381-385

บทที่ 381
หลังจากตี้จวินเงียบไป หานเจวี๋ยกลับไม่อาจสงบใจได้เลย

คนผู้นี้มาหาเขาด้วยเรื่องใดกันแน่

หานเจวี๋ยจำเป็นต้องใช้ระบบวิวัฒนาการเพื่อทำนาย

‘ข้าอยากรู้ว่าตี้จวินมาหาข้าด้วยสาเหตุใด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

มากขนาดนี้เชียวหรือ

มากกว่าการวิวัฒนาการฉากจบของมหาเคราะห์เสียอีก!

หานเจวี๋ยกัดฟัน เลือกดำเนินการต่อเงียบๆ

จากนั้น จิตรับรู้ของเขาก็เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ

ที่นี่คือห้วงมิติมืดมัว ปราณฟ้าบุพกาลตลบอบอวลราวกับเมฆหมอกล่องลอย เงาร่างหนึ่งยืนเหนือเมฆ ข้างกายมีเงาแสงที่ดูราวกับเปลวเทียนสายหนึ่ง

เงาร่างนี้คือตี้จวิน

ตี้จวินดูแตกต่างไปจากที่หานเจวี๋ยจินตนาการไว้ บุคลิกมิได้ดุดันน่าเกรงขาม ถึงขั้นที่ดูอ่อนโยนยิ่งนัก

ดูเหมือนเขาจะคิดเรื่องบางอย่างอยู่ เงียบขรึมไม่พูดจา ท่าทางเหม่อลอย

เงาแสงเทียนพลันเปล่งเสียงมนุษย์ออกมา “อริยะรายอื่นล้วนลงมือแล้ว เจ้ายังไม่เคลื่อนไหวอีกหรือ”

ตี้จวินตอบเรียบๆ ว่า ”เหตุใดข้าต้องลงมือด้วย ข้าเป็นอมตะ ต่อให้มหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่มาเยือน ข้าก็ไม่หวั่น”

“แต่ถ้าหากสิ่งมีชีวิตที่ศรัทธาในตัวเจ้าสิ้นสูญไปหมด พลังมรรคของเจ้าจะได้รับผลกระทบ อริยะรายอื่นจะไม่วางแผนปองร้ายเจ้าจริงๆ น่ะหรือ”

คำพูดของเงานั้นทำให้ตี้จวินอดที่จะขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้

ผ่านไปสักพักหนึ่ง

ตี้จวินเอ่ยขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไปหายอดแม่ทัพเทพแห่งวังสวรรค์แล้ว ยังไม่พออีกหรือ”

“ไม่พอ เพราะเขาคือคนของวังสวรรค์ เป็นตัวหมากของจักรพรรดิสวรรค์อยู่แล้ว”

“เช่นนั้นข้าก็มีตัวเลือกอยู่อีกคน”

ตี้จวินแย้มยิ้ม จากนั้นมือขวาเริ่มขยับทำมุทรา สำแดงพลังวิเศษบางอย่าง

ผ่านไปครู่หนึ่ง สีหน้าเขามืดครึ้มลง เขาทำมุทราต่อไป

ฉากสถานการณ์พังทลายลงไปเช่นนี้

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่โลกแห่งความจริง

ตี้จวินอยากใช้เขาเป็นตัวหมากหรือ

โชคดีที่ไม่ได้ตอบรับการขอเข้าฝันของเขา!

ไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะยื่นมือเข้าไปในวังสวรรค์ด้วย จักรพรรดิสวรรค์ต้องรับทั้งศึกนอกศึกในจริงๆ

หานเจวี๋ยไม่คิดมากต่อไปอีก ขอเพียงตี้จวินไม่สร้างผลกระทบมาถึงเขาก็พอ

ตอนนี้ หานเจวี๋ยยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปล่วงเกินอริยะ ถ้าไม่ล่วงเกินได้ก็พยายามจะไม่ล่วงเกิน แต่ต่อให้ล่วงเกินไป อีกฝ่ายก็หาเขาไม่พบอยู่ดี

หลังจากหานเจวี๋ยเข้าใจต้นสายปลายเหตุก็ไม่คิดมากอีก ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ

นับตั้งแต่สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นแข็งแกร่งขึ้น เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นที่เหลือต่างได้รับแรงกระตุ้น พากันพากเพียรบำเพ็ญ รวมถึงฉู่ซื่อเหรินด้วย

นี่กลับเป็นเรื่องดี

เนื่องจากมีอาณาเขตเต๋าคอยคุ้มกัน พวกเขาทุกคนจึงเผลอหย่อนยานกันไปชั่วระยะหนึ่ง

….

เจ็ดปีผ่านไป

ลี่เหยามาเยี่ยมคารวะหานเจวี๋ย

น้อยครั้งมากที่นางจะเป็นฝ่ายมาหาหานเจวี๋ยเอง ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ

หลังจากเข้ามาในถ้ำ นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย เอ่ยอย่างจริงจังว่า “เจ้าสำนัก ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งเหมือนกับท่าน ขอท่านโปรดถ่ายทอดมรรควิถีให้ข้าด้วยเถิด วันหน้าข้าไม่มีทางทรยศต่อสำนักซ่อนเร้นแน่!”

ตบะของนางบรรลุระดับเซียนทองไท่อี่ระยะสมบูรณ์แล้ว อยู่ไม่ไกลจากระดับจักพรรรดิ แต่ทำอย่างไรนางก็เอื้อมไม่ถึงเลย

กล่าวอีกอย่างคือ ตบะของนางบรรลุถึงขีดจำกัด ไม่อาจยกระดับได้อีก

หานเจวี๋ยถาม “เจ้าต้องการวิชายุทธ์หรือ”

ลี่เหยาพยักหน้า มองหานเจวี๋ยด้วยความกระสับกระส่าย

หานเจวี๋ยตอบรับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ได้”

[ค่าความประทับใจที่ลี่เหยามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]

หานเจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจ ดูเหมือนลี่เหยาจะแสวงหามรรคาด้วยความจริงจังตั้งใจ

ค่าความประทับใจเพิ่มขึ้น มิใช่ว่ายอมทำตามที่เขาต้องการทุกอย่างแล้วหรอกหรือ

หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าจะถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้เจ้า มรรควิถีนี้มีนามว่ามหามรรควัฏจักรอนธการ ห้ามเจ้าแพร่งพรายต่อบุคคลที่สาม รวมถึงสมาชิกสำนักซ่อนเร้นคนอื่นๆ ด้วย”

ลี่เหยาได้ฟังก็รู้สึกยินดีปรีดา รีบเอ่ยรับประกันเป็นมั่นเหมาะ

ได้รับการปฏิบัติด้วยเป็นพิเศษเช่นนี้ไม่ว่าเปลี่ยนเป็นผู้ใดก็ล้วนรู้สึกซาบซึ้งด้วยกันทั้งสิ้น

หานเจวี๋ยถ่ายทอดมหามรรควัฏจักรอนธการฉบับระดับจักรพรรดิให้ลี่เหยา เพียงพอให้นางฝึกบำเพ็ญจนบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏได้

หากสำนักซ่อนเร้นอยากเติบโตก้าวหน้า ก็ต้องบ่มเพาะศิษย์ของตนให้ดี หานเจวี๋ยจะเอาแต่พึ่งพาการรับยอดฝีมือมาเสริมบารมีเป็นฉากหน้าไปตลอดไม่ได้

สำหรับจอมปีศาจคุกรัตติกาล จินกังนู่ ต้วนหงเฉินและเจียงอี้ หานเจวี๋ยไม่อาจไว้วางใจอย่างเต็มที่ได้ เนื่องจากพวกเขามีประวัติที่มาแตกต่างกันไปแต่ลี่เหยากลับไม่เหมือนกัน นางตัดขาดเรื่องราวทางโลกแต่เก่าก่อนมานานแล้ว ไม่มีบ่วงกรรมอื่นใดอีก

เมื่อลี่เหยาได้รับความทรงจำวิชายุทธ์ก็เริ่มทำความเข้าใจทันที หานเจวี๋ยไม่รบกวนนาง ฝึกบำเพ็ญต่อไป

เวลาผ่านพ้นไปห้าปีเต็ม ลี่เหยาถึงได้สติราวกับตื่นจากฝัน

นางลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏสู่ครรลองสายตานางคือใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์พร้อมของหานเจวี๋ย ภายใต้การขับเน้นด้วยประกายแสงจากยอดสมบัติทั่วร่าง เขาดูราวกับเทพเจ้า ทำให้คนไม่กล้ามีความคิดหมิ่นหยาม

ลี่เหยาตกตะลึงอยู่ในใจ

เป็นมรรควิถีที่ลึกล้ำยิ่ง!

เมื่อเปรียบเทียบกับมหามรรควัฏจักรอนธการแล้ว ยอดเคล็ดวิชายุทธ์และวิชายุทธ์จากโลกมนุษย์ในอดีตของนาง ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

นางขบริมฝีปากนิดๆ กล่าวว่า “ขอบพระคุณเจ้าสำนัก ข้าตระหนักรู้มรรควิถีแล้ว เจ้าสำนักต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”

หานเจวี๋ยเอ่ยโดยไม่ลืมตาขึ้น “ออกไปฝึกบำเพ็ญเถิด บรรลุระดับจักรพรรดิให้ได้ในเร็ววัน”

ลี่เหยาพยักหน้ารับ ลุกขึ้นก้าวจากไป

ในใจนางรู้สึกกระดากอยู่บ้าง

หลงนึกว่าครั้งนี้นางจะถูก…

ในใจนางก็ชมชอบหานเจวี๋ยเช่นกัน บุรุษเฉกเช่นหานเจวี๋ย สตรีใดเล่าจะไม่ชมชอบ

ดูเหมือนนางจะคิดมากไปแล้ว หานเจวี๋ยมิได้มีความคิดเช่นนั้นต่อนาง

ชั่วขณะนั้น ภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยในใจลี่เหยาแปรเปลี่ยนเป็นศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม

หานเจวี๋ยจะไม่ทราบความคิดของนางได้อย่างไร ทว่ามิได้เก็บมาใส่ใจ เขามิใช่มนุษย์ปุถุชน ความสุขทางกายไหนเลยจะเทียบกับความเปลี่ยนแปลงด้านวิญญาณได้

แน่นอน หากลี่เหยาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเช่นเดียวกับสิงหงเสวียน หานเจวี๋ยก็ไม่ปฏิเสธเช่นกัน

แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ มิใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่งของเขา

หานเจวี๋ยยังคงคาดหวังในตัวลี่เหยายิ่งนัก ลี่เหยาเป็นคนแรกที่ได้รับการถ่ายทอดจากเขาอย่างแท้จริง เหตุผลที่ถ่ายทอดให้นาง นอกจากเรื่องคุณสมบัติแล้วยังเป็นเพราะนิสัยใจคอด้วย

ลี่เหยาเหมือนเขาเหลือเกิน!

หลังออกมาจากถ้ำ ลี่เหยาก็ถูกฝูงชนเข้ามารุมล้อม

“อาจารย์เรียกเจ้าไปหาด้วยเรื่องใด”

“เข้าไปนานถึงเพียงนี้ ต้องถ่ายทอดวิชาให้แน่!”

“เมื่อไรจะถึงคราวของข้าบ้างนะ”

“เจ้าคงอยากจะกินนายท่านกระมัง ต้องเป็นเช่นนี้แน่ ท่านไก่เคยเห็นสตรีอื่นที่เป็นเช่นนี้มาก่อน”

“เบาเสียงหน่อย ระวังอาจารย์ปู่จะได้ยินเข้า”

“ล้อกันเล่นหรือ เจ้าสำนักอาจจะได้ยินความคิดในใจเจ้าแล้วก็เป็นได้ เบาเสียงแล้วมีประโยชน์อะไร”

ลี่เหยาเผชิญหน้ากับคำถามซักไซ้จุกจิกของฝูงชนด้วยความสงบ เอ่ยไปว่า “ไปขอคำชี้แนะด้านมรรคกระบี่มาเล็กน้อย ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ จักรพรรดิเซียนทั้งสี่ พวกเจ้าห่วงตัวเองเถิด”

เมื่อจอมปีศาจคุกรัตติกาล เจียงอี้ จินกังนู่และต้วนหงเฉินได้ฟังดังนั้นต่างก็รู้สึกตกใจ

สาวน้อยนางนี้จะพิสูจน์จักรพรรดิแล้วหรือ

แม้แต่เจียงอี้ก็รู้สึกกดดันขึ้นมาเช่นกัน

พรสวรรค์ของลี่เหยาน่าหวาดหวั่นโดยแท้ ที่สำคัญคือนางมุ่งมั่นบำเพ็ญ ยามปกตินางมักจะฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด คร้านจะมาพูดคุยสุงสิงกับคนอื่นๆ

“พวกเจ้าจงฝึกบำเพ็ญให้ดี ข้าจะอ้างอิงจากผลงานของพวกเจ้า ขอเตือนไว้สักหน่อย สำนักซ่อนเร้นเป็นเพียงสำนักที่ปิดซ่อนจากโลกภายนอก มิใช่สำนักเกียจคร้าน”

เสียงของหานเจวี๋ยแว่วลอยมา ทำให้ทุกคนตกใจแยกย้ายไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันความหวังในใจของพวกเขาได้พุ่งทะยานขึ้นมา

พวกเขาก็อยากแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

….

เพียงพริบตาเดียว

เวลาก็ผ่านพ้นไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรูพลางตรวจดูจดหมาย

ช่วงนี้วังสวรรค์เผชิญกับศึกวุ่นวายอีกครั้ง ซ้ำยังถูกกลุ่มอิทธิพลมากมายรุมโจมตี หานเจวี๋ยอดรู้สึกเป็นห่วงจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้

โดยเฉพาะหลงเฮ่า หานเจวี๋ยรู้สึกว่าจัดการได้ยากนัก

‘หวังว่าเจ้าจะไม่ทำตัววุ่นวาย มิเช่นนั้นข้าก็คงต้องกำจัดเจ้าเพื่อบิดาของเจ้า’

หานเจวี๋ยทอดถอนใจ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว

บนโลกนี้เดิมทีก็ยากจะมีกลยุทธ์ที่ประนีประนอมทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว หานเจวี๋ยทำได้เพียงเคารพต่อเจตนาเดิมของตน!

และในเวลานี้เอง

หานเจวี๋ยพลันรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังใช้วิชาอัญเชิญเทพ

เขาอดตระหนกขึ้นมาไม่ได้

คงมิใช่ว่าเป็นหลงเฮ่ากระมัง

จะหลอกเขาไปแล้วค่อยจัดการเขาหรือ

บทที่ 382
‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดกำลังเรียกตัวข้า!’

หานเจวี๋ยคิดอยู่ในใจ ด้านหลังปรากฏวังวนดำขึ้นมา

หลังจบครานี้ไป ต้องยกระดับวิชาอัญเชิญเทพสักหน่อย เลี่ยงมิให้ต้องมาทำนายดูทุกครั้ง

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

หมื่นปีช่างเล็กน้อยด้อยค่านัก!

[สิงหงเสวียน]

สาวน้อยนางนี้…

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจ มิใช่หลงเฮ่าก็ดี

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเขายังคงก้าวเข้าไปในวังวนดำ

วินาทีต่อมา หานเจวี๋ยทะลุผ่านวังวนดำมาปรากฏอยู่ในตำหนักหรูหรางดงามหลังหนึ่ง มีม้วนภาพและเครื่องหยกสารพัดจัดวางไว้ กลิ่นหอมจรุงใจอบอวลไปทั่วตำหนัก

หานเจวี๋ยมองเห็นสิงหงเสวียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะ บนโต๊ะมีสุราอาหารเลิศรสจัดวางอยู่เต็มไปหมด

ฉากที่ปรากฏ ทำให้หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเงียบขรึมลง

สิงหงเสวียนแย้มยิ้มเอ่ยวาจา “ท่านพี่ มานั่งเถิด!”

“นั่งอันใด ข้าถ่ายทอดพลังวิเศษให้เจ้า เจ้ากลับนำมาใช้เช่นนี้น่ะหรือ”

“มาเถิด”

สิงหงเสวียนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา ดึงหานเจวี๋ยเข้าไป

หานเจวี๋ยจนปัญญา นี่คืองานเลี้ยงหงเหมินหรือไร

หลังจากนั่งลง ทั้งสองคล้องแขนดื่มสุรา บรรยากาศเริ่มดูท่าไม่ค่อยดีแล้ว

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อาภรณ์ของหานเจวี๋ยก็ถูกปลดเปลื้อง

….

หนึ่งเดือนผ่านไป

มีเสียงบุรุษแว่วมาจากด้านนอกตำหนัก “ธิดาเทพ วันนี้มีจักรพรรดิเซียนปรากฏตัวขึ้นเมืองศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงโอวาท ข้ามีเทียบเชิญ ท่านอยากไปด้วยหรือไม่”

สิงหงเสวียนนั่งอยู่บนตัวหานเจวี๋ย ตอบกลับไป “ไม่ไป ช่วงนี้ปิดด่าน”

“จักรพรรดิเซียนท่านนี้ไม่ธรรมดา…”

“บอกว่าไม่ไปก็คือไม่ไป!”

“เอาเถอะ เจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถิด หากออกจากปิดด่านเมื่อไร มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”

“อืม”

บุรุษที่อยู่นอกตำหนักจากไปแล้ว หานเจวี๋ยอดถามไม่ได้ “เขาคือผู้ใด”

ตำหนักหลังนี้มีผนึกพิเศษอยู่ ผู้ที่อยู่ภายนอกจะไม่สามารถรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้านในได้

สิงหงเสวียนเอ่ยด้วยความดูหมิ่น “ต้องยกคำพูดของท่านพี่มากล่าวเสียแล้ว ก็แค่คางคกอยากกินเนื้อหงส์ฟ้าเท่านั้น”

“อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเราต่อกันเถิด”

“หือ ยังไม่พออีกหรือ”

“ไม่พอ ไม่มีวันพอ!”

….

เมื่อกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็พรูลมหายใจออกมา

หากมิใช่เพราะเขาบรรลุระดับเทพแล้ว หลังจากวิชาอัญเชิญเทพปิดลง เขาจะต้องบินลัดฟ้ากลับมายังแดนชำระบาปเก้าขุม ตอนนี้เขาสามารถเปิดเส้นทางกลับมาได้โดยตรง เขาลงตราประทับหกวิถีไว้ในถ้ำเทวาฟ้าประทาน สามารถค้นหาทางเชื่อมมิติได้

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้ม สาวน้อยคนนี้มักทำราวกับเขาเป็นพระถังซัมจั๋งก็มิปาน

เคี่ยวกรำกันอยู่หลายเดือน นับว่าได้ผ่อนคลายเช่นกัน

หานเจวี๋ยเริ่มศึกษาค้นคว้าวิชาอัญเชิญเทพแล้ว

สองปีผ่านไป

หานเจวี๋ยใช้ทักษะความเข้าใจระดับเทพยกระดับวิชาอัญเชิญเทพ นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาสามารถรับรู้ได้แล้วว่าเป็นผู้ใดที่เรียกตัวเขา

เขากำชับสิงหงเสวียนไปแล้ว หากไม่มีอะไรไม่ควรเรียกหาเขาส่งเดช!

หลังจากนางออดอ้อนเว้าวอนสารพัด หานเจวี๋ยจึงอนุญาตให้นางใช้ได้อย่างมากคือหนึ่งครั้งในร้อยปี

หลังจากยกระดับวิชาอัญเชิญเทพเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยตัดสินใจจะใช้วิชาความฝันอันธการอีกครั้ง

ครั้งนี้ เขาต้องการเข้าฝันเซวี่ยหมิงเหอ

หนนั้นที่เซวี่ยหมิงเหอหนีออกจากแดนชำระบาปบังเอิญเข้ามาใกล้เกาะสำนักซ่อนเร้นพอดี หานเจวี๋ยคัดลอกข้อมูลของเขาไว้แล้ว ทราบรูปพรรณสัณฐาน สิ่งนี้ทำให้เข้าฝันเขาได้สะดวกมากขึ้น

ผ่านไปสักพักหนึ่ง

เข้าฝันสำเร็จ!

หานเจวี๋ยบังคับสร้างความฝันให้เซวี่ยหมิงเหอ ดึงเขาเข้าสู่ความฝันโดยตรง

ที่นี่คือดินแดนมืดมัวเต็มไปด้วยภูเขาไฟ หานเจวี๋ยแปลงกายเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มืดมนน่าหวาดผวา

เมื่อเซวี่ยหมิงเหอลืมตาขึ้น ทันทีที่มองเห็นหานเจวี๋ยก็สะดุ้งสุดตัว แต่ทันใดนั้นคล้ายเขาจะตระหนึกถึงบางสิ่งได้ จึงสอบถามอย่างระมัดระวัง “หรือว่าใต้เท้าก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”

เซวี่ยหมิงเหอรู้สึกว่าจู่ๆ ตนก็มาโผล่ในความฝัน แต่การที่สามารถบังคับดึงเขาเข้าสู่ความฝันได้ แสดงว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขา ระดับความแข็งแกร่งในความฝันก็เพียงพอจะแสดงถึงเจตนาดีของอีกฝ่ายแล้ว

รูปลักษณ์เช่นนี้…

นามแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของเซวี่ยหมิงเหอก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

หานเจวี๋ยถามด้วยความสงบ “แอบอ้างนามข้า สบายยิ่งนักใช่หรือไม่”

เมื่อเซวี่ยหมิงเหอได้ยินก็ราวกับถูกฟ้าผ่า คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ประสานหมัดเอ่ยว่าจา “ผู้อาวุโสขอรับ ข้าและลัทธิอันธการเคารพเลื่อมใสในตัวท่านอย่างแท้จริง ยินดีรับใช้ท่านขอรับ!”

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้ามีเผ่าอสูรแล้ว เหตุใดต้องมารับใช้ข้าเล่า”

เซวี่ยหมิงเหอตอบด้วยความละอาย “ขอตอบอย่างไม่ปิดบัง เผ่าอสูรมีต้นกำเนิดมาจากทะเลโลหิตอสูรในยุคบรรพกาล พวกเรามิใช่เผ่าพันธุ์ที่มรรคาสวรรค์โปรดปราน ข้าแสวงหาโอกาสก้าวหน้ามาโดยตลอด หวังว่าท่านจะอนุญาตให้พวกเราได้รับใช้ท่านขอรับ!”

“นับจากนี้ไป เผ่าอสูรจะอยู่ใต้การบัญชาของท่าน ข้อเรียกร้องของพวกเราไม่สูงเลยขอรับ หวังเพียงว่าท่านจะปกป้องคุ้มครองพวกเรา”

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “พวกเจ้าเผ่าอสูรมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ หรือยังมิมีวิธีรับมือกับมหาเคราะห์อีก”

เซวี่ยหมิงเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “มีจริงๆ ขอรับ แต่พวกเรามีแรงกรรมพัวพันกายมาตั้งแต่กำเนิด แรงบีบคั้นที่มรรคาสวรรค์มีต่อพวกเราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านบงการมหาเคราะห์อยู่ในมุมมืด จะต้องบาดหมางกับมรรคาสวรรค์เป็นแน่ พวกเรานับว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วขอรับ”

หานเจวี๋ยเงียบไป ไม่ได้พูดต่ออีก

เซวี่ยหมิงเหอหัวใจเต้นแรง หรือว่าตนจะพูดผิดไป?

หานเจวี๋ยจ้องมองเซวี่ยหมิงอยู่เงียบๆ เช่นนี้ นัยน์ตาสีม่วงแปลกประหลาดมองจนเซวี่ยหมิงเหอใจฝ่อขึ้นมา รีบก้มหน้าลงไป

ทั้งโลกเงียบสงัด

ผ่านไปพักใหญ่

ในขณะที่เซวี่ยหมิงเหอใกล้จะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว หานเจวี๋ยก็เปิดปากเอ่ยเนิบๆ ว่า “ได้ยินว่าเจ้าร่วมมือกับวังสวรรค์ อันที่จริงข้าและวังสวรรค์มิได้มีความเกี่ยวข้องกัน เหตุผลที่ไม่สาปแช่งวังสวรรค์ เป็นเพราะวังสวรรค์คือหมากสำคัญตัวหนึ่งของข้า”

เซวี่ยหมิงเหอเงยหน้ามองหานเจวี๋ยด้วยความแปลกใจ

“หากต้องการทำลายจักรวรรดิหนึ่ง จะต้องทำให้หลงลำพองจนมองไม่เห็นหัวทุกสิ่งเสียก่อน”

เมื่อเซวียนหมิงเหอได้ฟังก็กระจ่างแจ้งทันที

เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “เป้าหมายสูงสุดของท่านคือทำลายวังสวรรค์ หรือว่าล้มล้างรูปแบบของมรรคาสวรรค์ขอรับ”

หานเจวี๋ยตอบสั้นๆ “ข้าทำเพื่อตัวเอง”

เพื่อตัวเอง!

เซวี่ยหมิงเหอพลันมีความคิดผุดขึ้นมาสารพัด

คำตอบนี้เป็นคำตอบที่ทำให้เซวี่ยหมิงเหอยอมเชื่ออย่างง่ายดายยิ่ง

หากมิได้ทำไปเพื่อตัวเอง การบงการมหาเคราะห์จะมีประโยชน์อันใดเล่า

อีกฝ่ายต้องการพิสูจน์มรรคสำเร็จเป็นอริยะหรือ

[เซวี่ยหมิงเหอเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยกล่าวเสริมอีกว่า “ช่วยเหลือวังสวรรค์ต่อไปเถอะ ยามนี้มีอริยะสอดมือเข้าแทรกแซงมหาเคราะห์ ตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงยังไม่เผยตัวออกมา เจ้าสามารถพึ่งพาวังสวรรค์เพื่อปกป้องตนเองไปก่อนได้ รอดูความเปลี่ยนแปลง”

อริยะสอดมือเข้ามาแทรกแซงหรือ

เซวี่ยหมิงเหอเบิกตากว้าง เหงื่อตกทันที

เขานึกถึงตำนานบรรพกาลเหล่านั้น

ขอเพียงอริยะเข้าร่วมมหาเคราะห์ เช่นนั้นโลกาล้วนจะล่มสลาย แม้แต่แดนเซียนก็ยากจะรักษาตัวให้รอดได้

[ค่าความประทับใจที่เซวี่ยหมิงเหอมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจตอนนี้คือ 4.5 ดาว]

เซวี่ยหมิงเหอกล่าวอย่างเคารพนบน้อม “ข้าน้อยรับบัญชา!”

ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยโบกมือ ความฝันพังทลายลงทันที

เซวี่ยหมิงเหอกลับสู่ความเป็นจริง เมื่อนึกถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ รู้สึกมหัศจรรย์ใจยิ่ง

นี่น่ะหรือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

ช่างสูงส่งลึกล้ำโดยแท้!

….

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยยังคงใคร่ครวญอยู่ว่ามีผู้ใดให้ใช้ประโยชน์ได้อีก

นอกจากเซวี่ยหมิงเหอ เขาก็ไม่ทราบแล้วว่ามีผู้ใดบ้างที่เลื่อมใสในตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

แล้วไปเถิด

เท่านี้ก่อนแล้วกัน

หานเจวี๋ยปลุกเร้าความกระฉับกระเฉง ฝึกบำเพ็ญต่อ

ช่วงที่ผ่านมานี้เป็นเพราะสิงหงเสวียน ทำให้เวลาฝึกบำเพ็ญเชื่องช้าลง จำเป็นต้องชดเชยเวลากลับมา

ระดับความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของหานเจวี๋ยพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคงเสมอมา ตอนนี้อยู่ห่างจากระดับปฐมเทพขั้นสี่ไม่นับว่าไกล อย่างน้อยก็พอจะมองเห็นสัญญาณบ้างแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

สามสิบปีผ่านไป

หลิวเป้ยกลับมาแล้ว เร็วกว่าที่หานเจวี๋ยคาดการณ์ไว้

หลิวเป้ยมีสีหน้าเบิกบาน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นายท่าน สถานที่แบบที่ท่านต้องการ ข้าหาพบแล้ว! ยอดเยี่ยมกว่าแดนชำระบาปเก้าขุมเสียอีก!”

บทที่ 383
“สถานที่ใด” หานเจวี๋ยถาม

เพิ่งผ่านไปไม่กี่สิบปีเองมิใช่หรือ

หานเจวี๋ยสงสัยอย่างยิ่งว่าสถานที่ของหลิวเป้ยจะยังอยู่ในขอบเขตของแดนยมโลก

หลิวเป้ยเอ่ยตอบ “ข้าค้นพบทางเข้าเขตอาคมลึกลับแห่งหนึ่ง ด้านในคือห้วงมิติที่มืดสนิทไร้แสง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ไม่สามารถใช้พลังจิตสอดส่องได้ เมื่อเข้าไปด้านใน ประสาทสัมผัสไม่อาจใช้การได้ หากเกาะสำนักซ่อนเร้นย้ายเข้าไป ต้องเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมแน่!”

เขาพูดอย่างตื่นเต้นยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าสถานที่แห่งนั้นเหมาะสมยิ่งนัก

“มืดสนิทไร้แสง หรือจะเป็นแดนต้องห้ามอันธการ” หานเจวี๋ยขมวดคิ้วนึกดู

เขาไม่เคยไปเยือนแดนต้องห้ามอันธการ แต่เคยอ่านพบในจดหมาย

แดนต้องห้ามอันธการคู่กับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มิใช่ว่าสมกันยิ่งหรอกหรือ

ไม่ได้การแล้ว!

เขารู้สึกว่าเหมาะสมยิ่ง คนอื่นๆ ก็ย่อมคิดแบบนี้เช่นกัน

“พักไว้เท่านี้เถิด หากวันหน้าต้องการย้ายสถานที่ข้าจะเรียกหาเจ้าอีกครั้ง” หานเจวี๋ยพยักหน้าพลางกล่าว

หลิวเป้ยพยักหน้า หลังจากทำความเคารพเสร็จก็หันหลังจากไป

หลังจากเขาออกไป หานเจวี๋ยถึงได้ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง

พึ่งพาให้เจ้าหมอนี่ไปเสาะหาสถานที่กบดาน ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

ขี้ขลาดเกินไปแล้ว!

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เข้าใจความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเขา ทำเอาผู้อื่นคลั่งเลยทีเดียว

เมื่อไม่พบสถานที่ที่ทำให้ตนพอใจได้ หานเจวี๋ยก็รู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง

ทำได้แค่ใช้ระบบวิวัฒนาการแล้ว

เขากลัวเพียงว่าผลลัพธ์ที่ทำนายออกมาจะทำให้เขาหวั่นวิตกยิ่งกว่าเดิม

ลองดูแล้วกัน!

‘ข้าอยากรู้ว่าหลังจากมหาเคราะห์ครั้งนี้สิ้นสุดลง ข้าอยู่ที่ใด’ หาเจวี๋ยคิดเงียบๆ

เมื่อถามคำถามนี้ออกไป หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนฉลาดยิ่งนัก

ตัวเขาในตอนนี้หาไม่พบ แต่ตัวเขาในอนาคตต้องหาพบแน่!

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

พันล้านปี

มากขนาดนี้เชียวหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว พลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

ดำเนินการต่อ!

เขากัดฟันเลือก

จากนั้น จิตรับรู้ของเขาก็วิงเวียน

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตนอยู่ใต้ต้นฝูซัง รอบข้างมีชาวสำนักซ่อนเร้นรวมตัวกันอยู่

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกคนล้วนอยู่ที่นี่ แม้แต่สิงหงเสวียนและซูฉีก็กลับมาด้วย

เพียงแต่สีหน้าท่าทางของพวกเขาดูตึงเครียดยิ่ง

หานเจวี๋ยมองเห็นตัวเอง ลอยตัวอยู่เหนือเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ใต้เท้าคือบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร

เขาเหลียวมองไปสี่ทิศแปดด้าน พบว่าปลายทางของแต่ละทิศทางล้วนมีเงาใหญ่ยักษ์น่าหวาดหวั่น เนืองแน่นเบียดเสียด ปิดล้อมทั้งเกาะเอาไว้

เกิดอะไรขึ้น

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ดูสิว่าเจ้าจะไปหลบอยู่ที่ไหนได้อีก! ต่อให้พวกเราไม่สามารถทำลายค่ายกลอาคมของเจ้าได้ เจ้าก็อย่าหมายจะหนีรอด!”

เสียงตะคอกกราดเกรี้ยวเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง

“อยู่ที่นี่จริงๆ สินะ สมเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ หลบซ่อนอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม”

“ที่แท้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ไม่ได้เก่งสักเท่าไรนี่”

“คาดว่าเกาะลูกนี้คงเป็นยอดสมบัติ ทำให้พวกเขาทำนายถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้”

“เขาเป็นใครกันแน่”

“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เจ้าแดนต้องห้ามก็ทำร้ายสรรพสิ่งไปมากมายปานนั้น หนี้เลือดก็ต้องล้างด้วยเลือด!”

….

หานเจวี๋ยฟังเสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดเหล่านี้ พลันมีท่าทางตื่นตระหนก

หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เขายังอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม ซ้ำยังเผยฐานะอีกด้วย!

หานเจวี๋ยรู้สึกกระวนกระวายใจ

เขาเงยหน้ามอง หานเจวี๋ยที่อยู่กลางอากาศคล้ายจะรับรู้อะไรได้ ก้มหน้ามองมาที่เขา

ทั้งสองสบตากัน เกิดเสียงดังตูม จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยได้รับแรงปะทะอย่างไร้สาเหตุ

จิตรับรู้ของเขากลับสู่ความเป็นจริง

[คำเตือน ไม่อนุญาตให้ทำการติดต่อกับตนเองในอดีตและอนาคต มิเช่นนั้นผลกรรมจะปั่นป่วน มรรคาสวรรค์ไม่ยินยอม]

ข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ยเช่นนี้

เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

หานเจวี๋ยในอนาคตมองเห็นเขาหรือ

เป็นไปได้ยังไง!

อริยะล้วนมองไม่เห็นเขา แล้วตัวเขาในอนาคตอาศัยสิ่งใดกัน

บังเอิญงั้นหรือ

จิตใจหานเจวี๋ยว้าวุ่น

จุดสำคัญที่สุดคือตัวเขาในอนาคตเผยฐานะแล้ว

ไม่ได้!

ต้องค้นหาสาเหตุ!

‘ข้าอยากรู้ว่าตัวข้าในอนาคตถูกเปิดโปงฐานะได้อย่างไร’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

แววตาหานเจวี๋ยฉายแววเด็ดเดี่ยว

จากนั้น เขาไม่ได้เข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ แต่มีตัวอักษรเด้งขึ้นมาตรงหน้าทีละแถวๆ

[จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน: ไม่ทราบตบะ เทพมารฟ้าบุพกาล มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต อดีตจักรพรรดิสวรรค์ ปราชัยจากการต่อสู้ช่วงชิงในมหาเคราะห์ เขาเร้นกายอยู่ในแม่น้ำโชคชะตา ตระหนักรู้มหามรรคโชคชะตา มองทะลุผลกรรมและชะตากรรม หลังจากทราบถึงการมีอยู่ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เขาก็จับตามองสรวงสวรรค์มาโดยตลอด เพราะต้องการตามหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ]

มีรูปประจำตัวปรากฏขึ้นพร้อมกัน คนผู้นี้หน้าตาทรงอำนาจ มีสามดวงตา แววตาคมปลาบ

จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหรือ

คนผู้นี้เป็นใคร

เหตุใดหานเจวี๋ยไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

เทพมารฟ้าบุพกาลคำนี้ช่างสะดุดตาเหลือเกิน

เล่าขานกันว่า ในยุคฟ้าบุพกาล มรรคาสวรรค์ยังมิถือกำเนิด ท่ามกลางความโกลาหลมีเทพมารฟ้าบุพกาลถือกำเนิดขึ้นสามพันตน ยักษาผานกู่ผู้ก่อตั้งมรรคาสวรรค์ก็เป็นหนึ่งในเทพมารฟ้าบุพกาล เขาสังหารเทพมารฟ้าบุพกาลตนอื่น ร่างผันแปรเป็นมรรคาสวรรค์ ไม่แตกดับชั่วนิรันดร์ คงอยู่ชั่วกาลนาน

หลังมรรคาสวรรค์ถือกำเนิด เทพมารฟ้าบุพกาลที่เหลืออยู่ไม่สามารถเข้าสู่ขอบเขตมรรคาสวรรค์ได้ แล้วเทพมารฟ้าบุพกาลตนนี้เข้ามาได้อย่างไร

แถมยังเคยเป็นจักรพรรดิสวรรค์อีก!

ถูกตัวตนเช่นนี้จับตามอง หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจฝ่ออยู่บ้าง

ที่สำคัญคือคนผู้นี้ตระหนักรู้ผลกรรมและชะตากรรม หรือว่าต่อไปในอนาคตเขาจะทำนายถึงหานเจวี๋ยได้

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธีสังหารคนผู้นี้เสีย!

หานเจวี๋ยไม่อยากโดนยอดฝีมือนับไม่ถ้วนเข้าปิดล้อม

ช้าก่อน!

คนผู้นี้จะใช่อริยะหรือไม่

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเดิม

‘ข้าอยากรู้ว่าในบรรดาคนที่ข้ารู้จักมีลูกน้องของจักรพรรดิหยกโจเหยี่ยนอยู่หรือไม่’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

จากนั้น มีเงาร่างผุดขึ้นมาในสมองของหานเจวี๋ยอย่างต่อเนื่อง

จักรพรรดิเซียนวัฏจักร ยอดแม่ทัพเทพ เฮ่าเทียน จอมพลเสินเผิง พญายม เจ้าแห่งวังเทพ…

มากมายถึงเพียงนี้เชียว

หานเจวี๋ยตกใจจนแทบทรุด

มีกลุ่มอิทธิพลมาเกี่ยวข้องมากมายเกินไปแล้วกระมัง!

วังสวรรค์ วังเทพ เมืองนรก!

ในบรรดานั้นมีคนจากวังสวรรค์มากที่สุด มีสหายถึงสามคนที่เป็นลูกน้องจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน!

ที่สำคัญคือ…

จักรพรรดิเซียนวัฏจักร พญายมและเจ้าแห่งวังเทพ พวกเขาไปอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

เจ้าแห่งวังเทพถูกผู้ทรงพลังอย่างจู่ถูเข้าแทนตำแหน่ง หลังจากจู่ถูดับสูญ เขาไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย แต่ภาพจำที่หานเจวี๋ยมีต่อเขาสลักลึกยิ่ง ครั้งก่อนเคยพบกันที่หน้าตำหนักเอกอนันต์

หานเจวี๋ยพลันนึกถึงเรื่องในอดีตที่เมืองนรกอนุญาตให้จู่ถูปลดปล่อยวิญญาณพยาบาทจากแดนชำระบาปเก้าขุม หรือว่าจะมีสาเหตุในด้านนี้แฝงอยู่

หานเจวี๋ยรู้สึกปวดหัวนัก

สายน้ำแห่งมรรคาสวรรค์ลึกเกินไปแล้ว!

ก่อนหน้านี้ หานเจวี๋ยไม่เคยทราบถึงการมีอยู่ของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเลย นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีแหปากใหญ่ถึงเพียงนี้กางคลุมทั้งปวงสวรรค์หมื่นโลกาไว้

นี่คือบอสใหญ่!

แถมยังเป็นบอสใหญ่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิปีศาจ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจู่ถูอีกด้วย!

จู่ถูทำข้อตกลงกับหนี่ว์วา บางทีตราบจนสิ้นชีพเขาก็คงไม่รู้เลยว่าเจ้าแห่งวังเทพที่ตนเกื้อกูลเป็นตัวหมากของผู้ทรงพลังคนอื่น…

หานเจวี๋ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด

ต้องเผชิญหน้ากับอิทธิพลเช่นนี้ เขาควรทำอย่างไรดี

วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือต่อไปนี้ต้องหยุดสาปแช่ง ตั้งใจหลีกเลี่ยงเคราะห์ภัย ไม่ดึงดูดความสนใจของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอีก

หากทำเช่นนี้ แล้วจักรพรรดิสวรรค์จะทำอย่างไร

ยังมีพวกสิงหงเสวียน เซวียนฉิงจวิน ซูฉีและฟางเหลียงด้วย หากเผชิญหน้ากับแผนปองร้าย เขาก็ห้ามลงมืองั้นหรือ

แน่นอนว่ายังมีวิธีอื่นอยู่!

อย่างเช่นการยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย!

ขอเพียงยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้แข็งแกร่งจนจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนทำนายหาตำแหน่งที่ตั้งไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ก็น่าจะไม่เป็นไรแล้ว

น่าเสียดาย หินวิญญาณมรรคาสวรรค์มิใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ

หานเจวี๋ยลูบปลายคาง เค้นสมองคิดหาทางต่อกรกับจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอย่างสุดกำลัง

เขารับรู้ถึงแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงขั้นที่กดดันมากกว่าให้เผชิญหน้ากับอริยะด้วย เพียงเพราะว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนลึกลับเกินไป ซ้ำยังยึดกุมเครือข่ายเส้นสายกว้างขวางถึงเพียงนี้ น่ากลัวสุดๆ

บทที่ 384
จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมียอดฝีมือใต้สังกัดมากมายดุจเมฆา แข็งแกร่งยิ่งกว่าสี่ผู้นำกลุ่มอิทธิพลระดับจักรวรรดิในฉากหน้าของแดนเซียนเสียอีก

บุคคลเช่นนี้ไม่อาจล่วงเกินได้

อย่างน้อยก็สาปแช่งไม่ได้

จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนอย่างน้อยๆ ก็คงเป็นระดับครึ่งอริยะ แข็งแกร่งกว่าต้าหลัวแน่นอน ถึงขั้นที่อาจจะเป็นอริยะเลยด้วยซ้ำ

ตัวตนเช่นนี้ สาปแช่งไปก็ไม่ตายอยู่ดี ซ้ำยังจะดึงดูดความสนใจของเขาล่วงหน้าอีกด้วย

‘ต้องหาทางทำให้เขาเผยตัวออกมา ตัวตนเช่นนี้จะสร้างความตระหนกและหวาดผวาให้แก่สรรพสิ่งเป็นแน่ ข้าไม่เชื่อว่ากลุ่มอิทธิพลทั้งหมดในแดนเซียนจะเป็นลูกน้องของเขากันหมด’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ หากว่าใช่จริงๆ เช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงหลบหนีแล้ว

อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่หนีไปอยู่แดนต้องห้ามอันธการ!

สู้ไม่ได้ ข้าก็ยังหนีได้มิใช่หรือ

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

บนโลกนี้ไม่มีเรื่องยาก ขอเพียงแต่ยอมแพ้เป็น

บนโลกนี้ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่ง ขอเพียงเจ้าหลบให้เป็น

หานเจวี๋ยกระตุ้นความกระฉับกระเฉง ฝึกบำเพ็ญต่อไป

หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เขาถึงจะถูกปิดล้อม ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมองไม่เห็นเค้าลางการสิ้นสุดของมหาเคราะห์

….

เวลาผ่านพ้นไปทีละปีๆ

แดนชำระบาปเก้าขุมหวนคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เผ่าวิหคชาดและนิกายเจี๋ยคล้ายจะบรรลุสนธิสัญญาสงบศึกแล้ว ไม่ต่อสู้ขัดแย้งกันอีก

เรื่องที่หานเจวี๋ยกังวลไม่เกิดขึ้น ไม่มีกลุ่มอิทธิพลรายที่สามเข้ามาในแดนชำระบาปเก้าขุม

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยไปอีกสามสิบปี

จากจดหมายที่ได้อ่าน แดนเซียนเริ่มเกิดศึกนองเลือดขึ้นอีกครั้ง สหายของหานเจวี๋ยลดลงไปเรื่อยๆ ไม่เพิ่มขึ้นมานานหลายปีแล้ว สหายสนิทในช่วงนี้มีเพียงเซวี่ยหมิงเหอและจิ่งเทียนกง

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วหานเจวี๋ยคงไม่อาจสอดส่องสถานการณ์ในแดนเซียนได้อีก แต่เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน ยุคสมัยแห่งมหาเคราะห์ ไม่เหมาะที่จะคบหาสหาย

หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับปฐมเทพขั้นสี่เข้าไปเรื่อยๆ คาดว่าอย่างมากอีกห้าสิบปีก็น่าจะทะลวงขั้นได้

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะแรงกรรมในแดนชำระบาปเก้าขุมหนาแน่นเหลือเกิน มากมายไร้สิ้นสุด ไม่ว่าความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของหานเจวี๋ยจะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน ก็สามารถดูดซับได้ตามที่ต้องการ

ถึงแม้จะดูดซับแรงกรรมปริมาณมหาศาลทุกวัน แต่หานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ว่าตนไม่ได้สร้างผลกระทบต่อแดนชำระบาปเก้าขุมเลย

ในวันนี้เอง ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญ

เกิดเสียงตูมดังสนั่นกึกก้องแว่วขึ้นมา หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นด้วยตกใจ

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ชาวสำนักซ่อนเร้นล้วนได้รับความตกใจ พากันลุกออกมา

เหนือแดนชำระบาปเก้าขุม ท่ามกลางความมืดมนปรากฏโพรงแสงสีแดงฉานขนาดมหึมาโพรงหนึ่ง เงาร่างอันน่าหวาดหวั่นร่างหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนออกมา

เงาร่างนี้สูงหมื่นจั้งมีสามเศียรหกกร สวมชุดเกราะดูดุดัน เสาต้นใหญ่สูงค้ำฟ้าต้นหนึ่งลอยอยู่ด้านหลังเขา มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าร่างของเขาเสียอีก

เขาลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาขาวซีดคู่หนึ่ง สายตามองไปยังทิศทางหนึ่ง ฉีกยิ้มอย่างน่าสยดสยอง

เขาเงื้อมือขวาขึ้น เสายักษ์ที่อยู่ด้านหลังลอยมาอยู่ในมือเขา

“พินาศให้ข้าซะ!”

ร่างสูงหมื่นจั้งตะโกนกร้าว เขาเหวี่ยงมือขวาออกไป เสาใหญ่สูงค้ำฟ้าระเบิดพลังทะยานออกไป โหมกระพือดั่งคลื่นยักษ์ถาโถม

พลังโจมตีอันน่าหวาดกลัวกวาดม้วนไปทั่วสารทิศ โชคดีที่ค่ายกลมิติภายในอาณาเขตเต๋าเสถียรมั่นคง ด้านในไม่รับรู้ถึงแรงสะเทือนจากรอบเกาะเลย

หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ นั่นคือผู้ใดกัน

เนื่องจากอยู่ห่างไกลเกินไป เขาจึงไม่สามารถตรวจสอบตบะและตัวตนของอีกฝ่ายได้

ทิศทางนั้นดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ไท่กู่หยวนเฟิ่ง!

หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจมากนัก

ขอเพียงไม่กระทบมาถึงเขาก็พอ

เขาถ่ายทอดเสียงหาชาวสำนักซ่อนเร้น ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ

ในไม่ช้า แรงกดดันจากการต่อสู้ก็โถมเข้ามา หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้ออกห่างจากทิศทางที่เกิดการต่อสู้

การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินอยู่หลายวัน

เมื่อการต่อสู้จบลง หานเจวี๋ยเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู

[ไท่กู่หยวนเฟิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ บาดเจ็บสาหัส]

หวา…

สามารถทำร้ายตัวตนระดับไท่กู่หยวนเฟิ่งได้ คนผู้นั้นต้องแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน

นี่น่ะหรือสรวงสวรรค์!

ในมุมมืดไม่รู้ว่ามีผู้ที่เอาแต่บำเพ็ญเช่นเดียวกับหานเจวี๋ยซ่อนตัวอยู่มากเพียงใด!

“เอ๋ ค่ายกลมิติอย่างนั้นหรือ ในเกาะเป็นสหายเต๋าท่านใดกัน”

น้ำเสียงฉงนคลางแคลงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา แว่วเข้ามาภายในเกาะสำนักซ่อนเร้น

หานเจวี๋ยสะดุ้งโหยง รีบตรวจหาศัตรูผู้แข็งแกร่งในละแวกนี้ทันที

[เจียงตู๋กู: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า]

ไม่ทราบตบะ!

อย่างน้อยก็ต้องเป็นต้าหลัว!

หานเจวี๋ยทราบว่าหลบไม่พ้นแล้ว ดังนั้นจึงขานรับ “ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนนิรนามหวังว่าสหายเต๋าจะไม่รบกวนกัน”

เหล่าศิษย์ล้วนเฝ้ามองอยู่ เขาไม่สามารถวางตัวให้ต่ำต้อยได้

อีกอย่างค่ายกลของอาณาเขตเต๋าก็เป็นระดับต้าหลัวแล้ว ผู้บำเพ็ญต้าหลัวทั่วไปไม่มีทางบุกเข้ามาได้ ต่อให้บุกเข้ามาได้ ก็ยังมีต้าหลัวชั้นยอดอย่างหลี่ว์ปู้อยู่ทั้งคน

เสียงของเจียงตู๋กูแว่วขึ้นอีกครั้ง “ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้น ไม่มีทางไปรบกวนอาณาเขตเต๋าของสหายเต๋าแน่นอน ไม่ทราบว่าสหายเต๋าชื่อเสียงเรียงใด”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “สิงเต้าหรง”

“สิงเต้าหรงหรือ เจ้ามาจากกลุ่มอิทธิพลใด ข้าคือเจียงตู๋กู มาจากเผ่ามนุษย์ ยามนี้เร้นกายอยู่ในนิกายเหริน”

“ราชวงศ์เว่ยอันยิ่งใหญ่ โลกมนุษย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในซอกหลืบมุมหนึ่ง ไม่ควรค่าพอให้กล่าวถึง”

“เจ้าหลบเลี่ยงจากมหาเคราะห์หรือ ข้าไม่เคยได้ยินนามเจ้ามาก่อน แสดงว่าเจ้ามิเคยเข้าร่วมมหาเคราะห์ ไยจึงไม่ลองต่อสู้ช่วงชิงดูเล่า”

“วิถีบำเพ็ญของข้าคือบำเพ็ญเพื่อตน การช่วงชิงดวงชะตาเพื่อเอาชนะผู้อื่น มิใช่วิถีทางของข้า”

“ฮ่าๆๆ ไม่เลว เช่นนั้นไม่รบกวนเจ้าแล้ว”

[เจียงตู๋กูเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

กลิ่นอายของเจียงตู๋กูเลือนหายไป หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เขาเรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมาทันที ตรวจสอบข้อมูลของเจียงตู๋กู

[เจียงตู๋กู: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ชุดแรกที่อริยะอริยะหนี่ว์วาปั้นขึ้น เคยได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต ยามนี้เป็นหนึ่งในปฐมบรรพชนแห่งเผ่ามนุษย์ ปัจจุบันฝึกบำเพ็ญอยู่ในนิกายเหริน เกิดความประทับใจในตัวท่านเนื่องจากวิถีบำเพ็ญที่พบเห็นได้ยากของท่าน ระดับความประทับในใจขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

นิกายเหริน…

ที่แท้นิกายเหรินมิได้มีเพียงหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้า ยังซุกซ่อนเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้าไว้ด้วย

เผ่ามนุษย์ในปัจจุบันไม่นับว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า เป็นเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์หลังกำเนิดฟ้าเท่านั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้าถูกสร้างขึ้นโดยอริยะ พรสวรรค์แข็งแกร่งยิ่ง

เหตุที่เผ่ามนุษย์สามารถรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันนี้ได้ นอกเหนือจากความใส่ใจปรานีของอริยะแล้ว ยังเป็นเพราะความอุตสาหะไม่ย่อท้อ ผ่านการต่อสู้หลั่งเลือดเสียน้ำตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้า ถึงได้รับตำแหน่งตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์มาครอง

เนื่องด้วยฐานะตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ ดังนั้นจึงได้รับการปกปักจากมรรคาสวรรค์ สังหารมนุษย์นับเป็นบาปกรรม ช่วยเหลือมนุษย์นับเป็นกุศล

เผ่ามนุษย์ซุกซ่อนเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนกำเนิดฟ้าเช่นเดียวกับเจียงตู๋กูเอาไว้เท่าไรกันแน่

หานเจวี๋ยจมอยู่ในห้วงความคิด

ชาวสำนักซ่อนเร้นต่างก็กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

“เจียงตู๋กู นั่นคือครึ่งอริยะเชียวนะ ลำดับอาสุโสสูงลิ่ว” ต้วนหงเฉินกล่าวด้วยความสะท้อนใจ แม้เขาจะเป็นเพียงจักรพรรดิเซียน แต่เขามีชีวิตอยู่มานาน รู้จักผู้มีชื่อเสียงมากมายนับไม่ถ้วน

เจียงอี้เอ่ยอย่างขุ่นข้อง “สิงเต้าหรงอันใดกัน! ตอนนั้นเขาก็หลอกข้าว่าเขาชื่อซือหม่าอี้ ข้าโมโหแทบตายแล้ว!”

ไก่คุกรัตติกาลถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าล้วนแซ่เจียง หรือจะมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกัน”

เจียงอี้พยักหน้าพลางเล่า “บรรพบุรุษของท่านแม่ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ตระกูลเจียง ชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ ดังนั้นจึงใช้แซ่เจียง หากนับดูแล้ว ข้าก็นับว่าเป็นชนรุ่นหลังของเจียงตู๋กู เพียงแต่สายสัมพันธ์ห่างเหินเกินไป เขาไม่รู้จักเขาแน่นอน ข้าเองก็ไม่อยากรู้จักเช่นกัน”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “เจียงตู๋กูกับจู่ถู ผู้ใดร้ายกาจกว่ากัน”

ฉู่ซื่อเหรินที่เงียบมาโดยตลอดพลันเปิดปากตอบ “เจียงตู๋กู ต่อให้จู่ถูร้ายกาจเพียงใด ก็ถูกมหาเคราะห์ฉุดรั้งพัวพัน เจียงตู๋กูเคยทำให้เผ่าพันธ์มนุษย์มีชัยได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่จากมหาเคราะห์ ซ้ำยังได้สดับโอวาทจากอริยะแห่งนิกายเหรินเป็นประจำ เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว ฐานะของจู่ถูตื้นเขินกว่ามากนัก”

ทุกคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจยิ่ง

แดนเซียนแห่งนี้ซุกซ่อนผู้บำเพ็ญที่ทรงพลังเอาไว้ไม่น้อยเลย!

บทที่ 385
นับตั้งแต่ได้เจียงตู๋กูเป็นสหาย กล่องจดหมายของหานเจวี๋ยก็ครึกครื้นขึ้น

คนผู้นี้เผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับอยู่ทุกปี ถูกสาปแช่งเป็นครั้งคราวด้วย แต่เขาไม่เกิดเรื่องขึ้นเลย ทั้งยังร่อนเร่ไปเรื่อยๆ

ร่อนเร่ไปเรื่อยขนาดนี้ ยังชื่นชมในแนวคิดที่เอาแต่บำเพ็ญของเขาอีกหรือ

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าช่างไร้เหตุผลนัก!

หลังได้พบกับเจียงตู๋กู หานเจวี๋ยรู้สึกว่าแดนชำระบาปเก้าขุมไม่ปลอดภัยขึ้นเรื่อยๆ

แต่ที่นี่เหมาะให้เขาฝึกบำเพ็ญ เขาสามารถอยู่ต่ออีกสักพักได้

รอให้บรรลุระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว เขาจะเผ่นหนีทันที!

เวลาดำเนินต่อไป

ยี่สิบเจ็ดปีผ่านไป

ในวันนี้

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกกระสับกระส่าย สังหรณ์อยู่รางๆ คล้ายว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

เขาลืมตาขึ้น คิดในใจ ‘เหตุใดข้าจึงรู้สึกกระสับกระส่าย’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

หนึ่งพันล้านปี!

เรื่องร้ายใหญ่โตแน่!

หานเจวี๋ยกัดฟันเลือกดำเนินการต่อ

จากนั้นเขาเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการ

ที่นี่คือภายในตำหนักใหญ่ที่มีเปลวเพลิงแดงฉานลุกโชน เงาร่างไฟลุกท่วมมากมายมารวมตัวกันที่นี่ ทั้งหมดมองไปยังอีกาทองสามขาน่าพรั่นพรึงตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า

แม้ว่าอีกาทองสามขาตัวนี้จะหมอบอยู่ ก็ยังมีความสูงหลายหมื่นจั้ง มีระฆังสีทองใบใหญ่ทูนอยู่เหนือหัว

อีกาทองสามขาท่องคาถาลึกลับบางอย่าง ระฆังทองใบใหญ่สั่นไหวเล็กน้อย มีอักขระโบราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าผุดออกมาทีละแถวๆ หมุนวนอยู่รอบตัวระฆัง

“บรรพชนสำแดงเดช โปรดประทานพลังศักดิ์สิทธิ์เหนืออนันต์แก่เผ่าเทพอีกาทองของข้า สยบสรรพสิ่งทั้งปวง!”

อีกาทองสามขาเริ่มท่องประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ก้องสะท้อนอยู่ภายในตำหนัก

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว นี่มันอะไรกัน

ระฆังฟ้าบุพกาลหรือ

ในนิทานยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่า ตงหวงไท่อีต้นตระกูลอีกาทองครอบครองระฆังฟ้าบุพกาล หรือที่ขนานนามว่าระฆังจักรพรรดิบูรพา

แต่ในเทวตำนาน ตงหวงไท่อียังมีฐานะอื่นด้วย แตกแยกไปสารพัด แต่ที่สามารถยืนยันได้ข้อหนึ่งคือตงหวงไท่อี่เป็นเทพเจ้าในยุคบรรพกาลแน่นอน

เสียงลมหายใจหนักแน่นแว่วออกมาจากด้านในของระฆังทองใบใหญ่ ทำให้คนใจเต้นแรง

ฉากสถานการณ์พังทลายลงตรงนี้!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง

ไม่คิดเลยว่าพอวังเทพและวังปีศาจสิ้นท่าไป กลับมีกลุ่มอิทธิพลผงาดขึ้นมามากกว่าเดิม

มหาเคราะห์ที่ฆ่ากันไปฆ่ากันมาเช่นนี้ เหตุใดถึงมีคนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ เล่า

หานเจวี๋ยแอบดีใจกับตัวเอง โชคดีที่ตนไม่อาศัยอยู่ในแดนเซียน แดนเซียนกลายเป็นสมรภูมิรบของทวยเทพไปแล้วจริงๆ

ในเวลานี้เอง

หานเจวี๋ยรับรู้ถึงพลังจิตของจักรพรรดิสวรรค์ที่แผ่ออกมาจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์

จักรพรรดิสวรรค์ไม่ให้เขาติดต่อไป แล้วเหตุใดถึงเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเขาเล่า

ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์คงรับรู้ได้เช่นกันว่าเผ่าเทพอีกาทองกำลังจะก่อเรื่อง

หานเจวี๋ยเชื่อมต่อกระแสจิต เสียงจักรพรรดิสวรรค์แว่วออกมา “ดูแลอีกาทองในสังกัดของเจ้าด้วย ตี้หล่านเทียนแห่งเผ่าเทพอีกาทองเตรียมเรียกอีกาทองบรรพกาลออกมาแล้ว เมื่อถึงเวลาสายเลือดเผ่าอีกาทองจะกู่ก้องขานรับ คลุ้มคลั่งขึ้นมา”

หือ?

มีวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือ

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ขอบคุณสำหรับคำเตือนของฝ่าบาท เผ่าเทพอีกาทองพุ่งเป้าไปที่วังสวรรค์หรือ”

น้ำเสียงของจักรพรรดิสวรรค์ตึงเครียดอยู่บ้าง กล่าวตอบว่า “ใช่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ก่อตั้งวังสวรรค์เผ่าปีศาจขึ้นมา จะต้องกำจัดวังสวรรค์เป็นแน่ โลกนี้มีวังสวรรค์ได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่เราก็หากลัวไม่!”

“ช่วงเวลาการดำรงอยู่ของวังสวรรค์แห่งเทพเซียนยาวนานกว่าวังสวรรค์เผ่าปีศาจ มรสุมเช่นใดบ้างเล่าที่ไม่เคยประสบพบพาน”

หานเจวี๋ยรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แม้จะคลางแคลงใจว่าจักรพรรดิสวรรค์กำลังคุยโม้ แต่ขอเพียงไม่สูญเสียความมั่นใจไปก็พอ

“ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าท่านรู้จักจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนหรือไม่” หานเจวี๋ยแสร้งเอ่ยถามไปเรื่อย

“รู้สิ จักรพรรดิวังสวรรค์รุ่นที่สาม เหตุใดเจ้าจึงถามถึงเขา”

“ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ ข้าเพียงเคยได้ยินตี้ไท่ไป๋เอ่ยถึงจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ตอนนี้เฮ่าเทียนเข้าสู่โลกแล้ว จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะหวนคืนมาด้วยหรือไม่”

“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลหรอก จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีสายสัมพันธ์อันดียิ่งกับเรา ที่เราได้รับตำแหน่งเขาก็มีส่วนช่วยเหลือมากนัก”

หืม?

คนกันเองหรือ

เขาหลงนึกว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเป็นตัวการลึกลับที่แอบซุ่มอยู่ในมุมมืด ไม่คิดเลยว่าจะเป็นที่พึ่งของวังสวรรค์…

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยกลั้วหัวเราะ “ผู้อาวุโสอย่างเขาร้ายกาจนัก เพราะมีเขาอยู่ วังสวรรค์ถึงคงอยู่มาอย่างยาวนาน”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”

“อืม”

หลังจากจบการสนทนา หัวคิ้วของหานเจวี๋ยกลับขมวดเป็นปม

จักรพรรดิเซียนวัฏจักรและจักรพรรดิสวรรค์ต่างเป็นลูกน้องของจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยน ทว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรกลับวางแผนเล่นงานกันเองหรือ

จิวยี่ทำทีโบยอุยกาย[1]หรืออย่างไร

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย จึงเริ่มใช้ระบบวิวัฒนาการ ‘จักรพรรดิเซียนวัฏจักรและจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเป็นพวกเดียวกันหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ปัจจุบันนี้ไม่ใช่]

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้

จักรพรรดิเซียนวัฏจักรทรยศสินะ

หานเจวี๋ยวิวัฒนาการต่อ ‘จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมีเจตนาเอาชีวิตจักรพรรดิสวรรค์หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสามพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

หัวใจของหานเจวี๋ยหลั่งโลหิตแล้ว

[ขณะนี้ยังไม่มี]

หานเจวี๋ยโล่งอกแล้ว

แม้ว่าภายหน้าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนจะทำนายหาเบาะแสของเขา แต่ขอเพียงคุ้มครองจักรพรรดิสวรรค์ได้ก็เพียงพอ

เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็สามารถปิดด่านบำเพ็ญอย่างสบายใจต่อได้

แต่ยังคงมีจุดที่ผิดปกติอยู่

ในภาพลวงตาวิวัฒนาการก่อนหน้านี้ จักรพรรดิสวรรค์สิ้นชีพอยู่หลายหน สื่อให้เห็นว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนมิเคยลงมือช่วยเหลือเลย

หรือว่าจักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนเองก็สิ้นชีพเช่นกัน

หานเจวี๋ยคิดไม่ออกเลย ทำได้เพียงละวางเรื่องนี้ไว้ก่อนชั่วคราว

‘ฝึกบำเพ็ญต่อ ทะลวงขั้นให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!’

ดวงตาหานเจวี๋ยฉายแววมุ่งมั่น

….

สิบห้าปีต่อมา

โอกาสทะลวงขั้นของหานเจวี๋ยมาถึงแล้ว เขาเริ่มทะลวงสู่ระดับปฐมเทพขั้นสี่

สี่ปีผ่านไป

เขาทะลวงขั้นได้สำเร็จ!

ปฐมเทพขั้นสี่!

พลังเวทปฐมเทพของหานเจวี๋ยเริ่มพลุ่งพล่าน คุณสมบัติทางกายภาพก็แข็งแกร่งขึ้น

เขาควบรวมตบะพลางเรียกจอค่าสถานะของตนออกมาตรวจสอบ

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 5410/439,999,999,999,999,999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]

[ตบะ: ปฐมเทพขั้นสี่]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]

….

มองเห็นความหวังที่จะสำเร็จเป็นต้าหลัวได้ก่อนอายุครบหมื่นปีแล้ว!

หานเจวี๋ยคิดอย่างพึงพอใจ

แน่นอน นี่เป็นเพียงความหวังอันเลื่อนลอยของเขาเท่านั้น บางทีอาจต้องใช้ระยะเวลานานโขกว่าจะไปถึงระดับต้าหลัว

สามปีผ่านไป

ตบะของหานเจวี๋ยมั่นคงสมบูรณ์ เดิมทีเขาคิดจะฉลองสักหน่อย จู่ๆ กลับพบว่าไม่มีศัตรูที่ควรค่าให้สาปแช่งสังหารเลย

หลี่เสวียนเอ้าถูกหานเจวี๋ยตามรังควานอยู่ตลอด หลี่เต้าคงก็มีไมตรีต่อหานเจวี๋ยยิ่ง เขาละอายใจไม่กล้าทำร้ายหลี่เต้าคง หากหลี่เสวียนเอ้าตาย หลี่เต้าคงก็ต้องตายเหมือนกันมิใช่หรือ

สามารถแช่งเฮ่าเทียนให้ตายได้ แต่ตอนนี้เขามีร่างกายร่วมกับหลงเฮ่า ไม่อาจสาปแช่งได้

ไท่ซู่เทียนก็ถูกเขาตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าขณะนี้ยังไม่มีเจตนาร้ายต่อเขา

จักรพรรดิหยกโจวเหยี่ยนแข็งแกร่งเกินไป จะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้

จักรพรรดิเซียนวัฏจักรยังคงประทับใจในตัวเขา หานเจวี๋ยก็กระดากเกินกว่าจะเล่นงานเขาให้ตาย

ศัตรูรายอื่นล้วนมีความเกลียดชังต่ำเตี้ยทั้งสิ้น อย่างมากก็แค่ไม่ชอบหรือรังเกียจเขาเท่านั้น

‘เฮ้อ…ทำไมจู่ๆ ถึงว่างอยู่บ้างเล่า’

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบรรพชนพุทธทมรรคาสวรรค์ จักรพรรดิปีศาจและจู่ถูขึ้นมา

เขาต่ำช้าจริงๆ

แต่เช่นนี้กลับดียิ่งนักแล้ว

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้ม

ช่างเถิด ฝึกบำเพ็ญต่อดีกว่า!

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญพลางเรียกจดหมายออกมาตรวจดู

[ซูฉีศิษย์ของท่านสำเร็จเป็นจักรพรรดิเซียนโชคร้าย หมื่นเคราะห์มิกล้ำกราย สังขารผันสู่กรรม]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านรับสืบทอดมรดกเทพสงคราม บรรลุระดับจักรพรรดิ สำเร็จเป็นจักรพรรดิเซียนสูงศักดิ์]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากศิษย์ของนิกายเจี๋ย] x6

[เซวี่ยหมิงเหอสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังเผ่ามนุษย์ บาดเจ็บสาหัส]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดฝีมือระดับเทพแห่งเผ่าปีศาจ] x8

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจียงตู๋กูสหายของท่าน]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

………………………………………………………………

[1] จิวยี่ทำทีโบยอุยกาย เป็นเนื้อความตอนหนึ่งจากเรื่องสามก๊ก ต่อมากลายเป็นสำนวนสื่อถึงการแกล้งแตกหักให้คนของตนไปเข้าพวกกับฝ่ายศัตรูเพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้