376-380

บทที่ 376
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดหานเจวี๋ยก็รังสวรรค์พลังวิเศษยอดมรรควิถีที่เขาต้องการได้

เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ม่านตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีม่วง

“เรียกพลังวิเศษนี้ว่าความฝันอันธการแล้วกัน”

เขาพึมพำกับตัวเอง เขาต้องการใช้พลังวิเศษนี้ให้กลายเป็นฝันร้ายของเหล่าศัตรู!

ขอเพียงอยู่ภายใต้มหามรรค หานเจวี๋ยก็ใช้ความฝันอันธการไปเข้าฝันได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถสืบสาวมาถึงตนได้ ไม่มีบ่วงกรรมพัวพัน

หากว่าอีกฝ่ายตบะอ่อนด้อยกว่าเขา เขาถึงขั้นที่สามารถสังหารศัตรูในความฝันได้

พลังวิเศษนี้ช่างเป็นพลังที่วิเศษจริงๆ มหามรรคช่างเป็นของดีสมราคานัก!

สมกับเป็นพลังวิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นจากการหลวมรวมของเก้าชิ้นส่วนมหามรรค!

ด้วยความหวาดระแวง หานเจวี๋ยจึงเอ่ยถามในใจ ‘หากข้าใช้ความฝันอันธการ จะถูกอริยะจับได้หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ทำไมแค่ถามถึงพลังวิเศษก็ต้องจ่ายอายุขัยด้วยล่ะ

หานเจวี๋ยแอบบ่น ไม่เข้าใจกฏเกณฑ์ในการหักอายุของระบบวิวัฒนาการเลย

ช่างเถอะ ก็แค่พันล้านปีเท่านั้น

หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ

[อริยะมรรคาสวรรค์จะไม่สามารถจับได้ แต่หากเข้าฝันอริยะระดับมหามรรค อริยะระดับมหามรรคจะจับได้ หากเข้าฝันสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าระดับอริยะลงไป ไม่ว่าจะเป็นผู้วิเศษเช่นใดก็ไม่สามารถสืบสาวได้]

หือ?

มีอริยะระดับมหามรรคด้วยหรือ

หรือว่าจะเป็นนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้นเหมือนปรมาจารย์ลัญจกรสรวง

หรือเป็นอย่างจู่ถู

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจเลย แต่ก็ไม่เป็นไร เขาไม่ได้จะเข้าฝันอริยะสักหน่อย จะกลัวอะไร

ส่วนผู้ใดคืออริยะระดับมหามรรค เขาก็คร้านจะวิวัฒนาการดู

ถึงแม้อายุขัยจะยืนยาว แต่ก็ไม่อาจใช้สุรุ่ยสุร่ายได้ ต้องเก็บไว้พิฆาตศัตรู

หานเจวี๋ยมองอายุขัยแวบหนึ่ง พบว่าการตระหนักรู้ในพลังวิเศษระดับมหามรรคครั้งนี้ใช้เวลาถึงห้าปี

เขาสงบสติอารมณ์ลง เริ่มพิจารณาว่าจะจะนำไปทดลองกับผู้ใดก่อน

ใช่แล้ว!

นิกายเจี๋ยเข้ามาสู่แดนชำระบาปเก้าขุมมิใช่หรือ ไปสอบถามข่าวจากจิ่งเทียนกงได้พอดี

หลังจากพักผ่อนสักครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยก็เริ่มใช้ความฝันอันธการ

รูปพรรณสัณฐานของจิ่งเทียนกงผุดขึ้นมาในสมองเขา หานเจวี๋ยเตรียมจะเข้าฝันอีกฝ่าย

….

ภายในอารามเต๋า

จิ่งเทียนกงนั่งสมาธิบำเพ็ญอยู่ ไม่ทันรู้ตัว จิตรับรู้เขาก็เริ่มพร่าเบลอ

ทันทีที่เขารู้สึกตัว ก็พบว่าตนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง โอบล้อมด้วยเขาเขียวธารใส ลมกระจ่างพัดโชย

จิ่งเทียนกงรู้สึกประหลาดใจ ที่นี่คือที่ไหนกัน

เขาหันไปตามสัญชาตญาณ พลันมองเห็นเงาดำร่างหนึ่ง ทำเอาเขาสะดุ้งโหยงกระโดดตัวลอย

ทั่วทั้งร่างของเงาดำแผ่ไอหมอกสีดำออกมา มองเห็นเพียงว่าเป็นร่างคนรวมถึงดวงตาสีม่วงคู่หนึ่ง พิสดารน่าหวาดผวา

จิ่งเทียนกงเอ่ยถามเสียงเข้ม “เจ้าเป็นใคร”

เงาดำกล่าวอย่างสงบว่า “ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำร้ายเจ้า ที่นี่เป็นเพียงภาพฝันฉากหนึ่ง”

หานเจวี๋ยจงใจดัดเสียง ให้มีความแตกต่างจากเสียงเดิมของตน

ฝันหรือ

จิ่งเทียนกงตกใจ เขามีตบะระดับใดแล้ว จะฝันได้อย่างไร

ต้องเป็นพลังวิเศษของอีกฝ่ายแน่

บังคับดึงตัวเข้าสู่ความฝัน!

[จิ่งเทียนกงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยก็ไม่ถือสา เพียงจ้องตรงไปที่จิ่งเทียนกง

จิ่งเทียนกงที่คิดจะลงมือกลับต้องตื่นตระหนกเมื่อพบว่าตนไม่สามารถใช้พลังเวทได้

ในความฝันอันธการ นอกเสียจากเขาจะมีตบะที่สูงกว่าหานเจวี๋ย มิเช่นนั้นจะถูกพลังวิเศษมหามรรคของอีกฝ่ายสะกดควบคุม ไม่อาจใช้วิชายุทธ์ได้

นี่คือความทรงพลังของพลังวิเศษระดับมหามรรค!

จิ่งเทียนกงพยามสงบอารมณ์ เขาค้นพบว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะลงมือเลย คล้ายอยากจะพูดคุยกับเขา

ช้าก่อน!

หรือว่าเขาก็คือ…

จิ่งเทียนกงเบิกตากว้าง ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน

อีกฝ่ายมืดสนิทไปทั้งตัว ลึกลับอย่างยิ่ง หากมิใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก

เขาถามอย่างระมัดระวังยิ่ง “ท่านคือเจ้าแดนต้อง…”

หานเจวี๋ยตัดบทเขาด้วยการกล่าวว่า “เจ้าต้องการสิ่งใด”

ต้องโจมตีจิตใจของผู้อื่นก่อน

จิ่งเทียนกงทรุดลงตรงหน้าเขา คุกเข่าให้ทันที เอ่ยเสียงขรึม “ข้ายินดีรับใช้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการขอรับ! มอบศีรษะเป็นประกัน แม้นตายก็มิผันแปร!”

[จิ่งเทียนกงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

หือ?

ห้าดาวเชียวหรือ

มันเรื่องอะไรกัน

หานเจวี๋ยตกตะลึง หรือว่าคนผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในผู้ศรัทธาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

เขาเพ่งพินิจจิ่งเทียนกงอย่างละเอียด แววตาของจิ่งเทียนกงกระตือรือร้นถึงเพียงนั้น ราวกับมีอาการทางประสาทอยู่เล็กน้อย

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “นิกายเจี๋ยของพวกเจ้าวางแผนอะไรอยู่”

จิ่งเทียนกงตอบโดยไม่หยุดคิดเลย “พวกเราเพียงอยากหลบเลี่ยงเคราะห์ แต่ตัวข้าอยากเข้าร่วมสังกัดของท่านขอรับ แดนเซียนในยามนี้ นอกจากอริยะแล้ว มีเพียงท่านที่ข้าเคารพศรัทธาที่สุด คอยชักใยก่อคลื่นลมอยู่ในที่ลับ หงายมือก่อเมฆ คว่ำมือเกิดฝน สี่กลุ่มอิทธิพลเจ้าจักรวรรดิ ล่มสลายด้วยน้ำมือท่านไปแล้วสาม ความสามารถระดับนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้าแห่งมหาเคราะห์ทั้งหมดในอดีต!”

หานเจวี๋ยถามต่อ “ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าและวังสวรรค์เป็นอย่างไร”

จิ่งเทียนกงถามด้วยความลังเล “ไม่ทราบว่าท่านกับวังสวรรค์…”

“วังสวรรค์มีดวงชะตามรรคาสวรรค์ ข้ายังไม่คิดจะหาเรื่องตอนนี้ แต่อีกไม่ช้าก็เร็วข้าจะลงมือกับพวกเขา”

หานเจวี๋ยพูดจาวางอำนาจยิ่ง ไม่ยอมให้โต้แย้งเลย

จิ่งเทียนกงตื่นเต้นอยู่ในใจ เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ

เขาก็สงสัยมาตลอด เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเป็นคนของวังสวรรค์ไปได้อย่างไร วังสวรรค์อ่อนแอถึงเพียงนั้น!

“ความร่วมมือระหว่างนิกายเจี๋ยและวังสวรรค์เป็นการแลกเปลี่ยนทางผลประโยชน์เท่านั้น นิกายเจี๋ยช่วยเหลือวังสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์ก็ปลดปล่อยวิญญาณของนิกายเจี๋ยที่ถูกสะกดไว้ในรายนามสถาปนาเทพ ยามนี้สองฝ่ายหมดพันธะแล้ว นิกายเจี๋ยไม่ต้องช่วยเหลือวังสวรรค์อีกต่อไป” จิ่งเทียนกงตอบอย่างจริงจัง

หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าจะทดสอบเขาสักหน่อย จึงเอ่ยว่า “เจ้าลองนึกตามข้า หากเจ้าก็มีสมบัติสายสาปแช่ง เจ้าคิดว่าถ้าเจ้าเป็นข้า ยามนี้สมควรจะสาปแช่งผู้ใด”

จิ่งเทียนกงตกอยู่ในห้วงความคิด

ผ่านไปพักใหญ่

เขาเงยหน้าเอ่ยตอบ “สาปแช่งเมืองนรกแห่งยมโลก นับตั้งแต่จู่ถูดับสูญ วิญญาณพยาบาทนับไม่ถ้วนที่มีอยู่เต็มแดนเซียนล้วนไปหลบซ่อนในยมโลก ถูกพญายมควบคุม ยังมีศิษย์ของวังเทพด้วย กองกำลังนี้แข็งแกร่งเกินไป หากไม่จัดการสักหน่อย รอจนเทพเซียนของวังสวรรค์และวังสวรรค์เผ่าปีศาจบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ต้องขึ้นมากวาดล้างแดนสรวงหมื่นโลกาแน่นอนขอรับ”

“เช่นนั้นก็ดี ภารกิจนี้ขอมอบหมายให้เจ้า นับจากวันนี้ไปเจ้าเป็นผู้ติดตามของข้าแล้ว เจ้ามีความเห็นอย่างไร”

จิ่งเทียนกงได้ฟังก็ตะลึงงัน รู้สึกปรีดาจนแทบคลั่ง รีบตอบรับในทันที

หานเจวี๋ยเองก็ไม่พูดมากอีก หยุดใช้พลังวิเศษทันที

จิ่งเทียนกงรู้สึกพร่าเบลออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้สติขึ้นมา

เขาพบว่าตนกลับสู่โลกแห่งความจริงแล้ว อดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจออกมา

เขาเผยสีหน้าเคารพยำเกรง พลางพึมพำว่า “สมกับเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ พลังวิเศษเลิศล้ำ”

จากนั้น เขาตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง

ความตั้งใจสมประสงค์แล้วจริงๆ!

นับจากนี้ไป นับว่าเขาเข้าสู่สังกัดของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว!

ขอเพียงมุ่งมั่นทำงาน เขาเชื่อว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่มีทางเอาเปรียบเขา และต้องให้การส่งเสริมนิกายเจี๋ยแน่!

เพราะนิกายเจี๋ยพ่ายแพ้ในมหาเคราะห์ สูญเสียโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ไปนานแล้ว จิ่งเทียนกงจำเป็นต้องหาที่พึ่งมาคลี่คลายสถานการณ์ให้นิกายเจี๋ย

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด!

เพียงเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไร้เทียมทานอย่างยิ่ง

ใครก็สู้ไม่ได้!

….

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยสะท้อนใจอย่างยิ่ง

“ไม่คิดเลยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมีแฟนคลับมากมายขนาดนี้” หานเจวี๋ยรำพึงรำพัน

เขาไม่เคยออกไปไหนเลย เหตุใดจึงมีผู้ศรัทธามากมายปานนี้เล่า

คาดว่าผู้อื่นคงมีจุดประสงค์แอบแฝง อยากป้ายความผิดสารพัดใส่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ทำให้ข่าวลือของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแพร่สะพัดไปเรื่อยๆ

มีความฝันอันธการอยู่ หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนสามารถใช้ประโยชน์จากฐานะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้

พูดก็พูดเถอะ สมญานามนี้เป็นที่เลื่องลือนัก ภูมิฐานยิ่ง

ผู้บรรลุมรรคส่วนใหญ่ล้วนละทิ้งนามเดิมของตน เลือกใช้ฉายาทางธรรม หานเจวี๋ยรู้สึกว่านามเจ้าแดนต้องห้ามอันธการนี้ไม่เลวเลย ดีกว่านามวัฏจักรที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้เสียอีก

รอจนเขาแข็งแกร่งมากพอ การยอมรับนามเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

บทที่ 377
ตบะต้องแข็งแกร่งแค่ไหนถึงจะแบกรับกรรมอันยิ่งใหญ่ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้

หานเจวี๋ยคิดไปคิดมา เกรงว่าคงต้องกลายเป็นอริยะเลยกระมัง

มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นตัวเบี้ยของอริยะได้ง่ายๆ

เหมือนจู่ถูที่แม้จะเป็นสุดยอดผู้แข็งแกร่งแห่งมหาเคราะห์ก็ยังเป็นตัวเบี้ยของอริยะ นับประสาอะไรกับเขากันเล่า

หากเขายอมรับตอนนี้ว่าตนคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ หรือยอมรับตอนที่อยู่ในระดับต้าหลัวและครึ่งอริยะ คงยากจะรอดพ้นจากคำนั้น

ตาย!

หานเจวี๋ยกระตุ้นความฮึกเหิม เริ่มฝึกบำเพ็ญ

การใช้ความฝันอันธการ สิ้นเปลืองเพียงพลังเวทปฐมเทพและพลังจิตเท่านั้น หานเจวี๋ยมิได้ต่อสู้ในความฝัน ดังนั้นยังคงอยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อม บำเพ็ญต่อได้เลย

พลังวิเศษมหามรรคเป็นเพียงพลังวิเศษ ตบะสิถึงจะเป็นรากฐาน

ยกตัวอย่างเช่นข่งเซวียนในเรื่องสถาปนาเทวดา มีแสงเทพห้าสี เลิศล้ำทรงฤทธิ์ แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้แต่อริยะก็ล้วนเสียหน้าด้วยฝีมือเขา แต่เช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า

สุดท้ายก็แพ้อยู่ดีมิใช่หรือ!

เป้าหมายของหานเจวี๋ยคือพิสูจน์ต้าหลัวให้ได้ก่อนที่มหาเคราะห์ครั้งนี้จะสิ้นสุดลง

นั่นคือเป้าหมายขั้นต่ำที่สุด!

อย่างน้อยก็ต้องเป็นครึ่งอริยะก่อนมหาเคราะห์ครั้งถัดไปมาเยือน พยายามพิสูจน์มรรคกลายเป็นอริยะให้ได้ แบบนั้นมหาเคราะห์ครั้งถัดไปถึงจะกลายเป็นยุคสมัยของเขา

หากไม่สำเร็จเป็นอริยะ เช่นนั้นก็ต้องรอต่อไป

ด้วยอายุขัยของหานเจวี๋ย เขามีเวลาให้ใช้เหลือเฟือนัก

….

สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งศัตรูพร้อมตรวจดูจดหมาย

[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้รับยอดสมบัติมรรคาสวรรค์อำมหิต พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ] x3

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังในความฝัน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[จิ่งเทียนกงสหายของท่านสาปแช่งยมโลก แรงกรรมเพิ่มพูน]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากอริยะ เรียนรู้พลังวิเศษมรรคาสวรรค์]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน บาดเจ็บสาหัส โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]

[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญของท่าน]

….

จิ๊ๆ!

ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์อำมหิต!

จี้เซียนเสินอีกก้าวเดียวก็ถึงสวรรค์โดยแท้!

ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งแค่ไหน หานเจวี๋ยกระจ่างดีที่สุด เพิ่มคำว่าอำมหิตเข้ามาอีกสามคำ คาดว่าคงไม่ย่ำแย่แน่นอน

หากคนผู้นี้รอดชีวิตจากมหาเคราะห์ไปได้ เขาจะกลายเป็นตัวตนเช่นเดียวกับจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิปีศาจและจู่ถูหรือไม่

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเซวียนฉิงจวินได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังในความฝัน จะต้องมีแผนร้ายแน่นอน จำเป็นต้องวิวัฒนาการดูสักหน่อย!

จิ่งเทียนกงใช้ได้เลย เขาไปจัดการตามคำสั่งของหานเจวี๋ยจริงๆ

ไท่ซูเทียนเริ่มเข้าใกล้สิงหงเสวียนแล้วหรือ

หานเจวี๋ยสาปแช่งไปพลาง นึกกังวลไปพลาง

หากแช่งไท่ซู่เทียนให้ตายตรงๆ จะต้องล่วงเกินเจ้าแม่หนี่ว์วาแน่

เป้าหมายของไท่ซู่เทียนคือหานเจวี๋ย เป็นไปไม่ได้ที่หนี่ว์วาจะไม่นึกสงสัยหานเจวี๋ย

ไม่ได้!

ต้องไปเตือนสิงหงเสวียนไว้เสียหน่อย

หานเจวี๋ยถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าไท่ซู่เทียนเข้าใกล้ข้าด้วยจุดประสงค์ใด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

หานเจวี๋ยรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาทันที

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยู่ในตำหนักกว้างขวางโอ่อ่าหลังหนึ่ง สว่างเรืองรอง ไท่ซู่เทียนคุกเข่าอยู่หน้าเทวรูปองค์หนึ่ง

เป็นเทวรูปนารี หน้าตาอ่อนโยน แผ่รัศมีเมตตาปรานี

“เด็กคนนี้คือตัวแปร ข้าหวังว่าเจ้าจะลงสู่แดนมนุษย์ ชำระล้างกรรม เข้าใกล้เขา ทำให้เขาไว้วางใจ” เทวรูปเปล่งเสียงนุ่มละมุน

อริยบุคคล เจ้าแม่หนี่ว์วา!

ไท่ซู่เทียนถามด้วยความสงสัย “เหตุใดต้องเข้าใกล้เขา เป้าหมายคืออะไรหรือ”

หนี่ว์วาเอ่ยตอบ “เขาอาจเป็นจุดเปลี่ยนในการสลายความแค้นระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจ มรรคาสวรรค์สี่สิบเก้าประการ เหลือทางโอกาสรอดเพียงเสี้ยวเดียว โอกาสเสี้ยวนี้อาจจะหมายถึงเขา หากเจ้าผูกไมตรีกับเขา วันหน้าข้าก็สานสัมพันธ์กับเขาได้”

“ท่านแน่ใจหรือ”

“ไม่แน่ใจ ระยะนี้ตัวแปรแห่งมรรคาสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราทำได้เพียงเลือกเดิมพันดู เด็กคนนี้นิสัยขี้ระแวงตั้งแต่เกิด ไม่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องวุ่นวายก่อน บ่วงกรรมของเขาน้อยยิ่ง ด้วยพรสววรรค์ของเขา เดิมทีสมควรก้าวเดินบนเส้นทางบุตรแห่งสวรรค์แต่เขาไม่กลับเอา จุดนี้ทำให้ข้านึกถึงบรรพชนเต๋า”

“บรรพชนเต๋า? เขาเกี่ยวข้องกับบรรพชนเต๋าหรือ”

“ย่อมมิใช่ เราเพียงรู้สึกว่าเขาอาจจะเดินตามเส้นทางอขงบรรพเต๋า แน่นอนว่าแค่อาจจะ”

ไท่ซู่เทียนฟังแล้วตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง

ฉากสถานกาณณ์พังทลายลงไปเช่นนี้

หานเจวี๋ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด หนังสือแห่งความโชคร้ายในมือก็ชะงักไปเช่นกัน

หือ?

นี่มันเรื่องอะไรกัน

ที่แท้หนี่ว์วาให้ไท่ซู่เทียนเข้าใกล้เขาเพื่อสานไมตรี เช่นนั้นเหตุใดไท่ซู่เทียนถึงวางแผนทำร้ายสิงหงเสวียนเล่า

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องตรวจสอบให้กระจ่าง

เขาสามารถสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมหาญได้ แต่จะเปลี่ยนไมตรีให้เป็นความแค้นไม่ได้

ไม่แน่ว่าอาจมีแผนร้ายอย่างอื่นซ่อนอยู่อีก

‘ข้าอยากรู้ว่าไท่ซู่เทียนต้องการฆ่าสิงหงเสวียนด้วยสาเหตุใด’

หานเจวี๋ยใช้ระบบวิวัฒนาการต่อ

[ไม่สามารถทำนายได้ นางไม่มีเจตนาสังหาร]

หานเจวี๋ยตะลึงงัน

ไม่มีเจตนาสังหารหรือ

หรือว่าอนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว?

หานเจวี๋ยทำได้เพียงเปลี่ยนคำถามแล้วถามใหม่ว่า ‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดมาชี้แนะเซวียนฉิงจวินในความฝัน’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา

[จักรพรรดินีผืนพิภพ: ไม่ทราบตบะ เจ้าแห่งสังสารวัฏ]

ที่แท้เป็นจักรพรรดินีผืนพิภพ

นี่เป็นการแสดงเจตนาดีต่อหานเจวี๋ย หรือว่าแผนการอื่นอยู่

หานเจวี๋ยถามต่อ ‘นางมีเจตนาร้ายต่อสิงหงเสวียนหรือไม่’

[ไม่มีเจตนาร้าย]

ครั้งนี้ไม่มีการหักอายุขัย ดูเหมือนถ้าหากถามสองคำถามที่เกี่ยวข้องกัน คำถามที่สองจะไม่ถูกหักอายุขัย

หานเจวี๋ยรู้สึกเบาใจลง และสาปแช่งศัตรูอีกครั้ง

มหาเคราะห์น่าหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ ทำให้หานเจวี๋ยเกิดเงามืดในใจ กลัวคนใกล้ชิดจะได้รับความเดือดร้อน

หานเจวี๋ยเคยคิดจะใช้ความฝันอันธการไปเรียกสิงหงเสวียนและเซวียนฉิงจวินกลับมา แต่หากทำเช่นนี้ สตรีทั้งสองจะรู้ว่าเขาใช้พลังวิเศษนี้ได้ อาจเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์อันเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตนของเขา อันตรายเกินไป ไม่ควรเสี่ยง

….

เวลาผ่านพ้นไปอีกยี่สิบปี

หานเจวี๋ยเพิ่งสาปแช่งศัตรูเสร็จ ก็พลันสัมผัสถึงกลิ่นอายบางอย่างได้

มีกลุ่มอิทธิพลเข้ามาในแดนชำระบาปเก้าขุมอีกแล้ว!

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย

เขาตรวจหาศัตรูที่แข็งแกร่งในละแวกใกล้เคียงทันที

แม้ว่าจะยกระดับอาณาเขตเต๋าแล้ว แต่รัศมีการตรวจจับยังคงไม่ครอบคลุมทั่วแดนชำระบาปเก้าขุม

กลุ่มอิทธิพลรายใหม่อยู่ห่างไกลจากอาณาเขตเต๋ายิ่ง หานเจวี๋ยก็ตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน

‘มาก็มาเถอะ อย่ามารบกวนข้าก็พอ’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ ช่วงนี้นิกายเจี๋ยไม่กล้าเพ่นพ่านไปทั่วแล้ว เป็นไปได้ว่าคงพบไท่กู่หยวนเฟิ่งเข้าหรือไม่ก็อาจจะแบกรับการพัวพันของแรงกรรมเป็นเวลานานๆ ไม่ไหว

หานเจวี๋ยถามในใจ ‘ผู้ที่เข้ามาเป็นกลุ่มอิทธิพลใด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[วังเทพ]

เป็นพวกเขา!

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ในใจรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้าง

สาเหตุที่วังเทพพ่ายแพ้ มีสาเหตุหลักมาจากการที่เขาสาปแช่งจู่ถู

ถึงแม้ไม่มีผู้ใดทราบว่าเป็นเขา แต่เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ อีกทั้งมู่หรงฉี่ก็มีความแค้นรุนแรงกับวังเทพด้วย

ไม่ได้ ต้องอยู่ให้ห่างจากพวกเขาหน่อย

หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้น มุ่งหน้าเข้าไปลึกยิ่งขึ้น

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยถึงได้ยอมหยุด หลังจากกำชับตักเตือนชาวสำนักซ่อนเร้นแล้ว เขาก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

งานประลองใหญ่ประจำศตวรรษของสำนักซ่อนเร้นเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง

เมื่อไม่มีหานเจวี๋ยเข้าร่วม จินกังนู่ก็ครองอันดับหนึ่งไปอย่างมั่นคง

เจียงอี้ต่อสู้กับจอมปีศาจคุกรัตติกาลอย่างดุเดือด คว้าชัยชนะมาด้วยความยากลำบาก ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

จอมปีศาจคุกรัตติกาลและต้วนหงเฉินได้ที่สามและที่สี่เรียงกันไปตามลำดับ ต่างฝ่ายต่างฉุนเฉียวยิ่งนัก

ลี่เหยาได้ที่ห้า ที่หกมิใช่มู่หรงฉี่ มิใช่ถูหลิงเอ๋อร์ แต่เป็นฉู่ซื่อเหริน!

บรรพชนพุทธเริ่มผงาดขึ้นมาแล้ว!

ลี่เหยามองฉู่ซื่อเหรินด้วยสีหน้าท่าทางซับซ้อน เอ่ยถามว่า “เจ้าออมมือไว้หรือ”

คนอื่นก็มองไปที่ฉู่ซื่อเหรินเช่นกัน

ฉู่ซื่อเหรินตอบเรียบๆ ว่า “ข้าประลองกับพวกเจ้าด้วยตบะในชาตินี้เท่านั้น สู้ผู้อื่นมิได้จริงๆ”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นอดไม่ไหวเอ่ยถามออกไปว่า “เจ้าสามารถสำแดงตบะในชาติก่อนได้ด้วยหรือ”

ฉู่ซื่อเหรินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ พยักหน้ารับ

บทที่ 378
เมื่อได้ยินว่าฉู่ซื่อเหรินสามารถใช้พลังของชาติก่อนได้ ทุกคนล้วนตกตะลึง รวมถึงจินกังนู่ด้วย

ห้ายอดบรรพชนพุทธแห่งสำนักพุทธ ล้วนเป็นตัวตนระดับต้าหลัวทั้งสิ้น!

ฉู่ซื่อเหรินเมื่อถูกทุกคนมองมา จึงเอ่ยด้วยความจนปัญญาว่า “ถึงอย่างไรข้าก็กลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว ไม่อาจใช้ตบะในชาติก่อนอย่างสมบูรณ์ได้ ข้าต้องฝึกบำเพ็ญใหม่อีกครั้ง มิเช่นนั้นหากใช้ตบะจากชาติก่อนบ่อยเข้า วิญญาณของข้าจะแบกรับไม่ไหว”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้

ทุกคนกระจ่างขึ้นมาทันที จิตใจพลันสงบลง

หากกลับชาติมาเกิดแล้วไม่ต้องเสียสิ่งใดไปเลย เช่นนั้นก็ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!!

หลังจากทราบว่าฉู่ซื่อเหรินมีตบะจากชาติก่อน ท่าทีที่ชาวสำนักซ่อนเร้นมีต่อเขาก็ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

หานเจวี๋ยก็มีความหวั่นเกรงต่อฉู่ซื่อเหรินด้วยเช่นกัน แต่ระดับความประทับใจที่ฉู่ซื่อเหรินมีต่อเขาเลื่อนขึ้นไปถึง5.5 ดาวแล้ว ไม่มีทางหักหลังเขาแน่

ต่อให้ฉู่ซื่อเหรินโจมตีเขา ก็ไม่มีทางฝ่าด่านป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้

เมื่อวังเทพเข้ามา แดนชำระบาปเก้าขุมก็มิได้สงบสุขเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป

วังเทพและนิกายเจี๋ยมักจะขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง เสียงต่อสู้แว่วมาถึงเกาะสำนักซ่อนเร้นเป็นครั้งคราว

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจเลย มุ่งแต่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ

ต่อไปต้องพยายามทะลวงสู่ระดับปฐมเทพขั้นสี่ให้ได้!

หลังจากบรรลุระดับปฐมเทพขั้นสี่ ก็อยู่ไม่ไกลจากระดับปฐมเทพขั้นหกแล้ว เมื่อบรรลุระดับปฐมเทพขั้นหกก็อยู่ห่างจากระดับต้าหลัวเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!

หานเจวี๋ยชอบกระตุ้นตัวเองเช่นนี้ เพิ่มกำลังใจของตนให้เต็มเปี่ยม

….

เวลาผ่านไปไวปานติดปีก

ผ่านไปอีกสามสิบปี

ตบะของหานเจวี๋ยก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย แต่ก็ปรากฏเรื่องที่ทำให้เขาปวดหัวขึ้นมา

ต่อจากนิกายเจี๋ยและวังเทพ ตอนนี้มีกลุ่มอิทธิพลใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว

หานเจวี๋ยจ่ายอายุขัยสิบล้านปีเพื่อสอบถาม ผู้มาใหม่เป็นชนเผ่าบรรพกาลเผ่าหนึ่ง เผ่าวิหคชาด!

สำหรับเผ่าวิหคชาด หานเจวี๋ยมีความหลังฝังใจยิ่ง

เมื่อก่อนถูกวิหคชาดตัวหนึ่งทำให้ตกใจจนไม่กล้าเหาะเหิน ความรู้สึกกดขี่นั้นเขายังจดจำมาจนถึงตอนนี้

อย่างไรก็ตามวิหคชาดตัวนั้นดับสูญไปแล้ว ซ้ำยังสิ้นชีพด้วยน้ำมือคนในเผ่าของตนด้วย บุญคุณความแค้นนี้ก็นับว่าจบลงแล้วเช่นกัน

ตอนนี้เรื่องที่หานเจวี๋ยกังวลที่สุดคือแดนชำระบาปเก้าขุมจะกลายเป็นสมรภูมิรบหรือไม่

หลังจากแดนชำระบาปเก้าขุมมีกลุ่มอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งก็มากขึ้นเช่นกัน

เนื่องจากมหาเคราะห์แดนเซียนจึงเต็มไปด้วยแรงกรรม ภายหน้าก็คงไม่แตกต่างไปจากแดนชำระบาปเก้าขุม ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การซ่อนตัวอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมกลับกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มอิทธิพลทั้งหลาย

‘เห็นทีว่าคงต้องหาสถานที่สำรองไว้เสียแล้ว’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

เขาไม่มีทางออกไปค้นหาด้วยตัวเองแน่ แต่ให้หลิวเป้ยไปแทน

หานเจวี๋ยเรียกหลิวเป้ยเข้ามาในถ้ำ บอกเจตนาของตนอย่างชัดเจน

หลิวเป้ยขมวดคิ้ว แม้จะลังเลแต่ก็ยังคงตกปากรับคำ

มิใช่ว่าเขาต่อต้านคำสั่งของหานเจวี๋ย เขาเพียงรับสืบทอดนิสัยของหานเจวี๋ยมาด้วย จึงหวาดกลัวอันตรายเช่นกัน

และด้วยเหตุนี้ หานเจวี๋ยจึงเชื่อมั่นว่าเขาจะเสาะหาสถานที่กบดานชั้นยอดได้

หานเจวี๋ยถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้หลิวเป้ย หากพบอันตราย เขาก็จะลงมือช่วยเหลือหลิวเป้ย

หลังจากเรียนรู้วิชาอัญเชิญเทพ หลิวเป้ยก็สบายใจขึ้นไม่น้อย ออกเดินทางในวันนั้นเลย

หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งศัตรูพร้อมตรวจดูจดหมายไปด้วย

ระยะนี้สิงหงเสวียนและเซวียนฉิงจวินได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังอีกแล้ว เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกไม่ดี

เขาคิดดูแล้ว ตัดสินใจที่จะไปเข้าฝันสตรีทั้งสอง เพียงแค่ไม่ใช้รูปลักษณ์ของเจ้าแดนต้องห้ามเสียก็เป็นพอ

ไม่เพียงแต่ต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ ยังต้องเปลี่ยนฉากสถานที่ด้วย

หนึ่งเดือนผ่านไป หานเจวี๋ยไปเข้าฝันสิงหงเสวียนก่อน

ทั้งสองพบกันในความฝัน เมื่อสิงหงเสวียนมองเห็นหานเจวี๋ยก็พลันยินดีปรีดา

แต่นางยังคงเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวงว่า “ข้ามีโอกาสวาสนาประการหนึ่งมามอบให้ท่าน ท่านอยากลองดูหรือไม่”

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย

เขาเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “ไม่เอา!”

สิงหงเสวียนแย้มยิ้มทันที พุ่งเข้ามากอดหานเจวี๋ย

ถึงอยู่ในความฝันของหานเจวี๋ย สิงหงเสวียนก็รับรู้ถึงไออุ่นจากร่างหานเจวี๋ยได้ชัดเจน ราวกับความจริงไม่มีผิด

“เจ้าจะกลับได้หรือยัง ข้ากลัวเจ้าตายในมหาเคราะห์” หานเจวี๋ยพูดตามตรง

สิงหงเสวียนชะงัก กล่าวตอบว่า “น่าจะไม่กระมัง ตอนนี้ข้าได้รับดวงชะตาจักรพรรดิมนุษย์แล้ว หลบเลี่ยงเคราะห์กรรมได้”

“เจ้าได้มาอย่างไร”

“รวบรวมจากเผ่ามนุษย์ ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จะคัดเลือกบุตรแห่งสวรรค์ออกมาหนึ่งคน รับสืบทอดมรดกจากจักรพรรดิมวลมนุษย์รุ่นก่อน ข้าคือหนึ่งในนั้น เผ่ามนุษย์เป็นตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ ไม่ว่ามหาเคราะห์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เผ่ามนุษย์ล้วนไม่มีทางล่มสลาย ท่านพี่วางใจเถิด ข้าไม่ตายแน่นอน ข้าจะพยายามหลีกเลี่ยงเคราะห์ภัยให้ได้มากที่สุด”

สิงหงเสวียนพูดอย่างจริงจัง ความหมายในวาจาก็คือไม่อยากกลับไป

หานเจวี๋ยพอจะเข้าใจได้ มิใช่ทุกคนที่สามารถพากเพียรบำเพ็ญเช่นเดียวกับหานเจวี๋ยได้ โอกาสวาสนาก็สำคัญมากเช่นกัน

“เช่นนั้นเจ้าระวังตัวด้วย วันหน้าหากข้ามาหา สั่งให้เจ้าไปตาย เจ้าอย่าได้หลงเชื่อ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางสั่งให้เจ้าไปตาย” หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจริงจัง

สิงหงเสวียนพอจะเข้าใจแล้ว เอ่ยถาม “มีคนคิดวางแผนต่อท่านพี่หรือ”

“ผู้ใดรับประกันได้เล่าว่าจะไม่มี”

หานเจวี๋ยทำเป็นพูดไปเรื่อย

ในเมื่อสิงหงเสวียนไม่อยากกลับ เช่นกันก็เอาตามนี้เถิด

ทว่าสิงหงเสวียนกลับกอดหานเจวี๋ยไว้ไม่ยอมปล่อย

“ในความฝันนี้มีเพียงพวกเราที่รับรู้ได้ใช่หรือไม่” สิงหงเสวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าท่าไม่ดีแล้ว สาวน้อยคนนี้คิดจะทำสิ่งใด

สิงหงเสวียนกดหานเจวี๋ยลงบนพื้น สองมือเริ่มยุ่งสาละวน

….

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง ความฝันครั้งนี้กินเวลายาวนานยิ่ง แต่ในความเป็นจริงผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น

ก่อนจากกัน หานเจวี๋ยบอกสิงหงเสวียนว่า หากครั้งหน้าอยากพบเขาให้ใช้วิชาอัญเชิญเทพก่อน เพื่อป้องกันมิให้ถูกศัตรูหลอกลวง แค่การถามหยั่งเชิงยังไม่รอบคอบพอ

สิงหงเสวียนได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงตกปากรับคำ ขณะเดียวกันนั้นนางได้ตระหนักถึงความทรงพลังของวิชาอัญเชิญเทพเช่นกัน

ใช้เรียกท่านพี่มาหาได้!

หากรู้เช่นนี้แต่แรก…

ในใจสิงหงเสวียนเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าเสียดาย หากรู้เช่นนี้แต่แรก ที่ผ่านมาคงใช้ไปหลายครั้งแล้ว

หานเจวี๋ยไปเข้าฝันเซวียนฉิงจวินต่อ เซวียนฉิงจวินก็ปฏิเสธหานเจวี๋ยอย่างละมุนละม่อมเช่นกัน ชี้แจงว่าตนจะระวังตัวให้มากขึ้น

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ในความฝันนานยิ่ง เซวียนฉิงจวินโอ้อวดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการและลัทธิอันธการกับเขาอย่างบ้าคลั่ง กล่าวว่าหลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง นางจะปูทางไว้ให้เขา เชิญเขาเข้าร่วมลัทธิ

หานเจวี๋ยทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ ทว่าในใจไร้คำพูดยิ่ง

ข้าสวมเขาให้ตัวข้าเองอยู่หรือ

เพ่ย!

เซวียนฉิงจวินเพียงเลื่อมใสเจ้าแดนต้องห้ามด้วยความบริสุทธิ์ใจ ยังมิมีทีท่าว่าจะปันใจไป

เซวียนฉิงจวินแตกต่างไปจากสิงหงเสวียน นางยังไม่เคยมีสัมพันธ์แนบชิดเกินเลยกับเขา หลังจากสิ้นสุดความฝัน หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

ในสายตาของสิ่งมีชีวิตมากมายมหาศาลเปรียบเสมือนภัยพิบัติโลกาวินาศ แต่ในสายตาของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายนั่นคือโอกาสวาสนาอย่างหนึ่ง

โดยเฉพาะในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่คุณสมบัติไม่นับว่าเลิศล้ำนัก

แม้ว่าหานเจวี๋ยจะสะท้อนใจกับการตัดสินใจของพวกสิงหงเสวียนทั้งสอง แต่ก็มิได้โกรธเคืองใดๆ

ทุกคนต่างมีสิ่งที่ตนแสวงหา เช่นนี้ก็ดีมากแล้ว

หากเอาแต่ซุกอยู่ข้างกายหานเจวี๋ยตลอด ถึงแม้จะปลอดภัยแต่ก็จะถูกหานเจวี๋ยทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ

หานเจวี๋ยอยากจะบำเพ็ญไปจนฝ่าทะลวงขั้นได้ในรวดเดียว แต่ก็จนปัญญาที่มีคนมารบกวนอยู่เนืองๆ

สี่ปีผ่านไปมีอยู่วันหนึ่ง ตัวตนระดับเทพรายหนึ่งจากเผ่าวิหคชาดก็ค้นพบเกาะสำนักซ่อนเร้นเข้า

เขาแปลงร่างเป็นมนุษย์ มีเพลิงร้อนแรงลุกท่วมร่าง ราวกับเทพอัคคีเยือนโลกา ดวงตาจับจ้องเกาะสำนักซ่อนเร้น

‘ในแดนชำระบาปเก้าขุมมีก้อนหินได้อย่างไร พลังจิตของข้าไม่อาจมองทะลุได้ หรือว่าด้านในจะมีผนึกต้องห้ามหรือไม่ก็ถ้ำเทวาอยู่กัน’

วิหคชาดระดับเทพคิดเงียบๆ เขายกมือขวาขึ้น จุดเปลวเพลิงโยนเข้าใส่

เปลวเพลิงที่ตกลงบนเกาะสำนักซ่อนเร้น ถูกค่ายกลอาคมกำจัดในทันที

เขารู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เตรียมที่จะโจมตีต่อไป

ผู้คนทั้งหมดในเกาะสำนักซ่อนเร้นล้วนมองเห็นเปลวไฟร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย แต่เนื่องจากระบบป้องกันของค่ายกลอาคม เปลวไฟจึงกระจายตัวออกราวกับดอกไม้ไฟ พราวพร่างตระการตา

“คนผู้นี้รนหาที่ตายกระมัง” ไก่คุกรัตติกาลร้องด่า

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด มันรู้สึกว่ากลิ่นอายที่อยู่ด้านนอกค่อนข้างคุ้นเคยอยู่บ้าง ราวกับเคยพานพบที่ไหนมาก่อน

บทที่ 379
หานเจวี๋ยได้ยินความเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก เขาอดทนจนทนไม่ไหวแล้ว จึงส่งเสียงตะคอกออกไป “ไสหัวไป!”

วิหคชาดระดับเทพสะดุ้งโหยง เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ใต้เท้าเป็นผู้ใด ไยจึงมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่”

พอพูดจบ เขาเรียกหอกเพลิงเล่มหนึ่งออกมา เตรียมเข้าโจมตีต่อ

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย

คนผู้นี้โง่เง่ากระมัง

ทำลายค่ายกลอาคมอาณาเขตเต๋าไม่ได้ ยังจะกล้าโจมตีต่ออีกหรือ

ระดับเทพของเขาฝึกฝนมาได้อย่างไรกัน

ในเมื่ออยากรนหาที่ตาย เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าหานเจวี๋ยไม่ปรานี

หานเจวี๋ยกระโจนออกจากอาณาเขตเต๋าทันที กระบี่พิพากษาอนธการปรากฎขึ้นในมือ เขายกกระบี่ขึ้นฟันคราหนึ่ง

ยอดปราณกระบี่!

ปราณกระบี่อันน่าหวาดหวั่นระเบิดออกมา กวาดม้วนเข้าหาวิหคชาดระดับเทพจากสี่ทิศแปดทาง

วิหคชาดระดับเทพเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัว เขามิได้ตกใจเลย กลับขยับทวนเพลิงในมือ พลังเวทปฐมเทพกระจายตัว ก่อตัวเป็นโดมป้องกันขนาดใหญ่ สกัดขวางยอดปราณกระบี่

เกิดเสียงดังตูมขึ้นมา!

ร่างของวิหคชาดระดับเทพแหลกสลายในทันใด เขาเป็นเพียงระดับปฐมเทพขั้นสอง ไหนเลยจะต้านทานการโจมตีจากระดับปฐมเทพขั้นสามอย่างหานเจวี๋ยได้

หานเจวี๋ยสามารถต่อสู้กับระดับปฐมเทพขั้นหกอย่างพอฟัดพอเหวี่ยงได้ด้วยซ้ำ!

หานเจวี๋ยสำแดงแสงเทพเบญจธาตุ ซัดเข้าใส่วิญญาณของอีกฝ่าย ดูดมาเก็บในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร

เขากระโจนกลับเข้าสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน

ภายในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร วิหคชาดระดับเทพเพิ่งจะควบรวมก่อสังขารใหม่ แรงกรรมนับไม่ถ้วนก็เข้าท่วมทับเขา

“แรงกรรม! เป็นไปได้อย่างไร!”

วิหคชาดระดับเทพตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี รีบต่อต้านแรงกรรมที่เข้าทำร้าย น่าเสียดายที่ไร้ประโยชน์

เขาอยากหนีออกจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร แต่ถูกหานเจวี๋ยใช้พลังเวทอันยิ่งใหญ่สะกดไว้ ไม่มีทางหนีออกไปได้

“ไม่…”

[วิหคชาดชื่อเยี่ยนเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]

หานเจวี๋ยมองข้อความที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า ส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะออกมา

รนหาที่ตายจริงๆ

หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นย้ายตำแหน่ง เลี่ยงไม่ให้ถูกเผ่าวิหคชาดมาพบเข้าอีก

ถ้ามากันจริงๆ แบบนั้นก็วุ่นวายแล้ว

อย่างไรก็ตามหานเจวี๋ยเชื่อมั่นอยู่เล็กน้อยว่า ในเผ่าวิหคชาดไม่มีผู้สามารถบุกเข้ามาในอาณาเขตเต๋าของเขาได้

ใต้ต้นฝูซัง ไก่คุกรัตติกาลถามด้วยความสงสัยว่า “คนผู้นั้นถูกนายท่านสังหารแล้วกระมัง รวดเร็วจริงๆ!”

จินกังนู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นั่นมันแน่อยู่แล้ว เจ้าสำนักแข็งแกร่งระดับใดแล้ว วิหคชาดตัวเมื่อครู่นั้นถึงแม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นเพียงวิหคชาด”

มู่หรงฉี่พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เผ่าวิหคชาดไร้ซึ่งต้าหลัว”

ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอย่างน้อยๆ ตบะของหานเจวี๋ยก็ต้องเป็นระดับต้าหลัว

หากว่าไม่ใช่ แล้วจะสรรค์สร้างทุกอย่างนี้ได้อย่างไร

เจียงอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “เผ่าวิหคชาดในปัจจุบันสู้สมัยก่อนไม่ได้แล้ว ห่างชั้นกับเผ่าเทพอีกาทองของพวกเรา อีกาทองอย่างพวกเรากินมังกรเป็นอาหาร สัตว์เทพล้วนเป็นอาหารของพวกเรา!”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลส่ายหน้า ไม่ยอมรับ

“อันที่จริงเผ่าพันธุ์ก็เป็นข้อผูกมัดอย่างหนึ่ง จักรพรรดิสวรรค์ไม่เคยกล่าวอ้างเลยว่ามาจากเผ่ามังกรแท้ จักรพรรดิปีศาจก็ไม่เคยกล่าวถึงเผ่าพันธุ์ต้นกำเนิดของตน ความผูกพันทางสายเลือดบางครั้งก็เป็นทั้งอำนาจและเป็นทั้งจุดอ่อน” จู่ๆ ฉู่ซื่อเหรินก็พูดขึ้นมา

คำพูดของเขาทำให้เจียงอี้และจอมปีศาจคุกรัตติกาลจมอยู่ในภวังค์ความคิด

ราชามังกรสามเศียรหัวเราะพลางกล่าวว่า “ใช่แล้วๆ เผ่ามังกรไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลย ข้าเป็นคนของสำนักซ่อนเร้น”

คนที่เหลือต่างพากันประจบประแจง หวังให้หานเจวี๋ยได้ยิน

เวลานี้เอง

หานเจวี๋ยพลันเดินออกมาจากประตูถ้ำ

พอมองเห็นเขา ทุกคนต่างพากันหุบปาก

หานเจวี๋ยได้สร้างบารมีอันแกร่งกล้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกคนต่างไม่กล้าหยอกล้อส่งเดชแล้ว

หานเจวี๋ยโบกมือขวา โยนซากร่างขนาดมหึมาร่างหนึ่งไว้บนทิวเขา

“ไก่คุกรัตติกาล เจ้าใหญ่ เจ้ารอง สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น มังกรสามเศียร พวกเจ้าไปกินเสีย” หานเจวี๋ยสั่งการ

เขาพูดจบ ทั้งห้าตัวก็รีบพุ่งออกไปทันที

จอมปีศาจคุกรัตติกาลและหงส์คุกรัตติกาลอีกหกตัวมองด้วยความอิจฉาตาร้อน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยขอ

เจียงอี้กลืนน้ำลาย เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าขอด้วยได้หรือไม่…”

“ไม่ได้!”

หานเจวี๋ยปฏิเสธอย่างหนักแน่น

ทุกอย่างต้องเรียงตามลำดับก่อนหลัง หานเจวี๋ยไม่มีทางทอดทิ้งคณะดั้งเดิมที่ติดตามตนมาตั้งแรกเริ่ม

แม้เจียงอี้จะแข็งแกร่ง แต่ยังไม่มีความดีความชอบ

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากหานเจวี๋ยมอบผลดีให้เขาอยู่ตลอด คนอื่นๆ ต้องไม่พอใจแน่นอน

เจียงอี้เม้มปาก ไม่ได้ก็ไม่ได้สิ จะดุขนาดนี้ทำไมกัน

เมื่อพิจารณาถึงว่าเขาสู้หานเจวี๋ยไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงอดทน

สัตว์เทพทั้งห้ากลับสู่ร่างเดิม เริ่มกัดกินร่างของวิหคชาด หากมิใช่เพราะพลังเวทของหานเจวี๋ยยังแทรกอยู่ในร่างของวิหคชาด ลำพังกำลังของทั้งห้าตัวนี้ไม่มีทางฉีกกระชากเนื้อหนังให้ขาดได้

สังขารของระดับเทพต่อให้ตายไปแล้วก็ยังน่าหวาดหวั่นยิ่ง

หานเจวี๋ยมองฉากกินเลี้ยงของพวกมัน โหดร้ายและสะเทือนขวัญ มองเห็นลี่เหยาและอู้เต้าเจี้ยนต่างขมวดคิ้ว ชาวเผ่าเอกาทั้งหมื่นคนก็มองด้วยความอกสั่นขวัญแขวน

เจียงอี้เดินมาหยุดข้างๆ หานเจวี๋ย กล่าวว่า “หากมีเผ่าเทพอีกาทองที่ตาไร้แววมาก่อความวุ่นวายให้เจ้า เจ้าแจ้งชื่อของข้าไปก่อน อย่าลงมือสังหารทันที”

เขาค้นพบว่าเจ้าหนุ่มหานเจวี๋ยคนนี้เหี้ยมหาญจริงๆ บอกจะฆ่าก็ฆ่าเลย

แน่นอน เขาก็เป็นคนประเภทนี้เช่นกัน

แต่เขาไม่อยากเห็นอีกาทองต้องกลายเป็นอาหารในกระเพาะของเจ้าห้าตัวนั้น

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของเจ้าใหญ่เจ้ารอง”

เจียงอี้รู้สึกโล่งอกทันที

หานเจวี๋ยกวักมือเรียกฉู่ซื่อเหริน ฉู่ซื่อเหรินรีบเข้ามา ค้อมกายคารวะ

“หากสำนักพุทธเข้ามาหลบซ่อนในแดนชำระบาปเก้าขุมด้วย เจ้าจะไปหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม

ฉู่ซื่อเหรินตอบโดยไม่ลังเลเลย “ไม่ไป เดิมทีข้าก็มิใช่คนของสำนักพุทธอยู่แล้ว อันที่จริงในอดีตห้ายอดบรรพชนพุทธล้วนมีรากฐานของตนมาก่อน ต่างถูกสำนักพุทธสยบ ศึกษาธรรมมาเนิ่นนาน เมื่อบรรพชนพุทธรุ่นเก่าดับขันธ์ ถึงได้ขึ้นเป็นบรรพชนพุทธรุ่นใหม่”

หานเจวี๋ยถามด้วยความอยากรู้ “กล่าวอีกนัยคือ สำนักพุทธก็มีอริยะหรือ”

“ขอรับ มิได้มีแค่ท่านเดียวด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากพวกเขาสำเร็จเป็นอริยะก็ไม่มายุ่มย่ามเรื่องในสำนักพุทธอีก ในอดีตนานมาแล้ว เคยมีอริยะสำนักพุทธสองท่านสอดมือเข้ามายุ่งกับมหาเคราะห์ จึงถูกบรรพชนเต๋าสยบขวาง นับจากนั้น อริยะและแดนเซียนมรรคาสวรรค์ก็ไม่อาจก้าวก่ายกันได้ ห้ามข้ามเขตอีก”

คำตอบของฉู่ซื่อเหรินทำเอาหานเจวี๋ยแอบหวั่นวิตกอยู่ในใจ

ต่อไปยังคงต้องระวังสำนักพุทธเอาไว้ ป้องกันมิให้เรือพลิกคว่ำในร่องน้ำ[1]

หลายวันต่อมา ซากร่างวิหคชาดใหญ่ยักษ์ถูกกัดกินจนเกลี้ยงเกลา พวกไก่คุกรัตติกาลกินจนจุก พากันเดินลมปราณเพื่อย่อย กลิ่นอายของพวกมันยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเห็นได้ชัด

ในยุคไร้อารยะ บรรพชนเต๋ายังมิเผยแพร่มรรค สรรพสิ่งต่างสังหารกัดกินกันเอง เพราะเหตุนี้จึงถูกเรียกว่ายุคสมัยแห่งสัตว์ร้าย

“ย่อยเสร็จแล้วจงมาที่ถ้ำของข้า”

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงหาสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น เมื่อสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นได้ยินก็รู้สึกปรีดาขึ้นมาทันที

มันรู้ดี นายท่านกำลังจะส่งเสริมมัน!

….

ห้าปีต่อมา

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเข้าไปในถ้ำของหานเจวี๋ยอย่างระมัดระวัง

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าถูกควักดวงตาสองข้าง แม้ว่าดวงชะตาจะฟื้นฟูกลับมา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเพิ่มพูนได้ ข้าสามารถยกกุศลแห่งมรรคาสวรรค์กำนัลให้แก่เจ้าได้ ช่วยฟื้นฟูเจ้า ถึงขั้นที่ก้าวเดียวถึงสวรรค์ แต่นับจากนี้ไป เจ้าห้ามออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น เว้นแต่ข้าต้องการให้ออกไป เจ้ายินยอมหรือไม่”

“หากวันหน้าเจ้าลอบหนีออกไป ข้าจะสังหารเจ้าทันที”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง แต่ไอสังหารจางๆ ทำให้อุณหภูมิภายในถ้ำลดฮวบลงทันที

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกล่าวด้วยความตื้นตัน “ข้ายินดี ขอบพระคุณนายท่าน นับจากนี้ไป หากไม่มีคำสั่งจากท่าน ข้าจะไม่ออกไปอีกเด็ดขาด!”

มันทนรับความรู้สึกต่ำต้อยไร้ประโยชน์ไม่ไหวแล้วจริงๆ

บนเกาะนี้ ทุกคนล้วนสามารถรังแกมันได้

ในอดีต มันเคยเป็นสัตว์เทพดวงชะตาที่หยิ่งผยององอาจมาก่อน!

………………………………………………………………

[1] เรือพลิกคว่ำในร่องน้ำ หมายถึง แผนการที่วางไว้เป็นอย่างดีกลับพลาดท่าเสียแผนเพราะจุดบกพร่องเล็กน้อย

บทที่ 380
กุศลแห่งมรรคาสวรรค์ถูกหานเจวี๋ยเก็บเอาไว้เสมอมา

ก่อนหน้านี้จักรพรรดินีผืนพิภพได้มอบกระบี่อนันตคุณสมบัติวิเศษแรงกุศลเล่มหนึ่งให้เขา แต่เขารู้สึกอยู่ตลอดว่ากระบี่อนันตคุณไม่มีประโยชน์มากนัก สู้กระบี่พิพากษาอนธการไม่ได้ มิสู้เก็บไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า

ครั้งนี้ จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นขึ้นมา

นับตั้งแต่ถูกควักลูกตาทั้งสองออกไป นิสัยของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เงียบขรึมพูดน้อย สูญเสียความรู้สึกที่ว่ายังมีชีวิตอยู่ไป หานเจวี๋ยก็มักจะเผลอลืมมันอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพลันบังเกิดความคิด อยากใช้แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ช่วยเหลือสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ถึงอย่างไรมันก็เป็นสัตว์เทพดวงชะตา ยากจะหลุดพ้นจากมรรคาสวรรค์ไปได้ มิสู้นำแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์มาใช้ประโยชน์เสีย

หลังจากสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นตอบตกลง หานเจวี๋ยแตะหัวสุนัขของมัน ถ่ายทอดกุศลแห่งมรรคาสวรรค์เข้าสู่ร่างมัน

แรงกุศลที่ได้นับจากการตั้งนามให้เผ่าเอกามหาศาลอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยได้แบ่งบางส่วนเก็บไว้ในกระบี่อนันตคุณ แต่เมื่อเทียบกับทั้งหมดแล้ว มันน้อยนิดจนไม่อาจนับเป็นอะไรได้

มีแสงทองแผ่ออกมาจากร่างของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น แสงนั้นห่อหุ้มมันไว้

หานเจวี๋ยใช้พลังเวทของตนช่วยมันดูดซับ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เช่นนี้

หนึ่งปีต่อมา

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยังคงดูดซับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์อยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจากหานเจวี๋ยแล้ว

พลังเวทของมันพุ่งทะยานไปถึงระดับเซียนแท้ไท่อี่ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งเกินไปแล้วจริงๆ!

หานเจวี๋ยให้มันดูดซับอยู่ในภายในถ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเหนือความคาดหมาย ส่วนเขาก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

‘สรรพคุณของแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ อันตรายเหลือเกิน ต้องมีราคามหาศาลแน่ นี่คือความเย้ายวนของมรรคาสวรรค์…’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ พอคิดไปถึงที่สุด เขาก็ส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมิใช่เขา หากขีดจำกัดคืออริยะมรรคาสวรรค์ เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว คาดว่าตอนนี้เจ้าตัวคงไม่กล้าจินตนาการว่าตนจะสำเร็จเป็นอริยะหรอก

….

แดนชำระบาปเก้าขุม ณ เผ่าวิหคชาด

เผ่าวิหคชาดรวมตัวกันอยู่ในหมู่ยอดลอยฟ้าแห่งหนึ่ง มีตำหนักตั้งอยู่บนเชิงเขาลูกหนึ่ง

ภายในตำหนัก

“ยังหาตัวผู้อาวุโสชื่อเยี่ยนไม่พบอีกหรือ”

บุรุษชุดแดงคนหนึ่งตวาดกร้าว เขาคือหัวหน้าเผ่าวิหคชาด หวงจูเชวี่ย

วิหคชาดแปลงกายตนหนึ่งเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง “หาไม่พบจริงๆ ขอรับ กลิ่นอายของเขาอันตรธานหายไป ป้ายชีวิตก็ไม่เหลืออยู่ เกรงว่า…ข้าได้ยินว่าในแดนชำระบาปเก้าขุมสะกดจองจำไท่กู่หยวนเฟิ่งไว้ บางทีผู้อาวุโสชื่อเยี่ยน…”

หวงจูเชวี่ยโมโหจนตัวสั่น วิหคแดงชื่อเยี่ยนเป็นตัวตนระดับเทพ!

ผู้ทรงพลังระดับเทพในเผ่าวิหคชาดมีน้อยจนนับนิ้วได้ ทุกคนต่างได้รับการจัดสรรทรัพยากรให้อย่างมากมายล้นหลาม อีกฝ่ายมาดับสูญไปเช่นนี้ หัวใจของหวงจูเชวี่ยจึงหลั่งเลือดแล้ว

แต่พอนึกถึงไท่กู่หยวนเฟิ่ง หัวใจเขาก็ไร้เรี่ยวแรงยิ่ง

ไท่กู่หยวนเฟิ่ง นั่นคือปฐมบรรพชนแห่งวิหคทั้งปวง!

เคยรวมเผ่าพันธุ์วิหคแห่งมรรคาสวรรค์ให้รวมเป็นหนึ่ง!

ต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่เป็นอมตะเช่นนี้ หวงจูเชวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชาหนึบไปทั้งศีรษะเช่นกัน

“พวกเจ้าเคยพบไท่กู่หยวนเฟิ่งงั้นหรือ” หวงจูเชวี่ยถาม

“เคยขอรับ ลูกน้องของข้าเพิ่งเข้าไปใกล้ก็สัมผัสถึงจิตสังหารของเขาได้แล้ว เขาไม่อยากถูกผู้อื่นรบกวน…”

วิหคชาดแปลงกายกล่าวอย่างอับจนหนทางยิ่ง เหตุใดหนีเข้ามาในแดนชำระบาปเก้าขุมก็ยังไม่ปลอดภัยอีกเล่า

สีหน้าหวงจูเชวี่ยครึ้มลง ถามต่อ “ท่าทีของนิกายเจี๋ยล่ะ”

วิหคชาดแปลงกายกล่าวตอบ “พวกเขาต้องการยุติข้อพิพาท ถึงอย่างไรก็ล้วนมาเพื่อลี้ภัย หวังว่าจะแบ่งเส้นอาณาเขตกับท่านได้ ไม่รบกวนกันและกัน ร่วมมือกันได้จะดีที่สุด ป้องกันไม่ให้กลุ่มอิทธิพลอื่นเข้ามาในแดนชำระบาปเก้าขุม”

สีหน้าของหวงจูเชวี่ยโอนอ่อนลง นี่กลับเป็นเรื่องดี

เขาก็กังวลว่าจะมีกลุ่มอิทธิพลอื่นตามมาเช่นกัน หากกลุ่มอิทธิพลในแดนชำระบาปเก้าขุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่ามหาเคราะห์คงลามมาถึงด้วยเช่นกัน

“ช่วยติดต่อจิ่งเทียนกงให้ข้าที ข้าจะไปเจรจากับเขาด้วยตัวเอง!”

“รับบัญชา!”

….

หานเจวี๋ยไม่รู้เลยว่าเผ่าวิหคชาดเข้าใจผิดว่าเป็นไท่กู่หยวนเฟิ่งที่สังหารวิหคชาดชื่อเยี่ยน หรือต่อให้รู้ เขาก็ไม่คิดอะไรอยู่ดี

ตอนนี้เขามีคุณสมบัติที่จะไม่เห็นผู้ทรงพลังระดับเทพอยู่ในสายตาแล้ว!

เวลาสิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นดูดซับแรงกุศลมรรคาสวรรค์เสร็จสิ้น ดวงชะตาเพิ่มพูน ตบะก็ทะยานไปถึงระดับเซียนทองไท่อี่ตอนปลาย!

มันซาบซึ้งอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยไม่ได้ให้มันออกไปทันที แต่ถ่ายทอดแสงเทพเบญจธาตุให้มันก่อน

ยามที่มันออกมาจากถ้ำ ย่ำเท้ายกสูง เชิดหน้าจมูกชี้ฟ้า

หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ห้ามปราม ถือเป็นการส่งสัญญาณให้เหล่าศิษย์ด้วย ป้องกันไม่ให้พวกเขาเกียจคร้านหย่อนยาน

เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ!

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นที่ถอดร่างเปลี่ยนกระดูกแล้วทำให้ทุกคนตกตะลึง ไก่คุกรัตติกาลร้องเสียงแหลม รู้สึกว่าหานเจวี๋ยไม่ยุติธรรม เหตุใดจึงไม่มอบโอกาสให้มันด้วย

ตอนนี้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมิใช่ผู้อยู่รั้งท้ายอีกต่อไป มันไม่ได้รีบร้อนไปท้าคนอื่นต่อสู้ แต่เลือกที่จะฝึกฝนแสงเทพเบญจธาตุก่อน จากนั้นมันก็เข้าไปในแบบจำลองการทดสอบท้าประลองไปทีละคนๆ

เชิดหน้าชูคอได้แล้ว!

อีกด้านหนึ่ง

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรู

หลายปีมานี้ ความสนใจของเขาจดจ่ออยู่กับคนใกล้ตัวมาโดยตลอด ไม่รู้สถานการณ์ในแดนเซียนเลย

เขาเปิดกล่องจดหมายเพื่อตรวจดู

[จี้เซียนเสินสหายของท่านออกจากแดนเซียน]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านออกจากแดนเซียน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจั้งกูซิงสหายของท่าน]

[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ บาดเจ็บสาหัส]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ เนื่องจากมียอดสมบัติคุ้มกาย จึงไม่ได้รับผลกระทบ]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[จิ่งเทียนกงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านก้าวเข้าสู่มรรคาสวรรค์ ทำความเข้าใจแม่น้ำโชคชะตา]

[ซูฉีศิษย์ของท่านโชคร้ายบรรลุถึงขีดจำกัด เลื่อนสู่ระดับจักรพรรดิ ดวงชะตาเกิดความเปลี่ยนแปลง]

….

คำสาปแช่งช่างมากมายนัก!

แม้ว่าจดหมายแจ้งข่าวโจมตีจะมีน้อย แต่จดหมายแจ้งข่าวเรื่องคำสาปแช่งกลับมากขึ้น

แม้แต่จิ่งเทียนกงก็โดนสาปแช่งด้วย คงมิใช่ว่าเขากับเซวี่ยหมิงเหอกำลังสาปแช่งกันเองอยู่กระมัง

ผู้ทรงพลังลึกลับที่โจมตีจั้งกูซิงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นหลี่เสวียนเอ้า

คนผู้นี้ก็หมายปองแม่น้ำมรรคกระบี่อยู่ พอหานเจวี๋ยมาอยู่ ย่อมไม่ปล่อยโอกาสไปแน่

พี่ใหญ่ผู้น่าสงสาร ออกจากวังสวรรค์แล้วก็ยังถูกทุบตีอีก

หานเจวี๋ยไม่มีความคิดที่จะช่วยเหลือเลย ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและจั้งกูซิงมิได้ใกล้ชิดกันถึงเพียงนั้นแล้ว

นับตั้งแต่หานเจวี๋ยปฏิเสธโชควาสนาจากจั้งกูซิง ก็รับรู้ได้ชัดเจนว่าจั้งกูซิงมิได้ให้ความสนิทสนมกับเขาขนาดนั้นอีก แต่ค่าความประทับใจก็มิได้ลดลง

ขอเพียงจั้งกูซิงไม่ตายก็พอ

หานเจวี๋ยไล่อ่านจดมายลงไปเรื่อยๆ

เขาเรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดู ก็พบว่าตบะของบรรดาสหายเทพเซียนล้วนมีความก้าวหน้ามหาศาลขึ้นมาอีกครั้ง ไร้เหตุผลโดยแท้

หนึ่งเดือนต่อมา

เมื่อหานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มลังเลขึ้นมา

‘ทำนายฉากจบของมหาเคราะห์สักหน่อยดีหรือไม่’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขาไม่ได้ทำนายดูนานมากแล้ว

หลายปีมานี้แดนเซียนดูเหมือนจะเข้าสู่ช่วงโกลาหลอีกครั้ง กลุ่มอิทธิพลมากมายโผล่งอกออกมาเรื่อยๆ เขาอยากรู้ว่าผู้ใดที่เป็นไปได้ว่าจะกลายมาเป็นศัตรูของตน

เวลานี้เอง

ข้อความแถวหนึ่งพลันเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ตี้จวินต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

ตี้จวินหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

ถึงแม้ตี้จวินจะมีความประทับใจต่อเขา แต่ค่าความประทับใจต่ำเกินไป ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

หานเจวี๋ยไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้ยอมรับ แต่ปล่อยไว้เช่นนี้จนการแจ้งเตือนเลือนหายไปเอง

ถ้าเป็นเช่นนี้ตี้จวินอาจจะนึกว่าเขาถูกสิ่งพัวพันอยู่ ทำให้ตอบรับการเข้าฝันไม่ได้

หลายวันผ่านไป

ตี้จวินมาอีกแล้ว!

[ตี้จวินต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

หานเจวี๋ยยังคงเพิกเฉยต่อไป

ถึงอย่างไรตี้จวินก็เข้ามาสอดแนมในอาณาเขตเต๋าไม่ได้ แกล้งทำเป็นไม่รับรู้เรื่องนี้ไปเลยแล้วกัน

แม้ว่าตี้จวินจะไม่ได้คิดทำร้ายเขา แต่จะต้องชักนำเขาเข้าสู่เรื่องราวบางอย่างแน่

หลังจากนั้น

ทุกๆ ห้าหกวัน ตี้จวินจะส่งคำร้องมาขอเข้าฝันเขา

หานเจวี๋ยไม่เคยตอบกลับเลย

สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินอยู่ถึงสองปีเต็ม ตี้จวินขอเข้าฝันเขาแล้วหลายร้อยครั้ง