิสวรรค์ แม้ชีวิตเราจะหาไม่ ก็ไม่เสียดาย!”

เสียงของจักรพรรดิสวรรค์ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเดือดดาล

หานเจวี๋ยอดทึ่งไม่ได้ ช่างเป็นนักแสดงมากฝีมือจริงๆ

เขาเปิดจดหมายอ่านทันที

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านสังหารตนเอง ตัวตายมรรคผลสลาย โชคดีที่หลงเหลือเสี้ยววิญญาณในยอดสมบัติ]

เจ้าพ่อก็คือเจ้าพ่อ ปิดฟ้าข้ามทะเล[1]ย่อมทำได้

หานเจวี๋ยคาดการณ์ว่าฝนทองจะตกลงสู่หมื่นแดนใต้หล้าอีก เป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นชีพของต้าหลัว

ไม่นานหานเจวี๋ยก็ได้รับจดหมายอีกฉบับ

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ได้รับดวงชะตาจักรพรรดิสวรรค์ มรรคาสวรรค์ชี้ทางเบิกปัญญา]

ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์จริงๆ ด้วย!

ความรู้สึกของหานเจวี๋ยสลับซับซ้อน เขาไม่เคยคาดคิดว่าจักรพรรดิสวรรค์องค์ต่อไปจะเป็นฟางเหลียง

ในความเห็นของเขามันควรเป็นยอดแม่ทัพเทพ หรือไม่ก็เฮ่าเทียนมากกว่า

หรือยอดแม่ทัพเทพจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อไม่นานมานี้

หานเจวี๋ยไม่เก็บมาคิดมากอีก เมื่อเห็นภาพประจำตัวของจักรพรรดิสวรรค์ยังอยู่ เขาก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

ในขณะเดียวกัน ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นต่างเล่าลือกันถึงเรื่องนี้

การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิสวรรค์ส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอีกด้วย

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว คนคนเดียวถล่มแดนเซียนทั้งหมดได้เชียวหรือ” ไก่คุกรัตติกาลตะโกนลั่น

มู่หรงฉี่กล่าวอย่างทอดถอนใจ “จักรพรรดิสวรรค์แข็งแกร่งมาก เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเองก็ไม่ธรรมดา”

ลี่เหยาเอ่ยถาม “หรือจะเป็นการตบตาเพื่อเลี่ยงภยันตรายกัน”

ฉู่ซื่อเหรินกล่าว “ไม่กระมัง หากจัดฉากเช่นนี้ วังสวรรค์อาจถูกทำลายดวงชะตาได้ ไม่กลัวว่าศัตรูจะได้ทีขี่แพะไล่หรือ”

คนอื่นๆ ต่างก็หารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความคิดเห็นของผู้คนแตกออกไปคนละทิศละทาง


หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าจะมุ่งฝึกบำเพ็ญ ดังนั้นจึงไม่ใส่ใจกับความเคลื่อนไหวของแดนเซียน ไม่แม้กระทั่งเข้าฝันฟางเหลียง

ฟางเหลียงไม่มีทางกลับมาแน่ ก็ในเมื่อเขาแสดงเจตจำนงเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ต่อให้ฟางเหลียงจะบาดเจ็บหรือล้มตายอยู่ข้างนอก หานเจวี๋ยก็ไม่สนใจ

เขาไม่เคยติดค้างบุญคุณกับฟางเหลียง ตรงกันข้ามคนที่เขาช่วยเหลือมากที่สุดก็คือฟางเหลียงด้วยซ้ำ สารพัดปัญหายิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก

หากไม่ได้หานเจวี๋ยยื่นมือเข้าไปช่วย ฟางเหลียงคงได้ตายไปไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

เวลาผ่านไปอีกสิบเจ็ดปี

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ถูกขัดจังหวะกะทันหัน มีใครบางคนเรียกเขาจากอาณาเขตฟ้าบุพกาล

หานเจวี๋ยครุ่นคิด และตัดสินใจลองไปเยี่ยมเยือนเต้าจื้อจุนสักหน่อย

ไม่ได้เจอกันนานหลายปี คงไม่ต้องส่งโอกาสวาสนาไปอีกแล้วใช่หรือไม่

เมื่อไปถึงอาณาเขตฟ้าบุพกาลอันมืดสลัว หานเจวี๋ยก็พบเข้ากับเงาร่างของเต้าจื้อจุน ทั้งสองคนยังไม่มีโอกาสได้เห็นอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

นอกจากเต้าจื้อจุน ยังมีร่างร่างหนึ่งอยู่ด้วย

‘หืม คนใหม่หรือ’

เต้าจื้อจุนกล่าว “ผู้นี้คือสหายเต๋าที่เพิ่งปลุกคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลขึ้นมาได้ มาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์”

หานเจวี๋ยมองสำรวจคนผู้นี้ เนื่องจากมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน จึงทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

หานเจวี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยอะไรมากนัก

บุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้นี้ดูจะพูดไม่ค่อยเก่งนัก จึงไม่ค่อยปริปากพูดเท่าไร

“ครั้งนี้…” เต้าจื้อจุนเอ่ยปาก

“คงไม่ใช่เพราะโอกาสวาสนาอีกแล้วใช่หรือไม่” หานเจวี๋ยโพล่งถามขัดจังหวะ

เต้าจื้อจุนรู้สึกกระดากอาย

หานเจวี๋ยหนังตากระตุก ‘หรือว่าจะจริง’

เขารีบไปจากอาณาเขตฟ้าบุพกาลทันที

เต้าจื้อจุนเงียบงัน

บุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์อดกล่าวขึ้นมาไม่ได้ “เขาไม่เห็นหัวเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาเป็นใครน่ะ บ้าไปแล้ว!”

เต้าจื้อจุนแสร้งกระแอมไอและกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปหาเขาสองครั้ง เขาล้วนปฏิเสธข้าทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายข้าก็ยังพึ่งพาเขาให้ช่วยหลบหนี จนเขาคิดว่าโอกาสวาสนาของข้าเป็นสิ่งอันตราย”

บุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์นิ่งเงียบไป

ผ่านไปนาน บุตรแห่งสวรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์เอ่ยปากพูดอีกครั้ง “ขออภัย ศิษย์พี่เต๋า ข้าก็ไม่ไปแล้ว”

เต้าจื้อจุน “…”

เขากระแอมไอ แล้วกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ครั้งนี้ไม่เป็นอันตรายแน่นอน”

“แล้วถ้าเป็นล่ะ”

“เราก็อาศัยอาณาเขตฟ้าบุพกาลเรียกสหายเต๋าคนเมื่อครู่มาช่วยเหลือเราอย่างไรเล่า”

“นี่เจ้าจริงจังใช่หรือไม่”

………………………………….

[1] กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล (瞒天过海) เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก เป็นการใช้ยุทธวิธีในการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่เข้มแข็งกว่าควรใช้วิธีนบน้อมถ่อมตน ปฏิบัติตนอย่างนอบน้อมทำให้ศัตรูเกิดความเหลิงลำพอง หย่อนคลายความระมัดระวัง แล้วจงรอคอยจนกระทั่งได้จังหวะและโอกาสเหมาะสมจึงรุกเข้าโจมตีให้พินาศย่อยยับ

บทที่ 397
เมื่อกลับมาถึง หานเจวี๋ยก็คิดในใจเงียบๆ ‘เมื่อครู่คนที่ปลุกคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลขึ้นมาคือใครกัน’

ต้องรู้จักอีกฝ่ายให้ชัดเจนก่อน หากเป็นศัตรูจะได้ฆ่าทิ้งแต่เนิ่นๆ

แต่ถ้าไม่ใช่ศัตรู ต่อไปจะได้ระวังไว้ ไม่ไปหาเรื่องให้ผิดใจกัน

[จำเป็นต้องหักอายุขัยแปดสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

แค่แปดสิบล้าน ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เขาคิด อย่างดีที่สุดก็คงเป็นตบะระดับเทพ

ตัวอักษรแถวหนึ่งลอยขึ้นมาเบื้องหน้าของหานเจวี๋ย

[จ้าวเซวียนหยวน: ปฐมเทพขั้นสาม ทายาทจักรพรรดิมนุษย์ ศิษย์อริยะ เมื่อยามเกิดเขาถูกหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของจักรพรรดิมนุษย์ผู้หนึ่ง ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ วิวัฒนาการไปสู่คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ดวงชะตาแข็งแกร่ง เป็นจักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สวรรค์ลิขิต]

‘ศิษย์อริยะ! พื้นเพไม่ธรรมดา! ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะกลายเป็นเจ้าพ่อแห่งยุคต่อไป’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดในใจ ไม่ได้บังเกิดความรู้สึกพิเศษใดๆ ขึ้นมา

ปฐมเทพขั้นสาม ธรรมดา ตราบใดที่ตบะต่ำกว่าเขา ก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะเขาได้!

การฝึกบำเพ็ญมาจนถึงตอนนี้ ทำให้หานเจวี๋ยพอจะมั่นใจในจุดนี้อยู่บ้าง

นับประสาอะไรกับคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล เขามีถึงคุณสมบัติกายดาราอนธการเชียวนะ!

แข่งกันในแนวตั้ง ยากจะเอาชนะเจ้าพ่อได้ แต่แข่งกันในแนวนอน จะไปกลัวอะไร

ในระดับเดียวกัน คุณสมบัติและการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยนั้นไปเร็วที่สุด!

เว้นเสียแต่มรรคาสวรรค์จะใช้เส้นสาย!

หานเจวี๋ยหลับตา และฝึกบำเพ็ญต่อไป

ต้องไปถึงปฐมเทพขั้นขั้นหกให้ได้ภายในสามร้อยปี แล้วค่อยทะลวงระดับต้าหลัว!

อีกด้านหนึ่ง

สถานการณ์ในแดนเซียนเกิดการเปลี่ยนแปลง การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิสวรรค์นำมาสู่การปฏิวัติวังสวรรค์ เทพเซียนจำนวนไม่น้อยละทิ้งวังสวรรค์ ผ่านไปไม่นาน จักรพรรดิสวรรค์ฟางเหลียงที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ก็กลายเป็นตัวตลก เพราะเขาเป็นเพียงจักรพรรดิเซียนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สรรพชีวิตทั้งหลายก็เริ่มดูแคลนวังสวรรค์

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนในปวงสวรรค์หมื่นโลกาหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

สิบเจ็ดปีถือเป็นเวลาที่ยาวนานในโลกมนุษย์ แต่ในแดนเซียนนั้นกลับแสนสั้น

ฟางเหลียงที่เพิ่งรับตำแหน่ง กำลังร้อนรนใจว่าจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์ที่ดีได้อย่างไร

ณ พระราชวังเทียมเมฆา

เทพเซียนร่วมชุมนุมกัน ทั้งหมดล้วนประจันหน้ากับฟางเหลียงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ เขาสวมฉลองพระองค์ของจักรพรรดิ บรรยากาศเริ่มมาคุ

หลี่เต้าคง หลี่เสวียนเอ้า จี้เซียนเสิน หวงจี๋เฮ่า ยอดแม่ทัพเทพ แม่ทัพเทพสวรรค์ แม่ทัพเทพยุทธ์และคนอื่นๆ นับร้อย ยืนอยู่ในท้องพระโรง

จี้เซียนเสินส่งสายตาให้กำลังใจฟางเหลียง

ฟางเหลียงเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “เราขึ้นเป็นจักรพรรดิครั้งแรก ประจวบเหมาะกับมหาเคราะห์ที่มาถึง จากนี้ไปเราจะปรึกษาทุกๆ เรื่องกับเทพเซียนทุกท่าน วังสวรรค์คือผู้ควบคุมมรรคาสวรรค์ตลอดไป และจะปกป้องสรรพชีวิตยึดถือเป็นปณิธานของตน!”

เทพเซียนคุกเข่าลงทีละคน พร้อมกล่าวสรรเสริญองค์เหนือหัว

มีเพียงสองคนที่ไม่ได้คุกเข่า ก่อนหน้านี้ยามเข้าเฝ้าจักรพรรดิสวรรค์ พวกเขาก็ไม่เคยคุกเข่าลงสักครั้ง เพราะถือว่าพวกตนไม่ใช่คนของวังสวรรค์ เพียงแต่ให้การช่วยเหลือวังสวรรค์เท่านั้น

“ตอนนี้วังสวรรค์ควรรักษาเสถียรภาพของอาณาเขตที่อยู่และหยุดสงครามกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เทพเซียนควรจะปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็ไม่ควรตั้งตนเป็นศัตรูกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เทพเซียนไม่ใช่ทรราชกระหายเลือด”

ฟางเหลียงพูดต่อ ซึ่งคำพูดดังกล่าวก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นมา

การเปิดสงครามกับเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นพระบัญชาจากจักรพรรดิสวรรค์องค์ก่อน แต่ถูกยกเลิกทันทีที่ฟางเหลียงขึ้นครองราชย์แทน ดูแล้วไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย

ใบหน้าของหลี่เต้าคงเปื้อนยิ้ม ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เทพเซียนเทพเซียนไม่น้อยต่างก็จ้องมองมาที่เขา

หลี่เต้าคงเป็นคนแรกที่สนับสนุนสงครามกับเผ่าพันธุ์มนุษย์

“ข้าเห็นด้วย ตอนนี้เราส่งคำเตือนให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์มามากพอแล้ว นิกายเหรินขอสนับสนุนพระบัญชาของจักรพรรดิสวรรค์ฟาง!”

ทันทีที่หลี่เต้าคงเอ่ยขึ้น คำพูดของเขาก็ทำให้เทพเซียนจำนวนไม่น้อยตกตะลึงกันสุดขีด

เหตุใดจู่ๆ นิกายเหรินถึงได้ย้ายข้างล่ะ

เดี๋ยวก่อน! หรือว่าจะ…

สายตาของเทพเซียนที่มองฟางเหลียงและหลี่เต้าคงต่างไปจากเดิม

มิน่าฟางเหลียงถึงได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ที่แท้ก็มีหลี่เต้าคงคอยหนุนหลังนี่เอง จักรพรรดิสวรรค์วางแผนจะผูกนิกายเหรินและวังสวรรค์เข้าเป็นพวกเดียวกัน จึงได้เลือกฟางเหลียงสินะ

เพียงชั่วขณะ เหล่าเทพเซียนก็ไม่กล้าดูแคลนฟางเหลียงอีกต่อไป

ฟางเหลียงสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ภายในกลับรู้สึกแปลกใจมากทีเดียว

เดิมทีเขาคิดว่าหลี่เต้าคงน่าจะจัดการได้ยาก แต่ไม่คิดเลยว่าหลี่เต้าคงจะสนับสนุนเขา!

นี่มันเรื่องอะไรกัน

เป็นฝีมือของจักรพรรดิสวรรค์หรือ


สามสิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยเกิดความคิดประหลาดขึ้นมา จึงเข้าฝันจักรพรรดิสวรรค์ เขารู้สึกว่าการที่จักรพรรดิสวรรค์บอกความจริงเรื่องแกล้งตายกับเขา มีเจตนาแอบแฝงที่จะทดสอบเขา

ไม่นานทั้งสองก็เข้าสู่แดนความฝัน

เมื่อเห็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่มีทีท่าตกใจแต่อย่างใด

หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นประชดประชัน “เจ้าคิดว่าเจ้าจะซ่อนตัวจากข้าด้วยการแกล้งตายได้หรือ”

จักรพรรดิสวรรค์ถามกลับ “แล้วเจ้ามองออกได้อย่างไร”

“ตอนแรกจู่ถูก็แกล้งตายเช่นกัน แต่ข้าทำให้มันได้ตายสมใจ” หานเจวี๋ยกล่าวเป็นนัยลึกลับ

จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาไม่ได้สงสัยในคำพูดของหานเจวี๋ย ด้วยตบะระดับจู่ถู ถูกสาปแช่งจนถึงแก่ความตายก็น่าสงสัยอยู่พอสมควร

ทว่าผ่านมาเนิ่นนาน ก็ไม่เห็นดวงชะตาของจู่ถูปรากฏขึ้นอีก

มีความเป็นไปได้ว่าจะตายแล้วจริงๆ มีข่าวลือว่าพบเห็นจู่ถูอยู่ที่แดนชำระบาปเก้าขุม แต่เขาคิดว่าเป็นกลอุบายของเผ่าเทพอีกาทองเพื่อล่อวังเทพเข้าไปติดกับ

และเรื่องราวก็เป็นเช่นนั้น ผู้บำเพ็ญแห่งวังเทพเข้าไปในแดนชำระบาปเก้าขุมและไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

จากคำบอกเล่าของเหล่าศิษย์นิกายเจี๋ย พวกเขาล้วนถูกเผ่าเทพอีกาทองสะกดเอาไว้ทั้งหมด

จักรพรรดิสวรรค์หรี่ตาลง และกล่าว “เจ้าคิดจะปลิดชีพเราหรือ”

“ไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่อยากสังหารข้า”

“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”

“ข้าต้องการให้เจ้ามาเป็นเบี้ยของข้า!”

นี่คือสิ่งที่หานเจวี๋ยคิดเอาไว้ หากไม่สร้างแรงจูงใจให้แก่เขา ไม่ช้าก็เร็วจักรพรรดิสวรรค์ก็จะคิดเชื่อมโยงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเข้ากับตัวเขา และจะลอบทำร้ายเขาต่อไป

จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว เพลิงโทสะลุกโชนในดวงตา

หานเจวี๋ยกล่าว “อันที่จริงข้าก็ไม่ต่างจากเจ้า อยากจะปกป้องมรรคาสวรรค์อันรุ่งโรจน์ที่บรรพชนเต๋าสร้างขึ้น เจ้าเป็นเบี้ยของข้า ยังดีกว่าเป็นเบี้ยของอริยะ”

สีหน้าของจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

หานเจวี๋ยทิ้งคำพูดไว้และสิ้นสุดการเข้าฝันทันที

“บางครั้ง คนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าก็ไม่น่าไว้ใจนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องของมรรคาสวรรค์เช่นนี้”


หลังสิ้นสุดการเข้าฝัน หานเจวี๋ยก็รู้สึกพอใจในตัวเองอย่างยิ่ง

บรรพชนเต๋าเป็นจุดอ่อนของจักรพรรดิสวรรค์จริงๆ เพื่อบรรพชนเต๋าแล้ว จักรพรรดิสวรรค์กล้าที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจนถึงที่สุด

มาถึงขั้นนี้แล้ว จักรพรรดิสวรรค์ก็น่าจะเห็นพ้องในบางเรื่องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้วสินะ

[บรรพชนเต๋าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ตัวอักษรที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย ทำให้เขาตกใจจนสะดุ้งตัวโยน

เขารีบตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ทันที

ภาพประจำตัวของบรรพชนเต๋าเป็นภาพสีดำสนิท โดดเด่นท่ามกลางภาพประจำตัวของสหายคนอื่นๆ

[บรรพชนเต๋า: ไม่ทราบตบะ เทพมารฟ้าบุพกาล ผู้ให้กำเนิดมรรค เจตจำนงมรรคาสวรรค์ บรรพจารย์แห่งอริยะ ดวงจิตนิรันดร์ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น เจ้าแห่งความไร้ขอบเขต ให้กำเนิดวัชระนับล้าน ได้ยินแผนการที่ท่านทำเพื่อเขาผ่านเจตจำนงของมรรคาสวรรค์ที่หลงเหลืออยู่ จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยแทบหยุดหายใจ

‘มันจะเทพเกินไปแล้ว!’

หานเจวี๋ยเข้าฝันก็ถูกบรรพชนเต๋าจับได้หรือ หรือว่าทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ในสายตาของบรรพชนเต๋า ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งขนลุก

นี่ขนาดแค่เศษเสี้ยวเจตจำนง ยังน่ากลัวขนาดนี้ ตัวจริงจะขนาดไหน

แต่โชคดีที่บรรพชนเต๋าประทับใจในตัวเขา ไม่ได้เกลียดชัง

ในทางกลับกัน…บรรพชนเต๋าชอบฟังคำเยินยอหรือ

ผิดแล้ว! ขณะที่บรรพชนเต๋ากำลังสนใจจักรพรรดิสวรรค์อยู่นั้น ก็บังเอิญได้ยินถ้อยคำที่จริงใจของเขา

เมื่อมองจากมุมมองของมรรคาสวรรค์ สิ่งที่หานเจวี๋ยทำลงไปก็เพื่อปกป้องวังสวรรค์ ปกป้องกลุ่มอิทธิพลที่บรรพชนเต๋าสรรสร้างขึ้นมา

เมื่อคิดได้ดังนี้ หานเจวี๋ยก็ไม่รู้สึกกดดันอีก

เขาไม่ได้สังหารบรรพชนเต๋าสักหน่อย จะกลัวอะไร

ต่อไปต้องระวังไม่ให้เหล่าศิษย์พูดจาพล่อยๆ อีก บรรพชนเต๋ายังมีชีวิตอยู่!

แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเจตจำนง แต่ก็เป็นถึงบุคคลที่อยู่เหนือจินตนาการ!

บทที่ 398
“แต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังตัวเอาไว้ พยายามอย่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับบรรพชนเต๋าในอนคต ปากมากจะพาซวย”

หานเจวี๋ยแอบคิดว่าอย่าได้ถูกความประทับใจหนึ่งดาวนี้หลอกเอาเชียว หากทำอะไรไม่ถูกใจบรรพชนเต๋าเข้า อาจจะหายไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

แต่บรรพชนเต๋าไม่น่าจะเป็นคนเช่นนั้น แผนการของอริยะคือมุ่งเป้าไปที่การทำให้บรรพชนเต๋าหายไป หากบรรพชนเต๋าเป็นพวกที่ไม่พอใจใครก็ฆ่าทิ้งจริง คงไม่หลอมรวมกับมรรคาสวรรค์อันเที่ยงธรรม และคงไม่มีความคิดที่จะสร้างวังสวรรค์ และเทพเซียนขึ้นมาเป็นแน่

หานเจวี๋ยเลิกคิดมากอีก และหันไปฝึกบำเพ็ญต่อ

บางทีบรรพชนเต๋าอาจจะเฝ้ามองเขาอยู่ก็เป็นได้!

อาณาเขตเต๋าสามารถป้องกันการสอดแนมจิตนึกคิดของอริยะได้ แต่บรรพชนเต๋าไม่ใช่อริยะ!

กลับกัน บรรพชนเต๋าเป็นถึงเทพมารฟ้าบุพกาล! เช่นนั้นก็แสดงว่าอยู่ในรุ่นเดียวกันกับเทพยักษ์ผานกู่น่ะสิ

หากตอนนั้นเขาไม่ตายด้วยน้ำมือของผานกู่ ก็ต้องแพ้ราบคาบ หรือไม่ก็ไม่เข้าร่วมสงครามตั้งแต่แรก ทว่ากลับชิงชัยไปได้ในภายหลัง สมกับเป็นบรรพชนเต๋าผู้ไม่สนโลก


สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยอ่านจดหมายหลังการฝึกบำเพ็ญ

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x102980

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับคำชี้แนะจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]

[โจวฝานสหายของท่านดูดซับเพลิงแท้สุริยะ กายเนื้อเกิดการแปรเปลี่ยน เป็นอมตะ]

[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]

[ต้วนหงเฉินสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[เซวี่ยหมิงเหอสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หล่านเทียนสหายของท่าน]

[บรรพชนเต๋าสหายของท่านดวงชะตาตกต่ำ]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ร่างกายบาดเจ็บสาหัส ถูกจองจำในยอดสมบัติ]


โจวฝานกำลังจะโจมตีกลับอีกครั้ง

หานเจวี๋ยในตอนนี้ไม่สนใจอดีตที่ผ่านมาของเขา ตรงกันข้ามเขากลับตั้งตารอคอยว่าในอนาคตอีกฝ่ายจะเติบโตได้สูงเพียงใด

บรรพชนเต๋าดวงชะตาตกต่ำ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าขบคิด

ดวงชะตาของบรรพชนเต๋าคือดวงชะตาของมรรคาสวรรค์ทั้งหมด ทว่าเมื่อพูดถึงดวงชะตาของบรรพชนเต๋าแล้ว แค่นี้นับว่าเล็กน้อยอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยไล่สายตาลงไป เต้าจื้อจุนถูกโจมตีอีกแล้ว

สมควรแล้ว! เจ้าคนชาติหมา ดีแต่จะลากข้าลงไปซวยด้วย!

หานเจวี๋ยรู้สึกยินดีปรีดาในความทุกข์ของอีกฝ่าย จนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ

สมควรแล้ว!

แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา

เจ้านี่คงไม่มาขอให้เขาช่วยเหลืออีกใช่หรือไม่

ยิ่งคิด หานเจวี๋ยก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้น

เขาไล่สายตาอ่านจดหมายลงมาเรื่อยๆ สถานการณ์ในวังสวรรค์นับว่าดีใช้ได้ ตั้งแต่เปลี่ยนตัวจักรพรรดิสวรรค์ ก็ไม่มีการล้อมโจมตี ตรงกันข้ามเผ่าเทพอีกาทองและหลงเฮ่ากลับตกเป็นเป้าโจมตีแทน อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นฝ่ายรุกราน และมีอัตราการปรากฏตัวสูงลิ่ว

ตั้งแต่จักรพรรดิสวรรค์แกล้งตาย หานเจวี๋ยก็เบาใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยจักรพรรดิสวรรค์ก็หลีกหนีเคราะห์กรรมได้แล้วครึ่งหนึ่ง

หลังจากอ่านจดหมายแล้ว หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

อาศัยอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการนั้นช่างแสนสบาย เกาะสำนักซ่อนเร้นไม่ได้ประสบพบเจอกับปัญหามานาน

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด ทว่ากลับแข่งขันกันอย่างลับๆ การต่อสู้ที่มองไม่เห็นกำลังปะทุขึ้นในเกาะสำนักซ่อนเร้น

สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือโลกเขย่าพิภพในส่วนลึกวิญญาณของหานเจวี๋ยกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้น สายสัมพันธ์ระหว่างโลกเขย่าพิภพและมรรคาสวรรค์ก็ยิ่งอ่อนแอลง พลังเวทปฐมเทพของหานเจวี๋ยสามารถแบ่งออกส่วนหนึ่งเพื่อรองรับโลกเขย่าพิภพ หานเจวี๋ยรู้สึกเขาต้องหยุดผลกระทบของมรรคาสวรรค์ต่อโลกเขย่าพิภพไปอย่างจำใจ

และแล้ววันหนึ่งโลกเขย่าพิภพก็ตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์

ด้วยการดูแลของพุทธะอาภรณ์ขาว ทำให้โลกเขย่าพิภพอยู่ในสภาพที่เฟื่องฟูอยู่เสมอ โลกาสวรรค์ของเขาเองก็ขยายขอบเขตออกไปด้วยพลังเวทปฐมเทพของหานเจวี๋ย

พุทธะอาภรณ์ขาวแทบไม่เคยเรียกหาหานเจวี๋ย เขาเข้าใจดีว่าหากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ก็อย่ารบกวนหานเจวี๋ย

หลังจากผ่านไปอีกหลายปี สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกในโลกเขย่าพิภพ นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสละตำแหน่งไปนานแล้ว เจ้าสำนักถูกเปลี่ยนมือไปถึงเจ็ดคน บ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็ถอนตัวไปฝึกบำเพ็ญ

ในโลกเขย่าพิภพทั้งใบ กรรมระหว่างสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์และหานเจวี๋ยนั้นยิ่งใหญ่พอสมควร

ส่วนพุทธะอาภรณ์ขาวก็ค่อนข้างจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากทีเดียว


ยี่สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยที่กำลังสาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าอยู่ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีใครบางคนในอาณาเขตฟ้าบุพกาลกำลังเรียกเขา

ไม่รู้ว่าเป็นจ้าวเซวียนหยวนหรือเต้าจื้อจุนกันแน่

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และส่งจิตรับรู้เข้าไปยังอาณาเขตฟ้าบุพกาล

เขาอยากรู้ว่าเต้าจื้อจุนจะเป็นทุกข์มากเพียงใด

เต้าจื้อจุนและจ้าวเซวียนหยวนต่างอยู่กันพร้อมหน้า

หานเจวี๋ยยิ้มแล้วเอ่ยถาม “วังสวรรค์เปลี่ยนจักรพรรดิสวรรค์แล้ว ท่านจะขอให้ข้าหาใครหน้าไหนมาช่วยเหลือท่านอีก”

เต้าจื้อจุนตอบกลับด้วยความเกี้ยวกราด “ท่านหมายความว่าอย่างไร คิดว่าข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านงั้นหรือ”

“แล้วไม่ต้องการหรือ”

หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก

เต้าจื้อจุนแค่นเสียงกล่าว “ท่านคิดว่าข้าเป็นใคร ข้าค้นพบคำสอนมรรคที่บรรพชนเต๋าหลงเหลือไว้ในแดนเทพหวนปัจฉิม นี่อาจเป็นโอกาสวาสนาครั้งใหญ่เชียว!”

หานเจวี๋ยตอบกลับ “ข้าไม่ไป”

“จริงๆ เลย มันจารึกวิชาแห่งต้าหลัวเอาไว้ด้วยนะ!”

“ไม่ไปก็คือไม่ไป”

“ท่านคิดว่าข้าโกหกเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“แล้วเจ้าต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่”

“ไม่จำเป็น!”

เต้าจื้อจุนโกรธจัดที่หานเจวี๋ยดูถูกเขา!

จ้าวเซวียนหยวนที่ปิดปากเงียบมานานทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยขึ้นมา “ศิษย์พี่เต๋า ท่านเลิกวางท่าได้แล้ว ข้าชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ รีบขอความช่วยเหลือเร็วเข้า!”

เขามองหานเจวี๋ยแล้วเอ่ย “อันที่จริงข้าพบคำสอนมรรคแล้ว ทว่าข้อต้องห้ามของมันรุนแรงเกินไป พวกเราคิดจะกลับไปหาคนมาช่วย แต่ระหว่างทางพบต้าหลัวขวางทางไว้ เขามองออกถึงผลกรรมระหว่างเรากับคำสอนมรรค”

คำพูดต่อจากนั้นไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา ไม่มีอะไรมากไปกว่าถูกบังคับให้สารภาพ

หานเจวี๋ยกล่าว “พวกท่านพูดออกมาเถิด ข้าช่วยอะไรพวกท่านไม่ได้อยู่แล้ว”

วังสวรรค์ในตอนนี้ไม่อาจช่วยเหลือเต้าจื้อจุนได้

เต้าจื้อจุนกล่าว “หากท่านช่วยหาทางติดต่อหลี่เต้าคงได้ เขาต้องสนใจแน่”

หานเจวี๋ยกล่าว “จะมาขอให้ข้าช่วยเหลือตลอดไม่ได้ พวกท่านต้องมีสิ่งตอบแทนบ้าง”

เต้าจื้อจุนนิ่งเงียบไป

จ้าวเซวียนหยวนกล่าว “หากรอดชีวิตไปได้ เรายินดีที่จะแบ่งปันคำสอนมรรคกับท่าน”

“แบ่งปันกันในอาณาเขตฟ้าบุพกาลได้เลยหรือ’’

“แน่นอน แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ เรายังไม่มีเวลาหยั่งรู้”

“อืม”

หลังจากตอบรับ หานเจวี๋ยก็ไปจากอาณาเขตฟ้าบุพกาลทันที

เมื่อกลับคืนสู่ความเป็นจริง หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา และเริ่มใช้พลังเวท

หลังจากที่จักรพรรดิสวรรค์ลงจากบัลลังก์แล้ว ป้ายคำสั่งนี้น่าจะถูกส่งต่อให้กับฟางเหลียง

จิตนึกคิดเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว

เสียงที่คุ้นเคยลอยมา “อาจารย์ปู่”

ฟางเหลียงนั่นเอง!

เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังประหม่าอย่างมาก

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “รสชาติของจักรพรรดิสวรรค์เป็นเช่นไรบ้าง”

ฟางเหลียงยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่ดีเลยขอรับ ความกดดันสูงมาก ที่จริงข้าไม่อยากเป็นเลย แต่…อนิจจา!”

ความทุกข์ยากเหลือแสนทั้งปวงอัดแน่นอยู่ในอกของเขา

หานเจวี๋ยคร้านจะไต่ถามต่อ จึงบอกเรื่องที่เต้าจื้อจุนร้องขอออกไปตรงๆ เขาขอให้ฟางเหลียงบอกกล่าวต่อหลี่เต้าคง ส่วนหลี่เต้าคงจะไปหรือไม่ไปนั้น ก็สุดแล้วแต่เขา หานเจวี๋ยไม่มีสิทธิ์ไปบังคับ

“ไม่มีปัญหา” ฟางเหลียงตอบรับอย่างง่ายดาย

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “ท่านกับหลี่เต้าคงมีความสัมพันธ์กันอย่างไรหรือขอรับ เขายกย่องท่านมาก หวังว่าจะได้พบท่านอีกสักครั้ง”

หานเจวี๋ยตอบกลับ “ฝากขอบคุณในความปรารถนาดีของเขาแทนข้าด้วย ข้ากำลังหลีกหนีเคราะห์กรรม เมื่อมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตสิ้นสุดลง ข้าจะไปเยี่ยมเยือนเขาด้วยตนเอง รวมถึงวังสวรรค์ด้วย”

ฟางเหลียงยิ้มกล่าว “ได้ขอรับ ถึงตอนนั้นข้าจะมอบตำแหน่งให้ท่านเป็นอาจารย์ของจักรพรรดิสวรรค์!”

“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก ข้าไม่ต้องการของพวกนั้น แค่นี้แหละ”

หานเจวี๋ยรีบตัดการเชื่อมต่อจิตนึกคิด และเข้าสู่การฝึกบำเพ็ญต่อทันที

วังสวรรค์

ฟางเหลียงมาถึงพระราชวังที่หลี่เต้าคงอาศัยอยู่ และบอกเรื่องที่หานเจวี๋ยขอร้องมากับอีกฝ่าย

หลี่เต้าคงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ปรมาจารย์ของเจ้าไปหลบเคราะห์กรรมอยู่ที่ใดกัน ทำไมข้าถึงสัมผัสไม่ได้ อยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมงั้นหรือ หรือว่าอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ”

ฟางเหลียงส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ไม่น่าจะใช่แดนชำระบาปเก้าขุม เพราะแดนชำระบาปเก้าขุมโกลาหลใหญ่แล้ว ส่วนแดนต้องห้ามอันธการ ที่นั่นเหมาะแก่การฝึกบำเพ็ญด้วยหรือ”

บทที่ 399
หานเจวี๋ยไม่รู้เลยว่าหลี่เต้าคงจะไปช่วยเหลือเต้าจื้อจุนหรือไม่ ต่อให้ไม่ไป เขาก็ไม่คิดจะแยแสอยู่ดี

คนอย่างเต้าจื้อจุน ตายไปก็สมควรแล้ว

พรสวรรค์เป็นอันดับต้นๆ ของแดนเซียน แต่กลับเที่ยวสำมะเลเทเมาไปทั่ว แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต

ขนาดเจียงอี้ยังกลับตัวเป็นคนดีได้ แล้วเมื่อไรเต้าจื้อจุนจะกลับตัวกลับใจบ้างหนอ

หรือต้องมาปรับทัศนคติที่เกาะสำนักซ่อนเร้น!

หานเจวี๋ยตัดสินใจแล้วว่าต่อไปหากมีโอกาสจะไปลากตัวเต้าจื้อจุนมาปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ให้กลายเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นต่อไป

คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในการเข้าสู่สำนักซ่อนเร้น


ในมิติอันมืดมิด บนดวงอาทิตย์

โจวฝานดูดซับเพลิงแท้สุริยะอย่างบ้าคลั่ง ตัวเขากลายเป็นมนุษย์เพลิงทั้งร่าง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังคงชัดแจ้ง และจ้องเขม็งไปยังความมืดมิด

“อีกนิดเดียว…ใกล้แล้ว…ใกล้แล้ว…”

โจวฝานกัดฟันแน่น กล่าวพลางหอบหายใจ

ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงประหลาดใจดังขึ้น

“เจ้าดูดซับเพลิงแท้สุริยะได้ด้วยหรือ เป็นไปได้อย่างไร!”

“เดี๋ยวก่อน เหตุใดดวงวิญญาณของเจ้าถึงมีกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์ได้”

น้ำเสียงของตี้หล่านเทียนเต็มไปด้วยความเกรงกลัว

โจวฝานเอ่ยด้วยความเฉยเมย “ทำไม เจ้ากลัวรึ”

“เจ้าเป็นใครกันแน่”

ตี้หล่านเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล เขาไล่สายตาไปยังร่างของโจวฝานที่อยู่เหนือพื้นผิวของดวงอาทิตย์ เห็นได้ชัดว่าเขาร้อนรนอย่างยิ่ง ร่างของเขาสั่นเทาเล็กน้อย

เขาเป็นถึงผู้นำเผ่าเทพอีกาทอง ต้าหลัวรุ่นที่หนึ่ง แต่กลับร้อนรนได้ถึงขั้นนี้ ดูท่าทางกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์คงจะไม่ธรรมดา!

โจวฝานคำรามลั่น “ข้าเป็นแค่คนธรรมดา! ทำไม แค่เห็นกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์ เจ้าก็กลัวจนหัวหดแล้วหรือ ปอดแหกไปแล้วหรืออย่างไร”

ตี้หล่านเทียนโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง

โจวฝานพยายามสงบสติอารมณ์ ชักสีหน้าเหี้ยมเกรียม แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อยากจะกำจัดผลกรรมงั้นหรือ เช่นนั้นก็ยกดวงอาทิตย์ดวงนี้ให้ข้า! ข้ายังต้องการดวงอาทิตย์มากกว่านี้ หาไม่แล้วผลกรรมนี้ เจ้าก็อย่าหวังว่าจะลบล้างไปได้! มาดูกันว่าเจ้าจะกล้ายอมรับหรือไม่!”

ดวงตาของตี้หล่านเทียนฉายแววกระหายเลือดวูบหนึ่ง เขาถามขึ้นว่า “อย่างนั้นหรือ”

โจวฝานยิ้ม แต่ไม่ตอบอะไร

ตี้หล่านเทียนยกมือขึ้น เพลิงแท้สุริยะไร้สิ้นสุดอัดแน่นอยู่กลางฝ่ามือ มันก่อตัวเป็นอีกาทองสามขาร่างยักษ์

ครั้นเขาโบกมือ อีกาทองสามขาที่ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ก็โฉบลงมาและกลืนกินดวงอาทิตย์ลงไปในคำเดียว


ผ่านไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เริ่มอ่านจดหมาย

[โจวฝานสหายของท่านฟื้นคืนดวงวิญญาณ ได้รับดวงชะตาอันยิ่งใหญ่จากกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังระดับเทพจากเผ่าเทพอีกาทอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านหยั่งรู้ในคำสอนมรรค พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[หลงเฮ่าลูกศิษย์ของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]


จดหมายของโจวฝานสะดุดตาหานเจวี๋ยที่สุด จดกมายฉบับอื่นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

กระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์ แค่ได้ยินชื่อก็สุดยอดแล้ว ของวิเศษที่มีชื่อโผล่ขึ้นมาในจดหมายได้ อาจจะเป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ก็เป็นได้

หานเจวี๋ยถามในใจด้วยความสงสัย ‘ทำไมโจวฝานถึงได้รับโอกาสวาสนาตลอด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ห้าพันล้านปี?

อะไรกันเนี่ย! ราคานี้มันสูงยิ่งกว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอีกไม่ใช่หรือ หรือนี่จะเป็นราคาของอริยะกัน

เอาเถอะ!

แม้หานเจวี๋ยจะรู้สึกกลัว แต่เขาก็กัดฟัน วิวัฒนาการต่อไป

เขาอยากรู้ว่าคนผู้นี้ซ่อนเล่ห์กลอะไรเอาไว้

[โจวฝาน: จักรพรรดิเซียนสามวัฏ หนึ่งในร่างจำลองอริยะ กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา ดวงชะตาซุกซ่อนอยู่ในกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์ ในระหว่างสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์ มรรคาสวรรค์นำกระถางสำริดดินฟ้าโลกาสวรรค์หลอมรวมเอาไว้ในส่วนลึกวิญญาณของเขา นอกจากจิตรับรู้ของมรรคาสวรรค์แล้วก็ไม่มีทางสอดแนมได้ เขาคืออริยะเจ็ดวิถี]

หานเจวี๋ยตกตะลึง โจวฝานกลับกลายเป็นร่างจำลองของอริยะอย่างนั้นหรือ

มิน่าดวงชะตาถึงได้เหนือความคาดหมายเช่นนั้น!

เดี๋ยวก่อน!

อริยะเจ็ดวิถี…

นั่นมันสหายของข้าไม่ใช่หรือ

หลังจากสิ้นสุดการสดับเต๋าที่ตำหนักเอกอนันต์แล้ว มีอริยะอย่างน้อยสี่คนที่เกิดความประทับใจในตัวของหานเจวี๋ย

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ตี้จวิน อวี้ผูถี และอริยะเจ็ดวิถี!

หานเจวี๋ยรีบเปิดดูค่าความสัมพันธ์ทันที

[อริยะเจ็ดวิถี: ไม่ทราบตบะ ดวงจิตมหามรรค บรรลุมหามรรคเจ็ดแขนง เคยประสบกับมหาเคราะห์มรรคา อาศัยอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมมาเนิ่นนาน เกิดความประทับใจในตัวท่านเนื่องจากได้รับคำชื่นชมจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

มิน่าเล่าความประทับใจของอริยะเจ็ดวิถีในตัวเขาถึงได้มากกว่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวงและอวี้ผูถี หรือนี่จะเกี่ยวข้องกับโจวฝาน?

หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด

ในเมื่อภูมิหลังของโจวฝานไม่ได้เป็นศัตรูกับหานเจวี๋ย เช่นนั้นเขาก็ไร้กังวล

ก่อนหน้าที่จะวิวัฒนาการอนาคต ไม่เคยปรากฏอริยะเจ็ดวิถีมาก่อน

ดวงจิตมหามรรค แค่ได้ยินชื่อก็ฟังดูแข็งแกร่งกว่าอริยะทั่วไปแล้ว เดาว่าคงไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงออกไปช่วงชิงดวงชะตามหาเคราะห์ก็ได้

คนผู้นี้เคยประสบมรรคามหาเคราะห์มาก่อน นับประสาอะไรกับมหาเคราะห์มรรคาสวรรค์แค่นี้

“ดูเหมือนว่าชายผู้ฆ่าไม่ตายเหล่านั้นจะมีที่มาอันยิ่งใหญ่ แต่การที่พวกเขาตกลงมาสู่โลกมนุษย์ของข้านั้น คงจะไม่ใช่ความบังเอิญ”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน

“ข้าอยากรู้ว่าอริยะเจ็ดวิถีมีจิตคิดปองร้ายข้าหรือไม่”

[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการ!

[ยังไม่ใช่ตอนนี้]

หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก

เช่นนั้นก็ดี!

ฝึกบำเพ็ญต่อ!

นับวันระดับที่เขาได้สัมผัสก็ยิ่งสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ จนความรู้สึกเร่งร้อนพลอยทวีขึ้นไปตามกาลเวลา

ตันตนระดับอริยะเจ็ดวิถีเช่นนั้น คำสาปแช่งของหานเจวี๋ยไม่ต่างอะไรกับกัวซา[1]

ไม่ใช่แค่ตบะของเขาเท่านั้นที่ต้องแข็งแกร่งขึ้น แต่หนังสือแห่งความโชคร้ายก็ต้องถูกยกระดับขึ้นด้วย


แดนชำระบาปเก้าขุม

นิกายเจี๋ย

ภายในอารามเต๋า หวงจุนเทียนก้าวเข้ามาหาจิ่งเทียนกงด้วยความเคารพแล้วคุกเข่าลง

จิ่งเทียนกงเผยรอยยิ้มพึงพอใจ พร้อมกล่าว “เวลานี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว”

หวงจุนเทียนฝืนยิ้ม แล้วกล่าว “เพื่อรับใช้นิกายเจี๋ย ขอทำทุกวิถีทางไม่มีเกี่ยง”

เขารู้สึกขมขื่นไปทั้งหัวใจ นิกายเจี๋ยชักจะมากปัญหาไปกันใหญ่แล้ว! แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าแดนชำระบาปเก้าขุมจะสามารถหลีกหนีเคราะห์กรรมได้ แต่ไม่คิดว่าจะต้องก่อสงครามกันอีก ซ้ำร้ายยังหนักหนาสาหัสกว่าแดนเซียนมากนัก

จิ่งเทียนกงกล่าว “พวกเราได้ทำสัญญาสงบศึกกับเผ่าเทพอีกาทองแล้ว ต่อไปข้าจะกลับไปยังแดนเซียน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากผู้ทรงพลังเฒ่าแห่งนิกายเจี๋ย จากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงเป็นตัวแทนปกครองนิกายเจี๋ยในแดนชำระบาปเก้าขุม ถือเอากระบี่ของข้าเป็นประกาศิต อย่าให้ศิษย์นิกายเจี๋ยกล้าผยองขึ้นมา”

เขาโบกมือขวาหนึ่งครั้ง กระบี่สีทองแดงก็ลอยมาอยู่เบื้องหน้าของหวงจุนเทียน

หวงจุนเทียนถือกระบี่ กล่าวพลางขมวดคิ้ว “ท่านคิดจะต่อสู้กับเผ่าเทพอีกาทองต่อไปหรือขอรับ”

จิ่งเทียนกงกล่าวด้วยความหนักแน่น “แน่นอนอยู่แล้ว แม้แต่เผ่าเทพอีกาทองยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะช่วงชิงดวงชะตาอันยิ่งใหญ่แห่งมหาเคราะห์ได้อย่างไร”

หัวใจของหวงจุนเทียนกระตุกวูบ

เกินจะทนไหวแล้ว! ยังไม่จบไม่สิ้นอีก!

จิ่งเทียนกงกล่าวต่ออย่างสวยหรู “มหาเคราะห์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา อาจพลิกโฉมมรรคาสวรรค์ไปเลยก็เป็นได้ พวกเรานิกายเจี๋ยต้องคว้าโอกาสเอาไว้ ทั้งนี้นอกจากนิกายเจี๋ยแล้ว ข้ายังติดต่อกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอีกคน พวกเราจะพ่ายแพ้ไม่ได้!”

ก่อนหน้านี้ก็แพ้ไปครั้งหนึ่งไม่ใช่หรือ

หวงจุนเทียนก่นด่าในใจ เขารู้สึกว่าจิ่งเทียนกงน่าจะธาตุไฟเข้าแทรกไปเสียแล้ว

ที่สงบศึกกับเผ่าเทพอีกาทองได้ ก็เพราะนิกายเจี๋ยยกพื้นที่ส่วนใหญ่ในแดนชำระบาปเก้าขุมให้กับเผ่าเทพอีกาทองไปหมดแล้วน่ะสิ ตอนนี้ศิษย์นิกายเจี๋ยถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่เล็กจ้อย ไหนเล่าศักดิ์ศรีของสำนักอริยะ

“เอาล่ะ เจ้าลงไปเถิด อีกไม่กี่วันข้าก็จะจากไปแล้ว”

จิ่งเทียนกงกล่าวจบ ก็หลับตาลงทันที

หวงจุนเทียนคารวะ เขาลุกขึ้นเดินออกไปจากอารามเต๋า

เมื่อออกไปจากอารามเต๋าแล้ว สีหน้าของหวงจุนเทียนก็เศร้าหมองลง

แม้ว่าพลังของเขาจะเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็อันตรายต่อตัวเขามากขึ้นเช่นกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย!

บทที่ 400
ห้าปีต่อมา

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่สัมผัสได้ว่าสิงหงเสวียนใช้วิชาอัญเชิญเทพ เขาจึงลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปในกระแสวนสีดำ

จากนั้นก็ตามมาด้วยฉากพลิกฟ้าคว้าฝน[1]ติดต่อกันถึงครึ่งปี

หานเจวี๋ยจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ เขาเดินมานั่งที่โต๊ะและถามว่า “ช่วงนี้สถานการณ์ในแดนเซียนเป็นอย่างไรบ้าง”

เขาไม่กล้าส่งจิตนึกคิดออกไป ด้วยกลัวว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีผู้ทรงพลังคอยบงการ และจะจับตัวเขาไว้ในคราวเดียว

สิงหงเสวียนตอบ “แรงกรรมกระจัดกระจาย ผู้คนต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอด อย่าว่าแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์เลย เผ่าพันธุ์อื่นเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน มีแต่สู้รบเข่นฆ่า เหมือนกลับไปสู่ยุคมิคสัญญีอีกครั้งหนึ่ง”

พูดถึงเรื่องนี้ สิงหงเสวียนก็อดทอดถอนใจไม่ได้

เคยได้ยินมานานแล้วว่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่ไม่คิดว่าจะโหดร้ายถึงเพียงนี้

นางเคยติดตามผู้บำเพ็ญเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มหนึ่งออกไปข้างนอก ได้เห็นภูเขาซากศพทะเลโลหิตของจริง ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรย

หานเจวี๋ยถามต่อ “เผ่าพันธุ์มนุษย์คิดจะก่อสงครามกับวังสวรรค์ต่อไปหรือ”

“เรื่องนั้นไม่มีแล้ว ทว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่รู้เลยว่าศัตรูคนต่อไปจะเป็นใคร”

สิงหงเสวียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ นางขมวดคิ้วด้วยความกังวล

นางเดินมานั่งลงข้างหานเจวี๋ย และรินน้ำชาให้กับเขา

ชานี้ไม่ธรรมดา มันบรรจุปราณฟ้าประทานเอาไว้ จำต้องรู้ว่าสิงหงเสวียนยังอยู่ในระดับเซียนทองไท่อี่ ต้องการเพียงไอเซียนเท่านั้น นำปราณฟ้าประทานมาหล่อเลี้ยงตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ ช่างฟุ่มเฟือยเสียนี่กระไร

เผ่าพันธุ์มนุษย์ให้ความเคารพสิงหงเสวียนจริงๆ!

“จริงสิ เจ้ารู้จักจ้าวเซวียนหยวนหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม

สิงหงเสวียนถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ท่านปิดด่านฝึกฝนมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงรู้จักจ้าวเซวียนหยวนได้ เขาคือบุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ปิดบังเอาไว้ เขาได้รับวิชาสืบทอดอริยะเช่นเดียวกันกับข้า ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลผู้รุ่งโรจน์และสั่นสะเทือนโลกา ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ข้า เขาคือผู้ที่มีความหวังสูงสุดที่จะได้พิสูจน์มรรคภายใต้มรรคาสวรรค์ในตอนนี้”

หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางหัวเราะ “เต้าจื้อจุนแห่งวังสวรรค์เองก็เป็นคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล ทุกวันนี้ยังไม่เห็นเติบโตขึ้นเลย”

สิงหงเสวียนกล่าวยิ้มๆ “ก็จริง ข้าเองก็คิดว่าเป็นการโอ้อวดสรรพคุณจนเกินจริง เทียบกับท่านพี่ของข้าแล้ว จ้าวเซวียนหยวนจะนับเป็นอะไรได้ ท่านไม่รู้อะไร ปกติเขาน่ะนิสัยเย่อหยิ่งจองหองจนมองไม่เห็นหัวพวกเราเลย”

จองหองถึงขั้นนั้นเชียว?

หานเจวี๋ยนึกถึงจ้าวเซวียนหยวนที่อยู่ในอาณาจักรฟ้าบุพกาล จู่ๆ ก็รู้สึกคับข้องใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

หานเจวี๋ยเลิกนึกถึงเขา และหันไปมองสิงหงเสวียน “ต่อไปพยายามอย่าเข้าสู่เคราะห์ล่ะ เจ้าอ้างชื่อศิษย์อริยะ และฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจก็ย่อมได้ เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่กล้าก่อกวนเจ้าหรอก”

“ข้ารู้แล้ว ท่านพี่ ท่านคิดเห็นอย่างไรกับหนี่ว์วา”

สิงหงเสวียนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา นางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หานเจวี๋ยกล่าวตำหนิ “อย่าพูดถึงอริยะตามอำเภอใจเช่นนั้น เจ้าได้รับวิชาสืบทอดจากอริยะ ต้องรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณนั้นจึงจะถูก”

สิงหงเสวียนแลบลิ้นออกมา และกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ก็จริง”

นางไม่ได้โง่ นางเข้าใจความหมายที่หานเจวี๋ยสื่อได้ในทันที

นางไม่เชื่อว่าหานเจวี๋ยจะเคารพยกย่องใครจริงๆ คนผู้นี้ตอนที่เป็นมนุษย์ยังเคยบังอาจท้าประลองกับเทพเซียนมาแล้ว

ความจริงแล้วหานเจวี๋ยหวาดกลัวพลังของอริยะต่างหาก!

สิงหงเสวียนขยิบตาให้หานเจวี๋ยเป็นเชิงล้อเลียน

หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปแล้ว ระวังตัวไว้ด้วย หากมีอันตรายจริงๆ ก็ใช้วิชาอัญเชิญเทพได้ทุกเมื่อ”

สิงหงเสวียนพยักหน้า นางรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก

สิ่งที่ทำให้นางเป็นสุขไม่ใช่คำมั่นสัญญาของหานเจวี๋ย แต่เป็นท่าทีของเขา

“ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ โม่จู๋ พวกเจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า”

เมื่อหานเจวี๋ยจากไปแล้ว สิงหงเสวียนก็เผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ


เมื่อกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญต่อ ทว่ากลับเดินออกจากถ้ำเทวา เตรียมแสดงธรรมให้แก่ชาวสำนักซ่อนเร้น

เมื่อเห็นเขาเดินออกมา เหล่าศิษย์ก็ลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง

จู่ๆ ไก่คุกรัตติกาลก็ตะโกนลั่น “เหตุใดท่านถึงมีกลิ่นกายหญิงสาวติดตัวมาด้วย ดูเหมือนว่าจะเป็นสิงหงเสวียนสินะ เมื่อก่อนตอนที่นางออกมาจากถ้ำเทวาของท่าน นางก็มีกลิ่นเช่นนี้ติดตัวมาเหมือนกัน!”

หานเจวี๋ยปรายตามองมันด้วยสายตาเย็นยะเยือก ทำให้มันสั่นสะท้านด้วยความกลัว

เขาปรับลมหายใจหนึ่งครั้ง และแล้วกลิ่นอายบนร่างก็กลับสู่ความว่างเปล่า

คนอื่นๆ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

“เตรียมสดับมรรค!”

ถ้อยคำของหานเจวี๋ยกระตุ้นความตื่นเต้นของทุกคนขึ้นมา

ได้เวลาแสดงธรรมอีกครั้ง!

การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลาหลายปี ทุกครั้งที่หานเจวี๋ยแสดงธรรมล้วนแต่ทำให้ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นตื่นรู้ขึ้น เพราะความก้าวหน้าของเขาเร็วกว่าคนอื่นๆ

หลังจากแสดงธรรมเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยก็กลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ

เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกสามสิบปี

หานเจวี๋ยอยู่ไม่ไกลจากปฐมเทพขั้นหกแล้ว

สถานการณ์ของโลกาสวรรค์ทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

ความกังวลใจของหานเจวี๋ยก็หนักหน่วงขึ้นเช่นกัน เขาไม่ได้อยู่ที่แดนเซียนด้วยซ้ำ แต่ก็ยังรับรู้ได้

บางที เขาอาจจะเข้าสู่เคราะห์ในที่ลับไปแล้วก็ได้

อยู่มาวันหนึ่ง

จู่ๆ เกาะสำนักซ่อนเร้นก็สั่นสะเทือน คล้ายว่าชนเข้ากับบางอย่าง

หานเจวี๋ยตกใจสุดขีด เขาลืมตาขึ้นมองออกไป ภายนอกเกาะสำนักซ่อนเร้นมืดสนิท มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

จิตนึกคิดของเขาก็ไม่สามารถใช้ข้างนอกได้เช่นกัน

ตู้ม!

เกาะสำนักซ่อนเร้นสั่นสะเทือนอีกครั้ง

ในตอนนี้ ชาวสำนักซ่อนเร้นทั้งหมดต่างตื่นตระหนก

“เกิดอะไรขึ้น”

“ศัตรูโจมตีหรือ”

“อย่าเพิ่งแตกตื่น เจ้าสำนักยังอยู่!”

“อาจารย์ปู่ยังไม่ลงมือ หรือจะมีศัตรูตัวฉกาจที่ไม่อาจโค่นล้มได้กัน”

“ผู้อาวุโสหลี่ว์ปู้ยังไม่เคลื่อนไหว ไม่ต้องกังวลไป”


หานเจวี๋ยไต่ถามจากภายในถ้ำเทวา ‘ข้าอยากรู้ว่าใครโจมตีสำนักซ่อนเร้น!’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

สองพันล้านปี…

หานเจวี๋ยกัดฟันและเลือกที่จะดำเนินต่อไป

เขาไม่ได้ตระหนี่เพียงแต่รู้สึกประหม่า สองพันล้านปีอย่างต่ำก็ต้องอยู่ในขั้นต้าหลัว!

[สิ่งอัปมงคล: พลังลึกลับแห่งแดนต้องห้ามอันธการ ถือกำเนิดขึ้นจากความเคียดแค้นของเทพมารฟ้าบุพกาล บดบังความโกลาหล ก่อตัวกลายเป็นความมืดมิด หากอดทนได้ครึ่งชั่วยาม สิ่งอัปมงคลจะล่าถอยไปเอง]

ครึ่งชั่วยามงั้นหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว อาณาเขตเต๋าจะต้านทานได้หรือเปล่า

เขาทำได้เพียงอดทนรอ

ขณะนี้สิ่งอัปมงคลไม่ได้ทะลวงเข้ามาในเกาะสำนักซ่อนเร้น เพียงแค่เขย่าเกาะสำนักซ่อนเร้นเท่านั้น ดูไปแล้วช่างน่าหวาดหวั่นมากทีเดียว

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้กับทุกคน เพื่อให้พวกเขาใจเย็นลงและอยู่ในความสงบ

เมื่อได้ยินถ้อยคำของหานเจวี๋ย ทุกคนก็โล่งใจขึ้นมา

ตลอดเวลาอันยาวนานที่ผ่านมานี้ หานเจวี๋ยได้กลายเป็นเสาหลักในใจของทุกคนในสำนักซ่อนเร้น ตราบใดที่เขาไม่ตื่นตระหนก ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่ต้องกลัว

การปะทะยังคงดำเนินต่อไป

เวลาผ่านไปทีละวินาที

ในที่สุดครึ่งชั่วยามก็ผ่านพ้นไป สิ่งอัปมงคลจากไปทันที

หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย

สิ่งอัปมงคลตนนี้เป็นเพียงพลังงาน ไม่มีจิตรับรู้หรอกหรือ

ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอ่านเจอคนที่ถูกสิ่งอัปมงคลโจมตีผ่านจดหมาย ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าพวกเขามีชีวิตรอดมาได้อย่างไร!

หรือบางทีสิ่งอัปมงคลอาจจะมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

จนถึงตอนนี้ หานเจวี๋ยก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งอัปมงคลอีก เพียงแต่รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของมันเท่านั้น

พลังเช่นนี้ลึกลับเกินไป แม้แต่ระดับเทพก็ยังไม่อาจสอดแนมได้

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกขนลุกขนพอง ภายใต้มหามรรค ยังมีพลังลึกลับและแปลกประหลาดซุกซ่อนไว้อีกมากน้อยเพียงไรกันแน่

เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกโจมตีจากสิ่งอัปมงคลอีกครั้ง หานเจวี๋ยจำใจต้องย้ายเกาะสำนักซ่อนเร้น

“มิน่าล่ะถึงไม่มีใครมาซ่อนตัวอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการ ที่นี่เองก็มีอันตรายเช่นกัน”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน

ในขณะที่เกาะสำนักซ่อนเร้นกำลังจะเคลื่อนย้าย เบื้องหน้าของหานเจวี๋ยก็ปรากฏข้อความแถวหนึ่งลอยขึ้นมา

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หืม?

ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดหรือ

หานเจวี๋ยไม่ได้เห็นข้อความนี้มาเป็นเวลานานมากแล้ว เขาคิดว่าความสามารถดังกล่าวถูกระบบโละทิ้งไปแล้วเสียอีก

เขาเลือกที่จะตรวจสอบทันที

[ดวงจิตประหลาด: ไม่ทราบตัวตน สืบทอดดวงชะตาของเทพมารฟ้าบุพกาล ให้กำเนิดยุคสมัยมากมายนับไม่ถ้วน กำลังจะกลายเป็นวิญญาณ

สืบทอดดวงชะตาของเทพมารฟ้าบุพกาล…น่าทึ่งมาก!

ทว่าชื่อของมันฟังดูแล้วเป็นภัยอย่างยิ่ง

ปฏิกิริยาแรกของหานเจวี๋ยคืออยู่ให้ห่างจากสิ่งนั้น

………………………………….

[1] พลิกฟ้าคว้าฝน อุปมาโวหารบรรยายถึงฉากเข้าพระเข้านาง