391-395
บทที่ 391
“ใต้เท้า แท้จริงแล้วท่านมีจุดประสงค์ใดต่อวังสวรรค์กันแน่”
จักรพรรดิสวรรค์ตรัสถามด้วยสีหน้าว่างเปล่า แม้ว่าจะเข้ามาในแดนความฝันอย่างกะทันหัน แต่มันกักขังเขาไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เขามั่นใจ
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้น “วังสวรรค์ไม่ได้สลักสำคัญสำหรับข้า รากฐานของวังสวรรค์ยังอ่อนแอนัก เหตุผลที่ข้ามาเตือนเจ้า ก็เพราะวังสวรรค์เป็นจุดสนใจของสายตาปวงประชา ข้ายังไม่อยากเห็นวังสวรรค์ต้องล่มสลายไป”
คำพูดดังกล่าวไม่มีเนื้อหาสาระอันใด นอกจากการเสแสร้งเท่านั้น
หานเจวี๋ยจงใจกล่าวเช่นนี้ แต่เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ฟังแล้วจะเข้าใจว่าอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับเขา
ตราบใดที่จักรพรรดิสวรรค์คิดไม่ถึงว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือเขา ก็นับว่าดีมากแล้ว!
ได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิสวรรค์ก็ขมวดคิ้วอีกหน
แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะสามารถสื่อถึงความหมายได้นานาประการ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นศัตรูของวังสวรรค์ออกไปได้
จากนั้นหานเจวี๋ยก็ทำลายแดนความฝันจนแหลกสลาย
พูดมากก็ผิดพลาดมาก จบแต่เพียงเท่านี้ดีกว่า
หลังจากกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง หานเจวี๋ยไม่ได้รับสัญญาณที่บ่งบอกว่าความชื่นชอบของอีกฝ่ายลดลงแต่อย่างใด
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่า หากอีกฝ่ายประทับใจในตัวเขาแต่เกลียดชังตัวตนอีกตัวตนหนึ่งของเขา จะตัดสินอย่างไรได้
ดูเหมือนว่าตอนนี้ ระบบจะเลือกความประทับใจที่ฝ่ายตรงข้ามมีต่อร่างต้นของเขาจากหนึ่งในสองคน
หานเจวี๋ยใช้ความสามารถวิวัฒนาการต่อ ถามขึ้นในใจว่า “ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะมีชีวิตรอดพ้นในมหาเคราะห์ครั้งนี้หรือไม่”
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[เป็นไปได้ในขณะนี้]
เป็นไปได้ในขณะนี้ก็แสดงว่าอ้างอิงจากแนวทางที่ดำเนินไปในปัจจุบัน จักรพรรดิสวรรค์ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขารู้สึกว่าจักรพรรดิสวรรค์กำลังติดหนี้บุญคุณเขาอยู่
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะวิวัฒนาการมหาเคราะห์สักกี่ครั้ง จักรพรรดิสวรรค์ก็ล้วนดับดิ้นเสมอ
เพื่อจักรพรรดิสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยต้องสละอายุขัยของเขาสักกี่ปี สุดจะประเมินได้!
หานเจวี๋ยเลิกคิดมาก แล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
ต่อไป เขาจะพยายามวิวัฒนาการอนาคตให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าหากมันข้องเกี่ยวกับความปลอดภัยของเขา หานเจวี๋ยก็จะค้นหาความเป็นไปได้ที่จะทำลายแผนการจนสุดกำลัง
…
ยี่สิบปีต่อมา
ตู้ม!
เกาะสำนักซ่อนเร้นสั่นสะเทือน ราวกับชนเข้ากับวัตถุขนาดใหญ่
หานเจวี๋ยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา เขาลืมตาขึ้นและพบว่าภายนอกเกาะสำนักซ่อนเร้นมีระฆังทองขนาดมหึมาที่มีไอปราณสีดำทะมึนแผ่ซ่านออกมา บนยอดระฆังทองยักษ์นั้นมีร่างร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
ตี้หล่านเทียนนั่นเอง! ทำไมคนผู้นี้ถึงโผล่มาที่นี่ได้
ตี้หล่านเทียนทอดสายตามองลงมาเบื้องล่าง และกล่าวพึมพำ “แรงกรรมที่อยู่โดยรอบหลั่งไหลเข้ามายังที่แห่งนี้ อีกทั้งยังมีค่ายกลกีดกันต้าหลัวอีก หรือนี่จะเป็นอาณาเขตเต๋า ไม่ก็แดนลึกลับของผู้ใด”
เสียงหานเจวี๋ยลอยออกมา “สหายเต๋า ท่านมีเจตนาอันใด” น้ำเสียงของเขาไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย เวลานี้ไม่อาจทำตัวนอบน้อมได้
หานเจวี๋ยไม่อยากใช้เจียงอี้มาผูกมิตรเช่นกัน หากทำเช่นนั้นจะเป็นการเปิดเผยตัวตนและตบะของเขาได้
ตี้หล่านเทียนเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ใต้เท้าเป็นใคร ถึงได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมแห่งนี้! ข้าคือตี้หล่านเทียนแห่งเผ่าเทพอีกาทอง ตั้งแต่บัดนี้ไปข้าจะยึดครองแดนชำระบาปเก้าขุม หากสหายเต๋าต้องการเข้าร่วมเผ่าเทพอีกาทอง ข้าก็ขอต้อนรับด้วยความยินดี หากไม่ ก็ขอเชิญท่านจากไปเสีย”
ไปหรือ
หานเจวี๋ยหัวเราะ และเอ่ยถามออกมาตามตรง “หากเข้าร่วม สามารถฝึกบำเพ็ญต่อไปได้หรือไม่”
ตี้หล่านเทียนยิ้มและกล่าว “นั่นก็ขึ้นอยู่กับ…”
ร่างร่างหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเกาะสำนักซ่อนเร้น เป็นองครักษ์หลี่ว์ปู้นั่นเอง เขาส่งระฆังบรรพกษัตริย์ลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศด้วยหมัดเดียว
ตี้หล่านเทียนย่อตัวลง ใช้พลังเวทของตนควบคุมระฆังบรรพกษัตริย์ให้มั่นคง เมื่อเห็นหลี่ว์ปู้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว พลางตะโกนลั่น “จู่ถู! ทำไมถึงเป็นเจ้า”
หลี่ว์ปู้มีสีหน้าไร้ความรู้สึก
ตี้หล่านเทียนคลี่ยิ้มและกล่าว “ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เองที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา ยามที่ข้าไม่อยู่ที่นี่ เจ้าก็ฝึกบำเพ็ญต่อไปเถิด”
พูดจบ เขาก็หันหลังจากไป
หลี่ว์ปู้เองก็กลับเข้าไปในสำนักซ่อนเร้นดังเดิม
ไก่คุกรัตติกาลจ้องมองไปยังเจียงอี้ และด่ากราดยกใหญ่ “พวกเผ่าเทพอีกาทองอย่างพวกเจ้ามันชั่วช้าเหมือนกันหมดเลยหรือไร”
คนอื่นๆ ล้วนแต่รู้สึกโกรธแค้น
เจียงอี้กล่าวด้วยความอึดอัดใจ “นั่นมันเขา! ไม่ใช่ข้า!”
ดูเหมือนเขาจะลืมตัวไปว่าแต่ก่อนเขาเองก็มีนิสัยไม่เห็นหัวคนอื่น หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้เหมือนกัน
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยเริ่มดำเนินแบบจำลองการทดสอบกับตี้หล่านเทียน
เขาอยากทดสอบดูว่าระฆังบรรพกษัตริย์ของตี้หล่านเทียนจะสามารถทำลายเกราะป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้หรือไม่
ผ่านไปชั่วก้านธูป เขาก็ลืมตาขึ้นมา
เฉพาะของวิเศษอย่างเดียว ระฆังบรรพกษัตริย์ไม่อาจทำลายเกราะป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้ แต่ตบะของตี้หล่านเทียนทรงพลังถึงขีดสุด สามารถสั่นสะเทือนหานเจวี๋ยให้ตายทั้งเป็นได้
ไม่อาจเอาชนะชายผู้นี้ได้เลย!
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงวิกฤติที่กัดกินลึกลงไปในใจ
แดนชำระบาปเก้าขุมไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
แม้ว่าจะมีหลี่ว์ปู้ที่สามารถต้านทานตี้หล่านเทียนได้ แต่เขาไม่มีทางต้านทานเผ่าเทพอีกาทองทั้งเผ่าได้
หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นและเริ่มการกหลบหนีไปยังที่ใดที่หนึ่งอีกครั้ง
เขายังไม่มีแผนที่จะไปจากแดนชำระบาปเก้าขุม เพราะไม่มีที่อื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว หากตี้หล่านเทียนคิดจะกำจัดเขาจริงๆ เขาก็คงต้องให้เจียงอี้ออกหน้าแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น สงครามก็ปะทุขึ้นในแดนชำระบาปเก้าขุม เผ่าเทพอีกาทองก่อสงครามกับเผ่าวิหคชาตและนิกายเจี๋ย
หานเจวี๋ยเห็นผ่านจดหมายว่าจิ่งเทียนกงและหวงจุนเทียนถูกโจมตีไม่หยุด ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสงครามที่รุนแรงมากพอสมควรทีเดียว
ตี้หล่านเทียนเสียสติไปแล้วจริงๆ เขาต้องการครอบครองแดนชำระบาปเก้าขุมให้ได้
หานเจวี๋ยต้องสาปแช่งตี้หล่านเทียนอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากตี้หล่านเทียนชนะ ต่อไปจะต้องหันมาเล่นงานเขาแน่นอน
สิบวันต่อมา สงครามในแดนชำระบาปเก้าขุมดูเหมือนจะมาถึงจุดสิ้นสุดอย่างกะทันหัน
หานเจวี๋ยผลาญอายุขัยของตนไปกว่าสองพันล้านปี ก็ยังไม่มีมารกำเนิดขึ้นในใจของตี้หล่านเทียน
คนผู้นี้กลายเป็นปีศาจไปเสียเอง จะเอามารในใจมาจากไหน
แต่ดูเหมือนว่าคำสาปแช่งของหานเจวี๋ยจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนบีบให้ตี้หล่านเทียนต้องยอมยุติสงครามอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
…
ณ เผ่าเทพอีกาทอง ในพระราชวังเพลิงคำรามวังหนึ่ง ตี้หล่านเทียนอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง
ใบหน้าของเขามืดหม่น ข้างกายคือระฆังบรรพกษัตริย์ที่ถูกทำให้หดเล็กลง
“พลังของคำสาปแช่งที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ต้องเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแน่ เหตุใดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงได้หมายหัวข้า”
“หรือข่าวลือที่ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการซ่อนตัวอยู่ที่แดนชำระบาปเก้าขุมจะเป็นเรื่องจริง หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นคนของนิกายเจี๋ย”
ยิ่งคิดมากเท่าไร ตี้หล่านเทียนก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น
เขาอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมมาสักพักแล้ว เหตุใดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงเพิ่งจะสาปแช่งเขาตอนที่เขาเริ่มก่อสงครามกับนิกายเจี๋ย
ส่วนจู่ถู ไม่น่าจะเป็นเขาไปได้ จู่ถูถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งจนสิ้นลมไปแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่ แต่วังเทพก็ล่มสลายไปแล้ว หรือว่าเขาจะตั้งตนเป็นผู้บำเพ็ญอิสระขึ้นมา
การจะตั้งตนเป็นผู้บำเพ็ญอิสระเช่นนี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมากทีเดียว!
“โธ่โว้ย ยังต้องรวบรวมมรรคผลของบรรพชนมารก่อน จะผลีผลามลงมือไม่ได้”
ดวงตาของตี้หล่านเทียนวาววับ เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มุมปากของเขายกขึ้นทันที
อีกด้านหนึ่ง
นิกายเจี๋ย
พระราชวังแห่งหนึ่ง ผู้นำนิกายเจี๋ยขั้นสูงหลายสิบคนมาชุมนุมกัน รวมไปถึงหวงจุนเทียนด้วย
จิ่งเทียนกงหัวเราะร่วน “ในขณะสู้รบกลิ่นอายของตี้หล่านเทียนไม่ชอบมาพากล ต้องเป็นเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเขาเป็นแน่ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเฝ้ามองเราอยู่ เขาต้องสนับสนุนนิกายเจี๋ยแน่!”
เหล่าสาวกนิกายเจี๋ยต่างมองหน้ากัน เมื่อก่อนพวกเขาไม่เชื่อ จนกระทั่งการต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้พวกเขาเชื่อสนิทใจ
เดิมทีพวกเขาไม่สามารถเอาชนะตี้หล่านเทียนได้ แต่พลังเวทของตี้หล่านเทียนกลับปะทุออกมา กลิ่นอายความโชคร้ายพันพัวไปทั้งตัว หากไม่ใช่เพราะถูกสาปแช่งยังจะเป็นอะไรได้อีก
หวงจุนเทียนขมวดคิ้วแน่น ในใจเกิดความกริ่งเกรง
‘ท่านรองเจ้านิกายสมคบคิดกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจริงๆ หรือ แล้วอริยะแห่งนิกายเจี๋ยจะไม่บันดาลโทสะเอาหรือไร’
จิ่งเทียนกงกล่าว “ตี้หล่านเทียนมีใจมักใหญ่ใฝ่สูง ซ้ำยังคิดจะครอบครองแดนชำระบาปเก้าขุม เป็นปฏิปักษ์ต่อมรรคาสวรรค์ พวกเราต้องหาทางโค่นล้มเผ่าเทพอีกาทองให้จงได้ ลำพังพละกำลังของพวกเราและเผ่าวิหคชาดย่อมไม่เพียงพอ เราต้องระดมกำลังจากฝ่ายอื่นด้วย!”
บทที่ 392
หานเจวี๋ยไม่ทราบการเคลื่อนไหวภายในของเผ่าเทพอีกาทองและนิกายเจี๋ย หลังจากเคลื่อนย้ายเกาะสำนักซ่อนเร้นแล้ว หานเจวี๋ยก็กลับมาฝึกบำเพ็ญต่อ
เพื่อไม่ให้ถูกพบอีก หานเจวี๋ยจึงจำต้องดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
หลังจากที่ได้เรียนรู้จากตี้หล่านเทียนแล้ว หานเจวี๋ยก็รู้สึกได้ถึงความกดดดัน
แม้ว่าตี้หล่านเทียนจะมีตบะเป็นต้าหลัว อีกทั้งยังได้รับพลังจากบรรพชนมาร แต่การถูกเขาสั่นสะเทือนจนตาย หานเจวี๋ยก็ยังรู้สึกรับไม่ได้อยู่ดี
ดูอย่างหลี่เต้าคง ถึงแม้เจ้าตัวเพิ่งจะก้าวสู่ต้าหลัว แต่ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับเจ้าพ่อจากไหน ก็ไม่เคยบาดเจ็บสาหัสเลยสักครั้ง
‘ไม่ได้! ข้าต้องเก่งกว่าหลี่เต้าคง!’ หานเจวี๋ยตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง พลังการต่อสู้จะต้องเหนือกว่าหลี่เต้าคง!
หลี่เต้าคงเป็นคนเดียวในหมู่สหายของหานเจวี๋ยที่ไม่เคยล้มลุกคลุกคลาน และยังเป็นชายที่สำมะเลเทเมาที่สุด
นี่หมายความว่าอะไรน่ะหรือ ก็หมายความว่าหลี่เต้าคงแข็งแกร่งที่สุดน่ะสิ! พรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งกว่าสหายของหานเจวี๋ยทุกคน!
ศิษย์เอกนิกายเหริน ความสำเร็จส่งต่อมาทางสายเลือดถึงสองคน สายตาของอริยะช่างร้ายกาจนัก!
เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว จิตวิญญาณในการฝึกบำเพ็ญของหานเจวี๋ยก็พลันตื่นตัวขึ้นมา
…
เจ็ดปีต่อมา จู่ๆ หานเจวี๋ยก็สังเกตว่ามีสิ่งมีชีวิตในแดนชำระบาปเก้าขุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยอ่านจดหมาย ก็รับรู้ได้สิ่งความผิดปกติ
[จั้งกูซิงสหายของท่านเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม]
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ชีวิตที่โผล่มาบ่อยๆ ในช่วงนี้คือผู้บำเพ็ญจากวังเทพ?
ยิ่งคิด หานเจวี๋ยก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้
ตี้หล่านเทียนเห็นหลี่ว์ปู้เข้า ยังเข้าใจผิดว่าเป็นจู่ถู
วังเทพเป็นดั่งฝูงมังกรไร้หัวหน้า หลังจากถูกวังสวรรค์ทำลายจนย่อยยับ เหล่าผู้บำเพ็ญแห่งวังเทพก็ได้ยินข่าวว่าจู่ถูอยู่ที่แดนชำระบาปเก้าขุมแห่งนี้ มีเหตุผลอันใดที่จะไม่หนีมาล่ะ
ตี้หล่านเทียนไม่อยากครอบครองแดนชำระบาปเก้าขุมแล้วหรือ เหตุใดถึงปล่อยข่าวลือเช่นนี้ออกไป
หานเจวี๋ยรู้สึกใจคอไม่ดี ‘ถึงเวลาเผ่นแล้ว!’
หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้น ทำลายมิติของแดนชำระบาปเก้าขุม และบังคับให้กลับไปอยู่ในยมโลก
ทุกวันนี้มิติของแดนชำระบาปเก้าขุมนั้นอ่อนแอเกินไป แม้แต่พวกจักรพรรดิเซียนทั่วไปก็สามารถเข้าออกได้เป็นว่าเล่น
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปหาหลิวเป้ย ให้หลิวเป้ยนำเกาะสำนักซ่อนเร้นย้ายไปยังสถานที่ที่เขาเรียกว่าแดนต้องห้ามอันธการ
หลิวเป้ยทำตามคำสั่งทันที สำนักซ่อนเร้นที่มีขนาดใหญ่เท่ากับก้อนหินก้อนหนึ่ง ถูกหลิวเป้ยกำไว้ในมือ ทั่วทั้งเกาะตกสู่ความมืดมิดในทันใด
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นรู้สึกว่าเกาะสำนักซ่อนเร้นกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังจะไปจากแดนชำระบาปเก้าขุมแล้ว!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยถามด้วยความตื่นตะลึง
ไก่คุกรัตติกาลกลอกตาให้กับเขาหนึ่งที และเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “พี่ใหญ่ เจ้าสมองสุนัขไปแล้วหรือไร ตอนนี้คนมาหาเรื่องพวกเรานับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหนีอยู่แล้วสิ! หลิวเป้ยออกไปแล้ว เขาต้องไปนำทางให้พวกเราอยู่แน่เลย!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลมีสีหน้าซีดเซียว แม้ว่าที่ไก่คุกรัตติกาลพูดจะมีเหตุผล แต่นี่มันช่างไม่มีความเคารพเขาเลยสักนิด!
สุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้นกล่าวด้วยความขุ่นเคือง “อย่ามาดูถูกสุนัขนะ!”
ลี่เหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรู้สึกมานานแล้วว่าแดนชำระบาปเก้าขุมไม่ปลอดภัย โชคดีที่หานเจวี๋ยก็รับรู้ถึงเรื่องนี้เช่นกัน
เจียงอี้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกเจ้าคิดว่าเราจะไปที่ไหนกันต่อหรือ”
ยังมีที่ที่เงียบสงบกว่าแดนชำระบาปเก้าขุมอีกหรือไม่
คนอื่นๆ ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา
หานเจวี๋ยได้ยินการสนทนาของพวกเขา แต่ก็ไม่เอ่ยปากแต่อย่างใด
จิตรับรู้ของเขามองออกไปข้างนอกตลอดเวลา เพราะกลัวว่าหลิวเป้ยจะเผชิญกับเหตุร้ายขึ้นมา
หลังจากเกาะสำนักซ่อนเร้นไปจากแดนชำระบาปเก้าขุมได้ไม่นาน ก็มีกลุ่มอิทธิพลกลุ่มหนึ่งมาถึงแดนชำระบาปเก้าขุม
แดนชำระบาปเก้าขุมสับสนอลม่านไปทุกหนแห่ง!
…
ห้าปีต่อมา
ในที่สุดหลิวเป้ยก็นำทางเกาะสำนักซ่อนเร้นมาจนถึงมิติลึกลับแห่งหนึ่ง หานเจวี๋ยจึงสั่งให้เขากลับเข้ามาในเกาะ
หลังกลับเข้าสู่เกาะแล้ว หลิวเป้ยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ห้าปีที่ผ่านมาเขารู้สึกตึงเครียดจนถึงขีดสุด เพราะกลัวว่าจะเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่ง
ทุกวันนี้ยมโลกนั้นช่างโกลาหลวุ่นวายอย่างยิ่ง นอกจากภูติผีแล้ว ยังมีสิ่งที่ชีวิตที่หลบหนีจากเคราะห์กรรมลงมาจากแดนเซียน พญายมเองก็ดูเหมือนจะควบคุมความสงบเรียบร้อยเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป หลิวเป้ยเองก็ได้พบเห็นการรรบราฆ่าฟันกันมากมาย
หานเจวี๋ยบังคับเกาะสำนักซ่อนเร้นให้มุ่งหน้าต่อไป ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามขึ้นในใจ “อาณาเขตเต๋าในแดนต้องห้ามอันธการจะปลอดภัยจริงๆ หรือ”
มีปัญหาทั้งหมดสองข้อ
อย่างแรกมันคือแดนต้องห้ามอันธการหรือไม่
อย่างที่สองมันปลอดภัยหรือไม่
[ปลอดภัยในเบื้องต้น]
ครั้งนี้ระบบไม่ได้หักอายุขัย ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นต้องวิวัฒนาการ
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในที่สุดก็สามารถซ่อนตัวได้สักที!
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาตามทางเข้าที่หลิวเป้ยค้นพบ หานเจวี๋ยบังคับเกาะสำนักซ่อนเร้นให้เลี้ยวไปทางซ้ายทีขวาทีในแดนต้องห้ามอันธการ ขณะเดียวกันก็ตรวจจับศัตรูที่อยู่โดยรอบไปด้วย
ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่ง!
ไม่มีสิ่งมีชีวิตแม้แต่อย่างเดียว ดูเหมือนว่าแดนต้องห้ามอันธการจะไม่มีคนอยู่จริงๆ
หานเจวี๋ยรู้สึกสงสัยมากว่าเหตุใดจึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่เลย จึงใช้จิตรับรู้ออกไปสำรวจ
เขาพบว่าทันทีที่จิตรับรู้ออกไปนอกเกาะ มันก็สลายไปทันที ประสาทสัมผัสของเขาไม่สามารถสำรวจภายในแดนต้องห้ามอันธการได้เลย
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือจะเปรียบ
หานเจวี๋ยจำใจต้องหยุดแต่เพียงเท่านี้ เขากลัวว่าตนเองจะสับสน จนหาทางออกไม่ได้
ไม่สิ เขายังมีความสามารถวิวัฒนาการอยู่ ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่ยาก
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปสู่ชาวสำนักซ่อนเร้น “พวกเรามาถึงแดนต้องห้ามอันธการแล้ว ฝึกบำเพ็ญต่อเถิด”
ศิษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคำว่าแดนต้องห้ามอันธการมาก่อน จึงอดที่จะสงสัยไม่ได้
มู่หรงฉี่กล่าวอย่างทอดถอนใจ “หลบหนีเคราะห์กรรมมาจนถึงแดนต้องห้ามอันธการ อาจารย์ปู่ช่างกล้าหาญจริงๆ!”
หลี่ว์ฮว่าซวีผู้เป็นมหาจักรพรรดิจื่อเวยกลับชาติมาเกิดถามด้วยความสงสัย “แดนต้องห้ามอันธการอันตรายมากหรือ”
“ไม่อันตราย ตรงกันข้ามที่นี่ไม่มีอะไรเลย อันที่จริงมันก็ไม่ได้มืดสนิท เพียงแค่ไม่อาจสำรวจได้ ไม่ต่างกับการเผชิญหน้ากับความมืดมิด ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าแดนต้องห้ามอันธการ ที่นี่ไม่มีแม้แต่ไอเซียน ไม่เหมาะแก่การฝึกบำเพ็ญ แต่ว่าเกาะของพวกเรานั้นผลิตไอเซียนได้เองอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวลถึงเรื่องนี้” มู่หรงฉี่ส่ายหน้าพลางกล่าว
จินกังนู่เอ่ย “ข้าเคยได้ยินเรื่องของแดนต้องห้ามอันธการ ที่นี่อยู่นอกเหนือจากมรรคาสวรรค์ ว่ากันว่าหากอยู่ที่นี่นานวัน จะกลับคืนสู่มรรคาสวรรค์ไม่ได้และถูกขับไล่จากมรรคาสวรรค์”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยคำถามในใจ “ถ้าหากว่าข้าอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการเป็นเวลานาน จะถูกขับไล่จากมรรคาสวรรค์หรือไม่”
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
‘หักอายุขัยอีกแล้ว!’ หานเจวี๋ยกัดฟันและเลือกที่จะดำเนินต่อไป
[ไม่ อาณาเขตเต๋าสามารถสกัดกั้นการกัดเซาะของพลังอันธการได้]
‘พลังอันธการงั้นหรือ มันคือพลังแบบใดกัน’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
‘ห้าพันล้านงั้นหรือ’ หานเจวี๋ยคิดหนัก หรือว่าพอเท่านี้ก่อนดี
อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ไม่มีทางตกอยู่ในอันตรายได้อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ หานเจวี๋ยจึงเริ่มต้นฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
…
ยี่สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกบำเพ็ญ เมื่อได้เห็นเนื้อหาในจดหมายเหล่านั้น เขาก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันใด
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ] x14
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x3900
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x478
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x8766
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสำนักพุทธ] x744
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน]
…
แดนชำระบาปเก้าขุมกำลังตกอยู่ในมหาสงคราม!
หานเจวี๋ยรู้สึกชื่นชมลางสังหรณ์ของตนเองยิ่งนักที่ออกมาได้อย่างทันท่วงที เขาเพิ่งจากมาไม่กี่สิบปี แดนชำระบาปเก้าขุมก็เทะเละเสียแล้ว
วังเทพ นิกายเหรินและยังมีกลุ่มอิทธิพลลึกลับอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง แดนชำระบาปเก้าขุมกลายเป็นสมรภูมิมหาเคราะห์แห่งที่สองไปเสียแล้ว
หานเจวี๋ยดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรอย่างเป็นสุข
แม้จะจากแดนชำระบาปเก้าขุมมาแล้ว แต่ภายในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็ยังมีแรงกรรมสั่งสมเอาไว้มหาศาล ขณะเดียวกันก็ยังมีให้เขาใช้ได้ไม่หมดไม่สิ้น
หง่าง…
หานเจวี๋ยได้ยินเสียงระฆังลอยมา มันแผ่วเบาจนคล้ายกับเสียงแว่ว
เขาคิดถึงระฆังบรรพกษัตริย์ของตี้หล่านเทียนขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรกทันที
ไม่เสียชื่อยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ เสียงของระฆังนี้สามารถดังกังวานมาถึงแดนต้องห้ามอันธการ ไม่ถูกพลังอันธการปิดกั้น
บทที่ 393
ดูจากเนื้อหาในจดหมาย ตี้หล่านเทียนและเผ่าเทพอีกาทองกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของพวกเขาสักเท่าไร ขอเพียงไม่กระทบกับตนเองก็เป็นพอ
หานเจวี๋ยหยุดนึกถึงเสียงระฆังนั้น และกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ
ต่อไปต้องมุ่งสู่ปฐมเทพขั้นห้า!
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เสียงของระฆังบรรพกษัตริย์ก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ
สามสิบปีผ่านไปในพริบตา
ระยะทางสู่ระดับปฐมเทพขั้นห้าของหานเจวี๋ยนั้นอยู่อีกไม่ไกล ห่างจากการทะลวงระดับครั้งก่อนไม่ถึงสองร้อยปี โชคดีที่ครั้งก่อนได้รู้แจ้งถึงชีวิตและความตาย ช่วยลดเวลาบำเพ็ญเพียรลงไปหลายสิบปี
หลังจากมาอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการแล้ว เกาะสำนักซ่อนเร้นก็ไม่เคยถูกรบกวนอีก
เหล่าศิษย์ในสำนักต่างเขาสู่กระบวนการฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานประลองประจำศตวรรษครั้งต่อไป
แม้ว่างานประลองประจำศตวรรษจะไม่มีของรางวัล แต่ก็ถือเป็นการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและคุณค่าของตน
และคนที่ก้าวหน้าโดดเด่นกว่าผู้อื่น มักจะเป็นที่ต้องตาของหานเจวี๋ย การได้รับคำชี้แนะจากเขาถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจได้มากกว่าของรางวัลเสียอีก
หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นจดหมายที่แจ้งว่าถูกโจมตี จดหมายที่แจ้งว่าได้รับโอกาสวาสนากลับมีน้อยนิด
สวัสดิการจากมรรคาสวรรค์ถูกแจกจ่ายไปพอสมควรแล้ว หลังจากนี้ถึงเวลาที่เหล่าผู้ก้าวสู่เคราะห์ทั้งหลายจะบ้าคลั่งกันแล้ว
หานเจวี๋ยอดชื่นชมมรรคาสวรรค์ไม่ได้ เจตจำนงเช่นนี้ทำให้รู้ซึ้งถึงอันตราย แต่พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะกระโจนเข้าใส่โดยไม่ลังเล
โชคดีที่เขาไม่ได้ถลำลึกลงไปในมรรคาสวรรค์ ไม่ฉะนั้นเขาคงต้องตายไม่ช้าก็เร็ว
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะมีสักที่คนที่พิชิตมรรคาสวรรค์ได้
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป
ห้าปีต่อมา
ลี่เหยาพิสูจน์จักรพรรดิสำเร็จ บรรลุระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ ไม่จำเป็นต้องฝ่าด่านเคราะห์ในอาณาเขตเต๋า
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความโกลาหลภายในสำนักซ่อนเร้นไม่น้อย จอมปีศาจคุกรัตติกาล เจียงอี้ และจินกังนู่ต่างรู้สึกถึงวิกฤต
คุณสมบัติของคนรุ่นใหม่เหล่านี้แข็งแกร่งเกินไป พวกเขาต้องพยายามหนักขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยเรียกลี่เหยาเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ลี่เหยาเพิ่งรวบรวมระดับสำเร็จ ทำให้บุคลิกยิ่งสุขุมเยือกเย็นยิ่งขึ้น ทว่าในใจของนางกลับตื่นเต้นและคาดหวังอย่างยิ่งนัก นางตั้งตารอคอยคำชื่นชมจากหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏยังไม่เพียงพอ อย่าได้หลงลำพองตน เข้าใจหรือไม่”
ลี่เหยาพยักหน้า
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้าจะมอบพลังวิเศษให้กับเจ้าหนึ่งอย่าง เพื่อช่วยเสริมพลังให้กับเจ้า หวังว่าเจ้าจะเติบโตขึ้นในเร็ววัน และช่วยปกป้องอาณาเขตเต๋าแห่งสำนักซ่อนเร้นไว้”
“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนัก ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
ลี่เหยากล่าวอย่างหนักแน่น แม้ว่านางจะมีนิสัยสุขุมรอบคอบ แต่เมื่ออาศัยอยู่ที่สำนักซ่อนเร้นนานเข้า ก็รู้สึกกลมกลืนและเป็นส่วนหนึ่งกับที่นี่ไปโดยสมบูรณ์ นางรู้สึกได้ถึงความสบายใจที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากที่แห่งนี้ และนางก็ไม่อยากให้สำนักซ่อนเร้นต้องประสบพบเจอกับภยันตรายใดๆ
หานเจวี๋ยเริ่มต้นถ่ายทอดพลังวิเศษให้
หนึ่งปีต่อมา
ลี่เหยาออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน คนอื่นๆ ต่างรุมล้อมไต่ถามถึงสิ่งที่นางร่ำเรียนมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถึงงานประลองประจำศตวรรษเมื่อไร พวกเจ้าก็จะรู้เอง” ลี่เหยากล่าวเช่นนั้น
ทุกคนกลอกตากันยกใหญ่
สตรีคนนี้ดูเหมือนจะเงียบขรึม แต่ความจริงแล้วกลับมีจิตใจทะเยอทะยานที่กล้าแกร่ง
สมแล้วที่เป็นผู้หญิง!
…
แปดปีต่อมา
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่รู้สึกถึงสิงหงเสวียนที่ใช้วิชาอัญเชิญเทพ
เขาก้าวเข้าไปในกระแสวนสีดำ และมาถึงที่ห้องนอนของสิงหงเสวียน
ภายในห้องนอนมีเพียงสิงหงเสวียนเพียงผู้เดียว
หานเจวี๋ยที่ไปมาหาสู่จนเคยชินเดินมานั่งลงที่ข้างเตียง และมองไปยังสิงหงเสวียน
ครั้งนี้สิงหงเสวียนไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลุกขึ้นมา และทำสีหน้าเคร่งขรึม
“มีอะไรหรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
สิงหงเสวียนขบเม้มริมฝีปากของนางเบาๆ และกล่าว “เผ่ามนุษย์เร่งเตรียมพร้อมบุกโจมตีวังสววรรค์ให้เร็วขึ้นเก้าวัน!”
หานเจวี๋ยพยักหน้า เขาไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เขาเห็นแววส่อเค้าลางมาตั้งนานแล้ว
“มหาจักรพรรดิองค์ปัจจุบันแห่งเผ่ามนุษย์รวบรวมผู้บำเพ็ญระดับเซียนขึ้นไปทั้งหมด ข้าเองก็ต้องไปด้วย แต่ดูเหมือนว่าวังสวรรค์จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านพี่ ท่านคิดว่าข้าควรไปดีหรือไม่” สิงหงเสวียนถาม
นางกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของหานเจวี๋ยมากกว่าเจตจำนงของเผ่ามนุษย์
หานเจวี๋ยกลอกตา และกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “มาถามข้าทำไม ข้าบอกให้เจ้ากลับมา เจ้าจะไม่กลับมางั้นหรือ”
สิงหงเสวียนเม้มริมฝีปากแล้วกล่าว “ข้าอยากจะเติบโตขึ้นด้วยตนเองนี่นา หากอยู่เคียงข้างท่านก็รังแต่จะเป็นภาระให้ท่านตลอดไป หากท่านผูกมิตรกับวังสวรรค์ ข้าก็ไม่อยากตั้งตัวเป็นศัตรูกับวังสวรรค์”
หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด
สิ่งที่เขาสนใจคือจักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช่วังสวรรค์
หากไม่ให้สิงหงเสวียนไป นางจะต้องถูกขับไล่จากเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ศาลสวรรค์มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว หากเจ้าจะเข้าร่วมสงครามจริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือฉวยโอกาสช่วงชุลมุน ไม่ต้องเอาจริงเอาจังมากนักก็ได้ การรักษาชีวิตของตนให้อยู่รอดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
สิงหงเสวียนกลอกตาแล้วกล่าวว่า “อันที่จริงยังมีวิธีหลีกเลี่ยงอยู่ เพียงแต่ข้ากังวลใจมาโดยตลอด”
“วิธีอะไร”
“ลองไปเยือนแดนลึกลับที่อริยะหนี่ว์วาทิ้งเอาไว้ หากข้าทำสำเร็จ เผ่ามนุษย์ก็จะสรรเสริญข้าและไม่ปล่อยให้ข้าผจญอันตรายง่ายๆ”
น้ำเสียงของสิงหงเสวียนเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
หานเจวี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย
เขาปฏิเสธเรื่องนี้โดยสัญชาตญาณ เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยวิวัฒนาการมาก่อน หนี่ว์วาเพียงแค่อยากจะรับเอาความดีความชอบของเขาไปเท่านั้น สำหรับมนุษย์ปุถุชนอย่างสิงหงเสวียน มีหรือจะได้รับวิชาสืบทอดที่ยิ่งใหญ่กว่าอริยะ
สิงหงเสวียนมองออกว่าหานเจวี๋ยรู้สึกกังวล จึงเอ่ยเปรยๆ ขึ้น “นี่เป็นดินแดนลับที่สืบทอดต่อกันมาในเผ่ามนุษย์เนิ่นนานแล้ว หาใช่เพิ่งจะปรากฏเมื่อไม่นานมานี้”
หานเจวี๋ยถาม “เจ้าอยากไปหรือไม่”
สิงหงเสวียนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
นางเองก็อยากแข็งแกร่งขึ้นบ้าง!
หานเจวี๋ยกล่าว “เช่นนั้นข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษบางอย่างให้กับเจ้า”
สิงหงเสวียนยิ้มหน้าบานทันใด นางโผตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหานเจวี๋ย กล่าวพร้อมหัวเราะคิกคัก “ท่านพี่ช่างแสนดีเหลือเกิน ไว้เดือนหน้าค่อยถ่ายทอดให้ข้าก็ได้ ตอนนี้เรามา…”
“คุกเข่าลง”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่!”
…
หนึ่งปีต่อมา หานเจวี๋ยกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครา
เขานั่งอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร และคิดในใจว่า ‘ข้าอยากรู้สถานการณ์ของสิงหงเสวียน หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หืม? ทำไมถึงเพิ่มขึ้นมาเป็นพันล้านปี นี่มันราคาของต้าหลัวนี่นา!
หานเจวี๋ยเลือกที่จะดำเนินการต่อ
ทันใดนั้น ภาพลวงตาวิวัฒนาการก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตรับรู้ของเขา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขามาอยู่กลางถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ดูแล้วเจริญหูเจริญตาอย่างยิ่ง
ทุกคนเงยหน้าขึ้น มองไปบนท้องนภา
หานเจวี๋ยเงยหน้ามองตามไป ทันทีที่เห็นก็สะดุ้งสุดตัว
ทหารเกราะเงินนับไม่ถ้วนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทุกนายล้วนภูมิฐานกล้าแกร่งราวกับทหารสวรรค์ และยังมีผู้บำเพ็ญทรงพลังแห่งเผ่ามนุษย์จำนวนไม่น้อยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้วย
หานเจวี๋ยมองทะลุผ่านทหารเกราะเงินจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้นไป เห็นตั่งยาวสีทองหลังหนึ่งลอยเหนือหมู่มวลเมฆ พร้อมทั้งหญิงสาวในชุดคลุมสีฟ้านั่งพิงอยู่บนตั่งยาวนั้น
นางคือสิงหงเสวียนนั่นเอง!
ชุดคลุมสีฟ้าของสิงหงเสวียนปักด้วยลายมังกรเหินวิหคระบำ ดูสมจริงราวกับมีชีวิต ใบหน้าของนางแต่งแต้มอย่างวิจิตรบรรจง ศีรษะสวมมงกุฎประดับด้วยผลึกแวววาว สายตาทอดมองลงมายังฝูงชนอย่างดูแคลน เหยียดหยาม ในแววตาระคนไปด้วยความดูหมิ่น ปีติยินดี ดูแปลกไปจากปกติ
‘หืม? นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนี้กลายเป็นจักรพรรดิมวลมนุษย์ไปแล้วหรือไร’
หานเจวี๋ยตะลึงงัน แม้ว่าสิงหงเสวียนผู้กลับชาติมาเกิดใหม่จะมีคุณสมบัติที่ไม่เลว แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหญิงผู้นี้จะได้เป็นใหญ่ขึ้นมาจริงๆ
หานเจวี๋ยอยากชมต่อ แต่ภาพลวงตาวิวัฒนาการกลับแตกสลายลง และจิตรับรู้ก็กลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
‘แค่นี้งั้นหรือ ยังมองไม่ชัดเลยว่าเป็นนางจริงๆ หรือไม่’ หานเจวี๋ยบ่นพึมพำอยู่ในใจ รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
จากนั้น ก็มีตัวอักษรบรรทัดหนึ่งโผล่ขึ้นมาตรงหน้าของเขา คือคำบรรยายของสิงหงเสวียน
[สิงหงเสวียน: ตบะไม่ทราบ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต จักรพรรดินีเผ่ามนุษย์ ศิษย์อริยะ คู่บำเพ็ญเพียรแห่งเจ้าสำนักซ่อนเร้น]
‘เลิศเลอปานนี้เชียว มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต แสดงว่าสิงหงเสวียนจะก้าวสู่เคราะห์และได้รับชัยชนะมาหรือ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือกังวลใจดี
นี่น่าจะเป็นคำบรรยายของสิงหงเสวียนในอนาคต
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิงหงเสวียนจะประสบความสำเร็จในการไปแสวงโชคในแดนลึกลับของหนี่ว์วาครั้งนี้
บทที่ 394
‘มหาเคราะห์ครั้งเดียวสามารถบรรลุเป็นต้าหลัวได้ วิชาสืบทอดของอริยะเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้เชียวหรือ’
หานเจวี๋ยรู้สึกตกตะลึงกับอนาคตของสิงหงเสวียน
ความก้าวหน้าระดับนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ทว่าหานเจวี๋ยสังเกตเห็นถึงบางอย่าง คู่บำเพ็ญเพียรแห่งเจ้าสำนักซ่อนเร้น นี่มันหมายความว่าอย่างไร
‘ถึงตอนนั้นหานเจวี๋ยก็จะมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ศิษย์อริยะและจักรพรรดินีเผ่ามนุษย์! อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้!’ เมื่อคิดถึงตรงนี้ หานเจวี๋ยก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
สมแล้วที่เป็นผู้หญิงที่เขาเลือก ใช้ได้ทีเดียว
เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยตระหนักว่าผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาพิชิตดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ได้จากมหาเคราะห์ ไม่ใช่บุตรแห่งสวรรค์ หรือผู้ทรงพลังยิ่งใหญ่คับโลกพวกนั้น แต่เป็นคนที่เขาคิดว่าธรรมดาสามัญอย่างสิงหงเสวียน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้ม จากนั้นก็เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญอีกครั้ง
เขาจะไม่ยอมให้สิงหงเสวียนตามทันอย่างเด็ดขาด!
ถ้าแม้แต่คนใกล้ชิดยังไล่ตามเขาทัน เช่นนั้นก็น่าอนาถเกินทน!
…
เวลาผ่านไป
ห้าสิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่แดนต้องห้ามอันธการ เกาะสำนักซ่อนเร้นก็ยังไม่เคยเผชิญแม้แต่ลมพายุ ข้างนอกเกาะเงียบสงัดจนน่ากลัว ไม่มีอะไรแม้สักอย่างเดียว
หานเจวี๋ยอุทิศกายใจฝึกบำเพ็ญ จนกระทั่งโอกาสในการทะลวงระดับมาถึง
ก่อนที่หานเจวี๋ยจะทะลวงระดับ เขาเปิดอ่านจดหมายเสียก่อน
เขาไม่ได้อ่านจดหมายมายี่สิบปี เกือบจะลืมติดตามความเป็นไปในแดนเซียนเสียแล้ว
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หล่านเทียนสหายของท่าน]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x3072
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ากิเลน] x14097
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังสวรรค์]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่าน ได้รับสืบทอดวิชาจากอริยะ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ซูฉีลูกศิษย์ของท่านทะลวงสู่อาณาจักรมรรคาสวรรค์ ถูกมรรคาสวรรค์สะท้อนกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเข้าสู่แดนเทพหวนปัจฉิม]
…
มหาสงครามอุบัติขึ้นแล้ว!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าจักรพรรดิสวรรค์ถูกผู้ทรงพลังแห่งวังสวรรค์โจมตี คราวนี้ฝีมือของคนทรยศหน้าไหนอีก
อย่างไรก็ตามจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงไม่คิดจะใส่ใจ
จักรพรรดิสวรรค์ก็คือจักรพรรดิสวรรค์ ไม่ต้องการให้เขาเป็นพี่เลี้ยงคอยประคบประหงม
เห็นความเคลื่อนไหวของซูฉี หานเจวี๋ยก็อดรู้สึกละเหี่ยใจไม่ได้ เหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงอยากกลับมาอยู่ได้ เขาไม่ได้แค่ถูกโจมตีแต่ถูกมรรคาสวรรค์สะท้อนกลับเลยด้วยซ้ำ ใครบอกให้เจ้าออกไปกันเล่า ออกไปแล้วยังมีหน้าจะกลับมาอีก!
หานเจวี๋ยไม่มีความคิดที่จะช่วยซูฉี ตัวเขาเองก็ไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นด้วย
หลังจากเดินทางมาถึงแดนต้องห้ามอันธการแล้ว ความเคลื่อนไหวของแดนเซียนก็มาถึงแดนต้องห้ามอันธการได้ยากมาก เช่นเดียวกับเสียงระฆังบรรพกษัตริย์ของตี้หล่านเทียนที่บางเบาลง
ดูจากจดหมาย หานเจวี๋ยไม่สามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ที่แน่ชัดของวังสวรรค์ได้เลย
ขอเพียงจักรพรรดิสวรรค์ยังไม่ตายก็พอแล้ว
หานเจวี๋ยได้ปูทางให้กับวังสวรรค์ไว้มากมาย ถึงเวลาต้องพึ่งพาตนเองบ้างแล้ว
หลังจากอ่านจดหมายจบ หานเจวี๋ยก็เริ่มการทะลวงระดับ
เวลาผ่านไปประมาณสี่ปี หานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับได้สำเร็จลุล่วง
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 5671/669,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]
[ตบะ: ปฐมเทพขั้นห้า]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]
…
ปฐมเทพขั้นห้า!
อายุขัยเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสาม!
พลังเวทปฐมเทพของหานเจวี๋ยเกิดความเปลี่ยนแปลง จิตรับรู้ทวีความแข็งแกร่งขึ้น
เขาใช้เวลาอีกสามปีในการทำตบะให้เสถียร
หลังจากตบะของเขามั่นคงแล้ว หานเจวี๋ยก็ไม่ทิ้งขว้างอายุขัยของตนเองอย่างสูญเปล่า
เขาใช้มันในการปรับปรุงพลังวิเศษต่างๆ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง
เขาพบว่าหลังจากมาถึงแดนต้องห้ามอันธการแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ได้อีก ทว่าพลังวิเศษมรรคกระบี่ก็ยังแข็งแกร่งขึ้นอยู่ดี
หรือกล่าวได้ว่า ภายในแดนต้องห้ามอันธการ เขาสามารถเลี่ยงหลี่เต้าคงและยกระดับพลังวิเศษของตนให้ถึงขีดสุดได้!
สิ่งแรกที่เขาบรรลุคือสัจธรรมยอดปราณกระบี่
ทุกครั้งที่ทะลวงระดับ ความเข้าใจในมรรคของหานเจวี๋ยก็จะลึกซึ้งยิ่งขึ้น บวกกับความรู้แจ้งขั้นสูงสุดของมรรคกระบี่ ทำให้เขาสามารถทำลายขีดจำกัดของพลังวิเศษมรรคกระบี่ได้
ในขณะเดียวกัน
ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นหันไปมองที่ถ้ำเทวาฟ้าประทานเป็นตาเดียว
พวกเขาทั้งหมดรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันทรงพลังและแข็งแกร่ง
เจียงอี้เกิดความกลัวขึ้นเล็กน้อย “เขาทำอะไรอยู่ ทะลวงระดับหรือ”
ฉู่ซื่อเหรินความคิดหลุดไปในภวังค์
คนอื่นๆ ต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป
ไก่คุกรัตติกาลมองไปยังอู้เต้าเจี้ยน และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อก่อนเวลานายท่านทะลวงระดับมักจะไล่เจ้าออกมาทุกครั้ง ตอนนี้เจ้าอยากกลับเข้าไปก็น่าจะยากเสียแล้ว ใครใช้เจ้าย้ายออกมาจากถ้ำเทวาเล่า”
อู้เต้าเจี้ยนถลึงตากล่าวด้วยความโกรธเคือง “เจ้าจะไปรู้อะไร ข้ากลัวจะรบกวนนายท่านต่างหากเล่า!”
“ข้าเห็นว่าเจ้าคือลี่เหยาจอมโลภนั่นเอง”
“ไร้สาระ!”
อู้เต้าเจี้ยนจ้องมองไก่คุกรัตติกาลด้วยความโมโห สายตาของลี่เหยาเองก็ฉายแววไม่พอใจเช่นกัน
ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ถ้าเป็นข้า ข้าไม่ยอมออกมาแน่”
มู่หรงฉี่หันไปถามฉู่ซื่อเหริน”เจ้าเห็นอะไรบ้างหรือไม่”
ฉู่ซื่อเหรินหลับตาลง ก่อนจะกล่าว “ข้าไม่เห็นอะไรเลย!”
…
สองปีต่อมา หานเจวี๋ยยกระดับพลังวิเศษของตนเองจนถึงขีดจำกัด
พลังวิเศษมรรคกระบี่ของเขาพัฒนาจนถึงระดับพลังวิเศษต้าหลัว
หานเจวี๋ยสำแดงยอดปราณกระบี่ และสามารถดึงพลังเวทปฐมเทพทั้งหมดในร่างกายออกมาได้ในพริบตา พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังวิเศษต้าหลัวนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
หานเจวี๋ยเริ่มแบบจำลองการทดสอบ เขาเลือกท้าทายหลี่เสวียนเอ้าเป็นคนแรก!
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เขายังไม่พึงพอใจสักเท่าไร
ไม่มีทางฆ่าหลี่เสวียนเอ้าในเวลาสั้นๆ ได้เลย!
ไม่ได้ ยังแข็งแกร่งไม่พอ!
แม้ว่ากระบี่ของหลี่เสวียนเอ้าจะไม่ธรรมดา แต่ของวิเศษของเขากลับทรงพลังยิ่งกว่า หากไม่สามารถสังหารศัตรูระดับเทพภายในพริบตาได้ เขาจะเทียบชั้นหลี่เต้าคงได้อย่างไร
หานเจวี๋ยจงใจมองข้ามเรื่องที่ว่าหลี่เต้าคงเคยสังหารผู้แข็งแกร่งระดับเทพทั้งหมดได้ในพริบตาก่อนที่จะก้าวสู่ต้าหลัว
เขาจะต้องตั้งเป้าหมายและคอยกระตุ้นตนเอง
หานเจวี๋ยลองท้าทายหลี่เต้าคงอีกครั้ง!
ความแข็งแกร่งของหลี่เต้าคงเมื่อครั้งตำหนักเอกอนันต์แสดงโอวาทนั้นห่างไกลจากปัจจุบันหลายโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังสร้างปัญหาให้กับหานเจวี๋ยอย่างมากอยู่ดี หานเจวี๋ยใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามกว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้
หานเจวี๋ยรู้สึกรำคาญใจนัก
หากไม่มีบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เขาคงเอาชนะหลี่เต้าคงไม่ได้
ไม่สิ! ต้องเอาชนะหลี่เต้าคงให้ได้!
หานเจวี๋ยเรียกขวัญกำลังใจ และเริ่มท้าทายหลี่เต้าคงอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากผ่านการต่อสู้นับหมื่นครั้ง หานเจวี๋ยได้รับทั้งความพ่ายแพ้และชัยชนะ
เขาค้นพบจุดอ่อนของหลี่เต้าคง ชายผู้นี้จองหองอย่างยิ่ง เขาไม่ยอมใส่พลังเต็มที่ตั้งแต่ยกแรกๆ และยังชอบอวดลีลาวิชากระบี่ของตนเพื่อข่มศัตรู
หากหานเจวี๋ยปะทุพลังทั้งหมดตั้งแต่ช่วงแรกของการต่อสู้ โอกาสที่เขาจะชนะย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
คู่ต่อสู้ในแบบจำลองการทดสอบก่อนๆ มักจะปะทุพลังทั้งหมดตั้งแต่ต้น หลี่เต้าคงถือเป็นพวกแปลกประลาดหายาก
แต่ถึงกระนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่ได้รู็สึกว่าตนเองไล่หลี่เต้าคงทันแต่อย่างใด ตั้งแต่สิ้นสุดการแสดงโอวาทของตำหนักเอกอนันต์ พลังของหลี่เต้าคงก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ หานเจวี๋ยที่อยู่ในขั้นก่อนทะลวงระดับต้าหลัว ไม่น่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
“ถึงพลังวิเศษต้าหลัวจะแข็งแกร่งมากก็จริง แต่พลังเวทกลับเทียบไม่ติด”
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน เขาเป็นถึงกายดาราอนธการ กระนั้นแม้แต่เขาก็ยังเป็นเช่นนี้ ผู้อื่นยิ่งไม่มีทางสำแดงพลังวิเศษต้าหลัวออกมาได้
ระดับต้าหลัว เป็นดินแดนที่ซับซ้อนล้ำลึกเกินจะเทียบได้
ไม่ว่าจะเป็นมรรควิถีหรือพลังวิเศษ เมื่อก้าวสู่ระดับต้าหลัวแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
หานเจวี๋ยเคยต่อสู้กับต้าหลัวอยู่หนหนึ่ง จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของผู้แข็งแกร่งต้าหลัวคือความลึกลับคาดเดาไม่ได้ ราวกับไม่มีทางที่จะโจมตีพวกเขาได้เลย
ต้าหลัวสำแดงพลังวิเศษได้โดยไม่ต้องยกมือขึ้นด้วยซ้ำ แค่ปรายตาเพียงครั้งเดียว สรรพวิชาก็สำแดงออกมาได้ทั้งหมด!
หลังจากได้รับรู้ถึงพลังวิเศษต้าหลัวแล้ว หานเจวี๋ยก็ยิ่งคาดหวังในระดับต้าหลัวมากขึ้นกว่าเดิม
“ข้าต้องรีบฝึกบำเพ็ญ มุ่งมั่นบรรลุต้าหลัวให้ได้ภายในหนึ่งพันปี!”
“ไม่สิ หนึ่งพันปีกระชั้นชิดเกินไป สองพันปีดีกว่า”
หานเจวี๋ยตกลงใจเช่นนี้
บทที่ 395
หลังจากที่หานเจวี๋ยตั้งเป้าหมายในการบำเพ็ญแล้ว เขาก็ปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่อ
เหลือเพียงปฐมเทพขั้นหกเท่านั้นที่ขวางกั้นเขาจากระดับต้าหลัว อีกไม่ไกลแล้ว!
ในขณะที่หานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน
อีกราวเจ็ดปีต่อมา
การพิสูจน์จักรพรรดิของถูหลิงเอ๋อร์สำเร็จลุล่วง ไม่เสียชื่อความหวังแห่งเผ่าจอมเวท
ศิษย์หญิงสองคนนำหน้าในการพิสูจน์จักรพรรดิ เป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ให้กับบรรดาศิษย์ชายคนอื่นๆ
ศิษย์คนอื่นๆ เริ่มฝึกฝนบำเพ็ญอย่างหนักหน่วง
เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกสามสิบปี
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งเฮ่าเทียนและหลี่เสวียนเอ้า
เขาสาปแช่งไปพลาง อ่านจดหมายไปพลาง
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ] x14
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x403322
[โจวฝานสหายของท่านถูกสะกดโดยตี้หล่านเทียนสหายของท่าน ถูกคุมขังที่ดวงอาทิตย์]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับสืบทอดวิชาจากจักรพรรดิสวรรค์ ได้รับพลังวิเศษไร้เทียมทาน]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x689
[ผานซินสหายของท่านกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]
…
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว สงครามภายในวังสวรรค์หรือ
เหตุใดฟางเหลียงถึงได้รับวิชาสืบทอดจากจักรพรรดิสวรรค์ นี่เป็นการส่งไม้ต่อหรืออย่างไร
โจวฝานถูกตี้หล่านเทียนสะกดไว้ แต่ไม่ถูกสังหาร ดูเหมือนว่าตอนนี้โจวฝานจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ยังมีผานซิน…คนผู้นี้ใจเสาะมากไม่ใช่หรือไง เหตุใดจึงตกเป็นผู้ฝ่าเคราะห์อีกแล้ว
ตัวเขาเองเป็นถึงมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตด้วยซ้ำ เคยเอาชนะมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้รับดวงชะตาอันยิ่งใหญ่มาแล้ว ทำไมถึงก้าวสู่เคราะห์กรรมอีก
หานเจวี๋ยอ่านหน้าจอแสดงคุณสมบัติของผานซินอีกครั้ง
[ผานซิน: ไม่ทราบตบะ เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตพวกแรกนับตั้งแต่เบิกฟ้า เคยประสบมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต ท่องไปในโลกมนุษย์ เนื่องจากเกรงว่าเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณจะพบตัว จึงแฝงตัวอยู่ในแม่น้ำมรรคกระบี่ เกิดความประทับใจในตัวท่านเนื่องจากนิสัยจริงใจของท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
โอ้ ที่แท้เขาก็ไม่ได้เป็นมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต แค่เคยประสบมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาก่อนเท่านั้น
ว่าแล้วเชียว คนขี้ขลาดตาขาวอย่างเจ้านั่นจะเอาชนะมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้อย่างไร
หานเจวี๋ยไม่สนใจผานซินอีกต่อไป ต่อให้ผานซินจะตกตายไป เขาก็ไม่คิดจะแยแสอีก
ครึ่งเดือนต่อมา หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงและเอ่ยถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะมีชีวิตรอดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
[ไม่รอด]
คำง่ายๆ เพียงสองคำเป็นดั่งน้ำเย็นยะเยือกราดรดหัวใจของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ทำไมจู่ๆ ถึงไม่รอดล่ะ เกิดอะไรขึ้น
หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ข้าอยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้กำชัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สามพันล้านปี! นี่มันระดับครึ่งอริยะแล้วนะ!
หัวใจของหานเจวี๋ยสั่นสะท้าน
ดำเนินการ!
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยเกิดอาการวิงเวียน จากนั้นก็เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว
เหนือท้องพระราชวังที่พังทลาย มีร่างร่างหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ รอบกายโอบล้อมด้วยลำแสงหลากสีสัน ราวกับมังกรและอสรพิษ
นี่คงไม่ใช่…
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น
เป็นคนผู้นี้จริงๆ เขาเป็นผู้สนับสนุนของจักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช่หรือ เขาชนะแล้ว เหตุใดจักรพรรดิสวรรค์ถึงตายล่ะ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจักรพรรดิสวรรค์ถูกเขาสังเวยชีวิต
ยิ่งคิดมากเท่าไรหานเจวี๋ยก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น
ทันใดนั้นร่างร่างหนึ่งเดินเข้ามาในพระราชวัง นั่นคือแม่ทัพสวรรค์ผู้ทรงพลัง หรือแม่ทัพเทพสวรรค์นั่นเอง
หานเจวี๋ยไม่รู้จักแม่ทัพเทพสวรรค์
แม่ทัพเทพสวรรค์สาวเท้ามาหยุดเบื้องหน้าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนและคุกเข่าลง ประสานมือและกล่าวว่า “ฝ่าบาท จักรพรรดิเซียนวัฏจักรถูกประหารชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าวทั้งที่ยังไม่ลืมตา “กวาดล้างสิ่งมีชีวิตมรรคาสวรรค์ให้สิ้นซาก สังหารให้เกลี้ยง ข้าจะสร้างดินแดนมรรคาสวรรค์ขึ้นมาใหม่”
“แต่มรรคาสวรรค์…”
“เราปิดกั้นกลไกสวรรค์แล้ว เจ้าจงรีบลงมือเสีย!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพเทพสวรรค์ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
หานเจวี๋ยเดือดดาล เหตุใดต้องฆ่าล้างโลกอีก ผู้ทรงพลังที่ได้รับชัยชนะในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตพวกนี้สติวิปลาสไปกันหมดแล้วหรือไร
ภาพลวงตาวิวัฒนาการแตกสลายลง
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่ความเป็นจริง
‘ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจึงสังหารจักรพรรดิสวรรค์’ หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ
เขาเริ่มที่จะฉลาดขึ้นมา ถามหนึ่งคำถามให้ได้สองคำตอบ
คำถามนี้อาจยืนยันได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์ถูกสังหารโดยจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจริงหรือไม่ ถ้าจริง แล้วแรงจูงใจของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนคืออะไร
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
อายุขัยพวกนี้ไม่ต่างอะไรกับเม็ดฝนโปรยปราย!
หานเจวี๋ยเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการอีกครั้ง
เขากลับมาที่พระราชวังแห่งนั้นอีกครั้ง แต่เป็นในสภาพที่ยังไม่พังทลาย หานเจวี๋ยคาดเดาว่าที่นี่คือพระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์ประทับอยู่บนบัลลังก์สูง รายล้อมด้วยหมู่เทพเซียนหลายสิบองค์ในท้องพระโรง
พวกยอดแม่ทัพเทพ จี้เซียนเสิน ฟางเหลียง หลี่เต้าคง และหลี่เสวียนเอ้าล้วนอยู่ด้วย
สีหน้าของจักรพรรดิสวรรค์ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก แววตาเย็นชาหาใดเปรียบ พร้อมกับแผ่รังสีอำมหิตออกมา
“จักรพรรดิสวรรค์ เจ้ากำลังทรยศข้าจริงๆ หรือ”
เสียงของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนดังขึ้นกลางท้องพระโรงอย่างกะทันหัน ยากที่จะหาต้นตอของเสียงนั้น
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างเย็นชา “เราไม่ได้ทรยศเจ้า เจ้าต่างหากที่ทรยศวังสวรรค์ ทรยศมรรคาสวรรค์!”
เหล่าเทพเซียนในท้องพระโรงต่างเหลียวซ้ายแลขวา ส่วนใหญ่มีสีหน้าหวาดกลัว
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหัวเราะเยาะ และกล่าว “วังสวรรค์ของบรรพชนเต๋า หรือวังสวรรค์ของมรรคาสวรรค์กันแน่ สิ่งที่เจ้าบังคับให้วังสวรรค์ทำนั้นเพื่อมรรคาสวรรค์จริงๆ หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าว “ความคิดของเจ้ามันบ้าคลั่งเกินไป เราไม่มีทางทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง และช่วยเจ้าสร้างดินแดนมรรคาสวรรค์ของเจ้าขึ้นมาใหม่หรอก”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “อริยะต่างก็เห็นชอบกันหมดแล้ว เจ้าจะยืนกรานอยู่ฝ่ายเดียวหรือ”
“เราจะฟังแต่บรรพชนเต๋าเท่านั้น!”
“บรรพชนเต๋าสิ้นไปนานแล้ว เขาหลอมรวมกับมรรคาสวรรค์ ไม่แบ่งแยกกันอีกต่อไป”
“เช่นนั้นเราก็จะปกป้องมรรคาสวรรค์ยิ่งกว่าเดิม!”
“บังอาจ!”
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนบันดาลโทสะอย่างรุนแรง พระราชวังเทียมเมฆาเริ่มสั่นไหว
จากนั้นภาพก็พลันสลายไป
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ที่แท้ก็เป็นเพราะความคิดสวนทางกัน จักรพรรดิสวรรค์จึงแตกหักกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
แม้ว่าจะรับรู้เรื่องนี้มาจากการวิวัฒนาการครั้งก่อน แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้รู้สึกแย่แต่อย่างใด อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ว่าจักรพรรดิสวรรค์ตายในเงื้อมมือของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน
ทีนี้ก็กำหนดเป้าหมายโจมตีได้!
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเหมือนจอมวายร้ายไม่มีผิด เป้าหมายของจอมวายร้ายคือการทำลายล้างโลก
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นทุกคน แต่เป็นการสนองตัณหาตนเองเท่านั้น สร้างดินแดนมรรคาสวรรค์ของตนขึ้นมาใหม่ เช่นนั้นเขาก็เป็นมรรคาสวรรค์เองน่ะสิ
ช่างฝันเฟื่องเสียจริง!
หานเจวี๋ยจับจุดได้อย่างหนึ่ง จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนกล่าวว่าอริยะต่างเห็นชอบทั้งหมด หากเป็นความจริง แค่คิดก็น่าขนลุกแล้ว
หรือนี่จะเป็นการเดิมพันระหว่างอริยะและบรรพชนเต๋า
เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรพชนเต๋าคือผู้ทรงพลังที่เผยแพร่วิถีแห่งการบำเพ็ญให้แก่สรรพสิ่งในมรรคาสวรรค์ และยังเป็นอริยะคนแรกในโลกาสวรรค์ เป็นผู้ชี้ทางให้แก่หมู่มวลสรรพชีวิต
ข้อมูลที่หานเจวี๋ยรับรู้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คือที่บรรพชนเต๋าหายตัวไป ก็เพื่อทะลวงระดับที่แข็งแกร่งขึ้น และหลอมรวมกับมรรคาสวรรค์
การโค่นล้มมรรคาสวรรค์เท่ากับการโค่นล้มบรรพชนเต๋าไปด้วยไม่ใช่หรือ
ยิ่งคิดมากเท่าไรหานเจวี๋ยก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น
มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้นับวันยิ่งทวีความอันตราย
ไม่ได้! หานเจวี๋ยต้องรีบบรรลุเป็นต้าหลัวให้เร็วขึ้น มิฉะนั้นก็ยากที่จะปกป้องตัวเอง
หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อจักรพรรดิสวรรค์
ไม่นาน จิตรับรู้ก็เชื่อมต่อกันได้สำเร็จ
“ฝ่าบาท ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” หานเจวี๋ยถามอย่างตรงไปตรงมา
จักรพรรดิสวรรค์ตอบกลับ “พอประทัง วังสวรรค์เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่ผลกระทบไม่หนักหนา”
ความเหนื่อยล้าแฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียงของเขา
“จริงสิ เราตัดสินใจเลือกฟางเหลียงศิษย์หลานของเจ้ามาเป็นจักรพรรดิสวรรค์องค์ถัดไป เตรียมตัวอบรมเขาด้วยล่ะ”
คำพูดของจักรพรรดิสวรรค์ชวนให้ตกใจเสียจนหานเจวี๋ยมือสั่น เกือบทำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์หลุดมือ