386-390
บทที่ 386
ซูฉีและจี้เซียนเสินต่างกลายเป็นจักรพรรดิเซียน!
หานเจวี๋ยสะเทือนใจอย่างยิ่ง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในมุมมองของเขาระดับจักรพรรดิเซียนช่างอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่ตอนนี้แม้แต่ศิษย์ของเขาก็กลายเป็นจักรพรรดิเซียนกันถ้วนหน้า
นี่สินะการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา
เมื่ออ่านไล่ลงไป กลับไม่มีจดหมายที่ดึงดูดความสนใจของหานเจวี๋ยได้สักเท่าไร
สิ่งที่เขาสนใจอย่างยิ่งก็คือเมื่อไรหลี่เต้าคงถึงจะบาดเจ็บสาหัส
เผชิญกับการโจมตีจากครึ่งอริยะอย่างเจียงตู๋กู เขาก็ไม่บาดเจ็บอีกหรือ หรือนี่จะเป็นการประลองแลกเปลี่ยนระหว่างศิษย์นิกายเหรินด้วยกัน
‘หลี่เต้าคงอยากรับข้าเป็นศิษย์ถึงเพียงนั้น ข้ากลับอยากเห็นเขาถูกทุบตีงั้นหรือ’
หานเจวี๋ยแอบรู้สึกละอายใจ รู้สึกว่าความคิดของตนช่างเลวร้ายนัก
แดนเซียนยามนี้ชั่วดีผสมปนเป กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ขัดแย้งกันไปมาเป็นทอดๆ มองไม่ออกชั่วขณะว่าผู้ใดจะมีชัยได้รับดวงชะตามหาเคราะห์
หลังจากหานเจวี๋ยอ่านจดหมายเสร็จก็เรียกแปดพี่น้องภูตน้ำเต้าออกมา
หานอีถึงหานชีล้วนเป็นภูตน้ำเต้าชั้นเซียนดินแล้ว ทว่าคุณสมบัติของหานปากลับโดดเด่นกว่า เป็นภูตน้ำเต้าฟ้าบุพกาล แปดพี่น้องมานะฝึกบำเพ็ญอยู่ในเกาะสำนักซ่อนเร้นมาโดยตลอด จนใจที่เพิ่งฝึกบำเพ็ญได้ไม่นาน จึงไม่สามารถฝ่าฟันเข้าไปถึงสิบลำดับแรกในการประลองใหญ่ประจำสักซ่อนเร้นได้ หานปาเองก็เช่นกัน
หานเจวี๋ยชี้แนะพวกเขาเล็กน้อย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ใช้แซ่ตามตน เปรียบเสมือนบุตรชายของตน
แปดพี่น้องหานรู้สึกประหม่าอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยไม่เคยเรียกพบพวกเขาเป็นการส่วนตัวมานานมากแล้ว
“พวกเจ้าอยากเรียนพลังวิเศษใด”
หานเจวี๋ยเปิดปากถาม ยามนี้เขามีพลังวิเศษมากมายหลายสิบอย่าง วิชายุทธ์ก็มากเช่นกัน ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เขาคร้านจะรังสรรค์พลังวิเศษของตนขึ้น ก็ยังมีพอให้เขาใช้สั่งสอนศิษย์ในสำนักอยู่
หานปาชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน “ข้าอยากเรียนพลังวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดขอรับ!”
พอพูดจบ หานอีถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่งจนเขาสะดุ้งรีบก้มหน้าลงไป
พี่น้องภูตน้ำเต้าที่เหลือล้วนรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมา กลัวจะทำให้หานเจวี๋ยโมโห
ใบหน้าหานเจวี๋ยเรียบเฉย ทว่าแอบขำอยู่ในใจ
ดูเหมือนการประลองใหญ่ประจำศตวรรษจะก่อให้เกิดคลื่นภายในสำนักขึ้นมาแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องดี ถึงอย่างไรกลุ่มคนเหล่านี้นอกจากวัดกันว่าผู้ใดแข็งแกร่งผู้ใดอ่อนแอ พวกเขาก็ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนอื่นใดอีก หากไร้ซึ่งแรงกดดัน จะก้าวหน้าได้อย่างไรเล่า
หานเจวี๋ยคิดดูเล็กน้อย กล่าวไปว่า “เช่นนั้นข้าจะถ่ายทอดแสงเทพเบญจธาตุให้ พลังวิเศษนี้หากฝึกฝนไปถึงขั้นสูงสุด จะปราบได้ทุกสิ่ง ฝ่าทะลวงหมื่นเคราะห์ภัย หวังว่าพวกเจ้าจะสำแดงความเกรียงไกรของพลังวิเศษนี้ออกมาได้
เมื่อแปดพี่น้องได้ยินพลันรู้สึกซาบซึ้งตื้นตัน พากันโขกศีรษะ คารวะขอบคุณหานเจวี๋ย
ครึ่งปีผ่านไป
เมื่อพวกเขาออกจากถ้ำ ทุกคนต่างเข้ามารุนล้อม ล้วนสนใจใคร่รู้ว่าพวกเขาร่ำเรียนพลังวิเศษใด
สำหรับเรื่องนี้ แปดพี่น้องก็เป็นเช่นเดียวกับลี่เหยาทำตัวลึกลับยิ่ง
“เมื่อถึงงานประลองครั้งต่อไปก็รู้เอง!”
หานอีกล่าวด้วยความผยองภาคภูมิใจ นอกเหนือจากหานปาแล้ว ภูตน้ำเต้าอีกหกตนล้วนมีสีหน้าภาคภูมิใจเช่นกัน
ไก่คุกรัตติกาลโมโหแทบตายแล้ว “เมื่อไรจะเป็นตาของท่านไก่บ้าง ท่านไก่ว่านอนสอนง่ายเป็นที่สุด!”
สวินฉางอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “วิหคชาดคราวก่อนมินับเป็นรางวัลหรอกหรือ”
โจวหมิงเยวี่ยเป็นมหาอริยะผิงเทียนกลับชาติมาเกิดและหลี่ว์ฮว่าซวีเป็นมหาจักรพรรดิจื่อเวยกลับชาติมาเกิดล้วนพยักหน้ารับ
ศิษย์อย่างพวกเขาต่างหากที่ไม่ได้รับการดูแลเลย!
จนปัญญาที่ลำดับอาวุโสน้อยที่สุด พวกเขาจึงเป็นฝ่ายไปหาหานเจวี๋ยโดยพลการไม่ได้
ใต้ต้นฝูซัง สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสะบัดหาง เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “นับลำดับอาวุโสเอาเถิด พวกเขาแปดพี่น้องใช้แซ่หาน พวกเจ้าเล่าแซ่หานด้วยหรือไม่”
โจวหมิงเยวี่ยแผดเสียงขึ้นมา “นับจากวันนี้ไป ข้าชื่อหานหมิงเยวี่ย!”
หลี่ว์ฮว่าซวียกมือปิดหน้า เขาทำตัวไร้ยางอายเช่นโจวหมิงเยวี่ยไม่ได้
ถูหลิงเอ๋อร์เม้มปากเอ่ยวาจา “คนต่อไปต้องเป็นข้าแน่!”
อีกาทองเจ้าใหญ่ทนไม่ไหว เอ่ยไปว่า “เหตุใดถึงต้องเป็นเจ้าอีก เจ้าไปหลายครั้งแล้ว!”
ทุกคนเริ่มโหวกเหวกโวยวาย แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นการหยอกล้อ มิได้ริษยากันเป็นจริงเป็นจัง
ถึงอย่างไรพวกเขาล้วนอยู่ใต้การดูแลของหานเจวี๋ยเหมือนกัน
ต้วนหงเฉินนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง ขมวดคิ้วแน่น ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
….
ภายในตำหนักใหญ่เพลิงลุกโชติช่วงหลังหนึ่ง ตี้หล่านเทียนแปลงกายเป็นมนุษย์นั่งอยู่บนบัลลังก์
หลงเฮ่าพร้อมด้วยผู้ทรงพลังเผ่ามังกรแท้เจ็ดคนเดินเข้ามาในตำหนัก สองข้างทางล้วนเป็นผู้อาวุโสของเผ่าเทพอีกาทอง
ตี้หล่านเทียนเพ่งพินิจหลงเฮ่าอย่างคร่งขรึม ในดวงตาฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง
หลงเฮ่าหยุดเท้า ประสานหมัดเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าพเจ้าคือหลงเฮ่า จักรพรรดิวังมังกรแห่งวังมังกร ขอเข้าพบหัวหน้าเผ่าเทพอีกาทอง!”
ตี้หล่านเทียนกวาดตามองคนทั้งเจ็ดที่อยู่ด้านหลังหลงเฮ่า เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “เจ้าได้รับการสนับสนุนจากเผ่ามังกรแท้แล้ว มาหาข้าด้วยเรื่องใดเล่า อยากจับมือเป็นพันธมิตรกับข้างั้นหรือ”
เผ่าเทพอีกาทองและเผ่ามังกรไม่ลงรอยกัน อีกาทองกล่าวอ้างว่ามังกรคืออาหาร เผ่ามังกรแท้จะทนไหวได้อย่างไร
สองเผ่าสังหารฟาดฟันกันอยู่เสมอ นับว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกัน
หลงเฮ่าจ้องมองตี้หล่านเทียน เอ่ยว่า “แดนเซียนแห่งนี้เป็นกระดานหมากของมรรคาสวรรค์ไปแล้ว พวกเราต่างเป็นตัวหมากกันทั้งสิ้น แต่หากพวกเราร่วมมือกันก็สามารถกลายเป็นผู้คุมกระดานหมากได้ ข้าได้ยินมาว่าเผ่าเทพอีกาทองปลุกชีพระฆังบรรพกษัตริย์ พวกท่านเองก็คงไม่อยากเป็นตัวหมากเช่นกันกระมัง”
ตี้หล่านเทียนพูดจาถากถาง “ในเมื่อเจ้ารู้จักระฆังบรรพกษัตริย์ เจ้ายังกล้ามาอีกหรือ”
เขาชูมือขวาขึ้น โบกเบาๆ ระฆังบรรพกษัตริย์งามสง่าน่าเกรงขามพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ดุจเขาไท่ซานลอยฟ้า พร้อมจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
หลงเฮ่าทำราวกับมองไม่เห็นระฆังบรรพกษัตริย์ที่ลอยอยู่เหนือหัว เขายิ้มน้อยๆ เอ่ยว่า “ระฆังบรรพกษัตริย์สามารถสะกดอริยะได้หรือ”
เมื่อตี้หล่านเทียนได้ยินก็มีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที
“ข้าต้องการโค่นล้มวังสวรรค์ ข้าอยากเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ข้ายินดีแบ่งปันกับท่าน สองจักรพรรดิร่วมครองวังสวรรค์เฉกเช่นสี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์ ท่านดูแลสวรรค์ ข้าดูแลโลก เป็นอย่างไร” หลงเฮ่ากล่าววาจาดวงตาโชนแสงวาววับ
ตี้หล่านเทียนเอ่ยถาม “จักรพรรดิสวรรค์มิได้ยกตำแหน่งให้เจ้าหรือไร เจ้าคือโอรสที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรพรรดิสวรรค์”
“เขาเลี่ยงคำครหา เชื่อฟังวาจาอริยะ คิดว่าจักรพรรดิสวรรค์รุ่นต่อไปสมควรเป็นมนุษย์สามัญ”
“โอ้ เป็นมนุษย์คนใดเล่า สามแม่ทัพคล้ายว่าจะมาจากเผ่ามนุษย์กันทั้งสิ้นกระมัง”
“ถูกต้อง ในเมื่อท่านทราบดี เช่นนั้นคงไม่นึกสงสัยในเหตุจูงใจของข้ากระมัง”
“เจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือ”
ตี้หล่านเทียนส่ายหน้า ไม่มองหลงเฮ่าอีก
ในมุมมองของเขา หลงเฮ่าอ่อนเยาว์เกินไป
“เขามีคุณสมบัติไม่พอ แล้วเราล่ะ!”
น้ำเสียงทรงอำนาจดังออกมาจากร่างของหลงเฮ่า ปราณมังกรห้าสีทะลักออกมาจากร่างเขาทีละสาย ก่อตัวเป็นร่างเงาแสงทองร่างหนึ่ง
เป็นเฮ่าเทียน!
ตี้หล่านเทียนสีหน้าแปรเปลี่ยน หรี่ตาเอ่ยวาจา “เฮ่าเทียน! ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสอย่างเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่!”
เฮ่าเทียนกล่าว “ในเมื่อเรียกขานเราเป็นผู้อาวุโส จะยอมร่วมมือกันหรือไม่ เราอยากจัดการคนผู้นั้นที่อยู่เบื้องหลังวังสวรรค์!”
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา!”
ตี้หล่านเทียนตอบรับว่องไวฉับพลัน
เฮ่าเทียนเผยรอยยิ้ม เอ่ยว่า “เจ้าคุยกับเขาเอาเถิด”
เขากลายเป็นหมอกควันสลายหายไป
สองมือของหลงเฮ่าที่กำแน่นอยู่ในแขนเสื้อพลันคลายออก เขาเพียงแสร้งทำเป็นมั่นใจเท่านั้น ความรู้สึกกดดันจากระฆังบรรพกษัตริย์ที่อยู่เหนือหัวมิใช่เรื่องล้อเล่นเลย
ตี้หล่านเทียนจ้องมองหลงเฮ่า มองอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นพลันเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินว่าอาจารย์ของเจ้าคือบุตรแห่งสวรรค์ที่จักรพรรดิสวรรค์ชุบเลี้ยงให้ความสำคัญ เจียงอี้ของเผ่าข้าก็เพราะได้รับการแจ้งข่าวจากเขา ถึงได้รับความช่วยเหลือ อาจารย์ของเจ้าฝึกบำเพ็ญอย่างไร ยามนี้ตบะอยู่ในระดับใด”
หลงเฮ่าเอ่ยยิ้มๆ “ข้าก็ไม่ทราบชัดเจน เพียงแต่ข้าเคยได้ยินเสด็จพ่อของข้าบอกไว้ ปัจจุบันนี้อาจารย์ของข้าน่าจะอายุห้าพันปีกว่าๆ ด้วยคุณสมบัติของเขา อย่างน้อยก็คงมีตบะระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏ”
ม่านตาตี้หล่านเทียนหดเล็กลง ก่อนจะกล่าวด้วยความสะท้อนใจ “อายุห้าพันปีกว่าๆ ก็บรรลุระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏได้แล้ว คุณสมบัติเช่นนี้เลิศล้ำกว่าเต้าจื้อจุนแห่งวังเทพเสียอีก ไม่ถูกสิ สมควรเป็นเต้าจื้อจุนแห่งวังสวรรค์กระมัง”
ในดวงตาของหลงเฮ่าเผยแววเคารพยำเกรง บอกเล่าว่า “อาจารย์ข้าไม่เข้าสู่เคราะห์กรรม แต่คุณสมบัติของเขาเลิศล้ำ วันหน้าจะกลายเป็นสุดยอดผู้ทรงพลังแห่งฟ้าดินแน่ เขาจะกลายเป็นเสาหลักให้วังสวรรค์ยุคใหม่ของพวกเรา”
บทที่ 387
[ตี้หล่านเทียนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
เมื่อเห็นข้อความแถวหนึ่งที่จู่ๆ ก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ หานเจวี๋ยก็รู้สึกงุงงง
แต่ในเมื่อเป็นค่าความประทับใจ เช่นนั้นก็ไม่เป็นอะไร
หากเป็นค่าความเกลียดชัง เช่นนั้นก็ต้องมีเรื่องกับตี้หล่านเทียนแล้ว!
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ถ่ายทอดพลังวิเศษให้แปดพี่น้องหาน ก็ผ่านไปสิบปีแล้ว
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำ เตรียมแสดงธรรมต่อสำนักซ่อนเร้น
ฟางเหลียง ซูฉี และหลงเฮ่าที่อยู่ด้านนอกก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจปล่อยให้บรรดาศิษย์ที่อยู่บนเกาะล้าหลังได้ หากเป็นเช่นนี้ เมื่อพวกซูฉีทั้งสามคนกลับมา เหล่าศิษย์ที่รั้งอยู่บนเกาะจะได้รับความสะเทือนใจมากเพียงใดกันเล่า
หานเจวี๋ยไม่มีทางปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น!
“ทุกคนเตรียมสดับฟังธรรม!”
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วดังไปทั่วเกาะ ชาวเผ่าเอกาที่กระจายตัวอยู่ตามแต่ละมุมของเกาะสำนักซ่อนเร้นต่างตื่นเต้นกันถ้วนหน้า
พวกเขาคะนึงถึงการแสดงธรรมครั้งก่อนของหานเจวี๋ยมาโดยตลอด ความรู้สึกที่แรงบันดาลใจแห่งมรรควิถีทะลักทะลายออกมาเช่นนั้นทำให้คนยากจะลืมเลือนลง
ทุกคนนั่งประจำที่อย่างรวดเร็วยิ่ง แม้กระทั่งเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ออกจากถ้ำมาเช่นกัน
หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม
เขาเหลือบมองฉางเยวี่ยเอ๋อร์ ศิษย์พี่หญิงคนนี้ปิดด่านอยู่ตลอด ช่วงหลายร้อยปีมานี้ แทบจะไม่เคยออกมาเลย เว้นแต่เขาจะแสดงธรรม ไม่ทราบเช่นกันว่านางกำลังศึกษาค้นคว้าสิ่งใดอยู่
ตบะของฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็พอจะมีพัฒนาการอยู่บ้าง เป็นเซียนสวรรค์ไท่อี่แล้ว
หานเจวี๋ยเพียงนึกสงสัยเล็กน้อยเท่านั้น ยามปกติก็คร้านจะสละเวลาไปเยี่ยมนาง
เมื่อหานเจวี๋ยเปล่งเสียงแสดงธรรม ทุกคนล้วนเข้าสู่สภาวะตระหนักมรรค
การแสดงธรรมครั้งนี้ดำเนินอยู่ถึงห้าปีเต็ม
หลังแสดงธรรมจบ หานเจวี๋ยตรงกลับไปที่ถ้ำเทวาฟ้าประทานเพื่อฝึกบำเพ็ญ เหล่าศิษย์และชาวเผ่าเอกาล้วนยังมิได้สติกลับมา
หานเจวี๋ยนั่งอยู่บนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร ใจลอยอยู่เงียบๆ
ดวงตาของเขาสามารถมองทะลุผนังถ้ำเห็นสภาพของทุกคนได้ บางคนหลั่งน้ำตาด้วยความยินดี บางคนมีสีหน้ากลัดกลุ้ม บางคนร้อนรนทนไม่ไหว และบางคนสีหน้าหม่นหมอง ล้วนแต่กำลังตระหนักมรรคในแบบของตน
หานเจวี๋ยกลับมองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่ง
เทพเซียนสูงส่งเหนือสามัญ ยามก้มมองโลกมนุษย์ เคยสะเทือนใจกับความทุกข์ยากของปุถุชนบ้างหรือไม่
เมื่อมองย้อนกลับไป ความคิดของหานเจวี๋ยล่องลอยไปยังสวนสมุนไพรนอกประตูสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ติดตามข้ารับใช้เหล่านั้นไปเพาะปลูก ดูแลพืชสมุนไพรอยู่ทุกวัน
เขามองเห็นผู้เฒ่าเถี่ย อีกฝ่ายยังคงเย็นชาเช่นเดิม ทำให้คนรู้สึกถึงความทรงอำนาจคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างหนึ่ง
เขามองเห็นบุพการีในชาตินี้ของเขา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ใบหน้าของพวกเขาเลือนรางไปแล้ว
เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าหานเจวี๋ยมีชีวิตอยู่มาสองชาติ ความจำดีกว่าคนทั่วไป จดจำทุกคนได้ ที่จำไม่ได้เห็นทีจะมีแค่พ่อแม่ของตนเท่านั้น
บางทีคงเป็นเพราะเขาไม่อยากจำ เพียงแต่หัวใจของเขาไม่ยอมรับ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่หานเจวี๋ยรู้จักในชาตินี้วาบผ่านไปอย่างว่องไว เสมือนกดปุ่มเร่งความเร็วในหนัง ราวกับโคมม้าวิ่ง ทุกอย่างดั่งภาพมายา
บางคนใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม บางคนสีหน้าขุ่นข้อง บางคนดวงตาทอแววริษยา
เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี ทุกอย่างคือเมฆหมอกในห้วงอดีต
เริ่มแรกหานเจวี๋ยรู้สึกสะท้อนใจ ทว่าต่อจากนั้น ดวงตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว
นี่มิใช่สิ่งที่เขาแสวงหาไขว่คว้าหรอกหรือ
เขาต้องการเป็นอมตะ!
เขาต้องการอยู่เหนือกว่าผู้บำเพ็ญทั้งปวง กลายเป็นคนผู้นั้นที่แข็งแกร่งที่สุด!
“นี่ก็คือการเวียนว่ายตายเกิด เวียนว่ายตายเกิดเป็นสรรพสิ่ง สรรพสิ่งต่างเวียนว่ายตายเกิด”
หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง พลังเวทปฐมเทพของเขาสั่นกระเพื่อม ตบะเริ่มพลุ่งพล่าน
นี่คือการรู้แจ้งมรรค!
บางครั้งการรู้แจ้งความหมายแห่งฟ้าดินหรือรู้แจ้งยอดมหามรรคขึ้นมาอย่างฉับพลันก็สามารถเพิ่มพูนพลังมรรคได้ หานเจวี๋ยเคยเห็นในจดหมายแจ้งเตือนอยู่บ่อยครั้ง
น่าเสียดาย ตบะพลุ่งพล่านอยู่ไม่นานนัก หากเขาอยากทะลวงสู่ระดับปฐมเทพขั้นห้าก็ต้องพยายามต่อไป
หานเจวี๋ยจัดการสภาวะอารมณ์ ฝึกบำเพ็ญต่อ
….
สิบปีต่อมา
เมื่อว่างจากการฝึกบำเพ็ญหานเจวี๋ยจึงตรวจดูจดหมาย
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดแม่ทัพเทพสหายของท่าน บาดเจ็บสาหัส]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x10827
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลงเฮ่าศิษย์ของท่าน]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หล่านเทียนสหายของท่าน]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านสังเวยวิญญาณ อัญเชิญปฐมบรรพชนอีกาทอง]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเคาะระฆังบรรพกษัตริย์ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ ดวงชะตาวังสวรรค์เสื่อมสลาย]
[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเนื่องจากสาปแช่งมากเกินไป เผชิญกับความโชคร้ายพัวพันกาย]
[เจียงตู๋กูสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ถูกสะกดจองจำในสถานที่น่าอดสู]
….
ในที่สุดหลงเฮ่าก็เปิดศึกกับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว!
หานเจวี๋ยถอนหายใจ
พ่อลูกขัดแย้ง น่าเศร้าโดยแท้
เผ่าเทพอีกาทองมีฝีมืออยู่บ้าง เท่าที่อ่านจากจดหมาย พอฟัดพอเหวี่ยงกับวังสวรรค์ โดยเฉพาะตี้หล่านเทียนที่อาศัยยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ทำลายดวงชะตาวังสวรรค์!
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นสถานการณ์ของเจียงตู๋กูด้วย ในที่สุดก็พลาดท่าแล้ว
เป็นตัวตนอย่างไรกันแน่
หากว่าเป็นอริยะ ก็คงเปิดเผยให้เห็นแล้ว
ดูเหมือนเจียงตู๋กูจะมิได้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้อยู่ต่ำกว่าอริยะ
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงไป อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นเลือดลมสูบฉีด
นี่น่ะหรือมหาเคราะห์
ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!
ถ้ามีการถ่ายทอดสดก็คงดี
แค่หานเจวี๋ยคิดๆ ดู เขาก็ไม่ออกไปแล้ว
มหาเคราะครั้งนี้มิใช่ยุคสมัยแห่งการเฉิดฉายของเขา เขาต้องการเป็นคนไร้ตัวตน
หลังจากพักผ่อนอยู่หลายวัน หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
นับตั้งแต่สิ้นสุดการแสดงธรรมเมื่อสิบปีก่อน สำนักซ่อนเร้นก็เกิดกระแสปิดด่านบำเพ็ญกันอีกครั้ง
เหตุผลหลักเป็นเพราะลี่เหยาเตรียมจะพิสูจน์จักรพรรดิแล้ว
ลี่เหยาเลือกไปเข้าฌานตามลำพังอยู่หลังเขาลูกหนึ่งโดยเฉพาะ นางไม่อยากถูกผู้อื่นรบกวน
ลี่เหยามาทีหลัง พวกมู่หรงฉี่ สวินฉางอันและไก่คุกรัตติกาลล้วนไม่อยากถูกนางทิ้งห่าง
แม้แต่เจียงอี้ก็ถูกลี่เหยากระตุ้นด้วยเช่นกัน พรสวรรค์สตรีนางนี้เลิศล้ำจริงๆ
สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ ภูตน้ำเต้าหานปาก็ผงาดขึ้นมาเช่นกัน
หลังจากสดับฟังธรรมจบ เขาก็ราวกับได้เปิดโลก บำเพ็ญหนึ่งวันก้าวหน้าพันลี้ แม้แต่ฉู่ซื่อเหรินก็สะท้อนใจอย่างยิ่ง
ชั่วพริบตาเดียว เวลาผ่านพ้นไปอีกสิบปี
จู่ๆ ต้วนหงเฉินก็มาขอเข้าพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยคิดๆ ดูแล้ว ยังคงให้เขาเข้ามา
[ต้วนหงเฉิน: จักรพรรดิเซียนสามวัฏ ถือกำเนิดเพื่อฝ่าเคราะห์ เทพบรรพกาลกลับชาติมาเกิด เคยเข้าร่วมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตทว่าพลาดท่าดับสูญ เสี้ยววิญญาณที่หลงเหลืออยู่ถูกสะกดจองจำไว้ในยมโลกพร้อมกับแรงกรรมฟ้าดิน ผ่านการปรับเปลี่ยนตามกาลเวลามานับไม่ถ้วน อาศัยแรงกรรมก่อกำเนิดสังขาร เสี้ยววิญญาณกำเนิดปัญญา ดูดซับแรงกรรมจนแข็งแกร่ง แต่เขาไม่อาจสลายแรงกรรมได้ ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]
เมื่อมาอยู่สำนักซ่อนเร้น ตบะของเขาก้าวหน้าขึ้นสองวัฏ นับว่ารวดเร็วยิ่ง
เพียงแต่ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจอย่างยิ่ง
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ฝ่าเคราะห์
ต้วนหงเฉินคุกเข่าคารวะอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย กัดฟันกล่าวว่า “เจ้าสำนัก ข้าอยากเข้าสู่เคราะห์กรรม ช่วงนี้ระหว่างการบำเพ็ญบังเกิดจิตมารขึ้น เกรงว่าจะเป็นลูกไม้ของมรรคาสวรรค์ หากข้าไม่เข้าสู่เคราะห์กรรม มรรคจิตก็ยากจะมั่นคงได้”
“ข้าขอสาบาน ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ จะเป็นศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นไปตลอดกาล ข้าจะไม่มีทางแพร่งพรายข้อมูลใดๆ ของท่าน ไม่นำความเดือดร้อนมาให้สำนักซ่อนเร้นเด็ดขาด!”
ยามกล่าวประโยคนี้ออกมา เห็นได้ชัดว่าเขารวมรวบความกล้ามากมายยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็เคยเป็นเชลยมาก่อน ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง
หานเจวี๋ยจ้องมองเขา ไม่ได้รีบร้อนตอบวาจา
บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
ต้วนหงเฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
แย่แล้ว!
เจ้าสำนักคงโกรธเสียแล้ว!
ต้วนหงเฉินกัดฟันแน่น ไม่กล้ามองหานเจวี๋ย
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาคงถูกจิตมารเคี่ยวกรำจนตาย ไม่สู้ลองดูสักตั้ง
“อืม ไปเถิด”
จู่ๆ เสียงของหานเจวี๋ยก็ดังขึ้นมา ต้วนหงเฉินตะลึงงัน นึกว่าตนหูฝาดไป
เขาเงยหน้ามองหานเจวี๋ย พบว่าบนใบหน้าหานเจวี๋ยมีรอยยิ้มประดับอยู่นิดๆ แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้
[ความประทับใจที่ต้วนหงเฉินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]
บทที่ 388
“ขอบพระคุณเจ้าสำนัก หากข้ารอดจากเคราะห์นี้ไปได้ จะกลับมาแสวงหามหามรรคไปพร้อมกับท่านแน่นอน หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากท่าน จะไม่เป็นฝ่ายร้องขอออกไปอีกเด็ดขาด!”
ต้วนหงเฉินกล่าวด้วยความตื้นตัน จากนั้นก็โขกศีรษะให้หานเจวี๋ยหลายครั้ง
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “สุดท้ายแล้วชีวิตก็เป็นของเจ้า หากว่าเจ้ายังรู้สึกว่าตนเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นอยู่ เจ้าสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ แต่เจ้าอย่าได้หวังว่าข้าจะไปช่วยเจ้า ให้ความช่วยเหลือเจ้า อย่างน้อยๆ ในมหาเคราะห์ข้าก็ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ เนื่องจากตัวข้าก็ต้องรับผิดชอบสำนักซ่อนเร้นทั้งสำนักเช่นกัน”
ต้วนหงเฉินพยักหน้าอย่างหนักแน่น เอ่ยตอบว่า “ข้าเข้าใจทุกอย่างขอรับ อันที่จริงชีวิตในสำนักซ่อนเร้นของข้าก็ดียิ่งนัก ท่านไม่เคยปฏิบัติต่อข้าอย่างเลวร้ายเลย ข้าซาบซึ้งมาโดยตลอด จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้สำนักซ่อนเร้นเด็ดขาด วันหน้าหากข้าช่วงชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่มาได้ จะกลับมาแทนคุณสำนักซ่อนเร้นแน่นอน”
หานเจวี๋ยหลับตาลงโบกแขนเสื้อ สื่อว่าให้ออกไปได้
ต้วนหงเฉินลุกขึ้นโค้งคำนับ จากนั้นก็ก้าวออกไป
หานเจวี๋ยมิได้ถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้เขา ถึงแม้ค่าความประทับที่เขามีต่อหานเจวี๋ยจะถึงหกดาวแล้ว แต่ความประทับใจที่หานเจวี๋ยมีต่อเขาค่อนข้างจำกัด ยิ่งไปกว่านั้นคือคนผู้นี้เป็นผู้ฝ่าเคราะห์
มีความเป็นได้แปดถึงเก้าส่วนที่ต้วนหงเฉินจะสิ้นชีพในมหาเคราะห์
มีผู้ฝ่าเคราะห์มากมายถึงเพียงนั้น สุดท้ายจะเหลือรอดอยู่สักกี่คน
หานเจวี๋ยอดนึกห่วงพวกจักรพรรดิสวรรค์ จี้เซียนเสิน ฟางเหลียงและโจวฝานไม่ได้
สหายของเขากลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ไปไม่น้อย คาดว่าอาจต้องตายกันหลายคน มิเช่นนั้นคงไม่สมเหตุสมผล
หานเจวี๋ยหวังให้พวกเขารอดชีวิตกันทั้งหมด หากว่าตายกันจริงๆ เช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงไว้อาลัยให้เงียบๆ
ด้วยระดับของหานเจวี๋ยในปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสละทุกสิ่ง ถึงขั้นที่ต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ต่อให้เป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่มีข้อยกเว้น!
แม้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะดีต่อหานเจวี๋ยยิ่งนัก แต่หานเจวี๋ยก็ทำได้เพียงให้ความช่วยเหลือในขอบเขตสถานการณ์ที่จะไม่ส่งผลคุกคามถึงชีวิตของตน
หากจำเป็นต้องเลือกระหว่างชีวิตของตนกับจักรพรรดิสวรรค์ หานเจวี๋ยก็ทำได้เพียงเลือกตนเองไว้ก่อน
ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากจักรพรรดิสวรรค์ไปเป็นคนอื่น ก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน!
หากว่าเขาตายไปด้วย เช่นนั้นทุกอย่างที่ทำมาจะมีความหมายอันใด
ในช่วงเวลาแห่งการบำเพ็ญอันเนิ่นนาน หานเจวี๋ยเตือนตัวเองอยู่เสมอ อย่าได้หลงลืมปณิธานแรกเริ่ม
บางทีรอจนเขาก้าวไปจนถึงปลายทางของเส้นทางบำเพ็ญ เขาก็คงทำทุกอย่างได้ตามปรารถนา บรรลุสิ่งที่หวัง รวมถึงการชดเชยต่อเรื่องที่น่าเสียใจในอดีตด้วย
….
การจากไปของต้วนหงเฉินก่อให้เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ขึ้นในสำนักซ่อนเร้น ถึงอย่างไรก็อยู่ด้วยกันมานาน ทุกคนยังคงสะท้อนใจนัก เนื่องด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มถกประเด็นเรื่องผู้ฝ่าเคราะห์กันขึ้นมา
ในฐานะบรรพชนพุทธภควัต ฉู่ซื่อเหรินทราบเรื่องมากที่สุด จึงเริ่มอธิบายให้ทุกคนรู้ว่าผู้ฝ่าเคราะห์คืออะไร
หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพียงสงบใจฝึกบำเพ็ญ
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีผู้คนผ่านเข้ามาและมีผู้คนเดินจากไปอยู่เสมอ
หานเจวี๋ยตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ระดับต้าหลัว
ระดับปฐมเทพขั้นสี่อยู่ห่างจากระดับต้าหลัวครึ่งทางแล้ว
วันเวลาไหลผ่านไปดั่งกระสวยทอผ้า
ชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านพ้นไปสี่สิบปี
ในระหว่างนี้ สิงหงเสวียนใช้วิชาอัญเชิญเทพเรียกหาหานเจวี๋ยหนึ่งครั้ง เคี่ยวกรำกันอยู่เกินครึ่งปี หานเจวี๋ยถึงได้กลับมา
จะเรียกว่าเคี่ยวกรำก็ไม่ได้ ในมุมมองของหานเจวี๋ย นับว่าเป็นการผ่อนคลายที่หาได้ยากนัก
สิงหงเสวียนมีวิธีทำให้หานเจวี๋ยพอใจได้ตลอด นางปฏิบัติต่อหานเจวี๋ยด้วยความเร่าร้อนอยู่เสมอ หานเจวี๋ยจึงต้องถ่ายทอดพลังวิเศษให้นาง ช่วยให้นางแข็งแกร่งขึ้น
ความรู้สึกก็เป็นเช่นนี้ มีทั้งให้ทั้งรับสลับกันอยู่เสมอ
หากมีคนใดคนหนึ่งเป็นฝ่ายให้อยู่ตลอด นั่นไม่ถูกต้องเลย และไม่ยุติธรรมด้วยเช่นกัน
ในวันนี้
หานเจวี๋ยหยุดฝึกบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา จากนั้นก็สาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าเล่นๆ
เขาตรวจดูจดหมายไปด้วย
[ต้วนหงเฉินสหายของท่านเข้าร่วมลัทธิอันธการ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านความโชคร้ายพัวพันกาย บังเกิดจิตมาร เนื่องจากคำสาปแช่งของเซวี่ยหมิงเหอสหายของท่าน]
[โจวฝานสหายของท่านทะลวงระดับในระหว่างความเป็นความตาย ตระหนักรู้มหามรรคพิฆาต พิสูจน์ระดับจักรพรรดิ]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ เนื่องจากมียอดสมบัติคุ้มกาย จึงไม่ได้รับผลกระทบ]
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน บาดเจ็บสาหัส]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับการชี้ทางเบิกปัญญาดวงชะตานิกายเจี๋ย ตบะเพิ่มพูน กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]
[ซูฉีศิษย์ของท่านพกพาโชคร้ายมหาศาลหวนคืนมรรคาสวรรค์ เผชิญกับการสะกดจองจำจากมรรคาสวรรค์]
….
ต้วนหงเฉินผู้นี้มุ่งตรงไปเข้าร่วมลัทธิอันธการ เห็นทีว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเขาและเซวี่ยมิงเหอจะไม่ตื้นเขินเลย
เซวี่ยหมิงเหอรู้ความยิ่ง ให้ความช่วยเหลือจักรพรรดิสวรรค์อย่างจริงจัง แต่เมื่อเห็นหลงเฮ่าประสบโชคร้าย หานเจวี๋ยรู้สึกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง
เมื่อไล่อ่านลงไปอีก
โจวฝานพิสูจน์จักรพรรดิ!
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้หานเจวี๋ยตกตะลึง
คนผู้นี้เป็นตัวเอกจริงๆ!
ตั้งแต่คราแรกที่หานเจวี๋ยได้พบเขา คุณสมบัติธรรมดาทั่วไป แต่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้เสมอ จากประสบการณ์ที่ผ่านมานี่คือพระเอกนิยายแฟนตาซีแน่นอน
หลังจากคนผู้นี้โบยบินก้าวหน้า แนวโน้มภาพรวมมิได้ถดถอยลงเลย พุ่งทะยานไปดั่งทะลวงลำไผ่ ฝ่าฟันไปตลอดทาง ไม่น่าเชื่อว่าจะแข็งแกร่งถึงขั้นพิสูจน์จักรพรรดิได้
หากคนผู้นี้รอดชีวิตจากมหาเคราะห์ได้ อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด
เพียงแต่หานเจวี๋ยยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี โจวฝานอาศัยสิ่งใดถึงได้มีสูตรโกงขนาดนี้
โชคดีที่ค่าความประทับที่โจวฝานมีต่อเขาไม่เคยลดลง ไม่มีทางจะสร้างภัยคุกคามต่อเขา
ตี้หล่านเทียนถูกหลี่เต้าคงทำให้บาดเจ็บสาหัส สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยได้แต่ชื่นชมในตัวหลี่เต้าคง
คนผู้นี้ไม่เคยลิ้มรสชาติแห่งความพ่ายแพ้เลย!!
เจียงตู๋กูพลาดท่าแล้ว หลี่เต้าคงก็ยังบุกตะลุยไปทั่ว
หวงจุนเทียนกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ บอกได้คำเดียวว่าโชคร้าย ยังมีซูฉีอีกคน กลับมาเร็วถึงเพียงนี้ คิดจะทำตัวเป็นไม้กวนอาจม ปั่นให้มหาเคราะห์วุ่นวายกว่าเดิมหรือ
หานเจวี๋ยอ่านอยู่สักพัก ในใจมีความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้น
มหาเคราะห์กำลังทวีความดุเดือดขึ้น!
อันตราย!
อันตรายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!
หานเจวี๋ยต้องบรรลุต้าหลัวให้ได้ในเร็ววัน เช่นนี้อาจจะสามารถยกระดับระบบหรือไม่ยกระดับอาณาเขตเต๋าได้ เมื่อเป็นแบบนี้ความปลอดภัยของเขาก็จะเพิ่มขึ้น
ด้วยโอบอุ้มความคิดเช่นนี้ไว้ หลังจากหานเจวี๋ยสาปแช่งหลี่เต้าคงเรียบร้อยก็จมจ่อมอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ
….
วังสวรรค์ ณ พระราชวังเทียมเมฆา
เทพเซียนมาชุมนุม ส่งเสียงเซ็งแซ่ปานตลาดสด
หลี่เต้าคง หลี่เสวียนเอ้า ยอดแม่ทัพเทพ แม่ทัพเทพยุทธ์และแม่ทัพเทพสวรรค์ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
สายตาของจักรพรรดิสวรรค์มองไปที่ยอดแม่ทัพเทพ กลิ่นอายของยอดแม่ทัพเทพแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสามยอดแม่ทัพเทพ แต่ก่อนเขาท้าสู้กับเทพสงครามที่ประตูสวรรค์เพื่อช่วงชิงดวงชะตา ผ่านมานานหลายปี ไม่มีเทพสงครามคนใดเอาชนะเขาได้เลย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาท้าสู้กับเขาอีก
ดวงชะตาถ่ายเทสู่ร่าง ยอดแม่ทัพเทพได้รับการยอมรับจากมรรคาสวรรค์แล้วว่าเป็นเทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุด!
แม่ทัพเทพยุทธ์สังเกตเห็นสายตาของจักรพรรดิสวรรค์ จึงแอบขบริมฝีปาก
หลี่เสวียนเอ้าก็พิจารณายอดแม่ทัพเทพเช่นกัน เอ่ยหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม “ยอดแม่ทัพเทพ สำเร็จเป็นต้าหลัวแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”
ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยตอบด้วยสีหน้าที่ไม่แปรเปลี่ยน “พูดไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจ”
ใบหน้าหลี่เสวียนเอ้าเขียวคล้ำในทันใด
หลี่เต้าคงยิ้มละไมกล่าวไปว่า “หากมีเวลาว่างแล้วมาประลองกันดูเถิด ให้ข้าได้สอนเจ้าว่าต้าหลัวนั้นสู้กันอย่างไร”
เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เต้าคง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันร้อนแรงแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของยอดแม่ทัพเทพ แต่ก็มิได้เอ่ยวาจาตอบโต้
จักรพรรดิสวรรค์พลันเปิดปากกล่าวขึ้นว่า “วังมังกรและเผ่าเทพอีกาทองร่วมมือกัน แต่พวกเขาปราชัยไปแล้ว คงไม่อาจตั้งตัวกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่วังสวรรค์จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูใหม่อีกครั้ง เกี่ยวกับเผ่ามนุษย์ พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
ทันทีที่เอ่ยเช่นนี้ เหล่าเทพเซียนพากันสงบปากลง เงยหน้ามองจักรพรรดิสวรรค์ สีหน้าต่างกันไป
นับตั้งแต่มหาเคราะห์เปิดฉากขึ้น ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของเผ่ามนุษย์ล้วนมารวมตัวกัน ยามนี้ก่อตัวเป็นกลุ่มอิทธิพลแล้ว เขาไม่เชื่อถือในเทพเซียน ไม่ศรัทธาอริยะอีกต่อไป ประกาศว่าจะต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ของตน
ด้วยฐานะตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเผ่ามนุษย์คือจำนวนคน รวมถึงความสัมพันธ์เส้นสายที่เชื่อมต่อกันไปนับไม่ถ้วน กลุ่มอิทธิพลใหญ่ๆ แทบทั้งหมดล้วนมีคนของเผ่ามนุษย์อยู่
หลี่เต้าคงเอ่ยขึ้นก่อน “ถึงแม้นิกายเหรินจะมีรากฐานจากเผ่ามนุษย์ แต่ตอนนี้เผ่ามนุษย์เลอะเลือนงมงายก่อความวุ่นวายต่อองค์รวม ควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง พวกเขาเดิมทีก็เป็นตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์อยู่แล้ว ยังคิดจะควบคุมมรรคาสวรรค์อีก ความผิดฐานละเมิดลบหลู่ อภัยให้ไม่ได้!”
บทที่ 389
หลังจากศิษย์ใหญ่แห่งนิกายเหรินพูดจบ เทพเซียนที่เหลือต่างพากันออกเสียง บ้างก็สนับสนุนให้ปราบปรามเผ่ามนุษย์ บ้างก็เสนอให้ส่งเทพเซียนไปเกลี้ยกล่อมเผ่ามนุษย์
ทุกคนพูดกันไปต่างๆ นานา ทำให้พระราชวังเทียมเมฆาเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกครั้ง
จักรพรรดิสวรรค์รับฟังเงียบๆ ตัวเขาเองก็กำลังใคร่ครวญถึงปัญหาข้อนี้อยู่
หากว่าจัดการเผ่ามนุษย์ ปัญหาจะลุกลามลากโยงมากมายเกินไป
เทพเซียนส่วนใหญ่ของวังสวรรค์ในปัจจุบันล้วนมาจากเผ่ามนุษย์ หากพุ่งเป้าไปที่เผ่ามนุษย์ จะต้องเกิดความหมางใจในกองทัพอย่างแน่นอน
หากปล่อยให้เผ่ามนุษย์แข็งแกร่งขึ้น เทพเซียนเหล่านี้อาจจะทรยศวังสวรรค์ หวนคืนสู่เผ่ามนุษย์
สองทางนี้ต่างเลือกได้ยากนัก
ผ่านไปเนิ่นนาน
จักรพรรดิสวรรค์ถึงยกมือขึ้น เทพเซียนทั้งหมดในพระราชวังเทียมเมฆาต่างเงียบลง
เขาเปิดปากเอ่ยช้าๆ “ส่งคำเตือนไปยังเผ่ามนุษย์ หากดื้อรั้นดึงดันต่อไป เช่นนั้นวังสวรรค์จะแสดงให้โลกมนุษย์ได้เห็นถึงอำนาจของเทพเซียน!”
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของเหล่าเทพเซียนต่างเกิดความเปลี่ยนแปลง มีความคิดแตกต่างกันไป
….
เจ็ดปีต่อมา
ขณะที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญอยู่ ฉับพลันก็มีข้อความเด้งขึ้นมาสี่แถว
[ตรวจพบว่าวังสวรรค์เปิดศึกกับมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง สนับสนุนเผ่ามนุษย์ ช่วยเผ่ามนุษย์ช่วงชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง สนับสนุนวังสวรรค์ ช่วยเทพเซียนช่วงชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สาม เก็บตัวบำเพ็ญ ไม่เข้าสู่เคราะห์กรรมเด็ดขาด จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
วังสวรรค์เปิดศึกกับเผ่ามนุษย์?
หานเจวี๋ยอดนึกย้อนกลับไปเมื่อสี่พันกว่าปีก่อนไม่ได้ ยามที่วังสวรรค์ปิดล้อมโลกมนุษย์ เขาก็เคยเข้าร่วมเผ่ามนุษย์ต่อสู้กับเทพเซียน
ถึงแม้จักรพรรดิสวรรค์จะมีบุญคุณต่อหานเจวี๋ย แต่หานเจวี๋ยไม่มีทางลืมเลือนทัศนคติของเหล่าเทพเซียนผู้สูงส่ง หากมิใช่เพราะเขาแสดงพรสวรรค์ให้เห็น โลกเขย่าพิภพคงสูญสิ้นไปนานแล้ว จักรพรรดิสวรรค์ก็คงไม่ดีต่อเขาเช่นนี้ด้วย
นี่ต่างหากที่เป็นความจริง
หานเจวี๋ยครุ่นคิดพลางตัดสินใจเลือกข้อที่สามอย่างเงียบงัน
ไม่สนใจมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ สนใจเพียงเผ่ามนุษย์แห่งโลกเขย่าพิภพ เขายังไม่สามารถกางปีกปกป้องเผ่ามนุษย์ทั่วปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้
เขาจดจำบุญคุณของจักรพรรดิสวรรค์ แต่ไม่ได้มีความรู้สึกดีต่อวังสวรรค์มากมายนัก
แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาไม่อยากเสี่ยงอันตราย
[ยินดีด้วย ท่านได้รับชิ้นส่วนมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับต้นโพธิ์สรรพสิ่ง]
[ต้นโพธิ์สรรพสิ่ง: ต้นไม้เทพยุคบรรพกาล หากฝึกบำเพ็ญใต้ต้นไม้ สามารถยกระดับทักษะความเข้าใจได้ ในขณะเดียวกันยังเป็นบ่อเกิดของปราณฟ้าประทานด้วย]
ต้นไม้นี้ไม่เลวเลย!
หานเจวี๋ยนำต้นโพธิ์สรรพสิ่งออกมา ตอนนี้ยังเป็นเพียงต้นกล้าเท่านั้น
เขาลุกขึ้นถือต้นโพธิ์สรรพสิ่งก้าวออกจากถ้ำ ชาวสำนักซ่อนเร้นเห็นเขาออกมา ต่างลุกขึ้นอย่างอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
หานเจวี๋ยไม่สนใจพวกเขา มุ่งหน้าไปยังกลางเนินเขา คนอื่นๆ ก็ตามขึ้นไปด้วย คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมาถึงกลางเนินเขา หานเจวี๋ยปลูกต้นโพธิ์สรรพสิ่งลงไป
ฉู่ซื่อเหรินเพ่งพินิจแวบหนึ่ง อุทานออกมา “นี่คือต้นโพธิ์สรรพสิ่งกระมัง ซ้ำยังระดับสูงนักยิ่ง ต่อให้เป็นสำนักพุทธเองก็ยังไม่มีต้นโพธิ์สรรพสิ่งระดับสูงเช่นนี้เลย!”
คนอื่นๆ ต่างอดไม่ได้ที่จะจ้องมองต้นโพธิ์ด้วยความสนใจใคร่รู้
หานเจวี๋ยเปิดปากเอ่ย “ต้นไม้นี้ผลิตปราณฟ้าประทานที่เหมาะสมสำหรับการฝึกบำเพ็ญของระดับเทพ และเพิ่มทักษะความเข้าใจของพวกเจ้าได้ พวกเจ้าทุกคนต้องดูแลมันให้ดี นี่คือยอดสมบัติสำหรับการบำเพ็ญของพวกเจ้า ขอเพียงมันเติบใหญ่แข็งแรง จะมีส่วนช่วยเหลือพวกเจ้ามหาศาลยิ่ง แต่ก่อนที่มันจะเติบใหญ่อย่างเต็มที่ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาฝึกบำเพ็ญใกล้ๆ มัน แย่งชิงพลังวิญญาณของมัน เข้าใจหรือไม่”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับ สายตาที่มองต้นโพธิ์สรรพสิ่งร้อนแรงขึ้นมา
ต้นไม้เทพเช่นนี้ พวกเขาคนใดบ้างเล่าจะไม่รู้สึกหวั่นไหว
หานเจวี๋ยไม่พูดมากอีก หันหลังจากไป ทุกคนเข้ามารุมล้อมต้นโพธิ์สรรพสิ่งพลางชี้ไม้ชี้มือ
พวกเขาล้วนรู้สึกแปลกใจยิ่งนักที่หานเจวี๋ยนำยอดสมบัติเช่นนี้มาได้
โดยทั่วไปหานเจวี๋ยปิดด่านอยู่ตลอด แล้วไปได้ยอดสมบัติเช่นนี้มาจากไหน
วังสวรรค์มอบให้หรือ
เป็นไปไม่ได้!
จากคำพูดของฉู่ซื่อเหริน วังสวรรค์ไม่มีทางล่ำซำได้เช่นนี้
หากมอบต้นโพธิสรรพสิ่งให้กลุ่มอิทธิพลระดับเจ้าจักรวรรดิกลุ่มใดก็ตาม ล้วนจะกลายเป็นยอดสมบัติที่มีค่าควรสำนัก
ไก่คุกรัตติกาลยิ้มผยองเอ่ยวาจา “บอกแล้วว่านายท่านคือบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิด!”
ฉู่ซื่อเหรินแหวใส่ “อย่าเอ่ยถึงบรรพชนเต๋าส่งเดช ไม่ว่าจะใช่บรรพชนเต๋าหรือไม่ ก็ไม่ควรพูดทั้งนั้น ระวังสวรรค์จะพิโรธเอา!”
คนอื่นๆ ถูกขู่จนหงอแล้ว
แม้แต่บรรพชนพุทธก็คิดว่าหานเจวี๋ยคือบรรพชนกลับชาติมาเกิดหรือ
หานเจวี๋ยที่อยู่ระหว่างเดินกลับไปสะดุ้งโหยง เขาจะกลายเป็นบรรพชนเต๋าไปได้อย่างไร
โชคดีที่ฉู่ซื่อเหรินปรามไว้ได้ทัน จะปล่อยให้คำพูดเช่นนี้แพร่ออกไปไม่ได้ อย่างมากก็คุยเล่นกันไปเรื่อยในอาณาเขตเต๋าเท่านั้น ส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวตนของหานเจวี๋ยในใจของชาวสำนักซ่อนเร้น แต่จะปล่อยให้แพร่กระจายออกไปไม่ได้เด็ดขาด หากเป็นเช่นนั้นจะวุ่นวายยิ่งนัก
หานเจวี๋ยเดินมาถึงใต้ต้นฝูซัง เขาถามด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้การบำเพ็ญอย่างไรบ้าง”
ต้นฝูซังสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “ยอดเยี่ยมยิ่ง พากเขาต่างแวะเวียนมาชี้แนะข้าเป็นครั้งคราว เพียงแต่ข้าไม่อาจแปลงกายได้”
น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความเศร้าซึม มันก็อยากเป็นเหมือนคนอื่นๆ เคลื่อนไหวอิสระเสรี จนปัญญาที่มันเป็นต้นไม้เทพมรรคาสวรรค์ ถูกควบคุมโดยกฏเกณฑ์มรรคาสวรรค์ ไม่มีทางจำแลงร่างแปลงกายได้
หากมันทำได้ เช่นนั้นมิใช่ว่าเขาเทพปู้โจวในตำนานก็สามารถแปลงกายได้หรอกหรือ
มิใช่ทุกตัวตนใต้ร่มมรรคาสวรรค์ที่เพียงฝึกบำเพ็ญก็สามารถแปลงกายได้
หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “อันที่จริงนี่ก็ถือเป็นเรื่องดี ทำให้เจ้าอยู่ห่างไกลจากเภทภัย สงบใจฝึกบำเพ็ญไปเถิด ต้องมีสักวันที่เจ้าจะสามารถทลายข้อผูกมัด แปลงกายเป็นมนุษย์ เสพสุขกับอิสระได้”
ต้นฝูซังก็ได้แต่คิดเช่นนี้ หาสุขจากทุกข์
พูดคุยกันอยู่สักพัก หานเจวี๋ยถึงได้กลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ฝึกบำเพ็ญต่อดีกว่า!
….
เวลาล่วงเลยไป
ผ่านไปอีกยี่สิบปี
ระหว่างที่หานเจวี๋ยบำเพ็ญอยู่ เผ่ามนุษย์ในแดนเซียนเปิดศึกกับวังสวรรค์ แม้แต่สิงหงเสวียนก็เผชิญกับการโจมตีจากทหารสวรรค์ด้วย
หลงเฮ่าและตี้หล่านเทียนคล้ายจะล่าถอยไปแล้ว ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
ลัทธิอันธการให้ความช่วยเหลือวังสวรรค์อยู่ตลอด ร่วมหัวจมท้าย ที่วังสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องยกความดีความชอบให้พวกเขา
เซวี่ยหมิงเหอต้องการให้วังสวรรค์ลำพองตัวจริงๆ
หานเจวี๋ยทราบดี กลุ่มอิทธิพลพุ่งเป้ามาที่วังสวรรค์มากมายเกินไป หากจักรพรรดิสวรรค์อยากอยู่รอดจากมหาเคราะห์ครั้งนี้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงฝ่าฟันความยากลำบาก เอาชนะจนได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่
หากวังสวรรค์มีชัย ก็ไม่มีทางกวาดล้างเผ่ามนุษย์จนสิ้นซาก
ดังนั้นเขาจึงไม่ขัดขวางเซวี่ยหมิงเหอ ปล่อยเลยตามเลยไป
หากว่าจักรพรรดิสวรรค์มีชัยในมหาเคราะห์ด้วยเหตุนี้ เช่นนั้นก็นับว่าหานเจวี๋ยได้ทดแทนคุณแล้ว ไม่ติดค้างกันอีก
ส่วนที่ว่าวันหน้าจะเข้าสู่วังสวรรค์หรือไม่ เขาต้องคิดดูก่อน
วังสวรรค์ช่างหาเรื่องเกินไป!
หากเข้าร่วมวังสวรรค์ จะส่งผลกระทบต่อมรรคจิตของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยยังอยู่ห่างไกลจากระดับปฐมเทพห้าวัฏพอสมควร แต่ความฮึกเหิมของเขากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในวันนี้
จู่ๆ หานเจวี๋ยพลันสัมผัสถึงพลังอันน่าหวาดหวั่นสายหนึ่งที่โถมเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม
“ข้าคือตี้หล่านเทียน หัวหน้าเผ่าเทพอีกาทอง นับตั้งแต่วันนี้ไปเผ่าเทพอีกาทองจะเข้ามาตั้งรกรากในแดนชำระบาปเก้าขุม หวังว่านิกายเจี๋ยและเผ่าวิหคชาดจะไม่มารบกวน!”
เสียงของตี้หล่านเทียนดังก้องไปทั่วแดนชำระบาปเก้าขุม ฟังดูโอหังอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยฟังแล้วพลันรู้สึกหมดคำพูด เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน
จากนั้นเขาก็หวั่นวิตก
เหตุใดตี้หล่านเทียนถึงมา
หรือเจียงอี้ลอบรายงานข่าวให้
หานเจวี๋ยเรียกเจียงอี้เข้ามาทันที
เมื่อเจียงอี้เข้ามาในถ้ำ ก็ชิงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เกี่ยวกับข้า! ข้าไม่ได้เปิดเผยว่าสำนักซ่อนเร้นอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม! นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ข้าก็ไม่เคยติดต่อกับเผ่าเทพอีกาทองอีกเลย”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เจียงอี้รู้สึกหวั่นวิตกอย่างน่าประหลาด กลัวว่าหานเจวี๋ยจะไล่เขาไป
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “จากนั้นเล่า”
เจียงอี้บอกเล่า “ข้าแสร้งทำเป็นไม่ทราบเรื่องนี้ และข้าก็ไม่เคยออกไปหาเผ่าอีกาทองเลยตอนนี้พวกเขากำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ข้ากลัวว่าจะถูกลากไปเกี่ยวด้วย”
บทที่ 390
เจียงอี้กล่าวอย่างมีเหตุผลมากจนหานเจวี๋ยรู้สึกผิดที่คาดคั้นเอาความจากเขา
หานเจวี๋ยไม่ต้องการเปิดเผยที่อยู่ของเขา แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ตาม
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ถ้าเผ่าเทพอีกาทองเรียกตัวเจ้ากลับ เจ้าจะกลับไปหรือไม่”
เจียงอี้ตอบโดยไม่ลังเล “ไม่กลับ ข้าจะฝึกเต๋า ข้าไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเผ่าเทพอีกาทอง!”
เขามาอยู่ที่เกาะสำนักซ่อนเร้นมาระยะหนึ่งแล้ว และค้นพบว่าโอกาสวาสนา ต้นฝูซัง และต้นโพธิ์สรรพสิ่งของที่นี่ล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการบำเพ็ญ อีกทั้งยังมีแบบจำลองการทดสอบที่ช่วยพัฒนาทักษะการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน
พวกเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไร ไม่จำเป็นต้องทำภารกิจหรือมอบสิ่งใดให้ บางครั้งบางคราหานเจวี๋ยก็แวะเวียนมาแสดงโอวาทอีกด้วย! อยู่ที่นี่ช่างแสนสุขสำราญ!
อีกทั้งเจียงอี้เองก็ไม่อยากกลับไปเผ่าเทพอีกาทอง เขาไม่มีความรู้สึกกดดันที่มาจากการแข่งขันในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่ออยู่ที่เกาะสำนักซ่อนเร้น เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกกดดัน ซึ่งทำให้เขาฝึกบำเพ็ญจนมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ไม่อยากอ่อนแอกว่าผู้อื่น
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพึงพอใจ “เจ้าเด็กนี่มีอนาคตแฮะ”
เจียงอี้เบะปาก
นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดจู่ๆ เขาถึงรู้สึกว่าตนเองอายุอ่อนกว่าหานเจวี๋ยโดยไม่รู้ตัว
เมื่อก่อนเขามองว่าหานเจวี๋ยเป็นน้องชายที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ แต่มาบัดนี้ เขากลับเกิดรู้สึกหวาดกลัวหานเจวี๋ยไปเสียได้
ตัวของเจียงอี้เองเมื่อนึกย้อนกลับมาก็รู้สึกว่าช่างน่าเหลือเชื่อ แต่นี่ก็พิสูจน์ว่าความฉลาดของหานเจวี๋ยนั้นน่ากลัวเพียงใด
พลังที่แข็งแกร่งไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือคนที่มีพลังแข็งแกร่งและยังรู้จักอดทนอดกลั้น!
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เผ่าเทพอีกาทองก้าวสู่เคราะห์กรรมแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีใดเพื่อติดต่อเจ้า ก็จงอย่าได้สนใจ ต่อให้เผ่าเทพอีกาทองจะสูญสิ้น แต่ขอเพียงเจ้า เจ้าใหญ่ และเจ้ารองยังมีชีวิต เผ่าเทพอีกาทองย่อมมีความหวังจริงหรือไม่ การหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมในตอนนี้ของพวกเจ้า ก็เป็นการพยายามเพื่ออนาคตของเผ่าเทพอีกาทอง”
เจียงอี้พยักหน้าอย่างแรง
ไร้ยางอายซะไม่มี! กล้าพูดเรื่องขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้ออกมาได้อย่างหนักแน่น แม้แต่เจียงอี้ก็ยังคล้อยตาม ความรู้สึกผิดที่มีต่อเผ่าเทพอีกาทองในใจก็เบาบางลงเล็กน้อย
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดในหัวของเจียงอี้เท่านั้น เขาไม่กล้าพูดออกไป
หานเจวี๋ยโบกมือให้เขาออกไป
เจียงอี้ทำท่าจะพูดบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะจากไป
เขาอยากให้หานเจวี๋ยเล่าเรื่องให้ฟัง แต่พอคำพูดมาอยู่ที่ปาก กลับไม่กล้าเอ่ยออกไป
การแทรกแซงของเผ่าเทพอีกาทองทำลายความสงบสุขของแดนชำระบาปเก้าขุม อีกาทองพวกนั้นไม่สามารถอยู่เฉยๆ อย่างสงบเสงี่ยมได้ จะต้องเดินไปทั่ว ท้องฟ้าเหนือเกาะสำนักซ่อนเร้นมีอีกาทองบินว่อนไปมาอยู่ตลอดเวลา
ทุกครั้งที่เจ้าใหญ่และเจ้ารองเห็นอีกาทอง ดวงตาก็ฉายแววอันซับซ้อนออกมา
พวกมันคืออีกาทองที่ถูกเนรเทศออกมาจากเผ่า ความรู้สึกที่มีต่อเผ่าเทพอีกาทองจึงซับซ้อนอย่างยิ่ง
หลังจากไปๆ มาๆ อยู่หลายปี เผ่าเทพอีกาทองก็เริ่มที่จะไม่ออกไปข้างนอกอีก
สามสิบสองปีผ่านไปอีกครา
ตบะของหานเจวี๋ยก้าวหน้าไม่น้อย กระแสแรงกรรมที่โอบล้อมรอบเกาะสำนักซ่อนเร้นก็กระจายวงกว้างออกไป ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ใกล้ๆ
ช่วงนี้เผ่าวิหคชาด เผ่าเทพอีกาทอง และนิกายเจี๋ยสมัครสมานสามัคคีกันมาก จนดูเหมือนว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อหลีกหนีเคราะห์กรรมจริงๆ
อยู่มาวันหนึ่ง
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายขณะฝึกบำเพ็ญ ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นจดหมายแจ้งเตือนฉบับหนึ่ง
[ตี้หล่านเทียนสหายของท่านเข้ารีตมาร ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
‘เข้ารีตมาร? นี่มันเรื่องอะไรกัน’ หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น ตี้หล่านเทียนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นถึงอีกาทองศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงไปเข้ารีตมารได้
มารที่ว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับเผ่ามารใช่หรือไม่
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจทันที “เหตุใดตี้หล่านเทียนถึงเข้ารีตมาร”
ตี้หล่านเทียนอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม หานเจวี๋ยต้องระแวดระวังเอาไว้ก่อน
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการ!
หานเจวี๋ยไม่ได้ใช้ความสามารถมานาน ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ภาพลวงตาวิวัฒนาการก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตรับรู้ของเขาและฉายภาพออกมา
มันเป็นสถานที่ลึกลับอันมืดสลัวแห่งหนึ่ง ตี้หล่านเทียนกลายร่างเป็นอีกาทองยักษ์สามขาที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าภูเขา เขาเป็นดั่งดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวที่สาดส่องในพื้นที่แห่งนี้
หานเจวี๋ยยืนอยู่เบื้องหน้าตี้หล่านเทียน และเงยหน้าขึ้นมองเขา
ชายผู้นี้กำลังทำอะไร
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสายตาของตี้หล่านเทียน เขาหันไปมองและพบว่าท่ามกลางความมืดมิดมีดวงตาที่แสนเย็นชาและน่าขนลุกอยู่คู่หนึ่ง
ดวงตาคู่นี้มหึมายิ่งกว่าตัวของตี้หล่านเทียน มันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกคุกคามอย่างรุนแรง
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงชื่อชื่อหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
บรรพชนมาร!
เจ้าพ่อคนนี้เข้ามาในวิสัยทัศน์ของหานเจวี๋ยตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนหน้านี้ ณ โลกเขย่าพิภพ บรรพชนมารก็ได้วางแผนการซึ่งส่งผลให้วังสวรรค์ทำลายล้างโลก ผ่านไปหลายพันปีหลังจากนั้น บรรพชนมารและเผ่ามารก็ดูเหมือนว่าจะหยุดมือไปและไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย
ตี้หล่านเทียนกล่าวเนิบๆ “ข้าจำเป็นต้องร่วมมือกับเจ้าด้วยหรือ”
“จำเป็นสิ ต่อให้เจ้าร่วมมือกับเฮ่าเทียน เจ้าก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับ แม้แต่ศิษย์เอกนิกายเหรินเจ้ายังเอาชนะไม่ได้ และเจ้าจะพิชิตมหาเคราะห์ได้อย่างไร แม้ว่าระฆังบรรพกษัตริย์จะทรงพลัง แต่ตบะของเจ้าไม่ใช่ เจ้าไม่ทางสำแดงพลังทั้งหมดของมันออกมาได้”
ดวงตาที่แสนเย็นชาตอบกลับ ฟังไม่ออกว่าในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยอารมณ์เช่นใด
ตี้หล่านเทียนนิ่งเงียบ
เห็นได้ชัดว่าในการต่อสู้กับวังสวรรค์ก่อนหน้านี้ เขาถูกโจมตีอย่างหนัก
ดวงตาแสนเย็นชาเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “มหาเคราะห์เริ่มต้นขึ้นมาได้นับพันปีแล้ว แรงกรรมของแดนเซียนเองก็สั่งสมมาจนถึงระดับหนึ่งเช่นกัน ต่อจากนี้ต่างหากคือโลกแห่งมหาสงครามที่แท้จริง ต้าหลัวธรรมดาไม่มีคุณสมบัติที่จะร่วมชิงชัย จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนผู้อยู่เบื้องหลังวังสวรรค์จะลงสนามด้วยตนเอง วังหนี่ว์วาผู้หนุนหลังเผ่าพันธุ์มนุษย์เองก็จะลงมือเช่นกัน เจ้าต้องเลือกผู้อุปถัมภ์ แม้ว่าข้าจะถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่ แต่ข้านี่แหละคือผู้ที่ช่วงชิงชัยชนะมาจากบรรพชนเต๋า”
ตี้หล่านเทียนจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ถามเสียงต่ำว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเผ่าเทพอีกาทองจะไม่ตกเป็นหุ่นเชิดของเผ่ามาร”
‘นี่มันบรรพชนมารเชียวนะ!’ หานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นในใจลึกๆ แม้แต่เผ่ามารก็ยังต้องก้าวสู่เคราะห์กรรม
บรรพชนมารแค่นเสียงกล่าว “มหาเคราะห์มรรคาสวรรค์ผ่านมาถึงขนาดนี้ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดที่จะครองมรรคาสวรรค์ได้โดยสมบูรณ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ แท้จริงแล้วเป็นเพียงทาสที่อริยะหลอกใช้ความศรัทธา เป็นสัตว์ที่เทพเซียนเลี้ยงดูเอาไว้เพื่อรับประกันสถานะของตนเท่านั้น สิ่งที่มรรคาสวรรค์ต้องการจริงๆ คือความกลมเกลียวของสรรพสิ่งก็เท่านั้น แต่หากเผ่ามารและเผ่าเทพอีกาทองร่วมมือกันก็จะสามารถควบคุมแดนเซียนได้ โจมตีแดนเทพหวนปัจฉิม บุกเบิกแดนต้องห้ามอันธการ แทนที่จะห้ำหั่นกันเอง สู้มาจับมือเป็นพันธมิตรตราบนิจนิรันดร์จะดีกว่า”
“ขอเพียงเจ้ายอมรับ ข้าจะให้เจ้าหยิบยืมพลังของข้า ทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ที่ไร้เทียมทานรองจากอริยะ!”
แววตาของตี้หล่านเทียนแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
จากนั้นภาพก็ขาดช่วงไป
หานเจวี๋ยหวนคืนสติกลับมา คิ้วขมวดแน่น
ตี้หล่านเทียนเข้ารีตมาร ก็แสดงว่าตอบรับบรรพชนมารไปแล้ว
จากคำพูดของบรรพชนมารสามารถอนุมานได้ว่า จุดสูงสุดของมหาเคราะห์กำลังจะมาถึง หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือการเข่นฆ่าที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
หานเจวี๋ยทำได้เพียงภาวนาให้กับวังสวรรค์
วังสวรรค์เคยต่อสู้กับเผ่ามารมาก่อน อีกทั้งยังเอาชนะตี้หล่านเทียนมาได้ ตี้หล่านเทียนต้องมุ่งเป้าโจมตีวังสวรรค์อย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจใช้ความฝันอันธการ เข้าฝันจักรพรรดิสวรรค์
เขาใช้ภาพลักษณ์ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
แดนความฝันเป็นทะเลแห่งปุยเมฆ หานเจวี๋ยยืนอยู่ตรงกันข้ามกับจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์มีท่าทีงุนงนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดสายตามายังหานเจวี๋ย เอ่ยพลางหรี่ตามอง “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการงั้นหรือ”
เขาดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิด
หานเจวี๋ยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธแต่กล่าวว่า “ตี้หล่านเทียนได้รับพลังจากบรรพชนมาร”
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว ในใจบังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวเต็มเปี่ยม
ความหวาดกลัวนี้ไม่ได้มาจากตี้หล่านเทียนหรือบรรพชนมาร แต่มาจากบุคคลลึกลับตรงหน้าที่ถูกสงสัยว่าเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
สามารถบังคับให้เขาให้เข้ามาอยู่ในความฝันได้ ฝีมือขั้นนี้นับว่าอัศจรรย์ยิ่ง!
ไม่ว่าจะเป็นพลังวิเศษที่เยี่ยมยอด หรือตบะของอีกฝ่ายที่สูงกว่าเขาก็ดี!
ไม่ว่าจะเป็นอะไร จักรพรรดิสวรรค์ก็ต้องรับมืออย่างระมัดระวัง