366-370
บทที่ 366
หลังจากเก็บป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยอารมณ์ดียิ่ง
มีลัทธิอันธการคอยเกื้อหนุนวังสวรรค์ วังสวรรค์น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม
จักรพรรดิสวรรค์ช่างดีต่อเขาเหลือเกิน ส่งผลให้หานเจวี๋ยรู้สึกผิดอยู่ในใจเสมอที่ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณในส่วนนี้ ตอนนี้ในที่สุดเขาก็ได้ช่วยเหลือวังสวรรค์อย่างแท้จริงแล้ว
พรสวรรค์ของเต้าจื้อจุนเก่งกาจ แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงบุตรแห่งสวรรค์ ไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะระหว่างกลุ่มมหาอำนาจได้
แต่ลัทธิอันธการนั้นแตกต่างออกไป มีเผ่าพันธุ์โบราณมากมายอยู่ใต้สังกัด เมื่อมีกองกำลังขนาดใหญ่เช่นนี้ให้การสนับสนุนวังสวรรค์ วังสวรรค์จะไม่กล้าแกร่งได้อย่างไรเล่า
หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกถ้ำ
“ข้าจะเทศนาหลักมรรคาแล้ว ทุกคนนั่งให้ดี”
เสียงของหานเจวี๋ยดังก้องไปทั่วอาณาเขตเต๋า ชาวเผ่าเอกาหนึ่งหมื่นคนก็ได้ยินเช่นกัน
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังขึ้นมา หลักมรรคาที่จักรพรรดินีผืนพิภพเคยเทศนาให้พวกเขาฟัง ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขา
เจียงอี้อดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมา มองไปทางหานเจวี๋ยด้วยความฉงน
หลังจากมีประสบการณ์กับแบบจำลองการทดสอบมาแล้ว ภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยที่อยู่ภายในใจเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสูงส่งและลึกลับ
เขาก็ถูกพลังวิเศษอย่างแบบจำลองการทดสอบทำให้ตกใจเช่นกัน ระดับตบะที่สามารถจำลองผู้แข็งแกร่งออกมาได้ แล้วหานเจวี๋ยจะอ่อนแอได้อย่างไรกัน
พอคิดดูอย่างละเอียดแล้ว เจียงอี้ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตนไม่เคยเอาชนะหานเจวี๋ยได้เลย ถึงแม้ในอดีตหานเจวี๋ยจะมีท่าทางถ่อมตน แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีความเกรงกลัวเลย เมื่อมองย้อนกลับไป เขารู้สึกว่าหานเจวี๋ยในอดีตที่ผ่านคล้ายว่ากำลังกล่อมเขาอยู่มากกว่า
นอกไปจากนี้ จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตสิ้นชีพด้วยน้ำมือของหานเจวี๋ยแน่นอน!
เพราะเขาเคยต่อสู้กับจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตในแบบจำลองการทดสอบ อีกฝ่ายแข็งแกร่งทัดเทียมตัวจริงทุกประการ!
หานเจวี๋ยไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของเจียงอี้ เขาเดินมานั่งลงที่ด้านหน้าต้นฝูซัง เริ่มเทศนาหลักมรรคา
ทุกคนนั่งกันเรียบร้อยดีแล้ว รวมถึงจินกังนู่และจอมปีศาจคุกรัตติกาลด้วย
การเทศนาหลักมรรคาของหานเจวี๋ยที่บรรลุระดับเทพแล้วมีประโยชน์ต่อพวกเขาเช่นกัน
ขณะที่หานเจวี๋ยเทศนาความเข้าใจในการบำเพ็ญตบะของตน น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์ดึงดูด ทำให้ทุกคนเข้าถึงสภาวะรู้แจ้งอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างหวนนึกถึงการบำเพ็ญของตัวเอง พลันบังเกิดแรงบันดาลใจ ความคิดอัศจรรย์พันลึกสารพัดอย่างพรั่งพรูออกมาในสมอง จากที่ฉงนสนเท่ห์ก็รู้แจ้งในฉับพลันทันใด
การเทศนาหลักมรรคาครั้งนี้ดำเนินอยู่ถึงห้าปี หลังจากนั้นหานเจวี๋ยก็ใช้เวลาอีกสองปีเพื่อคลายข้อสงสัยให้พวกเขาไปทีละคน
หลังจากเทศนาหลักธรรมจบ หานเจวี๋ยกลับเข้าถ้ำ พลางเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา
หลังจากปิดถ้ำแล้ว อู้เต้าเจี้ยนคุกเข่าลงเบื้องหน้าหานเจวี๋ย สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความฉงน ไม่ทราบว่าหานเจวี๋ยเรียกพบนางด้วยเรื่องใด
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ช่วงนี้เจ้านายคนเก่าของเจ้าได้มาหาเจ้าหรือไม่”
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความแปลกใจ “ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ นางจะมาหาข้าได้อย่างไรกัน”
“อย่างเช่นมาเข้าฝัน”
“ฝันก็นับหรือ มีแบบนั้นจริงๆ ระยะนี้ข้าฝันถึงนางบ่อยๆ นางมาบำเพ็ญตบะอยู่ข้างกายข้า แต่ไม่ได้พูดคุยกับข้าเลย”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ไท่ซู่เทียนมีเจตนาร้ายแอบแฝงจริงๆ!
อู้เต้าเจี้ยนเป็นเซียนแท้ไท่อี่ อยู่ห่างจากเซียนทองไท่อี่ไม่ไกลแล้ว จะฝันเรื่อยเปื่อยไร้สาเหตุได้อย่างไร
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยต่อว่า “วางใจเถิดนายท่าน ตอนนี้ข้ายอมรับท่านเป็นเจ้านายเพียงคนเดียว ต่อให้ท่านใช้ข้าไปสังหารนาง ข้าก็จะไปแน่นอน บุญคุณที่นางมีต่อข้า เป็นเพียงการเมตตาไปตามโอกาส นางถึงขั้นที่ไม่สังเกตเห็นข้าเลยด้วยซ้ำ แต่ท่านกลับต่างออกไป เป็นท่านที่เปลี่ยนร่างให้ข้า ให้ข้าได้เหยียบย่างเข้าสู่วิธีแห่งการบำเพ็ญ ซ้ำยังคุ้มลมบังฝนให้ข้า…”
พูดไปพูดมา ขอบตาของอู้เต้าเจี้ยนก็แดงเรื่อ
นางพูดออกมาจากใจจริง
ร่างเดิมของนางคือหญ้าโลกาสวรรค์ มีประสบการณ์นิพพานถือกำเนิดใหม่มากมายหลายครั้ง ก่อนจะได้พบหานเจวี๋ย นางคือหญ้าต้นหนึ่งที่ล่องลอยไปตามโลกต่างๆ ถูกเหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วน เรื่องถูกลมพัดฝนพรำยิ่งมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว
หลังจากได้พบกับหานเจวี๋ย นางก็ไม่เคยได้รับความทุกข์ยากอีกเลย ปัจจุบันนี้ยิ่งสุขสบายไร้กังวล ซ้ำยังมีสหายมากมายให้พูดคุยด้วย วันเวลาผ่านไปอย่างเป็นสุขยิ่ง
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ความรู้สึกที่เจ้ามีต่อข้าข้าย่อมรับรู้ดี แต่บางครั้งเรื่องราวหลายอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเจ้าหรอกนะ ข้าต้องการประทับตราประทับหกวิถีลงบนวิญญาณของเจ้า ถ้าหากเจ้านายเก่าของเจ้าคิดจะฉวยโอกาสเข้าควบคุมเจ้า ข้าจะรับรู้ได้เป็นคนแรก อีกอย่างประทับตรานี้ลงไปแล้ว ข้าก็สามารถควบคุมความเป็นความตายของเจ้าได้”
เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ เพราะหานเจวี๋ยเกรงว่าหากไท่ซู่เทียนพบตราประทับหกวิถีเข้า จะยุแยงให้อู้เต้าเจี้ยนเหินห่างกับเขา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่สู้เขาหาโอกาสชิงยอมรับก่อนเสียดีกว่า กำจัดความเสี่ยงทิ้งไปตั้งแต่ต้นเสียเลย
“ได้เจ้าค่ะ!”
อู้เต้าเจี้ยนตอบตกลงทันที จากนั้นลุกขึ้นมานั่งข้างๆ หานเจวี๋ย เป็นเด็กดีอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่ไม่มีความประหม่าเลยสักนิด
ใบหน้างามเฉิดฉันของนางดูเย็นชา ทว่าภายในดวงตาทั้งสองข้างของนางกลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ระแวงหานเจวี๋ยเลยสักนิด
หัวใจหานเจวี๋ยพลันอ่อนยวบ แต่มือยังคงซื่อสัตย์ยิ่ง ควรจะประทับตราก็ยังประทับตราต่อไป!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจ อารมณ์จะอ่อนไหวยิ่งนัก
มิใช่หานเจวี๋ยไม่ไว้ใจอู้เต้าเจี้ยน เพียงแต่ไม่ไว้ใจไท่ซู่เทียนเท่านั้น
เขาต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตราประทับหกวิถีอีกเล็กน้อย เป็นการป้องกันเอาไว้ก่อนเกิดปัญหาขึ้นมา
หลายวันผ่านไป
อู้เต้าเจี้ยนเดินออกมาจากถ้ำ ไปอยู่ข้างกายลี่เหยา
ลี่เหยาถามด้วยความสงสัย “เจ้าสำนักเรียกหาเจ้าทำไมกัน”
น้อยมากที่หานเจวี๋ยจะเป็นฝ่ายเรียกหาอู้เต้าเจี้ยน
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มภูมิใจ “บอกไม่ได้ ไม่สมควรฟังหรอก”
ระหว่างที่พูดคุย นางได้มองไปทางถูหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาผยองได้ใจ
ถูหลิงเอ๋อร์เม้มปาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความหึงหวง
นางแตกต่างจากคนอื่นๆ นางไม่ได้อยากจะกราบหานเจวี๋ยเป็นอาจารย์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นางอยากได้สถานะอื่น แต่จนปัญญาที่ไม่ได้สมดั่งใจ
“เฮ้อ อาจารย์สูงส่งลึกล้ำยากจะคาเดเดาขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ข้าไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเขาเลย แบบนี้จะทำอย่างไรดี”
ถูหลิงเอ๋อร์ตกอยู่ในสภาวะเศร้าหมอง ชายหนุ่มรูปงามอย่างหานเจวี๋ยหากเผยตัวต่อโลกหล้า ต้องดึงดูดความนิยมชมชอบของหญิงงามและยอดพธูมากมายได้แน่นอน พอถึงเวลานางต้องไปแย่งชิงกับผู้ใดบ้างเล่า
….
สามสิบปีผ่านไป
นับตั้งแต่หานเจวี๋ยทะลวงระดับเทพได้ก็ผ่านไปสองร้อยกว่าปีแล้ว เขายังทะลวงระดับปฐมเทพขั้นสองไม่ได้ แต่ก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
เวลาที่ว่างจากการบำเพ็ญหานเจวี๋ยจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรูต่อ พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
อันที่จริงเขาสามารถอาศัยแรงกุศลมรรคาสวรรค์ทะลวงขั้นได้เลย แต่เขาไม่อยากถูกมรรคาสวรรค์ควบคุม
โดยทั่วไปแล้ว สภาพจิตใจของหานเจวี๋ยยังยอดเยี่ยมดี ไม่รีบร้อนลนลาน
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านบำเพ็ญเพียรตระหนักรู้มรรคาสวรรค์ พลังวิเศษเพิ่มพูน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ เนื่องจากครอบครองสมบัติวิเศษจึงไม่ได้รับผลกระทบ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านได้รับโอสถลึกลับ ตบะเพิ่มพูน]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x122229
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเข้าร่วมลัทธิอันธการ ดวงชะตาเกิดความเปลี่ยนแปลง]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับสืบทอดมรดกจักรพรรดิ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านฝืนย่างเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ จิตวิญญาณเผชิญบทลงทัณฑ์จากมรรคาสวรรค์ โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ จิตสำนึกล่องลอยเข้าสู่แม่น้ำโชคชะตา ส่องดูชะตากรรม]
….
คำสาปแช่งลึกลับมากมายนัก!
หานเจวี๋ยลอบสบถ
ตอนนี้รู้ตัวคนที่สวมรอยเป็นเขาสามคนแล้ว ได้แก่จู่ถู เซวี่ยหมิงเหอ และจิ่งเทียนกง
มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าจะมีคนที่สี่ด้วยหรือไม่
หานเจวี๋ยคิดว่ามี และอาจจะมีเยอะมากด้วย
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ทั่วแดนเซียนคงถูกสาปกันหมดแน่
วุ่นวายเหลือเกิน
หานเจวี๋ยให้ความสนใจกับเรื่องที่โม่ฟู่โฉวเข้าร่วมลัทธิอันธการ แต่เหตุใดไม่มีโจวฝานเล่า พี่น้องหลงหยางคู่นี้แตกคอกันอีกแล้วหรือ
ยังมีสิงหงจวินอีกคน ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับสืบทอดมรดกจักรพรรดิ ไม่เสียทีที่เป็นภรรยาข้า มีโชคชะตาไม่ธรรมดาเช่นกัน
คนที่หานเจวี๋ยใส่ใจที่สุดคือหลงเฮ่า
ไอ้หนูคนนี้กลายเป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว แถมยังไปแอบส่องชะตากรรมอีกงั้นหรือ
เขากับเฮ่าเทียนกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
บทที่ 367
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายอยู่สักพัก จากนั้นก็สาปแช่งศัตรูอย่างตั้งอกตั้งใจ
สถานการณ์ในแดนเซียนเกิดความเปลี่ยนแปลง หานเจวี๋ยแค่เฝ้ามองจากข้างสนาม อ่านจดหมายแก้เบื่อก็พอแล้ว เรื่องที่เขาทำได้มีอยู่ไม่มากนัก
หนึ่งเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยบำเพ็ญตบะต่อ เป้าหมายคือระดับปฐมเทพขั้นสอง
จากที่เขาประเมินไว้ อย่างมากอีกร้อยปีเขาก็สามารถทะลวงขั้นได้แล้ว
ความเร็วในการบำเพ็ญยังคงรวดเร็วยิ่ง
….
สิบเจ็ดปีผ่านไป
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยมองอักษรสามแถวที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[ตรวจพบว่าท่านมีอายุห้าพันปีบริบูรณ์แล้ว ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไป]
[หนึ่ง ก้าวเข้าสู่เคราะห์ทันที แย่งชิงอำนาจวาสนา ผงาดขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วสรวงสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคาหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง ไม่ก้าวเข้าสู่เคราะห์ชั่วคราว เก็บตัวบำเพ็ญเพียร จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคาหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยลอบสบถ
หลังจากมหาเคราะห์เริ่มต้นขึ้น รางวัลในการเลือกก็โน้มเอียงไปในทางก้าวสู่เคราะห์
นี่เป็นการชักจูงให้เขาเข้าสู่เคราะห์ชัดๆ!
หานเจวี๋ยไม่เอาด้วยแน่
มหาเคราะห์อันตรายเกินไป เป็นแบบปัจจุบันนี้ก็ดีมากแล้ว บำเพ็ญเพียรอย่างสบายใจ
หานเจวี๋ยอยากเอาอย่างบรรพชนเต๋า เปิดตัวในจุดสูงสุด สยบมหาเคราะห์ทั้งหมดด้วยพลังของตนเท่านั้น
‘ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของข้า!
ยุคสมัยของข้าอยู่ในมหาเคราะห์ครั้งต่อไป!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ จากนั้นจึงเลือกตัวเลือกข้อที่สอง
[ยินดีด้วยท่านได้รับชิ้นส่วนมหามรรคาหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
ขาดอีกเพียงชิ้นเดียว ชิ้นส่วนมหามรรคาก็จะครบเก้าชิ้นแล้ว!
หินวิญญาณมรรคาสวรรค์ก็เอามายกระดับให้สมบัติวิเศษได้
หานเจวี๋ยแทบจะไม่ลังเลเลย หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายและหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมาทันที เริ่มยกระดับให้หนังสือแห่งความโชคร้าย
เขาไม่ก้าวเข้าสู่เคราะห์ สมบัติวิเศษสายโจมตีอื่นใดไม่มีประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่สู้เพิ่มความแข็งแกร่งให้หนังสือแห่งความโชคร้ายเสีย หนังสือแห่งความโชคร้ายยังสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์ของมหาเคราะห์ได้อีกด้วย
หลังจากหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หลอมรวมเข้ากับหนังสือแห่งความโชคร้าย หนังสือแห่งความโชคร้ายก็กระจายแสงสีดำออกมา ส่องสะท้อนใบหน้าของหานเจวี๋ย
รอบถ้ำดูมืดมนน่าหวาดผวาราวกับถ้ำปีศาจก็มิปาน
เจ็ดวันผ่านไป
[หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับจากสมบัติวิญญาณระดับเทพเป็นยอดสมบัติระดับเทพ]
ยอดสมบัติระดับเทพ!
หากไม่นับรวมการหักใช้อายุขัยแล้ว ตัวตนในระดับเทพก็ยังไม่อาจต้านทานคำสาปแช่งจากหนังสือแห่งความโชคร้ายได้
ถ้าหากไม่ต้องแลกด้วยอายุขัย สมบัติชิ้นนี้จะสำแดงบทบาทอันทรงพลังได้มากกว่านี้
หานเจวี๋ยตัดสินใจจะลองทดสอบดู
สาปแช่งจู่ถูก่อน!
นอกจากจู่ถูแล้ว ศัตรูที่เหลือล้วนยังไม่สะดวกและยังไม่อาจสาปให้ตายไปทันทีได้
ขอสละอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปีสำหรับจู่ถูก่อนแล้วกัน!
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ห้าวันผ่านไป อายุขัยของเขาเริ่มลดลง
อีกด้านหนึ่ง
ณ วังเทพ
จู่ถูกำลังต่อต้านแรงสาปแช่งของหานเจวี๋ย เขาตกตะลึงเมื่อพบว่าแรงสาปแช่งครั้งนี้ทรงพลังกว่าครั้งก่อน
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย!
เขากำลังจะถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการลงดาบต่อจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจหรือ
“ฮึ่ม ข้าจะรอดูสิว่าสุดท้ายแล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้!”
จู่ถูไม่ยอมเชื่อ ต้านทานแรงสาปแช่งต่อไป
แรงสาปแช่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม
สีหน้าจู่ถูพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนและดูย่ำแย่
เขาพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง
วันต่อมา
เขาหยิบของวิเศษที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออกมา นี่คือดอกบัวสีแดงสดดอกหนึ่ง เขาถือบัวแดงไว้ในระดับท้องน้อย ไอสีแดงค่อยๆ ซึมเข้าสู่ร่างเขาอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็ยังคงซีดเผือดอยู่ดี
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ดวงตาทั้งสองข้างของหานเจวี๋ยปรากฏเส้นเลือดฝอยแล้ว
อายุขัยของเขาลดลงแปดสิบล้านปีแล้ว!
เมื่อถึงหนึ่งร้อยล้านปีก็จะหยุดมือทันที!
เขาจ้องหน้าจอแสดงคุณสมบัติอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยกลัวว่าอายุขัยของตนจะลดลงไปมากกว่าที่กำหนดไว้อีกหลายปี
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงทันที ใช้อายุขัยไปหนึ่งร้อยล้านปีพอดิบพอดี!
เขาพรูลมหายใจออกมายาวๆ เอ่ยพึมพำ “เยี่ยม!”
หนังสือแห่งความโชคร้ายถูกยกระดับแล้ว เขาไม่เชื่อหรอกว่าจู่ถูจะไม่เกิดปัญหาจาการสาปแช่งเลยแม้แต่น้อย!
อีกด้านหนึ่ง
จู่ถูกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ เขายกมือซ้ายขึ้น สกัดจุดชีพจรสองสามจุดบนร่าง ต้องการควบคุมพลังเวทที่พลุ่งพล่านไว้
“บัดซบ…แรงสาปแช่งของเขารุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร ตบะของเขาเหนือกว่าข้าหรือว่าเขาใช้วิธีการพิเศษอันใด”
จู่ถูกัดฟันกรอด ในดวงตาสองข้างเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและตกตะลึง
หากทำการสาปแช่งเป็นเวลานานผลจะสะท้อนกลับเข้าตัวผู้สาปแช่ง ยามปกติที่เขาสาปแช่ง จะพุ่งเป้าไปที่คนเพียงคนเดียวและใช้เวลาไม่เกินหนึ่งวัน ไหนเลยจะเหมือนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ สาปแช่งติดต่อกันเป็นเวลาสิบวัน
ถ้าหากยามนี้เป็นช่วงเวลาที่เขากำลังต่อสู้อยู่ เช่นนั้นมิแย่หรอกหรือ
จู่ถูบังเกิดความเกรงกลัวต่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการขึ้นมาเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เพียงแค่รู้สึกหวาดหวั่นเท่านั้น
“ไม่ได้การแล้ว จะต้องหาตัวเขาให้พบ!”
“ระยะนี้ลัทธิอันธการหันไปพึ่งพาวังสวรรค์ หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมาจากวังสวรรค์”
ยิ่งคิดจู่ถูก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้
สำนักเต๋าและลัทธิอันธการเกื้อหนุนวังสวรรค์ เห็นได้ชัดว่ามีอำนาจลึกลับบางอย่างคอยผลักดันทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง ต้องการผลักวังสวรรค์ไปให้ถึงยอดเมฆา
ถ้าหากโจมตีวังสวรรค์ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคงนั่งไม่ติดแล้ว
ขอเพียงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเผยตัว เช่นนั้นจู่ถูก็มีวิธีสังหารอีกฝ่าย!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แววตาของจู่ถูพลันฉายแววอำมหิต
….
ยี่สิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยหยุดบำเพ็ญ เริ่มทำภารกิจสาปแช่งครั้งแรกของรอบสิบปีนี้
เขาสาปแช่งไปพลางตรวจดูจดหมายไปพลาง
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่าน]
[ฟางเหลียงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่าน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านได้รับสืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่ มรรคกระบี่แปรผัน เหยียบเข้าสู่ระดับจักรพรรดิครึ่งก้าวแล้ว]
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านตระหนักรู้มหามรรคโชคชะตา พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียนวังสวรรค์] x280
[หวงจุนเทียนได้รับการชี้แนะจากอริยะ เรียนรู้พลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน วาสนาพุ่งทะยาน]
[โจวฝานสหายของท่านเข้าร่วมลัทธิอันธการ ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
….
ช่วงสิบปีมานี้กลับไม่ปรากฏคำสาปแช่งลึกลับขึ้นเลย ดูเหมือนเซวี่ยหมิงเหอและจู่ถูต่างหยุดมือแล้ว
แต่หานเจวี๋ยกลับรู้สึกแปลกใจเรื่องที่จักรพรรดิสวรรค์เผชิญการโจมตีจากเทพเซียน
เขารู้สึกเสมอว่ามีคนทรยศปะปนอยู่ในวังสวรรค์ แม้กระทั่งตี้ไท่ไป๋คนที่จักรพรรดิสวรรค์ไว้ใจที่สุดก็เป็นจักรพรรดิเซียนวัฏจักรปลอมตัวมา ไม่มีทางที่เทพเซียนคนอื่นจะจงรักภักดีกันทั้งหมดอยู่แล้ว
แต่ก็หานเจวี๋ยก็ไม่นึกกังวล จักรพรรดิสวรรค์ย่อมมีวิธีรับมือเป็นแน่ สามารถนั่งในตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ได้ จะธรรมดาได้อย่างไร
นอกไปจากนี้ หวงเทียนจุนก็ดึงดูดความสนใจของหานเจวี๋ยเช่นกัน
เจ้าหมอนี่คบค้ากับอริยะงั้นหรือ
หานเจวี๋ยคิดว่าภายหน้าถ้าพบหวงเทียนจุนต้องระวังตัวเอาไว้หน่อย หากว่าอริยะลบตราประทับหกวิถีในส่วนลึกของวิญญาณหวงเทียนจุนออกไป ทำให้กลายเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่งแล้วหันกลับมาปองร้ายเขาจะทำอย่างไรเล่า
มีความเป็นไปได้ยิ่งนัก!
อริยะไม่อาจลงสู่โลกาได้ ทำได้เพียงควบคุมตัวหมาก
เช่นเดียวกับคนในวังหนี่ว์หวาผู้นั้น
ขณะที่หานเจวี๋ยใช้ความคิดอยู่นั้น แรงกดดันมหาศาลท่วมท้นประการหนึ่งก็ได้เข้าปกคลุมแดนชำระบาปเก้าขุม
จากนั้นเสียงตะคอกขู่เข็ญเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“สรรพสัตว์ในมรรคาสวรรค์จงฟัง วังเทพเป็นหุ่นเชิดในการควบคุมของเผ่ามาร หลังเกิดมหาเคราะห์ก็กำเริบเสิบสาน หมายเข่นฆ่าปวงประชา ผู้ใดปลิดชีพศิษย์ของวังเทพได้ ล้วนจะได้รับบำเหน็จรางวัล มีความดีความชอบ นำป้ายประจำตัวศิษย์ของวังเทพมารับรางวัลได้ที่วังสวรรค์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพเซียน สุขสำราญกับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์!”
“ผู้ใดสังหารจู่ถูได้ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาราชันแห่งวังสวรรค์”
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์!
หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น
เขาไม่เห็นว่าจักรพรรดิสวรรค์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นจึงไม่ได้ติดต่อไปหาจักรพรรดิสวรรค์ ถ้าเกิดจักรพรรดิสวรรค์กำลังต่อสู้อยู่เล่า
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความปลดปลง เผ่ามารก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมายเพียงใดกันแน่ ข้อหาร้ายแรงที่สุดในโลกใบนี้ถึงไปตกอยู่ที่เผ่ามารจนหมด
เขารู้ว่าจู่ถูมิใช่คนของเผ่ามาร แต่เคยเป็นรองเจ้านิกายเจี๋ย
เพียงแต่นิกายเจี๋ยมีสานุศิษย์มากมาย ตอนนี้จู่ถูและนิกายเจวี๋ยเองก็มิได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อาจจะเป็นศัตรูตัวฉกาจกันเสียด้วยซ้ำ
บทที่ 368
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์เป็นเหตุให้ผู้คนในสำนักซ่อนเร้นวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ต่างพูดคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างวังเทพและวังสวรรค์กันแน่
จอมปีศาจคุกรัตติกาลทำเสียงจิ๊ๆ ก่อนเอ่ยด้วยความสงสัย “จักรพรรดิสวรรค์โหดเหี้ยมจริงๆ ยัดข้อหาวังเทพว่าเป็นเผ่ามาร ต่อไปนี้หากวังเทพคิดจะหาพวกสร้างอำนาจอีกก็ยากยิ่งนักแล้ว ถึงอย่างไรเมื่อไม่นานมานี้สำนักพุทธก็เพิ่งเกิดข่าวอื้อฉาวแบบนี้เช่นกัน”
เผ่ามารรับบทตัวร้ายมาชั่วนาตาปี ถึงขั้นที่มีพวกเจ้าเล่ห์ไม่น้อยพากันยัดเยียดความผิดของตนให้กับเผ่ามาร
ราวกับเรื่องราวชั่วร้ายทั้งปวงล้วนเป็นฝีมือของเผ่ามารทั้งสิ้น
ต้วนหงเฉินส่ายหน้าพลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ก็ไม่แน่หรอก มหาเคราะห์มาเยือนแล้ว ผู้ใดจะยังสนใจเผ่ามารเล่า อภัยด้วยที่ข้าต้องกล่าวตรงๆ วังสวรรค์มีแรงดึงดูดต่อมนุษย์ปุถุชนเท่านั้น แต่ในแดนเซียนขอเพียงเป็นผู้มีรากฐานที่ดี จะมีสักกี่คนเชียวที่หมายตาวังสวรรค์จริงๆ”
มู่หรงฉี่แค่นเสียง “ไม่ว่าอย่างไรวังสวรรค์ก็มีแรงดึงดูดมากกว่าวังเทพ บุตรแห่งสวรรค์ที่ขึ้นชื่อลือชาของวังเทพไม่หลงเหลืออยู่แล้ว”
เขามาจากวังเทพ ทว่ากลับเคียดแค้นชิงชังวังเทพอย่างลึกล้ำ
“พวกเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล นายท่านสนับสนุนวังสวรรค์นะ!” ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยเตือน
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ถูหลิงเอ๋อร์ถามด้วยความฉงน “พวกเจ้าว่า ถ้าอาจารย์พาพวกเราชาวสำนักซ่อนเร้นไปช่วยเหลือวังสวรรค์ วังสวรรค์จะมีชัยในมหาเคราะห์หรือไม่”
จินกังนู่หัวเราะดังลั่น กล่าวขึ้นว่า “แน่นอนอยู่แล้ว พวกเจ้าต่างเป็นบุตรแห่งสวรรค์ พลังของเจ้าสำนักเหนือกว่าจักรพรรดิสวรรค์ด้วยซ้ำ มีกองกำลังระดับนี้เข้าร่วม ผู้ใดจะขวางได้เล่า”
มู่หรงฉี่ยิ้มพลางเอ่ยอย่างคล้อยตาม “ถูกต้อง เพียงแต่ความคิดของอาจารย์คือคาดหวังให้พวกเราตั้งใจบำเพ็ญดีๆ มหาเคราะห์ครั้งนี้ไม่เหมาะสมกับพวกเรา แต่เมื่อมหาเคราะห์ครั้งต่อไปมาถึง พวกเราต่างจะอยู่ในระดับจักรพรรดิเซียน ระดับเทพ ไม่แน่ว่าอาจมีต้าหลัวถือกำเนิดขึ้นก็เป็นได้ เมื่อถึงเวลามิใช่ว่าจะสามารถกวาดล้างปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้หรอกหรือ”
อยู่ร่วมกันมาเนิ่นนาน พวกเขาต่างรู้ชัดถึงพรสวรรค์ของแต่ละคนเป็นอย่างดี ทุกคนล้วนเป็นบุตรแห่งสวรรค์จริงๆ!
ดวงตาฉู่ซื่อเหรินส่องประกายแวบหนึ่ง เมื่อได้ฟังคำพูดของมู่หรงฉี่ ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้
เขามองไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทานด้วยสายตาที่เผยให้เห็นถึงความเคารพยำเกรง
“พวกเจ้าอย่าลืมผู้อาวุโสนามหลี่ว์ปู้ท่านนั้นสิ!” สวินฉางอันเอ่ยขึ้นในทันใด
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางชายหาดของเกาะสำนักซ่อนเร้น ต่างฝ่ายต่างรู้สึกหวาดผวา
พวกเขาล้วนเคยต่อสู้กับจู่ถูในแบบจำลองการทดสอบมาก่อน จินกังนู่เองก็ด้วย ทั้งหมดล้วนถูกจู่ถูสังหารภายในชั่วพริบตา!
เจียงอี้นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อได้ยินบทสนทนาของทุกคน เขาครุ่นคิดในใจ ‘สำนักซ่อนเร้นช่างมีศักยภาพจริงๆ เจ้าซือหม่าอี้คนนี้ไม่มีทางหลบซ่อนตัวไปตลอดแน่ มิเช่นนั้นคงไม่ก่อตั้งสำนักซ่อนเร้นขึ้นมา ถ้าติดตามเขาอาจจะมีศักยภาพมากกว่าอยู่กับเผ่าเทพอีกาทอง’
บางทีพอผ่านไปนานเข้า เผ่าเทพอีกาทองอาจต้องมาพึ่งพาเขา ร้องขอการคุ้มครองจากสำนักซ่อนเร้นก็เป็นได้
ยิ่งคิดเจียงอี้ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้
คนอย่างหานเจวี๋ยช่างน่ากลัวเหลือเกิน
พรสวรรค์เลิศล้ำไม่เป็นสองรองผู้ใด ทั้งยังเก็บงำพลังเอาไว้ตลอดมา!
หานเจวี๋ยกำลังบำเพ็ญตบะอยู่ สำหรับบทสนทนาของชาวสำนักซ่อนเร้น เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย
ในช่วงเวลาอันยาวนานและจืดชืดไร้สีสัน ต้องมีการตั้งวงนินทากันบ้างอยู่แล้ว มิเช่นนั้นก็จะน่าเบื่อเกินไป
….
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามสิบปี!
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้เผชิญกับโอกาสในการทะลวงแล้ว
เขาตื่นเต้นยิ่งนัก ผ่านมาเกือบสามร้อยปี ในที่สุดก็จะได้ทะลวงขั้นแล้ว เขาแทบจะอึดอัดตายแล้ว
แม้แต่การสาปแช่งศัตรูหานเจวี๋ยก็ไม่ทำแล้ว เริ่มทะลวงขั้นทันที
คลื่นแรงกรรมที่ซัดสาดอยู่รอบเกาะสำนักซ่อนเร้นเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา เฉกเช่นพายุที่ไร้สุ้มเสียง ยิ่งใหญ่ทรงพลัง ให้ความรู้สึกกดดัน
การทะลวงขั้นของระดับเทพขึ้นอยู่กับการเสริมพลังแก่นแท้ปฐมเทพ ใช้แก่นแท้พลังเวทฝ่าทะลวงขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพลังเวทและดวงวิญญาณต่างเข้าสู่สภาวะสมบูรณ์พร้อม เช่นนั้นก็มีโอกาสเข้าสู่การพิสูจน์ต้าหลัว!
หานเจวี๋ยมีกายดาราอนธการ มหามรรควัฏจักรอนธการ ขอเพียงดูดซับแรงกรรมอย่างต่อเนื่องก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปหาหนทางบรรลุด้านนอกเลย
มหามรรควัฏจักรอนธการเป็นวิชายุทธ์ระดับมหามรรคที่หานเจวี๋ยใช้เก้าชิ้นส่วนมหามรรคแลกเปลี่ยนมา กล่าวได้ว่าแม้จะเสาะหาไปทั่วทั้งแดนเซียนก็ยังยากที่จะพานพบ!
แรงกรรมของแดนชำระบาปเก้าขุมมากมายไร้สิ้นสุด ใช้ได้ไม่มีหมด เพียงพอให้หานเจวี๋ยบำเพ็ญไปได้อีกเนิ่นนาน
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
แปดปีผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงขั้นสำเร็จ!
พลังปฐมเทพแปรผัน!
ปฐมเทพขั้นสอง!
หานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ความรู้สึกนี้ช่างน่าอภิรมย์จริงๆ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตะเบ็งเสียงที่ไม่อาจบรรยายได้ออกมา
เขาควบรวมตบะพลางตรวจสอบหน้าจอแสดงคุณสมบัติไปด้วย
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุการใช้งาน: 5058/109,999,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เทพมารอนธการ]
[ตบะ: ปฐมเทพขั้นสอง]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ ชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]
….
หานเจวี๋ยแทบจะสบถ!
ช่างสมกับที่เป็นการทะลวงขั้นของระดับเทพ อายุขัยขยายเพิ่มขึ้นกว่าระดับจักรพรรดิมากนัก!
ตัวเลขอายุขัยยาวเกินไป หานเจวี๋ยไม่อาจนับได้แล้ว
อายุขัยที่หักใช้ไปก่อนหน้านี้ได้กลับคืนมาจากการทะลวงขั้นแล้ว ถึงขั้นที่ไม่ใช่แค่ได้คืนมาเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นเป็นทบทวี
นี่มันเท่าไรกัน
พันล้านล้านหรือ
ร้อยล้านปีนั่นไร้ความหมายไปในทันใด
ครั้งหน้าจะได้เอามาเล่นสนุกกันสักหน่อย!
ในใจหานเจวี๋ยบังเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่งขึ้น!
ตอนนี้เขามีเศษอายุขัยอยู่เกือบร้อยล้านล้านปี พลันบังเกิดความเหี้ยมหาญขึ้นแล้ว!
หานเจวี๋ยใช้เวลาสองปีเพื่อควบรวมตบะ
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง และเริ่มสาปแช่ง
หนนี้เขาจะสาปแช่งวังเทพโดยตรง!
เขาจะสาปแช่งโชคชะตาของวังเทพ!
นำอายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปีมาสาปแช่งโชคชะตาของวังเทพก่อน
จากนั้นค่อยนำอายุขัยอีกห้าหมื่นล้านปีมาเล่นสนุกกับจู่ถู!
หานเจวี๋ยไม่เชื่อหรอกว่าจะเล่นงานวังเทพไม่ได้!
การล้างแค้นวังเทพ ไม่เพียงแต่ช่วยคลี่คลายปัญหาให้จักรพรรดิสวรรค์เท่านั้น ยังเป็นการเอาคืนให้มู่หรงฉี่ศิษย์ของเขาด้วย เขาลงมืออย่างผ่อนคลาย ไม่เป็นกังวลเลยสักนิด
พันล้านล้านปีลบหกหมื่นล้านปีจะเหลืออยู่เท่าไรกันเล่า
หานเจวี๋ยคร้านจะคำนวณแล้ว เขารู้เพียงว่าเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงอายุขัยอันยาวนานเท่านั้น
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง วังเทพเริ่มประสบหายนะ
หลังทะลวงขั้นแล้ว อายุขัยของเขาลดลงเร็วขึ้นกว่าเดิม สาเหตุเพราะแรงสาปแช่งของเขาก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน อัตราการลดลงย่อมเร็วขึ้นเป็นธรรมดา
สองวันผ่านไป เขาผลาญอายุขัยไปหกพันล้านปีแล้ว
เขายังคงทำเช่นนี้ต่อไป
….
ณ วังเทพ
จู่ถูนั่งอยู่ในห้องโถง โคจรพลังต้านแรงสาปแช่ง
“รายงาน…จักรพรรดิเทพโทสะประสบกับคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการขอรับ!”
“รายงาน…ลูกศิษย์ทั้งหมดของหอมาศเหมันต์ประสบกับคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการขอรับ!”
“รายงาน…ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสู่สำนักต้านทานคำสาปแช่งไม่ไหว จิตสลายกายสิ้นแล้วขอรับ!”
“รายงาน…”
เสียงลูกศิษย์วังเทพแว่วเข้ามาจากนอกวังทีละรายๆ ประตูวังมีคนคุกเข่าอยู่หลายร้อยคน ล้วนเป็นตัวแทนของสังกัดย่อยแต่ละแห่งของวังเทพ
จู่ถูสีหน้ามืดครึ้ม ไม่ได้เอ่ยตอบใดๆ
เขาก็ไม่มีวิธีโต้กลับเช่นกัน!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการบ้าคลั่งเหลือเกิน!
เขาต้องมาจากวังสวรรค์แน่นอน!
ใช่แน่ๆ!
จู่ถูเกรี้ยวกราด เขาหยิบหนังสือสาปแช่งของตนออกมา เริ่มสาปแช่งวังสวรรค์ทั้งวัง
ในไม่ช้า น่าเศร้าที่เขาค้นพบว่าโชคชะตาของวังสวรรค์ได้รับการปกปักรักษาจากมรรคาสวรรค์ เขาสาปแช่งวังสวรรค์ไม่ได้เลย
แต่เขากลับไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจสละอายุขัยของตนเพื่อสาปแช่ง
ใช้อายุสู้กับมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์น่าจะขวางไม่ได้แล้ว!
แต่หากอยากสาปแช่งวังสวรรค์ทั้งวัง เขาต้องเสียอายุขัยไปเท่าใดกันเล่า
อายุขัยของต้าหลัวแทบจะเป็นนิรันดร์ไร้สิ้นสุด หมื่นเคราะห์ไม่มลาย หมื่นภัยไม่ดับสูญ แต่หากใช้มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อร่างกายและวิญญาณของเขา ทำให้อาการบาดเจ็บทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นว่าเสียอายุขัยไปนับหมื่นล้านปีแล้ว ก็หยุดมือทันที เขาเริ่มปรับลมหายใจ
[เนื่องจากการสาปแช่งของท่าน ดวงชะตาจู่ถูตกต่ำลง ศิษย์ชั้นเซียนหลายพันคนบาดเจ็บล้มตาย]
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดชะตาก็ตกต่ำลงแล้ว
ส่วนผู้รับเคราะห์พวกนั้น หานเจวี๋ยทำได้เพียงสวดภาวนาอย่างเงียบงันเพื่อขอให้ชาติหน้าพวกเขาอย่าได้เข้าร่วมกับวังเทพอีก
ติดตามวังเทพ ไม่มีจุดจบที่ดีแน่!
หลังจากพักอยู่ครึ่งวัน หานเจวี๋ยก็เริ่มสาปแช่งจู่ถูต่อ
บทที่ 369
ห้าวันผ่านไป
อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงอีกครั้ง ระดับความเร็วในการลดลงยังคงเกินจริงยิ่งนัก แต่เขากลับไม่ใส่ใจเลย
กำจัดจู่ถูให้เร็วหน่อยจะดีกว่า ป้องกันไม่ให้เล่นลูกไม้ในภายภาคหน้าอีก
จู่ถูไม่ใช่ผู้มีชัยที่สุดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตแล้ว ยามนี้อย่างมากก็เป็นได้แค่ไม้กวนอาจม[1]เท่านั้น ตายไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มของสถานการณ์โดยรวม
อีกด้านหนึ่ง
จู่ถูเผชิญกับคำสาปแช่งของหานเจวี๋ย ซ้ำแรงสาปแช่งยังรุนแรงขึ้นอีกด้วย เขาจำเป็นต้องวางหนังสือสาปแช่งของตนลง และเริ่มต่อต้านคำสาปแช่งของหานเจวี๋ย
“สมควรตาย หนังสือสาปแช่งเล่มนี้ของข้าห่างชั้นเกินไป อย่าว่าแต่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลยแม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่ส่งผลกระทบเลยด้วยซ้ำ”
จู่ถูลอบรำพันกับตัวเอง เขานึกสงสัยขึ้นมาแล้วว่าหนังสือสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีที่มาอย่างไรกัน
ปัจจุบันในแดนเซียนมีศัตรูที่กำลังถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งอยู่มากมายเหลือเกิน ส่งผลให้กระแสของมหาเคราะห์เปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อก่อนเขาเล่นเล่ห์วางอุบาย ทุ่มเทสังหาร
แต่ตอนนี้กลับซุ่มอยู่ในที่มืดทุ่มเทสาปแช่ง ทำให้ศัตรูเดาทางไม่ออก!
จู่ถูรู้สึกรันทดหม่นหมอง ขณะเดียวกันก็ต้องสกัดแรงสาปแช่งไปด้วย
หลายวันผ่านไป
คำสาปแช่งจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังคงดำเนินต่อไป จู่ถูรู้สึกตื่นตระหนกแล้ว
คำสาปแช่งในครั้งนี้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการตัดสินใจจะเอาชีวิตเขาแล้วงั้นหรือ
นี่จะต้องเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิสวรรค์แน่!
จักรพรรดิสวรรค์ที่สมควรตาย!
จู่ถูชักจะสงสัยแล้วว่า เป็นผู้ใดกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิสวรรค์
จะใช่อริยบุคคลหรือไม่
ม่านตาของจู่ถูขยายตัวขึ้นทันที
อริยบุคคล…
อริยบุคคลของวังปีศาจต่างยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเขาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอริยบุคคลคนอื่นปรากฏตัวขึ้น
ยิ่งคิดจู่ถูก็ยิ่งตื่นตระหนก
ยามนี้ พลังเวทของเขาเริ่มปั่นป่วนแล้ว มันกัดเซาะร่างกายเขาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เขารู้สึกทรมานขึ้นเรื่อยๆ
ความทรมานยังคงดำเนินต่อไปครึ่งวันต่อมา
“อึก…”
จู่ถูทนรับไม่ไหวอีกต่อไป เขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ จากนั้นก็เริ่มมีเลือดไหลออกมาจากดวงตาทั้งสอง
บาดเจ็บทางร่างกายอย่างไรก็ยังทนไหว ขอเพียงไม่บาดเจ็บไปจนถึงวิญญาณก็พอ
จู่ถูเค้นสมองคิดหาวิธีรับมือ ดูจากท่าทีในครานี้ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว อีกฝ่ายจะยังต้องสาปแช่งเขาต่อไปอีกระยะหนึ่งเป็นแน่ เขาไม่สามารถนั่งเฉยๆ รอรับหายนะได้
จู่ถูพลันบังเกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้น
เขาร้องตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด “จักรพรรดิสวรรค์ เจ้าเหี้ยมหาญไร้เมตตา สาปแช่งสานุศิษย์นับร้อยล้านคนในวังเทพของข้า ซ้ำยังป้ายสีว่าพวกเราเป็นเผ่ามาร ที่ผ่านมาข้าเพียงแสร้งทำเพื่อล่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการออกมา ในที่สุดเจ้าก็ปิดไว้ไม่อยู่แล้ว!”
“เริ่มจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ตามด้วยจักรพรรดิปีศาจ จนตอนนี้มาถึงข้าที่ถูกจักรพรรดิสวรรค์สาปแช่งจนใกล้จะดับสิ้นมรรผลสลายแล้ว ทุกคนจงฟังไว้ให้ดี จักรพรรดิสวรรค์กระทำการเช่นนี้ก็เพื่อแย่งชิงมหาโชค ไร้ซึ่งจิตเมตตา หากวังสวรรค์รวมหมื่นโลกาให้เป็นหนึ่งได้จริงๆ ท้ายที่สุดยุคมืดก็คงมาเยือน!”
จู่ถูแยกวิญญาณเสี้ยวหนึ่งออกมา หายลับไปท่ามกลางความมืดมิด จากนั้นเขาทำการระเบิดตัวเอง กายาและวิญญาณสูญสลาย
….
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หายเจวี๋ยผลาญอายุขัยไปกว่าสามหมื่นล้านปีแล้ว จิตสำนึกของเขาเลือนราง รู้สึกวิงเวียนอย่างยิ่ง
ขณะที่เขาใกล้จะค้ำยันไว้ไม่อยู่แล้วนั้น ก็พลันได้ยินเสียงของจู่ถู
เขาหยุดสาปแช่งทันที พรูลมหายใจออกมา
‘มารดามันเถอะ ดูเหมือนจะผลาญอายุขัยแสนล้านปีตามที่ต้องการไม่ได้แล้ว
หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ ยามที่อายุขัยของเขาลดลงเกินหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปี จิตวิญญาณของเขาก็เริ่มปั่นป่วน รู้สึกทรมานอย่างยิ่ง
เส้นทางการผลาญอายุขัยไม่ได้เดินง่ายๆ เช่นนั้นสินะ
หานเจวี๋ยลอบสบถ
เวลานี้
พิรุณทองโปรยปรายลงมาในแดนชำระบาปเก้าขุม หยาดฝนร่วงลงสู่ความมืดมิดและถูกแรงกรรมดูดกลืนไป
ผู้คนในสำนักซ่อนเร้นต่างก็รู้สึกตื่นตระหนกไปตามๆ กัน
“จู่ถูดับสูญแล้วหรือ”
“ต้าหลัวดับสูญไปอีกท่านหนึ่งแล้ว มหาเคราะห์น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ”
“จักรพรรดิสวรรค์คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการงั้นหรือ”
“ต่อไปจะมีผู้ใดกล้าแก่งแย่งกับวังสวรรค์อีกเล่า”
“โชคดีที่พวกเราหลบเร้นอยู่ มิเช่นนั้นพวกเราก็คงต้องรับเคราะห์ไปด้วย”
“เจียงอี้ เผ่าเทพอีกาทองของเจ้าคงไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับวังสวรรค์ใช่หรือไม่”
ทุกคนต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ทว่าสีหน้าของเจียงอี้กลับดูไม่น่ามองนัก
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินผู้อาวุโสกล่าวว่าจะต่อสู้กับวังสวรรค์จริงๆ
“หวังว่าพวกเขาจะฉลาดกันบ้าง…”
“สมควรตาย ที่แท้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็คือจักรพรรดิสวรรค์! มิน่าล่ะ!”
เจียงอี้อกสั่นขวัญแขวน ทุกครั้งที่เขาพบจักรพรรดิสวรรค์ ล้วนมีความรู้สึกคล้ายถูกมองออกจนทะลุปรุโปร่ง ช่างน่าประหลาดยิ่ง
ขณะที่พวกเขากำลังตื่นตกใจกันอยู่นั้น หานเจวี๋ยกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างไร้สาเหตุ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขารู้สึกอยู่เสมอว่ามีความผิดปกติ
ที่สำคัญคือคำพูดของจู่ถูไม่ถูกต้อง
ก่อนที่จักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จะสิ้นชีพไม่ได้มีการผูกพยาบาทอาฆาต มีเพียงความโกรธแค้นเท่านั้น
หรือว่าอีกฝ่ายจะแกล้งตาย
แต่มรรคาสวรรค์ที่อยู่ด้านนอกคล้ายว่าจะเป็นของจริง
หานเจวี๋ยลอบสบถกับตัวเองว่ามีปัญหาแล้ว จะคาดเดาไปทำไมกันเล่า ถามระบบวิวัฒนาการเลยดีกว่า!
‘ข้าอยากรู้ว่าจู่ถูตายหรือยัง’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[มีเศษส่วนวิญญาณหลงเหลืออยู่เสี้ยวหนึ่ง]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ช่างสมกับเป็นอันดับหนึ่งแห่งมหาเคราะห์ สาปแช่งขนาดนี้แล้วยังไม่ตายอีก
บัดซบ นี่มันจักจั่นทองลอกคราบ[2]
คราวนี้วังสวรรค์และจักรพรรดิสวรรค์เจอปัญหาแล้ว!
ผู้นำสามในสี่ของกลุ่มอิทธิพลใหญ่ระดับจักรวรรดิถูกจักรพรรดิสวรรค์สาปจนตาย ยังจะดีได้อยู่อีกหรือ
ถ้าหากหานเจวี๋ยเป็นกลุ่มอำนาจอื่น จะต้องหมายหัวจักรพรรดิสวรรค์เป็นอันดับแรกแน่นอน
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป วังสวรรค์จะชิงมหาโชคมาได้อย่างไร
หานเจวี๋ยรู้สึกกลัดกลุ้ม
แบบนี้ไม่นับเป็นการขุดหลุมฝังจักรพรรดิหรอกหรือ
ไม่ถูกสิ!
เขากำลังช่วยจักรพรรดิสวรรค์อยู่ แต่จนใจที่จู่ถูเจ้าเล่ห์แสนกล เล่นงานเขาไม่ได้จึงสาดน้ำครำใส่เขาแทน
มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน!
หานเจวี๋ยโกรธแล้ว
แต่เขาจำเป็นต้องพักผ่อน ความรู้สึกวิงเวียนยังไม่เลือนหายไป
ผู้ทรงพลังระดับเทพที่แสนสูงส่งก็ยังรู้สึกวิงเวียนตาลายได้ พูดไปแล้วก็ฟังดูน่าขัน แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้คำสาปแช่งต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงเหลือเกิน
หากไม่มีหนังสือแห่งความโชคร้าย หานเจวี๋ยคงไม่กล้าสาปแช่งส่งเดช
[หนังสือแห่งความโชคร้าย: ยอดสมบัติระดับเทพ ใช้สาปแช่งสิ่งมีชีวิตได้ นำพาโชคร้ายมาหาเป้าหมาย และในขณะเดียวกันจะไม่มีทางทำให้เป้าหมายตรวจจับได้]
คุณสมบัติไม่มีทางถูกตรวจพบถูกหานเจวี๋ยพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ เลิศล้ำหมดจดแล้ว
….
หนึ่งเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยฟื้นคืนสู่สภาพเดิมแล้ว เขาหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อถามไถ่ถึงสถานการณ์ของจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยกลั้วหัวเราะ “กลัวอันใดเล่า เป็นแบบนี้ก็ยิ่งดี! เราต้องการให้ปวงชนบังเกิดความกริ่งเกรงต่อเรา! เราต้องการยุติมหาเคราะห์ มีเพียงการรวมเป็นหนึ่งเท่านั้น ถึงจะนำพาสันติภาพมาให้ปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้!”
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย เขากลุ้มใจอยู่ตั้งนาน คิดไม่ถึงเลยว่าจักรพรรดิสวรรค์กลับภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“ฝ่าบาท ยังคงต้องระวังเอาไว้บ้าง แดนเซียนอาจยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งคนอื่นซ่อนตัวอยู่ เฉกเช่นเฮ่าเทียนในกาลก่อน สวมรอยเป็นจักรพรรดิเซียนวัฏจักรอยู่ใกล้ตัวพระองค์” หานเจวี๋ยจำเป็นต้องกล่าวเตือน
จักรพรรดิสวรรค์มีตำแหน่งเป็นนายแห่งวังสวรรค์ อยู่ในที่แจ้งตลอดเวลา ทำให้ถูกลอบปองร้ายได้ง่ายยิ่ง
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยตอบ “เรามีความคิดอยู่ในใจแล้ว อันที่จริงแรกเริ่มเราไม่มีความคิดที่จะรวมแดนเซียนให้เป็นหนึ่งเลย ทว่าด้วยกระแสของภาพรวมในตอนนี้ เราไม่อาจถอนตัวกลางคันได้ จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ทั่วทั้งวังสวรรค์ต่างตั้งตาคอยให้เรารวมแดนเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราหยุดไม่ได้แล้ว”
วาจานี้กล่าวได้อย่างสงบและราบเรียบอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยฟังแล้วไม่รู้สึกถึงความกลัดกลุ้มหรือลังเลของเขาแม้แต่น้อย มีเพียงแต่ความแน่วแน่เท่านั้น
รู้ทั้งรู้ว่าบนเขามีพยัคฆ์ แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าไป!
หานเจวี๋ยลอบถอนหายใจกับตัวเอง
เขามีเจตนาช่วยเหลือวังสวรรค์ แต่กลับทำให้วังสวรรค์จมลึกลงไปเรื่อยๆ
นี่น่ะหรือมหาเคราะห์
นี่น่ะหรือชะตากรรม
หานเจวี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง
หรือว่าตัวเขาเองก็ก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรมไปเสียแล้ว
พอคิดดูให้ดีๆ เขาก็บุ่มบ่ามไปบ้างจริงๆ
‘เอาเถิด ข้าเพียงถามด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ทำให้เต็มที่ก็พอแล้ว หากไม่มีหนทางจริงๆ เช่นนั้นข้าก็ทำได้เพียงคุ้มครองตัวเองเท่านั้น‘
เมื่อหานเจวี๋ยคิดได้เช่นนี้ แววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
ในเมื่อจักรพรรดิสวรรค์ถอยไม่ได้แล้ว เช่นนั้นเขาก็ต้องช่วยให้จักรพรรดิสวรรค์มีชัย!
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์แว่วเข้ามาอีกครั้ง “ไม่นานมานี้นิกายเหรินส่งโอสถศักดิ์สิทธิ์มาจำนวนหนึ่ง ในบรรดานั้นมีมรรคาโอสถที่ช่วยในการบำเพ็ญระดับเทพมาด้วย เจ้าอยากได้หรือไม่ เราจะให้เจ้าสิบเม็ด”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ช่างเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเก็บไว้ให้เหล่าเทพเซียนในวังสวรรค์เถิด ถึงทรงมอบมันให้กับข้า ข้าก็ช่วยเหลือพระองค์ไม่ได้ จะเป็นการสิ้นเปลืองเปล่าๆ”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างไม่แยแส “ไม่เป็นไร เจ้ากับเราเป็นคนกันเอง แต่พวกเขามิใช่”
…………………………………………
[1] ไม้กวนอาจม เปรียบเปรยถึง ตัวก่อกวนสร้างปัญหา
[2] จักจั่นทองลอกคราบ หมายถึงการหลอกล่อศัตรูให้ตายใจว่าจะได้ชัยแน่นอน จากนั้นหาทางหลบหนีไปอย่างเงียบเชียบ
บทที่ 370
หลังจากพูดคุยกับจักรพรรดิสวรรค์จบ สุดท้ายหานเจวี๋ยก็ได้รับมรรคาโอสถสิบเม็ด สถานที่นัดรับคือห้วงอวกาศที่เคยเป็นโลกเขย่าพิภพมาก่อน
หานเจวี๋ยส่งหลิวเป้ยไปรับของ
ยามนี้ผนึกของแดนชำระบาปเก้าขุมอ่อนแอยิ่ง หลิวเป้ยสามารถฝ่าออกไปได้อย่างง่ายดาย
ด้วยนิสัยระแวดระวังของหลิวเป้ย น่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น
หลังจากหลิวเป้ยไปแล้ว หานเจวี๋ยก็บำเพ็ญเพียรต่อไป
กระแสในครั้งนี้ทำให้เขาตระหนักถึงความน่ากลัวของชะตาลิขิต เขาจำเป็นต้องมีพลังที่แกร่งกล้ากว่านี้เพื่อใช้รับมือ
‘ต้องพูดเลยว่าศัตรูเหล่านี้ต่างร้ายกาจยิ่ง ข้าอยู่ในที่ลับแล้วยังไม่อาจเล่นงานพวกเขาให้ตายได้’
หานเจวี๋ยรำพันอยู่ในใจ เขาเลื่อมใสจู่ถูและเฮ่าเทียนอยู่เล็กน้อย
โดยเฉพาะจู่ถู ใช้ความตายเพื่อให้ร้ายจักรพรรดิสวรรค์ ใจเด็ดยิ่งนัก
นับจากนี้ เกรงว่าวังเทพคงโกลาหลแล้ว
ความโกลาหลของวังเทพและวังปีศาจอาจทำให้รูปการณ์ของแดนเซียนวุ่นวายยิ่งขึ้น
ทำนายอนาคตของจักรพรรดิสวรรค์สักหน่อยดีหรือไม่
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็มีความคิดผุดขึ้นมา
ใช่แล้ว!
เขาจะเอาแต่พิจารณาถึงมหาเคราะห์ไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องช่วยให้จักรพรรดิสวรรค์ได้คว้าชัย
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ‘ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะสิ้นชีพอย่างไร’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าโลกพลิกหมุน จิตรับรู้ถูกดึงเข้าสู่สถานการณ์ฉากหนึ่ง
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าตนอยู่ในตำหนักใหญ่ที่สว่างไสวหลังหนึ่ง ตำหนักพังทลาย เมื่อทอดสายตามองไป ก็สามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งนภาครามเมฆาขาวด้านนอกตำหนัก
จักรพรรดิสวรรค์ในสภาพกระเซอะกระเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
สายตาของหานเจวี๋ยมองไปยังเงาร่างหนึ่งที่ยืนตรงปากทางเข้าตำหนัก
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เงาร่างนี้…
“จักรพรรดิสวรรค์ วังสวรรค์ควรเปลี่ยนผู้นำได้แล้ว!”
น้ำเสียงเยียบเย็นเสียงหนึ่งแว่วเข้ามา เขามองเห็นคนผู้นั้นย่างเท้าเข้าตำหนักมา
หานเจวี๋ยเพ่งมอง นี่มิใช่หลงเฮ่าหรอกหรือ
ช้าก่อน!
หรือว่าเขาจะถูกเฮ่าเทียนยึดร่างแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์เงยหน้าขึ้น มองหลงเฮ่าอย่างเย็นชา เอ่ยว่า “ไอ้ลูกทรพี เจ้าคิดจะทำปิตุฆาตหรือ”
หลงเฮ่าในชุดดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเคยให้โอกาสท่านแล้ว แต่ท่านเอาแต่หัวรั้นดึงดัน ตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์สมควรให้ข้าสืบทอดมิใช่หรือ ไยท่านจึงมอบมันให้ยอดแม่ทัพเทพกันเล่า”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าว “การเป็นจักรพรรดิสวรรค์มิได้ขึ้นอยู่กับพลัง แต่ขึ้นอยู่กับบารมีและฝีมือ เจ้าใกล้ชิดกับเฮ่าเทียนเกินไป เจ้ากลายเป็นหุ่นเชิดของเขาแล้ว ในมหาเคราะห์ครั้งที่ผ่านมา แม้เจ้าจะประสบกับโชควาสนา แต่เจ้าก็สร้างศัตรูเอาไว้นับไม่ถ้วน หากเจ้าเป็นผู้นำวังสวรรค์ จะสามารถชักนำวังสวรรค์ไปสู่ความเจริญได้อย่างไร”
“เฮอะ ท่านไม่ไว้ใจข้า แต่กลับไว้ใจยอดแม่ทัพเทพ ไว้ใจท่านอาจารย์ข้า แต่ไม่ยอมไว้ใจบุตรชายของท่านเอง เพียงเพราะเกรงกลัวเฮ่าเทียน ท่านอยากประสบความสำเร็จในฐานะจักรพรรดิสวรรค์ให้ได้มากกว่าเฮ่าเทียน!”
น้ำเสียงของหลงเฮ่าเต็มไปด้วยความริษยาและไม่ยินยอม
เมื่อหานเจวี๋ยฟังมาจนถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
บัดซบ!
เจ้าเด็กคนนี้เดินทางผิดแล้วสินะ
แต่พอมาคิดดูดีๆ การที่หลงเฮ่าอยากเป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่นับว่าเกินไปนัก
หากแต่ผู้ที่จักรพรรดิสวรรค์ยกบัลลังก์ให้กลับมิใช่หลงเฮ่า แต่เป็นลูกน้องในปกครองแทน หลงเฮ่าเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจจริงๆ
แต่ยอดแม่ทัพเทพมีคุณูปการมากมาย เรียกได้ว่าเป็นคนสนิทมากความสามารถของจักรพรรดิสวรรค์ หากจะให้เขาขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ผู้ใดบอกกันเล่าว่าตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์จะต้องสืบทอดทางสายเลือดเท่านั้น
สำหรับตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ หานเจวี๋ยไม่ไปต่อแถวรอรับด้วยอยู่แล้ว
แต่การที่หลงเฮ่าต้องการทำปิตุฆาตเพราะเหตุนี้ นั่นก็เกินไปหน่อยจริงๆ
หลงเฮ่าเดินเข้าไปหาจักรพรรดิสวรรค์ทีละก้าวๆ พลางเอ่ยเสียงเย็น “เสด็จพ่อ ข้าจะพูดกับท่านเป็นครั้งสุดท้าย หากมิมีความช่วยเหลือจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ วังสวรรค์คงพินาศไปในมหาเคราะห์ครั้งก่อนแล้ว ท่านไม่เหมาะสมกับตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์จริงๆ เพราะท่านไม่แข็งแกร่งพอ!”
เขาซัดฝ่ามือใส่จักรพรรดิสวรรค์อย่างรุนแรง พลังเวทที่ซัดโถมออกไปกลายเป็นมังกรทองตัวหนึ่งที่พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว มันเข้ารัดพันจักรพรรดิสวรรค์และตรึงเขาไว้ราวกับโซ่ตรวน
มังกรทองอ้าปาก เริ่มดูดกลืนวิญญาณของจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ดิ้นรนขัดขืน เขาไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านแล้ว
เขาค่อยๆ หลับตาลง ถอนหายใจพลางกล่าวขึ้นว่า “อันสิ่งที่เรียกว่ามรรคาสวรรค์ ก็เป็นเพียงตัวหมากที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น รอจนเจ้าได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้ว เจ้าจะต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน”
ฉากสถานการณ์พังทลายลง
หมายความว่าจักรพรรดิสวรรค์สิ้นชีพด้วยน้ำมือของหลงเฮ่า
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง
เขาพอจะจับทางได้เล็กน้อยแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่าในมหาเคราะห์ครั้งก่อนหลงเฮ่าสร้างศัตรูเอาไว้นับไม่ถ้วน ก็หมายความว่าวังสวรรค์และจักรพรรดิสวรรค์จะรอดจากมหาเคราะห์ครั้งนี้ไปได้!
เช่นนั้นก็ดี!
หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้มออกมา
รอดพ้นมหาเคราะห์ครานี้ไปได้ก็ดี ดูเหมือนทิศทางของมหาเคราะห์จะเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งแล้ว
แผนร้ายฉากนี้ของจู่ถู ช่างร้ายกาจจริงๆ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยรวมได้
ไม่ถูกสิ
เป็นข้าต่างหากที่ร้ายกาจ!
หานเจวี๋ยแอบรู้สึกภูมิใจกับตัวเอง
หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เมื่อถึงเวลาค่อยขัดขวางไม่ให้หลงเฮ่ากระทำการปิตุฆาตต่อจักรพรรดิสวรรค์
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์จะไว้วางใจในตัวเขาอย่างไร้เงื่อนไข เกื้อกูลเขาสารพัด แต่กลับเข้มงวดกับบุตรชายของตนอย่างยิ่ง นี่เป็นเพราะเหตุใดกันแน่
‘ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดจักรพรรดิสวรรค์จึงดีต่อข้าถึงเพียงนี้’ หานเจวี๋ยเอ่ยถามต่อในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
สองพันล้านปีหรือ
หานเจวี๋ยสะดุ้งแล้ว
ที่ผ่านมาสูงสุดก็แค่พันล้านปีเท่านั้น!
นี่หมายความว่าอย่างไรกัน
มีตัวตนที่เหนือกว่าจู่ถูเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องราวด้วยหรือ!
ใช่อริยะหรือไม่
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อทันที
เขาอยากเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดิสวรรค์คือผู้ใดกัน
ถึงแม้จักรพรรดิสวรรค์จะดีต่อเขายิ่งนัก แต่หานเจวี๋ยก็ยังรู้สึกหวาดระแวงอยู่ดี
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่ามรรคาสวรรค์ล้วนเป็นตัวหมาก นับประสาอะไรกับตัวเขาเล่า
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยล่องลอยอีกครั้ง
เขามาถึงภายในตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง
ตำหนักหลังนี้กว้างขวางอย่างยิ่ง เงียบสงัดวังเวง แตกต่างจากความโอ่อ่าตระการตาของตำหนักเอกอนันต์
จักรพรรดิสวรรค์คุกเข่าอยู่ด้านหน้าเบาะกลมอันหนึ่ง บนเบาะกลมไร้คน ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก
น้ำเสียงกังวานเสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา “มหาเคราะห์มรรคาสวรรค์เป็นเคราะห์เล็กๆ เท่านั้น เคราะห์มหามรรคาต่างหากถึงจะเป็นมหันตภัยใหญ่ วังสวรรค์หนุนนำมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์เที่ยงธรรม วังสวรรค์มิอาจเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว เทพเซียนมิอาจควบคุมสรรพสัตว์ คือความทุกข์ยากที่เทพเซียนต้องเผชิญ ความหวังของวังสวรรค์มิได้ขึ้นอยู่กับมหาเคราะห์ครั้งนี้ แต่ขึ้นอยู่กับครั้งถัดไป”
จักรพรรดิสวรรค์ตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเงยหน้าขึ้นและเอ่ยถาม “ขึ้นอยู่กับข้าหรือขึ้นอยู่กับผู้อื่น”
“ผู้อื่น”
“ขออริยะโปรดแถลงไข”
“จะมาจากแดนมนุษย์”
“แดนมนุษย์…”
จักรพรรดิสวรรค์พึมพำกับตัวเอง คล้ายจะนึกอะไรได้ กระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันใด
ฉากสถานการณ์พังทลายลง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
เป็นคำชี้แนะจากอริยะจริงๆ!
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้ดีกับเขาเพียงคนเดียว ยังดีต่อยอดแม่ทัพเทพด้วย เพราะยอดแม่ทัพเทพก็เคยเป็นมนุษย์เช่นกัน
ไม่แปลกเลยที่จักรพรรดิสวรรค์จะไม่เลือกหลงเฮ่า
หานเจวี๋ยไม่ได้วิวัฒนาการต่อว่าอริยะท่านนั้นเป็นผู้ใด การรู้มากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
หานเจวี๋ยมักมีความรู้สึกหวาดหวั่นต่ออริยะเสมอ เขาไม่จะอยากเข้าไปข้องแวะด้วยมากนัก
บำเพ็ญตบะต่อดีกว่า!
….
ชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านพ้นไปห้าสิบปี
ตบะของหานเจวี๋ยพัฒนาไปอย่างมั่นคง ในช่วงที่ผ่านมานี้ เขาให้ความสนใจกับจดหมายอยู่ตลอด
เขาแปลกใจเมื่อพบว่าหลังจากจู่ถูแกล้งตาย วังสวรรค์ก็มิได้เผชิญกับการโจมตีอย่างบ้าคลั่งอีกเลย เหตุการณ์กลับเข้าสู่สภาวะสงบสุข เขาเคยสอบถามจักรพรรดิสวรรค์ ได้ความว่าวังสวรรค์เริ่มรับเอาอาณานิคมของวังเทพเอาไว้แล้ว
แผนจักจั่นทองลอกคราบในครานี้ของจู่ถู่กลับเป็นการช่วยจักรพรรดิสวรรค์ให้สมประสงค์
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เช่นกัน สัญชาตญาณบอกเขาอยู่เสมอว่าต่อไปจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน วังสวรรค์มีแนวโน้มว่าที่จะรวมแดนเซียนให้เป็นหนึ่งได้!
กลัวก็แต่เหล่าพันธมิตรของวังสวรรค์จะคิดคดขึ้นมา!
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะรู้สึกเป็นกังวล แต่เขาก็ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้อยู่ดี จึงทำได้เพียงปลุกปลอบตัวเองให้ สงบใจเพื่อบำเพ็ญเพียรต่อไป
จวบจนวันหนึ่ง
หานเจวี๋ยถูกสาปแช่งอีกครั้ง
‘จริงสินะ ยังอีกนานกว่าจะถึงจุดจบของมหาเคราะห์!’
หานเจวี๋ยสบถออกมาคำหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มวิวัฒนาการดูว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่สาปแช่งตน
ภายในถ้ำมืดมัวแห่งหนึ่ง หานเจวี๋ยมองเห็นชายชุดขาวคนหนึ่งถือหนังสือคำสาปแช่งหน้าตาธรรมดาเล่มหนึ่งอยู่
ชายชุดขาวคนนี้หน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก เขาคือราชันโลภะที่ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยทำนายได้ว่าจะมาสวมรอยเป็นตัวเขาในภายภาคหน้า