371-375

บทที่ 371
“ในที่สุดเจ้าหมอนี่ก็ทนไม่ไหวแล้วสินะ”

หานเจวี๋ยลอบสบถ ยิ่งมองราชันโลภะก็ยิ่งรู้สึกขัดใจมากขึ้นเท่านั้น

ในอนาคตเจ้าหมอนี่จะเปลี่ยนไปใช้หน้าตาของเขา ยกโทษให้ไม่ได้เด็ดขาด!

หานเจวี๋ยต้องฆ่าเขาให้ได้!

ยามนี้โชคเข้าข้างแล้ว คนผู้นี้ส่งตัวเองมาหาถึงที่

ภายใต้สายตาจับจ้องของหานเจวี๋ย ราชันโลภะร่ายคำสาปแช่งพิลึกพิลั่นอยู่ตลอด แรงสาปแช่งโจมตีเข้าใส่หานเจวี๋ยอย่างต่อเนื่อง

อ่อนแอนัก!

หานเจวี๋ยไม่รู้สึกถึงอะไรเลย แค่จะแช่งให้เขาเป็นหวัดสักหน่อย ยังแทบเป็นไปไม่ได้เลย

หลังจากนั้นไม่นาน ฉากสถานการณ์ก็พังทลายลง หานเจวี๋ยกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง

เขาแอบสงสัยกับตัวเอง

ราชันโลภะในตอนนี้ไม่มีระดับความเกลียดชังต่อตัวเขาเลย แล้วเหตุใดจึงสาปแช่งเขากันเล่า

หรือจะเป็นเช่นเดียวกับเซวี่ยหมิงเหอ สาปแช่งวังสวรรค์ทั้งวัง

ไม่น่าใช่กระมัง คนผู้นี้ไหนเลยจะมีความสามารถขนาดนั้น

ในสายตาของหานเจวี๋ย ระดับปฐมเทพขั้นหกกลายเป็นตัวตนที่ปวกเปียกเหมือนไก่อ่อนไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

หานเจวี๋ยกำลังคิดอยู่ว่าจะวิวัฒนาการสืบหาสาเหตุสักหน่อยดีหรือไม่

ช่างเถอะ!

ถึงอย่างไรอนาคตก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จักรพรรดิสวรรค์มีชีวิตรอดจนถึงจุดจบของมหาเคราะห์ได้ หานเจวี๋ยก็คร้านจะใส่ใจแล้วว่าราชันโลภะสาปแช่งตนด้วยเหตุใด

ใช้อายุขัยหมื่นล้านปีกับเขาไปก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ!

หานเจวี๋ยไม่ได้ลงมือสาปแช่งทันที แต่รอให้การสาปแช่งของอีกฝ่ายสิ้นสุดลงก่อน

เวลาผ่านไปราวหนึ่งราวก้านธูป ราชันโลภะหยุดสาปแช่งเขาแล้ว

หานเจวี๋ยรอคอยต่อไป

สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยหยุดฝึกบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่งราชันโลภะ

ถึงอย่างไรการสาปแช่งก็เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเขาสาปแช่งกลับในช่วงที่ราชันโลภะกำลังสาปแช่งเขาอยู่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ราชันโลภะจะบอกต่อจักรพรรดิเซียนวัฏจักรว่าเขาก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จนอาจเป็นเหตุให้ตัวตนของเขาถูกเปิดเผยได้

หานเจวี๋ยรู้แจ้งแก่ใจดีว่าความเกลียดชังในตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้นมีมากมายเกินไป น่าจะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งแห่งแดนเซียนแล้ว

ห้าวันผ่านไป

อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง เขาทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการสาปแช่ง

ปฐมเทพขั้นหกตัวเล็กๆ จะสามารถต้านทานอายุขัยหมื่นล้านปีของเขาได้หรือ

….

ภายในถ้ำมืดสลัว กายเนื้อของราชันโลภะบิดเร้าอย่างรุนแรง ราวกับมีลมปราณกำลังแล่นพล่านอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าของเขาไม่น่ามองอย่างยิ่ง

เขาเริ่มมีเลือดออกตามเจ็ดทวาร ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย

“สมควรตาย เป็นผู้ใดกันแน่ที่กำลังสาปแช่งข้าอยู่”

ราชันโลภะโมโหเดือดดาล คนแรกที่เขานึกถึงมิใช่หานเจวี๋ย แต่เป็นจี้เซียนเสินหรือไม่ก็ฟางเหลียง

ระยะนี้เขาติดตามสองคนนี้อยู่ตลอด ลอบสังหารศัตรูของคนทั้งสองไปไม่น้อยเลย ย่อมมีโอกาสที่จะล่วงเกินศัตรูที่ทรงพลังเข้า

ราชันโลภะบังเกิดความรู้สึกเคียดแค้น

ล้วนต้องโทษจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ไม่เห็นเขาเป็นคนเลยสักนิด!

ใช้เขาทำงานสกปรกและเหนื่อยยากอยู่เสมอ!

เวลานี้ แรงสาปแช่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราชันโลภะไม่มีแก่ใจจะเดือดดาลแล้ว ในใจเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คิดหาวิธีต้านทานแรงสาปแช่งอย่างสุดกำลัง

เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม

เกิดเสียงดังตูม!

กายเนื้อของเขาระเบิดกระจาย กลายเป็นโลหิตเจิ่งนองพื้น

ดวงวิญญาณของเขาสั่นสะท้าน ยังคงพยายามต่อต้านอยู่

เขาใกล้จะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว

ราชันโลภะพลันเงยหน้าขึ้น พุ่งออกจากถ้ำไป

นอกถ้ำอุดมไปด้วยขุนเขาธารางดงามจับตา เขาเหาะมุ่งไปยังขอบฟ้า ทะยานไปไกลหลายล้านลี้ได้ในชั่วพริบตาเดียว เขามาถึงริมทะเลสาบแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว

จี้เซียนเสินและฟางเหลียงกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญอยู่ริมทะเลสาบ เมื่อทั้งคู่สัมผัสกลิ่นอายของเขาได้ ต่างก็พากันลุกขึ้น ตั้งท่าพร้อมต่อสู้

“แจ้งต่อจักรพรรดิเซียนวัฏจักรที! มีคนสาปแช่งข้า!”

“อ๊าก…”

ราชันโลภะเพิ่งกล่าวจบ วิญญาณก็ไม่อาจทนรับแรงระเบิดระดับปฐมเทพได้อีก กายจิตแตกสลายลง

จี้เซียนเสินและฟางเหลียงตะลึงงัน ทั้งสองต่างมีสีหน้าแปลกพิลึก

พวกเขาไม่รู้จักราชันโลภะ

ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง จี้เซียนเสินกล่าวด้วยความปลงอนิจจัง “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก่อกรรมอีกแล้ว คนผู้นี้น่าเวทนาโดยแท้”

ฟางเหลียงมีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าราชันโลภะไม่ธรรมดาเลย อย่างน้อยก็คงเป็นระดับเทพ

ระดับเทพผู้ทรงเกียรติไม่น่าเชื่อว่าจะถูกผู้อื่นสาปแช่งจนถึงแก่ความตายได้!

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเก่งกาจมากเพียงใดกันแน่

ฟางเหลียงเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เรื่องนี้อย่าพูดถึงเลยดีกว่า เจ้าแดนต้องห้ามอันธการพลังวิเศษแผ่ไพศาล ถ้าหากพวกเรารายงานเรื่องนี้ไป เกรงว่าอาจจะถูกเขาเพ่งเล็งไปด้วย”

จี้เซียนเสินฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะหนาวสะท้านขึ้นมาคราหนึ่ง

จุดจบของจักรพรรดิปีศาจ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ จู่ถูและราชันโลภะก็มีให้เห็นอยู่ตำตา เขาไม่อยากถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเพ่งเล็ง

เขาพยักหน้าคล้อยตาม ตัดสินใจว่าจะปิดบังเรื่องนี้ไว้

….

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

อายุขัยของหานเจวี๋ยถูกผลาญไปสี่พันล้านปีแล้ว ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ว่าแรงสาปแช่งว่างเปล่าขึ้นมา

ราวกับสูญเสียเป้าหมายไปแล้ว

เช่นนี้หมายความราชันโลภะสิ้นชีพแล้วงั้นหรือ

หานเจวี๋ยไม่เห็นแจ้งเตือนจดหมายของราชันโลภะ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอยู่ในใจ

[ราชันโลภะกายสิ้นจิตดับสูญแล้ว]

ครั้งนี้ไม่มีการหักอายุขัย

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายด้วยความพึงพอใจ

ถ้าเป็นเนื้อเรื่องตามนิยายทั่วๆ ไป ราชันโลภะต้องเป็นศัตรูลับของตัวเอกอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดายที่เขาดันมาพบตัวเอกอย่างหานเจวี๋ยเข้า

ไม่มอบโอกาสให้เจ้าได้เติบโตมีพัฒนาการหรือให้เจ้าได้เฉิดฉายส่องประกาย แต่จะสังหารเจ้าทิ้งทันที!

เมื่อไม่มีราชันโลภะแล้ว ทางไท่ซู่เทียนจะทำอย่างไรต่อไปก็สุดจะรู้ได้

หานเจวี๋ยเริ่มปรับสภาวะพลางตรวจดูจดหมายในระยะนี้ไปด้วย

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ เนื่องจากมียอดสมบัติคุ้มกาย จึงไม่ได้รับผลกระทบ]

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเรียนรู้พลังเวท ตระหนักรู้มรรคาสวรรค์]

[หานมิ่งสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังลึกลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านกลายเป็นผู้รับเคราะห์]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับโชคชะตานิกายเจวี๋ย ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนแห่งวังเทพ] x134

[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเจ้าแห่งมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านได้รับสืบทอดมรดกของหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

….

จักรพรรดิสวรรค์กลายเป็นผู้รับเคราะห์!

หานเจวี๋ยเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่ากลับไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด

ถ้าไม่กลายเป็นผู้รับเคราะห์สิถึงจะน่าแปลกใจ

เพียงแต่จำนวนผู้รับเคราะห์ช่างแปลกพิกลโดยแท้ หน้าใหม่อย่างโจวฝานก็กลายเป็นผู้รับเคราะห์เช่นกัน หรือว่าจะมีอริยะสุ่มจัดฉากอยู่ในความมืด

หานเจวี๋ยคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง มรรคาสวรรค์เที่ยงธรรม ดังนั้นหากมีการลำเอียง จะต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านต่อไปด้านล่าง เหตุใดเจ้าเฒ่าทารกผานซินถึงถูกโจมตีอีกแล้ว

น่าจะไม่ใช่ที่แดนชำระบาปเก้าขุม มิเช่นนั้นไม่มีทางเลยที่หานเจวี๋ยจะจับสัมผัสไม่ได้

ยังมีหลี่เสวียนเอ้าอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะฉวยโอกาสชี้แนะหลงเฮ่า

คิดจะทำอะไรกันแน่

หานเจวี๋ยเริ่มได้กลิ่นแผนร้ายแล้ว จักรพรรดิสวรรค์เคยกล่าวว่าหลงเฮ่าแปรพักตร์ไปแล้ว

ความคิดของสองศิษย์นิกายเหรินยากจะคาดเดาได้

หานเจวี๋ยเลื่อนมองด้านล่างต่อ ตอนนี้วังสวรรค์ยังนับว่าสงบสุขดี มีเทพเซียนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เผชิญกับการโจมตี ถึงขั้นที่แม้แต่การสาปแช่งก็พบเห็นได้น้อยเช่นกัน

หลายวันผ่านไป

ในที่สุดหลิวเป้ยก็กลับมาแล้ว

ดูเหมือนหลิวเป้ยจะปลอดภัยดี ไม่ได้รับบาดเจ็บกลับมา

“ไยจึงไปนานเช่นนี้” หานเจวี๋ยขมวดคิ้วเอ่ยถาม เขาเกือบคิดว่าหลิวเป้ยประสบเคราะห์ไปเสียแล้ว

หลิวเป้ยตอบด้วยความจนปัญญา “เป็นความล่าช้าของทางวังสวรรค์ ข้าก็ไม่มีหนทางเช่นกัน ข้าได้ยินเทพเซียนผู้นำส่งโอสถบอกว่าวังสวรรค์เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือ

หานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกสงสัย วังสวรรค์ไม่ได้เปิดศึกมิใช่หรือ ยังจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันใดอีก

เขารับมรรคาโอสถมา จากนั้นจึงสั่งให้หลิวเป้ยออกไป

หานเจวี๋ยวางขวดโอสถไว้ด้านข้าง จากนั้นหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์

ทว่า จักรพรรดิสวรรค์กลับไม่ตอบกลับอย่างที่พบเห็นได้ยากยิ่ง

เกิดอะไรขึ้น

หานเจวี๋ยรู้สึกตระหนกอยู่บ้าง เขาเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดู รูปประจำตัวของจักรพรรดิเซียนยังคงอยู่

“รอดูอีกสักพักแล้วกัน”

หานเจวี๋ยฝืนสะกดจิตใจที่เป็นกังวลเอาไว้

ห้าปีผ่านไป

หานเจวี๋ยติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์อีกครั้ง

ในครั้งนี้ จักรพรรดิสวรรค์เชื่อมต่อจิตกับเขารวดเร็วยิ่ง

เขายังไม่ทันอ้าปากเอ่ยคำใด จักรพรรดิสวรรค์ก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที “ภายหน้าอย่าได้ติดต่อหาเราอีก”

ทันทีที่หานเจวี๋ยได้ยิน หัวใจก็พลันเต้นแรง เอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “ฝ่าบาท เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์”

จักรพรรดิสวรรค์ถอนหายใจคราหนึ่ง เอ่ยกระซิบ “มีอริยะคนเข้าไปปรับแก้ดวงชะตาของวังสวรรค์และของตัวเรา ดวงชะตาของเรายุ่งเหยิงวุ่นวายแล้ว เจ้าจะผูกกรรมกับเราอีกไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นจะถลำลึกสู่เคราะห์ ไม่ว่าเจ้าจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ใด เจ้าล้วนจะได้รับเคราะห์”

บทที่ 372
อริยะลงมือกับจักรพรรดิสวรรค์อย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ แบบนี้ไม่นับว่าผิดกติกาหรือ

ช้าก่อน

บรรพชนเต๋าที่จำกัดและควบคุมอริยะได้ล้วนแล้วแต่หายตัวไปหมดแล้ว ถ้าหากอริยะฝ่าพรมแดนขึ้นมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ฝ่าบาท เบื้องหลังพระองค์ไม่มีอริยะคอยเกื้อหนุนหรือพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มขื่นพลางเอ่ยตอบ “เบื้องหลังวังสวรรค์คือมรรคาสวรรค์ อริยะอื่นใดไม่อาจแทรกแซงได้ ด้วยเกรงว่าจะแปดเปื้อนกรรมแห่งมรรคาสวรรค์”

เหลวไหล!

ข้าเห็นแผนลับของท่านกับอริยะหมดแล้ว!

หานเจวี๋ยบ่นในใจ ทว่าไม่กล้าแสดงความรู้สึกที่ขัดแย้งผ่านทางสีหน้า

เขาเอ่ยถามต่อ “สถานการณ์ของหลงเฮ่าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไม่คิดจะกลับมาอีกหรือ”

“ฮึ่ม อย่าเอ่ยถึงไอ้ลูกทรพีเลย เขากลายเป็นศัตรูของวังสวรรค์ไปแล้ว”

“เพราะเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“เรื่องพวกนี้เจ้าก็อย่าถามถึงเลย พูดไปเราก็อับอายขายขี้หน้า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์พูดถึงขนาดนี้แล้ว หานเจวี๋ยจึงไม่ถามมากอีก

ทั้งสองพูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็สิ้นสุดการสนทนา หานเจวี๋ยตระหนักอย่างชัดแจ้งว่าวังสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว

แต่เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ไม่ยอมเล่าให้ชัดเจน เขาก็จะไม่ถามมากเช่นกัน

หลังจากเก็บป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์แล้ว สายตาของหานเจวี๋ยก็เลื่อนไปที่ขวดโอสถ

เขาเปิดขวดโอสถ หยิบมรรคาโอสถเม็ดหนึ่งออกมา และเริ่มใช้ดู

โอสถที่ช่วยในการบำเพ็ญของระดับเทพได้ สามารถกล่าวได้เลยว่านิกายเหรินช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ได้ยินว่ามรรคาโอสถมีต้นกำเนิดมาจากนิกายเหริน

มิน่าเล่าสองศิษย์จากนิกายเหรินล้วนแต่แข็งแกร่งกันถึงเพียงนั้น มีทรัพยากรด้านโอสถอยู่ ตบะย่อมไม่มีทางต่ำต้อยแน่

แน่นอน ธรรมเนียมเต๋าของนิกายเหรินเองก็แกร่งกล้าเช่นกัน

หลังจากมรรคาโอสถเข้าสู่ร่างกาย ก็สลายเป็นปราณฟ้าประทานมากมายเหลือคณา ทั้งหมดไหลเวียนอยู่ในร่างเขาอย่างอิสระ และกลายเป็นพลังเวทปฐมเทพในที่สุด

ประสิทธิภาพมหาศาลยิ่ง!

หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เดิมคิดว่าโอสถนี้คงมีประโยชน์ไม่มาก ไม่ต่างจากซี่โครงไก่ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะประเมินมรดกทางปัญญาของนิกายเหรินต่ำไป

หลายวันผ่านไป

หลังจากหานเจวี๋ยใช้มรรคาโอสถเม็ดนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้กลับดียิ่งกว่าบำเพ็ญตบะสิบปีเสียอีก

เขาใช้ต่อไปเรื่อยๆ

สองเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยใช้มรรคาโอสถทั้งหมดแล้ว ตบะบรรลุถึงขีดสูงสุด จวนจะทะลวงระดับปฐมเทพขั้นสามได้แล้ว

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น รู้สึกตื้นตันในตัวจักรพรรดิสวรรค์อย่างยิ่ง

โอสถวิเศษเช่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติที่มิอาจประเมินค่าได้ ไม่น่าเชื่อว่าจักรพรรดิสวรรค์จะมอบมรรคาโอสถสิบเม็ดให้ตนในคราวเดียว

ต่อจากนี้เขาสามารถเตรียมตัวทะลวงขั้นได้แล้ว

….

ณ วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์อยู่กับหลี่เต้าคงตามลำพัง

หลี่เต้าคงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “มรรคาโอสถยี่สิบเม็ดแบ่งสันปันส่วนเรียบร้อยแล้วกระมัง”

จักรพรรดิสวรรค์แย้มยิ้มตอบรับ “อืม ฝากขอบคุณเจ้านิกายเหรินแทนเราด้วย”

หลี่เต้าคงส่ายหน้าเอ่ยยิ้มๆ “ยามนี้ท่านอริยะเข้าสู่เคราะห์กรรม นิกายเหรินจำเป็นต้องให้การสนับสนุนนอย่างเต็มกำลัง ได้ยินท่านอาจารย์ข้ากล่าวว่า หลังจากมหาเคราะห์ผ่านพ้นไปหลายครั้งก็มีความเป็นไปได้ว่ามหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่จะมาเยือน เหลือเวลาสำหรับมรรคาสวรรค์ไม่มากแล้ว หากวังสวรรค์มีชัยในมหาเคราะห์ได้ ให้ข้ามผ่านหุบเหวแห่งระดับเทพ มุ่งสู่บรรพกาลเสีย เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ”

รอยยิ้มของจักรพรรดิสวรรค์เลือนหายไป ก่อนจะถามขึ้นมา “การกระทำในช่วงที่ผ่านมาของศิษย์น้องเจ้า เจ้าคิดเห็นอย่างไร”

เขาหรี่ตาลง เผยเจตนาสังหารรางๆ

หลี่เต้าคงทำราวกับมองไม่เห็นเจตนาสังหารของเขา กล่าวตอบไปว่า “ก่อกรรมไว้ย่อมต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง หากเขาขัดขวางความก้าวหน้าของวังสวรรค์ เช่นนั้นข้าจะยับยั้งเขาด้วยตัวเอง ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเขา เขาเพียงอยากประชันขันแข่งกับข้าเท่านั้น หาได้มีแผนร้ายไม่”

จักรพรรดิสวรรค์จมอยู่ในห้วงความคิด

หลี่เต้าคงยังพูดต่อไป “จู่ถูยังไม่ตาย ข้าสืบพบเบาะแสเสี้ยวหนึ่งของเขา จึงวางแผนจะไปตามล่าสังหารเขาแล้ว”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยตอบ “เรื่องนี้ปล่อยไปชั่วคราวเถิด จู่ถูใช้แผนจักจั่นทองลอกคราบ ทว่ายังมีอำนาจคุกคามอื่น วังเทพพินาศไปแล้ว วังสวรรค์ต้องกลืนวังเทพและวังปีศาจทันที เพื่อเตรียมการขึ้นต่อไป”

หลี่เต้าคงพยักหน้า

“ระยะนี้ตี้หล่านเทียนแห่งเผ่าเทพอีกาทองค่อยๆ เคลื่อนไหวแล้ว หากต้องการเชิดธงวังสวรรค์ให้ตั้งตระหง่าน กลืนกินเผ่าพันธุ์โบราณ ตัวเจ้าจงเป็นตัวแทนวังสวรรค์ไปเจริญไมตรีกับเผ่าเทพอีกาทองเถอะ” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ

หลี่เต้าคงตอบตกลงทันที

….

เจ็ดปีผ่านไป

หานเจวี๋ยทะลวงสู่ระดับปฐมเทพขั้นสามอย่างราบรื่น

พลังเวทปฐมเทพเพิ่มพูน ร่างกายเขาราวกับอาบไล้ไปด้วยความปีติปรีดาจากการเลื่อนระดับ

เขาควบรวมตบะพลางตรวจดูหน้าจอคุณสมบัติไปด้วย

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 5132 / 23, 999, 999, 999, 999]

[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]

[ตบะ: ปฐมเทพขั้นสาม]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]

….

อายุขัยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว!

ไม่เพียงแต่ได้ส่วนที่เสียไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา ยังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลอีกด้วย

ครั้งนี้ต้องขอบคุณจักรพรรดิสวรรค์ยิ่งนัก ทำให้เขาลดระยะเวลาที่ต้องบำเพ็ญตบะลง มิเช่นนั้นอย่างน้อยเขาก็ต้องรอไปอีกสองร้อยปี

หานเจวี๋ยทำให้ตบะเสถียรต่อไป

สามปีต่อมา ตบะของเขามั่นคงดีแล้ว เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเตรียมสาปแช่งจู่ถู

ในเมื่อคนผู้นี้เหลืออยู่เพียงเศษวิญญาณเสี้ยวหนึ่ง เช่นนั้นสาปแช่งให้ตายไปตรงๆ ก็จบแล้ว หลีกเลี่ยงมิให้ยืดเยื้อนานไปจนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

ภายหน้าต้องมีศัตรูคนใหม่โผล่ขึ้นมาแน่นอน หานเจวี๋ยไม่อยากถูกศัตรูที่ล้มลงไปแล้วกลับมาตอแยพันแข้งพันขาอีก

ถึงเจ้าจะมากเล่ห์เจ้าแผนการขนาดไหน แต่ข้าก็จะสังหารเจ้าทิ้งซะ

หานเจวี๋ยถ่ายพลังเวทปฐมเทพเข้าสู่หนังสือแห่งความโชคร้าย ทุ่มพลังสาปแช่ง

ห้าวันต่อมา

อายุขัยของเขาเริ่มลดฮวบลง

ครั้งนี้หานเจวี๋ยจะต้องสาปแช่งจู่ถูให้ถึงที่ตายให้ได้

อายุขัยพันล้านปี!

อายุขัยสองพันล้านปี!

อายุขัยห้าพันล้านปี!

อายุขัยแปดพันล้านปี!

[หนี่ว์วาต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

จู่ๆ ตัวอักษรแถวหนึ่งก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

เขานึงถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ในทันใด นี่จะต้องเกี่ยวข้องกับจู่ถูแน่

จู่ถูไปขอความช่วยเหลือจากอริยะ?

อริยะไม่สามารถสอดแนมอาณาเขตเต๋าได้ จึงทำได้เพียงใช้วิธีการนี้ เมื่อก่อนจักรพรรดิสวรรค์ก็เคยทำมาก่อนเช่นกัน

หานเจวี๋ยลังเล จะยอมรับดีไหมนะ

ถ้ายอมรับ จะถูกจับได้หรือไม่

เดิมทีอริยะไม่สามารถสอดแนมอาณาเขตเต๋าได้ แต่ถ้าหากเข้าสู่ความฝัน อีกฝ่ายจะพบโอกาสในการฉกฉวยประโยชน์หรือไม่

ช้าก่อน!

ข้ากลัวอะไรกัน

ข้ามีจักรพรรดินีผืนพิภพหนุนหลังอยู่นะ!

หากปล่อยให้จู่ถูมีชีวิตอยู่ต่อไป วันหน้าจะต้องสร้างความเดือดร้อนให้เขาอีกเป็นแน่ ควรต้องจัดการได้แล้ว

หานเจวี๋ยกัดฟันสาปแช่งต่อไป

คนผู้นี้ปล่อยไว้ไม่ได้!

[หนี่ว์วาต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[หนี่ว์วาต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

[หนี่ว์วาต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

การแจ้งเตือนเช่นนี้ปรากฏขึ้นต่อหน้าหานเจวี๋ยไม่หยุด เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นไปเสีย

ในที่สุด

ในยามที่อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงไปหมื่นล้านปี จู่ๆ การสาปแช่งของเขาก็ไม่เป็นผลแล้ว

เขาถามอยู่ในใจ ‘จู่ถูตายแล้วใช่หรือไม่’

[จู่ถูกายสิ้นจิตดับสูญ ร่างสลายมรรคผลมลาย]

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก คราวนี้ไปของจริงแล้ว

สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ หนี่ว์วาไม่ได้บังเกิดความเกลียดชังต่อเขา

ดูเหมือนหนี่ว์วาก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือหานเจวี๋ย

นางเพียงใช้พลังเวทย้อนทวนคำสาปแช่งบางอย่างเท่านั้น

หากว่าเมื่อครู่หานเจวี๋ยยอมรับ จะมิใช่การเผยตัวว่าตนคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรอกหรือ

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกโชคดี

เกือบถูกอริยะหลอกต้มเสียแล้ว

อริยะอาจทำนายถึงหนังสือแห่งความโชคร้ายได้ แต่เมื่อผนวกเข้ากับอาณาเขตเต๋า อริยะก็ยากจะทำนายได้แล้ว

“ต่อไปต้องทำการสาปแช่งในอาณาเขตเต๋าเท่านั้น พกหนังสือแห่งความโชคร้ายออกไปไม่ได้เด็ดขาด”

หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ แววตาแปรเปลี่ยนเด็ดเดี่ยว

ถึงแม้ตบะจะกล้าแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากนี้จะเสมือนเหยียบย่างอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ แล้ว ไม่อาจประมาทได้

หลายวันผ่านไป

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็สัมผัสถึงกลิ่นอายของจักรพรรดินีผืนพิภพได้ เห็นได้ชัดว่าจงใจแผ่กลิ่นอายออกมา รอคอยให้หานเจวี๋ยไปพบนาง

ดังนั้นหานเจวี๋ยจึงส่งจิตรับรู้ของตนออกไป ไปพบจักรพรรดินีผืนพิภพอย่างรวดเร็ว

ทั่วร่างของจักรพรรดินีผืนพิภพปกคลุมด้วยประกายแสงเจิดจ้าจนตาพร่า มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง

“จักรพรรดินี มีเรื่องใดหรือ” หานเจวี๋ยถาม

ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาขนลุกซู่แล้ว

จักรพรรดินีผืนพิภพก็ไม่อาจมองทะลุอาณาเขตเต๋าได้ แต่ทราบถึงการคงอยู่ของหานเจวี๋ย หรือว่าทั่วทั้งแดนเซียนจะมีเพียงอาณาเขตเต๋าของหานเจวี๋ยที่อริยะไม่อาจมองทะลุได้

เมื่อคิดเช่นนี้ก็นับว่ามีเหตุผล

บทที่ 373
“ระยะนี้มีกลุ่มอิทธิพลจับตามองแดนชำระบาปเก้าขุมอยู่ ข้ามาเพื่อเตือนเจ้าโดยเฉพาะ” จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยขึ้น

หานเจวี๋ยฉงนใจ หรือว่ามีคนคิดแบบเดียวกันกับเขา ต้องการหลบเลี่ยงเคราะห์กรรมอย่างนั้นหรือ

เขาถามต่อ “ท่านทราบหรือไม่ว่าอีกฝ่ายมีที่มาอย่างไร”

จักรพรรดินีผืนพิภพตอบว่า “ก็เพราะไม่รู้ถึงได้มาเตือนเจ้า ระยะนี้กลไกสวรรค์เรรวน สงสัยว่าจะเป็นฝีมือของอริยะ มหาเคราะห์แปรเปลี่ยนเป็นวซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ท่านก็เป็นอริยะมิใช่หรือ ไม่ทราบหรือว่าเป็นฝีมือของอริยะท่านใด”

“ข้าใช่อริยะเสียที่ไหน ข้าเพียงพึ่งพาวัฏจักรถือกำเนิดใหม่ไม่แก่ไม่ตายเท่านั้น ในทางมรรคผลไม่อาจเทียบกับอริยะได้เลย”

หานเจวี๋ยร้องในใจว่าแย่แล้ว

ประเมินความสามารถของกองหนุนสูงเกินไปแล้ว!

“แต่ถ้าอริยะคิดจะลงมือกับข้า ก็ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก!” จักรพรรดินีผืนพิภพพลิกลิ้น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง

หานเจวี๋ยถามต่ออีก “บนโลกนี้มีสถานที่หรือสมบัติวิเศษใดที่สามารถหลบเลี่ยงการสอดแนมของอริยะได้อยู่หรือไม่”

“ย่อมมีแน่นอน พวกสถานที่ก็อาทิแดนชำระบาปเก้าขุม แดนต้องห้ามอันธการ อริยะไม่สามารถสอดแนมโดยตรงได้ อริยะสอดส่องได้เพียงมรรคาสวรรค์เท่านั้น ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ก็สามารถป้องกันการสอดแนมของอริยะได้ สรุปตามที่กล่าวไปคือ ถึงแม้อริยะจะมีอำนาจดั่งใจปรารถนา ทว่าก็ไม่สามารถกระทำอย่างอุกอาจมุทะลุได้”

คำตอบของจักรพรรดินีผืนพิภพทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งอกแล้ว

แบบนี้ก็ดีแล้ว

ถ้าหากมีเพียงอาณาเขตเต๋าของเขาที่อริยะไม่สามารถสอดแนมได้ อริยะเหล่านั้นต้องรู้กันหมดแน่ว่าเขาก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

แล้วแบบนี้จะสนุกได้อย่างไร

จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า “เจ้าก็มียอดสมบัติมรรคาสวรรค์อยู่มิใช่หรือ ข้าไม่อาจทำนายได้เลยว่าเผ่าเอกาอยู่ที่ใด’

หานเจวี๋ยหัวเราะแห้งๆ คราหนึ่ง ถือว่าเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย

มีแต่ต้องทำเช่นนี้ถึงจะรอดตัวไปได้

เขาไม่ได้มีแค่ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์หรอกนะ!

ดูเหมือนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็ยังมีความสามารถอันแข็งแกร่งที่ยังไม่ถูกบุกเบิกพัฒนา

หานเจวี๋ยกล่าวต่อไปว่า “จักรพรรดินี วางใจเถิด ข้าจะปกป้องเผ่าเอกาเป็นอย่างดี”

จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยตอบ “อันที่จริงขอเพียงเจ้าซ่อนตัวให้ดี ก็น่าจะไม่ถูกพบตัวแน่นอน”

“ข้าจะซ่อนตัวให้ดีพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม”

จักรพรรดินีผืนพิภพกลายเป็นเมฆหมอกสลายหายไป ดวงดาวนับไม่ถ้วนล่องลอยกระจายตัว

หานเจวี๋ยเก็บจิตสำนึกกลับมา

เขาจัดการโยกย้ายเกาะสำนักซ่อนเร้น ย้ายตำแหน่งที่ตั้ง ป้องกันไม่ให้ถูกค้นพบ

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่ามีคนทราบหรือไม่ว่าข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ รวมผู้ที่อยู่ในระดับอริยะด้วย’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

หืม

การวิวัฒนาการสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับตัวเองก็ต้องหักอายุขัยด้วยหรือ

หรือเพราะเกี่ยวข้องไปถึงระดับอริยะด้วย

หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่ออย่างเงียบเชียบ

หากไม่ถามให้ชัดเจน เขาคงยากจะสงบใจบำเพ็ญตบต่อะได้

[ไม่มี]

เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นสองคำนี้ เขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาทันที

พอคิดดูให้ละเอียดก็ถูกต้องแล้ว หานเจวี๋ยสาปแช่งอยู่ภายในอาณาเขตเต๋ามาโดยตลอด ขณะที่ศัตรูที่ถูกสาปแช่งแข็งแกร่งขึ้น อาณาเขตเต๋าก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน เมื่อถึงเวลาที่เขาเริ่มคุกคามตัวเบี้ยของอริยะได้ เขาก็ล้วนแต่หลบซ่อนอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมเสมอ อริยะจึงไม่อาจทำนายพบตัวเขาได้

ก่อนหน้านี้อริยะไม่มีเหตุผลที่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้เลย

บางทีอริยะอาจทราบแล้วว่าเขาแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้นำเขาไปเชื่อมโยงเข้ากับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลย

หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก อารมณ์สดใสขึ้นมาอีกครั้ง

ต่อไปต้องระวังให้มากขึ้น

หานเจวี๋ยเริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ของตน ใช้เวลาครึ่งปียกระดับพวกมันทั้งหมดให้บรรลุขอบเขตระดับเทพ ทว่าก็ยังไม่อาจแตะถึงระดับต้าหลัวได้

ถ้าอยากบรรลุระดับต้าหลัว ต้องเอาชนะหลี่เต้าคงที่อยู่สุดปลายแม่น้ำมรรคกระบี่ให้ได้

เจ้าหมอนี่ก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!

ในแบบจำลองการทดสอบ หานเจวี๋ยสามารถเอาชนะปฐมเทพขั้นหกได้แล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เต้าคง ถึงแม้หลี่เต้าคงยากจะทะลวงแนวป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบวัฏจักรได้ แต่เขาก็ยังเอาชนะหลี่เต้าคงได้ยากยิ่งนักเช่นกัน

สองศิษย์แห่งนิกายเหริน พลังห่างชั้นกันมากโข

ถึงขั้นที่หานเจวี๋ยรู้สึกสงสัยว่าเจ้านิกายเหรินกลัวว่าหลี่เต้าคงจะลำพองตัวเกินไป ดังนั้นถึงหาศิษย์น้องอย่างหลี่เสวียนเอ้ามาควบคุมอีกฝ่ายเอาไว้

มีหลี่เสวียนเอ้าอยู่ หลี่เต้าคงน่าจะไม่กล้าบุ่มบ่ามผลีผลาม

จนปัญญาที่หลี่เต้าคงมีความสามารถ สามารถสะบั้นกรรมได้

หลังจากยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่เสร็จสิ้น หานเจวี๋ยก็เริ่มพิจารณาค่าสถานะอื่นๆ ต่อ

นอกจากดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียนแล้ว เขายังมีดวงชะตาแต่กำเนิดอีกสามอย่าง

[ไม่เป็นสองรองใคร: หล่อเหลาเลิศล้ำ ค่าเสน่ห์ขั้นสูงสุด]

[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติเชิงมรรคกระบี่ขั้นสูงสุด รู้แจ้งมรรคกระบี่ขั้นสูงสุด]

[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติเชิงท่าร่างขั้นสูงสุด]

หานเจวี๋ยคิดว่าจะยกระดับไม่เป็นสองรองใครและความไวของท่าร่างสักหน่อย

ความไวของท่าร่าง ความหมายตรงตามชื่อ ยกระดับพลังวิเศษด้านกายภาพ เป็นการหยั่งรู้ที่ดี

ไม่เป็นสองรองใครก็สามารถยกระดับได้เช่นกัน!

หานเจวี๋ยได้แรงบันดาลใจมาจากจักรพรรดินีผืนพิภพ

หานเจวี๋ยพบว่าเขาบังเกิดความรู้สึกดีต่อจักรพรรดินีผืนพิภพได้อย่างง่ายดาย พูดให้ชัดเจนก็คือค่าเสน่ห์ของจักรพรรดินีผืนพิภพสูงลิ่วนั่นเอง

ไม่ว่าจะฝึกบำเพ็ญมาอย่างไร นี่ก็เป็นความจริง

พอคิดดูดีๆ แล้วการที่เผ่าจอมเวทมีเพียงนางที่รอดมาได้ นอกจากเหตุผลเรื่องวัฏจักรแล้ว จะต้องมีเหตุผลอื่นอยู่เป็นแน่

ถ้าหากหานเจวี๋ยทำให้ค่าเสน่ห์ของตนบรรลุขีดสูงสุดได้ ไม่ว่าผู้ใดมาพบเขาในใจก็จะบังเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมา เช่นนั้นแล้วจะมิใช่ว่าใต้หล้านี้ไร้ศัตรูหรอกหรือ

หานเจวี๋ยตระหนักได้ว่าตนค้นพบความคิดแปลกพิสดารอย่างหนึ่งขึ้นมาได้แล้ว

มหามรรคทรงเสน่ห์!

….

ห้าปีผ่านไป

หานเจวี๋ยยกระดับเงาเทพมหาวิวัฒน์จนบรรลุขีดจำกัดที่ตนจะสามารถบรรลุได้แล้ว

[เงาเทพมหาวิวัฒน์: ระหว่างการต่อสู้ สามารถเพิ่มระดับความเร็วและปฏิกิริยาตอบสนองอย่างฉับพลันได้ สามารถแยกเงาเทพออกมาหลอกล่อศัตรูได้ และสามารถท่องผ่านโลกหล้าหมื่นโลกาได้ ทรงพลังอย่างยิ่ง]

เขาสามารถแยกเงาพันร่างได้แล้ว กลิ่นอายเหมือนร่างต้นแบบทุกประการ ระหว่างการต่อสู้สามารถนำมาใช้ล่อลวงคู่ต่อสู้ได้ง่ายยิ่ง!

หานเจวี๋ยเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบอีกครั้ง

อาศัยความช่วยเหลือจากบัวดำล้างโลกาสามสิบหกวัฏจักร ในขอบเขตระดับเทพเขาไร้คู่ต่อสู้แล้ว

หากไม่พึ่งพายอดสมบัติมรรคาสวรรค์ ระดับที่ต่ำกว่าปฐมเทพขั้นหกลงไปล้วนมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย ส่วนในขอบเขตปฐมเทพขั้นหก หานเจวี๋ยก็พอจะฝืนรั้งไว้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เป้าหมายของหานเจวี๋ยคือพยายามไม่พึ่งพาบัวดำล้างโลกาสามสิบหกวัฏจักร เพื่อเลี่ยงไม่ให้เป็นการดึงดูดความสนใจของระดับต้าหลัวและอริยะ

แน่นอน หากสามารถสังหารศัตรูในเสี้ยววินาทีได้ แบบนั้นย่อมสามารถนำมาใช้ได้

ขอเพียงเขาเคลื่อนไหวว่องไวพอ ก็ไม่มีทางถูกจับได้

หลังจากแข็งแกร่งขึ้นแล้ว หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรูของตน พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากศิษย์ของนิกายฉ่าน] x480

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x422103

[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านสำแดงพลังวิเศษ วิญญาณข้ามสู่บรรพกาล]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านก่อตั้งสำนักดวงชะตาขึ้น ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านได้รับสืบทอดมรดกจักรพรรดิสวรรค์บรรพกาล พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน เข้าสู่ระดับเทพ]

[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านผ่านประสบการณ์ทางโลกอย่างโชกโชน กลายเป็นผู้รับเคราะห์]

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับดวงชะตาราชามนุษย์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x204

….

หานเจวี๋ยร้องจุ๊ๆ ด้วยความแปลกใจ

ดูเหมือนแต่ละคนจะยอดเยี่ยมกันยิ่งนัก

เจ้าหนูฟางเหลียงวิญญาณข้ามสู่บรรพกาลเป็นครั้งที่สองแล้ว เขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่

หากมิใช่เพราะค่าความรู้สึกดีที่เขามีต่อหานเจวี๋ยไม่ได้ลดลงเลย หานเจวี๋ยคงมองเขาเป็นศัตรูในจินตนาการไปแล้ว

หลงเฮ่าก่อตั้งสำนักแล้ว เขาต้องการจะทำศึกกับวังสวรรค์จริงๆ สินะ

เฮ่าเทียนร้ายกาจนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะล้างสมองอีกฝ่ายได้สำเร็จจริงๆ

จักรพรรดิสวรรค์ต้องการให้การสนับสนุนยอดแม่ทัพเทพในฐานะว่าที่จักรพรรดิสวรรค์รุ่นต่อไปจริงๆ เขาปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเช่นนี้ ช่วยให้ยกระดับเข้าสู่ระดับเทพโดยตรง ทำเอาหานเจวี๋ยรู้สึกริษยานัก

ยังมีไท่ซู่เทียนอีกคน

มิน่าเล่าถึงได้ลงสู่แดนมนุษย์ ที่แท้ก็ทำเพื่อชะล้างกรรม ให้ก้าวสู่เคราะห์กรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น แผนการของหนี่ว์วาช่างลึกล้ำนัก!

หานเจวี๋ยมองความเคลื่อนไหวของสิงหงเสวียน ดวงตาพลันทอแววอ่อนโยน

ไม่รู้ว่าช่วงที่ผ่านมาสาวน้อยคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ช้าก่อน!

จากรูปการณ์ในตอนนี้ คงมิใช่ว่าภรรยาคนนี้จะกลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปด้วยกระมัง

สีหน้าของหานเจวี๋ยแปรเปลี่ยนไปในทันที

บทที่ 374
‘ข้าอยากรู้ว่าในมหาเคราะห์ครั้งนี้ สิงหงเสวียนจะตายหรือไม่’

หานเจวี๋ยสาปแช่งพลางนึกคำถามไปด้วยเงียบๆ

สิงหงเสวียนนับเป็นผู้บำเพ็ญคนแรกที่หานเจวี๋ยได้รู้จัก นอกเหนือไปจากผู้เฒ่าเถี่ย แต่ก่อนนางมักจะมอบทรัพยากรให้หานเจวี๋ยเป็นประจำ น้ำใจในส่วนนี้เขาจดจำไว้ในใจมาโดยตลอด

แม้ว่าภายหลังจะมียอดสตรีที่งดงามกว่าสิงหงเสวียนปรากฏตัวขึ้น ทว่าในใจของหานเจวี๋ย สถานะของนางไม่เคยถูกสั่นคลอนเลย

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

แค่สิบล้านเท่านั้น ค่าตัวของภรรยาคนนี้น้อยมากจริงๆ

อักษรสองคำเด้งขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ต้องตาย]

หานเจวี๋ยร้องในใจว่าแย่แล้ว

เขาถามต่อไป ‘ข้าอยากรู้ว่านางต้องตายด้วยน้ำมือผู้ใด’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยวิงเวียนพร่าเลือน เขามาโผล่ในภาพลวงตาวิวัฒนาการแล้ว

เขาลืมตาขึ้น พบว่าตนอยู่ในตำหนักใหญ่ที่โอ่อ่างดงามหลังหนึ่ง สิงหงเสวียนในชุดภูษาทองปักลายหงส์และมังกรนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร

หลังจากกลับชาติมาเกิดรูปโฉมของนางก็งดงามยิ่งกว่าเดิม หว่างคิ้วแฝงความเย็นชา มีบารมีอันน่าเกรงขามอย่างหนึ่งของผู้เป็นจักรพรรดิ เส้นผมสีดำเกล้าเป็นมวย ทั้งปากทั้งตาล้วนทาสีแดง สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ประตูตำหนัก

มองเห็นสตรีนางหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามา

นี่มิใช่อู้เต้าเจี้ยนหรอกหรือ

ไม่ถูกสิ!

ไท่ซู่เทียน!

ไท่ซู่เทียนสวมชุดดำ ในมือถือกระบี่หยกเขียวเล่มหนึ่งไว้ เดินเข้าตำหนักมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

สิงหงเสวียนเปิดปากถาม “นี่คือความประสงค์ของเขาหรือ”

ไท่ซู่เทียนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าเข้าสู่เคราะห์ เขาต้องการตัดกรรม เจ้าจะต่อต้านความประสงค์ของเขาหรือ”

สิงหงเสวียนขมวดคิ้ว ดวงตาเผยแววตาเศร้าหมองออกมา

นางสูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ กล่าวว่า “ที่ข้ามีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะเขา หากเขาประสงค์ให้ข้าตาย ข้าก็จะตาย”

นางหลับตาลง เอ่ยสั้นๆ “มาเถอะ”

ไท่ซู่เทียนยกกระบี่ขึ้น แสงกระบี่ส่องวาบ ฉากเบื้องหน้าหานเจวี๋ยพังทลายลง

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาขมวดคิ้วแน่น

ไท่ซู่เทียนสวมรอยเป็นอู้เต้าเจี้ยน แปลงสาส์นไปสังหารสิงหงเสวียนอย่างนั้นหรือ

มารดามันเถอะ!

โชคดีที่เขาวิวัฒนาการดูล่วงหน้า มิเช่นนั้นโศกนาฏกรรมน้ำเน่าเช่นนี้ต้องตกอยู่ที่ตัวเขาแน่นอน

ไม่ได้การแล้ว!

ไท่ซู่เทียนคนนี้เก็บเอาไว้ไม่ได้แล้ว!

หานเจวี๋ยตัดสินใจนำไท่ซู่เทียนมาใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อคนที่ต้องสาปแช่งในทุกสิบปี

‘เห็นทีว่าถึงข้าจะไม่เข้าสู่เคราะห์ เคราะห์ก็เข้าครอบงำคนรอบกายข้าอยู่ดี’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขารู้สึกกดดันมากจริงๆ

ถึงจะไม่เข้าสู่เคราะห์ แต่ก็ต้องต่อสู้กับสวรรค์

หรือนี่จะเป็นความอับจนหนทางของผู้แข็งแกร่ง?

หานเจวี๋ยถอนหายใจคราหนึ่ง สาปแช่งต่อไป

หนึ่งเดือนผ่านไป เขาสาปแช่งศัตรูทั้งหมดเสร็จแล้ว จากนั้นก็เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ

….

ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบสองปี

แดนชำระบาปเก้าขุมที่ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ตอนนี้ความโกลาหลได้มาเยือนแล้ว จู่ๆ ก็มีรอยแยกขนาดใหญ่ที่ถูกฉีกกระชากให้เปิดออกในมุมหนึ่งของพื้นที่อันมืดดำ มีเงาร่างเหาะเข้ามาทีละร่างๆ ในบรรดานั้นมีหลายคนที่แบกเกาะขนาดใหญ่ไว้ เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ตระการตาอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นตระหนก ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น พวกจินกังนู่และเจียงอี้ต่างก็รับรู้ถึงการมาเยือนอันยิ่งใหญ่เอิกเกริกได้

“ห้ามทุกคนออกจากเกาะนี้! อย่าได้แผ่จิตรับรู้และพลังจิตออกไป!”

หานเจวี๋ยเอ่ยสั่งการทันที เขาเองก็ไม่กล้าไปสอดแนมเช่นกัน ด้วยเกรงว่าจะเป็นการเผยตำแหน่งของตนเอง

เป็นกลุ่มอิทธิพลใดกันแน่ที่เข้ามา

หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจทันที

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[นิกายเจี๋ย]

นิกายเจี๋ย?

หัวคิ้วของหานเจวี๋ยขมวดเข้าหากัน

ในเวลาเดียวกันนี้

กลางห้วงอวกาศ หวงจุนเทียนยืนอยู่ข้างกายจิ่งเทียนกง เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้

จิ่งเทียนกงถือธงแดงผืนใหญ่ไว้ในมือ มีรัศมีแสงแผ่กระจายออกมา สกัดกั้นแรงกรรมให้เหล่าศิษย์ของนิกายเจี๋ย

เขากล่าวชมเชย “จุนเทียน แผนการของเจ้าไม่เลวเลย แดนชำระบาปเก้าขุมว่างอยู่จริงๆ นิกายเจี๋ยน่าจะใช้ชีวิตที่นี่อย่างปลอดภัยได้”

หวงจุนเทียนเอ่ยด้วยความนอบน้อม “เป็นรองเจ้านิกายที่เก่งกาจ ทั้งยังมียอดสมบัติที่สกัดกั้นแรงกรรมได้ มิเช่นนั้นแผนนี้ของข้าก็คงเปล่าประโยชน์เสียแล้ว”

จิ่งเทียนกงหัวเราะดังลั่นอยู่สองสามครา

ศิษย์ของนิกายเจี๋ยเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปลึกเกินไปนัก ทั้งหมดเริ่มจัดวางเกาะต่างๆ กันแล้ว บรรดาผู้อาวุโสของนิกายเจี๋ยกระจายตัวออกไปตามทิศต่างๆ เริ่มกางอาณาเขตค่ายกล

ทันใดนั้นจิ่งเทียนกงก็เอ่ยถามว่า “จุนเทียน เจ้าคิดว่านิกายเจี๋ยจะปราชัยในมหาเคราะห์ครั้งนี้หรือไม่”

หวงจุนเทียนกล่าวตอบ “นิกายเจี๋ยเป็นนิกายของท่านอริยะ จะปราชัยได้อย่างไรกัน เพียงแต่ข้าคิดว่ารอจนถึงมหาเคราะห์ครั้งถัดไปจะมีความมั่นคงมากกว่า ปัจจุบันนี้มีเจ้าแห่งศาสตร์ที่ลึกลับไม่เป็นที่รู้จักอยู่ วังสวรรค์มีอิทธิพลล้นฟ้า นิกายเจี๋ยไม่ควรก้าวเข้าสู่เคราะห์”

จิ่งเทียนกงพยักหน้า จี้ถามต่อ “เจ้าคิดเห็นอย่างไรต่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”

เอาอีกแล้ว!

หวงจุนเทียนสบถอยู่ในใจ

ใครบ้างจะไม่รู้ว่าจิ่งเทียนกงนับถือในตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างยิ่ง คุยฟุ้งกับคนอื่นไปทั่ว

คนแบบนี้ เจ้านิกายกล้าให้เขามาเป็นรองเจ้านิกายได้อย่างไร

หวงจุนเทียนไม่เข้าใจเลย รู้สึกว่านิกายเจี๋ยจะบนหรือล่างล้วนไม่ฉลาดกันทั้งนั้น

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการพลังวิเศษแผ่ไพศาล สังหารผู้กล้าในฟ้าดินได้โดยไม่เผยร่องรอย กล่าวได้ว่าเป็นความยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยพานพบมาก่อนทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบถึงเจตนาของเขา นิกายเจี๋ยจะต้องรับมืออย่างระมัดระวัง” หวงจุนเทียนพูดด้วยความจริงจัง

จิ่งเทียนกงเอ่ยยิ้มๆ “เจ้าว่า เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะหลบซ่อนอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมด้วยหรือไม่”

สีหน้าของหวงจุนเทียนไม่น่ามองขึ้นมาในทันใด

ถ้าหากเจ้าแห่งศาสตร์พำนักอยู่ที่นี่จริง แบบนั้นมิแย่หรอกหรือ

เขายังอยากบำเพ็ญเพียรให้ดีๆ อยู่นะ!

“หวังว่าจะมิเป็นเช่นนี้…” หวงจุนเทียนฝืนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

จิ่งเทียนกงคล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม ไม่พูดมากอีก สายตามองไปที่นิกายเจี๋ย

….

การมาถึงของนิกายเจี๋ยสงบลงอย่างรวดเร็ว ลูกศิษย์นิกายเจี๋ยไม่กล้าวิ่งวุ่นวานในแดนชำระบาปเก้าขุม ตำแหน่งที่ตั้งของพวกเขาอยู่ไกลจากเกาะสำนักซ่อนเร้นยิ่ง ดังนั้นจึงไม่เป็นการรบกวนหานเจวี๋ยเลย

ผู้คนในสำนักซ่อนเร้นต่างอยากรู้ยิ่งนักว่าเป็นผู้ใดกันที่มาเยือน

จนปัญญาที่หานเจวี๋ยสั่งห้ามไม่ให้แผ่จิตรับรู้ออกไป พวกเขาจึงทำได้เพียงพูดคุยหารือกัน

หลังจากมั่นใจแล้วว่านิกายเจี๋ยจะไม่ส่งผลกระทบต่อตน หานเจวี๋ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ทำไมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยล่ะ…”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วขบคิด คงมิใช่ว่าต่อไปจะมีกลุ่มอิทธิพลอีกมากมายกระโดดเข้ามาหลบซ่อนตัวในแดนชำระบาปเก้าขุมกระมัง

สมควรตาย!

พวกเขาไม่กลัวแรงกรรมกันหรือไร

หานเจวี๋ยจนปัญญาแล้ว ทำได้เพียงสงบความคิดฟุ้งซ่านลง บำเพ็ญเพียรต่อไป

วันเวลาไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่อง

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า

สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว หนึ่งปีช่างยาวนานนัก

สำหรับผู้บำเพ็ญที่ปิดด่านบำเพ็ญตบะ หนึ่งปั่นแสนสั้นนัก

เพียงชั่วพริบตาเวลาไหลผ่านไปห้าสิบปีแล้ว

วันนี้หานเจวี๋ยหยุดบำเพ็ญเพียร เริ่มสาปแช่งศัตรูพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

ในช่วงหลายปีมานี้ดูเหมือนแดนเวียนจะสงบสุขยิ่ง มีการต่อสู้น้อยลง ด้วยมีเหตุบังเอิญต่างๆ

ทางด้านฟางเหลียงหลังจากวิญญาณข้ามสู่บรรพกาลแล้ว ดูเหมือนจะยังไม่ได้กลับมา ไม่รู้เลยว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบมาถึงหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็คร้านจะขัดขวางเช่นกัน

ในเวลานี้เอง

เสียงตะคอกเกรี้ยวกราดเสียงหนึ่งแว่วมา

“ข้า ตี้หล่านเทียน หัวหน้าเผ่าเทพอีกาทอง เปิดรับสมัครเผ่าพันธุ์ปีศาจในหมื่นโลกา ร่วมสถาปนาวังสวรรค์ของเผ่าปีศาจขึ้นมาอีกครั้ง วังสวรรค์เดิมทีก่อตั้งขึ้นบนเขาเทพปู้โจวโดยบรรพบุรุษของเผ่าปีศาจเรา เทพเซียนแย่งนามของพวกเราไป สังหารพวกเรา ปลิดวิญญาณพวกเรา หนี้แค้นนี้จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!

ลูกหลานเผ่าปีศาจเอ๋ย ข้ารอคอยทุกท่านมารวมตัวกันที่ดวงตะวันแดนเซียน ประกาศศักดาของเผ่าปีศาจเราด้วยกันเถิด!”

หานเจวี๋ยตะลึงงัน

เผ่าเทพอีกาทองคำคิดจะก่อตั้งวังสวรรค์อีกแห่งขึ้นเพื่อต่อสู้กับวังสวรรค์หรือ

นี่มันเรื่องอะไรกัน

ด้านนอกถ้ำเทวา

ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นมองไปทางเจียงอี้ สีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป

เจียงอี้มีสีหน้าอับอาย เอ่ยอ้อมแอ้มว่า “ไยหัวหน้าเผ่าจึงถือเป็นจริงเป็นจังไปได้…ข้าก็เคยได้ยินข่าวลือมาเช่นกัน…”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ข่าวลืออันใดกัน วังสวรรค์ก่อตั้งขึ้นโดยเผ่าปีศาจจริงๆ น่ะหรือ”

เจียงอี้แสร้งกระแอม ก่อนกล่าวว่า “เป็นนิทานที่เจ้าสำนักของพวกเจ้าเล่าให้ข้าฟัง แล้วข้าเอาไปเล่าให้คนในเผ่าฟังอีกที…”

ชาวสำนักซ่อนเร้นต่างพูดไม่ออก…

บทที่ 375
เมื่อได้ยินคำพูดของตี้หล่านเทียน หานเจวี๋ยอยากติดต่อไปหาจักรพรรดิสวรรค์ยิ่งนัก แต่นึกขึ้นได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์เคยบอกไม่ให้ติดต่อไปอีก เขาจึงละทิ้งความคิดนี้ไป

ทำไมเขาชอบซุบซิบนินทาขนาดนี้

ไม่ถูกสิ!

ทำไมเขาถึงห่วงใยจักรพรรดิสวรรค์ขนาดนี้!

หานเจวี๋ยไม่คาดคิดเลยว่าวังปีศาจที่สิ้นท่าไปแล้วจะผงาดขึ้นมาได้อีก แถมยังก่อตั้งวังสวรรค์อีกแห่งขึ้นมาประชันกับวังสวรรค์อีก!

หานเจวี๋ยอยากวิวัฒนาการหาผู้มีชัยยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาเคราะห์ขึ้นมาทันที จะกลายเป็นเผ่าเทพอีกาทองหรือไม่

เขาส่ายหน้า

คิดว่าคงไม่อาจคาดการณ์ฉากจบของมหาเคราะห์ได้ง่ายๆ อีกต่อไป ยิ่งเสี่ยงจะโกลาหลมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เขาต้องทำคือปกป้องคนใกล้ชิดให้ดีเท่านั้น

หานเจวี๋ยไม่คิดจะไปถามเจียงอี้ พยายามเลี่ยงไม่ให้ดูเหมือนตนใส่ใจต่อสถานการณ์ของมหาเคราะห์เกินไปนัก

เขาไม่อาจให้ตัวเองถูกสงสัยว่าเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้

หากมีคนสงสัยขึ้นมา อริยะอาจจะอาศัยความคิดเหล่านี้นึกโยงมาหาเขา

อริยะทำได้ทุกอย่าง การอ่านความคิดของสรรพสิ่งก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

เวลาดำเนินต่อไป

ผ่านไปราวๆ ยี่สิบปี ผู้ทรงพลังระดับเทพส่วนหนึ่งของนิกายเจี๋ยเริ่มวิ่งไปทั่วแดนชำระบาปเก้าขุม ถึงขั้นที่เฉียดผ่านเกาะสำนักซ่อนเร้นด้วย โชคดีที่เกาะสำนักซ่อนเร้นเล็กจ้อย จึงไม่ถูกค้นพบ

ขอเพียงไม่ค้นพบเกาะสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยก็จะถือเสียว่าพวกเขาไม่มีตัวตน

แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าหงุดหงิดอย่างยิ่ง คือยามที่ผู้ทรงพลังนิกายเจี๋ยเข้ามาใกล้ หานเจวี๋ยจะไม่กล้าดูดซับแรงกรรมนอกเกาะ

ในวันนี้ หานเจวี๋ยหยุดการบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู ตรวจดูจดหมายไปด้วย

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านวิญญาณหวนคืนกาย พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน เข้าสู่ระดับจักรพรรดิ]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x7820

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเปิดรายนามสถาปนาเทพ ปลดปล่อยวิญญาณเทพเซียนสวรรค์บรรพกาล]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านได้รับดวงชะตาเผ่ามังกรแท้ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านเขาร่วมวังสวรรค์เผ่าปีศาจ]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านปลุกคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง]

[ซูฉีศิษย์ของท่านยกระดับคุณสมบัติเทพ โชคร้ายเพิ่มพูน]

….

โชควาสนาหลั่งไหลเข้ามาสารพัด ทำให้รู้สึกว่าแต่ละคนล้วนสามารถเขียนนิยายภาคแยกของตัวเองออกมาได้เลย

พระเอกนิยายบู๊สินะ

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เริ่มคาดหวังขึ้นมา ยามที่มหาเคราะห์บรรลุถึงจุดสูงสุดเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรกัน

หมู่มารออกอาละวาด

มหาศึกเทวชะตา

อันตรายเหลือเกิน!

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าแม้พรสวรรค์ของตนจะไม่เป็นสองรองใคร แต่ถ้าเข้าสู่เคราะห์กรรม คาดว่าคงเอาตัวรอดได้ยากเช่นกัน โชคดีที่เขาเลือกหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมเก็บตัวบำเพ็ญตั้งแต่แรก

[ตรวจพบว่ามีผู้ฝ่าเคราะห์มากว่าหนึ่งร้อยคนแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เข้าสู่เคราะห์กรรมทันที กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]

[สอง ไม่เข้าสู่เคราะห์กรรมชั่วคราว หลีกห่างจากการต่อสู้ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]

ร้อยคนหรือ

มากขนาดนี้เชียว

หานเจวี๋ยตกตะลึงอยู่ในใจ เขาก็ว่าแล้วว่าทำไมบังเอิญขนาดนี้ เหล่าสหายต่างกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

ไม่คิดเลยว่าผู้ฝ่าเคราะห์ในหมู่สหายของเขาจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น

หานเจวี๋ยคล้ายจะมองเห็นเงาร่างองอาจกลุ่มหนึ่งยืนอยู่เหนือมรรคาสวรรค์ ก้มหน้ามองปวงสวรรค์หมื่นโลกา ใช้สรรพสิ่งต่างตัวเบี้ย ผู้ฝ่าเคราะห์ก็คือตัวหมากในมือของพวกเขา ทุกหมากที่วางลงไป จะก่อคลื่นลมให้มหาเคราะห์

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบงัน

ตอนนี้ เขารวบรวมชิ้นส่วนมหามรรคได้ครบเก้าชิ้นอีกครั้ง!

หานเจวี๋ยหลอมรวมชิ้นส่วนมหาเคราะห์ทั้งเก้าเข้าด้วยกัน เริ่มทำความเข้าใจยอดมรรควิถีทันที

เขามีวิชายุทธ์สำหรับฝึกบำเพ็ญแล้ว ครั้งนี้ เขาต้องการตระหนักรู้พลังวิเศษ!

เขานึกถึงพลังวิเศษเข้าฝันของจักรพรรดิสวรรค์และหนี่ว์วา

เขาก็อยากได้พลังวิเศษเช่นนี้

เขาจะได้ใช้ตัวตนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้สะดวก

ไม่ก่อบ่วงกรรมเลยจะดีที่สุด อริยะจะได้ทำนายไม่พบ!

การตระหนักรู้มหามรรค น่าจะทำให้สรรค์สร้างพลังวิเศษที่เหนือว่าระดับอริยะได้!

หานเจวี๋ยโอบอุ้มความคิดนี้ไว้ จิตสำนึกเข้าสู่สภาวะมายาอย่างหนึ่ง

….

พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์ถือม้วนภาพไว้ในมือ คล้ายจะใช้ความคิดอยู่ จู่ๆ เขาก็เงยหน้ามองออกไป

มองเห็นเมฆาม่วงปรากฏขึ้นตรงขอบฟ้านอกตำหนัก ช่างงดงามดั่งภาพวาด

จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว พึมพำว่า “มีผู้ทรงพลังถือกำเนิดขึ้นอีกแล้ว”

ปรากฏการณ์เช่นนี้บุตรแห่งสวรรค์ทั่วไปไม่มีทางก่อให้เกิดขึ้นมาได้ นอกจากคุณสมบัติแล้ว ยังต้องมีตบะอันแข็งแกร่งด้วย

ปรากฏการณ์เช่นนี้ คล้ายเมื่อพันปีก่อนก็เคยเกิดขึ้นเช่นกัน

เวลานี้เอง

เงาร่างหนึ่งเหาะเข้ามาในตำหนัก เป็นยอดแม่ทัพเทพนั่นเอง

ยอดแม่ทัพเทพสวมเกราะเงินงดงามวิจิตร เสื้อคลุมที่ปลิวไสวอยู่ด้านหลังราวกับเปลวเพลิง บนกวานครอบผมปักปิ่นหงส์ไว้สองเล่ม แกว่งไกวไปมา

เขาทำความเคารพจักรพรรดิสวรรค์อย่างนอบน้อมพลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาท เผ่ามังกรแท้ประกาศแล้วว่าจะเข้าร่วมวังมังกรของหลงเฮ่า มิใช่แค่เผ่ามังกรแท้ เผ่าปีศาจทะเลก็เข้าร่วมวังมังกรเช่นกัน อิทธิพลของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

จักรพรรดิสวรรค์หรี่ตากล่าววาจา “วังมังกร เด็กคนนี้ฉลาดนัก ดึงเผ่ามังกรมาเข้าพวกได้เช่นนี้”

ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยถาม “ต้องจัดการหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ อาศัยโอกาสนี้ แตกหักกันไปตรงๆ”

“ไม่ต้อง หากวังสวรรค์โดดเดี่ยว จะมิใช่เรื่องดี”

“นิกายเจี๋ยอพยพหนี ทั้งสำนักเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม ท่าทีของนิกายฉ่านก็แปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกมีนัย”

“สำนักเต๋าทั้งสองนิกายต่างมีความทะเยอทะยานในแบบของตน ถึงอย่างไรวังสวรรค์ก็เอาชนะวังเทพและวังปีศาจได้แล้ว พวกเขาจะไปก็ไปเถอะ เรายังกลัวต้องช่วยพวกเขาใช้หนี้กรรมด้วยซ้ำ”

ยอดแม่ทัพเทพพยักหน้ารับ

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม “ได้พบจักรพรรดิสวรรค์รุ่นก่อนๆ หรือไม่”

ยอดแม่ทัพเทพตอบว่า “พบพ่ะย่ะค่ะ เฮ่าเทียนก็ด้วย”

“ผู้ใดเลือกเจ้า”

“ตี้จวินพ่ะย่ะค่ะ”

“โอ้”

สีหน้าจักรพรรดิสวรรค์แปรเปลี่ยนเล็กน้อย แววตาวูบไหว

ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยต่อไป “ตี้จวินถ่ายทอดพลังวิเศษให้ข้า บอกข้าว่า มหาเคราะห์ครานี้เป็นกระดานหมากเดิมพันเกมแรกของเหล่าอริยชน ขอเพียงวังสวรรค์ไม่ล่มสลาย ก็นับว่าได้รับชัย”

จักรพรรดิสวรรค์ตกอยู่ในภวังค์ความคิด

“ตี้จวินยังบอกอีกว่า หานเจวี๋ยที่ท่านพาไปสดับฟังโอวาทด้วยก่อนหน้านี้คือตัวแปร หวังว่าท่านจะยึดกุมไว้ให้มั่น” เมื่อยอดแม่ทัพเทพเอ่ยประโยคนนี้จบ เขาก็เริ่มใช้ความคิดเช่นกัน

ก่อนหน้านี้เขาใคร่ครวญเรื่องนี้มาตลอด

จักรพรรดิสวรรค์แย้มยิ้ม เอ่ยว่า “เรารู้อยู่แต่แรกแล้ว ต่อไปเจ้าก็ฝึกฝนพลังวิเศษของตี้จวินให้ดีเถอะ พยายามแข็งแกร่งขึ้นให้เท่าแม่ทัพเทพสวรรค์ในเร็ววัน เราไว้ใจเจ้าที่สุด อย่าทำให้เราผิดหวัง”

“เกล้ากระหม่อมรับบัญชา!”

ยอดแม่ทัพเทพประสานมือคารวะ จากนั้นหันหลังจากไป

จักรพรรดิสวรรค์เงยหน้ามองเมฆาม่วงนอกตำหนัก ยิ้มบางๆ พลางเอ่ยว่า “จะมาก็มาเถิด ยิ่งวุ่นวายเท่าไรก็ยิ่งดี มอบโอกาสให้เราได้พักผ่อนเสียที”

ในเวลาเดียวกันนี้ กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในแดนเซียนล้วนถูกปรากฏการณ์มรรคาสวรรค์ทำให้ตกใจ

มิใช่แค่แดนเซียนเท่านั้น แดนสรวงหมื่นโลกาต่างเห็นกันทั่ว

แม้แต่ในยมโลกและแดนชำระบาปเก้าขุมก็มองเห็นเช่นกัน

ดวงตาของจอมปีศาจคุกรัตติกาลมองทะลุอาณาเขตเต๋าออกไป เห็นเมฆาม่วงเหนือแดนชำระบาปเก้าขุม อดไม่ได้จะเอ่ยด้วยความปลดปลง “มหาเคราะห์ก็คือมหาเคราะห์ ยอดฝีมือสารพัดรูปแบบปรากฏตัวขึ้นไม่ขาดสาย”

เจียงอี้เอ่ยอย่างเหยียดหยาม “ถ้าให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าก็สามารถกลายเป็นตัวตนสุดแข็งแกร่งในมหาเคราะห์ได้เช่นกัน”

ไก่คุกรัตติกาลกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ยอดผู้แข็งแกร่งในมหาเคราะห์ครั้งก่อนตายไปแล้ว เจ้าอยากเจริญรอยตามเขาหรือ ดูเหมือนเจ้าจะเอาชนะจักรพรรดิเซียนแห่งเผ่าเทพอีกาทองไม่ได้ด้วยซ้ำ!”

ใบหน้าเจียงอี้เขียวครึ้มขึ้นมาในทันที

เขาปวดใจกับเรื่องนี้มาโดยตลอด หลังจากไก่คุกรัตติกาลรู้เรื่องนี้เข้า ก็หยิบเอาเรื่องนี้มาทิ่มแทงเขาเป็นประจำ ช่างชั่วร้ายเหลือเกิน

จู่ๆ มู่หรงฉี่ก็กล่าวด้วยความสะท้อนใจ “แดนเซียนวุ่นวายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของฟางเหลียงจะเป็นอย่างไร”

เมื่อเอ่ยถึงฟางเหลียง ศิษย์ที่เหลือก็พากันสะท้อนใจเช่นกัน ต่างนึกตำหนิฟางเหลียงว่าเหตุใดไม่กลับมาพร้อมกับมู่หรงฉี่

ในยามนี้

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยยังคงทำความเข้าใจยอดมรรควิถีอยู่

ภายใต้สภาวะตระหนักมหามรรค แรงบันดาลใจนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่ในสมองของหานเจวี๋ย ค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นพลังวิเศษที่เขาครุ่นคิด ทั้งซับซ้อนและลึกลับ ทำให้เขาจมดิ่งอยู่ในภวังค์